[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-30 11:58:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-30 16:37

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 70 : ภารกิจตามหา กกน. จบ

วันที่ xx เดือน xx ปี xxx • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป เมืองพาราณสี อินเดีย 588 BCE

              ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี กลายเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุดในชีวิตของเดมิก็อดทั้งสามคนจนน่าเหลือเชื่อ บรรยากาศแห่งความเมตตาและธรรมะที่แผ่ซ่านออกมาจากพระพุทธเจ้าที่กำลังเผยแพร่ศาสนานั้นเข้มข้นเสียจนไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนกล้าโผล่มาแหยม แม้แต่จมูกอสุรกายของอาริเอลก็ยังแทบไม่ได้กลิ่นสาบของพวกมันเลยสักนิด ไซคลอปส์หรือก๊อบลินสักตัวก็ไม่มี เจสันเองที่เคยแบกรับภาระหนักอึ้งในฐานะปอนติเฟ็กซ์ แม็กซิมัส ก็เริ่มทำตัวผ่อนคลายและดูมีความสุขกับการใช้ชีวิตนิ่ง ๆ มากขึ้น ส่วนอาริเอลที่เคยขี้กังวลเรื่องเชื้อสายเอมพูซ่าของเธอก็ดูจะซึมซับความสงบจนไฟบนหัวแทบจะไม่ลุกพรึบพรับเวลาตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อน



              ทว่าภายใต้ความสงบนั้น โมนีก้ากลับนั่งหน้าเครียดพลางมองเถาวัลย์ที่เธอใช้ถักเป็นเครื่องรางฆ่าเวลา “เจสัน อาริเอล... นี่เรามาอยู่ที่นี่สี่เดือนแล้วนะ คือมันสี่เดือนแล้วนะที่เราหาเบาะแสกางเกงบิกินี่เมลูซีนไม่เจอเลยสักนิด” เธอถอนหายใจยาว แววตาสีเทาเงินฉายความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “นี่ถ้าพระท่านไปเจอเข้าก่อนนี่ชิบหายเลยนะ ป่าแม่งแตกแน่ ๆ แล้วถ้าของมันโดนทำลายไปแบบบังเอิญนี่เราจะวาร์ปกลับกันเลยปะ? หรือต้องติดอยู่ในยุคชมพูทวีปกัน?”



              เจสันขยับแว่นสายตาพลางส่ายหัวเบา ๆ เพราะเขาเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับโมนีก้า กฎของกาลเวลามันเอาแน่อะไรไม่ได้เลย แต่ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน เราก็เป็นเพื่อนกันนะครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบและให้เกียรติเพื่อนร่วมทีมเสมอแต่ทว่าสำหรับโมนีก้าแล้วก็คือมองด้วยสายตางง ๆ เพราะอยู่ ๆ เขาก็ดูปลงได้มากจริง ๆ 



              “ใช่ค่ะ! ตราบใดที่มีมาม่าคัพเหลืออยู่ ฉันก็ยังสู้ไหวค่ะ” อาริเอลพูดพลางยิ้มร่าเริง



              ทว่าจู่ ๆ เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของกลุ่มชายหนุ่มท่าทางร่ำรวยก็ดังแว่วมา ยสกุลบุตรและกลุ่มเพื่อนเศรษฐีที่ดูเหนื่อยหน่ายในกามคุณกำลังลอบหนีออกจากบ้านเพื่อมาพบพระพุทธเจ้า พวกเขาเริ่มทำการปลดเปลื้องเครื่องประดับและเสื้อผ้าไหมชั้นดีทิ้งไว้ตามทางเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ในตอนนั้นเจสันสะกิดให้ทั้งสองหมอบลงหลังพุ่มไม้เพื่อรอดูสถานการณ์ “ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นคนมีเงินนะ” เจสันกระซิบ



              แต่แล้วสายตาของทั้งสามก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเศรษฐีโยนผ้าโพกหัวและเสื้อตัวนอกทิ้ง ในตอนที่เขาถอดเสื้อผ้า (พวกแก้ป็นพวกถ้ำมองหรอ) สิ่งที่ร่วงตามลงมาติดอยู่กับกองผ้านั้นคือกางเกงบิกินี่สีชมพูบานเย็นแป๊ด ที่โมนีก้าจำได้แม่นยำว่ามันคือของเมลูซีน! ดูเหมือนหนึ่งในนั้นจะเอากางเกงบิกินี่สีชมพูแป๊ดนั้นมาสวมใส่ 



              แต่แกเป็นผู้ชายนะเว้ยยยยย



              “เชี้ย… นั่นมัน…” โมนีก้าพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด “นั่นมันของเป้าหมายเรานี่นา! เจสัน นายไปเก็บมาทีสิ นายเป็นผู้ชายนี่!” เธอหันไปทางเจสันที่อยู่ข้าง ๆ ทว่าตอนนี้เจสันหน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู เขาพยายามรักษาท่าทีที่น่านับถือไว้สุดชีวิต “ผม... ผมทำไม่ได้ครับโมนีก้า”



              “ฉันก็ไม่เอามันค่ะ ดูสยองขวัญกว่าเขี้ยวพญานาคอีก” อาริเอลรีบส่ายหัวทันควัน



              สุดท้ายโมนีก้าไม่มีทางเลือก เธอต้องสวมบทเป็นหน่วยกล้าตายเดินดุ่ม ๆ ออกไปจากพุ่มไม้พลางพยายามทำสีหน้าให้ดูเหมือนชาวบ้านใจบุญที่กำลังช่วยเก็บกวาดเสื้อผ้าเพื่อส่งคืนให้ครอบครัวผู้ที่กำลังจะบวช เธอพึมพำเป็นภาษาที่ฟังไม่ออกแต่ใช้ท่าทางประกอบจนดูน่าเชื่อถือว่าเป็นชาวบ้านที่คอยเก็บของส่งให้ที่บ้าน



              เมื่อกลุ่มชายหนุ่มเดินห่างไป โมนีก้าก็ค่อย ๆ ยื่นนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ไปคีบตรงขอบยางยืดของกางเกงบิกินี่สีแจ๊ดนั่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแหยะมือสุดขีด เธอทำหน้าตายแบบที่เจสันเห็นแล้วยังต้องเสียวสันหลังพลางและแหยะมือแทนเพราะโมนีก้าก็คือทำหน้าบุญบอกไม่รับสุด ๆ เลยตอนนี้ “ได้มาแล้ว... กางเกงในเมลูซีนที่ผ่านการสวมใส่โดยมนุษย์ผู้ชายยุคพุทธกาล…” โมนีก้าพูดเสียงโมโนโทนพลางชูกางเกงบิกินี่สีชมพูที่แกว่งไปมาในอากาศใส่หน้าเจสันและอาริเอล จนทั้งคู่ต้องผงะถอยหลังหนีกันพัลวัน



              เจสันพยายามกลั้นขำจนไหล่สั่น ทั้งที่ในใจเขารู้สึกเห็นใจโมนีก้าอย่างสุดซึ้งจากการต้องไปหยิบกางเกงในนั้นมา ส่วนอาริเอลก็ยกมือขึ้นปิดปากขำคิกคักกับท่าทางของโมนีก้าที่ดูจะเสียลุคเซนจูเรี่ยนผู้เคร่งขรึมไปหมดสิ้น



              “เอาเก็บเข้าแหวนไปเลยค่ะคุณโมนีก้า ก่อนที่ลมจะพัดกลิ่นมันมาทางนี้” อาริเอลตะโกนบอกพลางปิดจมูกทำทื่าทางไม่อยากสัมผัสมัน



              พลางที่โมนีก้าก็โมนีก้าสะบัดมือยัดวัตถุชิ้นนั้นลงไปในแหวนดาราจรัสอย่างรวดเร็วพลางมองค้อนเพื่อนร่วมทีม “จำไว้เลยนะทั้งสองคน คราวหน้าถ้าเจอกางเกงในไซคลอปส์ ฉันจะให้พวกเธอเป็นคนเก็บเอง!” ทันทีที่ปลายนิ้วของโมนีก้าคีบเข้าที่ขอบกางเกงบิกินี่สีชมพูบานเย็นแป๊ดนั้น รอยแยกของกาลเวลาก็สะบัดตัวราวกับแส้ที่มองไม่เห็น มันกระชากร่างของคนทั้งสามให้ลอยเคว้งขึ้นจากพุ่มไม้ในป่าอิสิปตนมฤคทายวันอย่างไม่ทันตั้งตัว



              ทั้งสามตะโกนก้องขณะที่พยายามกำยางยืดในมือไว้แน่น แววตาสีเทาเงินของเธอเบิกกว้างด้วยความสยองขวัญเมื่อเห็นกางเกงในเจ้ากรรมปลิวไสวไปมาตรงหน้าจมูกในอุโมงค์มิติที่หมุนติ้ว แสงสีชมพูประหลาดระเบิดออกปกคลุมทัศนวิสัย ก่อนที่แรงกระแทกมหาศาลจะส่งให้พวกเขาร่วงหล่นลงมาสู่พื้นโลกอีกครั้ง



              กลับสู่ปี 2015


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
วาร์ปกลับปี 2015 วนไป
Quest Summary
สรุป

-

[อีเว้นท์แทรก]

Loot & Rewards
(ไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
ดูต่อใน PM  โพสต์ 2026-1-30 13:46
God
ในบริเวณใกล้ ๆ ที่พวกเขายืนอยู่ ก่อนจะมีหนุ่มรูปหล่อในชุดทักชิโด้รูปงาม ในมือถือเคียวอันใหญ่พาคไหล่ทั้งสองข้าง (นึกภาพไฉ่เอ๋อร์) "พวกนายเองสินะที่แส่ไม่เข้าเรื่อง" เสียงทุ่มลึกพูดขึ้น  โพสต์ 2026-1-30 13:46
God
ในขณะที่ทั้งสองหมุนติ้วๆ แต่หมุนติ้วกันไม่นานก่อนพบว่าแรงระเบิดนั้นแค่ย้ายทั้งสองมาช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้ากำลังจะปรินิพาน  โพสต์ 2026-1-30 13:45
God
ในขณะที่ทั้งสองหมุนติ้วๆ แต่หมุนติ้วกันไม่นานก่อนพบว่าแรงระเบิดนั้นแค่ย้ายทั้งสองมาช่วงเวลาที่พระพุ   โพสต์ 2026-1-30 13:44
โพสต์ 25059 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-30 11:58
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-30 16:43:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-30 16:45

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 71 : ภารกิจตามหา กกน. พิเศษ

วันที่ 06 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป อินเดีย

             และแล้วความรู้สึกที่เหมือนถูกจับโยนใส่เครื่องซักผ้าแล้วปั่นแห้งกลับมาเยือนอีกครั้ง ร่างของเดมิก็อดทั้งสองและอสุรกายหนึ่งหมุนติ้วอยู่ในความว่างเปล่าที่ไร้แรงโน้มถ่วงและไร้กาลเวลา เป็นประสบการณ์ที่ต่อให้เจอมากี่ครั้งก็ไม่เคยชินกับมันเลยสักนิด ภาพความทรงจำและช่วงเวลาต่าง ๆ วิ่งผ่านสายตาของพวกเขาไปมาอย่างบ้าคลั่งราวกับภาพยนตร์ที่ฉายด้วยความเร็วแสง จนกระทั่งทุกอย่างรวมกันเป็นแสงสีขาววาบและตามด้วยความรู้สึกของการถูกแรงดึงดูดดูดลงมาสู่พื้นโลกอย่างรุนแรง



             ตุ้บ! โครม! แคว่ก!



             เสียงกระแทกและเสียงกิ่งไม้หักดังสนั่นเมื่อทั้งสามร่วงหล่นลงมาสู่กิ่งก้านสาขาของต้นโพธิ์ขนาดมหึมา เจสันเป็นคนแรกที่เริ่มดึงสติกลับมาได้ เขากระพริบตาปริบ ๆ พลางพยายามทรงตัวบนกิ่งไม้ใหญ่ที่เขาร่วงลงมาเกาะไว้ได้อย่างฉิวเฉียด แว่นสายตาของเขาเบี้ยวไปอยู่ที่ปลายจมูก แต่ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องล่างนั้นทำให้เขาต้องหยุดหายใจ



             ภายใต้ร่มเงาของต้นสาละคู่ในเมืองกุสินารา พระพุทธเจ้าผู้มีพระพักตร์สงบเปี่ยมด้วยเมตตากำลังเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่ามกลางเหล่าภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัทที่มาเฝ้าส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเศร้าโศกที่เงียบงันแต่ทว่ายิ่งใหญ่ 



             มันคือช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดหน้าหนึ่งของโลก แต่สภาพของพวกเขาในตอนนี้กลับช่าง... ไม่เข้ากับบรรยากาศเอาเสียเลย



             เพราะตอนนี้โมนีก้ากำลังห้อยหัวลงมาจากกิ่งไม้ที่สูงกว่าเจสันเล็กน้อย ชายชุดทูนิกที่โดนปรับให้เป็นเนียนคอสชุดอินเดียที่เธอสวมอยู่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนรั้งขึ้นมาจนน่าหวาดเสียว จนโมนีก้าพยายามตะเกียกตะกายขาสะเปะสะปะในอากาศ “อุก! เจสัน! ช่วยฉันที! เลือดมันจะลงหัวตายอยู่แล้วเนี่ย!” เธอร้องเสียงหลงอย่างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้



             ส่วนอาริเอลนั้นอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืดพอกัน ขาข้างที่เป็นเอมพูซ่าและขาลาของเธอพาดอยู่คนละกิ่งไม้ในท่าฉีกขาที่นักยิมนาสติกยังต้องยอมแพ้ หัวของเธอชนเข้ากับรังนกอย่างจังจนมีเศษใบไม้และขนนกติดอยู่เต็มผมสีน้ำตาล “โอ๊ย... เจ็บก้นจังเลยค่ะ ทำไมแลนดิ้งรอบนี้มันถึงได้ไม่นุ่มนวลเลย” 



             “ทนหน่อยนะครับ” แรงกระแทกจากกิ่งไม้มหาศาลทำเอาเจสันต้องขบกรามแน่น เขาลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมึนงงอกีครั้ง แว่นสายตาเกือบหลุดไปกองอยู่ที่แก้ม แต่สิ่งที่เขาเห็นเบื้องล่างคือชายหนุ่มในชุดทักซิโด้ที่ดูดีอย่างเหลือเชื่อ ยืนพิงต้นไม้พร้อมกับเคียวขนาดใหญ่พาดบ่าอย่างสบายอารมณ์ รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเขานั้นดูนุ่มนวลและเป็นมิตรอย่างน่าประหลาดขัดกับอาวุธที่ถืออยู่ในมือ



             “พวกนายเองสินะ ที่แส่ไม่เข้าเรื่อง… ลงมากันได้แล้วมั้งครับ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและฟังสบายหู เขามองดูเดมิก็อดทั้งสามที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่บนยอดไม้ด้วยแววตาขบขันเหมือนกำลังดูละครตลกที่แสดงผิดที่ผิดทาง



             เจสันพยายามทรงตัวแล้วกระโดดลงมาจากกิ่งไม้เป็นคนแรก เขายืนหยัดอย่างมั่นคงพลางขยับแว่นให้เข้าที่ มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่ด้ามดาบกลาดิอุสตามสัญชาตญาณ แต่เขาก็ไม่ได้ชักมันออกมาเพราะชายตรงหน้าไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามเลยสักนิด “คุณ… เป็นใคร?... มาทำอะไรที่นี่?” เจสันถามพลางกวาดสายตามองชุดทักซิโด้ที่หลงยุคยิ่งกว่าพวกเขาทั้งสามคนรวมกันเสียอีก



             ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเป็นเสียงที่ดูอบอุ่น “ผมก็แค่คนผ่านมาเห็นละครพอดีน่ะครับ ดูท่าพวกคุณจะเดินทางมาไกลน่าดูเลยนะ” เขาขยับเคียวบนบ่าเล็กน้อย ใบมีดสีนิลที่สลักลวดลายทองหม่นนั้นดูวาววับรับกับแสงแดดอ่อน ๆ ของป่ากุสินารา



             ส่วนโมนีก้าที่เพิ่งจะร่วงตุ้บลงมานั่งกองอยู่บนพื้นหินข้าง ๆ เจสัน เธอสะบัดหัวไล่ความมึนพยายามจัดผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ แววตาสีเทาเงินของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามในชุดทักสิโด้สากลยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า “เดี๋ยวก่อนค่ะ! สต๊อป! อย่าเพิ่งถามอะไรทั้งนั้น!” เธอร้องห้ามพลางยกมือขึ้นมาเป็นท่าปางห้ามญาติใส่คนแปลกหน้า 



             “ขอเวลาให้ฉันทำให้ตัวเองมีสตินิดหนึ่ง... ตอนนี้โลกของฉันมันยังหมุนติ้ว ๆ เหมือนอยู่ในเครื่องปั่นไฟอยู่เลย!”



