[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-27 17:51:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-27 19:41

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 60 : Back to the Future เวอร์ชั่นโรมแตก

วันที่ 26 เดือน มีนาคม ปี 2015 • ช่วงเวลากลางวัน+กลาวคืน เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป ระหว่างพรมแดนอิหร่าน - ตุรกี จนถึง กรุงโรม!!!

               แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านแนวเทือกเขามะลึมมะลึมที่ตั้งตระหง่านขวางกั้นระหว่างเขตแดนเอเชียกลางและทิศตะวันตก แสงสีทองรำไรทาบทับลงบนหลังคารถจี๊ปคันเก่าที่ยังคงมีไอเย็นจากน้ำค้างแข็งเกาะตัวเป็นฝ้ายามค่ำคืน ความหนาวเหน็บที่เคยกัดกินผิวหนังมาตลอดทั้งคืนเริ่มคลายตัวลงช้า ๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนพื้นหญ้าแห้งกรอบรอบบริเวณแคมป์ที่พัก 



               เจสันเป็นคนแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เขาขยับกายบิดขี้เกียจเพื่อเรียกพละกำลังระดับเดมิก็อดให้กลับมาไหลเวียนในเส้นเลือดอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกมายืนล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็นจัดจากกระติกน้ำ พลางขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ด้วยมาดที่ดูสมบูรณ์แบบเช่นเคย ไม่นานนักอาริเอลก็ค่อย ๆ เดิยต้วมเตี้ยมเพราะตาปรือตามออกมาจากเบาะหลัง เธอแปรงฟันอย่างระเบียบเรียบร้อยผิดกับเอสต้าที่ก้าวลงจากรถด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ไม่เป็นทรง แววตาสีเทาเงินของเธอยังคงความแสบสันไว้ไม่เปลี่ยน เอสต้าถ่มน้ำยาบ้วนปากลงพื้นพลางกลั้วคอเสียงดังสนั่นแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์ผู้หญิงของร่างหลักอย่างโมนีก้าแม้แต่น้อย



               “สดชื่นสุด ๆ ไปเลย! น้ำเย็นจนเหงือกจะหลุดออกมาเต้นระบำแล้ว” เอสต้าบ่นอุบอิบขณะพยายามรวบผมทรงโพนี่เทลให้กลับมาเป๊ะตามเดิมด้วยความรำคาญใจ 



               ก่อนที่ทั้งสามจะพากันกระโดดขึ้นรถเพื่อออกเดินทางเข้าสู่เขตแดนประเทศตุรกีอย่างเป็นทางการ ทันทีที่เครื่องยนต์สตาร์ทติดและรถเริ่มเคลื่อนตัวไปตามถนนลูกรัง กลิ่นหอมฉุยที่ขัดกับบรรยากาศเคร่งเครียดของสมรภูมิกาลเวลาก็เริ่มอบอวลไปทั่วห้องโดยสาร เอสต้าใช้ความสามารถอัจฉริยะในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ของเธอจัดการต้มน้ำด้วยความร้อนจากในกระเป๋าแบบลัดขั้นตอน จนได้มาม่าเกาหลีและราเม็งถ้วยร้อน ๆ มาแจกจ่ายเป็นอาหารเช้าขณะที่รถกำลังสั่นสะเทือนไปตามทางทุรกันดาร



               อาริเอลดูจะฟินสุดขีดกับราเม็งรสราเม็งมิโสะบัตเตอร์คอนที่มีข้าวโพดแบบที่เธอโปรดปราน เธอใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวโพดหวานฉ่ำที่ลอยคออยู่ในน้ำซุปเข้มข้นเข้าปากด้วยแววตาเป็นประกายเยิ้มพลางพึมพำด้วยความสุข "โอ้โห... รสบัตเตอร์นี่มันเยียวยาจิตใจอสุรกายได้จริงๆ นะคะ"



               ในขณะที่เอสต้ากำลังโซ้ยมาม่าเผ็ดเกาหลีอย่างดุดันตามบุคลิกบ้าเลือดของเธอ เสียงซดเส้นดังสลับกับเสียงอุทาน "ซี๊ดดด! เผ็ดได้ใจดีแท้! รสชาตินี้แหละที่คู่ควรโคตรเผ็ดชิบหาย!" เจสันที่ทำหน้าที่สารถีจำเป็นถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กลิ่นกระเทียมเจียวและเนยหอม ๆ ที่อบอวลอยู่รอบตัวมันยั่วยวนจนเขาแทบจะไม่มีสมาธิมองถนน เขาเหลือบมองเอสต้าที่กำลังคีบเส้นเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาละห้อยจนสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเปรยออกมาเบา ๆ "เอ่อ... คือว่า... กลิ่นมันหอมดีนะครับ" เจสันเปรยขึ้นเบาๆ หวังว่าความสุภาพของเขาจะซื้อความเห็นใจได้บ้าง



               เอสต้าหยุดเคี้ยวแล้วเลิกคิ้วมองเจสันด้วยสายตาปลาตายที่บ่งบอกว่าเธอก็ไม่ได้ชอบเขาไปมากกว่าเมื่้อคืนแม้จะได้เปิดใจกันบ้าง "ทำไมคะ? มองตาละห้อยแบบนี้คือจะให้ฉันป้อนหรอ? โฮ๊ะ! ฝันไปเถอะค่ะคุณพี่! มือมีก็ขับไปสิคะ ฉันไม่คิดจะทำตัวเป็นนางเอกหนังรักนะเว้ย!"



               เจสันได้แต่ถอนหายใจและกลืนน้ำลายลงคอไปอีกรอบ "ผมก็ไม่ได้ขอให้ป้อนสักหน่อย..." เขาพึมพำพลางประคองพวงมาลัยต่อไปอย่างอดทน ท่ามกลางเสียงซดน้ำซุปดังโฮก ๆ ของเอสต้าและเสียงเคี้ยวข้าวโพดกรุบ ๆ ของอาริเอล



               รถจี๊ปคันเก่ายังคงมุ่งหน้าต่อไปสู่ชายแดนตุรกี เส้นทางเริ่มเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นถนนลาดยางที่กว้างขึ้น กลิ่นอายของอารยธรรมโบราณผสมผสานกับโลกสมัยใหม่เริ่มชัดเจนขึ้นทุกขณะ แม้ภารกิจกู้กาลเวลาจะยังอีกยาวไกล แต่ความอิ่มท้องจากมาม่ารสเด็ดก็ช่วยเหนี่ยวรั้งความวุ่นวายของทีมเอาไว้ไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปมากกว่าเดิมก่อนจะเข้าสู่ประตูสู่ยุโรป



               ทว่า…



               บรรยากาศความสงบสุขของมื้อเช้าบนรถจี๊ปที่ดำเนินไปได้ไม่นานนัก ขณะที่เจสันกำลังประคองพวงมาลัยไปตามเส้นทางลูกรังมุ่งหน้าสู่ชายแดนตุรกี จู่ ๆ พื้นดินเบื้องล่างก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แรงสั่นนั้นส่งผลให้ตัวรถกระเด้งกระดอนจนควบคุมไม่อยู่ เอสต้าที่กำลังยกถ้วยมาม่าเผ็ดเกาหลีขึ้นซดน้ำซุปอุ่น ๆ ถึงกับสำลักเมื่อน้ำสีแดงสดกระฉอกหกเลอะเสื้อยืดตัวเก่งและหน้าท้องที่โชว์เอวคอดของเธอจนแสบร้อนไปหมด



               “เหี้ย! ร้อนนนน! อะไรวะเนี่ย!” เอสต้าสบถลั่นรถด้วยความหงุดหงิดสุดขีด เธอสะบัดมาม่าในมือทิ้งอย่างไม่ไยดีพลางถลึงตาใส่เจสัน “ขับรถภาษาอะไรของนายฮะเจสัน! ตกหลุมอุกกาบาตหรือไง!” แต่เมื่อเธอหันไปมองกระจกมองหลังเพื่อดูต้นตอของแรงสั่นสะเทือน คำด่าที่เหลือก็กลืนหายไปในลำคอทันที ภาพที่เห็นทำเอาเอสต้าผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดถึงกับตาเหลือกกว้าง



               ที่สำคัญอาริเอลที่หันไปมองทางด้านหลังเช่นกันถึงกับหน้าถอดสี ตะเกียบที่ถือร่วงคามือเอมพูซ่าสาว เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก “ซิ่งเลยค่ะคุณเจสัน! เหยียบให้มิดเลยค่ะ! ไม่ต้องสนอะไรแล้ว!” สิ้นคำนั้นเจสันไม่ต้องรอให้ใครบอกซ้ำสอง เมื่อเขาเหลือบไปเห็นภาพสะท้อนในกระจกหลัง 



               เพราะมันมีฝูงวัวกระทิงขนาดมหึมาที่ทำจากสำริดทั้งตัวกำลังวิ่งตะบึงไล่กวดพวกเขามาติด ๆ ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองตัว แต่มันคือฝูงวัวโคลคีนนับสิบ ๆ ตัว อาจจะเกินห้าสิบตัวด้วยซ้ำที่กำลังพ่นลมหายใจเป็นเปลวไฟร้อนแรงเผาผลาญทุ่งหญ้าแห้งกรอบด้านหลังจนกลายเป็นทะเลเพลิง เสียงกีบเท้าโลหะหนักอึ้งกระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว เจสันเหยียบคันเร่งจนจมมิด รถจี๊ปคันเก่าคำรามลั่นเหมือนสัตว์ที่กำลังจะขาดใจตาย มันพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องยนต์เก่าคร่ำครึนี้จะทำได้



               “กรี๊ดดดด! มันเยอะชิบหายเลยโว้ยยย!” เอสต้าแหกปากร้องแข่งกับเสียงเครื่องยนต์และเสียงคำรามของฝูงวัวโลหะ ความบ้าบิ่นของเธอถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด “มาจากไหนกันเยอะแยะวะ! นี่มันงานวิ่งควายชลบุรีหรือไง!”



               “ผมจะพยายามสลัดมันให้หลุด! จับแน่น ๆ นะ!” เจสันตะโกนตอบ เขาเรียกวิญญาณนักซิ่งสายฟ้าในตัวออกมา สวมบทบาทโดมินิค ทอเร็ตโต้ ในเวอร์ชันผมทอง หักพวงมาลัยหลบหลุมบ่อและก้อนหินขนาดใหญ่ด้วยทักษะการขับรถระดับเทพที่แม้แต่ตัวเองยังแปลกใจเลยว่าผมนี้มันทำได้ไงกัน แต่ฝูงวัวโคลคีนยังคงไล่กวดมาติด ๆ เปลวไฟจากจมูกพวกมันเริ่มลามมาเลียท้ายรถจี๊ปจนสีตัวถังเริ่มปูดพอง ความร้อนแผ่ซ่านเข้ามาในห้องโดยสารจนแทบหายใจไม่ออก



               ในวินาทีแห่งความเป็นความตายที่ความเร็วของรถเข็มไมล์ไต่ระดับขึ้นไปแตะที่ 88 ไมล์ต่อชั่วโมงอย่างน่าอัศจรรย์ จู่ ๆ บรรยากาศรอบรถก็เริ่มบิดเบี้ยว กระแสไฟฟ้าสถิตแล่นพล่านไปทั่วคันรถจนผมของทุกคนตั้งชูชัน ราวกับมีพลังงานมหาศาลระดับ 1.21 จิกะวัตต์ถูกปลดปล่อยออกมาจากต้นตอที่ไม่ทราบสาเหตุ แสงสว่างจ้าสีขาวโพลนระเบิดออกมารอบคันรถพร้อมกับเสียงกัมปนาทดัง 



               ตู๊มมมม! 


               เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงฝีเท้าของฝูงวัวและเสียงกรีดร้องของทั้งสามคนไปจนหมดสิ้น



               แรงกระชากของกาลเวลาเหวี่ยงรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ร่างของพวกเขาเหมือนถูกดึงเข้าไปในเครื่องปั่นขนาดยักษ์ ก่อนจะถูกคายออกมาอย่างรุนแรงกระแทกเข้ากับพื้นหินแข็ง ๆ ที่ไม่ใช่ถนนลูกรังอีกต่อไป เอสต้าที่กระเด็นออกมาจากรถคนแรกร่างกระแทกพื้นเต็มรักจนหัวฟาดพื้นหินซ้ำรอยเดิม “โอ๊ย! หัวฉัน! แตกอีกแล้วมั้งเนี่ยไอ้เวรตะไล!” เธอนอนกุมหัวร้องครวญครางอยู่บนพื้นถนนที่ปูด้วยหินก้อนใหญ่ 



               ส่วนอาริเอลที่กลิ้งหลุนๆ ตามออกมาอยู่ในสภาพที่น่าอนาถไม่แพ้กัน เธอนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นด้วยแววตาที่ยังคงตื่นตระหนกสุดขีด แต่ที่ปากยังมีเส้นมิโสะราเม็งที่กินค้างไว้ห้อยต่องแต่งลงมาครึ่งค่อนถ้วย ดูน่าสงสารปนฮาอย่างบอกไม่ถูก 



               ทางด้านเจสันที่ยังคงทำมือเหมือนเกาะพวงมาลัยรถจี๊ปที่จอดสนิท มีสภาพหน้าเหวอสุดขีด แว่นสายตาเอียงกระเท่เร่ เขาพยายามปรับโฟกัสสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าตอนเจอฝูงวัวโคลคีนเสียอีก



               พวกเขาไม่ได้อยู่บนถนนสายเปลี่ยวในตุรกีอีกต่อไป แต่กลับมาโผล่กลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโรมันโบราณ ทว่ามันไม่ใช่เมืองที่สงบสุข เพราะตอนนี้คือท้องฟ้าสีดำสนิทในยามค่ำคืนถูกย้อมด้วยสีส้มแดงฉานของเปลวเพลิงมหึมาที่กำลังโหมกระหน่ำเผาผลาญอาคารบ้านเรือนทุกหลังคาเรือน เสียงกรีดร้องของผู้คนดังระงมไปทั่วท้องถนนที่เต็มไปด้วยความโกลาหล ควันไฟหนาทึบลอยคละคลุ้งจนแสบจมูก กลิ่นไหม้ของไม้และเนื้อสัตว์ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ นี่ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา 



               แต่มันคือคืนแห่งหายนะ... คืนที่กรุงโรมกำลังถูกเผาวอดวายจนสิ้นซาก และพวกเขาทั้งสามก็ตกลงมาอยู่ใจกลางนรกบนดินแห่งนี้เข้าอย่างจัง



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ผม... ฮาว่ะ
Quest Summary

สรุป

ช่วงเช้าเจสัน โมนีก้า อาริเอลก็ออกเดินทางเข้าตุรกี แต่ระหว่างขับรถพวกเขาโดนฝูงวัวโคลคีนไล่หลายสิบตัว อาจจะถึงร้อยก็ได้นะ ไม่รู้มาจากไหน แล้วก็ ตู๊มมมม Back to the Future จนถึง!!! วันที่กรุงโรมมมมมมมม แตกกกกกกกก

(ทั้งสามทะลุมิติมา วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 64 )

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-29 11:26
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-29 11:25
โพสต์ 58029 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-27 17:51
โพสต์ 58,029 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-27 17:51
โพสต์ 58,029 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-27 17:51
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-27 20:15:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-29 02:53

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 61 : Back to the Future เวอร์ชั่นโรมแตก 2

วันที่ 18 เดือน กรกฎาคม ปี 64 • ช่วกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป กรุงโรม ค.ศ. 64

              ท่ามกลางเศษซากของอาคารหินอ่อนที่พังครืนและเปลวเพลิงสีส้มฉานที่โหมกระหน่ำลามไปทั่วทุกซอกซอยของกรุงโรม เจสันและอาริเอลยืนนิ่งงันด้วยความช็อก ภาพความยิ่งใหญ่ที่พวกเขารู้จักในประวัติศาสตร์กำลังถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านต่อหน้าต่อตา ทว่าผิดกับเอสต้าที่เพิ่งจะยันกายลุกขึ้นมาได้ แววตาสีเทาเงินของเธอเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด เธอไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงกรีดร้องหรือความวอดวายรอบข้างเลยแม้แต่น้อย แต่กลับดูหลงใหลในความพินาศนั้นอย่างวิปริต



              “ว้าว... สุดยอดไปเลยค่ะทริปนี้! สวยกว่าในหนังเยอะเลยนะเนี่ย!” เอสต้าอุทานพลางรีบล้วงเอาแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์ออกมาจากกระเป๋า เธอขยับมุมกล้องอย่างรวดเร็วเพื่อหามุมที่เปลวไฟกำลังลามเลียยอดเสาหินอ่อนได้สวยที่สุด “นิ่ง ๆ อืม… สวย เดี๋ยวแม่จะถ่ายรูปเก็บไว้ดูเป็นขวัญตาขวัญใจซักหน่อย”  



              เธอไม่พูดเปล่า เอสต้าขยับตัวไปหน้าซากปรักหักพังแล้วยกแท็บเล็ตขึ้นเซลฟี่ตัวเอง เธอฉีกยิ้มกว้างพลางชูสองนิ้วให้กล้องโดยมีฉากหลังเป็นกรุงโรมที่กำลังไหม้วอดวาย รอยยิ้มของเธอดูตัดกับบรรยากาศโศกนาฏกรรมเบื้องหลังอย่างน่าขนลุก จนเจสันที่ยืนขบกรามแน่นทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวฉับ ๆ เข้าไปคว้าแท็บเล็ตออกจากมือเอสต้าทันที



              “เฮ้ย! เอาคืนมานะเจสัน! กำลังได้มุมสวยเลย!” เอสต้าโวยวายพลางกระโดดจะแย่งคืน



              “นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นนะเอสต้า!” เจสันตวาดกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความโกรธและความเจ็บปวด เขายัดแท็บเล็ตเก็บลงในกระเป๋าของตัวเอง “ดูรอบ ๆ สิ มีคนกำลังตาย... เราต้องช่วยพวกเขา!”



