[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-22 20:55

Portrait 1
Portrait 2
Portrait 3
Portrait 4
Portrait 5
CAMP JUPITER
OPERATION:

SAVE THE
GOLDEN BOY
(AGAIN)

By Moneka M. Blossom × Arielle
Moneka M. Blossom Arielle
RIFTS ARE SWALLOWING ERAS, DEMIGODS, AND ONE VERY IMPORTANT ROMAN. BALANCE THE SCALES OF TIME OR BECOME THE NEXT MISSING LEGEND.

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา ลงทะเบียน

×

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 11264 ไบต์และได้รับ 8 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-21 01:31
โพสต์ 2025-12-22 11:54:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2025-12-22 12:12

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 01 : ประชุมสภา Part 1

วันที่ 20 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเที่ยง เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป อาคารสภาเซเนท กรุงโรมใหม่ ค่ายจูปิเตอร์

           แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันนั้นสาดส่องผ่านช่องวงกลมบนเพดานโดมของโถงห้องสภาเซเนท เงาทอดลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงาที่สลักเสลาเป็นรูปนกอินทรีสัญลักษณ์ของโรม บรรยากาศภายในห้องนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานและมนต์ขลังเก่าแก่ เสียงฝีเท้าของเหล่าสมาชิกสภาเซเนทและแขกผู้มีเกียรตินั้นกระทบกับพื้นหินดังห้องกังวานไปทั่วห้องโถงกว้างขวาง ก่อนที่จะค่อย ๆ เงียบลงเมื่อทุกคนเข้าประจำที่บนม้านั่งหินอ่อนโค้งตามลำดับยศของแต่ละคน


           ทว่าหนึ่งในนั้น เจ้าของเรื่อง… เอสต้า หรือก็คือ โมนีก้า เอ็ม บลอสซัม ในสายตาของเธอภาพรวมทั้งหมดดูเหมือนห้องประชุมสภาโบราณเก่ากึ๊กที่ถูกยกมาแปะปลายปี 2025 เพราะอีกแค่ 10 วันก็จะถึงปี 2026 แล้วด้วยซ้ำแบบไม่ถามความสมัครใจสักคน


           ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังนัยน์ตาหลายคู่ต่างจับจ้องไปยังศูนย์กลางของสภาแห่งนี้ ที่นั้นมีบุคคลสำคัญนั่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบไม่ว่าจะเป็นลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส คนทำบัญชีสุดเนียบ ควินตัส แอนเดอร์สัน แฟรงค์ จาง ในวัยสามสิบเอ็ด และเฮเซล เลเวสก์ ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็น่าจะมีใบหน้าเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีเหล่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติอย่างซาวันนาห์ รุ่นพี่กองร้อยที่สอง อารีเอล เป็นเอมพูซ่า และแอสเทอเรี่ยนจากกองร้อยสำคัญ


           รวมถึงเธอ โมนีก้า ไม่สิ… ต้องเรียกว่าเอสต้ามากกว่า ร่างกายที่เธอใช้ตอนนี้เป็นที่โดนคำว่าผู้ถูกตีตราเป็นคนแบกรับภาระแห่งคำพยากรณ์ที่ทุกคนต่างรอคอยจะรับฟัง ทุกคนเหมือนจะรับรู้ได้ถึงกระแสกดดันบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ คล้ายประกาศกลาย ๆ ว่าพรุ่งนี้อาจจะเป็นวันเริ่มต้นอะไรสักอย่างที่ถอยหลังไม่ได้แม้แต่น้อย 


           เสียงไม้เท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังขึ้นสามครั้ง กึก กึก กึก


           มันดังก้องกังวานชัดเจนพอที่จะเสียงฮือฮาเล็ก ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในเงียบลงไปทันที เป็นสัญญาณเริ่มต้นวาระสำคัญการประชุมในครั้งนี้ สมาชิกทุกคนนั้นขยับตั้งตัวยืนตรงเหมือนถูกสั่งให้เข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้าหน้าเสาธง เอสต้ามองภาพรวมเหล่านี้ด้วยสายตาที่แสนเรียบเฉ ยเพราะเธอรู้ว่าในกระดาษนั้นคงเขียนบรรยายว่าเป็นบรรยากาศอันทรงเกียรติ แต่ในหัวของเอสต้าเธอมองว่ามันคือคาบแนะแนวเวอร์ชั่นจริงจังกว่าเดิมมากกว่าเสียอีก ถามว่ามีประโยชน์ไหม เธอยังไม่รู้เลย


           ก่อนที่ไม่นาน เฮเซล เลเวสก์จะขยับตัวเล็กน้อย นัยน์ตาของเธอสะท้อนแสงจากโดมด้านบนจนดูเด่นขึ้นไปอีก เฮเซลกวาดสายตามองรอบห้องประชุมสภาเซเรท ประสานสายตากับเหล่าสมาชิกและแขกรับเชิญทั้งหลาย ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่พร้อมสำหรับการเริ่มต้นพิธีการ เอสต้าที่มองผ่านทุกอย่างนี้อย่างคนที่รับรู้แต่เธอไม่อินอะไรสักนิดเดียว นิ้วมือข้างหนึ่งโดนยกขึ้นมามว้วนปลายผมสีแดงเข้มที่ถูกรวบเป็นโพนี่เทลเล่น ๆ ช้า ๆ ระหว่างรอว่าเมื่อไรใครสักคนจะเปิดปากอ้าออกมาพ่นคำน่ารำคาญในสายตาของเธอเสียที ในชุดโทก้าที่โดนปรับแต่งให้มีช่องระบายอากาศได้ดีขึ้นตามนิสัยคนขี้ร้อนอย่างเอสต้า แต่ไม่ใช่แบบเจ้าของร่างอย่างโมนีก้า เธอเอนตัวสบาย ๆ ได้แม้อยู่กลางสภา ดูไม่เหมือนคนที่กำลังถูกจับจ้องในฐานะผู้รับคำพยากรณ์เท่าไรนักด้วยซ้ำ เหมือนว่าเธอจะเหมือนคนที่กำลังรอฟังใครสักคนเริ่มพูดอะไรสักอย่างที่จะทำให้เธอไม่เบื่อจนหลับไปเสียก่อน


           ในหัวของเอสต้ามีคำพุดขึ้นมาแบบไม่ได้จริงจัง โมนีก้าหรือเอสต้ากันแน่วะ? ที่ควรโดนเรียกชื่อบนใบประชุมในครั้งนี้ เหอะ… 


           แต่เธอก็ไม่ได้ไปต่อท้ายด้วยคำตอบอะไรในหัว แต่ปล่อยให้ความคิดนั้นลอยผ่านไปเหมือนกับการเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเล่นเนคทาร์หรือไอจีแล้วข้ามโพสต์ที่ไม่อยากอ่าน ถามว่าเอสต้าจะฟังไหมงั้นหรอ? ถ้าคนที่พูดหล่อมาก เธออาจจะทำเป็นตั้งใจฟังให้หน่อยก็ได้นะ? แต่แน่นอน… ว่ากระทั่งคนที่หล่อที่สุดในโอลิมปัส เธอยังไม่ฟังเลย นับประสาอะไรกับคนที่พวกนี้ส่วนใหญ่ที่ใส่ชุดโทก้าทำหน้าตาเครียด ๆ บนสภาเหมือนกำลังจะคุยเรื่องงบประมาณของสงครามโลกครั้งที่สองที่เสียไป เวลาคิดแบบนี้แล้วเธอก็หลุดหัวเราะในใจเบา ๆ 


           ฮ่ะ ๆ แม่ง… ไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาเลยจริง ๆ ให้ตายสิ


           ไม่นานนักผู้หญิงผิวดำก็ลุกขึ้นยืนกดศีรษะลงเล็กน้อยคล้ายขออนุญาตจากผู้มีเกียรติทุกท่านที่เข้ามารับฟัง “การประชุมครั้งนี้เปิดขึ้นเนื่องในโอกาสที่คุณโมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ได้รับคำพยากรณ์ซึ่งมีเนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม” ธิดาพลูโตอย่างเฮเซลเอ่ยขึ้นในห้องโถง เธอพูดเสียงเรียบนิ่งและชัดเจน


           เอสต้ายังคงฟังแบบปล่อยอ่าน แต่ก็ยังจับใจความว่า โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ได้ทุกครั้งหากถูกเรียกเหมือนมีสัญญาณเตือนในระบบหัวสมองอันน้อยนิดว่าตอนนี้ใครกำลังถูกลากเข้าประเด็นอะไรอยู่


           เฮเซลที่เป็นหญิงสาวเอ่ยเปิดการประชุมอย่างฉะฉานส่งหยักรอยยิ้มบาง ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าพลางเปิดแผ่นเอกสารซึ่งคัดลอกคำทำนายที่เคยส่งมาถึงอ่านขึ้นมา เป็นเสียงของคำพยากรณ์ที่หลั่งไกลออกมาทีละบรรทัด 


เมื่อรอยแยกแห่งเวลาเปิดกว้าง พลันปรากฏและพลันลับหาย

โลกถูกบิดเบือน พันธนาการแห่งสมดุลแตกสลาย 

รอยรั่วโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน ภัยเงียบจากห้วงบาดาล

ราชาแห่งบาดาลผู้หลับใหล บัดนี้คืนชีพ จงพึงระวัง!


ธิดาแห่งห้วงน้ำลึกผู้สาบสูญ ถูกกลืนในความโกลาหล

บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร

และบุตรแห่งคุณไสย ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง


มุ่งหน้าสู่นครแห่งแรงลม ที่ซึ่งเหล็กกล้าและกระจกเงาสูงเสียดฟ้า

เจ้าจักพบบุตรแห่งจ้าวอัสนี

กรีกและโรม จักต้องร่วมมือ

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งกาล คืนสมดุลแก่เวลา

ก่อนราชาไททันจักกลืนกินแม้ลมหายใจแห่งกาลเวลา


จงเดินทางสู่ใจกลางแห่งความรู้โบราณ ณ ที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาล

ที่ซึ่งกลไกแห่งจักรวาลบิดเบี้ยว 

ณ แหล่งกำเนิดแห่งพลังงานกาลอวกาศ บัดนี้กำลังร้าวรานและเสียหาย

จงผนึกกำลัง หยุดยั้งภัยที่กำลังยึดครอง

และเยียวยากลไกแห่งกาลที่แตกหัก


ตามสัญชาตญาณแห่งโชคชะตา เจ้าจักพบสิ่งที่ตามหา...


           เสียงอ่านลากยาวไปตามเนื้อหา เอสต้ารับรรู้เนื้อหาทั้งหมดอยู่แล้ว แต่สำหรับเธอนั้นมันเหมือนข้อความแจ้งเตือนยาว ๆ ที่ควรโดนย่อเหลือสามบรรทัดเสียมากกว่า เมื่อจบคำเฮเซลก็ลดมือลงจากกระดาษที่เธอถือ แล้วถอนหายใจยาว ๆ ก่อนที่จะปรับสีหน้ากลับมาพูดอย่างจริงจังทั้งที่ตอนแรกแม่งก็จริงจังอยู่แล้ว “คุณโมนีก้า ฉันต้องขอบอกว่าภารกิจนี้ทั้งยุ่งยาก ยาวนาน และคงเต็มไปด้วยอุปสรรค การพัวพันกับไททันหรือยุ่งเกี่ยวกับองค์ความรู้โบราณถือเป็นสิ่งที่เกินการควบคุมของเราไปมาก ในฐานะที่ฉันเคยเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันภัยพิบัติจากไกอา งานนี้ไม่มีคำว่าง่ายแน่นอน” เฮเซลหันมองผู้เข้าร่วมประชุมในฐานะตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ อีกครั้ง


           “ก่อนอื่น ขอเชิญสมาชิกทุกท่านให้ความเห็นต่อคำทำนายนี้ค่ะ”


           เอสต้าพยักหน้าเหมือนคนที่เข้าใจเนื้อหาโดยรวม ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด เธอไม่เคยเห็นเฮเซลตัวจริงมาก่อนเลยด้วยซ้ำ  ใครกันนะ? ภาพที่เห็นตรงหน้าคือผู้หญิงผิวดำในชุดโทก้าสีเข้ม หน้าตานิ่งแต่ดูมีน้ำหนักมากพอที่ทำให้คนทั้งห้องฟังตามได้ง่ายในสายตาของธอเอง เอสต้ากำลังทำใบหน้านิ่ง เข้ม เหมือนกาแฟอเมริกาโน่ช็อตเข้มจัด แต่ในใจของเอสต้าเองกลับเต็มไปด้วยความงงสุด ๆ ไปเลย ธอหันสายตาไปทางคนอื่น ๆ แล้วเอนหลังนั่งกอดอกด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่ได้ถึงขั้นเคารพ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นหยามเกียรติเลยด้วยซ้ำ แค่อยากรู้เหมือนกันว่าแต่ละคนจะมีความเห็นต่อคำพยากรณ์ยาวเหยียดนี้ยังไงบ้าง


           ใช่ เธอไม่เคยจะคิดอะไรเกี่ยวกับคำพยากรณ์นี้เลยสักนิด ในหัวมีเพียงเสียงบ่นของตัวเองที่ดังขึ้นมาอย่างหงุดหงิด นังโมนีก้ามันเขียนว่าอะไรนะ… อยู่ในหนังสือลายมือก็แย่ บ้าบอที่สุด บอกให้พิมพ์ไว้ในแทบเล็ตเดดาลัสไง!


           สิ่งที่เขียนในหนังสือลายมือก็แย่ อ่านยากเป็นบ้า บอกแล้วว่าควรพิมพ์เก็บไว้ในแทบเล็ตเดดาลัสจะได้หาง่าย ๆ ดันไม่ทำเอง สุดท้ายก็มาตกที่เธอต้องมานั่งฟังเวอร์ชันทางการในห้องประชุมแท


           สายตาของเอสต้าขยับกรอกไปมาด้วยความเหนื่อยใจ เธอมาหยุดสายตาของตนเองที่ควินตัส แอนเดอร์สัน แม่ทัพที่ทุกคนรู้จักกันดี เธอพอจะรู้ประวัติพื้น ๆ ของเขาว่าเขาเริ่มจากการเป็นเด็กหนุ่มรัฐแท็กซัสที่โตมากับอเมริกันฟุตบอล ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับบัลลังก์หินอ่อนอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้ต้องกลับมาใส่ชุดโทก้าสีม่วงระยับโคตรเชยสะบัดนั่งอยู่ตรงแถวสหน้าในฐานะแม่ทัพแห่งกองพันที่สิบสองฟุลมินาตา แถมยังพึ่งมีข่าวลือหน้าหนูทั้งเรื่องของหายและเคสวิกฤตที่ถาโถมเข้าใส่ค่ายจูปิเตอร์ไม่หยุด เอสต้ามองท่าทางอีกฝ่ายที่ขยับตัวเล็กน้อยเหมือนจัดท่าทางให้ไม่ปวดหลัง แล้วก็เดาเอาง่าย ๆ ว่าคนแบบนี้น่าจะอยากอยู่สนามฝึกมากกว่านั่งฟังคำพยากรณ์ในห้องอุดอู้แสนน่าเบื่ออันนี้


           ควินตัสพยักหน้าเล็กน้อยให้เฮเซล แล้วจึงเอ่ยขึ้น เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วห้องประชุม น้ำเสียงนิ่งแต่มั่นคงจนเอสต้าต้องยอมรับว่าฟังแล้วไม่หงุดหงิดเท่าที่เธอคิดไว้ในตอนแรก “ขอบคุณครับท่านเลเวสก์ที่ช่วยสรุปใจความสำคัญให้เราได้เห็นภาพชัดขึ้น ผมเห็นด้วยกับท่านเลเวสก์ครับคุณบลอสซั่ม ภารกิจนี้มันดูจะเต็มไปด้วยตัวแปรที่คาดเดาได้ยากเกินไปหน่อย โดยเฉพาะส่วนที่พูดถึงรอยแยกแห่งเวลาและการที่บุตรแห่งผู้ส่งสารเข้าไปติดอยู่ในยุคสมัยอื่น”


           “ผมสงสัยว่าคำว่านครแห่งแรงลมที่พยากรณ์กล่าวถึงจะหมายถึงชิคาโกหรือเปล่า เพราะถ้าใช่ การเดินทางข้ามเขตแดนไปถึงที่นั่นในสภาวะที่กาลเวลาบิดเบี้ยวแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ สมาชิกสภาทุกท่านครับ ผมคิดว่าเราควรลองพิจารณาส่วนที่ว่าด้วยการร่วมมือกันระหว่างกรีกและโรมให้ดี เพราะนั่นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่คำพยากรณ์พยายามบอกเรา แต่ในฐานะแม่ทัพ ผมยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของคนที่จะต้องถูกส่งออกไป คุณบลอสซั่มครับ ในบรรดาบรรทัดที่ยาวเหยียดพวกนี้ มีส่วนไหนที่คุณรู้สึกว่ามันส่องสว่างหรือดูจะสื่อสารกับคุณเป็นพิเศษบ้างไหม ผมหมายถึงในฐานะที่คุณเป็นคนรับมันมาน่ะครับ"


           เอสต้าที่ฟังและรับรู้ทุกคำ แต่ความรู้สึคกของเธอกลับกำลังฟังเหมือนรีวิวเควสต์เกมยาว ๆ มากกว่าการถูกถามความเห็นจริงจังเสียอีก ในวินาทีที่สายตาหลายคู่หันกลับมามองเธอ เอสต้าปล่อยให้ความเงียบกินพื้นที่ไปชั่วหนึ่งอึดใจก่อนที่จะโคลงศีรษะเล็กน้อยเหมือนคนพึ่งนึกอะไรออก “อ๊า…” เสียงของเธอนั้นหลุดออกมาจากปากเบา ๆ คล้ายคนที่พยายามจะเริ่มต้นตอบอะไรสักอย่าง เอสต้านั้นขยับตัวคลายท่านั่งก่อนก้มมือล่วงอะไรบางอย่างออกมาจากชายเสื้อโทก้าของตัวเองที่มัดโชว์เอวด้านข้างตามสไตล์คนขี้ร้อนของเธอ


           มันคือม้วนกระดาษที่เธอยัดเอาไว้แบบไม่แคร์ระเบียบการแต่งงานของสภาเซเนทด้วยซ้ำ พลางสะบัดข้อมือทีเดียวให้ม้วนกระดาษที่คลี่ออกมานั้นม้วนออกเป็นกระดาษยาวเหยียดดีดตัวลงไปกระทบพื้นหลังสภาอย่างชัดเจนและเสียงดัง


           พรึบ!! 