             อาริเอลเองก็ที่ตามลงมาในสภาพมีขนนกติดเต็มหัว เดินโซเซเข้ามาสมทบพลางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “ใช่ค่ะ... เหมือนไส้ของฉันมันไปกองรวมกันอยู่ที่คอเลยค่ะ” เธอพูดพลางทำหน้าหยึย ๆ



             ชายหนุ่มในชุดทักซิโด้ยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและใจเย็นดุจผิวน้ำ เขามองดูความวุ่นวายของคนแปลกหน้าทั้งสามด้วยความเอ็นดูปนขบขัน ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าของการปรินิพพานที่กำลังดำเนินอยู่เบื้องหลัง เจสันมองดูรอยยิ้มที่ดูนุ่มละมุนของเขาแล้วก็ขมวดคิ้ว แม้คนตรงหน้าจะดูเหมือนคนอัธยาศัยดีที่บังเอิญเดินหลงยุคมาเจอกัน แต่เครื่องแต่งกายและเคียวขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนงานศิลปะระดับสูงนั้นก็บอกชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน



             ในขณะนั้นโมนีก้าก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อไล่ความวิงเวียนที่ยังหลงเหลือจากการเดินทางข้ามห้วงมิติที่แสนทารุณ เธอพยายามยันกายลุกขึ้นยืนพลางจัดชุดที่ดูหลงยุคให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มลึกลับในชุดทักซิโด้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แววตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง 



             ชั่วพริบตาที่ราหมัดสบตากับเธออย่างตรงไปตรงมา แววตาของเขาดูจริงใจและนุ่มนวลอย่างน่าทึ่ง ซึ่งเป็นหน้ากากที่เขาปั้นแต่งขึ้นได้อย่างแนบเนียนเพื่อปกปิดร่องรอยของนักยุทธศาสตร์ผู้เยือกเย็นที่อยู่ภายใน เขารู้ดีว่าเด็กสาวตรงหน้าครอบครองเนตรแห่งฟีบี้ที่สามารถมองทะลุคำลวงได้ เขาจึงเริ่มแผ่เกราะพลังงานแห่งกาลเวลาออกมาคุ้มกันตัวตนปัจจุบันอย่างเงียบเชียบ



             “ผมชื่อราหมัด... ราหมัด อะคะโร่ครับ” ชายหนุ่มเริ่มแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่ฟังสบายหูพลางขยับเคียวสีนิลที่พาดบ่าอยู่เล็กน้อย 



             “ผมเองก็เป็นเดมิก็อดเหมือนกับพวกคุณนั่นแหละ ผมเป็นบุตรแห่งเทพไอออน เดินทางมาจากค่ายฮาล์ฟบลัดในปี 2030 เพื่อทำภารกิจกอบกู้กาลเวลาที่กำลังบิดเบี้ยวนี้” เขาหันไปส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับอาริเอลที่กำลังมองเขาด้วยความไม่แน่ใจ “และไม่ต้องกังวลนะครับ ผมไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจหรืออคติต่ออสุรกายเหมือนลูกครึ่งเทพคนอื่นหรอก สำหรับผม... ทุกชีวิตล้วนมีค่าของตนเองเสมอ”



             คำพูดนั้นทำให้อาริเอลชะงักไปเล็กน้อย เธอที่เคยเจ็บปวดจากการถูกตราหน้าว่าเป็นปิศาจชั่วร้ายถึงกับเผลอคลายอาการระแวงลง เธอเหลือบมองไปทางโมนีก้าเพื่อขอความเห็น ส่วนโมนีก้านิ่งสนิทไปทันทีที่ได้ยินคำว่า ปี 2030 และ ภารกิจกอบกู้เวลา หัวใจของเธอก็หล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม 



             ความคิดที่ว่าความพยายามตลอดหลายปีนี้อาจจะล้มเหลวเริ่มกัดกินจิตใจของเธอ โมนีก้ารู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงจนสีหน้าเริ่มหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด



             ราหมัดเห็นปฏิกิริยานั้นแล้วจึงคลี่ยิ้มอย่างปลอบโยน ทว่ามันเป็นคำให้กำลังใจที่ฟังดูแปลกประหลาด “อย่าเพิ่งเสียใจไปเลยครับโมนีก้า แม้พวกคุณจะทำภารกิจล้มเหลวไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าโลกจะแตกสลายลงในทันทีหรอกครับ” เขาเว้นจังหวะพลางทอดสายตามองขบวนปรินิพพานเบื้องล่าง “ถึงแม้ในอนาคตที่ผมจากมา... ปี 2030 มันจะเริ่มดูเหมือนนรกบนดินไปหน่อยก็เถอะ แต่เราก็ยังมีโอกาสแก้ไขมันได้” ราหมัดพูดความจริงในแง่มุมที่เขารับรู้มาจากพลังที่ไหลเวียนในตัวของเขา หากโครนอสผู้เป็นพ่อของเขาตื่นขึ้นมาจัดระเบียบโลกใหม่ในแบบที่พ่อของเขาต้องการ



             “เหล่าเทพส่งผมมาที่นี่เพื่อช่วยพวกคุณครับ” ราหมัดปั้นหน้าอย่างแนบเนียนพลางทุ่มพลังมหาศาลเพื่อดึงภาพลักษณ์ในอดีตของตนเองขึ้นมาสวมทับตัวตนที่แท้จริง “ผมยังใช้พลังของเทพไอออนได้ไม่คล่องนัก การเดินทางข้ามเวลาแต่ละครั้งเลยกินพลังงานมหาศาลจนผมแทบจะทรงตัวไม่อยู่เหมือนกัน”



             โมนีก้าเพ่งมองชายหนุ่มผ่านเนตรแห่งฟีบี้ด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น แต่เพราะเกราะกาลเวลาที่ราหมัดสร้างขึ้นบดบังตัวตนนักรบผู้เอาตัวรอดในทาร์ทารัสไว้มิดชิด ภาพที่เธอเห็นจึงมีเพียงเด็กหนุ่มที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ร่าเริง และเปี่ยมไปด้วยความโรแมนติกแบบที่แม่ของเขาเคยจดจำได้ มันคือความจริงใจที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีจนเธอไม่อาจจับผิดได้เลยแม้แต่นิดเดียว



             “งั้นหรอคะ?... คุณมาที่นี่เพื่อช่วยไม่ให้ทุกอย่างมันแย่ไปกว่าเดิมสินะคะ” โมนีก้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง แววตาสีเทาเงินของเธอมองดูชายหนุ่มที่เธอมั่นใจว่าเป็นมิตรด้วยความซาบซึ้ง



             และทันทีที่มันเป็นอย่างงั้นคำต่อมาก็โดนปล่อยออกมา “ใช่ครับ ผมจะช่วยคุณเอง” ราหมัดยืนยันพร้อมกับรอยยิ้มนุ่มละมุนที่แฝงไปด้วยเจตนาที่ลึกล้ำเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้



             เจสันที่ยืนเงียบมาตลอดจ้องมองราหมัดด้วยแววตาครุ่นคิด แม้เขาจะสัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่และน่านับถือจากชายตรงหน้าตามสไตล์วีรบุรุษผู้ให้เกียรติผู้อื่น แต่ความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างมันดูลงตัวเกินไปก็ยังคงรบกวนจิตใจของเขาอยู่จาง ๆ ทว่าเมื่อเห็นโมนีก้าและอาริเอลเริ่มมีท่าทีผ่อนคลาย เจสันจึงตัดสินใจเก็บความสงสัยไว้ก่อนและขยับแว่นสายตาให้เข้าที่เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้



             ราหมัดขยับยิ้มน้อย ๆ พลางสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยความสงบเงียบเขรึม ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปในซอกกระเป๋าของชุดทักซิโด้ที่ตัดเย็บมาอย่างดี "ดูเหมือนว่าผมจะเจอสิ่งที่พวกคุณกำลังตามหาอยู่พอดีเลยครับ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลุ่มลึกที่ชวนให้คนฟังรู้สึกคล้อยตามอย่างง่ายดาย



             วินาทีต่อมา โมนีก้าถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนแทบจะกระโดดเหยียบเท้าเจสัน เมื่อเห็นสิ่งที่ราหมัดหยิบออกมาจากกระเป๋า มันคือกางเกงบิกินี่สีชมพูบานเย็นแป๊ด ๆ ตัวเดียวกับที่เธอเพิ่งจะพยายามใช้เพียงปลายนิ้วคีบออกมาจากเป้ากางเกงของกลุ่มเศรษฐีหนุ่มเมื่อครู่นี้เอง ทว่าความแตกต่างคือ ราหมัดกลับกำมันไว้เต็มไม้เต็มมือด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับมันเป็นเพียงผ้าเช็ดหน้าธรรมดาผืนหนึ่ง



             "เฮ้ย! น...นายจับมันเต็มมือแบบนั้นเลยเหรอ?" โมนีก้าอุทานพลางทำหน้าหยึย แววตาสีเทาเงินของเธอฉายแววขนลุกซู่อย่างปิดไม่มิด "ฉันเพิ่งจะคีบมันออกมาจากเป้ากางเกงผู้ชายเมื่อกี้เองนะ สภาพมันน่าจะ... เอ่อ... ผ่านศึกมาพอสมควรเลยนะคะ"



             คำนั้นทำเอาราหมัดชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มบนใบหน้าดูจะกระตุกนิด ๆ แต่เขาก็ยังคงรักษาท่าทีที่นุ่มนวลและให้เกียรติเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาเหลือบมองสิ่งที่อยู่ในมือพลางแสร้งทำเป็นพิจารณามันอย่างถถี่ถ้วน "อ้อ... ข้อมูลนี้น่าสนใจดีครับ" เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางขยับนิ้วโป้งลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าชมพูแจ๊ดนั่นอย่างไม่สะทกสะท้าน "แต่ในแง่ของกาลเวลา วัตถุที่หลงยุคเหล่านี้ไม่สนหรอกครับว่ามันเคยผ่านอะไรมาบ้าง พลังงานที่อัดแน่นอยู่ในความผิดเพี้ยนของมันคือสิ่งที่เราต้องการ"



             ราหมัดเก็บกางเกงบิกินี่ตัวนั้นลงไป ก่อนจะหยิบวัตถุอีกชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคือกระป๋องแป้งยี่ห้อดังของอินเดียที่ดูใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งออกมาจากชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตปี 2015 "อันนี้ก็เป็นอีกชิ้นที่หลงมาเหมือนกันครับ กลไกของกาลเวลาที่จะพาเรากลับสู่ยุคปัจจุบันได้ เราต้องมีของหลงยุคที่เชื่อมโยงกับจุดหมายปลายทางไว้ในมือ" เขายื่นมือออกมาข้างหน้าด้วยท่าทางที่ดูเป็นมิตรและน่านับถือ "ทุกคนช่วยจับตัวผมไว้นะครับ พลังของไอออนที่ผมมีอาจจะยังไม่เสถียรนัก แต่มันเพียงพอที่จะพาพวกเรากลับได้อยู่ครับ"



             สิ้นคำนั้น เจสัน อาริเอล และโมนีก้าต่างมองหน้ากันอย่างชั่งใจ เจสันซึ่งแม้จะยังมีความสงสัยอยู่จาง ๆ แต่ก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปแตะไหล่ของราหมัดตามสไตล์วีรบุรุษที่ให้เกียรติศัตรูและมิตรอย่างเท่าเทียม ขณะที่อาริเอลและโมนีก้าก็ขยับเข้าไปใกล้และแตะตัวเขาไว้แน่น จังหวะนั้นเองที่ราหมัดหลับตาลงอย่างสงบ พลังงานบางอย่างเริ่มบิดเบี้ยวรอบตัวพวกเขา แสงสว่างสีทองและสีม่วงจาง ๆ ระเบิดออกก่อนที่ร่างของทั้งสี่จะหายวับไปจากป่ากุสินารา



             พริบตาเดียว ความเงียบสงบของยุคพุทธกาลก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงแตรรถที่ดังระงม เสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้คน และกลิ่นเครื่องเทศที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นควันรถ พวกเขาโผล่มาตั้งหลักอยู่ท่ามกลางฝูงชนมหาศาลที่กำลังเบียดเสียดกันอยู่บนถนนในเมืองใหญ่ของอินเดียยุค 2015 ผู้คนรอบข้างต่างหันมองกลุ่มคนแปลกหน้าสี่คนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางวงด้วยความมึนงง ในจังหวะที่โมนีก้ากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ฝูงชนที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วก็ดันตัวเธออย่างแรง 



             "ว้าย!" โมนีก้าเสียหลักจากการถูกกระแทก มือที่เคยแตะเพียงเบา ๆ บนไหล่ของราหมัดหลุดออก แต่แรงส่งกลับทำให้ร่างของเธอถลาเข้าไปหาเขาเต็มแรง ในขณะที่ราหมัดซึ่งยืนหยัดได้อย่างมั่นคงประดุจเข็มนาฬิกาที่ไม่มีวันสั่นคลอน ก็รีบขยับวงแขนออกมารับร่างของเด็กสาวไว้ได้อย่างพอเหมาะพอดี โมนีก้าตกอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มลึกลับในชุดทักซิโด้ท่ามกลางสายตาของคนอินเดียที่เดินผ่านไปมา ราหมัดก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่นุ่มนวลและรอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุดเท่าที่เขาจะปั้นแต่งได้



             "ระวังหน่อยครับ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ข้างหูเธอ "คนเยอะไปหน่อยนะที่นี่"



             เพราะคำนั้นทำเอาโมนีก้าหน้าแดงซ่านด้วยความตกใจและเขินอาย เธอพยายามจะผละตัวออกแต่ฝูงชนที่ยังคงเบียดเสียดทำให้เธอต้องอยู่นิ่ง ๆ ในอ้อมแขนของเขาไปครู่หนึ่ง แววตาสีเทาเงินของเธอสั่นระริกเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูบริสุทธิ์และร่าเริงผ่านพลังของเนตรฟีบี้ที่ถูกลวงด้วยเกราะกาลเวลาของราหมัด 



             ขณะที่เจสันยืนขมวดคิ้วมองภาพนั้นอยู่ข้าง ๆ พลางขยับแว่นสายตาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ส่วนอาริเอลก็ได้แต่ยืนมองด้วยความมึนงงท่ามกลางความวุ่นวายของปี 2015 ที่พวกเขากลับมาถึงในที่สุด การเดินทางกลับมาสู่ปัจจุบันครั้งนี้ดูเหมือนจะเริ่มต้นด้วยความวุ่นวายที่ไม่ได้มาจากอสุรกาย แต่มาจากความสัมพันธ์ที่เริ่มซับซ้อนและแรงจูงใจแอบแฝงของคนที่ควบคุมไม่ได้มาแล้ว


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
อินเดีย...เดินทางอีกกี่ชาติจะถึงกรีซ
Quest Summary
สรุป

-

[คณะเดินทางกลับมายังวันที่ 06 เมษายน 2015 - อินเดีย]
[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เข้าร่วมปาร์ตี้

Loot & Rewards
(ไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-30 16:55
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-30 16:54
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-30 16:54
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-30 16:54
โพสต์ 81414 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-30 16:43
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-30 19:22:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-30 19:23

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 72 : ไม่ไหวแล้ว

วันที่ 06 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป อินเดีย

              เสียงแตรรถที่ดังระงมจากถนนเบื้องล่างสอดประสานกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้คนในเมืองใหญ่ของอินเดียลอดผ่านหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของโรงแรมเล็ก ๆ เข้ามาในห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศและฝุ่นจาง ๆ เจสัน อาริเอล และราหมัดแยกย้ายกันจัดการสัมภาระที่มีอยู่น้อยนิด ทิ้งให้ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมวงสนทนา 



              ในตอนนี้โมนีก้านั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาสีเทาเงินที่เคยมีความมุ่งมั่นบัดนี้กลับดูว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เธอจ้องมองกระแสฝูงชนในปี 2015 ด้วยแววตาที่ไม่ได้จับจ้องสิ่งใดเป็นพิเศษ



              อาริเอลเหลือบมองเพื่อนสาวด้วยความกังวลใจ เธอขยับเข้าไปใกล้โมนีก้าพลางยื่นมือไปแตะไหล่เบา ๆ แต่โมนีก้ากลับไม่ได้สะดุ้งหรือหันมามองในทันที เธอเพียงแค่ขยับมุมปากเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูแห้งแล้งและพยายามทำเหมือนว่าทุกอย่างยังปกติดี ทั้งที่บรรยากาศรอบตัวเธอนั้นหนักอึ้งจนคนรอบข้างสัมผัสได้ เจสันที่กำลังขยับแว่นสายตาและจัดแจงพื้นที่พักผ่อนสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกัน เขาเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามกับเธอด้วยท่าทางที่ดูสำรวมและให้เกียรติอย่างที่เขาเป็นมาเสมอ



              “โมนีก้า... คุณเงียบไปนานแล้วนะ” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยความห่วงใยตามนิสัยที่มักจะใส่ใจคนรอบข้าง “ที่นี่อาจจะดูวุ่นวายไปหน่อย แต่เรากลับมาถึงปี 2015 แล้วนะ อย่างน้อยเราก็ใกล้ความจริงมากขึ้นอีกนิด”



              โมนีก้าถอนหายใจยาวเหยือกหนึ่ง เป็นลมหายใจที่ดูเหนื่อยล้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น เธอละสายตาจากถนนเบื้องล่างมามองหน้าเจสัน แต่แววตานั้นยังคงความหม่นแสงไว้ไม่เปลี่ยน “มันจะมีประโยชน์อะไรเหรอคะเจสัน?” เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ราบเรียบแต่กรีดลึก “พวกเราพยายามกันมาตั้งนาน เดินทางข้ามกาลเวลาจนจะกลายเป็นคนบ้าอยู่แล้ว ตอนแรกเราอยู่ตุรกีกันแล้วแท้ ๆ อีกแค่นิดเดียวเราก็จะถึงกรีซ... แต่สุดท้ายกาลเวลาก็บิดเรากลับมาที่อินเดียอีกรอบ”



              เธอนิ่งไปครู่หนึ่งพลางลูบกำไลที่ข้อมืออย่างเลื่อนลอย “มันยาวนานมากจริง ๆ นะคะ... จิตใจของฉันมันเหนื่อยล้าจนบอกไม่ถูกแล้ว ทั้งที่ฉันนึกว่าตัวเองเริ่มจะฟื้นตัวได้แล้วแท้ ๆ การเดินทางครั้งนี้มันกัดกินหัวใจฉันจนไม่รู้จะเดินต่อไปยังไงแล้วล่ะค่ะ ในเมื่อราหมัดก็บอกเราเองว่าฉันล้มเหลว... แล้วถ้าความจริงมันเป็นอย่างที่เขาว่า ฉันจะยังพยายามไปเพื่ออะไรอีกหรอคะ?”



              โมนีก้าพูดออกมาโดยที่ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ใบหน้าของเธอเพียงแค่ฉายชัดถึงความเหน็ดเหนื่อยอย่างถึงที่สุด ราวกับแบตเตอรี่ในวิญญาณได้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง 



              อาริเอลที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสะอึกไปกับคำพูดนั้น เธอรู้ดีว่าโมนีก้าต้องแบกรับภาระในฐานะเซนจูเรี่ยนและคนนำทางมาหนักแค่ไหน อาริเอลขยับเข้าไปกอดแขนโมนีก้าไว้แน่น แววตาสีเข้มฉายแววปกป้องอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณ “คุณโมนีก้า... อย่าพูดแบบนั้นสิคะ คุณไม่ได้ล้มเหลวหรอกค่ะ เราแค่เดินอ้อมนิดหน่อยเอง...”