              เอสต้าหยุดชะงัก ก่อนที่เธอเอียงคอระหงมองเจสันด้วยสีหน้าซื่อตาใส แต่ทว่าแววตาของเธอดูว่างเปล่าราวกับไม่เข้าใจความหมายของคำว่าความตายที่เขาพูดถึง “จะช่วยทำไมคะ? นี่มันคือประวัติศาสตร์นะคุณพี่ ถ้านายไปเปลี่ยนมัน กาลเวลาก็จะพังทลายลงยิ่งกว่านี้อีกนะ เราทำอะไรได้มากกว่าการยืนดูเฉย ๆ หรอ? ความจริงพวกเราไม่ควรจะอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ”



              เจสันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง คำพูดของเอสต้ามันช่างเปี่ยมไปด้วยเหตุผลที่เย็นชาจนน่ากลัว เขามองไปที่เปลวไฟที่กำลังลามเข้าหาบ้านหลังเล็ก ๆ “เธอพูดถูก... ประวัติศาสตร์บอกว่าโรมต้องไหม้ และเนโรต้องทำเรื่องชั่วร้ายหลังจากนี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและหนักแน่น “แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกไว้หรอกนะ ว่าจะมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องถูกคานทับตายในซอยนี้ หรือคนแก่คนหนึ่งต้องสำลักควันตายตรงนั้น... เพราะนั่นคือหน้าที่ของเรา ถ้าการเป็นวีรบุรุษหมายถึงการยืนดูความเจ็บปวดเพื่อรักษาเส้นเวลาที่สวยงาม... ฉันก็คงไม่ใช่เจสัน เกรซ”



              “นายจะไปช่วยทั้งที่รู้ว่าสุดท้ายพวกเขาก็ต้องโดนเนโรฆ่าตายอย่างทรมานหลังจากนี้น่ะหรอ?” เอสต้าถามย้ำด้วยความสงสัย



              เจสันชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาฉายความโดดเดี่ยวออกมาอย่างชัดเจน เขาโตมากับการถูกทอดทิ้งและพยายามดิ้นรนสร้างครอบครัวจากเศษเสี้ยวของมิตรภาพมาตลอด การที่เห็นเอสต้าเมินเฉยต่อชีวิตคนอื่นมันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทุ่งหญ้าที่อ้างว้างอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตัดสินใจหันหลังให้เธอแล้ววิ่งตรงไปยังทิศทางของเสียงร้องขอความช่วยเหลือ 



              “อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องตายในคืนนี้... และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม”


              อาริเอลมองตามร่างของเจสันที่หายเข้าไปในกลุ่มควันพลางหันมามองเอสต้าด้วยสายตาขอร้อง “คุณเอสต้าคะ...”



              เอสต้านิ่งไปชั่วขณะ จู่ ๆ เนตรแห่งฟีบี้ในดวงตาของเธอก็เริ่มเปล่งแสงสีทองอ่อน ๆ ออกมา พลังแฝงที่มองทะลุเจตนาและคำลวงทำให้เธอเห็นความจริงบางอย่างในดวงตาที่แหลกสลายของเจสัน รวมถึงเห็นภาพเงาของชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังจะดับสูญในกองเพลิง เธอทำท่าทางคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางถอนหายใจยาว “เออ ๆ! ไปเลยค่ะพ่อคนดี! ช่วยก็ได้!”



              เอสต้าเดินนิ่ง ๆ เข้าไปในทิศทางเดียวกับเจสันอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้วิ่งเข้าไปด้วยความกระตือรือร้นแบบวีรบุรุษ แต่เธอกลับใช้การควบคุมพืชขั้นสูงเรียกเถาวัลย์สีเขียวสดที่ทนความร้อนให้พุ่งออกมาจากรอยแตกของพื้นหิน สานกันเป็นโครงข่ายเพื่อค้ำยันคานไม้ที่กำลังจะถล่มลงมาทับชาวเมืองที่ติดอยู่ “ช่วยได้แค่ไม่กี่คนหรอกนะ อย่ามาหวังว่าฉันจะแบกโรมทั้งเมืองไว้บนบ่าล่ะ!” เธอตะโกนบอกเจสันพลางสะบัดมือบังคับรากไม้ให้ดึงร่างของเด็กชายคนหนึ่งออกมาจากกองเพลิง



              ภาพที่เกิดขึ้นทำให้เจสันหันมามองเอสต้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจ แม้เอสต้าจะยังคงมีรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกประดับอยู่บนใบหน้า แต่เขาสัมผัสได้ว่ากำแพงที่ขวางกั้นระหว่างเขากับเธอมันเริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ เกิดขึ้นแล้ว 



              ส่วนอาริเอลก็ไม่รอช้า เธอรีบใช้พละกำลังกายภาพของเอมพูซ่าแบกคนเจ็บขึ้นบ่าแล้วพาหนีออกจากพื้นที่สีแดงทันที ทั้งสามคนร่วมมือกันต่อสู้กับมัจจุราชแห่งเปลวเพลิงท่ามกลางความล่มสลายของกรุงโรม เปลี่ยนจากเพียงผู้สังเกตการณ์กาลเวลาให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ที่ไม่มีใครจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ กว่าที่เปลวไฟในส่วนนั้นจะมอดลง ทั้งสามก็อยู่ในสภาพสะบักสะบอมและเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน พวกเขามายืนรวมตัวกันอีกครั้งที่ขอบจัตุรัส มองโรมที่ยังคงไหม้ไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป... 



              คำว่า… วีรบุรุษนี้มันไม่เหมาะกับเอสต้าเลยจริง ๆ 



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มาละ
Quest Summary

สรุป

-

(เขิน)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-27 21:33
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-27 21:33
โพสต์ 43488 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-27 20:15
โพสต์ 43,488 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-27 20:15
โพสต์ 43,488 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-27 20:15
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-28 13:42:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-29 02:53

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 62 : Back to the Future เวอร์ชั่นโรมแตก 3

วันที่ 18 เดือน พฤศจิกายน ปี 64 • ช่วกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป กรุงโรม ค.ศ. 64

            หลายวันผ่านไป ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังที่ยังคงมีกลุ่มควันจาง ๆ ลอยกรุ่นมาจากเถ้าถ่านหินอ่อน สีสันที่เคยรุ่งโรจน์ของกรุงโรมบัดนี้เหลือเพียงสีเทาและดำดุจป่าช้าที่ถูกแผดเผา เจสัน อาริเอล และเอสต้าในชุดทูนิกผ้าป่านเนื้อหยาบแบบชาวโรมันชนชั้นแรงงานยืนอยู่บนเนินเขาห่างจากใจกลางเมืองที่วอดวายเล็กน้อย เสื้อผ้าของพวกเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าและหยาดเหงื่อจากการตรากตรำช่วยผู้คนตลอดหลายวันจนไฟมอดดับสนิท เอสต้าพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนซากคานหินที่ยังอุ่นอยู่นิด ๆ เธอสะบัดผมทรงโพนี่เทลที่บัดนี้เต็มไปด้วยฝุ่นผงพลางมองไปยังทิศทางของพระราชวังเดิมด้วยสายตาว่างเปล่า



            “จบซักทีนะไอ้กองไฟยักษ์นั่น เหนื่อยสุด ๆ ไปเลยที่ต้องมานั่งเป็นอาสาสมัครกู้ภัยในยุคที่ไม่มีประกันสังคมเนี่ย” เอสต้าบ่นอุบอิบพลางนวดขมับด้วยความเหนื่อย “แล้วหลังจากนี้โรมจะเป็นยังไงต่อล่ะ? ฉันขี้เกียจอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ในค่ายน่ะมันน่าเบื่อ นายน่าจะรู้ดีที่สุดนะเจสัน”



            คำถามของเอสต้าทำให้เจสันยืนนิ่ง แววตาสีฟ้าครามของเขาฉายแววเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งขณะมองไปที่พื้นที่โล่งเตียนกว้างขวางใจกลางเมืองที่ไฟเพิ่งจะทำลายบ้านเรือนราษฎรไปจนหมดสิ้น เขาขยับแว่นสายตาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย 



            “ไฟสงบแล้ว... แต่ความวิบัติที่แท้จริงกำลังจะมาถึงครับ หลังจากนี้จักรพรรดิเนโรจะเสด็จกลับมา และแทนที่เขาจะใช้โอกาสนี้สร้างบ้านเรือนใหม่ให้ประชาชนที่กำลังลำบากไร้ที่ซุกหัวนอน เขากลับจะใช้ที่ดินที่โล่งเตียนพวกนี้สร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า โดมุส ออเรีย หรือคฤหาสน์ทองคำขนาดมหึมา” น้ำเสียงของเจสันนั้นราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะเอ่ย เขาเว้นวรรคคำเพื่อเก็บอารมณ์พลางกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน 

            


            “ที่นั้นมันจะมีทั้งทะเลสาบส่วนตัวที่สร้างขึ้นกลางเมือง ห้องพักมากกว่าสามร้อยห้องที่ผนังทุกด้านจะถูกฉาบด้วยทองคำแท้ ประดับประดาด้วยงานโมเสกที่ทำจากเพชรพลอยล้ำค่า และที่หน้าวังนั้น... เขาจะสร้าง โคลอสซัส เนโรนิส รูปหล่อทองแดงของตัวเองที่สูงถึงร้อยฟุตในรูปลักษณ์ของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เพื่อประกาศว่าเขาคือผู้ที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งในโรม”



            อาริเอลที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหน้าซีดเผือด เธอหันไปมองชาวเมืองที่กำลังนั่งร้องไห้สิ้นเนื้อประดาตัวอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาเวทนา “ทำไมถึงใจร้ายได้ขนาดนั้นคะ... นะคะ” ส่วนเอสต้าเธอแค่นั่งนิ่งจ้องมองภาพโรมที่โดนเผาวอดวายด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเหมือนมองวิวด้วยซ้ำ



            “แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดหรอกครับอาริเอล” เจสันกัดฟันพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาต้องได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายด้วยตาเนื้อ 



            “เพื่อเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของประชาชนที่สงสัยว่าเขาเป็นคนสั่งเผาเมืองเอง เนโรจะโยนความผิดทั้งหมดให้พวกคริสเตียน เขาจะเริ่มการกดขี่ทารุณที่เกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้ ทั้งจับพวกเขาโยนลงไปในสังเวียนให้สัตว์ร้ายรุมทึ้ง หรือที่โหดเหี้ยมที่สุด... คือการจับคนเหล่านั้นมามัดกับไม้กางเขนแล้วชโลมด้วยน้ำมัน ก่อนจะจุดไฟเผาทั้งเป็นเพื่อใช้เป็นคบไฟมนุษย์คอยส่องสว่างในงานปาร์ตี้ส่วนตัวของเขา เพียงเพื่อความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวและอ้างว่านี่คือการกำจัดพวกที่บ่อนทำลายคุณค่าดั้งเดิมของโรม”



            เมื่อได้ฟังเรื่องราวความอำมหิตที่กำลังจะเกิดขึ้น อาริเอลถึงกับก้มหน้าซึมหยดน้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความสงสารเพื่อนมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับโชคชะตาที่โหดร้าย ทว่าเอสต้ากลับหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาแทนกับเนื้อหาอันโหดร้ายเหล่านั้น “โชคดีจริง ๆ ที่เป็นฉันที่ได้ยินเรื่องเฮงซวยพวกนี้นะเนี้ย ถ้าเป็นยัยโมนีก้าป่านนี้ยัยนั่นคงสติแตกหรือหัวใจหยุดเต้นไปรอบที่สองแน่ ๆ ยัยนั่นอ่อนไหวจะตายไป”



            เอสต้าเหยียดยิ้มเย็นชาพลางแค่นหัวเราะในลำคอทิ้งท้าย น้ำเสียงของเธอราบเรียบราวกับกำลังนั่งฟังนิทานก่อนนอนที่ไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก เธอไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความตายของคนแปลกหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โรมสำหรับเธอคนตายก็คือคนตาย และคนเหล่านั้นก็ตายไปนานแล้วในความรับรู้



            ทว่าในวินาทีที่เจสันกำลังจะอ้าปากตอบโต้ถึงความไร้หัวใจนั้น จู่ ๆ ความรู้สึกวูบบางอย่างลึก ๆ ก็แล่นผ่านขั้วหัวใจของร่างที่เธอกำลังสิงสถิตอยู่ หยดน้ำตาใส ๆ เพียงหยดเดียวค่อย ๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตาข้างซ้ายของเอสต้า มันกลิ้งผ่านพวงแก้มที่เปื้อนคราบเขม่าควันลงมาอย่างช้า ๆ เป็นปฏิกิริยาทางกายภาพที่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าของบุคลิกปัจจุบันไม่ได้อนุญาต เอสต้าชะงักไปครู่หนึ่ง เธอใช้ปลายนิ้วแตะสัมผัสความเปียกชื้นนั้นก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ



            “อะไรวะเนี่ย...” เอสต้าพึมพำเสียงต่ำ เธอจ้องมองหยดน้ำที่ติดอยู่บนปลายนิ้วด้วยแววตาว่างเปล่าและเย็นชา ก่อนจะสะบัดมือปัดมันทิ้งไปกับพื้นฝุ่นอย่างไม่ใยดีราวกับมันเป็นเพียงคราบสกปรกที่น่ารำคาญชิ้นหนึ่ง “หยดออกมาทำไมแค่หยดเดียวให้เสียเวลาวะ ยัยโมนีก้าจะเศร้าทั้งทีก็ให้มันดูจริงใจกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?”