           สายตาแทบทั้งห้องประชุมหันมามองเธอโดยอัตโนมัติ เอสต้านั้นมอลปลายกระดาษที่ยาวลากพื้นไปแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีเงินเทาใสจ้องควินตัสตรง ๆ “ฉันมีความรู้สึกว่า... บรรทัดที่สื่อถึงฉันนั้น....” เธอเงียบไปพักหนึ่ง ปล่อยให้ช่องว่างของเสียงยืดออกไปอย่างจงใจ ก่อนที่จะจบประโยคด้วยน้ำเสียงอันว่างเปล่าและเรียบสนิท สีหน้าที่เธอทำเป็นหน้าซื่อแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวแทบจะทันที เหมือนคนยอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองไม่เห็นว่าอะไรในบรรทัดยาว ๆ พวกนี้มันส่องสว่างหรือส่งสัญญาณหาเธอเลยสักนิด ทั้งที่ในฐานะคนที่เป็นคนรับคำพยากรณ์เธอควรจะดูจริงจังกว่านี้แต่เธอไม่เห็นว่าตัวเองจะเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ 


           “ไม่มีเลยค่ะ”


           เฮเซลนิ่งไปชั่วอึดใจหลังจากที่ได้ยินคำตอบที่ตัดจบแบบหน้าตาใสของเอสต้า หรือก็คือโมนีก้าในสายตาของเธอ แววตาของสตรีผิวดำกะพริบช้า ๆ คล้ายต้องใช้เวลาประมวลผลกับม้วนกระดาษที่ยาวลากพื้นกับประโยคที่พึ่งได้ยินเมื่อครู่ ก่อนที่มุมปากของธิดาพลูโตจะยกขึ้นเล็กน้อย เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ พอให้คนแถวหน้าของโต๊ะได้ยิน “คำพยากรณ์เป็นแบบนี้เสมอ เลื่อนลอยราวกับบอกใบ้ แต่ก็ไม่เคยบอกอะไรที่ชัดเจน นั่นเลยเป็นสาเหตุที่การประชุมนี้เปิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือให้คุณ.. พอจะนึกภาพออกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”


           เอสต้านั้นฟังประโยคแล้วก็อยากจะหัวเราะซ้ำ ๆ ในหัวแบบกดปุ่มรีเพลย์ออกมา เพราะในมุมมองของเธอแล้วคำว่า ช่วยเหลือ มันฟังดูโอเวอร์กว่าเนื้อหาจริงพอสมควรเลยล่ะ สำหรับเธอแล้วสิ่งที่ค่ายจูปิเตอร์กับสภาเซเนททำให้มีอยู่ไม่กี่อย่างในหัวข้อ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ครอบคลุม เงินและอาหารที่ต้องแลกกับการทำงาน ที่ซุกหัวนอน แล้วก็การยัดความรู้เข้าหัวเจ้าของร่าง ความรู้สึกในหัวเลยออกมาเป็นคำสรุปสั้น ๆ ว่า..


           ก็คงจะเป็นเงินกับที่ซุกหัวนอนแล้วก็ความรู้ละมั้ง? มั้งนะ?


           “อืม... ไม่รู้สิคะ พอดีฉันไม่ได้มีสมองเก่ง ๆ เท่าไรในเรื่องการตีความ หวังว่าพวกคุณจะช่วยเหลือฉันในเรื่องนี้นะคะ หากช่วยแนะนำคนที่ไม่เคยเข้าร่วมการประชุมที่แสนสำคัญอย่างฉันก็จะเป็นพระคุณมากเลยค่ะ” เอสต้าพูดด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะละมุนแบบที่ถ้าดูเผิน ๆ ก็คือรุ่นน้องที่สุภาพและให้เกียรติสภาเต็มที่ ท่าทางเนียนเสียจนแทบไม่มีใครจับได้เลยว่าในหัวสมองของคนที่พูดคิดในใจว่าตัวเองพร้อมถือมีดจ้วงแทงอยู่ด้านหลังอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ


           สายตาของควันตัสเลื่อนไปหยุดที่ม้วนกระดาษในมือของเอสต้าอีกครั้งมันยังคังคลี่ตัวทอดยาวลากไปกับพื้นหินอ่อนเหมือนใบเสร็จในร้านขายของชำหรือใบเสร็จเวลาไปซื้อของเข้าบ้านไม่มีผิด แม่ทัพหนุ่มขยับตัวบนเก้าอี้หินที่แข็งจนคนธรรมดาปวดหลังไปแล้ว เขามองภาพรวมด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออกไม่ง่ายนักในสายตาคนอื่น ก่อนที่จะโน้มตัวเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นทางการคมเข้มตามสไตล์ของตัวเขาเอง


           “ความสัตย์จริงของคุณเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากครับคุณบลอสซัม” เสียงของเขาเอ่ยแบบนิ่ง ๆ ฟังแล้วจับความประชดไม่ได้ชัด ๆ แต่เอสต้าก็แยกออกว่ามันมีส่วนผสมของความเหนื่อยนิด ๆ อยู่ด้วย “อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการตีความนิมิตที่ไม่มีอยู่จริง แต่การที่คำพยากรณ์เมินเฉยต่อเจ้าของม้วนกระดาษแบบนี้ก็ถือเป็นปริศนาที่ชวนปวดหัวเอาเรื่องเลยทีเดียว มีสมาชิกท่านไหนมองเห็นร่องรอยของคำตอบในรายการยาวเหยียดนี่บ้างไหมครับ หรือเราจะปล่อยให้ปริศนาพวกนี้เงียบหายไปพร้อมกับความสว่างที่มันไม่ยอมสำแดงออกมาเสียที”


           เอสต้ามองเขานิ่ง ๆ พลางคิดในใจว่าถ้าเปลี่ยนคำว่าคำพยากรณ์เป็นรีเซิร์ชเปเปอร์ที่อ่านมาสามวันยังไม่เข้าใจน่าจะตรงกว่าด้วยซ้ำ แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไปแค่เลิกคิ้วนิด ๆ พร้อมกับเก็บท้วนกระดาษขึ้นจากพื้นช้า ๆ แบบม้วนเข้าตรงนั้นแหละ


           ท่ามกลางวงสนทนา ซาวันนาห์ที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันนั้นก็ขยับตัวเล็กน้อย ปลายนิ้วของเธอที่แตะกำไลเทสเซราบนข้อมืออย่างเคยชิน เอสต้ารับรู้การเคลื่อนไหวนั้นจากหางตาของเธอ แถมยังจำได้ลาง ๆ จากความทรงจำของโมนีก้าว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่กองร้อยเดียวกันที่จริงจังกว่าเธอหลายเท่าตัว 


           “คุณบลอสซัมคะ ดิฉันพิจารณาจากใจความในคำพยากรณ์ที่กล่าวว่า กรีกและโรมจักต้องร่วมมือ แล้ว…” ซาวันนาห์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงชัดเจน “มันชี้ให้เห็นว่าภารกิจครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ค่ายจูปิเตอร์จะแบกรับไว้เพียงลำพังได้ รอยแยกของกาลเวลาที่บิดเบี้ยวจนไปถึงยุคสามอาณาจักร รวมถึงภัยคุกคามจากราชาไททัน เป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าความชำนาญของพวกเราฝ่ายเดียวจะรับมือไหว” เธอกวาดตามองไปรอบห้องประชุมสั้น ๆ ก่อนจะกลับมาสบตากับเอสต้าอีกครั้ง “จริงอยู่ที่คำพยากรณ์ระบุถึงการร่วมมือกัน แต่ในสถานการณ์เร่งด่วนแบบนี้ หากจะให้ติดต่อประสานงานไปยังค่ายฮาล์ฟบลัดตอนนี้ก็คงจะไม่ทันการณ์แล้ว ดิฉันเลยอยากทราบว่าคุณมีแผนการยังไงในตอนนี้คะ? คุณวางแผนจะพาใครไปร่วมภารกิจนี้ด้วย?”


           เอสต้าที่กำลังเล่นบทเป็นเซนจูเรี่ยนของกองร้อยที่ 2 นั้นต้องชะงักงันไปกับคำถามนั้นของควันตัสเป็นเสียงเอ็คโค่อยู่ไกล ๆ ในหัวของเธออยู่เลย แต่พอซาวันนาห์ถามตรง ๆ แบบนักวางแผนเธอก็จำเป็นที่จะต้องยกมือแตะคางของตัวเองพลางทำท่าทางคิดอย่างเอาจริงเอาจัง ในตอนแรกหากมองยังไงมันเหมือนว่าเธอกำลังพยายามชั่งน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงสมองของเอสต้ามีแค่ประโยคที่ลอยวิ่งวนอยู่ในหัวไม่กี่อัน


           หนึ่ง คือ เธอคือเอสต้า ไม่ใช่โมนีก้า

           สอง คือ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครหน้าไหนนั่งอยู่ตรงไหนบ้าง

           สาม คือ คนถามเป็นรุ่นพี่กองร้อยที่ 2 ของ โมนีก้า ไม่ใช่ของเธอ


           “ไม่รู้ค่ะ”


           คำตอบของเอสต้านั้นถูกปล่อยออกมาจากปากแบบตาใสสุด ๆ น้ำเสียงเรียบแต่ตรงไปตรงมาจนคนฟังอาจจะรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเบา ๆ ด้วยความจริงที่เอสต้าไม่มีอะไรในหัวสมองเลยสักนิด เอสต้ากะพริบตาช้า ๆ แล้วต่อประโยคโดยที่ไม่เว้นช่องให้ใครแทรก “แต่เอาความจริงตอนแรกฉันอยากจะไปคนเดียวอยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าต้องมีใครไปเข้าร่วมภารกิจก็ได้มั้งคะ? ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเหมาะสม ฉันไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไรค่ะ เพราะวัน ๆ ฉันก็ทำแต่งาน งาน งาน แล้วก็ งาน แล้วก็ออกไปทำภารกิจ แล้วก็กลับมาทำงาน วน ๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเจอคนก็ย๊ากกก ยากค่ะ”


           คำว่า งาน งาน งาน แล้วก็ งาน ถูกเน้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหย่ายใจแบบที่คนเคยอยู่เวรดึกติดต่อกันหลายวันคงอินด้วยง่าย ๆ เอสต้าพูดจบก็ยิ้มบาง ๆ ส่งให้คุณซาวันนาห์ ท่าทางเหมือนคนที่ยอมรับสภาพว่าชีวิตตัวเองมีแต่ตารางภารกิจจริง ๆ ส่วนในหัวเธอตอนนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 


           คือฉันไม่ได้โกหกว่าไม่รู้จักใครเลยนะ เพราะฉันคือเอสต้า ไม่ใช่โมนีก้า ว๊อย ใครเป็นใครยังไม่รู้ตัวเลย ฮืออ ใครก็ได้ เฮลป์มี! ฉันจำหน้าใครไม่ได้สักกะคน!


           ทว่าหากมองด้านนอกเอสต้ายังคงนั่งยิ้มสุภาพเหมือนเดิมในขณะที่ในใจบ่นเป็นพายุ ฝ่ามือที่ถือม้วนกระดาษขยับนิดหน่อยเหมือนกำลังหาวิธีเอาตัวรอดจากการถูกโยนคำถามเรื่องแผนการเดินทางใส่กลางวง ซึ่งสำหรับเอสต้าแล้วมันยังห่างจากคำว่าวางแผนไปไกลมาก


           ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัสนั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งหินฝั่งวุฒิสมาชิก มือข้างหนึ่งของเขานั้นวางพาดบนพนักเก้าอี้ อีกข้างแตะขอบโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ แสงจากใต้โดมตกกระทบเสี้ยวหน้าคมทำให้เขาดูเคร่งขรึมกว่าปกติ เอสต้ามองผ่านไปแบบคนที่จำหน้าใครไม่ค่อยได้ มีแต่โน้ตตัวโตในหัวว่าคนนิ่ง ๆ ชุดเนี๊ยบ = ฟูสกัส ฝ่ายการเงิน เท่านั้นเอง ชายคนนั้นเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจนพอจะสะท้อนก้องไปทั่วโถง “ตอนนี้พวกเรากำลังเหมือนคลำทางจากคำพยากรณ์กันอยู่ กรีกและโรมต้องร่วมมือ...นั่นแปลว่าตัวแปรในการทำภารกิจครั้งนี้อาจมีชาวสายเลือดกรีกมาร่วมด้วย ซึ่งนั่นอาจหมายถึงธิดาแห่งห้วงน้ำลึก บุตรแห่งผู้ส่งสาร และบุตรแห่งคุณไสย...” เอสต้ามองปากของเขาขยับไปเรื่อย ๆ พยายามถอดเสียงของเขาเข้าหัวเหมือนกำลังฟังอาจารย์สอนวิชาตัวเองที่ไม่ได้อยากจะลงทะเบียนเรียนด้วยซ้ำในมหาวิทยาลัย 


           “คุณแอนเดอร์สันให้ความเห็นว่าควรเริ่มต้นจากเมืองชิคาโกใช่ไหม ก็มีความเป็นไปได้....แต่หลังจากนั้นล่ะ ผมกำลังสงสัยว่าเราควรหาตัวสามคนนี้ให้เจอเป็นอันดับแรกเพื่อเป็นกุญแจในการไขไปสู่ขั้นตอนต่อไปหรือเปล่า” เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็หันมาทางเอสต้าเต็มตัว สายตาของเขานิ่งมากจนเอสต้ารู้สึกเหมือนโดนเรียกตอบคำถามหน้าชั้นในวิชาที่แม่งไม่ถนัดเลยสักนิดเดีย “คุณบลอสซัม ในฐานะที่คุณได้รับคำพยากรณ์นี้ คุณได้ลองหาข้อมูลในส่วนนี้เพิ่มเติมมาบ้างหรือเปล่าครับ”


           ในหัวของเธอแม่งมีแต่คำว่า ยังจะให้หาข้อมูลอะไรอีกละวะ? ในเมื่อคนที่ควรทำการบ้านเรื่องคำพยากรณ์บ้า ๆ นี้คือโมนีก้าไม่ใช่เอสต้า แต่คนที่โดนลากมานั่งประชุมคือเธอ ที่เป็นเอสต้า หญิงสาวเหมือนอยากจะกัดปลายลิ้นตัวเองนิดหน่อยกันไม่ให้หลุดพูดแบบนั้นออกไปต่อหน้าสภาเซเนท 


           เสียงเคาะโต๊ะเบา ๆ ด้านหน้าเรียกความสนใจของทุกคนกลับไปยังเฮเซล เลเวสก์ ธิดาพลูโตที่นั่งอยู่ใกล้โพเดียม (ทุ่มแม่งเลยดีไหม?) เฮเซลเอนตัวมาข้างหน้า จนปลายนิ้วเคาะกับผิวหินอ่อนเป็นจังหวะช้า ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “ฉันพอจะตีความได้บ้าง ไม่ทั้งหมดแต่อย่างน้อยก็จุดเริ่มต้น” เอสต้าหันไปมองผู้หญิงผิวเข้มผมดัดสีน้ำตาลนั้นอย่างดูนิ่งและมั่นคงเหมือนเสาหลักประธานค่ำคอในห้องประชุมแห่งนี้เมื่อเธอพูด “นครแห่งแรงลมเป็นฉายาของชิคาโก จุดเริ่มต้นคงเป็นที่นั่น แต่เมื่อพูดถึงอารยธรรมโบราณของสองฝั่งที่ร่วมรากเดียวกันอย่างกรีกและโรมัน.. อาจต้องวนกลับไปที่ยังพื้นที่เก่าแก่.. อาจเป็นกรีซ? แต่เมื่อคำพยากรณ์ที่กล่าวถึงผู้เคราะห์ร้ายอื่นดูเหมือนจะมีโครงที่เกี่ยวข้องกับเวลา บางทีคุณโมนีก้าอาจถูกรอยแยกพากลับไปยังช่วงเวลานั้น”