              เจสันนั่งนิ่งไปชั่วขณะ เขาเข้าใจความรู้สึกของการถูกโชคชะตาเล่นตลกเป็นอย่างดี เพราะชีวิตของเขาก็ถูกวางไว้บนแท่นบูชาและถูกจองจำด้วยความคาดหวังมาตลอด เขามองไปทางราหมัดที่ยืนอยู่มุมห้องด้วยความรู้สึกที่ยังคงระแวดระวัง แม้คำให้กำลังใจของราหมัดจะดูนุ่มนวล แต่เจสันก็ยังไม่ละทิ้งความสงสัยที่ว่าทำไมทุกอย่างถึงดูพอดีไปหมด เขาหันกลับมามองโมนีก้าอีกครั้งแล้วยื่นมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของเธอไว้ 



              “โมนีก้า ฟังผมนะ... คำพูดของคนอื่นจะตัดสินคุณไม่ได้ถ้าคุณยังไม่เลิกพยายาม ผมอาจจะยังไม่รู้จักอะไรดีพอ แต่ผมรู้จักคุณ... ผมเห็นคุณสู้ในโรม เห็นคุณนิ่งสงบในป่ากุสินารา คุณไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้เพราะกาลเวลาสะดุดหรอกนะครับ”



              ราหมัดที่ยืนมองภาพนั้นอยู่วงนอกขยับรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลและเป็นมิตร ท่าทีของเขายังคงสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น เขาสังเกตเห็นความสั่นคลอนในใจของโมนีก้าและแรงจูงใจที่แฝงอยู่ในการกระทำของเจสันอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่โมนีก้ายังคงนั่งนิ่งรับฟังคำพูดของเพื่อนร่วมทีมโดยที่ความเหนื่อยล้ายังคงเกาะกินหัวใจอยู่ไม่จางหาย ความเงียบในห้องพักเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกดดันจากความจริงที่ว่าพวกเขายังมีทางที่ต้องไปอีกไกล และศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ได้มาในรูปแบบของอสุรกายเสมอไป



บันทึกการเดินทาง (ที่แสนยาวนานของโมนีก้า)


              6 เมษายน 2015 

              ฉันกลับออกมาจากยุคพุทธกาลแล้ว... แต่ความสงบที่เคยได้รับท่ามกลางกลิ่นธูปและเสียงสวดมนต์ในป่านั้นหายวับไปทันทีที่แรงเหวี่ยงของมิติกาลเวลาหยุดลง ตอนนี้เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกถึงกระดูก ฉันไม่โอเคเลยที่ต้องมารับรู้จากปากของราหมัดว่าฉันล้มเหลว ความรู้สึกที่ว่าพยายามแทบตายแต่กลับถูกบอกว่าทุกอย่างมันสูญเปล่าเนี่ย มันเจ็บยิ่งกว่าโดนดาบฟันเสียอีก ถึงเจสันกับอาริเอลจะพยายามพูดให้ฉันรู้สึกดีขึ้น หรือแม้แต่ราหมัดเองจะยิ้มปลอบใจด้วยท่าทางนุ่มนวลนั่น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยลดความหม่นหมองในใจได้เลย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฟันเฟืองที่พังแล้วในนาฬิกาของโลกใบนี้


              7 เมษายน 2015 

              พวกเราตัดสินใจทิ้งพาราณสีไว้เบื้องหลัง เป้าหมายคือเมืองมุมไบเพื่อหาทางต่อเรือ เพราะการนั่งรถข้ามประเทศดูจะเป็นทางเลือกที่กินเวลาเกินไปในสภาพจิตใจแบบนี้ เรานั่งรถประจำทางอินเดียที่ทั้งร้อนและเบียดเสียดสลับกับการเดินเท้าไปตามไหล่ทาง ฉันแทบไม่ได้ปริปากพูดกับใครเลยแม้แต่คำเดียว มันไม่ใช่ว่าฉันโกรธเจสันหรือคนอื่น ๆ หรอกนะ แต่ฉันแค่ไม่มีพลังงานเหลือพอจะปั้นหน้าคุยด้วยจริง ๆ ฉันเลือกที่จะนั่งเงียบ ๆ อยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้ลมร้อนปะทะหน้าและมองดูฝุ่นควันข้างทางไปเรื่อย ๆ ราวกับจะให้มันกลบฝังความสับสนในหัว


              8 เมษายน 2015 

              คืนนี้เราแวะพักกันที่เมืองนาคปุระ ฉันแอบใช้เวลาช่วงที่คนอื่นหลับเข้าอินเทอร์เน็ตผ่านแท็บเล็ตเพื่อหาเว็บไซต์ปรึกษาสุขภาพจิตทางไกล ฉันแค่อยากเล่าเรื่องที่มันหนักอึ้งในอกให้ใครสักคนที่ไม่รู้จักโครนอสหรือจูปิเตอร์ฟังบ้าง และสิ่งหนึ่งที่ฉันห้ามตัวเองไม่ได้เลยคือการแอบเข้าไปดูเฟซบุ๊กของพ่อ... พ่อในปี 2015 ตอนที่ฉันยังเป็นแค่เด็ก 5 ขวบอยู่ที่ไหนสักแห่งในบ้านหลังนั้น พ่อยังคงทำงานเป็นเภสัชกรอยู่ในร้านของตัวเองที่ฟอเรสต์ซิตี้ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ภาพที่เขาโพสต์มันดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข เขาดูมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบจนฉันเผลออิจฉาตัวเองในวัยเด็ก ฉันนั่งมองรูปนั้นอยู่นานจนหน้าจอดับลง มันทั้งอบอุ่นและปวดร้าวในเวลาเดียวกัน


              9 เมษายน 2015 

              เราเดินทางต่อออกจากนาคปุระ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเรื่อย ๆ ทั้งรถประจำทางและการเดินเท้าเท้าเปล่าผ่านเส้นทางทุรกันดาร เราพยายามหลีกเลี่ยงที่ชุมชนให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย เจสันพยายามเข้ามาคุยกับฉันเป็นระยะ เขาดูห่วงใยตามสไตล์พี่ชายที่ดี แต่ฉันกลับรู้สึกว่าคำปลอบใจเหล่านั้นมันเข้าไม่ถึงข้างในเลย ฉันพยายามจะรู้สึกดี พยายามจะสะบัดความล้มเหลวที่ราหมัดตอกย้ำไว้ออกไป แต่มันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่ฉันหลับตา ฉันจะปล่อยวางภาระที่แบกไว้บนบ่านี้ยังไงกันนะ ในเมื่อยิ่งเดินไปข้างหน้า ความหวังมันยิ่งดูเลือนลางลงทุกที


              10 เมษายน 2015 

              ในที่สุดคณะเดินทางของเราก็มาถึงเมืองมุมไบ เมืองนี้วุ่นวายและเต็มไปด้วยพลังงานที่พลุกพล่านจนฉันแทบจะคุมสมาธิไม่อยู่ อาริเอลดูจะห่วงฉันมากจนออกนอกหน้า เธอถึงขั้นจัดเตรียมอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉินและขวดน้ำไว้ในมือตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าฉันจะหัวใจวายหรือทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะความเหนื่อยสะสมได้ทุกวินาที เห็นท่าทางลนลานของเธอแล้วฉันก็แอบขำไม่ออก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้ว่ายังมีคนเคียงข้างอยู่ในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้


โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม

(ฉันจะสลายหายไปตอนไหนกันนะ)


              ท่ามกลางแสงสีสลัวของท่าเรือมุมไบที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอเค็มของทะเลปะทะกับกลิ่นควันน้ำมันเครื่องจักร เจสันยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเคลื่อนที่อย่างเงียบกริบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาคอยระแวดระวังสายตาของเหล่าคนงานบนดาดฟ้าเรือที่กำลังวุ่นวายกับการเช็กตู้คอนเทนเนอร์ เจสันขยับเข้าไปใกล้โมนีก้าที่ยังมีท่าทีเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะช่วยพยุงเธอขึ้นบันไดเหล็กที่เย็นเฉียบและชื้นแฉะอย่างระมัดระวัง



              อาริเอลเดินปิดท้ายขบวนด้วยความตื่นตัว ดวงตาของเธอคอยกวาดมองไปรอบข้างอย่างระแวดระวังราวกับบอดีการ์ดที่พร้อมจะพุ่งเข้ากู้ชีพเพื่อนร่วมทีมได้ทุกเมื่อ ส่วนราหมัดยังคงก้าวย่างตามมาติด ๆ ด้วยท่วงท่าที่นิ่งสงบจนเกือบจะดูไร้น้ำหนัก รอยยิ้มนุ่มนวลยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเขาราวกับหน้ากากที่สลักไว้ถาวร ประดุจเงาพรายที่ลึกลับและยากจะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริง



              เมื่อทุกคนขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ พวกเขาก็รีบหาที่กำบังและซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมิดหลังตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมหึมาที่วางซ้อนกันเป็นระเบียบ เสียงเครื่องยนต์เรือเริ่มครางกระหึ่มจนแผ่นเหล็กใต้เท้าสั่นสะเทือน เป็นสัญญาณว่าการเดินทางข้ามทะเลอันยาวไกลมุ่งหน้าสู่กรีซกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว



              โมนีก้านั่งพิงผนังตู้คอนเทนเนอร์พลางทอดสายตาออกไปที่ผิวน้ำดำมืดเบื้องนอก ความหวังสุดท้ายของเธอแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่บางเบาเหลือเกินในขณะที่เรือเริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่า เธอทำได้เพียงภาวนาอยู่ลึก ๆ ในใจว่าท้องทะเลกว้างใหญ่แห่งนี้จะไม่พัดพาความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเธอให้จมหายไปกลางมหาสมุทรเสียก่อนจะถึงจุดหมาย



              เพราะไม่งั้น เธอนี้แหละที่จะไม่ไหวก่อน


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(....)
Quest Summary
สรุป

-

[ออกเดินทางจาก มุมไบ อินเดีย ขึ้นเรือสินค้า เพื่อไปยังประเทศกรีซ]

Loot & Rewards
(ไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-30 20:21
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-30 20:20
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-30 20:20
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-30 20:20
โพสต์ 60,031 ไบต์และได้รับ +9 EXP +8 ความศรัทธา จาก จำแลงร่าง  โพสต์ 2026-1-30 19:22
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-31 08:50:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 73 : วิถีนีท 101

วันที่ 10-17 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป อยู่ในทะเล 🌊⋆。𖦹 °.🐚⋆❀˖°🫧

            ภายในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมหึมาที่เคยว่างเปล่าและเต็มไปด้วยฝุ่นเหล็ก บรรยากาศเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเสียงถอนหายใจยาวของโมนีก้า เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ผนังเหล็กที่ดูไร้ชีวิตชีวาภายใต้แสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแยกเล็ก ๆ “เราต้องอยู่ที่นี่กันอีกนานเลยนะคะ ถ้าต้องนั่งมองกล่องโง่ ๆ พวกนี้ไปตลอดทาง ฉันคงได้สติแตกก่อนถึงกรีซแน่ ๆ” เธอเอ่ยขึ้นพลางขยับนิ้วที่สวมแหวนดาราจรัส



            วินาทีต่อมา เจสันและราหมัดถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความอึ้ง เมื่อโมนีก้าเริ่มหยิบของออกจากแหวนดาราจรัสราวกับนักมายากลที่ไม่มีวันหมดมุข เริ่มจากพรมทอเนื้อนุ่มที่ปูทับพื้นเหล็กเย็นเฉียบ ตามมาด้วยที่นอนท็อปเปอร์หนานุ่มขนาดใหญ่พิเศษ หมอนอิงลายพาสเทล และโคมไฟแอลอีดีแบบพกพาที่ส่องแสงสีส้มนวลตา อาริเอลไม่รอช้า เธอพุ่งเข้าไปช่วยโมนีก้าจัดวางโซนต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานตู้คอนเทนเนอร์โกโรโกโสก็ถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องพักสุดหรูที่มีทั้งโซนห้องนอนหนานุ่ม โซนห้องครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสบียง และแม้แต่โซนกั้นม่านสำหรับเป็นห้องน้ำชั่วคราวที่ดูสะอาดสะอ้าน



            เจสันมองภาพตรงหน้าพลางขยับแว่นสายตาด้วยความทึ่งในความพร้อมของเด็กสาวรุ่นน้อง ส่วนราหมัดก็ได้แต่ขยับยิ้มนุ่มนวลพลางพิจารณาการตกแต่งที่ดูอบอุ่นนี้ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “พวกคุณจัดที่นี่ได้น่าอยู่กว่าโรงแรมบางแห่งที่ผมเคยไปพักอีกนะครับ” เขากล่าวชมด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ในขณะที่โมนีก้าปัดฝุ่นออกจากมือแล้วทรุดตัวลงนั่งบนท็อปเปอร์ด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน



บันทึกการเดินทาง (ที่แสนยาวนานของโมนีก้า)


            11 เมษายน 2015 วันแรกของการล่องเรือสินค้าออกจากท่าเรือมุมไบ แทนที่จะนั่งเครียดเรื่องภารกิจ พวกเราทั้งสี่คนตัดสินใจทำตัวเป็น ‘นีท’ (NEET) ฉันขุดเอาหนังสือการ์ตูนวันพีชที่เก็บสะสมไว้ในแหวนออกมาวางแผ่ เจสัน อาริเอล และแม้แต่ราหมัดก็มาร่วมวงอ่านด้วย เราอ่านกันจนถึงเล่มล่าสุดของปีนี้ การได้เห็นเจสันทำหน้าจริงจังตอนอ่านฉากต่อสู้ในมังงะมันเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริง ๆ


            12 เมษายน 2015 วันที่สองวิถีฮิคิโกโมริยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้ตู้คอนเทนเนอร์เต็มไปด้วยกลิ่นมาม่าเกาหลีรสเผ็ดที่เราต้มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เราขลุกตัวอยู่บนที่นอน คุยเรื่องไร้สาระสลับกับการอ่านการ์ตูน ฉันแอบเห็นราหมัดหัวเราะเบา ๆ ตอนอาริเอลพยายามเลียนแบบท่าทางตัวการ์ตูน มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกดีนะ ทั้งที่โลกข้างนอกกำลังบิดเบี้ยว แต่ในกล่องเหล็กนี้กลับมีความสุขแปลก ๆ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากนะ


            13 เมษายน 2015 วันนี้ฉันเริ่มนั่งพับดาวกระดาษใส่โหลแก้ว เจสันกับราหมัดเดินมาดูด้วยความสงสัยว่าฉันจะทำไปทำไมเยอะแยะ ฉันเลยตอบไปตามตรงว่าฉันพับดาวตามจำนวนวันที่ไม่ได้คุยกับแฟน พอพูดจบห้องก็เงียบไปพักหนึ่ง เจสันตบบ่าฉันเบา ๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ส่วนฉันก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพับดาวดวงต่อไป กองทัพดาวในโหลมันเริ่มเยอะจนน่าตกใจแล้วล่ะ


            14 เมษายน 2015 เทศกาลดูหนังเริ่มขึ้นแล้ว ฉันเอาโปรเจกเตอร์พกพาออกมาฉายผนังตู้ วันนี้เราจัดมาราธอนจักรวาลมาร์เวลกันตั้งแต่ Iron Man ภาคแรกยาวไปจนถึง Thor การได้เห็นเจสันวิเคราะห์กลยุทธ์ของกัปตันอเมริกาเปรียบเทียบกับกองทัพโรมันมันสนุกจนลืมเวลาไปเลยล่ะ


            15 เมษายน 2015 มาราธอนมาร์เวลวันที่สอง เริ่มตั้งแต่ Captain America: The First Avenger ไปจนถึง Thor: The Dark World อาริเอลดูจะชอบโลกิเป็นพิเศษ เธอเอาแต่ถามว่าอสุรกายในโลกนั้นดูเท่กว่าชีวิตจริงเยอะเลยนะ ส่วนราหมัดก็นั่งดูนิ่ง ๆ พร้อมรอยยิ้มอัธยาศัยดีเหมือนเดิม แต่ฉันแอบเห็นเขาตั้งใจดูฉากกาลเวลาในหนังเป็นพิเศษ


            16 เมษายน 2015 เราดูจนจบ Guardians of the Galaxy ภาคแรก ซึ่งเป็นตอนล่าสุดที่หาได้ในปี 2015 นี้ ฉันเริ่มรู้สึกเบื่อและเหงาจับใจจนต้องเอ่ยปากถามคนอื่นว่านี่มันผ่านไปกี่วันแล้ว เจสันบอกว่าเราเดินทางมา 6 วันแล้วนะ เหลืออีกแค่ 4 วันก็จะถึงปลายทาง อีกสี่วันที่ยาวนานเหลือเกินในความรู้สึกของฉัน


            17 เมษายน 2015 ความเหงาทำงานหนักจนฉันทนไม่ไหว วันนี้ฉันเดินไปอ้อนทุกคนในตู้คอนเทนเนอร์ เริ่มจากกอดอาริเอลแน่น ๆ เดินไปซบแขนเจสัน และแม้แต่ราหมัดฉันก็เข้าไปกอดเขาด้วยความขี้เหงาสุดขีด เพื่อแก้เบื่อ ฉันเลยจับทุกคนมาทำสปาด้วยกันซะเลย ฉันมาร์คหน้าให้เจสัน (ซึ่งเขาดูเกร็งมากแต่ก็ยอมให้ทำ) จัดแต่งทรงผมให้อาริเอล และนวดหน้าให้ราหมัดที่นั่งยิ้มละมุนให้ฉันตลอดเวลา



โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม

(วิถีนีทแบบตรง ๆ)


            แสงไฟสลัวจากโคมไฟพกพาขับให้บรรยากาศภายในตู้คอนเทนเนอร์ดูนุ่มนวลกว่าความเป็นจริง หลังจากผ่านพ้นวันอันแสนยาวนานของการทำสปาและความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งสี่คนก็นั่งเบียดกันอยู่บนท็อปเปอร์หนานุ่ม อาริเอลเอียงศีรษะซบลงบนไหล่ของโมนีก้าอย่างสนิทใจ ในขณะที่โมนีก้าเองก็ทิ้งตัวพิงไหล่กว้างของเจสันอย่างอ่อนแรง



            เจสันขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้โมนีก้านั่งได้สบายขึ้น ความเงียบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่ความอึดอัดอีกต่อไป แต่มันคือความผูกพันที่หลอมรวมกันผ่านวิกฤตกาลเวลา ราหมัดที่นั่งอยู่ถัดจากอาริเอลมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ดูอ่อนโยน เขาขยับผ้าห่มขึ้นมาคลุมขาก็ให้ทุกคนอย่างนุ่มนวลเพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน “อีกไม่กี่วันเราก็จะถึงแล้วนะครับ” ราหมัดเอ่ยเสียงเบา ราวกับกลัวจะทำลายความสงบในวินาทีนี้ “พักผ่อนกันให้เต็มที่เถอะครับ”



            “อือ… นายก็อย่าลืมพักนะ” โมนีก้าหลับตาลงช้า ๆ ความเหนื่อยล้าที่เคยกดทับหัวใจดูจะเบาบางลงเมื่อมีสัมผัสที่อบอุ่นจากเพื่อนร่วมทางเคียงข้าง ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทรนี้ พวกเขาทั้งสี่คนไม่ได้เป็นเพียงเดมิก็อดหรืออสุรกายที่หลงทางอีกต่อไป แต่คือครอบครัวชั่วคราวที่พร้อมจะนอนซบกันท่ามกลางความมืดมิดเพื่อรอคอยแสงสว่างของเช้าวันใหม่ในกรีซ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(มีย์นีทททท)
Quest Summary
สรุป

-

[ออกเดินทางจากอินเดียขึ้นเรือสินค้าเพื่อไปยังกรีซทางเรือ]

Loot & Rewards
(ไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-31 11:19
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-31 11:18
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-31 11:17
โพสต์ 43600 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-31 08:50
โพสต์ 43,600 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-31 08:50
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-31 13:14:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 74 : ARK Survival Evolved เวอร์ชั่น เดมิก็อด