            เจสันที่ยืนมองภาพนั้นอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับนิ่งงันไป เขามองเห็นการต่อสู้กันลึก ๆ ระหว่างตัวตนภายในร่างของเด็กสาวตรงหน้าของเขาคนนี้ หยดน้ำตาหยดนั้นมันไม่ใช่ของเอสต้า แต่มันคือเสียงเพรียกจากโมนีก้า ตัวตนหลักที่กำลังแหลกสลายอยู่ภายในจากการรับรู้ถึงความทารุณที่กำลังจะเกิดขึ้น เจสันยื่นมือออกไปหาเธอเบา ๆ แต่ก็หยุดชะงักไว้ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก “นั่นไม่ใช่คุณที่ร้องสินะครับเอสต้า... แต่มันคือโมนีก้าที่กำลังได้ยินและรับรู้ถึงความทุกข์ที่เธอแบกไว้ไม่ไหว ความเจ็บปวดข้างในของโมนีก้านั้นมันคือเรื่องจริงสินะครับ...” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเวทนาจากสิ่งที่เกิดขึ้น



            ส่วนอาริเอลก็สะอื้นไห้เงียบ ๆ พลางกอดไหล่ตัวเองแน่น เธอรู้ดีว่าโมนีก้าเป็นคนใจอ่อนแค่ไหน “คุณโมนีก้า... เธอคงจะเจ็บปวดจนหัวใจแทบไม่ไหวแน่ ๆ เลยค่ะ คุณเอสต้าอย่าใจร้ายกับเธอนักเลยนะคะ”



            คำนั้นทำให้เอสต้าพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เธอไม่ชอบความรู้สึกอ่อนแอที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงของตัวเองแบบนี้เลยสักนิด “เออ! รู้แล้วน่า! ยัยโมนีก้านี่มันน่ารำคาญจริงๆ จะมาทำเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาอะไรตอนนี้ เสียลุคฉันหมด” เอสต้าสบถเสียงพร่าพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อตัดบทสนทนา เธอขยี้ตาข้างนั้นแรง ๆ จนแดงก่ำเพื่อยืนยันว่าไม่มีน้ำตาหยดที่สองจะไหลตามออกมาอีก 



            ในความจริงที่ว่าโรมกำลังจะกลายเป็นนรกบนดินอาจจะกรีดแทงใจโมนีก้าจนยับเยิน แต่สำหรับเอสต้าเธอยังคงรักษาความแข็งกร้าวและเย็นชาไว้เป็นเกราะกำบัง แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่กำลังแตกสลายของร่างต้นก็ตาม



            ในที่สุดความเงียบก็กลับมาปกคลุมเนินเขานั้นอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นไหม้ที่ยังคงตลบอบอวล เจสันมองดูเอสต้าที่พยายามทำตัวนิ่งเฉยแต่เขาก็รู้ดีว่าภารกิจครั้งนี้มันหนักหนากว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก เพราะเขาไม่ได้แค่ต้องกู้กาลเวลา แต่เขาต้องช่วยประคองวิญญาณที่กำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ ของเพื่อนร่วมทีมคนนี้ไปให้ถึงจุดหมายด้วย 


(และ... 4 เดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหกแต่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริง นะจ๊ะ)


            สี่เดือนหลังจากความพินาศของกองเพลิงครั้งใหญ่กรุงโรมกลายเป็นเขตก่อสร้างที่กว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของทาสนับหมื่นชีวิตที่ถูกเกณฑ์มาเพื่อสร้าง ราชวังโดมุส ออเรียหรือคฤหาสน์ทองคำตามบัญชาของเนโร ทัศนียภาพของเมืองที่แหลกสลายเปลี่ยนไปทีละน้อย จากซากปรักหักพังกลายเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่าทว่าเย็นเยียบ เจสัน อาริเอล และเอสต้ายังคงต้องติดอยู่ในยุคสมัยนี้เพื่อรอคอยจังหวะที่กาลเวลาจะเคลื่อนคล้อยไปสู่จุดหมายถัดไป ชีวิตประจำวันของพวกเขาถูกตัดสลับระหว่างความสวยงามจอมปลอมของงานโมเสกทองคำและความโหดร้ายที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเงามืด



            เจสันมักจะยืนจ้องมองไซต์งานก่อสร้างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยพายุแห่งความขัดแย้ง เขาเห็นคนงานทาสที่ถูกเฆี่ยนตีจนหลังเหวอะเพื่อเร่งสร้างรูปหล่อโคลอสซัส เนโรนิสให้เสร็จทันเวลา ทุกครั้งที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วมา เจสันจะก้าวขาออกไปตามสัญชาตญาณวีรบุรุษที่ถูกปลูกฝังมาอย่างเข้มข้น ทว่าแขนของเขามักจะถูกคว้าไว้ด้วยมือเรียวบางที่แข็งแกร่งเกินคาดของเอสต้า เธอจะออกแรงกระชากเขาให้ถอยกลับเข้ามุมมืดของซอยเปลี่ยวทุกครั้งที่สถานการณ์เริ่มบานปลาย



            “นายช่วยนิ่งไว้ทีได้ปะ นี่นายคิดจะไปไฟว์กับกองทหารทั้งกองร้อยเพียงเพื่อช่วยทาสแค่คนเดียวเนี่ยนะ บ้าไปแล้วฉันบอกว่าอะไรก่อนหน้านี้ฮะ?” เอสต้าจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางหรี่ตาสีเทาเงินมองเขาอย่างเตือนสติหากเขาจะทำให้เธอไม่ได้กลับยุคสมัยเดิมเธอจะโคตรหงุดหงิดมาก “อีกอย่างฉันไม่ยอมให้นายไปหาเรื่องตายหรอกนะ เพราะถ้านายตาย ร่างของฉันก็ไม่มีคนคุ้มกันน่ะสิ ปล่อยให้มันเป็นไปตามประวัติศาสตร์เถอะน่า นายมันก็แค่เด็กที่อยากเป็นฮีโร่ในยุคที่ไม่มีที่ว่างให้ฮีโร่เท่านั้นแหละ”



            คำเหล่านั้นทำให้เจสันทำได้เพียงขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความโดดเดี่ยวที่ต้องแบกรับความจริงในใจเพียงลำพังมันช่างหนักอึ้ง เขาต้องทนฟังเอสต้าบ่นประชดประชันเรื่องรสนิยมความรวยของเนโรที่ดูไร้รสนิยมในสายตาเธอ สี่เดือนที่ผ่านมาเขาเห็นเอสต้าทำหน้าที่เป็นปราการเหล็กที่ไร้หัวใจ เธอจะลากเขาออกไปจากลานประหารเสมอเมื่อเริ่มมีการจับพวกคริสเตียนมาทรมาน เธอจะบังตาไม่ให้เขาเห็นภาพคนที่ถูกเผาทั้งเป็นบนไม้กางเขนเพื่อเป็นคบไฟประดับงานเลี้ยงขุนนาง เจสันรู้ดีว่าเอสต้าไม่ได้ทำเพราะความเมตตา แต่เธอทำเพราะความรำคาญที่ไม่อยากเห็นเขาไปรนหาที่ตายจนทำให้แผนการเดินทางของเธอเสียกระบวน



            ในขณะที่เจสันต้องสู้กับความรู้สึกผิด อาริเอลกลับอยู่ในสภาพที่น่าสงสารยิ่งกว่า เอมพูซ่าสาวมักจะแอบมาร้องไห้อยู่ในมุมมืดของเพิงพักไม้ผุ ๆ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องจากในเมือง เธอเห็นความเจ็บปวดของผู้คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีต ซึ่งมันย้ำเตือนถึงความหวาดระแวงที่เธอเคยได้รับในฐานะอสุรกาย เอสต้าที่เห็นภาพนั้นจนเบื่อจะรำคาญ ก็มักจะเดินเข้าไปหาอาริเอลด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก



            “เลิกร้องได้แล้วอาริเอล น้ำตาน่ะเก็บไว้ใช้ตอนเรากลับไปยุคเดิมเถอะ” เอสต้าจะพูดพลางใช้ศอกสะกิดไหล่อาริเอลเบา ๆ แบบแกน ๆ “โลกมันก็เฮงซวยแบบนี้แหละ ต่อให้เธอร้องจนน้ำท่วมโรมไอ้พวกนั้นมันก็ไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก มาช่วยฉันตรวจเช็คเสบียงดีกว่าไหม?ดีกว่าจะมานั่งซึมเป็นส้วมในขณะที่ฉันต้องมานั่งคุมสติพวกนายเนี่ย”



            คำพูดที่ดูเหมือนจะด่าแต่กลับเป็นการดึงสติให้อาริเอลกลับมาสู่ปัจจุบันได้เสมอ เอสต้าคือคนเดียวในทีมที่สภาพจิตใจยังคงมั่นคงประดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เธอไร้ความรู้สึกสะทกสะท้านต่อความตายรอบตัว และนั่นทำให้เธอเป็นเสาหลักที่เจสันและอาริเอลต้องพึ่งพาโดยไม่รู้ตัว 



            ตลอดสี่เดือนในโรมไฟไหม้ เอสต้าต้องคอยรับมือกับความใจอ่อนของเจสันและความอ่อนไหวของอาริเอลไปพร้อม ๆ กับการเฝ้าระวังไม่ให้ตัวตนของโมนีก้าเล็ดลอดออกมาโศกเศร้าจนร่างนี้พังทลาย เธอทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎที่เหี้ยมโหดที่สุดในคณะเดินทาง มอบความจริงที่ขมขื่นเพื่อแลกกับความอยู่รอดของทีมแม้เธอจะกลายเป็นคนโหดร้ายที่สุดก็ตามที



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เห่อออ เนื้อเรื่องนี้บอกทีเยาวชนตรงไหนน
Quest Summary

สรุป

อาริเอล เอสต้า และเจสันใช้ชีวิตอยู่ในโรมหลังจากโดนเผา 4 เดือน เอสต้าต้องคอยทำให้เพื่อน ๆ ไม่สติแตกตายกับกันเจสันกับอาริเอลไม่ให้เจอความโหดร้ายของยุคนี้ (แม่งเนโรโรคจิตโคตร)


(เอสต้าบอก ใช้งานผมหนักจังเลย)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-28 21:26
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-28 13:51
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-28 13:51
โพสต์ 64971 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-28 13:42
โพสต์ 64,971 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-28 13:42
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-29 02:52:17 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 63 : Back to the Future เวอร์ชั่นโรมแตก 4

วันที่ 18 เดือน มีนาคม ปี 65 • ช่วกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป กรุงโรม ค.ศ. 65

(และ...อีก 4 เดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหกแต่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริง นะจ๊ะ)


            กาลเวลาในกรุงโรมช่วงรัชสมัยของเนโรยังคงไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเน่าเฟะและการก่อสร้างที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตลอดระยะเวลาแปดเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของเอสต้า เจสันและอาริเอลถูกขีดคั่นด้วยความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเบื้องหลังรั้วบ้านพักชานเมืองที่ดูแสนธรรมดา กับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความวิปริต 



            แต่พวกเธอไม่ได้อยู่แบบอัตคัดเลยสักนิด เอสต้าต้องขอขอบคุณความนิสัยเสียของโมนีก้าร่างหลักที่มักจะเตรียมของเกินความจำเป็นอยู่เสมอ เพราะภายในแหวนดาราจรัสที่เธอสวมอยู่นั้นมันคือคลังแสงขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศล้ำค่าอย่างเกลือและพริกไทย ซึ่งในยุคนี้มันมีค่าพอ ๆ กับทองคำแท้ เอสต้าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสวมบทบาทเป็นพ่อค้าในตลาดมืด (?) เธอเจรจาด้วยภาษาละตินโบราณที่ไหลลื่นพลางโปรยเสน่ห์ที่แฝงไปด้วยรังสีอัมหิตเพื่อแลกเปลี่ยนของใช้เพียงเล็กน้อยกับวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม โดยไม่ลืมที่จะเก็บมาม่าเกาหลีและราเม็งที่มีอยู่เป็นโหลไว้โซ้ยกันเองในบ้านพัก เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของทีมที่ดูจะร่อยหรอลงไปทุกวันตามภาพเหตุการณ์บัดซบที่ต้องพบเจอ



            ในขณะที่เอสต้าบริหารจัดการเสบียง เจสันก็ต้องคอยสวมบทเป็นนายพรานและแรงงานเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต เขาออกไปล่าสัตว์ป่าตามแนวป่ารอบนอกโรมและทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสินค้าหนัก ๆ โดยมีอาริเอลคอยช่วยเหลือเป็นลูกมือ เจสันยังคงเป็นเจสันผู้เที่ยงธรรม เขามักจะมองเข้าไปในตัวเมืองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการจะยื่นมือเข้าไปช่วย แต่เขาก็ถูกเอสต้าขวางไว้ได้ทุกครั้งด้วยแผนการดึงความสนใจที่ดูแนบเนียนแต่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ 



            เอสต้ามักจะลากเขาออกไปสำรวจพื้นที่ห่างไกลในทิศทางตรงกันข้ามกับลานประหารเสมอ เอสต้าทำหน้าที่เป็นผู้คุมความประพฤติที่ไม่มีทางหลุดกรอบงานของเธอ เพราะเธอจะไม่ยอมให้เจสันได้เห็นภาพการทารุณกรรมชาวคริสเตียนแม้แต่เงา เพราะเธอรู้ดีว่าหากวีรบุรุษทองคำคนนี้ฟิวส์ขาดขึ้นมา แผนการกู้กาลเวลาที่เธอกำลังพยายามหาสิ่งของที่หลงยุคจะพังทลายลงทันที และเอสต้าก็ขี้เกียจเกินกว่าจะมานั่งเก็บกวาดซากปรักหักพังที่เกิดจากความใจดีเกินเหตุของเขา



            การออกสำรวจพื้นที่รอบนอกกรุงโรมเพื่อตามหาความผิดปกติของกาลเวลานั้นไม่ใช่เรื่องที่รื่นรมย์เหมือนการเดินเล่นในสวนเอลีเซียมเลยสักนิด ยิ่งนานวัน พลังงานโกลาหลที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกมิติก็ยิ่งดึงดูดเหล่าอสุรกายจากปกรณัมโบราณให้หลุดออกมาเพ่นพ่านบ่อยขึ้น ในเดือนที่หกของการติดอยู่ในยุคสมัยที่เหม็นควันไฟแห่งนี้ ทั้งสามคนต้องเผชิญกับบททดสอบที่ทำเอาเอสต้าฟิวส์ขาดชนิดกู้กลับคืนมาได้ยาก



            ขณะที่พวกเขากำลังลัดเลาะไปตามชายป่าริมทะเลสาบเพื่อตรวจสอบร่องรอยพลังงาน เสียงกระพือปีกที่ฟังดูเหมือนโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นเหนือหัว ฝูงนกสติมฟาเลียนนับสิบพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้า ขนปีกที่เป็นเหล็กแหลมคมถูกสลัดออกมาดุจห่าฝนลูกธนู



            "ระวัง! ทุกคนเข้าหลังโขดหิน!" เจสันตะโกนก้องพลางสะบัดมือเรียกกระแสลมหมุนวนขึ้นมาเป็นโล่กำบัง เสียง 'เคร้ง ๆ' ของขนเหล็กที่ปะทะกับพายุลมดังรัวระเบิด



            "ว้าย! พวกมันจะเอาเข็มเย็บผ้ามาปักหัวคนอื่นหรือไงนิ!" เอสต้ากรีดร้องพลางก้มหลบหลับตาปี๋ ทว่าในจังหวะที่เธอขยับตัว ขนเหล็กเส้นหนึ่งก็พุ่งเฉียดผ่านสีข้างของเธอไป มันไม่ได้ทำอันตรายถึงชีวิต แต่มันเกี่ยวเอาชายชุดทูนิกสีสวยที่เธอเพิ่งแลกมาด้วยเกลือพริกไทยเกรดพรีเมียมจนขาดวิ่นเป็นทางยาว เธอก้มมองรอยขาดที่หน้าท้องแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาสีเทาเงินจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด 



            "หน่อย… ไอ้พวกนกเวร... แกกล้าดียังไงมาทำชุดฉันพังฮะ!"



            "เอสต้า ใจเย็น ๆ ผมจะจัดการพวกมันเอง!" เจสันที่เห็นแบบนั้นเขาพยายามห้ามพลางชูความโดดเดี่ยวของดาบกลาดิอุสขึ้นฟ้า อสนีบาตสายใหญ่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางฝูงนกจนพวกมันสลายกลายเป็นผุยผงไปเกือบครึ่ง ทว่านกตัวที่เหลือที่ยังบาดเจ็บและร่วงลงมาบนพื้นกลับต้องเจอกับสิ่งที่สยองขวัญยิ่งกว่าสายฟ้าของเจสัน เพราะร่างของเอสต้าพุ่งเข้าไปใช้ดาบสุริยคติสับร่างของนกที่ยังไม่ตายด้วยความสะใจ แววตาที่ไร้ความสงสารของเธอทำให้อาริเอลถึงกับต้องเบือนหน้าหนี 



            ทว่านั่นยังเทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ในถ้ำหินปูนเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อพวกเขาบังเอิญไปเจอไซคลอปส์ที่กำลังนั่งแทะกระดูกสัตว์อยู่ในเงามืด ตอนนั้นเอสต้ายืนพิงผนังถ้ำพลางหมุนยางรัดผมในมืออย่างใจเย็นก่อนจะเอ่ยสั่งการคนข้าง ๆ ตัวเอง "นี่เจสัน เดินเข้าไปตรงกลางนั่นเลย แล้วก็ทำท่าทางหยิ่ง ๆ ใส่พวกมันหน่อย ให้มันโมโหเล่น ๆ น่ะ"

 


            เจสันก็เลยต้องขมวดคิ้วเพราะเอสต้ากำลังจะให้เขาไปเป็นตัวตั้งตัวโดน "คุณจะให้ผมเป็นเหยื่อล่อเหรอเอสต้า? เราควรจะลอบโจมตีสิ"



            "โถ่... อย่ามาขัดใจฉันตอนนี้สิ… ไปๆ ไปยืนเป็นเป้านิ่งสวย ๆ ซะ ฉันจะเตรียมของขวัญไว้ให้พวกมันเอง" เอสต้าบอกแบบนั้นส่วนอาริเอลก็ทำหน้าอึนประมาณว่าจะทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ ประมาณนั้น



            พวกคุณคงไม่อยากจะรู้หรอกว่าเอสต้าทำอะไรกับไซคลอสป์ตัวนั้น… แม่งน่ากลัวชิบหาย



            และแล้วการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัสที่สุดเกิดขึ้นในเดือนที่แปดที่พวกเขามาถึงโรม เมื่อทั้งสามเดินทางไปถึงแนวป่าลึกทางทิศเหนือและพบกับกอร์กอนที่หลุดมาจากกาลเวลาที่บิดเบี้ยว อาริเอลแทบจะสติหลุดเมื่อเห็นงูบนหัวของพวกมันเลื้อยยั้วเยี้ย แต่เอสต้ากลับทำเพียงแค่นิ่งเฉยและสั่งให้อาริเอลใช้พลังอำพรางร่างดักซุ่มโจมตีจากด้านหลัง ในขณะที่เธอและเจสันสู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน (แน่นอนว่าเอสต้าเอามันส์เสมอ)