           สายตาของเฮเซลหันกลับมามองเอสต้าจนเธอรู้สึกเหมือนโดนเรียกไปเขียนโครงการใส่มือโดยที่ยังไม่ได้อ่านแม้แต่หัวข้อเลยด้วยซ้ำ เอสต้าส่งยิ้มสุภาพไปให้อีกฝ่ายสักหนึ่งที ทั้งที่ในใจคิดว่าถ้าจะโยนตัวเองลงหลุมกาลเวลาก็คงต้องมีสักคนต้องเซ็นยินยอมหรือเปล่าวะ? อาจจะต้องมีด้วยสิ? เพราะเลสเตอร์ไม่น่าจะยอม


           ไม่นานเสียงขยับเก้าอี้หินก็ดังขึ้นจากชั้นบน แฟรงค์ จาง เขาอยู่ในชุดโทก้าของแม่ทัพนั่งหลังตรง มองลงมาที่กลางโถงประชุม สีหน้าของเขานิ่ง แต่น้ำหนักสายตาทำให้เอสต้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในห้องสอบมากกว่าสภา เธอเคยเห็นเขาจากระยะไกลในฐานะตำนานของค่าย แต่ไม่เคยมีโอกาสคุยตรง ๆ เลยสักครั้งเดียว เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นตามประสาคนที่เคยเป็นแม่ทัพ 


           “หากกล่าวถึงธิดาแห่งห้วงน้ำลึก ผมนึกถึงคุณเอลิน่า เลทาเนีย ธิดาแห่งเนปจูน อดีตสมาชิกกองร้อยสอง เพื่อนร่วมกองร้อยของคุณบลอสซัม เธอหายไปกลางมหาสมุทรในภารกิจตามหาทองคำจักรพรรดิเมื่อต้นปี ผมคิดว่าเธอคนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับภารกิจนี้ไม่มากก็น้อย” ชื่อที่พูดเอ่ยขึ้นทำให้หลายคนในห้องต้องขยับตัวเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่มีน้ำเสียงอื้ออึงนัก เอสต้ารู้สึกว่าบรรยากาศมันเย็นลงนิด ๆ อย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบเครื่องปรับอากาศเลยแม้แต่น้อย เธอเองกลับมีคำหนึ่งขึ้นมาในหัว


           ใครวะ?


           แม่งลากยาวอยู่ในความทรงจำของโมนีก้าที่รั่วออกมาไม่ทัน ณ จุดนี้ เอสต้าที่ได้ยินชื่อคนหน้าไม่คุ้นอีกคนก็พยักหน้าเหมือนเขาเรื่องทั้งที่ในหัวกำลังอุทานคำหยาบชุดใหญ่  เธอก้มมองม้วนกระดาษในมือมองลายมือของเจ้าของร้านตัวจริงแล้วอยากจะถามว่านี้เอามือหรือเอาส้นตีนเขียนวะเนี้ย เพราะแต่ถอดทีละตัวอักษรก็เเหมือนกับทำเควสย่อยที่ใช้เวลานานเกินควรแล้ว 


           ฉันไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีนะโมนีก้า!!


           เอสต้าสูดหายใจ เปิดโพยในมือขึ้นอ่านอีกครั้งแล้วตัดสินใจตอบอย่างใจเย็นกว่าที่เคย “เอ่อ จากที่เห็นฉันก็ไม่แน่ใจว่าสามคนนั้นเป็นคนจากฝั่งกรีกหรือเปล่านะคะ อืม.. ธิดาแห่งห้วงน้ำลึกอาจจะสายเลือดเทพสมุทร แต่ฉันไม่เข้าใจคำว่าถูกกลืนในความโกลาหน” เธอเลื่อนสายตาไล่ตัวหนังสือไปบนกระดาษอย่างตั้งใจมากกว่าที่หัวสมองของตัวเองจะตามทัน แต่ปากก็ยังคงเดินหน้าพูดต่อไป “ส่วนบุตรแห่งผู้ส่งสารก็ค่อนข้างชัดเจน ยุคแห่งสามอาณาจักรนั้นฉันเดาว่าอาจจะเป็นสองอย่าง คือยุคสามก๊กของจีน ช่วง ค.ศ.220-280 หรือยุคสามราชอาณาจักรของเกาหลี ประมาณ 57 ปีก่อนคริสตกาล จนถึง ค.ศ.668 หรืออาจจะเป็นยุคสามอาณาจักรของเวียดนามก็ได้นะคะ เพราะตามประวัติศาสตร์เวียดนามมีช่วงที่แผ่นดินถูกแบ่งแยกออกเป็น 3 อาณาจักรช่วงศตวรรษที่ 16-17 หรือจะเป็นยุคเซ็นโกกุของญี่ปุ่น”


           เอสต้ารู้สึกได้ว่าหลายสายตาหันมามองเธอแบบพร้อมเพียงกันนั้นแหละถึงนึกออกว่าตัวเองพูดรัวเหมือนไล่ลิสต์สารคดีทางประวัติศาสตร์อยู่กลางสภาเซเนท แต่ไหน ๆ ก็ออกตัวไปแล้ว เอสต้าก็ทำเป็นว่านี้คือแผนการที่วิเคราะห์ไว้ก่อนซึ่งเตรียมมาอย่างดีจาก คุณ บลอส ซัม


           และตอนที่ได้ยินคำว่าเอลิน่าอีรกครั้งเธอก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีกชั่ววินาทีชิบหายแล้ว เหมือนความทรงจำของโมนีก้าพยายามจะดันตัวขึ้นมาจากก้นสมอง แต่ติดอะไรบางอย่างที่ล็อกไว้เธอเลยเลือกเล่นตามน้ำด้วยคำตอบตรง ๆ “คุณเอลิน่านั้นฉันไม่ทราบเลยค่ะว่าเป็นใคร เคยเห็นแต่ชื่อในกองร้อยที่สองเก่าค่ะ เธอน่าจะหายไปก่อนที่ฉันจะเข้าค่ายจูปิเตอร์ในช่วงวันที่ 6 กันยายนสินะคะ” พูดจบก็พยายามทำหน้าเครียดให้สมกับบทบาท ทั้งที่ในหัวคือคำว่า 


           กูไม่รู้จักเลยโว้ยยย 

           คำนั้นกระแทกซ้ำ ๆ ไปมาเหมือนกับชายแก่ในสภาของประเทศไทย ไม่รู้ ๆ ไม่รู้ ๆ 


           “ข้อสังเกตของท่านจางเรื่องคุณเลทาเนียมีน้ำหนักมากทีเดียวครับ” เสียงของควินตัสจะดังขึ้นอีกครั้งจากแถวที่นั่งของพวกแม่ทัพ เขาขยับตัวนิดเดียวเพื่อเรียกความสนใจจากคนทั้งห้อง เอสต้าจ้องเขาอย่างระมัดระวังเพราะทุกครั้งที่เขาพูด เหมือนจะมีงานเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้เสมอ “หากเธอคือธิดาแห่งห้วงน้ำลึกที่ถูกกลืนในความโกลาหลจริง ภารกิจนี้ก็ไม่ใช่แค่การกู้คืนกาลเวลา แต่มันคือการพามรดกของโรมกลับบ้านด้วย”


           เขาหยุดพูดชั่วครู่ก่อนพูดต่อ “ผมเห็นด้วยกับคุณฟูสกัสครับว่าชิคาโกคือจุดเริ่มที่ชัดเจนที่สุด แต่สิ่งที่กวนใจผมคือเรื่องบุตรแห่งผู้ส่งสารที่ติดอยู่ในยุคสามอาณาจักร หากนั่นหมายถึงประวัติศาสตร์แถบเอเชียตะวันออก การส่งคนของกองพันเดินทางข้ามทั้งพรมแดนและกาลเวลาไปถึงที่นั่นคงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนกันอย่างรัดกุมที่สุด ส่วนบุตรแห่งคุณไสยในเพลิงแห่งความหวาดระแวง ผมเกรงว่ามันอาจจะสื่อถึงเหตุการณ์เลวร้ายอย่างการล่าแม่มดในอดีต ซึ่งที่นั่นไม่ใช่ที่ที่ใครจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้โดยไม่มีการเตรียมตัว”


           เอสต้าที่ได้ยินแบบนั้นก็คิดเงียบ ๆ ว่า ถ้าจะให้เธอไปยุคไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ยุคล่าแม่มดจะเป็นบุญกับชีวิตของเธอโคตร ๆ เพราะแค่พกดาบกับกลิ่นไลแลคไปโผล่ผิดที่ผิดเวลา เธอก็คงโดนลากไปมัดไว้กับเสาแล้วก็เผาไฟเป็นอันดับต้น ๆ อยู่ดีแน่ ๆ เลยล่ะ 


           ควันตัสละสายตาจากม้วนกระดาษแล้วหันมาสบตากับเอสต้าแบบตรง ๆคุณบลอสซัมครับ แม้คุณจะบอกว่าไม่รู้จักใครเลย แต่ในฐานะคนรับคำพยากรณ์ โชคชะตาได้ผูกโยงคุณเข้ากับเรื่องนี้แล้ว ผมเชื่อว่ากองพันของเรามีคนเก่ง ๆ มากมายที่พร้อมจะสนับสนุนคุณ”


           “แต่การจะคัดเลือกใครไปเสี่ยงชีวิตในรอยแยกของเวลานั้น สภาเซเนทต้องมั่นใจว่าคนกลุ่มนั้นจะมีศักยภาพพอที่จะประสานรอยร้าวของกาลเวลาได้จริง ท่านจางครับ ผมมีความเห็นว่าเราควรเริ่มจากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกที่มีความเชื่อมโยงกับเทพผู้ส่งสารและเทพแห่งเวทมนตร์ในค่ายเราควบคู่ไปกับการหาเบาะแสที่ชิคาโก คุณเห็นด้วยไหมครับ


           เอสต้ามองหน้าคนที่พูดสลับกับเฮเซลแล้วลากสายตากลับมาที่ม้วนกระดาษของตัวเองอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนี้เหมือนถูกโยนเข้าไปกลางห้องคอนเฟอเรนซ์ที่ทุกคนคุยกันเรื่องโปรเจกต์ระดับโลก ในขณะที่เธอยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่แผนกไหนกันแน่ ในหัวของเอสต้าเต็มไปด้วยคำถามที่กองพะเนินเทินทึก 


           ตกลงเธอต้องพาใครกลับมากันแน่ กี่คนกันวะ? 1 คน? 2 คน? หรือ 3 คน หรือทั้งก๊กเลย? แต่พอคิดไปถึงคำว่าข้ามกาลเวลา ข้ามทวีป ข้ามสมดุลของจักรวานเธอก็แค่รู้สึกว่ามันเยอะเกินไปสำหรับรอยหยักในสมองของตัวเองที่มีอยู่อย่างจำกัดเสียเหลือเธอ เอสต้าอ้าปากเล็กน้อยก่อนสุดท้ายจะเลือกปิดมันลงแล้วปล่อยให้ความเงียบตอนแทนทุกอย่าง


           “...”


           ที่เลือกที่จะเงียบเพราะเธอแม่ง งงโคตร ๆ เลยล่ะในตอนนี้ เอสต้าทำเพียงนั่งนิ่ง ๆ พยายามใช้หัวสมองอันน้อย ๆ ของตัวเองเก็บรายละเอียดทุกคำที่หล่นอยู่กลางห้องประชุมเหมือนกำลังนั่งจดโน๊ตบทสรุปซีรี่ย์ที่เปิดข้ามไปแล้วสามตอน ขออย่างเดียวในใจตอนนี้คือขอให้การประชุมบ้า ๆ นี้จบลงเร็ว ๆ ที จะได้มีเวลาไปนั่งเปิดโพยอ่านอีกรอบว่าจริง ๆ แล้วคำพยากรณ์ของโมนีก้ากำลังจะลากเธอไปตายมุมไหนของโลกกันแน่




สรุปรวม

เพิ่มเติม : ไม่มีอะไรอื่นนอกจากความสัมพันธ์

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มีต่อ... รอไป 2 ชั่วโมง
Relationship Gains

[NPC-13] ควินตัส แอนเดอร์สัน

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-18] แฟรงค์ จาง

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-19] เฮเซล เลเวสก์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-83] ซาวันนาห์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-83] ซาวันนาห์ เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 12:07
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 12:07
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-19] เฮเซล เลเวสก์ เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 12:07
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-18] แฟรงค์ จาง เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 12:06
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-13] ควินตัส แอนเดอร์สัน เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 12:06
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-22 13:59:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 01 : ประชุมสภา Part 2

วันที่ 20 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเที่ยง เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป อาคารสภาเซเนท กรุงโรมใหม่ ค่ายจูปิเตอร์

             เสียงในห้องประชุมยังคงไหลต่อไปไม่หยุด เอสต้ารู้สึกเหมือนสมองตัวเองเริ่มอืดขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่รู้จบ แต่ก็ยังต้องนั่งตัวตรงแกล้งทำหน้าเป็นเซนจูเรี่ยนผู้รับผิดชอบชะตากรรมของโลกอยู่กลางโถงห้องสภาเซเนท 



             ซาวันนาห์ที่นั่งไม่ห่างจากเธอนักขยับตัวเล็กน้อย เงาของเธอทาบลงบนพื้นหินอ่อนเป็นเส้นเรียบคม เธอยกมือแตะขอบที่นั่งเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งชัดเจนที่สะท้อนทั่วทั้งโถง “ประเด็นที่คุณฟูสกัสยกขึ้นมาเรื่องตัวแปรที่เป็นสายเลือดกรีก ดิฉันค่อนข้างเห็นด้วยในแง่ของความเป็นไปได้ค่ะ” เอสต้านั้นหันไปมองเสียงนั้น หางคิ้วของเธอกระดกขึ้นเล็กน้อยแบบคนที่เริ่มตามบทสนทนาไม่ทันแล้ว แต่ก็ยังพยายามเก็บทุกคำเข้าหัวของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้



             “แต่ดิฉันมองว่าเรายังไม่สามารถฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าธิดาแห่งห้วงน้ำลึก บุตรแห่งผู้ส่งสาร หรือบุตรแห่งคุณไสย จะต้องเป็นชาวกรีกเสมอไป เพราะคำพยากรณ์ในลักษณะนี้มักมีความย้อนแย้งในตัวเองสูง พวกเขาอาจจะเป็นคนของฝั่งโรมเราทั้งหมดก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เงื่อนไขการร่วมมือระหว่างกรีกและโรมที่ระบุไว้ในคำทำนาย ก็อาจจะหมายถึงบุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อสามคนนี้ค่ะ” นิ้วเรียวของซาวันนาห์เคาะขอบที่นั่งเบา ๆ เป็นจังหวะที่เอสต้าฟังแล้วรู้สึกเหมือนเสียงนาฬิกานับถอยหลังและความไม่เข้าใจอะไรสักนิด



             “อย่างไรก็ตาม การที่เราจะมานั่งเสี่ยงคาดเดากันเองท่ามกลางสถานการณ์ที่เวลาบีบคั้นแบบนี้อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ดิฉันคิดว่าเพื่อความปลอดภัยและเป็นการเพลย์เซฟให้ครอบคลุมเงื่อนไขของโชคชะตามากที่สุด เราควรพิจารณาพาสายเลือดกรีกที่มีศักยภาพเข้าร่วมภารกิจไปสักคนตั้งแต่เริ่มแรกเลยจะดีกว่าไหมคะ? วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่บุคคลในคำทำนายกลายเป็นชาวโรมันทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เราติดหล่มเพราะขาดตัวแปรฝั่งกรีกตามที่ชะตากำหนดไว้ค่ะ” สายตาของซาวันนาห์กวาดไปทั่วห้องประชุม ก่อนจะมาหยุดที่เอสต้าแบบตรง ๆ ทำให้สาวผมแดงรู้สึกเหมือนอยู่ตรงกลางสปอตไลต์โดยไม่ได้สมัครใจ



             หญิงสาวผมแดงที่กำลังทำหน้าอึนตอนนี้เธออึนยิ่งกว่าเดิมไปอีก ดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเอสต้าดูว่างเปล่าแบบคนที่หัวสมองกำลังประมวลผลเกินกำลัง โอ้ย…ปวดหัว เธอพ่นในหัวอย่างจริงจัง ยิ่งคำของรุ่นพี่ที่ชื่อเหมือนป่าแถวแอฟริกาเธอยิ่งไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ แต่ช่วงสุดท้ายที่พูดก็พอจะจับได้ว่าหมายถึงอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเอาคนกรีกไปด้วยสักคน เอสต้ากะพริบตาแล้วพยักหน้าน้อย ๆ คล้ายพยายามจะจดจำทุกอย่างใส่โฟลเดอร์ในหัว