วันที่ 10-17 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป อยู่ในทะเล 🌊⋆。𖦹 ° - ยุคครีเทเชียส

            เสียงเครื่องยนต์เรือสินค้าครางเบา ๆ ผสานกับเสียงคลื่นกระทบตัวเรือเป็นจังหวะกล่อมเด็กที่ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์อันแสนอบอุ่นกลายเป็นวิมานเล็ก ๆ กลางมหาสมุทร บนท็อปเปอร์หนานุ่มนั้น โมนีก้าที่หลับลึกเพราะความเหนื่อยล้าสะสมเริ่มออกอาการนอนดิ้น เธอพลิกตัวซุกเข้าหาไออุ่นที่ใกล้ที่สุดซึ่งก็คือแผงอกของราหมัด หัวทุย ๆ ของเธอมุดลงไปตรงร่องไหล่ของเขาอย่างพอดิบพอดี ในขณะที่ขาของเธอข้างหนึ่งพาดทับขาของอาริเอล และอีกข้างก็ไปเกี่ยวเข้ากับน่องของเจสันจนกลายเป็นปมเชือกมนุษย์สี่คนขนาดย่อม เจสันที่นอนกึ่งหลับกึ่งตื่นขยับขาหนีเล็กน้อยแต่ก็ไปเตะโดนแขนราหมัด จนสุดท้ายทุกคนก็นอนพันกันนัวเนีย (?) ในท่าทางที่ถ้าใครมาเห็นคงนึกว่าพยายามจะทำท่าโยคะกลุ่มท่าพิสดารอยู่



            ราหมัดเป็นคนแรกที่ลืมตาขึ้นในความสลัว รูม่านตาของเขาขยายกว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากคลื่นทะเล แต่มันคือการสั่นของโมเลกุลในอากาศที่เริ่มบิดเบี้ยว เขารู้สึกได้ถึงวินาทีที่กำลังจะขาดออกจากกัน ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแลบแปลบก็พุ่งทะลุเข้าที่น่องของทั้งสี่คนพร้อมกันราวกับนัดหมาย



            แกร๊ก แกร๊ก แกร๊กกกก



            “โอ๊ยยย! ตะคริว! ตะคริวกินน่อง!” เจสันร้องลั่นพลางสะดุ้งตัวโยนจนหัวเกือบโขกผนังตู้ แต่ออกจากปมขาไม่ได้


            “อ๊ากกก! ขาฉัน! ขาสัมฤทธิ์มันตะคริวกินได้ยังไงเนี่ยยย!” อาริเอลกรีดร้องพลางพยายามเหยียดขาลาของเธอออกไปชนกับท้องราหมัดเข้าอย่างจัง


            โมนีก้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงแต่ความเจ็บที่น่องซ้ายทำให้เธอน้ำตาเล็ด “ขากระตุก! ใครก็ได้ดึงนิ้วเท้าให้ฉันที... อ๊ายยย!”



            ยังไม่ทันที่ใครจะได้จัดการกับตะคริวมหาภัย พื้นตู้คอนเทนเนอร์ที่เคยแข็งแรงก็พลันมลายหายกลายเป็นหมอกควันสีม่วงเข้ม ร่างที่พันกันนัวเนียของทั้งสี่คนร่วงวูบลงสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง แรงเหวี่ยงของกาลเวลากระชากสายใยแห่งความเงียบสงบหายไป เหลือเพียงเสียงตะโกนด่าทอโชคชะตาที่ประสานไปกับเสียงลมหวีดหวิว



            ฟิ๊วววว



            พวกเขาร่วงทะลุกลุ่มเมฆหนาออกมาสู่แสงแดดจ้าที่ร้อนระอุ ทิวทัศน์เบื้องล่างไม่ใช่ท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่เป็นป่าดงดิบสีเขียวชอุ่มที่มีต้นไม้สูงเสียดฟ้าขนาดมหึมาและพืชรูปร่างพิลึกพิลั่นที่ไม่มีในสารานุกรมพืชพรรณปี 2015 แน่นอน



            “เจสัน! บิน! บินได้ไหม!” โมนีก้าแผดเสียงลั่นขณะที่ร่างของเธอกำลังพลิกคว่ำหน้าเอาหัวดิ่งลงสู่พื้นโลกประดุจลูกกระสุนปืนใหญ่


            “ขาผม... ตะคริวมันยังไม่หาย!” เจสันพยายามวาดแขนเพื่อเรียกพายุหมุนมาพยุง แต่ตะคริวที่น่องทำให้เขาสะบัดขาอย่างทุลักทุเลจนลมพัดมั่วซั่วไปหมด



            ในจังหวะนั้นร่างของโมนีก้าพุ่งดิ่งลงไปหาพุ่มเฟิร์นขนาดยักษ์ด้วยความเร็วสูง หัวของเธอกำลังจะโหม่งโลกในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ทันใดนั้น ราหมัดที่ร่วงตามมาติด ๆ ก็ใช้สายตาที่นิ่งสงบประเมินสถานการณ์ แม้เขาจะขยับขาไม่ได้ถนัดนักเพราะตะคริวกินกันเป็นหมู่คณะ แต่เขาก็เอื้อมมืออันว่องไวไปคว้าหมับเข้าที่... ข้อเท้าของโมนีก้าไว้ได้ทันท่วงที!



            “เหวอออ!” โมนีก้าถูกกระชากจนตัวเหยียดตรงกลางอากาศในสภาพห้อยหัวต๋องแต๋ง ๆ แล้วราหมัดก็พยายามเหวี่ยงตัวเธอไปทางกิ่งไม้ใหญ่ของต้นไม้รูปร่างประหลาดเพื่อให้เธอมีที่ยึดเกาะ ขณะที่เจสันซึ่งเริ่มตั้งสติได้ก็เรียกกระแสลมพัดโถมเข้าใส่ทุกคนจนร่างของอาริเอลลอยไปค้างอยู่บนยอดเฟิร์นยักษ์เหมือนตุ๊กตาเสียกบาล ส่วนเจสันและราหมัดก็ร่วงลงไปห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้ข้าง ๆ โมนีก้า



            “ปะ… ปลอดภัย... ใช่ไหมครับ?” ราหมัดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูสุภาพเหมือนเดิม ทั้งที่หน้าของเขาแดงก่ำเพราะต้องเกร็งกล้ามเนื้อสู้กับตะคริวที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากน่องของเขา



            ส่วนโมนีก้าที่ห้อยหัวต้อยติ่งมองไปที่พื้นเบื้องล่าง เห็นแมลงปอขนาดเท่านกพิราบและเสียงคำรามลึกลับที่ดังก้องมาจากป่าลึก เธอทำหน้าตายใส่กิ่งไม้ข้างหน้า “ขอบคุณที่ช่วยไม่ให้หัวฉันแบะนะคะราหมัด แต่นายช่วยดึงฉันขึ้นไปทีได้ไหม? สภาพห้อยหัวแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผลไม้ป่ารอโดนเก็บยังไงก็ไม่รู้... แล้วนั่นเสียงอะไรน่ะ? ทำไมมันดังเหมือนแผ่นดินจะไหวเลย?”



            อาริเอลที่พยายามแงะตัวเองออกจากยอดเฟิร์นชะโงกหน้าลงมามองเพื่อน ๆ “... ทุกคนคะ ฉันว่าเราไม่ได้อยู่ที่กรีซนะคะ และที่สำคัญ... เมื่อกี้ฉันเห็นกิ้งก่ายักษ์เดินผ่านไปตรงนู้นด้วยค่ะ” ทั้งสี่คนห้อยระย้าอยู่บนต้นไม้ในยุคที่กาลเวลายังไม่ได้ถูกจดบันทึกด้วยความมึนงงและเจ็บน่องตุบ ๆ โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนของสัตว์ร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเข้าให้แล้ว



            และแล้ว…



            เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูกค่อย ๆ สงบลง ทิ้งไว้เพียงเสียงนกร้องในโทนเสียงที่แปลกประหลาดและเสียงส่ายไหวของใบไม้ขนาดยักษ์ ราหมัดค่อย ๆ ออกแรงดึงข้อเท้าของโมนีก้าขึ้นมาเพื่อให้เธอสามารถยึดเกาะกิ่งไม้ใหญ่ได้อย่างมั่นคงขึ้น แม้ใบหน้าของเขาจะยังดูยิ้มแย้มและนุ่มนวลตามนิสัย แต่แววตาของเขากลับฉายแววครุ่นคิดขณะกระชับเคียวเคนทอสแห่งอนธการในมือไว้แน่น



            เจสันพยายามนวดน่องที่ยังเป็นตะคริวตุบ ๆ พลางพยุงตัวขึ้นยืนบนกิ่งไม้หนา เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่แล้วมองลอดผ่านพุ่มไม้หนาทึบออกไปยังเบื้องหน้า ทันทีที่ทัศนียภาพกว้างขวางปรากฏแก่สายตา ลมหายใจของบุตรแห่งจูปิเตอร์ก็สะดุดกึก พร้อม ๆ กับอาริเอลกับโมนีก้าที่แทบพูดไม่ออก



            ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาคือหุบเขากว้างใหญ่ที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทองทาบรัศมีไปทั่วผืนป่าดงดิบ ท่ามกลางลำน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ มีฝูงไตรเซอราทอปส์ขนาดมหึมากำลังเดินลุยน้ำและก้มลงดื่มกินอย่างสงบ ลึกเข้าไปในม่านหมอกจาง ๆ ร่างสูงสง่าของเหล่าไดโนเสาร์คอยาวอย่างบราคิโอซอรัส ยืนตระหง่านท้าทายยอดไม้ ขณะที่บนท้องฟ้ากว้างมีฝูงสัตว์เลื้อยคลานปีกยาวบินร่อนผ่านก้อนเมฆอย่างเป็นอิสระ



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
มาแล้วววว ยุคครีเทเชียส
Quest Summary
สรุป

ทั้งสี่ที่กำลังนอนกันอยู่ก็คือแบบว่า .... ทะลุมิติมาแล้ว---

[คณะเดินทางทะลุมิติมาที่ยุคครีเทเชียส]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
หลังผ่านไปครึ่งปี หลังเหตุการณ์สนทนานี้ จะเผชิญหน้าดันเจี้ยนหนึ่ง  โพสต์ 2026-1-31 13:37
God
คุณโมนีก้าถูกทีเร็กซ์......จนไม่เหลือแม้แต่ร่าง ส่วนเจสันถูกบางอย่างโจมตีจนกระเด็นกลับไปยังจุดที่ตนจากมา   โพสต์ 2026-1-31 13:37
God
ราหมัดนั่งอ่านบันทึกจนคนในคณะสงสัยเลยเข้ามาถามไถ่ ราหมัดบอกว่านี่คือบันทึกที่คุณอาริเอลถือกลับมาในสภาพมอมแมม ตามที่ลุงริกเขียนบรรยายไว้  โพสต์ 2026-1-31 13:35
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-31 13:33
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-31 13:33
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-31 20:20:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 75 : ARK Survival Evolved เวอร์ชั่น เดมิก็อด 1

วันที่ xx เดือน xx ปี xxxx • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ยุคครีเทเชียส

             หลังจากที่ความชุลมุนจากการร่วงหล่นจบลง ทั้งสี่คนก็ค่อย ๆ ตะเกียกตะกายลงจากกิ่งไม้ใหญ่สู่พื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสและเฟิร์นยักษ์ โมนีก้าปัดเศษใบไม้ออกจากตัวพลางถอนหายใจยาวขณะมองฝูงไตรเซอราทอปส์ที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล “นี่เราต้องอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อหาของหลงยุคอีกนานไหมนะจ๊ะ? หรือว่าพล็อตเรื่องจะบังคับให้พวกเราต้องหวนคืนสู่วานรกันหมด” โมนีก้าบ่นอุบอิบอย่างเห็นได้ชัด



             “ผมว่าเรายังห่างไกลจากยุควานรอีกหลายล้านปีเลยล่ะครับ” เจสันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความรับผิดชอบและสุขุมตามสไตล์ผู้นำ ขณะที่อาริเอลขยับขาลาและขาสัมฤทธิ์ของเธอเพื่อเช็กความพร้อมพลางยิ้มร่าเริง “ฉันว่าก็น่าสนุกดีนะคะ เหมือนได้มาเข้าค่ายฤดูร้อนฉบับดึกดำบรรพ์เลยค่ะ” ส่วนราหมัดยังคงยืนนิ่งด้วยท่วงท่าที่สุภาพและเยือกเย็น เขาพิงเคียวเคนทอสแห่งอนธการไว้กับไหล่พลางจ้องมองผืนป่าด้วยรอยยิ้มที่เดาใจยาก



             ท่ามกลางความสงสัยของคณะเดินทาง ราหมัดหยิบบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่าน ซึ่งเป็นเล่มที่อาริเอลถือติดมือกลับมาในสภาพมอมแมม โมนีก้าชะโงกหน้าเข้าไปถามด้วยความสงสัยว่าเขาอ่านอะไรอยู่ “นี่คือบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ครับโมนีก้า” ราหมัดเอ่ยเสียงทุ้มลึกพลางไล่นิ้วไปตามอักขระ “มันระบุว่าในเส้นทางหนึ่ง... คุณถูกทีเร็กซ์กินจนไม่เหลือแม้แต่ร่างกาย ส่วนเจสันถูกโจมตีจนกระเด็นกลับไปยังจุดเริ่มต้น มีเพียงคุณที่ตาย นอกนั้นรอดหมด”



             เพราะคำนั้นทำเอาโมนีก้าถึงกับยืนอึ้ง หน้าซีดเผือดไปทันทีที่รู้ว่าในบทสรุปหนึ่งของกาลเวลา เธอคือคนเดียวที่จบชีวิตลงอย่างอนาถที่สุด



บันทึกการเดินทาง (ที่แสนยาวนานของโมนีก้า)


             เดือนที่ 1 คณะเดินทางทั้งสี่คนช่วยกันสร้างที่พักชั่วคราวจากไม้และใบเฟิร์นยักษ์ เจสันใช้ความแข็งแกร่งและทักษะการเป็นผู้นำควบคุมการก่อสร้าง ในขณะที่ราหมัดใช้สติปัญญาที่เป็นเสมือนกลไกนาฬิกาคอยวางแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้ง ฉันยอมรับว่าช่วงนี้ซึมไปถนัดตา ภาพทีเร็กซ์คาบฉันไปกินในจิตนาการมันวนเวียนอยู่ในหัวจนแทบไม่อยากขยับไปไหนเลยสักนิด


             เดือนที่ 2 ฉันเริ่มตระหนักว่าเราจะพึ่งพาแค่เสบียงในแหวนดาราจรัสไม่ได้ตลอดไป โชคดีที่ในฐานะธิดาแห่งเซเรส ฉันมีสัญชาตญาณในการจำแนกพืชพรรณ ฉันสามารถระบุได้ว่าผลไม้หน้าตาประหลาดลูกไหนกินได้หรือมีพิษ ทำให้พวกเราได้กินผลไม้รสชาติแซ่บ ๆ ที่หาไม่ได้ในปี 2015 แต่ลึก ๆ ฉันก็ยังกังวลเรื่องบันทึกนั่นอยู่ดี


             เดือนที่ 3 พวกเราเริ่มออกล่าเนื้อเพื่อความอยู่รอด เหยื่อรายแรก ๆ คือนกโดโด้ที่เดินเตาะแตะไปมา เนื้อของมันเหนียวเหมือนเนื้อไก่ที่ออกกำลังกายมาอย่างหนักจนกล้ามขึ้น เจสันคอยอยู่เคียงข้างและพูดปลอบใจฉันเสมอ ความใส่ใจและนิสัยที่ไม่เคยทอดทิ้งใครของเขาทำให้ฉันเริ่มดึงสติกลับมาได้บ้าง


             เดือนที่ 4 เราขยับขยายไปล่าไดโนเสาร์ขนาดเล็ก เจสันและราหมัดรับหน้าที่เป็น ‘หน่วยกล้าตาย’ ลองชิมเนื้อก่อนเสมอ เจสันบอกว่ารสชาติเหมือนไก่งวงที่แห้งจัด ส่วนราหมัดเคี้ยวด้วยใบหน้าเรียบเฉยพลางวิจารณ์ว่ามันมีกลิ่นสาบของสัตว์เลื้อยคลานปนอยู่แต่ก็ให้พลังงานสูง เห็นพวกเขากินได้ฉันกับอาริเอลก็เบาใจ


             เดือนที่ 5 น่าแปลกที่ในป่ากว้างใหญ่ขนาดนี้เราไม่เจอมอนสเตอร์หรืออสุรกายเลยสักตัวเดียว อาจเป็นเพราะนี่ยังไม่มีเทพโอลิมปัสมาสาปแช่งใครให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดละมั้ง ช่วงนี้ฉันเริ่มสนิทกับราหมัดมากขึ้น เขาเป็นคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงนาฬิกาที่เที่ยงตรง ถึงเขาจะดูเย่อหยิ่งในสายเลือดบ้างแต่เขาก็สุภาพและให้เกียรติฉันมากจริง ๆ


             เดือนที่ 6 เข้าสู่ครึ่งปีแล้วที่เราใช้ชีวิตแบบคนป่าในยุคครีเทเชียส พวกเราเริ่มคุ้นชินกับเสียงคำรามของไดโนเสาร์พอ ๆ กับเสียงนาฬิกาปลุก แม้จะยังไม่มีท่าทีว่าจะได้กลับไปยังปี 2015 แต่ความสัมพันธ์ในกลุ่มกลับแน่นแฟ้นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ... แต่ในใจของฉันเริ่มห่างหายจากเลสเตอร์ไปนานจนตอนนี้ฉันไม่รู้แล้ว.... ว่าจะยังเรียกเขาว่าเป็นแฟนได้ไหม


โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม

(เปิดเซฟ ARK: Survival Evolved)



             เย็นวันนั้น แสงอาทิตย์อัสดงในยุคครีเทเชียสช่างเป็นภาพที่ทั้งงดงามและน่าเกรงขามในคราวเดียวกัน แสงสีส้มแดงเข้มจัดจ้าฉาบไล้ไปตามยอดไม้ที่สูงเสียดฟ้าจนดูเหมือนป่าทั้งป่ากำลังตกอยู่ในกองเพลิงที่ไร้ควัน บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นชื้นของมอสและกลิ่นหอมประหลาดของพืชพรรณโบราณ โมนีก้าเดินนำหน้าคณะเดินทางเพื่อมองหาผลไม้สีนวลที่เธอค้นพบว่ามันให้รสชาติหวานฉ่ำและช่วยดับกระหายได้ดีเยี่ยม ทว่าในขณะที่ดวงตาสีเทาเงินกำลังจดจ้องอยู่ที่พวงผลไม้บนกิ่งสูง เธอกลับมองข้ามรากเฟิร์นยักษ์ที่ขดตัวอยู่บนพื้นดินจน…



             “กร๊อบ!”