            เอสต้าสู้รบด้วยความรุนแรงระดับที่ว่าหากเธอฉีกร่างอสุรกายได้เธอก็จะทำโดยไม่ลังเลไปแล้ว เพราะเธอชอบเวลาที่เลือดของพวกมันสาดกระเด็นโดนใบหน้าของตนเอง เพราะมันทำให้เธอรู้สึกถึงชีวิตมากกว่าการนั่งปัดน้ำตาเพียงหยดเดียวของโมนีก้าในทุกวัน ส่วนเจสันที่สู้เคียงข้างเธอเริ่มสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่จบการต่อสู้ เอสต้าจะดูมีพลังงานมากขึ้นและเยือกเย็นลงเรื่อย ๆ 



            ตลอดแปดเดือนในโรม พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่รอดในนรกบนดิน เจสันเรียนรู้ที่จะเก็บงำความใจดี อาริเอลเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งผ่านความกาวที่ได้รับมาจากคนรอบข้าง และเอสต้าก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องร่างต้นด้วยวิธีที่อำมหิตที่สุดเท่าที่คนอื่น ๆ จะจินตนาการได้ แม้จนถึงตอนนี้พวกเขาจะยังไม่เจอของที่เอสต้าชอบพูดคำว่า ไอ้ของเหี้ย ๆ ที่ทำให้อวกาศกาลเวลาเพี้ยนไปก็ตาม 



            แต่มิตรภาพขม ๆ แต่ไม่คายและการโซ้ยมาม่าเคล้าควันไฟกับคราบเลือดคลอเสียงกรีดร้องทรมาณในแต่ละวันก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าพวกเขายังไม่สูญเสียตัวตนไปในประวัติศาสตร์ที่น่าสะอิดสะเอียนนี้



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

8 เดือนนนน
Quest Summary

สรุป

-

(ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อินโรมเก่า)

Loot & Rewards

กำจัด กอร์กอน (มีค่า LUK 80+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ ขวดเลือดกอร์กอน จำนวน 2 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ ขวดเลือดกอร์กอน 2 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-29 11:27
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-29 11:27
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-29 11:27
โพสต์ 49711 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-29 02:52
โพสต์ 49,711 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-29 02:52
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-29 12:21:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 64 : Back to the Future เวอร์ชั่นโรมแตก 5

วันที่ 18 เดือน กรกฎาคม ปี 65 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป กรุงโรม ค.ศ. 65

             กาลเวลาในกรุงโรมโบราณนั้นหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนครบหนึ่งปีเต็ม จากกองเพลิงที่แผดเผาสู่การก่อสร้างวังทองคำที่เต็มไปด้วยหยาดเลือดและเสีงยกรีดร้อง บัดนี้ล่วงเวลาเข้าสู่ปลายเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ.65 เป็นที่เรียบร้อย อากาศตอนนี้ยามบ่ายร้อนระอุและหนักอึ้งด้วยกลิ่นอายของฝุ่นของหินอ่อนที่โดนตัด ท่ามกลางความบ้าคลั่งของรัชสมัยจักรพรรดิเนโรที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกครั้ง ๆ ที่เขาคิดอะไรบ้า ๆ ออกมา 



             ความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดไม่ใช่ซากปรักหักพังของเมือง แต่เป็นตัวตนของเด็กสาวที่นั่งอยู่บนระเบียงบ้านพักชานเมืองที่พวกเธอใช้เป็นที่กบดาน



             ในช่วงสี่เดือนหลังมานี้โมนีก้ากลับมาปรากฎตัวบ่อยขึ้น สลับกับเอสต้าที่ดูจะยอมถดถอยไปพักผ่อนในส่วนลึกของจิตใจเธอ ทิ้งให้โมนีก้าต้องเผชิญโลกที่เธอเคยหวาดกลัว เด็กสาววัยสิบเจ็ดคนเดิมที่เคยสติแตกยามเห็นหยดเลือดและความตาย บัดนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่าใจหาย ดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนกเหมือนวันแรกที่หลุดเข้ามาที่นี่ แต่มันกลับนิ่งดุจผิวน้ำในบ่อหินที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นทะเล



             โมนีก้ายังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ร่วมทางของเธอ และยังคังพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม ทว่าความนิ่งและการเหม่อมองท้องฟ้าที่บ่อยขึ้นของเธอทำให้เจสันรู้สึกกังวนอย่างบอกไม่ถูก



             ในตอนนั้นเองเจสันก็เดินเข้ามาในเขตของเขาหยังคาพลางมองดูโมนีก้าที่กำลังจ้องมองดวงอาทิตย์ในยามกบ้างวัน เธอไม่ได้หลบหรือหรี่ดวงตามองมันเลย ราวกับว่าโมนีก้ากำลังมองหาใครบางคนผ่านม่านแสงนั้น “โมนีก้า… คุณจ้องฟ้าแบบนั้นมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ ไม่แสบตาบ้างหรอ? ปวดตาไหม?” 



             โมนีก้าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้นก่อนจะหันมาส่งยิ้มเศร้า ๆ ให้กับบุตรแห่งจูปิเตอร์ แววตาสีเทาเงินคู่นั้นวาววับขึ้นวูบหนึ่ง "ไม่หรอกค่ะเจสัน แสงแดดที่นี่... มันอุ่นจนทำให้ฉันรู้สึกว่า อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกันกับคนที่ฉันรออยู่ ถึงแม้จะคนละช่วงเวลาก็ตาม" เธอนิ่งไปครู่หนึ่งพลางลูบกำไลข้อมือที่ได้รับมาเงียบๆ โดยไม่ปริปากบอกว่ามันมาจากใคร 



             "ฉันแค่กำลังคิดว่า... ถ้าฉันโตขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ฉันจะแบกรับความหวังของทุกคนได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ไหมนะ?"



             คำของโมนีก้าทำให้เจสันทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เขาเห็นร่องรอยของการผ่านโลกที่โหดร้ายอยู่ในดวงตาสีเทาเงินคู่นั้นของหญิงสาว โมนีก้าในตอนนี้ไม่ใช่เด็กที่ต้องให้ใครมาคอยประคองตลอดเวลาอีกแล้ว เธอเรียนรู้ที่จะเก็บงำความเจ็บปวดจากการเห็นคนตายและเสียงกรีดร้องในโรมไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย "คุณเติบโตขึ้นมากแล้วนะโมนีก้า มากจนผมเองก็ยังทึ่งเลย ภาระที่คุณแบกไว้... ผมรู้ว่ามันหนัก แต่คุณก็ทำมันได้ดีมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเลยนะ"



             "นั่นสินะคะ... หนึ่งปีแล้ว" โมนีก้าพึมพำพลางเหม่อมองออกไปทางทิศที่ตั้งของกรุงโรม "อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 21 กรกฎาคมแล้วล่ะค่ะ ถ้าเป็นที่บ้าน... พ่อของฉันคงกำลังทำพายเบอร์รี่ฉลองวันเกิดให้ฉันอยู่แน่ ๆ เลยค่ะ"



             และในจังหวะนั้นอาริเอลก็เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับถาดผลไม้เล็ก ๆ เธอได้ยินประโยคนั้นพอดีจึงรีบวางถาดลงแล้วกุมมือโมนีก้าไว้ "วันเกิดของคุณโมนีก้าเหรอคะ? มันมาถึงอีกแล้วสินะ ... เราต้องฉลองกันนะคะ ถึงที่นี่จะไม่มีพายเบอร์รี่ แต่เรามีองุ่นกับน้ำผึ้งป่าชั้นดีนะคะนะคะ" อาริเอลพยายามทำเสียงร่าเริงเพื่อหวังจะขับไล่ความหม่นหมองในดวงตาสีเทาเงินของเพื่อนสาว "หนึ่งปีที่ผ่านมา คุณโมนีก้าเก่งที่สุดเลยค่ะที่ผ่านเรื่องร้าย ๆ มาได้โดยไม่สูญเสียตัวตนไป"



             โมนีก้าหัวเราะเบา ๆ ในลำคอกับคำพูดของอาริเอล เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเป็นผู้ใหญ่และนิ่งสงบกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้ขัดเขินหรือขี้โวยวายเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ค่ายฝึกอีกต่อไปแล้ว "ขอบคุณนะอาริเอล เจสัน... ฉันรู้ว่าพวกคุณเป็นห่วงที่ฉันดูเงียบไป แต่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันแค่กำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ความโหดร้ายของเนโร หรือความตายที่เกิดขึ้นรอบตัว... มันทำให้ฉันรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่มันมีค่าแค่ไหน ฉันจะพยายามนะคะ เพราะฉันยังมีคนที่รอให้ฉันกลับไปหาอยู่" เธอยืนขึ้นพลางจัดชุดทูนิกให้เรียบร้อย แววตาสีเทาเงินบริสุทธิ์สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงกลับมามีความมุ่งมั่นอีกครั้ง 



             "ปี ค.ศ. 66 กำลังจะมาถึง... และฉันรู้ว่าประวัติศาสตร์หลังจากนี้จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก นี่ฉันจะต้องฉลองวันเกิดโดยที่ไม่มีคุณพ่อเป็นครั้งที่สองแล้วเหรอเนี่ย" โมนีก้าเอ่ยพึมพำพลางทอดสายตามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่ยังคงมีควันไฟจาง ๆ ของโรมหลงเหลืออยู่



             โมนีก้ากลับมานั่งลงแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวที่เจสันไม่เคยได้ยินรายละเอียดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับเล่าเรื่องสัพเพเหระ "รู้ไหมคะเจสัน วันเกิดรอบก่อนของฉันน่ะ ฉันกับอาริเอลเราต้องไปฉลองกันท่ามกลางยุคสามก๊กที่เมืองจีน ตอนนั้นสถานการณ์มันบีบคั้นมากจนฉันต้องเข้าไปเป็นพระสนมของขันทีคนหนึ่ง เขาเป็นคนหน้าตาดีมากเลยล่ะค่ะ แต่ก็นิสัยโหดร้ายอำมหิตไม่ต่างกับเนโรเลย ฉันต้องทนอยู่ใกล้ชิดเขาเพื่อทำให้เขาไว้ใจ จะได้แอบหาของที่อยู่ผิดยุคสมัยเพื่อแก้ไขเส้นเวลาในตอนนั้น" โมนีก้ายิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากเมื่อนึกถึงอดีตที่แสนลำบาก 



             "พอฉันกลับไปที่เส้นเวลาของตนเอง แฟนของฉันเขาก็มาหาฉันจริง ๆ นะคะ... แต่ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะชอบเล่นตลก เพราะถ้าเรากลับไปหลังจากนี้ เราก็คงจะกลับไปโผล่ในปี 2015 ปีที่ฉันยังเป็นแค่…"



             เจสันขยับแว่นสายตาพลางมองดูเด็กสาวที่มีเสน่ห์ลุ่มลึกขึ้นอย่างประหลาด เขาได้กลิ่นอายของพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ กลิ่นอายที่อบอุ่นและทรงพลังเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันซึ่งเขาเริ่มมั่นใจมากขึ้นทุกทีว่ามันคือกลิ่นของใคร "แฟนของคุณ... เขาดูจะมีความสามารถในการข้ามผ่านกฎเกณฑ์หลายอย่างนะครับโมนีก้า" เจสันลองเชิงถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางจ้องใบหน้าของโมนีก้าเพื่อดูว่าสิ่งที่เขาคิดจะเป็นความจริงไหม "เขาดูจะเป็นคนที่... พิเศษมากหรืออาจจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเกินกว่าคนธรรมดาไปไกลเลยใช่ไหม?"



             ส่วนโมนีก้าก็ไม่ได้หลบตาเขา เธอสบตากับเจสันด้วยดวงตาสีเทาเงินที่นิ่งสงบ เธอไม่ได้เอ่ยชื่อเทพเจ้าองค์ใดออกมาให้เกิดความเสี่ยงต่อเส้นเวลา แต่คำตอบของเธอกลับเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในโลกอย่างที่เจสันคาดไม่ถึง "บางครั้งเทพเจ้าก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบหรอกค่ะเจสัน พวกเขาก็มีด้านที่ขี้ขลาด มีด้านที่เห็นแก่ตัว และมีด้านที่ทำผิดพลาดจนน่าเกลียดเหมือนกับมนุษย์เรานี่แหละ แต่สำหรับฉัน... ฉันแค่รักในความไม่สมบูรณ์แบบนั้นของเขาแค่นั้นแหละค่ะ"



             รอยยิ้มของโมนีก้าในตอนนี้ดูอ่อนโยนและนิ่งขรึม เธอไม่ได้ดูเป็นเด็กสาวที่โหยหาความรักด้วยความเพ้อฝัน แต่เป็นผู้หญิงที่ยอมรับในความเป็นจริงของชีวิตและการสูญเสีย "ฉันไม่ได้ต้องการวีรบุรุษที่ไร้รอยตำหนิ ฉันแค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน แม้เขาจะเดินโซเซบ้างก็ตาม"



             คำนั้นทำให้เจสันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความเติบโตทางความคิดของโมนีก้านั้นก้าวกระโดดจนเขารู้สึกว่าเธอกำลังกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งยิ่งกว่าใครในทีม 



             อาริเอลที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความซึ้งใจในเจตจำนงที่มั่นคงของเพื่อนสาวร่วมทีม ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งของประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเข้าสู่ปี ค.ศ. 66 ปีที่เนโรจะยิ่งทวีความบ้าคลั่ง แต่โมนีก้าเธอจะพยายามยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางเงาของความตาย 



             ไม่นานเธอก็จัดแจงข้าวของด้วยความใจเย็น พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันเกิดของเธอที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยที่ความเงียบงันและความนิ่งของเธอกลายเป็นพลังงานที่คอยค้ำจุนทั้งเจสันและอาริเอลให้เดินหน้าต่อไปในมหาพายุแห่งกาลเวลานี้ "เอาล่ะค่ะ" โมนีก้าพูดพลางลุกขึ้นยืนด้วยมาดที่สงบนิ่ง "เรามาเตรียมตัวรับศึกหนักกันเถอะค่ะ เจสัน อาริเอล... ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายเส้นเวลาไปมากกว่าที่ประวัติศาสตร์เขียนไว้หรอกนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนที่เรายังอยู่ที่นี่"



             แววตาสีเทาเงินของเธอมองไปยังใจกลางเมืองที่เริ่มมืดมิด ความขี้กลัวหายไปสิ้น เหลือเพียงเดมิก็อดสาวผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับศตวรรษที่พร้อมจะกางปีกปกป้องเส้นทางที่เธอกำลังจะเดินไป ไม่ว่าสุดท้ายมันจะนำพาเธอไปสู่ปี 2015 หรือความว่างเปล่าก็ตาม…



             ก่อนวันเกิดของโมนีก้าเพียงหนึ่งวัน ท้องฟ้าเหนือแนวป่าชานเมืองโรมยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีหม่นที่ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ทั้งสามคนตัดสินใจออกเดินทางไปสำรวจพื้นที่ลึกเข้าไปในป่าเพื่อตรวจสอบร่องรอยกาลเวลาที่อาจหลงเหลืออยู่ โดยหวังว่าจะได้เบาะแสสำคัญก่อนที่จะเข้าสู่ปีแห่งความวุ่นวายอย่างเป็นทางการ การเดินเท้าผ่านแมกไม้ที่หนาทึบทำให้พวกเขาต้องระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา และไม่นานนักร่างบางอย่างก็ปรากฏขึ้น 



             เมื่อก็อบลินร่างผอมแห้งตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับส่งเสียงแหลมสูง ทว่ามันยังไม่ทันจะได้ทำอะไร อาริเอลก็ใช้พละกำลังขาเอมพูซ่าเตะเข้าที่ยอดอกของมันจนกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ ในวินาทีถัดมา อัลกูลที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวและจิตวิญญาณแห่งธัญพืชหรือคาร์ปอสที่ดูดุดันผิดปกติก็โผล่ออกมาขวางทาง เจสันไม่รอช้า เขาตวัดดาบกลาดิอุสทองคำจักรพรรดิฟาดฟันเข้าใส่ร่างของพวกมันอย่างแม่นยำ อสนีบาตสายเล็ก ๆ วิ่งพล่านไปตามใบดาบช่วยส่งให้มอนสเตอร์ทั้งสามสลายกลายเป็นผุยผงไปในเวลาเพียงไม่กี่นาที



             "พวกมันเริ่มออกมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะคะ" อาริเอลเอ่ยพลางปัดฝุ่นออกจากมือ "เหมือนกาลเวลามันกำลังจะคายอะไรบางอย่างออกมาอีกแล้วล่ะค่ะ"



             โมนีก้าที่ยืนนิ่งพลางกวาดสายตาสีเทาเงินมองไปรอบ ๆ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่พุ่มไม้ห่างออกไป ทันใดนั้น เงาร่างของมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่มีความเร็วเหลือเชื่อก็พุ่งทะยานผ่านหน้าพวกเขามุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า เจสันที่ประสาทสัมผัสไวที่สุดถึงกับชะงัก แววตาหลังเลนส์แว่นสายตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ



             "ทุกคน! วิ่งตามตัวนั้นไปเร็ว!" เจสันตะโกนก้องพลางเริ่มออกตัววิ่ง "ผมเห็นเงาแวบ ๆ สิ่งที่อยู่บนหัวของไอ้ตัวนั้นมันคือยางรถยนต์!"