             “โอ้ เอาแบบที่มีสายเลือดกรีกไปเลยสินะคะ เพลย์เซฟ?” เอสต้าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนเข้าใจ แต่ความจริงในหัวมีคำเดียวคือ



             ไม่



             แค่คำว่าเพลย์เซฟยังแทบไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงเซฟใคร ระหว่างโลกทั้งใบหรือความหัวร้อนของตัวเองด้วยซ้ำ



             เสียงทุ้มห้วนของแฟรงค์ดังขึ้นตัดบรรยากาศชั่วครู่ คล้ายย้อนกลับไปเชื่อมกับคำถามเดิมเรื่องเอลิน่า “ใช่ครับ เธอหายตัวไปก่อนที่คุณจะเข้ามาในค่าย” เมื่อได้ยินคำนั้นเอสต้าก็ก้มหน้ามองม้วนกระดาษในมือชั่วขณะหนึ่งที่ว่าง พยายามไล่ชื่อเอลิน่าในหัวแต่ก็มีแต่ช่องว่างทางความทรงจำที่จำไม่เห็นจะได้ เธอจดโน้ตในใจว่า เอลิน่า เลทาเนีย = ธิดาเนปจูน หายตัวกลางทะเล จำหน้าไม่ได้เลยสักนิด



             แฟรงค์พูดต่อ น้ำเสียงของอดีตแม่ทัพหนุ่มไม่ดังจนกร้าว แต่หนักแน่นพอจะทำให้โถงทั้งห้องตั้งใจฟัง “ผมเห็นด้วยกับคุณแอนเดอร์สันและคุณซาวันนาห์ พวกเราไม่รู้ว่าสายเลือดแห่งผู้ส่งสารและคุณไสยคือใคร แม้แต่สมมติฐานของผมเรื่องคุณเลทาเนียก็อาจผิดพลาดได้ ทั้งหมดอาจเป็นไปได้ทั้งจูปิเตอร์และฮาล์ฟบลัด บางทีเราควรสำรวจว่ามีชาวกรีกคนไหนบ้างที่อยู่ในนิวโรมและเหมาะสมกับเข้าร่วมภารกิจนี้เพื่อเติมเต็มคำพยากรณ์ให้สมบูรณ์”



             เอสต้าขยับตัวเล็กน้อยตามสายตาของแฟรงค์ที่เปลี่ยนทิศไป เธอมองตามอย่างงง ๆ เมื่อเห็นแฟรงค์หันไปทางครึ่งอสุรกายสองคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ทันใดสายตาของบุตรแห่งมาร์สก็สบไปยังครึ่งอสุรกายทั้งสองที่อยู่ในห้องประชุม เขายิ้มน้อย ๆ ให้แก่ แอสเทอเรี่ยน อดีตมิโนทอร์ และ อารีเอล ซึ่งเป็นเอมปูซา มีความเกี่ยวข้องกับเทพีเฮคาทีแห่งกรีก “ไม่ทราบว่าหนึ่งในพวกคุณจะให้เกียรติเป็นอาสาเข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ได้หรือไม่ครับ คุณแอสเทอเรี่ยน คุณอาริเอล” 



             หน้าของเอสต้าเหมือนทำหน้าเอ๋อวนไปอีกทันที หัวสมองเหมือนหยุดโหลดชั่วครู่ หืม? ลูกครึ่งอสุรกายมีสายเลือดของกรีกหรอ? ที่ชื่อแอสเทอเรี่ยนเป็นอดีตมิโนทอร์นั่นเธอไม่รู้จักเลยสักนิด แต่พี่อาริเอลเนี่ย เธอรู้จักแน่นอน เพราะเคยอยู่กองร้อยเดียวกันก่อนที่พี่สาวแกจะไปอยู่กองร้อยสำรอง เธอหันไปมองเอมปูซ่าผมบลอนด์ตาแดงที่นั่งอยู่ไม่ไกล ทำตาเลิ่กลั่กใส่แบบตั้งใจเกินเหตุ สายตาล็อกแลกล่องลายชัดเจนว่า 


 

            คุณพี่เสนอไหมมม หนูปวดหัวแล้ววว พี่สาวมากับป๋มทีย์! เรียกว่าส่งตรงไปหาอาริเอลโดยไม่ผ่านล่ามเลยสักนิด



             ในหัวเอสต้านั้นบ่นยาวเป็นเรียงความเต็มสามหน้ากระดาษ ทำไมน่ะหรอ เพราะว่าคุณแอสเทอเรี่ยนตรงนั้น ดูยังไงก็เด็กเกินสำหรับภาพในหัวเอสต้า เธอไม่อยากต้องมานั่งคุมเควสที่ฟีลเหมือนอุ้มลูกไปผจญภัยตั้งแต่นังโมนีก้ามันอายุแค่สิบห้า นี่มันไม่ใช่ยุคโบราณสักหน่อยที่ใคร ๆ ก็แต่งงานมีลูกตั้งแต่วัยรุ่น



             อ๊าคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค



             เอสต้าแผดเสียงโวยวายอยู่ในหัวแบบไร้เสียงจริงจัง แต่ใบหน้ากลับนิ่งสนิท ริมฝีปากเพียงคลี่ยิ้มสุภาพแบบเซนจูเรียนตัวอย่าง ทั้งที่ข้างในคือพายุคำด่ากับความวุ่นวายที่ไม่มีใครในห้องประชุมได้ยินเลยสักคน



             ในขณะเดียวกัน เสียงฮือเบา ๆ ในโถงประชุมก็เริ่มบางลงอีกครั้งเมื่อความสนใจของทุกคนหันกลับไปที่แถวหน้าของบัลลังก์หินอ่อน เอสต้ารู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนจ้องจากหลายทิศทางอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งจากสายตาของเซเนเตอร์ที่นั่งอยู่สูงขึ้นไปและจากคนในกองร้อยเดียวกันเอง เธอพยายามที่จะหายใจเข้าลึก ๆ พยายามไม่ทำหน้าเบลอเกินไป แม้ในหัวจะรู้สึกเหมือนคอมกำลังขึ้นจอฟ้า Blue Screen of The Death



             ควินตัสที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักขยับตัวเล็กน้อย เอสต้ามองผ่านหางตา เห็นอีกฝ่ายสบมองม้วนกระดาษคำพยากรณ์กับสีหน้าแบบคนที่กำลังจะเริ่มปวดหัวระยะยาว ก่อนที่เขาจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงชัดไปทั่วห้อง “ผมเห็นด้วยกับท่านจางครับ การที่คุณอารีเอลหรือคุณแอสเทอเรี่ยนจะร่วมเดินทางไปด้วยอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คำพยากรณ์สมบูรณ์”



             คำนั้นของควินตัสทำให้เอสต้าลอบกะพริบตาปริบ ๆ เขาเรียกชื่ออารีเอลกับแอสเทอเรี่ยนอีกแล้ว ชัดเจนว่าในหัวคนบนบัลลังก์เริ่มล็อกรายชื่อทีมผจญภัยมากกว่าที่เธอเข้าใจเสียอีก 



             “แต่ถ้าเราจะมุ่งหน้าสู่ยุคล่าแม่มดจริง ๆ เราคงต้องคิดเผื่อเรื่องการเตรียมเครื่องแต่งกายและยุทโธปกรณ์ที่แนบเนียนด้วยครับ เพราะขอบเขตของมันกว้างและอันตรายเกินกว่าจะสวมเสื้อค่ายเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในกลุ่มฝูงชนที่กำลังคลั่งศรัทธาได้ คุณอารีเอลครับ คุณพอจะมีความเห็นในเรื่องนี้ไหมในฐานะที่คุณอาจต้องรับศึกหนักหากต้องเผชิญกับความหวาดระแวงในยุคสมัยนั้น รวมถึงพวกเราต้องคำนึงถึงคนอื่น ๆ ในคำพยากรณ์ที่อาจจะกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ด้วย”



             ในตอนนี้เอสต้ารู้สึกได้ว่าทั้งห้องกำลังรอฟังคำตอบจากคนที่ถูกเรียกชื่อ เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อร่างสูงโปร่งของเอมปูซ่าผมสีเปลวไฟก้าวออกมาจากมุมที่เธอนั่งอยู่



             “เช่นนั้นขออนุญาตนะคะ”



             อาริเอลเดินออกมาข้างหน้า แสงจากช่องโดมด้านบนสะท้อนลงบนผมสีทองแดงที่ดูเหมือนเปลวไฟจริง ๆ ดวงตาสีแดงของเธอหันมามองทางเอสต้าเพียงแวบเดียว และเอสต้าก็อ่านได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายคงเห็นสายตาล็อกแล็กของเธอมานานแล้ว “ฉันอาริเอล เป็นเอมพูชาสังกัดกองร้อยสำรองค่ะ ในฐานะที่เป็นเผ่าเอมพูชาผู้เกี่ยวข้องกับเทพีเฮคาที ซึ่งเป็นเทพีของฝั่งกรีกแล้ว เราก็พร้อมอาสาร่วมภารกิจนี้ด้วยค่ะ“



             เอสต้าหายใจออกเบา ๆ ในหัวดังคำว่า ดีมากค่ะพี่สาว ช่วยเซนจูเรี่ยนเบลอ ๆ คนนี้ที



             เสียงหายใจหนัก ๆ ด้านข้างดังกดบรรยากาศให้แน่นขึ้นจนเอสต้าต้องเหลียวไปมอง ร่างใหญ่ของแอสเทอเรี่ยนยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวที่ดูเล็กเกินตัวเขาจนน่าสงสาร ทุกครั้งที่เขาขยับเก้าอี้ก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดจนคนทั้งบล็อกต้องเหลือบตามอง แต่คราวนี้เจ้าตัวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นและเอ่ยเสียงทุ้มต่ำที่เหมือนมาจากในอกมากกว่าจากปาก "คำพยากรณ์ต้องการสายเลือดกรีก และข้าคือผลผลิตจากความพิโรธของเทพเจ้ากรีกที่มีต่อกษัตริย์มนุษย์ ในนามของบุตรแห่งพาสิฟาเอและสายสัมพันธ์แห่งบรรพชนที่มีต่อโพไซดอนคงนั่งเฉยอยู่ในนิวโรมขณะที่โชคชะตากำลังเรียกหาไม่ได้"



             เอสต้าอดไม่ได้ที่จะคิดว่าถ้าเอาเสียงแบบนี้ไปทำพากย์หนังสยองขวัญ คงไม่ต้องใส่เอฟเฟกต์เพิ่มแล้ว แอสเทอเรี่ยนหยุดไปสั้น ๆ ก่อนจะพยักหน้าเหมือนยืนยันกับตัวเอง “ข้าแอสเทอเรียน ขออาสาเข้าร่วมภารกิจนี้” โอเค ตอนนี้จากเดิมที่เอสต้ารู้แค่ต้องออกไปเดินทางไกล เธอมีทีมร่างสมมุติในหัวเพิ่มมาแล้วสองคนคือเอมปูซ่าที่มีหัวเป็นไฟเดินได้กับมิโนทอร์เวอร์ชันรีแบรนด์ ซึ่ง…ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ปวดหัวน้อยลงเท่าไร



             เฮเซลที่นั่งนิ่งไปครู่ใหญ่พลันขยับตัวลุกขึ้นอีกครั้ง เสียงขยับผ้าทอก้ากับรองเท้ากระทบพื้นทำให้หลายคนหันไปมองโดยอัตโนมัติ เอสต้าก็เช่นกัน เธอจับสายตาคนเป็นธิดาพลูโตที่เต็มไปด้วยความลังเลแปลก ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะสูดลมหายใจแล้วพูดออกมา "ฉันขออนุญาตแทรกนะคะ คุณโมนีก้า นี่อาจเป็นความคิดเห็นที่สุดโต่งไปบ้างแต่ว่า.. หากคิดถึงความผันผวนของเวลา และหากโอกาสการย้อนเวลากลับไปนั้นเป็นจริง บุตรแห่งจ้าวอัสนีที่เราทราบถึงตัวตนนั้นมีอยู่แค่คนเดียว"



             "เจสัน เกรซ"  ชื่อที่ตามมาทำให้บรรยากาศในโถงหนักลงทันที



             เอสต้ากะพริบตาปริบ ๆ ในหัวคือคำว่า ใครวะ? ดังขึ้นอย่างชัดเจน คำว่า เจสัน สะกิดบางอย่างในหัวเอสต้า เธอรู้สึกคิ้วตัวเองขยับโดยอัตโนมัติ ชื่อคุ้น ๆ ที่เคยโผล่ในบทพูดของเลสเตอร์บางครั้งแต่เธอไม่เคยสนใจลึกกว่านั้น แต่ไม่เคยนึกว่าจะมาผูกโยงเข้าคำพยากรณ์ของตัวเองแบบนี้ 



             เฮเซลพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้ว่ามาจากแผลเก่าในใจมากกว่าจากตำราประวัติศาสตร์ธรรมดา “มีความเป็นไปได้สูงมากว่าคุณอาจได้ย้อนเวลากลับไปในตอนที่เขายังมีชีวิต ... และถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็มีข้อห้ามแค่เพียงข้อเดียว คือห้ามบอกเขาเรื่องอนาคต ไม่ว่าจะเรื่องที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายหรือแม้แต่เรื่องที่เขา...ตาย" คำว่าตายลอยวนในหัวเอสต้าเหมือนตัวหนา เธอขยับนิ้วที่กำม้วนกระดาษแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว 



             เสียงของเฮเซลอ่อนลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมานิ่งชัดอีกครั้ง "ฉันเคยเห็นรูปแบบคำพยากรณ์ที่เล่นกับเวลา เกินครึ่งมักพาผู้ทำภารกิจทะลุไปทะลุมา หลายคนพลาดกับกฏแห่งโชคชะตาด้วยความพยายามบิดเบือนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นและนั่น.. เป็นฝันร้ายสุด ๆ"



             "ในช่วงเวลาความสัมพันธ์ของกรีกกับโรมันยังไม่แน่นแฟ้น มีข้อพิพาทและความเข้าใจผิดมากมาย ฉันรู้ว่ามันยาก... การต้องเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จักและเจอคนที่เรารู้ว่าจุดจบเลวร้ายแต่ไม่สามารถช่วยเขาได้ แต่จงจำไว้ว่าโชคชะตาอาจเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่การกระทำของพวกคุณในตอนนี้จะกำหนดว่าโลกจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่"



             "ถ้าคุณเจอเจสันจริงๆ... ฝากบอกเขาด้วยว่าชาวโรมันภูมิใจในตัวเขาเสมอ การที่คำพยากรณ์ย้ำเรื่องนี้ แปลว่าความขัดแย้ง คือจุดอ่อน คุณอาจจะไปเจอสถานการณ์ที่บีบให้เลือกข้าง หรือเกิดความไม่ไว้ใจกันระหว่างคนในอดีตกับคนจากอนาคต แต่จงจำไว้ว่า... เจสัน เกรซ คือเพื่อนที่ดีที่สุดและผู้นำที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งที่ฉันเคยรู้จัก ถ้าเจอเขา... ให้เชื่อใจเขา เหมือนที่พวกเราเชื่อใจ และทำงานร่วมกับเขาให้ได้ นั่นคือหนทางเดียวที่จะรอด"



             ห้องประชุมเงียบลงคล้ายทุกคนกำลังเคารพชื่อที่เพิ่งถูกกล่าวขึ้นมา ยกเว้นเอสต้าที่ในหัวไม่ได้มีอะไรสูงส่งขนาดนั้น นอกจากเครื่องหมายคำถามจำนวนมากเรียงกันเป็นพาเหรด เอสต้าทำหน้างงจัด ๆ ในตอนนี้



             ใครวะ เจสัน เกรซ??... ไอ้เหี้ยนั้นมันอยู่ยุคสามก๊กหรอ? หรืออยู่ยุคล่าแม่มด? แก่โคตร!!