             เสียงลั่นของข้อเท้าตามมาด้วยความเจ็บปวดที่แล่นแปลบขึ้นมาถึงหัวเข่าทำให้โมนีก้าเสียหลักทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าที่เคยนิ่งขรึมเหยเกด้วยความทรมานจนหยดเหงื่อซึมออกมาตามไรผม “โอ๊ย... เจ็บ! โธ่เอ้ยย… สงสัยข้อเท้าจะแพลง” โมนีก้าบ่นอุบพลางเอื้อมมือไปกุมข้อเท้าตัวเองไว้แน่น พยายามจะฝืนยิ้มเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมไม่ต้องกังวล แต่น้ำเสียงที่สั่นพร่านั้นปิดความเจ็บปวดไว้ไม่มิด



             เจสันผู้ที่มีสัญชาตญาณแห่งความรับผิดชอบและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่เต็มเปี่ยมไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว เขาพุ่งเข้าไปหาเธอทันทีด้วยท่าทางที่ดูองอาจทว่านุ่มนวลอย่างที่เขาเป็นมาเสมอ “มาครับโมนีก้า อย่าฝืนเดินเลย เดี๋ยวผมช่วยเอง” เจสันกล่าวพลางคุกเข่าลงเบื้องหน้าเธออย่างไม่ถือตัว



             เขาส่งสัญญาณให้เธอยันกายขึ้นก่อนจะช้อนร่างของเด็กสาวขึ้นมาให้นั่งบนบ่ากว้างของเขาอย่างมั่นคง เพื่อให้เธอสามารถเอื้อมมือเก็บผลไม้ที่อยู่สูงเกินเอื้อมได้สะดวกขึ้น โมนีก้าที่นั่งอยู่บนบ่าของบุตรแห่งจูปิเตอร์รู้สึกได้ถึงมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งภายใต้สัมผัสนั้น ขาขาวเนียนของเธอขยับแนบเข้ากับแก้มของเจสันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความอุ่นจากผิวสัมผัสที่ใกล้ชิดกันมากเกินไปทำให้เจสัน ที่เป็นวีรบุรุษผู้มักจะเมินเฉยต่อความรู้สึกโรแมนติกและดูบื้อเรื่องความรักอยู่เสมอ ถึงกับชะงักไปชั่วครู่



             ใบหน้าของเจสันเริ่มเปลี่ยนจากสีปกติเป็นแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู แว่นสายตาของเขาดูเหมือนจะพร่ามัวลงกะทันหันด้วยความประหม่าที่เขาเองก็คำนวณไม่ได้ ขณะที่โมนีก้าเองก็เขินจนใจเต้นโครมคราม เธอรีบคว้าพวงผลไม้ลูกโตขึ้นมาบังใบหน้าของตัวเองไว้ราวกับมันเป็นโล่กำบังชั้นดี 



             “น...นิ่ง ๆ หน่อยสิเจสัน ฉันจะตกแล้วนะ!” โมนีก้าแหวแก้เขินด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูดุแต่มันกลับฟังดูอ้อนอย่างบอกไม่ถูก



             อาริเอลที่ยืนถือตะกร้าอยู่เบื้องล่างหัวเราะคิกคักด้วยความเอ็นดู เธอจงใจขยับไฟที่เป็นเปลวเพลิงบนหัวของเธอให้สว่างโชติช่วงขึ้นเพื่อให้คู่รักจำเป็นมองเห็นทางได้ชัดเจนกว่าเดิม แววตาของเธอฉายความสดใสที่หาได้ยากท่ามกลางวิกฤต ส่วนราหมัดยังคงยืนนิ่งสงบพิงเคียวเคนทอสแห่งอนธการที่ส่องประกายสีม่วงหม่นลึกลับ เขาจ้องมองภาพความวุ่นวายปนหวานชื่นนั้นด้วยรอยยิ้มละมุนที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเป็นนิจ ราวกับคิดอะไรอยู่



             ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำ ๆ ของสัตว์ร้ายที่เริ่มกู่ร้องในเงามืดของป่าลึก บรรยากาศรอบตัวของเดมิก็อดทั้งสี่คนกลับอบอวลไปด้วยความหวานละมุนที่ชวนให้ลืมความตายที่รออยู่ในบันทึกไปชั่วขณะ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านกันท่ามกลางยุคดึกดำบรรพ์ที่ไร้ความปรานีนี้ ดูจะเป็นยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาจิตใจของนักเดินทางผู้เหนื่อยล้าได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบเจอมาตลอดครึ่งปี


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(ขอเปิดดันเจี้ยนจ้า ที่แอดบอกว่าจะเจอ)
Quest Summary
สรุป

-

[-]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
เผชิญหน้า กองทัพอสุรกายยุคครีเทเชียส  โพสต์ 2026-1-31 22:29
God
อาริเอลชี้ท้องฟ้าที่จู่ๆ ก็มืดครื้ม ก่อนมีลำแสงสีดำม่วงพุ่งลงมาใจกลางป่า เมื่อทั้งสี่วิ่งมาดูพบว่ามีกองทัพอสุรกายจำนวนมหาศาลคลานขึ้นมาจากหลุมที่แสงดำม่วงพุ่งจนพื้นทะลุเป็นรูกว้างโบ๋   โพสต์ 2026-1-31 22:28
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-31 22:25
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-31 22:25
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-31 22:22
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-1 08:46:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 76 : ARK Survival Evolved เวอร์ชั่น เดมิก็อด 2

วันที่ xx เดือน xx ปี xxxx • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ยุคครีเทเชียส

               บรรยากาศที่เกือบจะกลายเป็นสีชมพูหวานละมุนท่ามกลางป่าดึกดำบรรพ์ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ ในพริบตา อาริเอลเป็นคนแรกที่หยุดชะงัก ประสาทสัมผัสอสุรกายของเธอร้องเตือนถึงอันตรายที่มองไม่เห็น เธอรีบชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางตะโกนฝ่าความเงียบ "ทุกคนดูนั่น! ท้องฟ้ามัน... มันดูแปลกไปนะคะ!" เพราะตอนนี้เหนือยอดไม้ที่เคยอาบแสงอาทิตย์อัสดง เมฆหนาทึบเริ่มม้วนตัวเป็นพายุหมุนอย่างรวดเร็วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาขยับม่านดำปิดทับดวงอาทิตย์ไว้ 



               ทันใดนั้น สายฟ้าสีม่วงเข้มฟาดเปรี้ยงลงมาจนแผ่นดินสั่นสะเทือน ตามด้วยลำแสงสีดำม่วงขนาดมหึมาที่พุ่งดิ่งลงมายังใจกลางป่าลึก แรงอัดอากาศมหาศาลมหาศาลพัดกระหน่ำจนเส้นผมของทุกคนปลิวไสว กระแสไฟฟ้าสถิตในอากาศทำให้ขนลุกชันไปทั้งตัว



               ราหมัดขยับยิ้มนุ่มนวลที่มุมปาก ทว่าดวงตาของเขากลับเย็นเยียบและคมปราบดุจใบมีด เขากระชับด้ามเคียวสีนิลสลักลายทองหม่นขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทางเตรียมพร้อม "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาหรือเปล่าครับเนี้ย" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าแฝงกระแสความกดดันมหาศาลที่บ่งบอกว่าตัวเองก็ไม่ได้ตลกกันมันเท่าไรนัก



               ในตอนนั้นโมนีก้าก็รีบสไลด์ตัวลงจากบ่าของเจสันอย่างว่องไว ความเจ็บที่ข้อเท้าที่เคยแพลงถูกอะดรีนาลีนและความตื่นตัวเข้าแทนที่จนหมดสิ้นจนเธอไม่เจ็บมันอีกต่อไป เธอกัดฟันแน่นพลางสะบัดข้อมือขวาอย่างแรง เรียกดาบสุริยคติที่ทำจากแร่สัมฤทธิ์ผสมอุกกาบาตออกมาถือไว้มั่น "มันคืออะไร… ที่นี่เริ่มจะเน่าเฟะอย่างที่นายบอกจริง ๆ ด้วยสินะ"



               เจสันขยับแว่นสายตาพลางชักดาบกราดิอุสทองคำจักรพรรดิออกมา สีหน้าของเขากลับมาเคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงของผู้นำ "เรารีบไปดูเถอะ ก่อนที่พวกมันจะกระจายตัวออกไปมากกว่านี้" เมื่อเจสันพูดจบทั้งสี่ก็พุ่งทะยานผ่านพุ่มเฟิร์นยักษ์และรากไม้โบราณมุ่งหน้าไปยังต้นกำเนิดของลำแสง เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ ทุกคนต้องหยุดชะงักด้วยความตกตะลึง และจากหลุมนั้นเอง... ฝันร้ายก็เริ่มต้นขึ้น



               แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับหัวใจของโลกกำลังเต้นผิดจังหวะ เมื่อลำแสงสีดำม่วงปักปันความมืดมิดลงกลางผืนป่าดึกดำบรรพ์จนเกิดรอยแยกขนาดมหึมาที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง กลิ่นกำมะถันและไอเย็นยะเยือกโชยคลุ้งออกมาจากปากหลุมที่เปรียบเสมือนประตูสู่นรก ก่อนที่ฝันร้ายจะค่อย ๆ คลืบคลานขึ้นมาสู่โลกเบื้องบนในรูปแบบของกองทัพมรณะ



               เสียงหัวเราะแหลมเล็กที่ชวนให้แก้วหูสั่นประสาทดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วบริเวณ เมื่อฝูงก็อบลินร่างผอมเกร็งผิวสีเขียวซีดทะลักออกมาจากหลุมดุจน้ำป่าไหลหลาก พวกมันคลานยั้วเยี้ยทับถมกันขึ้นมา ดวงตาสีเหลืองวาวโรจน์ด้วยความโลภและหิวกระหาย ในมือถืออาวุธขึ้นสนิมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกอย่างที่ขวางหน้า ตามติดมาด้วยเงาตะคุ่มขนาดมหึมาของยักษ์ตาเดียวไซคลอปส์ที่พยุงร่างล่ำสันขึ้นมาจากความมืด พละกำลังของมันมหาศาลเสียจนทุกย่างก้าวทำให้พื้นดินที่พวกเขายืนอยู่แทบจะปริแยก ดวงตาขนาดใหญ่เพียงข้างเดียวจ้องเขม็งมายังเดมิก็อดทั้งสามกับอสุรกายหลงฝูงด้วยความอาฆาตแค้น



               ท่ามกลางความโกลาหลนั้น แดรกคีเน่ในร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งมังกรเลื้อยผ่านรากไม้โบราณด้วยความเร็วที่น่าขนลุก เกล็ดสีเข้มของพวกนางสะท้อนแสงสีม่วงดูน่าเกรงขามและอำมหิต เคียงคู่มากับยักษ์รากษสร่างกำยำที่มีเขี้ยวโง้งยาวพ้นริมฝีปาก ผิวหนังหยาบกร้านดุจเปลือกไม้หนาแผ่ซ่านมนตรามายาออกมาจนบรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวพร่าเลือน ไม่เพียงแค่บนบก ทว่าจากบึงน้ำใกล้เคียง พรายน้ำเคลพีในร่างม้าสีนิลที่มีวัชพืชพันตามแผงคอก็เริ่มชูคอขึ้นเหนือน้ำ ผสานโรงกับอสุรกายอัคลัตที่มีรูปลักษณ์กึ่งวาฬเพชฌฆาตกึ่งหมาป่าที่พุ่งทะยานขึ้นมาแยกเขี้ยวรับแสงอาทิตย์อัสดงอย่างสยดสยอง



               เบื้องบนท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดมิดลงราวกับถูกสุริยุปราคาบดบัง ปีกขนาดมหึมาของธันเดอร์เบิร์ดกระพือสร้างพายุสายฟ้าแลบแปลบปราบปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ โดยมีฝูงนกสติมฟาเลียนที่ปีกและจะงอยปากเป็นโลหะแวววาวบินร่อนวนเวียนประดุจพายุห่าฝนเหล็กที่พร้อมจะร่วงหล่นลงมาปลิดชีวิตเป้าหมาย และที่ใจกลางความพินาศทั้งปวง แมงมุมยักษ์อารัคเน่กำลังสาวขาเรียวยาวที่เต็มไปด้วยขนแหลมคม ถักทอใยสีขาวขุ่นที่เหนียวแน่นดุจลวดเหล็กพาดผ่านต้นไม้และปากหลุมเพื่อปิดตายเส้นทางหนีของทุกคน



               “นี่มัน... กองทัพชัด ๆ พวกมันหลุดมาจากยุคไหนกันแน่เนี่ย” โมนีก้าอุทานเสียงพร่าพลางกระชับด้ามดาบสุริยคติในมือจนข้อนิ้วขาวซีด แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายทองของเนตรแห่งฟีบี้ออกมาอย่างเข้มข้นเพื่อมองหาช่องว่างในกำแพงมรณะที่กำลังโอบล้อมเข้ามา



               ราหมัดยังคงยืนสงบนิ่ง ชุดทักซิโด้สีดำของเขาตัดกับบรรยากาศป่าดึกดำบรรพ์อย่างสิ้นเชิง มือเรียวยาวกระชับเคียวเคนทอสแห่งอนธการพาดบ่าอย่างเยือกเย็น รอยยิ้มนุ่มนวลบนใบหน้าของเขาไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับแฝงไปด้วยความกดดันมหาศาลที่ทำให้แม้แต่อสุรกายระดับต่ำยังต้องชะงัก "ดูเหมือนกาลเวลาจะส่งบททดสอบชุดใหญ่มาให้เราลองฝีมือนะครับ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลุ่มลึกที่ดูไม่สะทกสะท้านต่อกองทัพนับร้อยเบื้องหน้า



               ส่วนเจสันก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่ซ่านไปด้วยกระแสไฟฟ้าจาง ๆ ประดุจป้อมปราการเหล็กที่พร้อมจะปะทะกับพายุอสุรกาย "โมนีก้า อาริเอล ราหมัด เตรียมตัวให้ดี รอบนี้ไม่มีคำว่าถอยแล้วครับ" 



               "ได้เลยค่ะ ฉันพร้อมเสมอ" สิ้นคำนั้นทำเอาอาริเอลขยับขาข้างที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษจนเกิดเสียงเสียดสีของโลหะ แววตาของเอมพูซ่าสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง 



               ก่อนที่เจสันจะก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว "เอาล่ะ ทุกคนฟังนะ เราต้องมีแผนการต่อสู้" สิ้นเสียงนั้นบรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปทันที จากหนุ่มใจดีมาเป็นผู้นำที่เคร่งขรึมและทรงอำนาจดุจพายุที่กำลังก่อตัว เขาชักกราดิอุสทองคำจักรพรรดิออกมา แสงสีทองจากตัวดาบสะท้อนกับแสงสายฟ้าสีม่วงบนท้องฟ้าอย่างน่าเกรงขามทำเอาโมนีก้าอดแซวไม่ได้ 



               "นี่เจสัน... นายคิดว่าเรากำลังถ่ายทำ The Avengers อยู่หรือไงนิ?" โมนีก้าแซวขึ้นมาทั้งที่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เธอสะบัดข้อมือเรียกดาบสุริยคติออกมาจนแสงสีเข้มแผ่ออกมาเตรียมดูดซับพลังงาน "คนไม่กี่คนประจันหน้ากับกองทัพเนี่ย พล็อตมันคุ้น ๆ นะว่าปะ"



               เจสันที่ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่สายตายังคงจดจ้องที่ข้าศึกอย่างเหล่ากองทัพอสุรกายตาไม่กระพริบ "ถ้าเป็นหนังก็คงดีครับโมนีก้า แต่เรามีกันแค่สี่คน และกองทัพข้างหน้านี่ไม่ได้มาจากต่างดาว... พวกมันน่าจะโดนเวลาส่งมาจากหลายที่ในโลกในแต่ละช่วงเวลา" เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะสั่งการด้วยเสียงอันดังให้กับทั้งสามคนที่เหลือ "ฟังนะ! ถ้าเรายันแนวรบนี้ไว้ไม่ได้ ประวัติศาสตร์จะไม่เหลืออะไรเลย พวกมันคงกวาดล้างไดโนเสาร์ไปจนหมดก่อนที่อุกกาบาตจะตกด้วยซ้ำ ยุคครีเทเชียสจะกลายเป็นยุคแห่งสัตว์ประหลาดแทนถ้าเราไม่ทำอะไร" ก่อนที่เขาจะรีบแบ่งหน้าที่ทันทีตามสัญชาตญาณแม่ทัพของตนเองทันที 



               "โมนีก้า คุณเป็นสายซัพพอร์ต คอยคุมพื้นที่และขัดขวางพวกมันด้วยพืชกับดิน อาริเอลฝากจัดการพวกตัวจิ๋วอย่างก็อบลินกับนกบนฟ้าด้วยครับ ส่วนผมกับราหมัด... เราจะบุกทะลวงเข้าไปเอง" สิ้นเสียงสั่งการ เจสันก็ดีดตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยการควบคุมสายลม ร่างของเขาพุ่งทะยานราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ผ่านยอดไม้เฟิร์นยักษ์ เขาเหวี่ยงดาบอสนีบาตฟาดลงกลางวงของพวกแดรกคีเน่ สายฟ้าสีฟ้าครามระเบิดออกเสียงดังสนั่นป่าจนพื้นดินสะเทือน ส่งร่างครึ่งมังกรกระเด็นไปคนละทิศละทาง 



               "ลงมานี่!" เขาตะโกนก้องพลางเรียกสายฟ้าลงมาถล่มธันเดอร์เบิร์ดที่พยายามจะจู่โจมจากด้านบนจนขนนกยักษ์ร่วงกราว



               ทางด้านราหมัด เขาเคลื่อนที่ดุจวิญญาณผ่านมิติพหุภพ ชุดทักซิโด้ของเขายังพริ้วไหวดูเนี๊ยบท่ามกลางฝูงก็อบลินที่พยายามรุมทึ้ง แต่ราหมัดเร็วกว่านั้นมาก เขาตวัดเคียวเคนทอสแห่งอนธการผ่านอากาศ สร้างเขตแดนสูญญากาศแห่งโครนอสขึ้นมาทันที พวกก็อบลินนับสิบตัวที่พุ่งเข้ามากลับชะงักและเคลื่อนที่ช้าลงราวกับติดอยู่ในบึงน้ำมันดิน "เวลาของพวกคุณ... หมดลงแล้วครับ" ราหมัดเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนจะใช้เคียวอัสดงเกี่ยวปลิดวิญญาณตัดขวางเส้นเวลา กวาดล้างหัวของพวกก็อบลินหลุดกระเด็นในพริบตาเดียวด้วยการจู่โจมที่ซ้อนทับกันนับพันครั้งจนมองตามไม่ทัน



               โมนีก้าเองก็ไม่น้อยหน้า เธอใช้เนตรแห่งฟีบี้มองทะลุการพรางตัวของพวกรากษสที่พยายามจะลอบเข้ามา "อย่าคิดว่าจะตบตาฉันได้นะ" เธอประทับสร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์ เร่งพลังรากพันธนาการขนาดมหึมาพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน รัดขาของไซคลอปส์ทั้งสองตัวไว้แน่นจนพวกมันเสียหลักล้มตึงทำเอาแผ่นดินไหว "อาริเอล! ฝากทางนั้นด้วย!"