             คำพูดของเจสันทำให้โมนีก้าและอาริเอลถึงกับต้องรีบสับเท้าวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว โมนีก้าที่บัดนี้ดูนิ่งขรึมและโตขึ้นกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยขณะที่เธอกำลังวิ่งข้ามรากไม้ใหญ่ "ยางรถยนต์เหรอคะ? รอบก่อนถ้าฉันจำไม่ผิด... สิ่งที่ทำให้กาลเวลาบิดเบี้ยวจนหัวฉันเกือบแตก มันคือกระป๋องหรรษาใช่ไหมคะ?"



             คำถามนิ่ง ๆ ของโมนีก้าที่เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ยังคงรักษาความเป็นผู้ใหญ่ไว้อย่างดี ทำเอาอาริเอลที่วิ่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหลุดขำออกมาเสียงดังลั่นป่า "ใช่ค่ะคุณโมนีก้า! ไอ้(เหี้ย)นั่นแหละค่ะ! ฮ่า ๆ ๆ!"



             ในขณะที่เจสันซึ่งกำลังนำหน้าอยู่ถึงกับเสียหลักไปนิดหนึ่ง ใบหน้าของวีรบุรุษผู้เพอร์เฟกต์แดงแปร๊ดลามไปจนถึงลำคอเมื่อนึกถึงของชิ้นนั้นที่เขายังจำสัมผัสและรูปร่างของมันได้ติดตา "หยุดพูดเรื่องนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะครับ! รีบตามเจ้าอสุรกายที่มียางรถยนต์นั่นไปก่อนเถอะ!" เขาร้องบอกเสียงหลงโดยไม่กล้าหันกลับมามองเพื่อนร่วมทีม ทิ้งให้เสียงหัวเราะของอาริเอลและสีหน้าเรียบเฉยปนสงสัยของโมนีก้าไล่หลังมาในขณะที่ทั้งสามกำลังวิ่งไล่กวดสิ่งที่ดูเป็นความหวังในตอนนี้อย่างไม่ลดละ



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เหม่อมองฟ้าไกล
Quest Summary
สรุป

-

[4 เดือนต่อมา มาอยู่ 1 ปีแระ ฉลองวันเกิดหน่อย]

Loot & Rewards
กำจัด อัลกูล (มีค่า LUK 80+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ เขี้ยวอัลกูล จำนวน 9 ชิ้น
กำจัด จิตวิญญาณแห่งธัญพืช (คาร์ปอส) (มีค่า LUK 150+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ เกล็ดเปลือกข้าวโพด จำนวน 1 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ เขี้ยวอัลกูล 9 ชิ้น เกล็ดเปลือกข้าวโพด 1 ชิ้น
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัด อัลกูล ครั้งแรก
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 70774 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-29 12:21
โพสต์ 70,774 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-29 12:21
โพสต์ 70,774 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-29 12:21
โพสต์ 70,774 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-29 12:21
โพสต์ 70,774 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-29 12:21
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-29 14:45:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-29 14:51

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 65 : Back to the Future เวอร์ชั่นโรมแตก 6

วันที่ 20 เดือน กรกฎาคม ปี 65 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป กรุงโรม ค.ศ. 65

              เสียงฝีเท้าของคนทั้งสามย่ำลงบนใบไม้แห้งกรอบดั่งเสียงกลองรัวในจังหวะวิ่ง 4x100 เมตร ในตอนนี้เจสันนำละลิ่วไปข้างหน้าด้วยพละกำลังมหาศาลของบุตรแห่งจูปิเตอร์ที่ถูกรีดออกมาใช้จนถึงขีดสุด และตามมาติด ๆ ด้วยอาริเอลที่ใช้พลังขาอันทรงพลังของเอมพูซ่าสับโดดข้ามรากไม้ใหญ่และโขดหินอย่างคล่องแคล่วว่องไว ส่วนโมนีก้าที่แม้จะดูนิ่งขรึมและเติบโตขึ้นมากในเชิงความคิด แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เธอก็ยังต้องรวบชายชุดทูนิกวิ่งหน้าตั้งเพื่อให้ทันขบวนของคนทั้งสองด้านหน้า แววตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอจดจ้องไปยังเป้าหมายเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ



              เบื้องหน้าของพวกเขา สิ่งมีชีวิตกึ่งอากาศธาตุขนาดมหึมาที่แผ่รังสีแห่งความบ้าคลั่งออกมาพุ่งทะยานผ่านพุ่มไม้หนาทึบ มันคือธุเอลไลหรือจิตวิญญาณแห่งพายุหมุนที่ชั่วร้าย ร่างกายของมันดำทึมดุจเมฆฝนพยับพรายที่กำลังก่อตัวพายุขนาดย่อม มีปีกขนาดใหญ่ที่กระพือสร้างลมกรรโชกแรงจนต้นไม้รอบข้างสั่นไหว และมีกระแสไฟฟ้าสีฟ้าแลบแปลบปราบอยู่รอบตัวราวกับพร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง ทว่าสิ่งที่ขัดหูขัดตาที่สุดในภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามนั้นคือยางรถยนต์สีดำด้านที่สวมคล้องอยู่ตรงคอของมันพอดิบพอดีจนดูเหมือนห่วงยางรั่ว ๆ ที่ติดอยู่ล้อรถ



              “นั่นมัน... สภาพเหมือนเต่าทะเลที่โดนขยะในทะเลพันคอจนติดหัวชัด ๆ” โมนีก้าเอ่ยขึ้นพลางหอบหายใจเล็กน้อยในขณะที่พวกเขาวิ่งกวดมันมาจนถึงพื้นที่โล่งกว้าง “ทำไมมันถึงไปติดอยู่ตรงนั้นได้กันนะ?”



              เมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้น จิตวิญญาณแห่งพายุธุเอลไลตัวนั้นก็หยุดกะทันหัน มันสะบัดปีกจนลมพายุหมุนพัดเอาฝุ่นทรายตลบอบอวล แววตาของมันที่มองลอดออกมาจากม่านหมอกสีดำฉายแววเยาะเย้ยและดุร้ายอย่างน่าขนลุก “จงเต้นรำไปตามจังหวะพายุหมุนของข้า... และจงร่วงหล่นลงมาเป็นเศษเนื้อใต้เงื้อมมือของข้า!” เสียงของมันคำรามด้วยเสียงที่กึกก้องดุจลมพายุพัดผ่านถ้ำลึก



              พริบตานั้น มันไม่ได้คิดจะต่อสู้เพียงลำพัง เสียงร้องหวีดแหลมดังก้องมาจากยอดไม้สูง นกสติมฟาเลียนที่เหลือรอดพุ่งดิ่งลงมาสมทบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับฝูงฮาร์ปี้อีกกว่ายี่สิบตัวที่ร่อนลงมาจากฟ้าบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด พวกมันบินวนล้อมรอบเดมิก็อดทั้งสามไว้ทุกทิศทางด้วยท่าทางกระหายเลือด



              “อาริเอล! ฝากจัดการพวกฮาร์ปี้ทางขวาด้วย! โมนีก้า ระวังตัวนะ!” เจสันตะโกนก้องท่ามกลางเสียงลมพัดแรง เขาชูดาบกลาดิอุสทองคำจักรพรรดิขึ้นฟ้า เรียกสายฟ้าจากเมฆหมอนที่เพิ่งก่อตัวขึ้นตามอารมณ์ของศัตรูให้ฟาดเปรี้ยงลงมากลางวงมอนสเตอร์จนประกายไฟกระจายไปทั่ว



              “รับทราบค่ะ! จะจัดการให้นะคะ!” อาริเอลพุ่งตัวเข้าหาฝูงฮาร์ปี้ด้วยความรวดเร็วเหลือเชื่อ กรงเล็บของเธอตวัดฉีกกระชากปีกของพวกมันจนขนร่วงกราวท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน ขณะที่โมนีก้าไม่รอช้า เธอรวบรวมสมาธิแน่วแน่และใช้พลังควบคุมพืชเรียกเถาวัลย์หนามจากใต้ดินพุ่งขึ้นมามัดขาพวกนกสติมฟาเลียนที่พยายามจะสลัดขนเหล็กเข้าใส่ แววตาสีเทาเงินของเธอนิ่งสนิทขณะควบคุมธรรมชาติให้เป็นอาวุธ



              การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เจสันพุ่งเข้าหาธุเอลไลโดยตรง พยายามจะใช้ดาบตัดผ่านร่างกายที่เป็นกึ่งอากาศธาตุของมัน ทว่าเจ้าวิญญาณพายุกลับว่องไวกว่า มันสร้างลมพายุหมุนรอบตัวเพื่อปัดป้องการโจมตีและสวนกลับด้วยสายฟ้าที่รุนแรงพอกันจนพื้นดินโดยรอบไหม้เกรียม



              “ส่งยางรถยนต์นั่นมาซะ! มันไม่ใช่ของในแก!” เจสันคำรามพลางปาดเลือดที่มุมปากจากการปะทะครั้งล่าสุดกับมัน แสดงการต่อสู้แย่งชิงยางรถยนต์ที่อาจจะเป็นของมิชลินก็ได้



              “ไม่มีวัน! นี่คือเครื่องประดับที่ข้าชอบที่สุด!” ธุเอลไลตอบกลับด้วยสัญชาตญาณแห่งการทำลายล้าง มันระเบิดพลังลมออกมาอีกครั้งจนเจสันแทบจะทรงตัวไม่อยู่ (นี้พวกมุงชอบอะไรแบบนี้จริงดิ)



              ในจังหวะที่ความโกลาหลถึงขีดสุด โมนีก้าสังเกตเห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการเย่อหยิ่งของศัตรู เธอรู้ดีว่าหากพวกเขาได้ยางรถยนต์นั้นมา พลังงานกาลเวลาที่อัดแน่นอยู่ในวัตถุผิดยุคจะเปิดประตูมิตินำพวกเขากลับสู่ปี 2015 ได้ทันที เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่สั่งสมมาตลอดปีในโรม บงการรากไม้ขนาดใหญ่ให้พุ่งขึ้นมาจากใต้เท้าของธุเอลไลและรัดตรึงลำตัวกึ่งควันของมันไว้เพื่อล็อคตัวมันไว้เพียงชั่ววินาที



              “เจสัน! ตอนนี้แหละค่ะ!” เสียงของโมนีก้าดังฝ่ากระแสลมพายุ



              เจสันรวบรวมพลังงานอสนีบาตทั้งหมดที่มีไว้ที่ปลายดาบจนสว่างวาบ เขาพุ่งทะยานฝ่าพายุหมุนเข้าหาลำคอของมอนสเตอร์อย่างไม่กลัวตาย เป้าหมายของเขาไม่ใช่การสังหาร แต่มันคือการงัดยางรถยนต์เส้นนั้นออกมาจากหัวที่ผิดธรรมชาติของมัน



              เปรี้ยง!!!



              เสียงระเบิดของสายฟ้าและลมพายุประสานกันจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ยางรถยนต์สีดำถูกงัดกระเด็นออกมากลางอากาศและลอยหมุนเคว้ง เจสัน อาริเอล และโมนีก้าต่างกระโจนเข้าหาวัตถุชิ้นนั้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทันทีที่ปลายนิ้วของทั้งสามสัมผัสกับพื้นผิวยางที่ร้อนระอุ แสงสว่างจ้าสีทองก็ระเบิดออกมาปกคลุมทั่วผืนป่าอย่างรุนแรง



              ความรู้สึกเหมือนร่างกายถูกหมุนวนและฉีกกระชากในเครื่องซักผ้ายักษ์กลับมาอีกครั้ง ภาพของกรุงโรมที่กำลังล่มสลายและเปลวเพลิงของเนโรเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยอุโมงค์กาลวันที่บิดเบี้ยวและมืดมิด จุดหมายปลายทางคือปี 2015 ปีที่โมนีก้ายังมีภารกิจรออยู่ และเป็นปีที่ภารกิจที่แท้จริงกำลังรอคอยการแก้ไขจากพวกเขาอยู่เบื้องหน้าในโลกที่คุ้นเคย



              ตู๊มมม!!



              [ยินดีต้อนรับกลับสู่ 31 มีนาคม ปี 2015]


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เหม่อมองฟ้าไกล
Quest Summary
สรุปโมนีก้า เจสันและอาริเอล โดนวาร์ปกลับมาจากการทะลุมิติในกรุงโรม โดยการแย่งยางมิชลินจากหัวของเอธุไล

-

[คณะเดินทางกลับมายังวันที่ 31 มีนาคม 2015 - พรมแดนตุรกี]

Loot & Rewards
กำจัด จิตวิญญาณพายุ (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ ขนปีกพายุ จำนวน 1 ชิ้น
กำจัด ฝูงฮาร์ปี้ 20 ตัว (มีค่า LUK 50+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ ขนฮาร์ปี้ จำนวน 28 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับจากมอนสเตอร์ ขนปีกพายุ 1 ชิ้น, ขนฮาร์ปี้ 28 ชิ้น
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัดจิตวิญญาณพายุ ครั้งแรก
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-29 16:02
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-29 16:02
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-29 16:02
โพสต์ 47617 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-29 14:45
โพสต์ 47,617 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-29 14:45

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +2 ย่อ เหตุผล
God + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-29 17:59:10 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 66 : อนิเมะกันเลยอ่ะดิ

วันที่ 31 เดือน มีนาคม ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป พรมแดนอิหร่าน - ตุรกี

              แสงสว่างวาบสีทองที่เคยโอบล้อมร่างของทั้งสามคนมอดดับลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับแรงดึงดูดของโลกที่กลับมาทำงานอย่างซื่อตรง ร่างของเดมิก็อดทั้งสามร่วงหล่นลงมาจากอากาศธาตุในระดับความสูงไม่กี่เมตรเหนือพื้นดิน เจสัน เกรซ ผู้นำที่แสนจะเพอร์เฟกต์ร่วงลงมาเป็นคนแรก 



              ตุ้บ! 