             คำถามนั้นดังในหัวอีกครั้ง เธอเหลือบตามองเฮเซล เหมือนเคยได้ยินชื่อจากเลสเตอร์อยู่นะ? แล้วทำไมคนนั้นถึงรู้ว่าเป็นเจสัน เกรซอ่ะ?… ความคิดไหลเร็วกว่าอารมณ์ที่เธอควบคุมได้ สุดท้ายเธอก็เลิกคิ้วแล้วถามออกไปตรง ๆ ตามสไตล์ “หืม?....แล้วทำไมคุณรู้ว่าเป็นเจสัน เกรซอ่ะ? เค้าเป็นลูกจูปิเตอร์ไม่ใช่หรอ?” น้ำเสียงเอสต้าเต็มไปด้วยความงงงวยแบบไม่พยายามปิดบังด้วยซ้ำ ทำไมภารกิจของเธออยู่ ๆ ถึงต้องไปลากคนที่ตายไปแล้วเข้ามาเกี่ยวด้วย แล้วบนม้วนกระดาษมันระบุตรงไหนว่า บุตรแห่งจ้าวอัสนี ต้องเป็นคนคนนี้ ไม่ใช่ใครอีกคนในสายซุสหรือจูปิเตอร์



             “อ๊า....อืม....มั้งคะ?” เธอหลุดเสียงครางรับส่งไปแบบไม่มั่นใจนัก ก่อนจะยิ้มเก้อ ๆ เล็กน้อยเพราะตัวเองก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมสถานการณ์ถึงไหลไปทางนั้น “เค้าไว้ใจได้หรอคะ? ขอโทษนะ พอดีว่าฉันไว้ใจคนยากสุด ๆ อ่ะค่ะ”



             คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเท่าที่เธอเป็น เอสต้าพ่นลมหายใจเบา ๆ ทั้งจากความเครียดและความหงุดหงิดในอก เธอไม่ชอบเลยที่อยู่ ๆ มีใครบางคนบอกให้ไปเชื่อใจ คนที่เธอไม่เคยเจอหน้า ไม่รู้แม้กระทั่งน้ำเสียงจริง ๆ เป็นอย่างไร แค่คนทั้งห้องรักและเคารพเขา ก็ไม่ได้แปลว่าเธอต้องรู้สึกแบบเดียวกัน



             เขาดีกับคุณ ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีกับฉันไหมล่ะ?



             ในหัวของเอสต้าบ่นยาวเป็นชุด รู้สึกเหมือนโดนจับวางลงบนรางรถไฟโดยที่คนอื่นยืนคุยกันอยู่บนสะพานด้านบน ทุกประโยคที่บอกให้ เชื่อใจ กับ ทำงานร่วมกันให้ได้ ฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าคำขอ เธอไม่ชอบเลยสักนิด แต่ก็ยังต้องนั่งนิ่ง ทำหน้าเป็นเซนจูเรียนตัวอย่างในขณะที่ข้างในกำลังด่าแทบทุกคนที่อยู่ตรงนี้ไปพร้อม ๆ กันอย่างดุเดือดเงียบ ๆ อยู่คนเดียว



             ในจังหวะนั้นเอง อาริเอลก็หันไปทางเฮเซลเล็กน้อย “เราขอแทรกสักครู่นะคะคุณเฮเซล เราคิดว่ามันยังเร็วไปนะคะที่จะตัดสินใจว่าบุตรแห่งจ้าวอัสนีเป็นคุณเจสันน่ะ เรายังไม่ชัวร์ด้วยซ้ำว่าเขาคนนี้เป็นคนของฝั่งเราหรือคนของฝั่งกรีกนะคะ”



             และแฟรงค์จางก็เริ่มพูดทันทีต่อมาว่า "คุณยังไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดของคุณเฮเ—...เลเวสก์ทุกคำก็ได้ แต่หากบุตรแห่งสายฟ้าคนนั้นคือ เจสัน เกรซ ผมก็อยากให้คุณเชื่อใจเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากในภารกิ—"



             ทันใดนั้น ก่อนที่ใครจะทันตอบคำถามของเอสต้าได้ บรรยากาศในโถงสภาที่เมื่อครู่ยังตึงเครียดแต่พอควบคุมได้กลับเหมือนโดนมือมองไม่เห็นบิดให้ผิดรูป แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านช่องวงกลมเหนือศีรษะเปลี่ยนจากสีทองอุ่น ๆ เป็นโทนทองเข้มจัดจนชวนให้นึกถึงเลือดเก่า ๆ ที่แห้งกรังบนเหล็กของดาบ อากาศในตอนนั้นสั่นสะเทือนวูบเดียวเหมือนมีแรงกดทับจากทุกทิศ พื้นหินอ่อนใต้เท้าของทุกคนนั้นสั่นระริกอ่อนไหวจนบางคนต้องยกมือป้องหูและเกร็งตัวรับแรงสั่น เอสต้าชะงักไปทั้งตัว ดวงตาสีเทาเงินเบิกกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อหมอกบางสีคล้ายก๊าซจักรวาลผุดขึ้นกลางห้องแล้วบิดตัวเป็นวง พันกันเป็นกระแสหมุนวน ก่อนจะก่อตัวเป็นร่างของเทพเจ้าที่เธอเคยเห็นในนิมิตมากกว่าต่อหน้า



             อิออน?



             ภาพตรงหน้าดูไม่เหมือนเทพเจ้าที่นั่งจิบเอสเปรสโซอยู่บนกาแล็กซี่สวย ๆ เลยสักนิด ใบหน้าของอิออนบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เส้นเลือดตรงขมับปูดขึ้นอย่างน่ากลัว เหมือนร่างทั้งร่างกำลังถูกฉีกจากด้านใน แสงสีทองหม่น ๆ ไหลวนอยู่ใต้ผิวเขาเหมือนของเหลวมีชีวิตที่อยากหนีออกมาให้ได้ เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังขึ้นก่อนจะแผดก้องไปทั้งโถงอย่างจู่โจมประสาทหู เป็นห้าวินาทีที่เอสต้ารู้สึกว่ามันยาวเกือบเท่าหนึ่งเทอมเรียนคณิต



             "ฟังให้ดี เหล่าบุตรแห่งโรม! ข้า... ข้ากำลังจะรั้งมันไว้ไม่ไหว!" เสียงของอิออนสะบัดแตกเป็นชั้น ๆ คล้ายมีเสียงเก่าจากอดีตนับพันปีซ้อนทับกันอยู่ "โครนอสไม่ได้แค่ตื่นขึ้น... แต่มันกำลังเรียกหา! พลังส่วนหนึ่งของข้ากำลังดิ้นรนจะกลับไปหาเจ้าของเดิมของมัน แผนการใหญ่ที่ถูกถักทอในเงามืดกำลังจะสมบูรณ์... หากพวกเจ้าไม่หยุดยั้งตอนนี้ แม้แต่กาลเวลาก็จะไม่อยู่ข้างพวกเจ้าอีกต่อไป!"



             คลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขากระแทกใส่โถงเหมือนระเบิดเงียบ แจกันหินอ่อน แท่นวางเทียน และข้าวของบนชั้นหินสั่นระรัว เอสต้ารู้สึกเหมือนกระดูกในหูตัวเองสั่นตามไปด้วย ร่างสูงของอิออนทรุดเข่าลงข้างหนึ่งแล้วหอบหนัก เสียงหายใจฝืด ๆ ดังไปทั้งโถงเหมือนเวลาเปิดไมค์ใกล้ลำคอเกินไป เขาดูเหมือนกำลังรวบอะไรบางอย่างกลับเข้าตัว พยายามกดเวลาที่กำลังดิ้นจะหลุดออกไป ให้ไม่ไหลกลับไปหาโครนอส ก่อนที่ภาพนั้นจะค่อย ๆ ซีดจางสลายกลับไปยังที่ของเขา ปล่อยให้แสงในโถงค่อย ๆ คืนสภาพเดิม แต่ความรู้สึกไม่ปกติยังค้างอยู่ในอกทุกคน



             "เทพอิออน... เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโครนอสงั้นเหรอ" เสียงทุ้มของแฟรงค์ดังขึ้นแถวหน้า เอสต้ามองเห็นมือของเขาที่จับพนักเก้าอี้แน่นกว่าเดิม เห็นเส้นเลือดตามแขนโป่งนิด ๆ ผ่านผ้าทอก้า แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านใจก็รู้ว่าคนทั้งโถงเพิ่งโดนคำว่าโครนอสฟาดหน้าเข้าเต็ม ๆ 



             ลูซิอุสที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันหันมากวาดตามองห้องประชุมอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาไม่ได้พ่นความคิดออกมาให้ใครเห็นมากนัก แต่เสียงที่พูดออกมาก็พอจะบอกได้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่กับเทพอิออนกระทบเขาไม่น้อย "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน" คำหลุดเบา ๆ แบบคนที่คุมอารมณ์ได้แต่ก็ไม่พอจะทำให้ทุกอย่างดูปกติ จากนั้นเขาก็ปล่อยคำถามที่หนักขึ้นกว่าเดิมออกมา



             "โครนอส...ไททันตนนั้นกำลังจะกลับมา?"



             สำหรับเอสต้า ความช็อกไม่ใช่แค่กับคำพูดของเทพเวลา แต่คือวิธีที่ตัวเองตอบสนอง ดวงตาสีเทาเงินของเธอเหลือบขึ้นมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของอิออนโดยไม่ทันตั้งตัว แวบหนึ่งเหมือนม่านบาง ๆ ในตาเธอถูกฉีกออก แสงสีทองอ่อน ๆ ผุดขึ้นจากก้นบึ้งของช่องว่างตรงนั้น ลามเข้ารูปม่านตาที่มีแสงอ่อน ๆ เหมือนหมึกสีทองหยดลงในน้ำนัยน์ตาสีเทา "...." เสียงในห้องเริ่มเบลอไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะหูดับ แต่เพราะอย่างอื่นดังขึ้นแทน อารมณ์ของคนทั้งโถงที่ถาโถมเข้ามาอย่างเสียมารยาท ทั้งความตื่นกลัว ความตระหนก ความคาดหวัง ความสูญเสียเก่า ๆ ที่ถูกชื่อบางชื่อดึงขึ้นมาจากก้นบ่อ ทุกอย่างสาดเข้ามาในหัวเธอจนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นของใคร



             เนตรแห่งฟีบี้ของโมนีก้า ที่ตอนนี้อยู่ในมือเอสต้า ตื่นขึ้นเต็มตัว แน่นอนว่าไม่ได้ถามความสมัครใจของเธอก่อน พลังที่ได้รับจากไททันโฟเอเบเหมือนเปิดฟิลเตอร์ความจริงใจของคนทั้งห้องรวมถึงเทพอิออนก็ด้วย มันเผยให้เห็นเจตนาที่ซ่อนอยู่ใต้สีหน้าที่พยายามนิ่ง พลังป้องกันในตัวที่เหมือนเกราะสะท้อนแสงก็เริ่มหนาขึ้นตามสัญชาตญาณ ปัดแรงกดดันบางอย่างออกจากจิตใจเธอแล้วดีดความหนักหน่วงกลับไปหาต้นตอที่พยายามบีบให้เธอเชื่อหรือหวั่นไหว



             เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองกลืนน้ำลายลงคอหรือหายใจแรงกว่าปกติ เธอไม่เคยเห็นเทพจุติแบบเกือบระเบิดลงต่อหน้าแบบนี้มาก่อน พลังนั้นเหมือนเปิดเองเมื่อเธอมองเห็นความเจ็บปวดของเทพเจ้า ความทรมาน ความกลัว แม้แต่ความไม่มั่นคงของอิออนที่พยายามปกป้องบางอย่าง



             เอสต้าหลับตาปี๋ พยายามเค้นสติกลับมา เธอดึงหายใจเข้าแรง ๆ พยายามกดแสงสีทองนั้นให้มืดลงอีกครั้ง เพราะทั้งเธอและโมนีก้าไม่เคยควบคุมของแบบนี้ได้จริงจังสักที เวลาเปิดมันจะเป็นฝ่ายเลือกเปิดเองเสมอ ไม่ใช่เธอ เอสต้าเลือกจะเงียบ ปล่อยให้ผู้ใหญ่บนบัลลังก์จัดการกันไปก่อน อย่างน้อยปากของเธอก็ยังควบคุมได้ดีกว่าดวงตาบ้า ๆ นี่ ลองให้คนอื่นมารับรู้อารมณ์ของทั้งห้องแบบเธอดูบ้างไหมล่ะ



             สนุกมากมั้ง รับรองว่าปวดหัวแทบอ้วก



             มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามเลย มันคือการรับรู้อารมณ์ของคนอื่นที่กระแทกเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต และมันทำให้หัวเธอปวดตุบ ๆ



             เอสต้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอมองไปรอบห้องแล้วพบแต่ความตื่นตัว ความตกใจ และร่องรอยของความหวาดหวั่นที่แม้คนแข็งแกร่งแค่ไหนก็ซ่อนออกมาไม่มิด แต่เธอห้ามตัวเองไม่ให้วิเคราะห์อะไรจากมันมากไปกว่านี้ เธอเจอมามากพอแล้วกับการที่เนตรทองทำให้หัวเธอเจ็บเหมือนโดนคอนแทคเลนส์ที่แสบที่สุดในจักรวาล เอสต้าเลือกการเงียบเป็นเกราะ เธอไม่อยากสะท้อนอารมณ์ของใครทั้งนั้น เธอไม่อยากรู้ว่าใครกำลังกลัวตาย ใครกำลังกังวลว่าโลกจะพัง ใครกำลังรู้สึกผิดหรือรู้สึกสิ้นหวัง เธอไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น



สรุปรวม

เพิ่มเติม : SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) อ่ะ เอฟเฟ็คน่าจะยังอยู่นะเลยใส่มา

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มีต่ออีกแล้ว... รอไป 2 ชั่วโมง
Relationship Gains

[NPC-13] ควินตัส แอนเดอร์สัน

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-18] แฟรงค์ จาง

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-19] เฮเซล เลเวสก์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-83] ซาวันนาห์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-04] แอสเทอเรี่ยน (มิโนทอร์)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2025-12-22 14:16
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-04] แอสเทอเรี่ยน (มิโนทอร์) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2025-12-22 14:16
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-83] ซาวันนาห์ เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 14:15
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 14:15
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-19] เฮเซล เลเวสก์ เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 14:15
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-22 16:01:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2025-12-22 16:03

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 01 : ประชุมสภา Part 3

วันที่ 20 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเที่ยง เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป อาคารสภาเซเนท กรุงโรมใหม่ ค่ายจูปิเตอร์

           สายตาเอสต้าหันไปจับที่แอสเทอเรี่ยนตรงมุมโถง อสุรกายตัวน้อยที่อาสาไปด้วยเมื่อครู่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ที่ดูกำลังจะไม่พังเพราะน้ำหนักตัว เธอมองเขาอยู่นานกว่าปกติ มองจนเห็นเส้นขอบความดื้อและความซื่อผสมกันในท่าทาง เท่าที่รู้จักเขาแบบผ่าน ๆ เธอจัดเขาใส่ช่องเด็กในหัวมานานแล้ว และตอนนี้หัวข้อในหัวเธอคือ 



           ไม่อยากให้เด็กคนนี้ไปเลยว่ะ



           เอสต้าพยายามคิดหาประโยคที่ฟังไม่ดูลดทอนเขาเป็นเด็ก (แน่นอนว่าเธอเข้าใจผิด) แต่ก็ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เธออยากพูดอะไรดี ๆ บางอย่าง เตือน หรือห้ามปรามในแบบที่ไม่ทำให้เขารู้สึกถูกมองแคลน แต่สมองที่ไม่ค่อยเป็นระบบของเธอยังประมวลไม่ได้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี



           ก่อนที่เธอจะทันตั้งหลัก ยาสมินเดินเข้ามาจากด้านหลังอย่างเงียบ ๆ "ขออภัยด้วยสำหรับการประชุม ทุกท่านประชุมกันต่อเถอะ"



           สัมผัสจากการทรุดตัวลงนั่งข้างกายของยาสมินช่วยดึงสติของควินตัสให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง ความรู้สึกกดดันจากการเป็นผู้นำเพียงลำพังดูจะทุเลาลงไปบ้างเมื่อมีคู่หูมาช่วยแชร์ความแข็งกระด้างของเก้าอี้หินอ่อนตัวนี้ เขาเหลือบมองเพื่อนร่วมตำแหน่งครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้เป็นเชิงรับรู้ถึงการมาถึงของคุณอาเดนพลางลอบพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยความเครียดออกมาเบา ๆ 



           "มาได้จังหวะพอดีเลยครับ ตอนนี้สภากำลังจะเดือดได้ที่เหมือนสเต็กบนเตาเลยทีเดียว" 



           น้ำเสียงและท่าทีเรียบง่ายนั้นไม่ได้ช่วยลดความตึงเครียดในห้องมากนัก แต่อย่างน้อยมันเตือนให้ทุกคนกลับมามีสติ เอสต้าหันมองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนดึงสายตากลับไปที่ม้วนคำพยากรณ์ซึ่งเธออยากเอาไปเผาทิ้งมากกว่าพยายามอ่านมันอีกรอบ 



           แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังไม่ทันจาง ควินตัสก็เป็นคนต่อความคิดขึ้นมา แม้เอสต้าจะไม่ได้สนใจว่าหน้าตาเขาเป็นยังไงในตอนนั้น แต่เสียงของเขาที่ดังขึ้นพร้อมลมหายใจสะอึกเล็กน้อยบ่งบอกชัดว่าเขาเองก็เพิ่งผ่านความช็อกมา "ขอบคุณในความกล้าหาญของคุณทั้งสองคนครับ คุณอาริเอล คุณแอสเทอเรียน การมีพวกคุณร่วมทีมจะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในคำพยากรณ์ได้อย่างดีเยี่ยม" เขาหันกลับมามองเอสต้าอีกครั้งจนเธอรู้สึกเหมือนโดนจับโปะบทบาทที่เธอไม่ได้อยากรับตั้งแต่แรก