               "จัดให้ค่ะ!" อาริเอลกระโดดตัวลอยสูงลิ่ว ขาสัมฤทธิ์ของเธอถีบเข้าที่หน้าของไซคลอปส์อย่างจังจนตาเดียวของมันพร่ามัว เธอหมุนตัวกลางอากาศสับขาลาเตะพวกนกสติมฟาเลียนที่ยิงขนทองแดงใส่จนขนพวกนั้นสะท้อนกลับไปปักอกพวกมันเองจนร่วงลงมาเหมือนห่าฝนโลหะ



               และแล้วตอนนี้สมรภูมิก็เริ่มเดือดดาลขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นไหม้ของสายฟ้า กลิ่นดินที่ถูกกระชาก และเสียงคำรามของอสุรกายประสานกันจนหูอื้อไปหมด โมนีก้าใช้ดาบสุริยคติรับการโจมตีจากพิษของครอสส์แล้วสวนกลับด้วยคลื่นกระแทกพลาสม่าที่รุนแรงจนป่าราบเป็นหน้ากลอง แต่กองทัพอสุรกายกลับดูเหมือนจะไม่หมดไปง่าย ๆ พวกมันยังคงคลานขึ้นมาจากหลุมดำม่วงนั่นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน



               "พวกมันเยอะเกินไปแล้ว!" อาริเอลตะโกนบอกพลางใช้มือเปล่าฉีกร่างก็อบลินที่พยายามปีนขึ้นมาเกาะหลัง



               "อดทนไว้!" เจสันตะโกนก้องท่ามกลางพายุสายฟ้าที่เขาเรียกมาถล่มศัตรูไม่ขาดสาย "เราต้องดันพวกมันกลับลงไปในหลุมให้ได้!" การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนป่าทั้งป่าแทบไหม้เกรียม เลือดสีทองและสีเขียวของอสุรกายสาดกระจายไปทั่วผืนดินดึกดำบรรพ์ ท่ามกลางเสียงคำรามของพวกไดโนเสาร์ที่หนีตายอยู่ไกล ๆ 



               ท่ามกลางสมรภูมิที่ร้อนระอุด้วยเปลวเพลิงจากสายฟ้าและกลิ่นคาวเลือดของอสุรกาย ทั้งสี่คนประสานงานกันอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรที่ได้รับการตั้งโปรแกรมมาอย่างดี ดูเหมือนว่าเหล่าอสุรกายที่ทะลักออกมาจากรอยแยกกาลเวลาจะได้รับผลกระทบจากการย้ายมิติ ทำให้พวกมันดูอ่อนแรงและเชื่องช้าลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เจสันกวัดแกว่งดาบอสนีบาตฟาดฟันพวกแดรกคีเน่จนแตกสลายกลายเป็นผงธุลีสีทอง ขณะที่อาริเอลกระโดดขึ้นไปสอยพวกนกสติมฟาเลียนที่น่ารำคาญร่วงลงมาทีละตัวด้วยลูกเตะอันทรงพลัง



               จนกระทั่งเหลือเพียงศัตรูตัวสุดท้ายที่ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อม... อารัคเน่ แมงมุมยักษ์ผู้มีส่วนบนเป็นสตรีผู้เคียดแค้น ทันทีที่ดวงตาหลายคู่ของอารัคเน่หันมาสบเข้ากับดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของโมนีก้า มันก็กรีดร้องเสียงแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตก ขาทั้งแปดข้างสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นก่อนจะพุ่งเข้าหาโมนีก้าด้วยโหมดบ้าคลั่งทันที 



               "นางแพศยา! ลูกสาวของอาธีน่า! ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ!"



               "เหวอ! เดี๋ยวดิ! ไม่! ไม่ใช่เฟ้ยย!" โมนีก้าอุทานพลางกระโดดหลบคมขาแมงมุมที่หญิงสาวอารัคเน่ส่งมาหาเธออย่างทุลักทุเล จนโมนีก้าต้องหันไปถามคนอื่นอย่างงุนงง "ทำไมมันถึงพุ่งเป้ามาที่ฉันคนเดียวล่ะเนี่ย!"



               ส่วนราหมัดที่กำลังตั้งท่าเตรียมจู่โจมขยับยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยเสียงทุ้มอธิบายให้กับโมนีก้าฟัง "คงเพราะดวงตาของคุณมั้งครับโมนีก้า สีเทาเงินบริสุทธิ์นั่นมันเป็นเอกลักษณ์ของธิดาอาธีน่า ซึ่งอารัคเน่นี่เกลียดเข้าไส้เลยล่ะครับ" คำอธิบายนั้นทำให้โมนีก้าหน้าเหวอไปทันทีพลางบ่นอุบระหว่างหลบการโจมตี "ปัดโถ่เอ๊ย! ตอนอยู่ค่ายก็โดนคนเข้าใจผิดว่าเป็นลูกอาธีน่าจนเกือบซวย นี่ยังจะโดนมอนสเตอร์หลงยุคเข้าใจผิดอีกเหรอ! ฉันเป็นลูกเซเรสนะ! สนใจกลิ่นไลแลคในตัวฉันบ้างสิ!"



               จังหวะที่เธอกำลังบ่น อารัคเน่ก็อาศัยจังหวะความเร็วเหนือมนุษย์พ่นใยแมงมุมสีขาวนวลที่เหนียวหนึบพุ่งเข้าใส่ร่างของโมนีก้าทันที จนทำให้เธอนั้นหลบไม่พ้น ใยพวกนั้นพันธนาการร่างของเธอไว้กับต้นไม้ใหญ่ แรงรัดของด้ายไหมศักดิ์สิทธิ์ทำให้บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สสีเข้มที่เธอสวมอยู่ข้างในเน้นสัดส่วนโค้งเว้าของเด็กสาววัยแรกรุ่นออกมาอย่างชัดเจน



               ใยแมงมุมรัดรึงผ่านช่วงเอวคอดกิ่วและสะโพกมนอย่างแน่นหนาจนเนื้อผ้าแนบสนิทไปกับผิวพรรณที่ดูเย้ายวนในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน แผ่นหลังของเธอพิงแนบไปกับเปลือกไม้ ขณะที่ใยบางส่วนรั้งช่วงอกและหัวไหล่ไว้จนเธอต้องแอ่นกายสู้แรงดึงดวงตาสีเทาเงินฉายแววดื้อรั้นท่ามกลางหยดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม บรรยากาศในสมรภูมิพลันดูตึงเครียดและมีเสน่ห์อย่างประหลาดเมื่อเห็นเธอพยายามบิดกายดิ้นรนออกจากพันธนาการที่โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายออกมาทุกมิติ



               "ปล่อยนะ!" โมนีก้ากัดฟันกรอด เธอรวบรวมพลังจากสายเลือดเซเรสส่งผ่านไปยังดาบสุริยคติ แสงสีเข้มจากอุกกาบาตระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกจนใยแมงมุมที่ว่าเหนียวที่สุดในโลกขาดสะบั้น ขณะที่เจสันและราหมัดกำลังพุ่งเข้าปะทะกับขาหน้าของอารัคเน่เพื่อดึงความสนใจ เจสันถูกแรงเหวี่ยงจากขาแมงมุมจนกระเด็นไปกระแทกโขดหิน ส่วนราหมัดก็ต้องใช้เคียวกันการโจมตีที่รัวเข้ามาไม่หยุด โมนีก้าที่หลุดออกมาได้ก็ไม่รอช้า เธอสปริงตัวขึ้นจากพื้นด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีพุ่งทะยานเข้าหาอารัคเน่จากมุมอับสายตา



               "จบกันที!" โมนีก้าแผดเสียงก้องพลางตวัดดาบสุริยคติฟาดฟันเข้าที่จุดอ่อนตรงรอยต่อระหว่างหัวและลำตัวของแมงมุมยักษ์อย่างแม่นยำ คลื่นพลังงานที่สะสมจากการโจมตีรอบด้านถูกปลดปล่อยออกมาในครั้งเดียว ร่างของอารัคเน่ระเบิดออกกลายเป็นฝุ่นผงกระจายไปในอากาศดึกดำบรรพ์ทันที



               เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง โมนีก้าก็หอบหายใจอย่างหนักจนอกกระเพื่อม เธอทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นหญ้าด้วยความเหนื่อยล้าสะสม แม้เธอจะมีรอยขีดข่วนน้อยที่สุดในกลุ่มเพราะร่างกายที่ถึกทนเกินคาด แต่ภารกิจกวาดล้างกองทัพนี้ก็สูบพลังเธอไปแทบเกลี้ยงเพราะความเหนื่อย ในขณะที่เจสันพยุงตัวขึ้นมาพลางเช็ดเลือดที่มุมปาก ราหมัดก็ขยับเอาอาวุธตัวเองพาดบ่าพ่นลมหายใจกันความเหนื่อย ส่วนอาริเอลก็เดินกะเผลกเข้ามาหาด้วยสภาพมอมแมม ทุกคนมองไปที่โมนีก้าที่กำลังนั่งปาดเหงื่อท่ามกลางซากอสุรกายที่ค่อย ๆ เลือนหายไป ความเงียบกลับคืนสู่ป่าครีเทเชียสอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่เหนื่อยอ่อนของนักเดินทางทั้งสี่คน


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(ผมไม่ใช่ลูกอะธีน่า....)
Quest Summary
สรุป

สู้กันแบบลุน ๆ 

[สู้โว้ย]

Loot & Rewards
หลักฐาน [จิ้ม]
กำจัด แดรกคีเน่ (มีค่า LUK 70+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) ได้รับ เกล็ดแดรกคีเน่ 9 ชิ้น, ขวดเลือดแดรกคีเน่ 12 ชิ้น
กำจัด เคลพี (มีค่า LUK 99+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) ได้รับ น้ำตาเคลพี จำนวน 1 ชิ้น
กำจัด อัคลัต (มีค่า LUK 60+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) ได้รับ หนังอัคลัต จำนวน 2 ชิ้น
กำจัด ธันเดอร์เบิร์ด (มีค่า LUK 100+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) ได้รับ ขนนกแห่งพายุ จำนวน 6 ชิ้น
กำจัด อารัคเน่ (มีค่า LUK 300+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) ได้รับ เข็มทอผ้าของอารัคเน่ จำนวน 2 ชิ้น
+2 ตื่นรู้จากการ กำจัด รากษส ครั้งแรก
+2 ตื่นรู้จากการ กำจัด ครอสส์ ครั้งแรก
+2 ตื่นรู้จากการ กำจัด อัคลัต ครั้งแรก
+2 ตื่นรู้จากการ กำจัด แดรกคีเน่ ครั้งแรก
+2 ตื่นรู้จากการ กำจัด ธันเดอร์เบิร์ด ครั้งแรก
+2 ตื่นรู้จากการ กำจัด อารัคเน่ ครั้งแรก
สรุปสิ่งที่ได้รับเพิ่ม : เกล็ดแดรกคีเน่ 9 ชิ้น, ขวดเลือดแดรกคีเน่ 12 ชิ้น, น้ำตาเคลพี 1 ชิ้น, หนังอัคลัต 2 ชิ้น, ขนนกแห่งพายุ 6 ชิ้น, เข็มทอผ้าของอารัคเน่ 2 ชิ้น
สรุปตื่นรู้ที่ได้รับ : 12 ตื่นรู้
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-2-1 13:55
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-2-1 13:55
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-1 12:47
God
ดู PM  โพสต์ 2026-2-1 12:46
โพสต์ 83559 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-1 08:46

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +12 ย่อ เหตุผล
God + 12

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-1 16:36:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-1 16:40

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 77 : ARK Survival Evolved เวอร์ชั่น เดมิก็อด ตอน ละครปาหี่

วันที่ xx เดือน xxx ปี xx • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ยุคครีเทเชียส

              ฝุ่นผงจากร่างของอารัคเน่ยังไม่ทันจะจางหายไปกับสายลมพัดแรงในยุคดึกดำบรรพ์ กลิ่นคาวเลือดและเขม่าสายฟ้ายังคงอบอวลชวนให้คลื่นเหียน โมนีก้าหอบหายใจจนตัวโยน เธอพยายามยันกายลุกขึ้นพลางเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตา แต่อีกด้านหนึ่ง ราหมัดกลับยืนนิ่งสงบผิดปกติ รอยยิ้มละมุนที่ประดับบนใบหน้าของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายคนกำลังกลั้นขำในใจ มันคือรอยยิ้มของผู้ชมที่รู้ว่าฉากไคลแมกซ์ของละครปาหี่เรื่องนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว



              ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือป่าครีเทเชียสที่เคยเป็นสีส้มแดงก็พลันถูกย้อมด้วยสีม่วงน่าสะพรึงกลัว เสียงฟ้าร้องไม่ได้ดังมาจากเมฆ แต่ดังออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า



              เปรี้ยง!!



              อัสนีบาตสีม่วงเข้มฟาดลงตรงหน้าพวกเขาทั้งสี่อย่างรุนแรงจนแผ่นดินแยกออกเป็นรอยไหม้เกรียม ควันสีดำจาง ๆ ลอยขลุ้งออกมาพร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากแสงจ้า เขาอยู่ในชุดคลุมฮู้ดสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงสว่างรอบตัว ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหน้ากากสีขาวเรียบเฉย ไร้รอยยิ้ม ไร้แววตา มีเพียงความว่างเปล่าที่มองไม่เห็นแม้แต่นัยน์ตาขังอยู่เบื้องหลังรูโหว่นั้น



              โมนีก้าขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณร้องเตือนว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่อสุรกายกิ๊กก๊อกเหมือนเมื่อกี้ มือของเธอขยับแตะกำไลสัมฤทธิ์เตรียมเรียกดาบสุริยคติออกมาอีกครั้งทันที



              ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะตั้งท่าเสร็จ ร่างในชุดคลุมดำก็เคลื่อนที่ไวกว่าความคิด เขาพุ่งผ่านอากาศไปประดุจเงาที่ไร้มวลสาร เพียงพริบตาเดียวหมัดหนัก ๆ ก็กระแทกเข้าที่กลางลำตัวของเจสัน อาริเอล และราหมัดอย่างรุนแรงจนทั้งสามกระเด็นไปนอนกองกับพื้นดินในหมัดเดียว ทุกอย่างมันเร็วเสียจนเจสันที่ควบคุมสายลมได้ยังไม่ทันได้กระพริบตาด้วยซ้ำ



              แต่กับโมนีก้า... ชายหน้ากากคนนั้นกลับเคลื่อนที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอในระยะประชิด ชนิดที่ว่าเธอสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากผ้าคลุมดำนั่น โมนีก้าจ้องมองหน้ากากสีขาวนั่นอย่างไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่เธอรับรู้ได้ผ่านเนตรแห่งฟีบี้ไม่ใช่แค่ความโกรธแค้น แต่มันคือจิตสังหารที่บริสุทธิ์และเข้มข้นจนเธอรู้สึกเหมือนลำคอถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น มันคือความต้องการฆ่าที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใดที่เธอเคยเจอมาตลอดการเดินทาง



              โมนีก้าสังเกตเห็นบางอย่างที่บิดเบี้ยว... ทุกอย่างรอบตัวเธอดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นค้างอยู่กลางอากาศ นกที่บินอยู่บนฟ้าขยับปีกช้าจนแทบไม่ขยับ ความจริงที่เธอไม่รู้คือ ราหมัดได้กางอาณาเขตเวลาแห่งโครนอสปกคลุมพื้นที่นี้ไว้หมดแล้ว ทำให้ชายหน้ากากคนนี้ดูราวกับเทพเจ้าแห่งความเร็วที่มองเห็นทุกอย่างเดินช้าลงไปหมด



              ชายสวมหน้ากากง้างหมัดขึ้นช้า ๆ ในสายตาของเขา แต่รวดเร็วปานสายฟ้าหนุ่มในสายตาโลกความจริง เขาชกเข้าที่ท้องน้อยของโมนีก้าเต็มแรง



              ปึก!



              ความรู้สึกมันแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด โมนีก้าไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อในทันที แต่มันคือแรงกระแทกที่ส่งผลถึงดวงวิญญาณ ร่างของเธอกระเด็นถอยหลังไปตามแรงเหวี่ยง... หรือนั่นคือสิ่งที่เธอคิด เพราะในวินาทีถัดมา เธอกลับพบว่าตัวเองยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอรีบก้มมองลงที่พื้นและต้องเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า 



              ร่างของเธอ... ร่างเนื้อที่กำลังนอนฟุบลงแทบเท้าของชายหน้ากากในสภาพหมดสติไปแล้ว แต่ตัวเธอในตอนนี้กลับยืนอยู่ด้วยสภาพโปร่งแสงจาง ๆ ราวกับวิญญาณที่ถูกกระชากออกจากร่างด้วยน้ำมือของยมทูต 



              ในขณะที่วิญญาณของโมนีก้ายืนนิ่งตะลึงงันด้วยความสับสนและหวาดกลัว ราหมัดที่นอนกองอยู่บนพื้นก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาเค้นเสียงครางออกมาคล้ายคนกำลังรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่ซ่านไปด้วยละอองทรายทองคำที่สั่นระริก เป็นการแสดงที่แนบเนียนจนน่าขนลุก ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาชายสวมหน้ากากด้วยความเร็วที่เหนือชั้น



              "อย่าแตะต้องเธอ!"



              เสียงของราหมัดดังก้องไปทั่วป่าดึกดำบรรพ์ เขาไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีชายชุดดำโดยตรง แต่กลับเอื้อมมือมาคว้าเข้าที่ร่างวิญญาณของโมนีก้าอย่างแม่นยำ ราหมัดออกแรงผลักดวงวิญญาณของเธอกลับเข้าสู่ร่างเนื้อที่นอนหมดสติอยู่ แรงกระแทกนั้นมหาศาลเสียจนความรู้สึกเหมือนถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าที่หน้าอกอย่างจัง โมนีก้าสะดุ้งสุดตัวเมื่อสติของเธอกลับคืนสู่กายหยาบ ทันทีที่วิญญาณเชื่อมต่อกับเส้นประสาท แรงส่งจากการผลักทำให้ร่างเนื้อของเธอกระเด็นถอยหลังไปตามพื้นดินจนฝุ่นตลบ



              เธอกลับเข้าร่างแล้ว แต่ภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น



              ชายในชุดคลุมสีดำสวมหน้ากากขาวไม่ได้ตามมาทำร้ายเธอต่อ เขากลับหันไปจัดการกับราหมัดที่เพิ่งจะขวางทางเขาแทน จิตสังหารที่พุ่งเป้ามายังเดมิก็อดสาวถูกโอนย้ายไปยังทายาทแห่งไททันทันที และในวินาทีที่กาลเวลาบิดเบี้ยวจนมองตามไม่ทัน วินาทีที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามันคือละครปาหี่ที่ถูกกำกับมาอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะร่างแยกของราหมัดได้ถอดชุดคลุมออกและสลับตำแหน่งกับตัวจริงในพริบตา



              ฉั๊วะ!!