              เสียงตกดังสนั่นพร้อมกับร่างที่หน้าคะมำลงไปไถลกับพื้นทรายและกรวดหินอย่างหมดรูป วีรบุรุษแห่งกรุงโรมในชุดทูนิกขาดวิ่นนอนพังพาบอยู่กับพื้นโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อร่างของโมนีก้าที่ร่วงตามมาติด ๆ แถมเธอดันตกลงมาทับลงบนแผ่นหลังของเจสันเข้าอย่างจัง แรงกระแทกทำให้เจสันส่งเสียง "อึ้ก!" ออกมาเบา ๆ ในลำคอ



              ขณะที่โมนีก้าเสียหลักพลิกตัวลงมาคร่อมทับร่างของชายหนุ่มไว้ในท่าที่ชวนให้จินตนาการไปไกลตามฉับอนิเมะญี่ปุ่นชื่อดัง ร่างบางของเด็กสาววัยที่เริ่มเติบโตเป็นสาวสะพรั่งกดทับลงมาบนแผงอกและใบหน้าของเจสันอย่างพอเหมาะพอดี



              ในขณะที่สองคนแรกกำลังนัวเนีย (?) กันอยู่กับพื้นดิน อาริเอลกลับแลนดิ้งลงมาได้อย่างนุ่มนวลและสง่างามในท่า Superhero Landing ฝ่ามือหนึ่งข้างยันพื้น ส่วนเข่าอีกข้างคุกเข่าลงอย่างมั่นคงพร้อมกับรอยยิ้มร่าเริงที่ดูสดใสขัดกับบรรยากาศสงครามที่เพิ่งผ่านมา "นั่นไง ว่าแล้วเชียว... ฉันว่าแล้วว่าพวกเราจะต้องร่วงแบบเดิมเป๊ะเลยนะคะเนี่ย" อาริเอลเอ่ยพลางปัดฝุ่นออกจากไหล่ด้วยท่าทางภูมิใจในความไม่เจ็บตัวของตัวเอง 



              ทางด้านเจสันที่กำลังมึนงงจากการตกกระแทกพื้นเต็ม ๆ หัว เขาค่อย ๆ ลืมตาที่พร่ามัวขึ้นมาหวังจะมองดูว่าพวกเขากลับมาที่ไหน แต่ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่ท้องฟ้าหรือรถจี๊ป แต่มันคือหน้าอกหน้าใจของโมนีก้าที่อยู่ห่างจากปลายจมูกไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เนื่องจากชุดทูนิกที่ผ่านการสู้รบมาอย่างหนักนั้นหลุดลุ่ยและคว้านลึกจนเห็นสัดส่วนที่ชัดเจน กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไลแลคไม้ป่าเบอร์รี่หวานผสมกับกลิ่นเขม่าควันที่เจือจางพุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัสของชายหนุ่มจนสมองของเขาสั่งการให้หยุดทำงานไปชั่วขณะ



              “อ่ะ…”



              โมนีก้าที่ยังคงอยู่ในอาการมึนหัวจากการข้ามมิติพยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ฝ่ามือของเธอดันวางลงบนแผงอกแกร่งของเจสันแทนที่จะเป็นพื้นดิน เธอขยับตัวไปมาเพื่อหาที่ยึดเกาะ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้หน้าอกหน้าใจของเธอเบียดเสียดเข้ากับใบหน้าของเจสันหนักกว่าเดิม ใบหน้าของเจสันเริ่มเปลี่ยนจากสีซีดเป็นสีแดงเข้มลามไปถึงใบหู แววตาสีฟ้าครามเบิกกว้างด้วยความเหวอสุดขีด 



              "เอ่อ... โมนีก้า... คือ..." เจสันพยายามจะเค้นเสียงพูดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก อาริเอลที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ครู่หนึ่งเพิ่งจะสังเกตเห็นท่าทางประหลาดของเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคน เธอจึงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ "นี่พวกคุณทำอะไรกันอยู่เหรอคะ? ท่าทางดู... สนิทกันจังเลยนะ"



              คำถามของอาริเอลเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ที่ช่วยปลุกโมนีก้าให้ตื่นจากอาการมึนงง เด็กสาวก้มลงมองภาพเบื้องล่างแล้วพบว่าตัวเองกำลังคร่อมร่างเจสันไว้ในท่าที่ล่อแหลมสุดขีด แถมหน้าของเจสันยังฝังอยู่ในจุดที่อ่อนไหว (เกือบ) ที่สุดของเธอด้วย จนโมนีก้าสะดุ้งสุดตัวจนแทบจะกระโดดเหยียบอากาศ แววตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอสั่นระริกด้วยความตกใจและเขินอายจนหน้าแดงซ่านไม่แพ้เจสัน 



              "เหวอ! ขอโทษ! ขอโทษทีค่ะเจสัน... คือฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ!" โมนีก้าร้องลั่นพลางกุลีกุจอดีดตัวออกจากร่างเจสันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก เธอถอยกรูไปจนเกือบชนรถจี๊ปที่จอดนิ่งสนิทอยู่ใกล้ ๆ ส่วนเจสันก็รีบลุกขึ้นนั่งพลางขยับแว่นสายตาที่เบี้ยวไปอยู่ตรงแก้มให้เข้าที่ด้วยท่าทางลนลาน "ไม่เป็นไรครับ... ผมเองก็... ไม่ได้มองอะไรทั้งนั้นครับ ไม่เห็นเลยจริง ๆ" เขาพยายามจะรักษามาดผู้นำที่พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาอาริเอลอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความกระอักกระอ่วนและกุ๊กกิ๊กแบบแปลก ๆ



              เมื่อความตื่นเต้นสงบลง ทั้งสามคนจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าพวกเขากลับมาปรากฏกายอยู่ข้างรถจี๊ปคันเดิมที่เคยใช้เดินทางข้ามประเทศมาอย่างยาวนาน สภาพอากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความร้อนระอุของโรมโบราณกลับมาเป็นอากาศกึ่งแห้งแล้งของพรมแดนอิหร่านและตุรกีในปี 2015 อีกครั้ง ตัวรถจี๊ปยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิมราวกับรอคอยการกลับมาของเจ้านาย การเดินทางที่ยาวไกลกว่าหนึ่งปีในยุคโบราณสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามที่ผ่านอะไรมามากมายดูเหมือนจะเริ่มก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่วุ่นวายไม่แพ้กาลเวลาเลยทีเดียว



              โมนีก้าพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเบือนหน้าหนีจากสายตาของเจสันที่ยังคงยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างรถจี๊ป ใบหน้าที่เคยซีดเผือดจากการกรำศึกมานานปีในโรมบัดนี้กลับแดงก่ำราวกับผลตำลึงสุก ตัดกับสีผิวขาวนวลของเธออย่างเห็นได้ชัด เธอแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นตามชุดทูนิกที่ขาดรุ่งริ่งพลางกระแอมไอแก้เขินก่อนจะหันไปหาอาริเอลด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็นงานเป็นการที่สุดเท่าที่จะทำได้



              “อาริเอลคะ... ช่วยเช็กทีสิว่าตอนนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว เราหลุดไปนานแค่ไหนแล้วคะ”



              อาริเอลพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น เธอชูข้อมือขึ้นมาแล้วใช้นิ้วจิ้มลงบนกำไลเทสเซรา ซึ่งเป็นอุปกรณ์สื่อสารมาตรฐานที่ซาวันนาห์ประดิษฐ์ขึ้นมาให้เหล่าเดมิก็อดค่ายจูปิเตอร์ใช้ส่งข้อความไอริสได้โดยไม่ต้องง้อแหล่งน้ำหรือเหรียญดรักม่า ตัวกำไลเริ่มส่งความร้อนออกมาจาง ๆ ตามกลไกของมันก่อนจะปรากฏตัวเลขดิจิทัลเรืองแสงขึ้นมากลางอากาศ “วันนี้วันที่ 31 มีนาคม ปี 2015 ค่ะคุณโมนีก้า ดูเหมือนว่าเราหายไปที่โรมหนึ่งปีเต็ม ๆ แต่เวลาในโลกนี้เพิ่งผ่านไปแค่ 5 วัน เองนะคะ”



              โมนีก้าพยักหน้ารับคำของอาริเอล ข้อมูลนั้นช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง แม้หัวใจจะยังเต้นโครมครามจากเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ก็ตาม “ห้าวันเหรอ... งั้นเราก็ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร เดินทางกันต่อเถอะ แต่... เอ่อ พักสักครึ่งชั่วโมงก่อนก็ได้นะ ไปเปลี่ยนชุดเถอะ สภาพเราตอนนี้เหมือนหลุดออกมาจากละครย้อนยุคสุด ๆ”



              เจสันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่พยักหน้าเห็นด้วยพลางขยับแว่นสายตาด้วยท่าทางที่พยายามรักษามาดบุตรแห่งจูปิเตอร์เอาไว้ให้มั่นคงที่สุด ทั้งที่ในหัวยังสลัดภาพความนุ่มนิ่มเมื่อครู่ออกไปไม่ได้เสียที เขาเดินเลี่ยงไปทางท้ายรถเพื่อหาชุดสำรองในกระเป๋ากลอักขระของเฮเฟตัสของโมนีก้า ในขณะที่โมนีก้ารีบเอาเสื้อผ้าของตนเองออกมาจากแหวนของเธอแล้วพุ่งหายเข้าไปหลังโขดหินใหญ่เพื่อเปลี่ยนชุดในทันที



              ความกระอักกระอ่วนยังคงลอยวนอยู่ในอากาศกึ่งแห้งแล้งของพรมแดนตุรกี-อิหร่าน โมนีก้าเปลี่ยนจากชุดทูนิกชาวโรมันมาเป็นเสื้อเชิ้ตลายสก็อตทับเสื้อยืดสีเรียบและกางเกงยีนส์ที่คุ้นเคย เธอถอนหายใจยาวขณะมองเงาตัวเองในกระจกบานเล็ก ความรู้สึกเขินอายมันยังคงรบกวนจิตใจ แต่เธอก็พยายามเตือนตัวเองว่านี่เป็นเรื่องสุดวิสัย เจสันเองก็มีไพเพอร์อยู่แล้ว ส่วนเธอก็มีคนสำคัญที่เฝ้ารออยู่ที่ปลายทางของกาลเวลา 



              และที่สำคัญที่สุด ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาในโรมตอนที่เอสต้าเป็นคนคุมร่าง เจสันไม่เคยมีท่าทีสนใจหรือหวั่นไหวกับความบ้าคลั่งของเอสต้าเลยแม้แต่นิดเดียว เขาปฏิบัติกับเอสต้าด้วยความเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีอารมณ์อะไรเลยและระมัดระวังประดุจถือวัตถุระเบิดด้วยซ้ำ



              เมื่อทั้งสามกลับมารวมตัวกันที่รถในชุดยุคปัจจุบัน เจสันก็ขยับคอเสื้อยืดของตัวเองพลางมองโมนีก้าที่เดินกลับมาด้วยท่าทางนิ่งสงบขึ้น “พร้อมนะครับ?” เขาถามสั้น ๆ น้ำเสียงยังแฝงความประหม่านิด ๆ จากเหตุการณ์น่าอายเมื่อครู่ “ค่ะ พร้อมแล้ว” โมนีก้าก็ตอบรับพลางก้าวขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะปั้นแต่งได้



              “ทั้งสองคนโอเคแล้วใช่ไหมคะ เมื่อกี้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุเนอะ?” อาริเอลตะโกนบอกมาจากเบาะหลังพลางชูนิ้วโป้งให้ แต่เพราะคำนั้นทำให้เจสันที่กำลังจะเข้าเกียร์ถึงกับมือสั่นกึก เขาจ้องมองถนนเบื้องหน้าเขม็งโดยไม่หันมามองใคร “อาริเอล... ผม… เอ่อครับ”



              โมนีก้าพยายามกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น เธอเหลือบมองเสี้ยวหน้าของเจสันที่ยังคงมีสีแดงระเรื่อจาง ๆ อยู่ที่ใบหู ความนิ่งขรึมที่เธอสั่งสมมาตลอดในโรมแทบจะพังทลายลงเพราะคำแซวใสซื่อของเอมพูซ่าสาว รถจี๊ปคันเก่าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากพรมแดนอิหร่านเข้าสู่ตุรกีท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของอาริเอลและความเงียบที่แสนจะขัดเขินของวีรบุรุษผมทอง การกู้กาลเวลาในโรมจบลงแล้ว และการเดินทางกวนประสาทข้ามทวีปก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในโลกปี 2015 ที่ซึ่งความวุ่นวายระดับจักรวาลยังคงรอต้อนรับพวกเขาอยู่เบื้องหน้าอย่างเป็นกันเอง


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เขินเลยดิ ๆ
Quest Summary
สรุป

-

[พรมแดนอิหร่าน - ตุรกี กำลังมุ่งหน้าไปกรีซ]

Loot & Rewards
(ไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 57,585 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความศรัทธา จาก แหวนดาราจรัส(D)  โพสต์ 2026-1-29 17:59
โพสต์ 57,585 ไบต์และได้รับ +5 EXP +6 เกียรติยศ จาก ต่างหูเงิน  โพสต์ 2026-1-29 17:59
โพสต์ 57,585 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2026-1-29 17:59
โพสต์ 57585 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-29 17:59
โพสต์ 57,585 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-29 17:59
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-29 20:14:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-29 20:18

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 67 : เดินทางวนไป

วันที่ 31 เดือน มีนาคม ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ตุรกี

              เสียงเครื่องยนต์ของรถจี๊ปครางสม่ำเสมอขณะที่ล้อรถบดขยี้ผ่านเส้นแบ่งพรมแดนเข้าสู่ดินแดนตุรกีอย่างเป็นทางการ ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากความแห้งแล้งจัดของพรมแดนอิหร่านเป็นทุ่งกว้างที่มีสีเขียวของพืชพรรณแทรกซึมอยู่บ้าง ภายในรถจี๊ปคันเก่ายังคงปกคลุมด้วยความเงียบเชียบที่น่าอึดอัด เจสันจ้องเขม็งไปยังถนนเบื้องหน้า มือที่จับพวงมาลัยดูจะเกร็งกว่าปกติเล็กน้อย ส่วนโมนีก้าก็นั่งตัวตรงดิ่ง สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์ราวกับว่ามันมีข้อมูลที่สำคัญระดับโลกบรรจุอยู่ ทั้งที่ความจริงเธอกำลังพยายามซ่อนใบหน้าที่ยังคงมีสีระเรื่อจาง ๆ จากเหตุการณ์อุบัติเหตุก่อนหน้านี้



              กรวบ...กรวบ



              ตอนนี้มีเพียงเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบคือเสียงของฝักข้าวโพดปิ้งที่ถูกกัดอย่างเอร็ดอร่อยโดยอาริเอลที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะหลัง มือข้างหนึ่งถือข้าวโพดปิ้งที่โรยเกลือหอมฉุยซึ่งได้มาจากร้านค้าแถวด่านตรวจ ดวงตาสีเข้มของเอมพูซ่าสาวหรี่มองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่ข้างหน้า เธอเคี้ยวข้าวโพดช้า ๆ พลางสังเกตปฏิกิริยาของเจสันที่แอบเหลือบมองกระจกมองหลังเป็นระยะ และโมนีก้าที่จิ้มหน้าจอแท็บเล็ตถี่เกินความจำเป็น



              “เจสันคะ...” โมนีก้าเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอพยายามปรับให้ดูสุขุมและเป็นงานเป็นการที่สุด “ฉันตรวจสอบเส้นทางแล้ว ตอนนี้เราเข้าตุรกีมาได้สักพัก ถ้าเราผ่านอิสตันบูลไปได้ก็น่าจะถึงกรีซในไม่ช้าค่ะ” เธอย่อแผนที่บนหน้าจอลงแล้วชี้ไปที่พิกัดหนึ่ง 



              “ฉันแนะนำว่าคืนนี้เราควรแวะพักที่ดิยาร์บากีร์กันนะคะ มันเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีกำแพงเมืองโบราณสีดำทำจากหินบะซอลต์ วัฒนธรรมที่นั่นเป็นเอกลักษณ์มาก และที่สำคัญมันมีจุดที่ปลอดภัยพอให้เราตั้งแคมป์หรือหาที่พักแบบไม่เป็นจุดสนใจ ขับรถต่ออีกสัก 5-6 ชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้วล่ะค่ะ”



              เจสันที่ได้ยินก็พยักหน้าช้า ๆ พลางผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าโมนีก้าเริ่มกลับมาคุยเรื่องงานได้ปกติ “ดิยาร์บากีร์เหรอครับ... ผมเคยได้ยินมาว่าเป็นเมืองที่แข็งแกร่งมากในยุคโบราณ ดีเลยครับ เราจะได้ถือโอกาสพักผ่อนและเช็กสภาพรถด้วย” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองเสี้ยวหน้าของโมนีก้า “ขอบคุณนะครับที่ช่วยวางแผนให้ คุณดูจะรู้จักพื้นที่แถบนี้ดีกว่าที่ผมคิดนะ”



              “อ่านตามข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแหละค่ะ ประวัติศาสตร์กับภูมิศาสตร์เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้นี่คะ โดยเฉพาะตอนที่ต้องมาติดอยู่ในที่แบบนี้” โมนีก้าตอบพลางยิ้มบาง ๆ ที่ดูโตขึ้นกว่าแต่ก่อน แววตาสีเทาเงินของเธอยังคงมีความนิ่งสงบที่เจสันเริ่มจะคุ้นเคย แม้จะมีความเขินอายปนอยู่บ้างแต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ



              “เมืองเก่ากำแพงดำเหรอคะ... หวังว่าจะมีข้าวโพดปิ้งอร่อย ๆ แบบนี้ขายอีกนะ” อาริเอลพูดแทรกขึ้นพร้อมกับโชว์แกนข้าวโพดที่สะอาดเกลี้ยงเกลา “พวกคุณสองคนเลิกทำหน้าเหมือนโดนเทพีอโฟรไดต์ผลักใส่กันแล้วสินะคะ”



              เจสันที่ได้ยินแบบนั้นก็กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างช่วยไม่ได้ เขาเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของอาริเอล “ครับ เลิกแล้ว แล้วก็ผมจะพยายามขับให้ถึงก่อนค่ำละกันนะ”



              รถจี๊ปทะยานผ่านถนนที่ทอดยาวมุ่งหน้าสู่ใจกลางอนาโตเลียตะวันออกเฉียงใต้ แสงแดดจัดจ้าเริ่มอ่อนแสงลงตามเวลาที่ล่วงเลย ระหว่างเส้นทางก็มีการพูดคุยกันไปด้วย การเติบโตของโมนีก้าที่นิ่งขึ้นและมีเหตุผลทำให้เจสันรู้สึกวางใจที่จะร่วมทางไปด้วยกันมากขึ้น แม้ว่าความกระอักกระอ่วนเล็ก ๆ จะยังคงหลงเหลืออยู่เป็นสีสันของการเดินทางที่แสนจะยาวไกลนี้ก็ตาม