           "ผมเข้าใจว่ามันยากที่จะเชื่อใจคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนครับคุณบลอสซัม แต่ในประวัติศาสตร์ของค่ายจูปิเตอร์ ชื่อของเจสัน เกรซ คือสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และการเสียสละ หากโชคชะตาเล่นตลกจนพาคุณไปพบกับเขาจริงๆ ผมอยากให้คุณจำคำของท่านเลเวสก์ไว้ให้มั่น เพราะเขาอาจเป็นคนที่จะพาคุณรอดชีวิตกลับมาได้"



           เอสต้าฟังแต่ไม่รับ ประโยคพวกนั้นมันฟังเหมือน ‘เชื่อเถอะ อย่าเถียง’ มากกว่า ‘ลองพิจารณาดู’



           "ส่วนเรื่องที่เทพอิออนเพิ่งเตือนเราเกี่ยวกับโครนอสและรอยแยกที่กำลังจะรั้งไว้ไม่ไหว"



           เมื่อเขาพูดต่อเกี่ยวกับโครนอส รอยแยก และสภาที่กำลังร้อนเหมือนสเต็กถูกย่าง เอสต้าก็ได้แต่หายใจเข้าลึก ๆ พยายามไม่ให้ตัวเองเผลอพูดอะไรหลุดไปแบบประชดประชัน เพราะตอนนี้เธอเหนื่อยทั้งหัว ทั้งตา ทั้งใจ



           ในหัวของเอสต้าตอนนี้มีเพียงคำเดียว ให้มันจบได้ไหม? เพราะถ้าเทพถึงขั้นโผล่มาฟาดงวงฟาดงาโผล่มาเตือนแบบนี้ แล้วสภายังเดินเรื่องกันราวกับกำลังเลือกเมนูบนเครื่องบิน เธอคงบ้าไปก่อนที่คำพยากรณ์จะพาเธอทะลุมิติเวลาเสียอีก



           ยาสมินนั่งนิ่งฟังอยู่เมื่อครู่เธอเก็บจิ๊กซอว์เท่าที่ตามทันจากการประชุมที่เหมือนโยนข้อมูลใส่หัวทุกคนแบบสไลด์รัว ๆ พอเห็นว่าเรื่องรายชื่อคนไปภารกิจเริ่มจับเค้าได้ เธอก็หมุนตัวหันมาทางเด็กสาวผมแดงที่นั่งนิ่งกอดม้วนกระดาษเอาไว้ราวกับมันคือกระบองไฟฉุกเฉินชิ้นสุดท้ายในห้องประชุมที่กำลังไหม้ไปด้วยความไม่เข้าใจอะไรเลย 



           "จากตัวเลือกทั้ง 2 คนนั้น คุณโมนีก้าคิดว่าอย่างไรบ้าง" คำถามนั้นพุ่งมาตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม เอสต้าซึ่งตอนนี้สวมคราบโมนีก้าอยู่ถึงกับค้างไปวินาทีหนึ่ง สมองที่ล้าอยู่แล้วเหมือนหมุนฟรี เหมือน CPU ค้างแล้วขึ้นหน้าจอฟ้า ก่อนที่ยาสมินจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ชัดเจนว่ามีทิศทางในใจอยู่แล้ว "แต่หากถามเรา อยากให้เป็นอาริเอลเสียมากกว่า" ในฐานะแม่ทัพ ยาสมินพูดเหมือนกำลังเลือกตัวลงสนามรบ ไม่ใช่กำลังถามเด็กอายุ 15 อยู่ว่าจะเอาเพื่อนไปติวเลขด้วยกันคนไหน



           ด้านเอสต้า…เธอนั่งอึนไปอีกรอบ เอ๊ะ? เมื่อกี้ว่าไงนะ? หมายความว่าไง? สองคน? หนึ่งคน? ต้องไปทั้งคู่? หรือเลือกได้คนเดียว? สมองเธอวิ่งวนเหมือนคนเปิดแท็บเบราว์เซอร์ไว้สิบแปดหน้าแล้วลืมว่าดูอะไรอยู่ เธอดึงสติกลับมาแบบกระแทกเบรกแล้วเงยหน้าขึ้นถามออกไปตรง ๆ ตามสไตล์คนไม่ทันเกม



           "เดี๋ยวนะคะ จะให้ทั้งคุณแอสเทอเรี่ยนกับคุณอารีเอลไปทั้งสองเลยหรอคะ? ขอคนเดียวไม่ได้หรอคะ?" ความจริงคือเธอเข้ากับคนไม่เก่งอยู่แล้ว ยิ่งคนเยอะยิ่งปวดหัว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดูสุภาพ แต่ในหัวคือยิ่งเยอะยิ่งวุ่นวายชัด ๆ "เอ่อ ๆ คือว่า ๆ คุณแอสเทอเรี่ยนน่าจะยังเป็นคน...เอ๊ะ? เอ่อ เขาดูเด็กอ่ะค่ะ เขาอาจจะยังไม่เหมาะจะออกไปจากค่ายหรือเปล่าคะ" เธอพยายามเลือกคำพูดให้ดูสมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่สมองที่ไม่ค่อยมีรอยหยักในหัวสมองของเธอจะช่วยได้ในสภาพนี้ เพราะต่อให้ไม่รู้เลขอายุจริงของแอสเทอเรี่ยน แต่ภาพรวมมันคือเขาเหมือนเด็กมากสำหรับเธอ ซึ่งเอสต้าในฐานะบุคลิกที่เกิดมาเพื่อสร้างความปั่นป่วน ยังรู้สึกว่าการลากเด็กออกไปเสี่ยงตายกลางรอยแยกแห่งเวลา มันไม่ค่อยโอเคเท่าไร



           ความงงซ้อนงงยังไม่ทันจาง แต่ในหัวเอสต้ายิ่งรู้สึกว่าป้ายงงนะคะ กำลังยกสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตกลงต้องการกี่คนกันแน่ สองคน? หนึ่งคน? หรือสุดท้ายจะยัดใส่มาเป็นทีม



           อิฉันงงไปหมดแล้ววว



           เอสต้าเธอบ่นในหัวเสียงดังมาก แต่บนหน้าเธอคือเด็กสาวผมแดงท่าทางเรียบ ๆ ตาใส ๆ ที่เหมือนแค่กำลังคิดตามช้าไปหนึ่งสเต็ป ในขณะนั้นลูซิอุสก็หันกลับไปจับประเด็นหลักของการประชุมต่อ น้ำเสียงกลับมาเรียบแต่ฟังดูจริงจังอย่างคนที่กำลังล็อกกรอบให้การสนทนาวิ่งไปบนรางที่เขาจัดไว้



           "ตอนนี้มีผู้เสนอตนเองเข้าร่วมภารกิจนี้สองคนแล้ว และมีใครต้องการจะอาสาตัวเองเพิ่มอีกหรือไม่...ที่คิดว่าจะรับมือกับสิ่งที่ทุกคนได้เห็นเมื่อครู่นั้นไหว" สายตาของลูซิอุสหันกลับมาจับจ้องที่เอสต้าอีกครั้ง “คุณบลอสซัม การที่คุณให้เหตุผลเรื่องแอสเทอเรี่ยนที่ว่ายังเด็กไป แปลว่าคุณยอมรับได้ใช่ไหม หากคุณอาริเอลจะไปร่วมทำภารกิจกับคุณในครั้งนี้”



           เอสต้าขยับตัวเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นรับคำถามนั้นตรง ๆ เพราะกำลังมึนอยู่ "ก็ยอมรับนะคะ....ฉันทำหน้าเหมือนว่าไม่โอเคหรอ?" คะนั้นฟังดูเหมือนหาเรื่อง แต่จริง ๆ เธอแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องย้ำถาม เธอเองก็ไม่ได้มีทางเลือกมากมายอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่หรอ



           "คือฉันจำได้ว่ามีคนเคยบอกฉันว่าถ้าไปคนเดียวคงไม่ได้ ไม่รู้เพราะอะไร แต่เหมือนว่าต้องมีคนตามไปด้วยฉันก็อยากได้คนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะฉันต้องเดินทางไปช่วยเหลือหลายคน มันอาจจะดูเหมือนคนเยอะจะยิ่งดี แต่ในมุมมองของฉันแล้ว...ไม่อ่ะ ไม่ดีขนาดนั้น" เธอพูดไปตามความคิดจริง ๆ แบบไม่ปิดบังอะไร แค่เรียบเรียงให้มันดูสุภาพหน่อย เธอไม่ได้เกลียดการมีคนช่วยแต่ไม่ชอบภาพภารกิจที่กลายเป็นขบวนทัวร์ทัศนศึกษาต่างจังหวัด แล้วต้องมาคอยลากกันเองตอนเรื่องมันเละไปถึงไหนต่อไหน



           "อีกอย่าง... คำว่าประวัติศาสตร์และกาลเวลา มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรไปแตะต้องมันมากนัก"



           เอสต้าถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่เทพอิออนโผล่มา เตือนเรื่องโครนอส พูดเรื่องเวลาจะไม่อยู่ข้างพวกเธอ ถ้อยคำนั้นเหมือนกระทบกับบางอย่างในตัวเธอที่ผูกโยงกับดวงตาสีทองของฟีบี้ แต่ถึงจะรู้สึกว่ามันสำคัญ เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าจะเอาตัวเองไปยืนตรงไหนในสมการบ้า ๆ ของโชคชะตาที่โดนยัดเยียดใส่มือของตัวเอง



           ลูซิอุสตอบกลับเสียงนิ่ง ราวกับตัดสินใจได้แล้วว่าจะเคาะอะไรลงในช่องแบบฟอร์มบนโต๊ะ "นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ควรแบกรับอะไรที่มันเกินตัวไว้เพียงคนเดียว ถึงจำเป็นต้องมีคนไปด้วย" เขาใช้ปากกาเคาะลงบนหัวข้อจำนวนผู้เข้าร่วม บนแบบฟอร์มที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้มองใบหน้าเธอด้วยซ้ำเหมือนคนที่กำลังทำงานเอกสารมากกว่าพูดกับคนเป็น ๆ "มีใครคัดค้านหรือคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียบพร้อมพอที่จะอาสาตัวเองไปอีกไหม" เอสต้ามองคนที่เอาแต่สนใจกระดาษแล้วเลิกคิ้วนิด ๆ ก่อนจะกอดอกกลั้นคำแซะไว้ เธอกวาดตามองห้องประชุมไปช้า ๆ บรรยากาศเงียบลงแบบที่ไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ว่าไม่มีใครอยากยกมือเพิ่มแล้ว



           ไม่มีเสียงตอบรับ (จากเลขหมายที่ท่านเรียก) หรือใครสักคนลุกขึ้น คงไม่มีใครอยากจะเสี่ยงกับคำว่าไททันแห่งกาลเวลาเพิ่มอีกหรอกมั้ง? 



           เอสต้าเลยนั่งเงียบ ไม่ได้มีอะไรจะเสริม เพราะต่อให้จะพูดอะไรเพิ่มตอนนี้ก็คงไม่ได้เปลี่ยนว่าคนที่จะออกไปมีเธอกับอาริเอลอยู่ดี



           ในขณะนั้นแฟรงค์เป็นคนที่ทำให้ความเงียบนั้นแตกออก "ถ้าอย่างนั้นคงได้ข้อสรุปเรื่องสมาชิกคนที่สองแล้ว ส่วนสมาชิกคนที่สามคงได้รู้หลังจากที่คุณบลอสซั่มเดินทางไปถึงนครแห่งแรงลมที่ตีความได้ว่า ชิคาโก ผมขอเป็นตัวแทนขอบคุณในความกล้าหาญของอาสาสมัคร" เขาลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วค้อมศีรษะให้ทั้งอาริเอลและแอสเทอเรี่ยนด้วยท่าทีให้เกียรติเต็มที่



           เอสต้ามองภาพนั้นเงียบ ๆ มันมีน้ำหนักบางอย่างที่เธอไม่คุ้นเคย เป็นความเป็นผู้ใหญ่ของคนที่เคยผ่านสนามรบและการตัดสินใจแบบที่ถ้าพลาดทีเดียว อาจไม่มีใครได้กลับบ้าน



           ก่อนที่แฟรงค์จะกลับมานั่งลงแล้วหันกลับมาที่ประเด็นคำพยากรณ์อีกครั้ง "ตอนนี้เราตีความกันไปได้ถึงไหนแล้วนะ ผมคิดว่าท่อนหลัง ๆ ของคำพยากรณ์ดูจะวน ๆ อยู่กับไททันที่ทำกาลเวลาปั่นป่วน ซึ่งเรารู้แล้วว่าตัวการสำคัญคือโครนอส มีใครต้องการตีความเพิ่มไหมครับ เราจะได้เข้าสู่การอนุมัติอุปกรณ์และยุทธภัณฑ์กัน"



           คำว่าตีความ ทำให้เอสต้ารู้สึกเหมือนมีใครโยนสมการแคลคูลัสใส่เธออีกครั้ง เพราะฉะนั้นเธอเลยเลือกที่จะปิดปากแน่นไม่ได้พูดอะไรออกไป  แน่นอนเมื่อพูดถึงเรื่องคำพยากรณ์ เอสต้าแม่งเงียบกริบเหมือนมีนกบินผ่านเป็นจังหวะเดธแอร์ เพราะว่าเธอไม่มีคอมเม้นท์ในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ คำพยากรณ์เหมือนเป็นโครงเรื่องที่ต้องใช้หัวสมองจริงจังในการแยกชั้นความหมายทีละชั้น



           และใช่แล้ว เอสต้าไม่มีหัวสมองในหมวดนั้นเลยสักนิด…



           เอาไว้รอบหน้าแล้วจะพยายามแล้วกันนะ แต่ไม่ใช่รอบนี้ย่ะ



           เอสต้าบ่นในหัวกับตัวเองแบบประชดเบา ๆ ก่อนจะเหลือบมองแฟรงค์แล้วแอบยิ้มบาง ๆ ในหัวภาพมันเหมือนกำลังให้สติกเกอร์กู๊ดจ๊อบ แปะหน้าผากเขา เป็นการขอบคุณแบบเงียบ ๆ ในแบบของเอสต้าชอบทำเป็นประจำ



           ควินตัสยังนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้หินอ่อนตัวเดิม ท่าทางเหมือนรูปปั้นที่ถูกวางไว้นานไปหน่อยจนเริ่มแตกร้าวเล็ก ๆ ที่มุม เขาขยับหลังไปมานิดเดียวเหมือนคนกำลังพยายามหาตำแหน่งที่ไม่ทรมานกระดูกสันหลัง แต่สำหรับเอสต้า แค่เห็นแผ่นหลังคนเป็นแม่ทัพเกร็งอยู่อย่างนั้นก็มากพอจะเดาได้แล้วว่าร่างกายเขาคงกำลังประท้วงอะไรสักอย่างอยู่แน่ ๆ บรรยากาศในห้องเริ่มอึดอัดแปลก ๆ เงียบจนเสียงเสื้อผ้าขยับนิดเดียวก็เหมือนดังเกินเหตุ แสงที่ลอดผ่านโดมด้านบนเริ่มเลื่อนมุม เงายาวของเก้าอี้หินทอดไปบนพื้นราวกับเตือนว่าพวกเขานั่งคุยเรื่องเดียวกันมานานเกินไปแล้ว



           แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อ เสียงของซาวันนาห์ก็ดังขึ้น ตัดผ่านบรรยากาศอึน ๆ ของโถงสภาอย่างชัดเจน 



           “ดิฉันไม่มีความเห็นอื่นเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องคำพยากรณ์แล้วค่ะ” น้ำเสียงของซาวันนาห์นั้นนิ่งแต่หนักแน่นอย่างเห็นได้ชัด เธอแทรกตัวผ่านความเงียบในห้องหินที่แสงแดดเริ่มทอดเงายาวขึ้นบนพื้น เอสต้าหันไปมองคนพูด เห็นปลายนิ้วของอีกฝ่ายเคาะเบา ๆ ลงบนขอบที่นั่งเหมือนกำลังล็อกจังหวะคิดไปด้วยในตัว



           “แต่ดิฉันเชื่อในสัญชาตญาณของคุณบลอสซัมค่ะ ประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอสามารถเอาตัวรอดและตัดสินใจในสถานการณ์คับขันได้อย่างยอดเยี่ยม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ ดิฉันเสนอว่าเราควรข้ามขั้นตอนการถกเถียงเรื่องคำพยากรณ์ แล้วไปว่ากันด้วยเรื่องการอนุมัติอุปกรณ์และยุทธภัณฑ์ที่จำเป็นกันเลยดีไหมคะ?”