              เสียงเนื้อฉีกขาดดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบของป่า ราหมัด (ร่างปลอม) กระอักเลือดคำโตออกมาจนเปื้อนไปทั่วหน้าอก ร่างกายของเขาถอยหลังกรูด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ชายสวมหน้ากาก (ซึ่งตอนนี้คือราหมัดตัวจริง) จึงก้มลงหยิบเคนทอสแห่งอนธการเคียวที่เคยเป็นของราหมัดร่างที่กำลังจะตายขึ้นมาพาดบ่า



              "อาวุธนี้... ข้าขอรับไปละนะ" น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและเย่อหยิ่งจนน่าขนลุก ชายหน้ากากไม่ได้เหลือบมองคนอื่นเลยแม้แต่น้อย เขาสลายร่างกลายเป็นแสงสีม่วงและหายวับไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความพินาศและร่างของเพื่อนร่วมทางที่กำลังจะหมดลมหายใจ



              "ราหมัด!"



              โมนีก้าแผดเสียงเรียกพลางพุ่งเข้าไปรับร่างของเขาไว้ก่อนที่เขาจะล้มฟาดพื้น เธอประคองร่างของราหมัดไว้ในอ้อมแขน มือของเธอสั่นระริกจนควบคุมไม่อยู่ เจสันที่เพิ่งจะทรงตัวลุกขึ้นมาได้ถึงกับยืนช็อกไปพร้อม ๆ กับอาริเอลที่ทำตะกร้าผลไม้หลุดมือ แววตาของทั้งคู่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น เพราะตอนนี้ราหมัดในอ้อมแขนของโมนีก้าหายใจรวยริน เลือดสีแดงฉานไหลออกจากปากไม่หยุด เขาขยับมือที่สั่นเทาขึ้นมาจับที่แก้มของโมนีก้าอย่างแผ่วเบา คราบเลือดสด ๆ ติดไปบนผิวแก้มเนียนของเธอเป็นรอยนิ้วมือที่ลบไม่ออก ทำเอาโมนีก้าช็อกจนพูดไม่ออก น้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มเอ่อคลอ



              "ฝาก... ที่เหลือด้วยนะ..." ราหมัดเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "ดูเหมือนหน้าที่ของผม... จะมาสุดแค่นี้ ผมดีใจที่... เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้แล้ว สิ่งนั้น... เมื่อกี้... มันอาจจะฆ่าทุกคน..." เขาขยับดวงตาที่เริ่มพล่ามัวมองไปทางชายป่า เบื้องหลังพุ่มไม้ขนาดยักษ์ ทีเร็กซ์ร่างมหึมายืนแยกเขี้ยวใหญ่น้ำลายไหลพรากอยู่ไม่ไกล มันคือเพชฌฆาตตัวเดียวกับที่บันทึกเคยระบุไว้ว่าโมนีก้าจะต้องตายด้วยน้ำมือของมัน แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างกลับบิดเบี้ยวไปหมด



              ราหมัดกระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ก่อนที่มือที่จับแก้มโมนีก้าจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงข้างตัว ดวงตาของเขาเบิกค้างมองตรงไปยังความว่างเปล่าอย่างสงบนิ่งแต่ชวนให้ช็อกถึงขีดสุด เขาสิ้นใจไปทั้งที่ดวงตายังลืมอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของเด็กสาวที่เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตเอาไว้



              ภาพนั้นทำเอาโมนีก้านั่งนิ่งงัน รอยเลือดบนแก้มเริ่มแห้งกรัง ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ยกเว้นเสียงคำรามต่ำ ๆ ของราชาแห่งไดโนเสาร์ที่กำลังขยับกายเข้ามาใกล้ ศพของเพื่อนร่วมทางที่เพิ่งจะสนิทกันได้ไม่นานนอนแน่นิ่งอยู่บนตักของเธอ ทิ้งให้ภารกิจและกาลเวลาที่พังพินาศตกอยู่ในกำมือของเดมิก็อดที่เหลือเพียงสามคนเท่านั้น


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(ซีรี่ย์นี้คุมโดยกุค่ะ--- กุตัวเอก) - ขอเปิดดันเจี้ยนทีเร๊กกก
Quest Summary
สรุป

-

[ราหมัด ออกตี้ไปแสดงละครปาหี่]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-1 17:10
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-2-1 17:10
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-2-1 17:10
โพสต์ 55854 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-1 16:36
โพสต์ 55,854 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-2-1 16:36
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-1 20:20:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-1 20:21

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 78 : ARK Survival Evolved เวอร์ชั่น เดมิก็อด ตอน ต้องห้าม(?)

วันที่ xx เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ยุคครีเทเชียส

              เสียงคำรามของทีเร็กซ์ที่มีร่างมหึมาดังก้องไปทั่วหุบเขา แรงสั่นสะเทือนจากเส้นเสียงของราชาแห่งสัตว์ร้ายทำเอาใบไม้เฟิร์นยักษ์สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นสาบสางและลมหายใจที่ร้อนระอุพุ่งเข้าปะทะร่างของเดมิก็อดทั้งสามที่กำลังจมอยู่ในกองซากปรักหักพังของความรู้สึก เจสันกัดฟันกรอดด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นในอก ในฐานะผู้นำ เขาปล่อยให้เพื่อนร่วมทีมต้องตายต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ความเศร้าเสียใจฉายชัดอยู่ในดวงตาหลังกรอบแว่น เช่นเดียวกับอาริเอลที่ยืนสั่นสะท้านไปทั้งตัว



              แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้นโมนีก้ากลับนิ่งสนิทอย่างน่าประหลาด เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้อง หรือแสดงอาการฟูมฟายใด ๆ มือของเธอยังคงโอบกอดร่างที่เย็นชืดของราหมัดไว้อย่างทะนุถนอม ใบหน้าของเธอนิ่งเรียบดุจผิวน้ำที่เยือกแข็งจนเป็นน้ำแข็ง แววตาสีเทาเงินนั้นว่างเปล่าทว่าแฝงไปด้วยความกดดันที่เย็นเยียบยิ่งกว่าความตาย



              ในจังหวะนั้นเจสันและอาริเอลจำต้องสลัดความเศร้าทิ้งเพื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายที่กำลังพุ่งเข้ามา เจสันเรียกสายฟ้าลงมาคลุมดาบเตรียมปะทะ ขณะที่อาริเอลตั้งท่าจู่โจมด้วยขาสัมฤทธิ์ ทว่าก่อนที่ทั้งคู่จะได้ลงมือ โมนีก้าก็ค่อย ๆ วางร่างของราหมัดลงบนพื้นหญ้าอย่างแผ่วเบา เธอสะบัดมือเพียงครั้งเดียว เถาวัลย์สีเขียวเข้มนับสิบเส้นก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน บรรจงพันธนาการร่างของราหมัดไว้เป็นม่านรังไหมอย่างมิดชิดเพื่อปกป้องเขาจากสิ่งรบกวนทั้งปวง



              ก่อนที่โมนีก้าลุกขึ้นยืนช้า ๆ เธอหันไปมองทีเร็กซ์ที่กำลังอ้าปากกว้างเตรียมจะขย้ำพวกเธอ ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนที่จะใช้ความรุนแรงหากไม่จำเป็น แต่วินาทีนี้ความเมตตาดูจะเป็นสิ่งที่เธอทำหายไปพร้อมกับลมหายใจของคนในอ้อมกอดเมื่อครู่



              “น่ารำคาญ...”



              โมนีก้าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบสนิทจนน่าขนลุก เธอไม่ได้หลบหลีกการโจมตี ไม่ได้ตั้งท่าป้องกัน แต่กลับเดินเข้าหาไดโนเสาร์ขนาดยักษ์โดยไม่กระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว ในเสี้ยววินาทีที่ทีเร็กซ์พุ่งศีรษะลงมา โมนีก้าเพียงแค่กระแทกฝ่ามือลงบนพื้นดิน พลังธรณีและพฤกษาในระดับสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตาเดียว รากไม้ขนาดมหึมาที่มีปลายแหลมคมดุจหอกเหล็กพุ่งทะลวงขึ้นมาจากใต้ดิน ปักเข้าที่ลำคอและทะลุออกทางสมองของราชาแห่งป่าอย่างแม่นยำและรุนแรงจนหัวของมันแทบจะขาดออกจากบ่า



              ร่างมหึมาของทีเร็กซ์ล้มตึงลงทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้องสุดท้าย แรงกระแทกจากการล้มทำให้ท้องของมันที่พองโตปริแยกออก และสิ่งที่ไหลออกมาจากช่องท้องที่ฉีกขาดคือไข่ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่ดูสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ โมนีก้ายืนนิ่งมองซากศพของสัตว์ร้ายที่เธอเพิ่งปลิดชีพไปในนัดเดียวด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะหันไปพูดกับเจสันและอาริเอลที่กำลังยืนอึ้งกับภาพความโหดเหี้ยมที่คาดไม่ถึง



              “เก็บสิ่งที่ได้มาค่ะ... ไข่พวกนั้นน่าจะมีประโยชน์ในภายหลัง” โมนีก้าเอ่ยเรียบ ๆ พลางเดินกลับไปที่รังไหมเถาวัลย์ที่ห่อหุ้มร่างของราหมัดไว้ “แต่ตอนนี้... เราคงต้องพาราหมัดไปพักผ่อนเสียที” คำว่าพักผ่อนของโมนีก้าเธอหมายถึงการทำพิธีสุดท้ายให้กับเพื่อนร่วมทางผู้ล่วงลับ บรรยากาศรอบตัวโมนีก้าในตอนนี้เต็มไปด้วยรังสีของความเด็ดขาดที่แม้แต่เจสันยังไม่กล้าเอ่ยปากค้าน ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมสมรภูมิอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านร่างไร้วิญญาณของราชาไดโนเสาร์และรังไหมสีเขียวเข้มที่เก็บงำความลับของละครปาหี่ครั้งใหญ่นี้เอาไว้



              เปลวไฟสีส้มสว่างลุกโชนขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าดึกดำบรรพ์ โมนีก้าขยับปลายนิ้วเพียงแผ่วเบา บงการให้เถาวัลย์นับร้อยพันเกี่ยวประสานกันจนกลายเป็นโลงศพที่ดูงดงามทว่าเปราะบาง ก่อนที่โมนีก้าจะจุดไฟเผามันเพื่อส่งร่าง (ที่เธอเชื่อว่าเป็น) ของราหมัดกลับสู่เถ้าถ่าน แสงไฟสะท้อนในดวงตาสีเทาเงินที่นิ่งสนิท เธอไม่ได้เบือนหน้าหนี แต่กลับยืนจ้องมองเปลวเพลิงที่กำลังกัดกินความทรงจำสั้น ๆ ของเพื่อนร่วมทางอย่างเงียบงัน



              ข้างกายของเธอ เจสัน เกรซ ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับ ในฐานะบุตรแห่งจูปิเตอร์และอดีตพรีเตอร์ ผู้นำที่ถูกวางไว้บนแท่นบูชาแห่งความหวังเสมอมา ความตายของราหมัดเหมือนเป็นค้อนยักษ์ที่ทุบลงบนความภูมิใจและหน้าที่ของเขา เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ โทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เขาช้าเกินไป พลังสายฟ้าในตัวเขามันจะมีประโยชน์อะไรหากไม่อาจปกป้องคนที่อยู่ตรงหน้าได้ ความเป็นผู้นำในสายเลือดกลับกลายเป็นพิษร้ายที่กัดกินหัวใจเขาจนแทบจะยืนไม่อยู่



              อาริเอลไม่ได้ส่งเสียงสะอื้น แต่หยดน้ำตาใส ๆ กลับไหลพรากอาบแก้มไม่ขาดสาย เธอทำได้เพียงยืนกอดตะกร้าผลไม้ที่เหลืออยู่ไว้แน่น มองดูเปลวไฟด้วยความรู้สึกที่แตกสลายไม่ต่างกัน



              “ความสูญเสียมันโหดร้ายขนาดนี้เลยสินะคะ...”



              โมนีก้าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวราวกับจะปลิวไปกับสายลม เธอไม่ได้รอคำตอบ ในใจของเธอนึกไปถึงเรื่องราวที่เคยได้รับรู้มา... เรื่องที่เลสเตอร์หรืออะพอลโลจะต้องสูญเสียเจสันไปในสักวันหนึ่ง ความตายมันคือธรรมชาติที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว เกิด แก่ เจ็บ และตาย ไม่ว่าจะถูกพรากไปด้วยน้ำมืออสุรกายหรือวันเวลา มันก็คือจุดจบที่ทุกคนต้องเผชิญ



              เมื่อโมนีก้าเหลือบไปเห็นมือของเจสันที่สั่นระริกไม่หยุด โมนีก้าจึงขยับมือเข้าไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่แรงบีบที่มั่นคงนั้นเป็นเหมือนสมอเรือที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของเจสันให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ให้เขารับรู้ว่าเขายังไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เจสันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะกระชับมือตอบ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านถึงกันในวินาทีที่หัวใจแหลกสลายนั้นมันช่างซับซ้อน



              มันไม่ใช่ความรักที่หวังจะสานต่อในแบบชู้สาว และทั้งคู่ก็รู้ดีว่าไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งนั้นในเส้นทางที่บิดเบี้ยวนี้ แต่มันคือความรู้สึกต้องห้ามในรูปแบบของความผูกพันที่เกิดจากการร่วมชะตากรรม ความรู้สึกที่ว่าในจักรวาลที่กว้างใหญ่และกาลเวลาที่พังพินาศนี้ พวกเขามีเพียงกันและกัน... เหลือเพียงสามชีวิตที่ต้องก้าวต่อไปท่ามกลางซากศพของความล้มเหลว



              ในขณะที่เปลวไฟเริ่มมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านสีขาวที่ถูกลมพัดกระจายไปตามพื้นป่าครีเทเชียส ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนเจ็บปวดและเงาของคนสามคนที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างกันใต้แสงดาวที่เยือกเย็น



              ความเงียบสงัดภายในบ้านพักที่สร้างจากไม้และใบเฟิร์นยักษ์ดูจะหนักอึ้งกว่าปกติ เมื่อสมาชิกที่เคยมีสี่คนกลับเหลือเพียงสามคน กองไฟที่เคยมอดดับไปแล้วถูกจุดขึ้นใหม่โดยเจสันที่นั่งนิ่งมองเปลวเพลิงด้วยแววตาว่างเปล่า โมนีก้าทิ้งตัวนั่งลงบนกองฟางหนานุ่ม พลางมองไปยังพื้นที่ว่างที่ราหมัดเคยนั่งพัก ความสับสนเรื่องกาลเวลายังคงรบกวนจิตใจของเธอไม่เลิกรา หากราหมัดคือคนที่ควรจะช่วยพวกเธอ แต่เขากลับต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ เส้นกาลเวลาที่พวกเธอกำลังเดินอยู่นี้มันจะบิดเบี้ยวไปถึงไหนกันแน่



              “เราต้องมีชีวิตรอดกลับไปให้ได้...” โมนีก้าเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงของเธอแหบพร่า “ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เราต้องไม่ให้การเสียสละของเขาเปล่าประโยชน์” สิ้นคำนั้นเจสันก็พยักหน้าช้า ๆ พลางขยับแว่นสายตา ขณะที่อาริเอลขยับเข้ามานั่งชิดโมนีก้ามากขึ้น ราวกับต้องการการยืนยันว่าพวกเขาทั้งสามจะไม่มีใครหายไปอีกแล้ว



บันทึกการเดินทาง (ที่แสนยาวนานของโมนีก้า)


              เดือนที่ 7 ช่วงเดือนนี้พวกเราต้องฮีลใจกันหนักมากจริง ๆ ความสูญเสียมันกัดกินหัวใจจนบางวันฉันแทบไม่อยากจะลุกขึ้นมาหาผลไม้กิน ความคิดถึงบ้าน คิดถึงช่วงเวลาที่เคยมีความสุขมันถาโถมเข้ามาจนหายใจไม่ออก พวกเรามักจะไม่ค่อยคุยกันเรื่องความเศร้า แต่เลือกที่จะสัมผัสและกอดกันแทน ฉันกอดทั้งเจสันและอาริเอลทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ บางคืนความหนาวและความหวาดกลัวก็ทำให้ฉันเผลอหลับไปในอ้อมกอดของเจสัน... มันคือความอบอุ่นที่ฉันโหยหาที่สุดในยุคที่ไร้ความปรานีนี้


              เดือนที่ 8 การเดินทางตามหาสิ่งของหลงยุคที่พาเรามาที่นี่ยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางป่าครีเทเชียสที่กว้างใหญ่ ความเศร้าเริ่มจางลงแต่เปลี่ยนเป็นความเงียบเหงาแทน ฉันกลายเป็นคนพูดน้อยลงจนอาริเอลต้องคอยเดินตามชวนคุยอยู่เสมอ แต่สิ่งที่รบกวนใจฉันที่สุดคือสายตาที่ฉันกับเจสันมองกัน... มันมีบางอย่างที่มากกว่าเพื่อนร่วมทาง แต่มันคืออะไรฉันก็ยังไม่อยากจะหาคำตอบ เพราะในโลกนี้ไม่มีที่ว่างให้กับการสานต่อความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนไปมากกว่าความอยู่รอด


              เดือนที่ 9 ชีวิตประจำวันของพวกเราเริ่มเข้าสู่รูทีนเดิม ๆ คือการสำรวจพื้นที่และหาอาหารประทังชีวิต ความเบื่อหน่ายเริ่มเข้ามาแทนที่ความเศร้าทีละนิด ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะมันหมายความว่าเราเริ่มยอมรับความจริงได้แล้วว่าเราต้องเดินต่อไปแม้จะไม่มีราหมัดอยู่ข้าง ๆ อีกแล้ว


              เดือนที่ 10 ฉัน... ฉันทำไม่ได้... ฉันพยายามจะหักห้ามใจ แต่ความใกล้ชิดมันทำร้ายฉัน ฉันคิดถึงเลสเตอร์ ฉันอยากกลับไปหาเขา ฉันไม่อยากทำผิดต่อความรู้สึกของตัวเอง ความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นกับเจสันมันคือกับดักของความเหงา แม้เจสันจะบื้อเรื่องโรแมนติกแค่ไหน แต่สัมผัสจากเขามันทำให้ฉันเผลอคิดไปไกลจนต้องตบหน้าตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ทุกวัน