              เมื่อผ่านการเดินทางที่ยาวไกลทั้งวันล้อรถจี๊ปก็หยุดหมุนลงบนพื้นดินปนทรายของลานตั้งแคมป์แถบชานเมืองดิยาร์บากีร์ แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์พาดผ่านยอดกำแพงหินบะซอลต์สีดำทึมอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองโบราณแห่งนี้ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นลงตามฉบับอากาศยามค่ำคืนในพื้นที่สูง ทิ้งให้ความวุ่นวายของท้องถนนและการวิ่งไล่กวดมอนสเตอร์ในป่ากลายเป็นเพียงความทรงจำที่ห่างไกล



              “ถึงซะทีนะคะ... โอ้ย นั่งนานจนก้นจะหลุดแล้วค่ะ” โมนีก้าเอ่ยพลางก้าวลงจากรถแล้วบิดขี้เกียจจนสุดตัว เสียงกระดูกลั่นเบา ๆ ทำให้เธอนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเจสันที่กำลังแบกเป้อุปกรณ์ออกมากองไว้ “เจสันคะ คุณไหวไหม? หน้าคุณดูซีด ๆ นะ”



              เจสันส่ายหัวพลางยิ้มตอบแบบฝืน ๆ เล็กน้อย “ไหวครับ แค่ใช้แรงไปเยอะตอนขับรถแล้วงัดยางรถยนต์ระหว่างทางนั่นน่ะ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องเต็นท์เองครับ คุณกับอาริเอลไปเตรียมมื้อค่ำเถอะ” เขาพูดพลางเริ่มกางโครงเต็นท์ด้วยความคล่องแคล่วแบบคนที่ผ่านการใช้ชีวิตกลางแจ้งมาอย่างโชกโชน สายลมแรงที่พัดผ่านเข้ามาถูกเขาควบคุมให้ช่วยพยุงผ้าใบเต็นท์ไว้อย่างพอเหมาะพอดีจนดูเหมือนเต็นท์มันกางออกเองด้วยเวทมนตร์



              ทางด้านโมนีก้าและอาริเอล ทั้งคู่พากันจัดแจงพื้นที่ทำครัวเล็ก ๆ ข้างรถจี๊ป โมนีก้าหยิบแหวนดาราจรัสขึ้นมาขยับนิดหน่อยก่อนจะดึงเอาเครื่องครัวและวัตถุดิบที่เธอแอบซุกซ่อนไว้ออกมาอย่างเป็นระเบียบ “อาริเอล ช่วยล้างผักพวกนี้หน่อยนะคะ เดี๋ยวฉันจะปรุงซุปเนื้อใส่พริกไทยดำสูตรพิเศษให้เอง ความเผ็ดจะช่วยให้หายเพลียจากการเดินทางได้แหละค่ะ”



              “รับทราบค่ะ! ฉันจะล้างให้สะอาดเลยค่ะ!” อาริเอลตอบอย่างร่าเริงพลางรับตะกร้าผักไปจัดการใกล้ ๆ แหล่งน้ำ



              เวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของซุปเนื้อร้อน ๆ ที่โรยด้วยพริกไทยเกรดพรีเมียมจากคลังแสงของโมนีก้าก็เริ่มส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ เจสันที่กางเต็นท์เสร็จพอดีเดินเข้ามานั่งลงข้างกองไฟเล็ก ๆ ที่พวกเธอสุมไว้ เขามองดูโมนีก้าที่กำลังใช้ทัพพีคนซุปด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ แววตาสีเทาเงินของเธอสะท้อนแสงไฟจนดูเหมือนโลหะที่ถูกหลอมเหลว มันเป็นภาพที่ดูแปลกตาแต่ก็น่ามองอย่างประหลาด



              “นี่ครับซุปของคุณ... ระวังร้อนนะคะ” โมนีก้ายื่นถ้วยให้เจสันพลางส่งยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้แฝงความประหม่าเหมือนตอนเช้าอีกแล้ว เขารับถ้วยมาซดอึกแรกก่อนจะเบิกตากว้างเพราะรสชาติ “อร่อยมากครับโมนีก้า พริกไทยนี่... มันทำให้รู้สึกสดชื่นจริง ๆ ด้วย”



              “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ ฉันเตรียมมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะนี่นา” เธอตอบพลางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เขา ส่วนอาริเอลก็กำลังโซ้ยซุปพลางเป่าลมออกจากปากด้วยความเผ็ดร้อนแต่ก็ดูมีความสุขสุด ๆ



              ท่ามกลางความเงียบสงัดของดิยาร์บากีร์ มีเพียงเสียงฟืนปะทุและเสียงพูดคุยเบา ๆ ของเดมิก็อดทั้งสองและอสุรกายสาวอีกหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันตลอดหนึ่งปีในยุคโบราณ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจนแทบจะขยับไม่ไหว แต่ในใจของพวกเขากลับมีความอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก 



              ในช่วงกลางคืนโมนีก้าเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพลางถอนหายใจยาว “อย่างน้อยคืนนี้เราก็ได้นอนบนเบาะนุ่ม ๆ เนอะ อาริเอล เจสัน”



              คำนั้นทำเอาเจสันพยักหน้าพลางมองดูความสงบนั้น “นั่นสิครับ... พักผ่อนให้เต็มที่เถอะครับ พรุ่งนี้เรายังมีทางให้ไปต่ออีกไกล” เขาทิ้งตัวลงพิงเบาะรถข้าง ๆ โมนีก้า ทิ้งให้ความอ่อนล้าและความกังวลทลายลงไปกับค่ำคืนที่แสนสงบสุขนี้ โดยมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ของอาริเอลที่ยังคงเล่าเรื่องตลกให้ทั้งสองฟังเป็นเพลงกล่อมเด็กที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้ยินมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(....โรลหน้าวาร์ปละ)
Quest Summary
สรุป

-

[พักผ่อนตั้งแคมป์กันที่ เมืองดียาร์บากึร์ ตุรกี]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 48601 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-29 20:14
โพสต์ 48,601 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-29 20:14
โพสต์ 48,601 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-29 20:14
โพสต์ 48,601 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-29 20:14
โพสต์ 48,601 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-29 20:14
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-29 22:46:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 68 : ภารกิจตามหา กกน.

วันที่ 01 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ตุรกี

              เช้าวันที่ 1 เมษายนเริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศที่ดูนิ่งสงบกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับวันเมษาหน้าโง่ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับโมนีก้าแล้วเธอไม่มีอารมณ์จะมาร่วมวงเล่นตลกหรือแต่งเรื่องโกหกกับใครทั้งนั้น ประสบการณ์หนึ่งปีที่ผ่านมาในกรุงโรมสอนให้เธอรู้ว่าความจริงนั้นมีค่าและเจ็บปวดเกินกว่าจะเอามาล้อเล่นเพื่อความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว เธอจึงทำเพียงแค่นั่งนิ่ง ๆ อยู่เบาะหลัง สังเกตทิวทัศน์ของประเทศตุรกีที่หมุนผ่านไปอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่เจสันยังคงรับหน้าที่สารถีประจำรถจี๊ปคันเดิม



              บรรยากาศภายในรถยังคงมีความเกร็งหลงเหลืออยู่จาง ๆ ระหว่างคนขับและคนนั่งเบาะหลัง เจสันดูจะตั้งสมาธิกับการจับพวงมาลัยมากเป็นพิเศษจนดูเหมือนเขากำลังบังคับยานรบมากกว่ารถจี๊ป ส่วนอาริเอลที่สลับมานั่งเบาะข้างคนขับในรอบนี้ก็กำลังวุ่นอยู่กับการจิ้มกำไลเทสเซราเพื่อตรวจสอบเส้นทาง พลางเคี้ยวข้าวโพดปิ้งที่เหลือมาจากเมื่อวานจนเสียงดังกรวบ ๆ เป็นระยะ



              "คุณเจสันคะ ดูเหมือนเราจะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือเพื่อเข้าอิสตันบูลไม่ได้แล้วล่ะค่ะ" อาริเอลเอ่ยขึ้นพลางชูหน้าจอโฮโลแกรมจากกำไลให้ดู "มีรายงานข่าวท้องถิ่นแจ้งว่าถนนสายหลักกำลังปิดซ่อมแซมใหญ่ แถมมีดินสไลด์ปิดทางบางช่วงด้วย ถ้าเราดันทุรังไปทางนั้นคงได้ติดแหง็กกันเป็นวันแน่ ๆ ค่ะ"



              เจสันขมวดคิ้วพลางถอนหายใจกับอุปสรรครายทาง "งั้นเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอ้อมสินะ"



              "ใช่ค่ะ เราต้องลงไปใช้ถนนสายใต้แทน" อาริเอลอธิบายต่อพลางลากนิ้วบนแผนที่ "มันจะอ้อมไปไกลพอสมควร แต่ถนนก็วิ่งง่ายกว่ามากเลยค่ะ เพราะงั้นเราจะผ่านเมืองเมร์ซีนกันนะคะ เป็นเมืองท่าติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สวยมาก ๆ เลยค่ะ"



              โมนีก้าที่นั่งฟังอยู่เบาะหลังชะโงกหน้ามามองแผนที่ครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินคำว่าเมืองติดทะเล หัวใจของเด็กสาวที่โหยหาความปกติสุขก็เต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง เธอจินตนาการถึงภาพตัวเองในชุดว่ายน้ำสีสดใส กำลังดำดิ่งลงไปในน้ำทะเลสีครามเพื่อล้างคราบเขม่าควันจากโรมโบราณให้หมดไปจากความทรงจำ แต่เธอก็สะบัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ดีว่าพวกเธอไม่ได้มาเที่ยวพักร้อน ภารกิจกู้กาลเวลาไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับการเดินเล่นบนชายหาด



              การเดินทางที่ต้องอ้อมไปทางใต้นั้นกินเวลานานกว่า 7-8 ชั่วโมง ความเงียบเริ่มกลับมาปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้งจนดูอึดอัด โมนีก้าที่ไม่ชอบความเงียบงันแบบนี้เริ่มรู้สึกทนไม่ไหว แม้เธอจะเติบโตขึ้นและนิ่งขรึมกว่าเดิม แต่จิตวิญญาณที่รักในเสียงดนตรียังคงอยู่ครบถ้วน เธอจึงตัดสินใจทำลายความเงียบด้วยเสียงเพลงที่เธอรักที่สุดเพลงหนึ่ง



              "Almost heaven, West Virginia..."



              เสียงร้องของโมนีก้าดังขึ้นเบา ๆ ในตอนแรก ก่อนจะค่อย ๆ มั่นคงและใสกระจ่างดุจเสียงกระดิ่งแก้ว เจสันชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากถนน ส่วนอาริเอลหยุดเคี้ยวข้าวโพดแล้วหันมามองด้วยความทึ่ง เพราะนี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินโมนีก้าร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังและอารมณ์แบบนี้



              "Blue Ridge Mountains, Shenandoah River. Life is old there, older than the trees. Younger than the mountains, growin' like a breeze."



              โมนีก้าหลับตาลงปล่อยให้เนื้อเพลงพาใจเธอกลับไปยังครอบครัวของเธอ กลับไปยังโลกที่เธอไม่ต้องแบกรับภาระของเซนจูเรี่ยนหรือกังวลเรื่องไฟไหม้โรม แววตาสีเทาเงินของเธอสั่นระริกตามจังหวะเพลงที่แฝงไปด้วยความโหยหาบ้านอย่างสุดซึ้ง



              "Country roads, take me home. To the place I belong. West Virginia, mountain mama. Take me home, country roads."



              น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลทว่าก็ร่าเริง แสดงถึงการเติบโตทางความคิดของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เจสันลอบมองกระจกหลังแล้วยิ้มออกมาบาง ๆ โดยที่โมนีก้าไม่ทันเห็น เขาเริ่มรู้สึกว่าเสียงเพลงของเธอกำลังช่วยปัดเป่าความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทางให้จางหายไป รถจี๊ปคันเก่ายังคงทะยานไปตามถนนสายใต้ มุ่งหน้าสู่เมืองเมร์ซีนท่ามกลางบทเพลงหวนคืนสู่เหย้าที่ดังก้องไปทั่วคันรถ เป็นสัญญาณว่าแม้ทางจะไกล แต่พวกเขาก็ใกล้จะถึงจุดหมายเข้าไปทุกทีแล้ว



              "เสียงคุณเพราะกว่าที่ผมคิดมากเลยนะโมนีก้า" เจสันเปรยขึ้นเบา ๆ หลังจากที่เพลงจบลง



              "ขอบคุณค่ะเจสัน... แค่อยากให้ทางมันไม่เงียบเกินไปน่ะค่ะ" โมนีก้าตอบพลางยิ้มให้ที่กระจกมองหลัง เป็นรอยยิ้มที่ดูเป็นผู้ใหญ่และอบอุ่นที่สุดเท่าที่เจสันเคยเห็นมา



              ช่วงพลบค่ำของวันล้อรถจี๊ปหยุดหมุนลงริมชายหาดเมืองเมร์ซีน ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนพัดพาเอาความเค็มและไอเย็นมาปะทะใบหน้า ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าจากการขับรถอ้อมโลกมาตลอดทั้งวัน เจสันดับเครื่องยนต์พลางถอนหายใจยาว แสงสีส้มสุดท้ายของวันสะท้อนกับผิวน้ำจนดูเหมือนทองคำเหลวที่กำลังสั่นไหว



              “หาอะไรกินกันเถอะครับ ผมว่าแถวชายหาดนี้น่าจะมีร้านอาหารท้องถิ่นบ้าง” เจสันพูดขึ้นพลางขยับแว่นสายตา ขณะที่อาริเอลซดน้ำซุปถ้วยสุดท้ายจนหมดแล้วโดดลงจากรถอย่างร่าเริง



              ทว่าเมื่อพวกเขาก้าวเท้าลงบนผืนทราย ความรู้สึกผิดปกติบางอย่างก็แล่นผ่านประสาทสัมผัสของเดมิก็อดทั้งสาม หมอกจาง ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นบดบังทัศนียภาพรอบข้าง ทั้งที่ควรจะเป็นชายหาดที่พลุกพล่านด้วยนักท่องเที่ยว แต่กลับมีเพียงร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดบิกินี่สีเขียวสดใสที่ดูเย้ายวนเกินจริง เธอกำลังยืนส่งยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ หมอกหนากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปกปิดความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่แสนเซ็กซี่นั้น



              “เฮ่... นั่นไม่ใช่คนธรรมดาปะ” โมนีก้าเอ่ยเสียงต่ำ แววตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอหรี่ลงมองผ่านม่านหมอกจนเห็นร่างที่แท้จริง ท่อนบนของเธอเป็นมนุษย์ที่งดงาม แต่ท่อนล่างกลับเป็นงูที่มีสองหางพาดผ่านพื้นทราย และมีปีกขนาดใหญ่ที่กลางหลัง “นั่นมันเมลูซีนไม่ใช่หรอ”



              เจสันไม่รอช้า รีบวิ่งเข้าไประหว่างที่มือดีดเหรียญเอาดาบกลาดิอุสออกมาทันที แสงสีทองของดาบสะท้อนกับเปลวไฟแห่งกาลเวลาที่ยังตกค้างอยู่ในตัวเขา “ปล่อยเขาไปซะ!” เจสันตะโกนก้องชายหาด



              เมลูซีนตนนั้นก็หันมามองด้วยแววตาดุร้าย ดวงตาของเธอฉายแววความแค้นที่มีต่อผู้ชายที่มักจะผิดสัญญา “ทำไมพวกเดมิก็อดถึงชอบเข้ามายุ่งนักนะ!” เธอคำรามพลางสะบัดหางคู่ฟาดเข้าใส่เจสันจนทรายกระจุย



              การต่อสู้เป็นไปอย่างรวดเร็ว อาริเอลพุ่งตัวเข้าไปขัดขวางการเคลื่อนที่ของเมลูซีนด้วยพละกำลังของเอมพูซ่า ในขณะที่โมนีก้าใช้พลังควบคุมพืชเรียกรากไม้จากใต้ผืนทรายขึ้นมาพันธนาการปีกของอสุรกายน้ำไว้ เจสันฉวยโอกาสพุ่งเข้าหาแล้วตวัดดาบสายฟ้าฟาดลงบนร่างกายกึ่งวิญญาณของเมลูซีนจนเธอส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน 



              ก่อนที่ร่างของอสุรกายเริ่มสลายกลายเป็นละอองน้ำและฟองอากาศ ทิ้งไว้เพียงสิ่งเดียวที่หลุดร่วงออกมาจากร่างที่เคยพยายามจะเซ็กซี่ของเธอ นั่นคือกางเกงบิกินี่สีชมพูบานเย็นสีแจ๊ดที่ดูเหมือนจะเป็นเศษเสี้ยวของภาพลวงตาที่แข็งตัวขึ้นมา