           "ฉันเห็นด้วยกับคุณซาวันนาห์ค่ะ!!" เอสต้านั้นโผล่พูดออกมาแบบตรงไปตรงมาไม่กรอง เธอรู้สึกเลยว่าถ้าให้ถกคำพยากรณ์กันอีกสักยี่สิบประโยค เธอจะเป็นคนแรกที่ขอเทตัวลงนอนกลางพื้นหินนี่แหละ เพราะตอนนี้เอสต้าเริ่มรู้สึกเหมือนถูกลากออกจากโจทย์แคลคูลัสกลับเข้ามาในโลกที่ตัวเลขยังพอมีความหมาย 



           "อันนี้คือจบประเด็นนี้แล้วปะคะ? เราต้องคุยเรื่องอะไรกันต่อไหมคะ? เหมือนว่าจะไม่มีคนเสนอเรื่องคำพยากรณ์แล้วละมั้งคะ" น้ำเสียงของเอสต้านั้นไม่ได้แข็งเหมือนประชด แต่มันตรงมากพอที่จะสะกิดคนหลายคนทั้งห้องให้ขยับตามความคิดที่ควรจะเป็นตั้งแต่ทีแรก เอสต้ากวาดตามองรอบ ๆ เห็นแค่สีหน้าที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาของทุกคน



           ลูซิอุสที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันยังคงนิ่ง พิงแผ่นหลังกับเก้าอี้หินอย่างควบคุมตัวเองได้ดี เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการตีความเพิ่มให้ยุ่งยากกว่าเดิม แค่ลดสายตาลงมามองเอกสารตรงหน้า หยิบปากกาขึ้นมาแล้วเขียนชื่อ อาริเอล ลงในช่องรายชื่อผู้ร่วมภารกิจอย่างเรียบง่าย เหมือนคนทำงานเอกสารมากกว่าคนเคร่งงานที่เพิ่งเห็นเทพเวลาโผล่มาในห้องเมื่อครู่



           "ถ้าอย่างนั้นเราไปเรื่องต่อไปกันได้เลย" เขาเอ่ยเบา ๆ แต่เสียงชัดเจนพอให้สะท้อนในโถงสภา



           ก่อนที่เอสต้าจะยกมือเล็กน้อยเหมือนนักเรียนขอครูเบรกกลางคาบ "แล้ว...เรื่องอะไรต่อคะ? คือฉันอยากจะบอกว่า ฉันไม่เคยเข้าการประชุมแบบนี้มาก่อน" เธอพูดตรง ๆ ไม่ได้พยายามทำเป็นรู้เรื่องอะไรไปหมด สีหน้าเธอยังเหมือนเดิมคืองงอยู่แต่พอไหว แต่อยากให้ใครบอกโครงขั้นตอนให้หน่อยจริง ๆ



           ซาวันนาห์ขยับตัวอีกครั้ง หันไปมองรอบห้องก่อนจะโฟกัสที่ภาพรวมของภารกิจมากกว่าคำพยากรณ์ ท่ามกลางเสียงอื้ออึงที่เริ่มซาลง “ถ้าเช่นนั้นในส่วนของดิฉันเพื่อให้การติดต่อสื่อสารท่ามกลางกาลเวลาที่บิดเบี้ยวเป็นไปได้อย่างราบรื่น ใครที่ยังไม่ได้เบิกกำไลเทสเซรา ให้มาแจ้งชื่อเบิกใช้ชั่วคราวได้เลยค่ะ” ซาวันนาห์ยกมือข้างที่มีกำไลกลไกซับซ้อนเคลือบอยู่ให้ทุกคนเห็น 



           “แม้ว่าชั่วโมงการฝึกฝนของบางคนอาจจะยังไม่ถึง แต่ในกรณีฉุกเฉินนี้ดิฉันจะอนุโลมให้เป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามมีข้อแม้ว่าหลังจากจบภารกิจและกลับมาถึงค่ายอย่างปลอดภัยแล้ว ทุกท่านต้องนำมันมาส่งคืนดิฉันในสภาพสมบูรณ์ทันที และขอแจ้งไว้ล่วงหน้าเพื่อความโปรดระวังนะคะ...หากใครทำหาย ดิฉันขอเรียกเก็บค่าชดเชยเป็นจำนวน 200 ดีนาเรียส โดยไม่มีข้อยกเว้นค่ะ” เสียงของซาวันนาห์นั้นนิ่งแต่ชัดมาก เอสต้ารู้สึกเหมือนกำลังฟังเจ้าหน้าที่การเงินอ่านข้อกำหนดบัตรเครดิตมากกว่าจะเป็นสมาชิกของค่ายจูปิเตอร์



           เอสต้าหันกลับไปมองซาวันนาห์ที่เพิ่งประกาศค่าปรับเมื่อครู่ คราวนี้เธอเงยหน้าขึ้นเหมือนคิดอะไรได้บางอย่างแล้วถามกลับอย่างหน้าตาย 



           "งั้นจ่าย 200 ดีนาเรียสตอนนี้เลยได้ไหมคะ เพราะมันไม่มีทางได้อย่างสภาพสมบูรณ์แน่ ๆ อ่ะ เพราะฉันไม่รู้ว่าต้องอยู่ในอดีตนานแค่ไหนด้วยซ้ำ" เธอไม่ได้พูดเล่นด้วยซ้ำ น้ำเสียงฟังออกชัดว่าเธอจริงจังกับการพังของแน่ ๆ ระดับหนึ่งเลย



           ทันทีที่ได้ยินซาวันนาห์ที่นั่งตรวจเช็กรายการวัสดุเงยหน้าขึ้นนิดเดียว เธอปรายตามองเอสต้าในร่างของโมนีก้า บลอสซัมด้วยหางตา แววตานั้นผสมระหว่าง พูดอะไรของเธอเนี่ย กับ เดี๋ยวค่อยเคลียร์กันหลังไมค์ มากกว่าจะดุจริง แต่เอสต้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ล้อเล่นกับเรื่องระเบียบวินัยละมั้ง แบบ ละมั้งนะ



           เอสต้ารับสายตานั้นเต็ม ๆ แต่ก็ไม่คิดจะถอนคำพูดอะไร ในหัวเธอมีแต่คำว่า ภารกิจข้ามเวลา + ของแพง + บุคลิกชอบลุยแบบไม่คิดเยอะ = ซ่อมของคืนสภาพสมบูรณ์คือตลกร้ายชัด ๆ อย่างน้อยการยกมือบอกไว้ก่อนก็ดีกว่าปล่อยให้อนาคตเวียนหัวทีหลัง สำหรับเธอ นี่คือการเพลย์เซฟในแบบของตัวเองแล้วจริง ๆ 



           ฝั่งควินตัสเองยังนั่งตัวตรงเหมือนเดิม แต่เอสต้าที่นั่งมองจากมุมของตัวเองเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง แผ่นหลังเขาตึงจนเห็นชัดผ่านผ้าทอก้า มือจับขอบเก้าอี้แน่นกว่าปกตินิดหน่อย เหมือนกำลังโฟกัสกับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คำว่าคำพยากรณ์หรือโครนอสอีกแล้ว ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงของเขาตอนพูดก็ยังคุมอยู่ในโหมดแม่ทัพอย่างเต็มที่



           "ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับคุณซาวันนาห์และคุณบลอสซัม" เขาเอ่ยอย่างเป็นทางการ กวาดสายตาไปทางวุฒิสมาชิกคนอื่นเพื่อปิดประเด็นเรื่องการตีความอย่างแนบเนียน ก่อนเชื่อมไปหัวข้อถัดไปแบบไม่ให้ใครมีจังหวะแทรก



           "ในเมื่อเราเห็นพ้องเรื่องตัวบุคคลแล้ว ผมขอเสนอให้เราจัดการเรื่องยุทธภัณฑ์ทันทีครับ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ผมคิดว่าเราควรโยกย้ายเงินดอลลาร์บางส่วนไปเป็นงบสำหรับจัดหาเสื้อผ้าที่สอดคล้องกับยุคสมัยตามคำพยากรณ์ ไม่ว่าจะเป็นชุดสำหรับช่วงการล่าแม่มดหรือชุดฮั่นฝูในช่วงยุคสามอาณาจักร อย่างน้อยสักหกชุดเพื่อให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่เราอาจจะต้องไปช่วยระหว่างทางด้วย เพราะการเดินดุ่มๆ เข้าไปในประวัติศาสตร์ด้วยเสื้อยืดค่ายและกางเกงยีนส์คงไม่ต่างจากการตะโกนเรียกหายนะให้มาเยือน"



           เอสต้าฟังตรงนี้แล้วแอบเห็นด้วยแรง ๆ ในใจ ภาพตัวเองใส่เสื้อค่ายจูปิเตอร์เดินอยู่กลางหมู่บ้านล่าแม่มดนี่คือภาพที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้นแม้ในฝัน



           และควินตัสก็ยังพูดต่อ ทว่าเสียงของเขาแม้จะมีบางจังหวะที่เหมือนรีบเล็กน้อย แต่ก็ยังชัดเจน "แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอคัดค้านหรืออย่างน้อยก็ต้องพิจารณาอย่างเข้มงวดที่สุดคือการนำเพลิงกรีกติดตัวไปด้วยครับ เรากำลังยุ่งเกี่ยวกับเส้นกาลเวลาที่เปราะบาง การใช้ของที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดนั้นอาจสร้างปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกที่บิดเบือนประวัติศาสตร์จนเราจำโลกใบเดิมไม่ได้ ส่วนเรื่องเสบียงสำรอง ผมขออนุมัติเป็นน้ำทิพย์และอาหารทิพย์สักสองชุดเผื่อกรณีฉุกเฉินครับ ถ้าสมาชิกท่านใดไม่มีข้อโต้แย้งในรายการทรัพยากรเหล่านี้ ผมขอให้เราจบวาระการประชุมและแยกย้ายไปดำเนินการตามหน้าที่ของตนเองได้เลยครับ"



สรุปรวม

เพิ่มเติม : SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) อ่ะ เอฟเฟ็คน่าจะยังอยู่นะเลยใส่มา

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มีต่ออีกแล้ว(รอบที่ 2)... รอไป 2 ชั่วโมง
Relationship Gains

[NPC-13] ควินตัส แอนเดอร์สัน

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-14] ยาสมิน อาเดน

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-18] แฟรงค์ จาง

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +2

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-19] เฮเซล เลเวสก์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-83] ซาวันนาห์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-04] แอสเทอเรี่ยน (มิโนทอร์)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2025-12-22 17:03
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-04] แอสเทอเรี่ยน (มิโนทอร์) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2025-12-22 17:02
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-83] ซาวันนาห์ เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 17:02
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 17:01
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-83] ซาวันนาห์ เพิ่มขึ้น 28 โพสต์ 2025-12-22 17:00
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-22 18:06:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2025-12-22 18:09

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 01 : ประชุมสภา Part 4

วันที่ 20 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเที่ยง เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป อาคารสภาเซเนท กรุงโรมใหม่ ค่ายจูปิเตอร์

           ในช่วงที่แสงอาทิตย์ยามบ่ายลอดผ่านช่องกระจกสูงของโถงสภาเซเนทดูนิ่งเกินไปสำหรับคนที่มีความอดทนต่ำอย่างเอสต้า เธอนั่งอยู่กลางห้องด้วยท่ากอดอก ส่งสายตาเลื่อนไปตามใบหน้าของแฟรงค์ จาง ที่กำลังพลิกแบบฟอร์มในมือนิ่ง ๆ รอยย่นบนหน้าผากเขาชัดเจนพอจะบอกได้ว่ามีหลายบรรทัดในกระดาษนั่นที่ทำให้เขาอยากถอนหายใจ แต่อย่างที่เอสต้าคิดในหัว เขาคงยังรักษาภาพลักษณ์บุตรแห่งมาร์สเอาไว้ ไม่แสดงออกมากไปกว่านี้



           "ในแบบฟอร์มคุณบลอสซั่มเขียนถึงยานพาหนะบ่อยครั้ง ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นปัญหาหากต้องเดินทางข้ามกาลเวลา ยานพาหนะในยุคนี้โดดเด่นเกินไป บางทีเราควรคำนึงถึงเรื่องนี้ไม่แพ้เครื่องแต่งกายที่คุณแอนเดอร์สันเสนอมาก่อนหน้า" ประโยคนั้นจบลงไม่นาน เอสต้าก็ยกมือชูแหวนที่สวมอยู่บน นิ้วกลางซ้ายขึ้นมาเหมือนอวดถ้วยรางวัล เธอเงยหน้าขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจราวกับสิ่งนี้คือคำตอบง่าย ๆ ที่ทุกคนในห้องควรจะรู้ตั้งแต่แรก



           "แล้วทำไมเราไม่เก็บยานพาหนะไว้ในแหวนดาราจรัสหรอคะ? หรือว่าคุณคิดจริง ๆ ว่าถนนในช่วงยุคสมัยก่อนมันมีให้เราขับรถได้จริงๆ ฉันอยากจะได้เวลาเดินทางไปชิคาโก้ต่างหาก เพราะในบันทึก อุ๊บบบบ หมายถึงที่ฉันเคยเจอเจอวัวโคลคีนชนบ่อย ๆ อ่ะค่ะ" ท่าทางเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบเด็กแก่นและความเหนื่อยล้าสะสมจนไม่แยแสว่าคนในสภาจะคิดเห็นยังไงกับความคิดของเธอ และก่อนที่ความเชื่อมั่นในแหวนจะได้ตั้งหลักอยู่นาน



           วินเซนโซที่ยังติดอยู่ในร่างเด็กตัวเล็กอย่างกับใส่ฟิลเตอร์บีบหน้าใน TikTok ขยับแว่นกันแดดบนสันจมูกเล็กน้อย ท่าทางนั้นทำให้เอสต้ามองแล้วอยากจะถอนหายใจใส่แรง ๆ มากกว่าเพราะมันมีความกวนตีนแบบคนรู้ตัวว่าฉลาดอยู่เต็มเปี่ยม เขาพ่นลมหายใจออกมาตามสไตล์คนที่มั่นใจในความรู้เชิงช่างของตัวเอง เสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดังขึ้นเหมือนกำลังมองเธอแล้วคิดว่า โอ้ย เด็กเมื่อวานซืน ขณะที่เขาเลื่อนแก้วกาแฟลงไปวางบนโต๊ะอย่างตั้งใจ ไม่ให้กระฉอกแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะยกมือขึ้นในท่าทีเหมือนกำลังจะอธิบายบทเรียนวิศวกรรมให้เด็กมัธยมฟังแบบคนที่เชื่อว่าโลกนี้มีเหตุผลเชิงกลเสมอ



           "เอ้อ... คุณผู้หญิงครับ ผมขัดจังหวะความภูมิใจในแหวนนั่นนิดหนึ่งนะ" วินเซนโซพูดลากเสียงแบบสบาย ๆ แต่กวนมากพอให้เอสต้าคิดคำด่าในหัวได้เป็นสิบแบบ "คือไอ้แหวนดาราจรัส ที่คุณชูอยู่น่ะ มันก็ดูสวยดีบนนิ้วกลางข้างซ้ายของคุณ ซึ่งผมก็แอบสังเกตอยู่นะว่ามันไม่มีแหวนหมั้น แต่มันมีข้อจำกัดทางวิศวกรรมที่แสนจะน่าเบื่ออยู่ข้อหนึ่ง" เขาพิงหลังกับพนักเก้าอี้เหมือนคนว่างงานที่นั่งอธิบายปัญหาชีวิตคนอื่นด้วยท่าผ่อนคลาย แต่สายตาภายใต้แว่นกันแดดนั้นมั่นใจเกินกว่าเด็กอายุสิบขวบธรรมดาจะมี เอสต้าเห็นได้ชัดว่าเขาพร้อมจะสาธิตให้เธออายจริง ๆ ถ้าท้าแข่งเรื่องช่างกับเขา



           "พวกกองร้อยที่ห้าเคยลองเอาของชิ้นใหญ่กว่าดาบเข้าไปยัดมาแล้ว และผลคือ... 'วืด' ครับ แหวนพวกนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับโครงสร้างเชิงซ้อนหรือมวลสารมหาศาลขนาดนั้น ยิ่งเป็นยานพาหนะที่มีกลไกยิบย่อยข้างในด้วยแล้ว ลืมไปได้เลย" หลังพูดจบ เขาหยิบเหรียญขึ้นมาเล่นบนข้อนิ้วด้วยท่าทางชำนาญแบบคนที่ชอบโชว์ว่าตัวเองมีสกิลมากกว่าเด็กปีหนึ่งในคณะวิศวกรรมทั้งวิทยาลัยรวมกันซะอีก พร้อมพูดต่ออย่างไม่รีบ



           "ถ้ามันเก็บได้ง่ายๆ แบบนั้น ผมคงยัดซีตัสใส่ต่างหูแล้วนอนกระดิกเท้าไปถึงชิคาโก้ตั้งนานแล้วล่ะ ไม่ปล่อยให้ต้องมาปวดหัวเรื่องการเลือกถนนให้เสียเวลาดื่มกาแฟหรอก" เขาส่งยิ้มกวน ๆ มาทางเธอ มุมปากยกขึ้นนิดเดียวแต่พอให้รู้ว่าเขาเองกำลังสนุกกับการบรรยายเหนือหัวเธอ



           "เชื่อมือบุตรแห่งวัลแคนเถอะครับโมนีก้า ของบางอย่างมันก็ต้องมีที่ทางของมัน ส่วนวัวโคลคีนที่คอยจะพุ่งชนคุณน่ะ... ไว้คราวหน้าลองให้มันชนซีตัสดูไหมครับ? ผมรับรองว่าวัวนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายต้องไปนอนพักฟื้นก่อน"



           เอสต้าไม่ต้องใช้เนตรฟีบี้ก็เดาได้ว่าเขาตั้งใจยั่วเต็มที่ เธอรู้สึกกล้ามเนื้อขากรรไกรตึงก่อนคำพูดจะออกจากปาก เพราะเธอไม่ใช่คนเก็บอารมณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่สำคัญ เธอไม่ชอบคนกวนตีนที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าเธอ โดยเฉพาะคนที่เคยเอาเรือเหาะไปตกยังมีหน้ามาโอ้อวดทำตัวเป็นพูดดีเอาแต่ลมปากทำภารกิจก็พลาดยังจะมาปากมากอีก



           นั้นไงไอ้สัส กูว่าล่ะ กูเกลียดมึง ไอ้เหี้ย!