              เดือนที่ 11 ช่วงนี้ฉันกับอาริเอลอยู่ด้วยกันบ่อยขึ้นเป็นพิเศษ ฉันจงใจถอยห่างจากเจสันออกมานิดหน่อย ไม่ใช่ว่าเราทะเลาะกันนะ แต่เราต่างรู้ดีว่านี่คือการให้เกียรติคนที่รอเราอยู่ที่ปลายทางของกาลเวลา เจสันเองก็ดูจะเข้าใจ เขามุ่งมั่นกับการฝึกดาบและดูแลความปลอดภัยของแคมป์มากขึ้น ราวกับจะใช้แรงกายดับความฟุ้งซ่านในใจของเขาเหมือนกับฉัน


              เดือนที่ 12 หนึ่งปีเต็มแล้วที่เราติดอยู่ที่นี่... วันนี้ฉันกลับมาคุยกับเจสันได้สนิทใจอีกครั้ง เราสองคนมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาโดยไม่ต้องมีคำพูดมากมาย ตอนนี้คำว่า ‘เพื่อน’ มันชัดเจนและหนักแน่นกว่าความหวั่นไหวที่เคยเกิดขึ้น เราเป็นเพื่อนแท้ที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน และนั่นคือสิ่งที่วิเศษที่สุดที่ฉันได้รับจากยุคไดโนเสาร์นี้


โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม

(เปิดเซฟ ARK: Survival Evolved เวอร์ชั่นหดหู่นิดหน่อย)


              และแล้วเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 13 บรรยากาศยามบ่ายในป่าดึกดำบรรพ์ดูจะสงบเงียบกว่าทุกวัน โมนีก้า เจสัน และอาริเอล นั่งล้อมวงกินผลไม้และเนื้อโดโด้ย่างกันอย่างเรียบง่ายท่ามกลางรากไม้ใหญ่ขณะหยุดพักจากการสำรวจพื้นที่ทางทิศเหนือ “รสชาตินกนี่เริ่มจะเหมือนเนื้อไก่ขึ้นทุกวันแล้วนะ หรือฉันแค่ชินไปเองก็ไม่รู้” โมนีก้าบ่นพลางเคี้ยวเนื้อนกเหนียว ๆ ที่บ่งบอกว่าเธอชอบมันแต่ก็ไม่ชอบความเหนียวของมันเท่าไร



              “ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่นะครับ อย่างน้อยก็ดีกว่ารากไม้” เจสันตอบพลางหัวเราะเบา ๆ ในขณะที่เขามองดูโมนีก้าหน้าเบ้ที่ต้องทนกินอาหารที่เธอไม่ค่อยปลื้มนัก จู่ ๆ อาริเอลที่กำลังก้มเก็บกิ่งไม้แห้งก็ร้องทักขึ้น “เอ๊ะ! นี่มันอะไรคะนะคะ? ของหลงยุคชิ้นหรือเปล่า?” เจสันและโมนีก้าชะโงกหน้าเข้าไปดูในพุ่มเฟิร์นที่อาริเอลชี้ สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ชิ้นส่วนเครื่องยนต์หรือยางรถยนต์ แต่กลับเป็นหนังสือนิยายเล่มหนาที่หน้าปกเขียนว่า "Percy Jackson & The Olympians" สภาพของมันดูใหม่เอี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อท่ามกลางโคลนตม



              “หนังสือนิยายของ...รุ่นพี่เพอร์ซีย์เนี่ยนะ?” โมนีก้าขมวดคิ้ว แววตาสีเทาเงินเบิกกว้างด้วยความตกใจเพราะนี้มันนิยายที่ใครนะ? คนที่ชื่อใครนะ สักคนเป็นคนเขียนไหมนะ ที่เอาเรื่องราวเดมิก็อดที่เกิดขึ้นไปเขียน แน่นอนว่าทันทีที่ปลายนิ้วของโมนีก้าแตะลงบนหน้าปกหนังสือ แสงสีม่วงทองระเบิดออกอย่างรุนแรงจนทัศนียภาพรอบตัวกลายเป็นเพียงเส้นแสงที่พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว แรงดึงมหาศาลกระชากร่างของทั้งสามคนให้ลอยเคว้งขึ้นจากยุคครีเทเชียสในพริบตาเดียว



              แสงสีม่วงทองระเบิดออกอย่างรุนแรงจนภาพของผืนป่าครีเทเชียสพร่าเลือนไปในชั่วพริบตา ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากผ่านท่อแคบ ๆ กลับมาเยือนอีกครั้งจนทั้งสามคนต้องหลับตาแน่น พลังงานมหาศาลเหวี่ยงร่างของพวกเขาหมุนวนอยู่ในความว่างเปล่าเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่แรงโน้มถ่วงจะดึงพวกเขากลับลงมาสู่พื้นผิวที่คุ้นเคย



              ตุ้บ!



              แรงกระแทกนั้นนุ่มนวลกว่าที่คิด เพราะพวกเขาร่วงลงมาบนท็อปเปอร์หนานุ่มที่โมนีก้าเคยเอาออกมาตกแต่งไว้ กลิ่นอับชื้นของเหล็กและคราบสนิมจาง ๆ กลับมาแตะจมูกแทนที่กลิ่นชื้นของป่าดงดิบ แสงสลัวจากโคมไฟแอลอีดีพกพาที่ยังคงส่องสว่างอยู่มุมห้องช่วยยืนยันพิกัดได้เป็นอย่างดี พวกเขากลับมาอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ใบเดิมบนเรือสินค้าลำเดิมที่กำลังจอดเทียบท่าอยู่ที่ไหนสักที่



              กลับมาแล้ว…


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(กลับมาแล้ว แฟนไม่รู้ววว เพราะงั้นไม่โดนอะไร ถถ)
Quest Summary
สรุป

กลับมาแล้วจ้า โมนีก้า เจสัน อาริเอล กลับมาปี 2015 

[คณะเดินทางกลับมายังวันที่ 22 เมษายน 2015 - คลองสุเอซ]

Loot & Rewards
(กำจัดทีเร็กซ์) [จิ้ม]
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-2-1 20:35
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-2-1 20:35
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-1 20:34
โพสต์ 76,590 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2026-2-1 20:20
โพสต์ 76590 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-1 20:20
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-1 23:05:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-2 10:34

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 79 : ถึงสักทีย์ ประเทศกรีซ

วันที่ 25 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ท่าเรือพิราอุส ประเทศกรีซ

            โมนีก้าทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนท็อปเปอร์อย่างหมดแรง เธอหลับตาลงพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เอาอากาศที่มีกลิ่นน้ำมันเครื่องและไอเค็มของทะเลเข้าไปแทนที่กลิ่นดินโคลนดึกดำบรรพ์ “ในที่สุด... ในที่สุดเราก็กลับมาสักที” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ความรู้สึกสับสนระหว่างช่วงเวลาหนึ่งปีที่เพิ่งผ่านไปกับวินาทีปัจจุบันมันตีกันนัวเนียในหัวจนเธออยากจะหลับไปสักสามวันสามคืน



            แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์เรือค่อย ๆ เบาลง ตามมาด้วยเสียงโซ่สมอที่ถูกปล่อยลงสู่ผืนน้ำและเสียงตะโกนพนักงานท่าเรือที่แว่วเข้ามาไกล ๆ บ่งบอกว่าเรือสินค้าลำนี้ได้เดินทางผ่านคลองสุเอจมาจนถึงจุดหมายปลายทางที่พวกเขารอคอยแล้ว



            กรีซ... แผ่นดินแห่งเทพเจ้า



            “ถึงแล้ว... เราถึงกรีซแล้วจริง ๆ ใช่ไหมคะ?” อาริเอลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนัก เธอขยับเข้าไปหาโมนีก้าก่อนจะโผเข้ากอดเพื่อนสาวไว้อย่างแน่นหนา ราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วโมนีก้าจะหายกลับไปในยุคไดโนเสาร์อีกรอบ “ฉันนึกว่าจะต้องกินเนื้อนกโดโด้ไปตลอดชีวิตแล้วซะอีกนะคะ!” คำนั้นทำเอาโมนีก้าหัวเราะเบา ๆ พลางกอดตอบอาริเอล เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นน้อย ๆ จากไหล่ของเพื่อนสาวที่แสดงถึงความตื่นตัน 



            เจสันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ เขาใช้มือหนาพาดลงบนบ่าของอาริเอลแล้วลูบหลังเบา ๆ เป็นการปลอบประโลม แววตาหลังกรอบแว่นของเขาฉายแววโล่งใจอย่างที่สุด แม้ใบหน้าจะยังคงร่องรอยความเหนื่อยล้าจากชีวิตกลางป่ามานานนับปี “พวกเรามาถึงแล้วครับ” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นทว่าอ่อนโยน “เรากลับมาในจุดที่เราควรจะอยู่ และเรามาถึงที่หมายแล้ว”



            โมนีก้าผละออกจากกอดของอาริเอล เธอพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งพลางปัดฝุ่นออกจากชุดบอดี้สูท “ถึงจะถึงแล้วแต่เรายังชะล่าใจไม่ได้นะคะ ตอนนี้เราต้องวางแผนกันก่อน แต่ดูจากสภาพแต่ละคนตอนนี้... ฉันว่าเราควรไปหาที่พักที่มันไม่ใช่กล่องเหล็กนี่สักหน่อยเถอะค่ะ พรุ่งนี้ค่อยมาประชุมกันว่าจะเอายังไงต่อ”



            เจสันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว “นั่นเป็นความคิดที่ดีครับ เราต้องการความสดชื่นและอาหารที่รสชาติเหมือนอาหารมนุษย์จริง ๆ สักมื้อ” ทั้งสามคนช่วยกันเก็บข้าวของที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว โมนีก้าใช้แหวนดาราจรัสดูดเก็บท็อปเปอร์และของตกแต่งทั้งหมดกลับเข้าห้วงมิติ ทิ้งให้ตู้คอนเทนเนอร์กลับมาว่างเปล่าและมืดสลัวเหมือนเดิม และแน่นอนว่าเจสันอาศัยจังหวะที่คนงานท่าเรือกำลังวุ่นวายกับการขนย้ายสินค้าทางด้านหน้าเรือ ค่อย ๆ แง้มประตูตู้คอนเทนเนอร์ออกอย่างเงียบเชียบ



            สายลมยามค่ำคืนของกรีซพัดเข้ามาปะทะใบหน้า มันเป็นลมที่เย็นสบายและมีกลิ่นอายของตำนานที่คุ้นเคย ทั้งสามคนลอบออกจากตู้คอนเทนเนอร์ เลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ของเรือสินค้า ก่อนจะกระโดดลงสู่ท่าเรือพิราอุสอย่างแผ่วเบาประดุจเงาพราย



            พวกเขารีบเดินเท้าออกจากเขตกักกันสินค้า มุ่งหน้าเข้าสู่ย่านชุมชนที่ยังคงมีแสงไฟสลัวจากร้านค้าและโรงแรมรายวันเล็ก ๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมท่าเรือ โมนีก้าเลือกโรงแรมไม้เก่า ๆ ที่ดูไม่สะดุดตาและดูเหมือนเจ้าของจะไม่ค่อยสนใจตรวจสอบเอกสารอะไรมากมายนัก เธอจัดการเปิดห้องพักรายวันด้วยเงินตราที่เตรียมมา พร้อมกับพาเจสันและอาริเอลเข้าไปหลบซ่อนตัวจากสายตาผู้คน



            เมื่อประตูห้องพักปิดลง โมนีก้าก็ทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนพื้นไม้เสียงดังปึก เธอหันไปมองหน้าเจสันและอาริเอลที่ยืนอยู่กลางห้องพักแคบ ๆ “พักผ่อนเถอะ... คืนนี้ขอให้ลืมเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ หรือเรื่องไดโนเสาร์ไปให้หมด พรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่ในกรีซ” เจสันพยักหน้าพลางถอนหายใจยาว ความตึงเครียดที่แบกมาตลอดหนึ่งปีดูจะบรรเทาลงบ้างเมื่อได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยชั่วคราว 



            ขณะที่อาริเอลทิ้งตัวลงบนเตียงแข็ง ๆ อย่างไม่เกี่ยงงอน เพราะตอนนี้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำพวกเขาทั้งสามคนในทันทีที่หัวถึงหมอน เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่รอคอยอยู่ในดินแดนแห่งทวยเทพในวันพรุ่งนี้



            ในคืนนั้น



            อาริเอลหลับสนิทไปอย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนเพลียที่สะสมมานาน ทิ้งให้ภายในห้องพักที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง โมนีก้านั่งเอนหลังพิงหัวเตียงไม้เก่า ๆ ดวงตาสีเทาเงินทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมายผ่านหน้าต่างบานเล็กที่เห็นเพียงเงาของท่าเรือปิราอุสในยามค่ำคืน เธอยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน แม้แต่รองเท้าก็ยังไม่ได้ถอดออก ราวกับว่าร่างกายยังไม่พร้อมจะยอมรับความผ่อนคลายในทันที



            เจสันที่ยืนสำรวจความเรียบร้อยของหน้าต่างและประตูห้องพักเสร็จสิ้นแล้ว หันมามองรุ่นน้องสาวที่ยังคงนั่งนิ่งประดุจรูปปั้น เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินขยับเข้ามานั่งลงข้าง ๆ เธอที่ขอบเตียง แรงยุบตัวของฟูกนอนทำให้โมนีก้าหลุดออกจากภวังค์ เธอเหลือบมองเขาเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร



            “ยังนอนไม่หลับเหรอครับ?” เจสันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อยพลางประสานมือไว้ที่ตัก ท่าทางของเขายังคงมีความระแวดระวังตามสไตล์ผู้นำ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นห่วงแฝงอยู่อย่างปิดไม่มิด เจสันรู้ดีว่าหนึ่งปีในยุคครีเทเชียสมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับโมนีก้า โดยเฉพาะความสูญเสียที่เกิดขึ้นก่อนที่พวกเธอจะวาร์ปกลับมา



            คำนั้นทำให้โมนีก้าขยับยิ้มบาง ๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตา “คงยังตื่นเต้นกับที่ได้นอนโรงแรมมั้งคะเจสัน... ไม่ได้นอนเตียงที่มีฟูกมาตั้งหนึ่งปี ฉันเลยทำตัวไม่ค่อยถูกน่ะ”



            เจสันพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “โมนีก้า... เรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่น ผมอยากให้คุณรู้ว่าคุณทำดีที่สุดแล้วนะ ทั้งเรื่องนั้น.... เรื่องของราหมัด... ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะจบแบบนั้น”



            โมนีก้านิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เธอรู้ดีว่าเจสันเองก็แบกความรู้สึกผิดไว้ไม่ต่างกัน แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เจาะลึกลงไปในแผลใจนั้นอีก เธอหันไปสบตากับเขาตรง ๆ ก่อนจะถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจมาสักพัก “แล้วนายล่ะ... กลับมาถึงกรีซปี 2015 แล้ว ได้ลองติดต่อไพเพอร์ดูหรือยัง?”



            เจสันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาสั่นไหวเมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาวที่เป็นดั่งดวงใจ เขาพยักหน้าช้า ๆ “เรียบร้อยครับ... ผมส่งข้อความไอริสไปหาเธอตอนที่เราแอบแวะพักก่อนมาโรงแรม เธอปลอดภัยดี และดูเหมือนว่าสำหรับฝั่งนั้น เราเพิ่งหายไปได้ไม่นานนัก” โมนีก้าพยักหน้าตามจังหวะคำพูดของเขา เธอรู้สึกโล่งใจแทนเจสันอย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันเธอก็นึกถึงเลสเตอร์ที่รอเธออยู่ในปี 2026 ช่วงเวลานี้มันเป็นช่วงเวลาของเจสัน ของวีรบุรุษที่มีภารกิจและคนที่รักรออยู่ตรงหน้า ส่วนเธอเป็นเพียงผู้มาเยือนจากอนาคตที่บังเอิญถูกพัดพามาในกระแสน้ำวนเดียวกัน



            การนั่งอยู่เคียงข้างกันในคืนนี้มันแตกต่างจากคืนเดือนที่สิบในยุคดึกดำบรรพ์อย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกหวั่นไหวที่เคยเกิดขึ้นจากความเหงาและที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวมันได้จางหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงความผูกพันที่หนักแน่นในฐานะเพื่อนที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เจสันไม่ได้พยายามจะข้ามเส้น และโมนีก้าเองก็ชัดเจนในพื้นที่ของตนเอง พวกเขามองเห็นกันและกันเป็นคนสำคัญในครอบครัวชั่วคราวที่สร้างขึ้นท่ามกลางอันตราย



            “ขอบคุณนะเจสันที่อยู่ข้างกันมาตลอดปีนั่น” โมนีก้าเอ่ยพร้อมกับยื่นมือไปแตะแขนของเขาเบา ๆ “ถ้าไม่มีนาย ฉันคงโดนทีเร็กซ์กินตั้งแต่วันแรกไปแล้วล่ะ”



            เจสันยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวันที่ดูผ่อนคลายจริง ๆ เขาใช้มือหนาตบหลังมือเธอเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยน “เราช่วยกันต่างหากครับ และผมก็ดีใจนะที่เรายังมีกันอยู่ครบ... เกือบครบ” เขาหยุดคำพูดไว้นิดหนึ่งเมื่อนึกถึงราหมัด ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “นอนพักเถอะครับโมนีก้า พรุ่งนี้เรายังมีงานต้องทำอีกเยอะ”



            โมนีก้าพยักหน้า เธอเอนกายลงนอนบนหมอนแข็ง ๆ พลางมองเจสันที่ขยับไปนั่งเฝ้ายามอยู่ที่เก้าอี้ไม้ข้างเตียง เขาปฏิเสธที่จะนอนพักและเลือกที่จะทำหน้าที่ผู้ปกป้องเหมือนเคย ความรู้สึกปลอดภัยที่ได้มีเจสัน เกรซ อยู่ในห้องเดียวกันทำให้เปลือกตาของเธอเริ่มหนักอึ้งขึ้นทีละนิด ความวุ่นวายของโลกภายนอกและภารกิจที่รออยู่ในวันพรุ่งนี้ยังคงมีอยู่ แต่ในวินาทีนี้... ความสงบชั่วคราวคือสิ่งเดียวที่พวกเขาทั้งคู่ปรารถนา


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(กลับมาสักกะทีย์)
Quest Summary
สรุป

-

[เดินทางถึง ท่าเรือพิราอุส ประเทศกรีซ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-2-2 01:35
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-2 01:35
โพสต์ 55615 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-1 23:05
โพสต์ 55,615 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-2-1 23:05
โพสต์ 55,615 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-2-1 23:05
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้