              แต่ก่อนที่ใครจะได้หายใจคล่องคอ รอยแยกของกาลเวลาก็บิดเบี้ยวขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน อากาศรอบตัวหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดเล็กที่ดูดทุกอย่างเข้าสู่ใจกลาง เจสันและอาริเอลถูกแรงกระชากจนลอยขึ้นจากพื้น ในขณะที่โมนีก้าเห็นกางเกงบิกินี่สีแจ๊ดนั่นกำลังจะถูกดูดเข้าไปในรอยแยกมิติ



              “เฮ้ย! นั่นมัน!” โมนีก้าตะโกนอย่างลืมตัวพลางเอื้อมมือไปคว้ากางเกงตัวนั้นด้วยความรวดเร็ว แต่ลมที่พัดแรงดุจพายุระดับ 1.21 จิกะวัตต์ (รู้เลยว่าติดหนัง) กลับปัดมันให้ปลิวว่อนไปมาในอากาศ “มานี่สิไอ้กางเกงบ้า! อย่าปลิวหนีไปทางนั้น!” เธอพยายามจะเอื้อมสุดตัว พยายามทั้งว่ายอากาศแต่ก็คว้าน้ำเหลว



              สุดท้ายร่างของทั้งสามก็ถูกแรงดึงดูดมหาศาลสูบเข้าไปในความว่างเปล่าพร้อมกับเสียงหวีดหวิวของลมกาลเวลา ทุกอย่างรอบตัวมืดสนิทและหมุนวนจนชวนคลื่นไส้ ก่อนที่ความรู้สึกกระแทกอย่างแรงจะปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง 



              เจสัน โมนีก้า และอาริเอล ตกมากองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะท่ามกลางป่าทึบที่ดูแปลกตา อากาศรอบตัวร้อนระอุและเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและเครื่องเทศที่เข้มข้นกว่ายุคไหน ๆ ที่พวกเขาเคยเจอมา เจสันพยายามยันกายลุกขึ้นพลางขยับแว่นที่เกือบหลุดหาย ส่วนอาริเอลนั่งกุมขมับมองไปรอบ ๆ ด้วยความมึนงง “เอ่อ... เมื่อกี้... แล้ว?... เจ้ากางเกงบิกินี่สีแจ๊ดนั่นหายไปไหนแล้วล่ะคะ?” อาริเอลถามเสียงค่อยพลางมองไปตามสุมทุมพุ่มไม้ แต่ไม่มีร่องรอยของผ้าสีชมพูตัวนั้นเลย



              โมนีก้าที่พึ่งได้รู้ตัวก็ยันตัวลุกขึ้นยืนพลางปัดเศษดินออกจากชุด เธอหันมองไปรอบ ๆ ป่าที่มีต้นไม้ใหญ่แปลกตาและได้ยินเสียงขับขานของสัตว์ป่าที่ฟังดูไม่เหมือนยุโรปหรือเอเชียกลางที่เพิ่งจากมา “หายไปแล้วค่ะ… บ้าที่สุด นี้ช่วงเวลามันเสียขนาดไหนถึงดูดกางเกงบิกินี่ไปเนี่ย” เธอพูดพลางขมวดคิ้วมองไปที่ทางเดินดินเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางสัญจรของยุคโบราณ 



              “ว่าแต่... ที่นี่ที่ไหนกันคะเนี่ย? ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในยุคที่เก่ากว่าโรมหลายเท่าเลย” สิ้นคำนั้นทั้งสามคนยืนมึนงงอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของโลกยุคก่อนพุทธกาลที่กำลังเริ่มแผ่ขยายอารยธรรมไปทั่วดินแดนชมพูทวีป โดยที่พวกเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งใหม่ที่แสนจะเงียบสงัดและเคร่งขรึมกำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผม... ผมกาวเข็นกาว ๆ สู๊ดดด
Quest Summary
สรุป

โมนีก้า อาริเอลและเจสันเดินทางมาจนถึงเมืองเมร์ซีนในตุรกี แล้วก็กะว่าจะพักที่นี่ก่อนไปกรีซ แต่ทว่าอยู่ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเจอเมลูซีนใส่ชุดว่ายน้ำล่อลวงคนเลยไปช่วย สรุป กางเวลาบิดพอดี เลยทะลุมิติมายุคพุทธการพร้อมกับบิกินี่สีชมพูบานเย็นสีแจ๊ดของเมลูซีนตัวนั้น ที่ตอนนี้หายไปไหนกันนะ?

[ทะลุมิติมาช่วงเวลาก่อนพุทธกาล]

Loot & Rewards
กำจัด เมลูซีน (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ น้ำตาเมลูซีน จำนวน 1 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ - น้ำตาเมลูซีน 1 ชิ้น
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 65134 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-29 22:46
โพสต์ 65,134 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-29 22:46
โพสต์ 65,134 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-29 22:46
โพสต์ 65,134 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-29 22:46
โพสต์ 65,134 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-29 22:46
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-30 04:58:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-30 11:24

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 69 : ภารกิจตามหา กกน. 2

วันที่ xx เดือน xx ปี 588 BCE • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป เมืองพาราณสี อินเดีย 588 BCE

             โมนีก้าหันไปมองรอบ ๆ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ป่ารอบตัวเธอดูเขียวขจีจนผิดตา อากาศหนาวเย็นของตุรกีถูกแทนที่ด้วยความร้อนชื้นที่ชวนให้เหงื่อซึมตามไรผม แววตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอพยายามมองหาป้ายบอกทางหรืออะไรก็ได้ที่พอจะบอกพิกัดได้ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปากถามเพื่อนร่วมทีม เสียงฝีเท้าและเสียงระฆังเล็ก ๆ ก็ดังแว่วมาจากทางเดินดินที่ตัดผ่านป่า 



             “แย่แล้ว มีคนมา!” เจสันพูดขึ้นพร้อมกับขยับแว่น แต่แล้วเขาก็ชะงักเมื่อเห็นขบวนคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ “เดี๋ยวนะ... สภาพดูไม่เหมือนคนตุรกีเลยนะนั่น”



             “เข้าไปหลบที่พุ่มไม้กันก่อนเถอะค่ะ! เรายังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยุคไหนเลย แต่ถ้าจะไปยืนจด ๆ จ้อง ๆ ให้เขาเห็นในสภาพนี้คงจะไม่ดีเท่าไร” โมนีก้าสั่งการเสียงกระซิบพลางคว้าแขนเจสันกับอาริเอลให้พุ่งตัวลงไปนอนราบหลังพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ใกล้ที่สุด



             ขบวนนักบวชกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไปอย่างช้า ๆ พวกเขาห่มจีวรสีส้มดินคูรากไม้ ศีรษะโกนจนเรียบเนียน และมีสีหน้าที่สงบเยือกเย็นจนน่าเกรงขาม พวกเขากำลังพูดคุยกันด้วยสำเนียงที่ฟังดูสละสลวยทว่าซับซ้อน มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ละติน และห่างไกลจากภาษากรีกและละตินโบราณที่เจสันคุ้นเคยไปหลายปีแสง โมนีก้านอนขดตัวนิ่งพยายามใช้ทักษะการฟังที่สั่งสมมาวิเคราะห์คำพูดเหล่านั้น



             “อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง... ยะถาภูตัง...” เสียงพึมพำดังผ่านหูเธอไป โมนีก้าทำหน้าแห้งพลางหันไปกระซิบกับเจสัน “เจสัน... นายฟังรู้เรื่องไหม? นายเป็นปอนติเฟ็กซ์ แม็กซิมัส นายต้องรู้ทุกภาษาที่เกี่ยวกับศาสนาไม่ใช่เหรอ?”



             เจสันส่ายหัวจนผมทองแทบจะตั้งเด่ “โมนีก้า... ผมรู้ภาษาที่เกี่ยวกับทวยเทพโอลิมปัสและโรม แต่นี่มัน... มันเหมือนเสียงสวดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ เหมือนภาษาจากชมพูทวีปยังไงไม่รู้”



             “ฮ่ะ… นายว่าอะไรนะ? เฮ้ย ไม่มั้ง…เราคงไม่ได้มาอยู่ในยุคของ...” โมนีก้ายังพูดไม่ทันจบประโยค บรรยากาศรอบป่าอิสิปตนมฤคทายวันก็พลันเงียบสงัดลงจนน่าขนลุก นกที่เคยกู่ร้องกลับนิ่งเงียบ แสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ดูนวลตาขึ้นอย่างประหลาด ร่างของบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางเดินดิน รัศมีรอบกายของท่านดูสงบและสว่างไฉนจนเจสันถึงกับเผลอเกร็งกล้ามเนื้อ ท่านเริ่มเทศนาธรรมให้กับกลุ่มคนเบื้องหน้าที่นั่งลงพนมมือฟังอย่างตั้งใจ



             โมนีก้าหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อตระหนักได้ว่าพวกเธอไม่ได้อยู่แค่ผิดที่ แต่ผิดยุคไปไกลโข “แย่แล้ว... ฉันไม่มีชุดส่าหรีหรือผ้าพาดบ่าอะไรทั้งนั้นในกระเป๋า แหวนดาราจรัสของฉันมีแต่พริกไทยกับมาม่าเกาหลี! ใครจะไปคิดว่าจะต้องมาติดอยู่ในยุคพุทธกาลแบบนี้กันล่ะ!” บ่นจบเธอก็หันไปสะกิดเจสันที่กำลังนั่งอ้าปากค้างมองเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ต่างกับเธอและอาริเอลเท่าไร “นี่เจสัน... นายฟังออกไหม? ภาษาอินเดียโบราณเนี่ย นายพอจะใช้พรของจูปิเตอร์สื่อสารทางจิตอะไรแบบนั้นได้ไหม?”



             คำถามนั้นทำเอาเจสันส่ายหัวอย่างพร้อมเพรียงกับอาริเอลที่กำลังนั่งเคี้ยวหญ้า(?)แก้เซ็งอยู่ข้าง ๆ “ไม่เลยโมนีก้า... ให้ผมแปลพยากรณ์อากาศยังง่ายกว่า ภาษาบาลีหรือสันสกฤตนี่ไม่เคยเรียนเลยครับ”



             “ฉันก็ไม่เข้าใจค่ะ” อาริเอลพูดพลางกระพริบตาปริบ ๆ ที่บ่งบอกว่าไม่รู้จริง ๆ 



             โมนีก้ากุมขมับพลางมองดูชุดของอาริเอลและเจสันกับเสื้อลายสก็อตของตัวเองที่มันดูหลงยุคยิ่งกว่ายางรถยนต์ที่เคยเจอเสียอีก “สรุปคือเราพูดกับใครไม่ได้ ใส่ชุดเหมือนคนบ้า แถมยังหลงมาอยู่ในป่าที่มีแต่กวางกับนักบวชเนี่ยนะ? โอ้ย... พรุ่งนี้ถ้าเรายังไม่โดนจับข้อหาเป็นโยคีสติแตก ฉันขอจองคิวแรกในการทำสมาธิแก้เครียดคนแรกเลย เพราะตอนนี้ฉันเริ่มจะมึนหัวยิ่งกว่าตอนทำข้อสอบอีก”



             หลังจากซุ่มเงียบอยู่ในพุ่มไม้จนขบวนนักบวชผ่านพ้นไป ทั้งสามคนก็ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดถึงแผนการเอาตัวรอดในดินแดนชมพูทวีปยุคโบราณแห่งนี้ เจสันเสนอให้พวกเขาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อความกลมกลืน โดยใช้ผ้าผืนยาวที่มีลวดลายเรียบง่ายและสีพื้น ๆ จากคลังเสบียงของโมนีก้ามาพันกายเลียนแบบชุดห่มสไบและผ้าผุ่งแบบอินเดียโบราณ 



             ส่วนเจสันก็พยายามรวบผมสีทองที่เริ่มยาวระต้นคอและยุ่งเหยิงให้ดูเรียบร้อยขึ้น ขณะที่อาริเอลต้องพยายามคุมหมอกให้ทำงานอย่างหนักเพื่อซ่อนขาข้างที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษและอีกข้างที่เป็นขาลาของเธอไว้ภายใต้ผ้าคลุมยาว โดยเธอยังคงพยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ดูเหมือนเด็กสาวธรรมดาแม้ในใจจะกังวลเรื่องเชื้อสายอสุรกายของตนเองอยู่ตลอดเวลา



             “อย่างน้อยเราก็รู้แล้ว ว่าเราต้องหาทางตามหากางเกงบิกินี่สีชมพูบานเย็นนั่นให้เจอ เอาล่ะ ถึงแม้จะดูหดหู่แต่ภารกิจกู้กาลเวลาของเราตอนนี้ต้องขึ้นอยู่กับชุดว่ายน้ำนั้นแหละค่ะ” โมนีก้าเอ่ยเสียงกระซิบพลางจัดระเบียบผ้าพันกายของเธอให้เข้าที่



             เวลาสองเดือนแรกผ่านไปในป่าอิสิปตนมฤคทายวันอย่างเงียบเชียบ ทั้งสามใช้ชีวิตอยู่บริเวณชายป่า คอยสังเกตการณ์และออกค้นหาวัตถุหลงยุคที่อาจติดค้างอยู่ตามพุ่มไม้หรือยอดไม้ แต่กลับไม่มีร่องรอยของสีชมพูแป๊ดนั่นเลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาแทนคือความสงบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน เจสันในฐานะ ปอนติเฟ็กซ์ แม็กซิมัส ผู้แสวงหาความเข้าใจในทวยเทพทุกระดับ เริ่มลดความตึงเครียดและกฎระเบียบที่เคยรัดตัวเขาลง เขามักจะแอบไปนั่งฟังการเทศนาธรรมอยู่ห่าง ๆ แม้จะฟังภาษาโบราณไม่ออกทั้งหมด แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมากลับช่วยเยียวยาปมการถูกทอดทิ้งในอดีตที่เขาแบกรับมาตลอดชีวิตได้ช้า ๆ



             สำหรับอาริเอล ป่าแห่งนี้คือสถานที่ไถ่บาปชั้นเลิศ เธอผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นปิศาจชั่วร้ายและต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ความภักดีต่อค่ายจูปิเตอร์มาโดยตลอด กลับพบว่าในดินแดนแห่งนี้ ความเมตตาไม่มีขีดจำกัดเรื่องเผ่าพันธุ์ เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะยอมรับความอ่อนไหวของตนเองและอยู่ร่วมกับความจริงที่ว่าเธอเป็นเอมพูซ่าที่เลือกเส้นทางเดินใหม่ได้ แม้บางครั้งเธอจะยังแอบบ่นคิดถึงข้าวโพดปิ้งของโปรดที่หาทานได้ยากในป่าลึกแบบนี้ก็ตาม



             ที่สำคัญตอนนี้โมนีก้าเองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความนิ่งเยือกเย็นที่เธอได้รับจากการเห็นความล่มสลายในโรมถูกกลั่นกรองจนกลายเป็นความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้งขึ้น เธอเลิกโวยวายและเริ่มซึมซับการใช้ชีวิตในปัจจุบันขณะ รอยยิ้มที่เคยเศร้าสร้อยของเธอเริ่มดูสว่างไสวขึ้นท่ามกลางเสียงสวดภาวนาที่ดังก้องอยู่ในป่า แม้ภารกิจตามหากางเกงในเมลูซีนจะยังไม่คืบหน้า แต่ดูเหมือนว่าธรรมมะที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศจะกำลังเยียวยาจิตใจที่แหลกสลายของพวกเขาทั้งสามคนให้กลับมาเข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับกาลเวลาที่บิดเบี้ยวในอนาคตได้อีกครั้ง



             “บางที... กาลเวลาอาจจะพาเรามาที่นี่เพื่อพักรบในใจก่อนจะไปรบกับโลกจริง ๆ ก็ได้เนอะ” โมนีก้าเปรยขึ้นขณะมองดูดวงจันทร์เหนือป่าเมืองพาราณสี ส่วนเจสันก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างสงบนิ่ง เขาไม่รู้สึกว่าต้องแบกโลกทั้งใบไว้อีกต่อไปในวินาทีนี้ ขณะที่อาริเอลนั่งขัดสมาธิพยายามทำสมาธิโดยไม่ให้ไฟบนหัวลุกพรึบขึ้นมาด้วยความเผลอตัว เป็นภาพที่ดูพิลึกพิลั่นทว่าสงบสุขอย่างน่าประหลาดใจในดินแดนแห่งพุทธกาลนี้


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
-
Quest Summary
สรุป

คณะเดินทางมาติดอยู่ในยุคก่อนพุทธกาล แน่นอนว่า ก็ปลอมตัวเหมือนเดิมแหละ ใช้ชีวิต 

[อาศัยอยู่ได้ 2 เดือน ก่อนพุทธกาล 588 BCE เมืองพาราณสี]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 4.0
God
ดี: 4
  โพสต์ 2026-1-30 13:28
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-30 12:38
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-30 12:38
โพสต์ 48,648 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-30 04:58
โพสต์ 48,648 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-30 04:58
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้