           ก่อนที่เธอจะพูดใส่เขาแบบตรงไปตรงมาจนคนนั่งใกล้ ๆ อาจจะรู้สึกได้ถึงแรงอัดอากาศ "แล้วนายต้องไปชิคาโก้หรือไงวิน ทีตัวเองยังจะเอาเรือเหาะไปแถมตกอีกต่างหาก...อีกอย่างตัวกระเปี๊ยกเดียวได้ไงเนี้ย" เสียงเธอห้วนแบบไม่ปิดบังอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ยังถามอีกด้วยหน้าตายว่า "แล้วซีตัสคืออะไร?" 



           ยังไม่ทันที่เธอจะได้เหวี่ยงใส่เขาต่อ ซาวันนาห์ก็ขยับเข้ามาในประเด็นใหม่ด้วยโทนน้ำเสียงจริงจัง เธอเปิดแบบร่างในมือก่อนส่งแผ่นพิมพ์สะท้อนแสงใต้ไฟเพดาน “เรื่องพาหนะที่คุณจางพูดถึง ดิฉันพอจะมีทางออกที่เหมาะสมกับเงื่อนไขการอำพรางตัวในยุคโบราณค่ะ…” เอสต้าฟังเธอพูดถึงพรมเดินทางรุ่นต้นแบบด้วยสายตาไร้อารมณ์ ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะสมองพยายามประเมินว่า การเดินทางด้วยพรมแบบรถบัสความเร็วต่ำ ฟังดูเหมือนทริปทัศนศึกษาในสวนสนุกมากกว่าภารกิจข้ามประวัติศาสตร์ของกาลเวลา 



           ดิฉันเพิ่งคิดค้นพรมสำหรับการเดินทางรุ่นต้นแบบขึ้นมา แม้ความเร็วของมันจะพอ ๆ กับรถบัสประจำทาง แต่ก็พอช่วยให้ปลอดภัยได้ประมาณนึงถ้าไม่เจอศัตรูน่านฟ้าเข้า แต่ด้วยความเป็นรุ่นทดลอง มันยังมีข้อจำกัดเรื่องพลังงานค่อนข้างมากค่ะ คือจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้เพียง 6 ชั่วโมงต่อวัน เท่านั้น และหลังจากนั้นพวกคุณจำเป็นต้องหาสถานที่พักที่เงียบสงบเพื่อให้พรมได้หยุดพักและชาร์จพลังงาน 8 ชั่วโมง ถึงจะกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้งค่ะ ไม่ทราบว่าคุณบลอสซัมสนใจไหมคะ?



           เมื่อได้ยินข้อจำกัดการใช้งานหกชั่วโมง และต้องพักแปดชั่วโมง เอสต้าก็หลุดถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกได้ว่าการนอนกลางป่ากลางยุคโบราณกับพรมที่ต้องชาร์จพลังนั้น ไม่ใช่อะไรที่คนอยากลองถ้าเลือกได้



           "จะเอาอะไรก็เอามาเถอะ" เอสต้าเอ่ยตอบคำนั้น เธอกอดอกแน่น น้ำเสียงติดหงุดหงิดระคนประชดเมื่อพูดต่อ "แล้วแต่พวกคุณจะกรุณาอย่างที่ฉันเขียนในกระดาษ" ตามด้วยการประกาศจุดยืนหนักแน่นแบบไม่แคร์ใคร "คณะกรรมการโปรดพิจารณาจากประวัติการทำงาน(หนัก)และการล้มป่วยกะทันหันของข้าพเจ้าอย่างถี่ถ้วน และไตร่ตรองดูดี ๆ ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติให้แก่ค่ายนั้น คุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่อป้องกันมิให้หัวใจหยุดเต้นอีกครั้งในระหว่างปฏิบัติภารกิจกอบกู้โลกหรือไม่"



           "พวกคุณจะช่วยยังไงก็แล้วแต่แล้วกัน ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้นแหละ ฉันขี้เกียจคุย ยังจะมีอะไรอีกไหม?"



           “แล้วแต่ เห็น สมควร”



           ซาวันนาห์ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ เธอเพียงแค่หยิบปากกาขึ้นจดในสมุดแบบเป็นระบบ ก่อนตอบกลับสั้น ๆ ชัดเจน "ถ้างั้นเดี๋ยวจะดำเนินการเรื่องพาหนะและกำไลให้ค่ะ" เป็นประโยคเดียวที่ทำให้อากาศรอบตัวเอสต้านิ่มลงเล็กน้อยเหมือนมีใครลดระดับเตาแก๊สลงหนึ่งขีด ถึงความโมโหจะยังอยู่ แต่เธอรู้สึกว่าตอนนี้เธอหายใจคล่องกว่าเมื่อครู่ และพร้อมจะไม่ระเบิดใส่ใครอีกหากไม่มีใครพูดอะไรโง่ ๆ ออกมาอีกในห้องนี้



           ลูซิอุสยื่นเอกสารบนโต๊ะออกมาตรงหน้า ราวกับพยายามตอกย้ำความจริงว่าการตัดสินใจทั้งหมดถูกประทับลงบนกระดาษแล้วและไม่มีช่องให้เถียงได้อีก เขาจดรายละเอียดเกี่ยวกับยานพาหนะลงไปในแบบฟอร์มด้วยลายมือที่เป็นระเบียบจนเหมือนคนที่เคยผ่านงานเอกสารมาทั้งชีวิต เอสต้าเห็นปลายปากกาขีดเส้นตัดสินใจอย่างง่ายดาย แต่สำหรับเธอมันไม่ใช่เรื่องเล็กเลย อย่างน้อยการจบเรื่องพาหนะไว ๆ ก็ทำให้เธอไม่ต้องฟังใครมาบรรยายข้อดีข้อเสียของจักรยาน รถม้า หรือขี่หมาป่าอะไรอีก



           “เรื่องพาหนะและกำไร ตามที่คุณซาวันนาห์เสนอ” คำว่า ตามที่เสนอ มันฟังเหมือนคำปิดประชุมระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พอ เพราะลูซิอุสก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ที่ยิ่งฟังยิ่งทำเอสต้าอยากสบถในใจหนักกว่าเดิม



           “ส่วนเรื่องยารักษาโรค เนื่องจากคุณบลอสซัมมีประวัติการรักษาโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ผมจึงเห็นควรว่าจะให้ทางสถานพยาบาลตรวจสภาพร่างกายของคุณอย่างละเอียดอีกครั้ง และจัดยารักษาโรคประจำตัวให้ตามความเหมาะสมและเพียงพอกับระยะเวลาที่คุณเขียนลงในแบบฟอร์มนี้ รวมถึงอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และเครื่องเออีดีเคลื่อนที่...ทั้งนี้ ผมขอให้คุณอาริเอลเข้าอบรมการใช้เครื่องเออีดีและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอันไม่คาดฝันขึ้น”



           พอสิ้นประโยค เอสต้าก็พยักหน้าทันทีโดยไม่แสดงท่าทีต่อต้านเพราะกำลังหัวร้อนอย่างคุกกรุ่นอยู่ หากพูดอะไรไปตอนนี้เธอได้ลุกขึ้นไปกระชากหัวไอ้คนที่ชื่อวินเซนโซ่แล้วต่อยหน้ามันต่อหน้าสภาเซเนทแน่นอนและถ้ามันพูดอะไรต่อแม้อีกคำเดียว



           มึงตายแน่ไอ้เด็กติดกาแฟ



           แต่เธอก็พยายามที่จะสลัดมันออก เพราะยังเห็นแก่ความที่มันมีชื่อในทำเนียบเพื่อนโมนีก้าอยู่ (แม้ว่ายัยนี้จะมีเพื่อนไปทั่วก็ตาม) เอสต้าพ่นลมหายใจหนึ่งเฮือกเพื่อที่จะทำให้หัวของเธอเย็นลงหน่อยแล้วพูดขึ้น “ฉันขอถามนะคะ พอดีเครื่องเออีดีอ่ะ ฉันไม่เคยใช้ค่ะ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันชาร์จยังไงหากต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีพลังงานไฟฟ้าน่ะค่ะ คือ...ฉันรู้ว่าของในโลกเดมิก็อดมันใช้พลังงานไม่เหมือนชาวบ้าน....” เธอถามแบบตรง แล้วก็หันไปมองอารีเอลด้วยสายตาที่แปลความหมายง่าย ๆ ว่า ฝากด้วยนะ (แน่นอนเธอไม่มีอารมณ์ทำอะไรแล้ว)



           อารีเอลหันขวับทันที ประหนึ่งว่าโดนเรียกไปทำประชุมด่วน “เราเหรอคะ?” และถอนหายใจที่ไม่ได้แสดงความรำคาญ แต่เป็นแบบคนที่รู้ว่าต้องทำ ยังไงก็ต้องทำ “เราเห็นด้วยกับคุณบลอสซัมนะคะ ครั้งนี้พวกเราต้องเดินทางไปยังช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีไฟฟ้าเพียงพอในการชาร์ตเออีดี เช่นนั้นจึงขอเสนอให้มีการอบรมการซีพีอาร์และการกู้ชีพด้วยมือเปล่าในกรณีที่ใช้เครื่องเออีดีไม่ได้ด้วยจะดีกว่านะคะ" แล้วเธอก็เผลอพึมพำกับตัวเองในจังหวะที่เหมือนกำลังคิดเสริมอีกอย่างหนึ่ง



           “เอ๊ะ! หรือว่าสามารถพกแบตสำรองไว้เปลี่ยนให้ เครื่องเออีดีได้รึเปล่า…."



           "ครับคุณอาริเอลการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ผมให้คุณเข้ารับการอบรมก็มีการซีพีอาร์และกู้ชีพมือเปล่ารวมอยู่ในนั้น" 



           ลูซิอุสไม่รอช้า ตอบทันที ราวกับคนที่อยู่กับโลกเวชศาสตร์ภาคสนามมานานจนรู้ดีว่าต้องอธิบายอะไรมากมาย "คุณอารีเอลจะได้รับการอบรมการใช้ รวมถึงการชาร์จแบตเข้าเครื่องด้วยครับคุณบลอสซัม แน่นอนว่าหากคุณเกิดหลุดไปยังยุคสมัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ คุณอาจจำเป็นต้องใช้การแพทย์สมัยนั้นในการช่วยชีวิตคุณ...ซึ่งเครื่องเออีดีคงไม่ได้ถูกหยิบมาใช้งานบ่อยหากไม่ได้หัวใจวายรายวัน ซึ่งนั่นหมายถึงเครื่องเออีดีจะมีแบตเตอร์รี่อยู่ได้เป็นเดือน ๆ" เขาพยักหน้าให้เธออย่างเป็นทางการก่อนจะสรุปประโยคให้อารีเอลอีกครั้ง

         


           เมื่อสิ้นคำนั้นอารีเอลก็ชูนิ้วโป้งแบบจริงใจ “ขอบคุณมากค่ะ ก็หวังว่าสิ่งนี้จะพอเป็นประโยชน์ให้คุณบลอสซัมได้บ้างล่ะนะคะ เราก็จะตั้งใจรับการอบรมให้เต็มทีเช่นกัน"



           แล้วแฟรงค์จางก็พูดต่อด้วยความจริงจัง แต่เอสต้าได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนเขาพยายามประคองบรรยากาศไม่ให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ ในตอนนี้ "พรม.. แบบพรมวิเศษอย่างนั้นเหรอ?" เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามมองโลกในแง่ดี แต่เอสต้าเห็นได้ชัดว่านั่นคือการพยายามก้าวข้ามความไม่เชื่อที่ซ่อนอยู่



           แฟรงค์ไล่สายตาลงบนแบบฟอร์ม แล้วเสริมต่ออย่างเป็นขั้นตอน "ผมอนุมัติเรื่องพรม กำไลเทสเซร่า และอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามที่ท่านวุฒิสภาฟูสกัสเสนอ และขอให้คุณอาริเอลไปเข้ารับการฝึกอบรมทางการแพทย์กับคุณบลอสซั่มด้วยครับ" จากนั้นเขาพูดถึงสิ่งที่เอสต้ารู้ตัวเองอยู่แล้วว่ามันจะเป็นปัญหา 



           เพลิงกรีก



           "เรื่องเพลิงกรีกคุณแอนเดอร์สันกล่าวถึงไปแล้ว ผมเห็นว่าไม่ควรอนุมัติเนื่องจากความรุนแรงของมัน แล้วยิ่งคุณวงเล็บไว้ว่า..." เขาเคาะนิ้วลงบนข้อความแล้วอ่านออกเสียงประโยคในวงเล็บ "เพื่อเผาเมื่อถึงจุดสิ้นสุดของความอดทน... ยิ่งอนุมัติให้ไม่ได้ ความเสียหายของเพลิงกรีกมากเกินความควบคุม ไม่ว่าจะยุคสมัยนี้หรือในอดีตกาล นอกจากอยู่ในมือของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการควบคถุมอารมณ์ได้มากพอ"



           เอสต้าฟังและกลอกตาในใจ เธอตัดบททันทีด้วยน้ำเสียงที่ยาวแบบประชดประชัน



           "จ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา" ก่อนจะถามตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม "จบยังคะ พอดีว่าฉันขอไปแค่นี้พร้อมกับเงิน แล้วเงินอ่ะจะให้เท่าไร หรือฉันต้องควักเงินตัวเองจ่ายเหมือนเดิมดี??" และในใจของเอสต้าจะพูดแทน เธออยากจะเดินออกจากห้องโถงเซเนทให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเธอเริ่มรู้สึกถึงความเกลียดชังสายฟ้าแลบในอก แค่เธอไม่พูดมันออกมาตรง ๆ ว่า



           เอสต้าเกลียดสภาเซเนท

           เกลียดคนค่ายจูปิเตอร์ที่ไม่ใช่กองร้อย 2

           และเกลียดการต้องมาไหว้ขอความช่วยเหลือไอ้พวกเหี้ยนี้!



           ลูซิอุสสรุปบทสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบ "ส่วนเรื่องเงิน ทางสภาอนุมัติงบประมาณให้สูงสุดแปดร้อยดอลลาร์ ขอให้คุณบลอสซัมจัดสรรการใช้จ่ายให้เพียงพอ และทำบัญชีเพื่อนำมารายงานแก่สภาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ" แล้วปิดท้ายด้วยการตอกย้ำอีกครั้ง "ส่วนเพลิงกรีก...จากความเห็นของคุณแอนเดอร์สันและคุณจางด้านผลกระทบและความปลอดภัย ทางสภาเห็นควรไม่อนุมัติ" เขามองไปรอบ ๆ แบบเป็นทางการ "มีใครต้องการเสริมหรือคัดค้านอะไรไหมครับ"



           และนั่นคือจุดที่เอสต้ารู้ว่าถ้าเธอไม่รีบออกไปจากตรงนี้ เธออาจจะพูดอะไรแรงกว่านี้จนโดนลงโทษวินัย



           คนในห้องประชุมยังนั่งกระจายกันเป็นวงครึ่งกลมรอบแท่นกลางท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่ส่องผ่านโดมกระจกสูงเหนือศีรษะ เส้นแสงสีทองตัดกับเงาเสาใหญ่กับภาพจิตรกรรมบนผนังจนดูเหมือนห้องบรรยายใหญ่ของมหาวิทยาลัยเวอร์ชั่นโรมันเกินจริง โต๊ะไม้ยาวเรียงลดหลั่นลงไปทีละชั้นราวอัฒจันทร์ สนามประลองของคนชอบเถียงมากกว่าชอบสู้ เอสต้ากอดอกนั่งอยู่ในแถวล่าง ๆ ใกล้แท่นมากกว่าที่เธออยากจะอยู่ เธอสูดหายใจเข้าออกยาวหนึ่งทีเหมือนจะดับไฟหัวเสียในอกตัวเอง แต่กลับยิ่งรู้สึกว่าควันขึ้นหัวมากกว่าเดิม



           ลูซิอุสยังพูดเรื่องงบประมาณด้วยน้ำเสียงนิ่งเหมือนเดิม เสียงสะท้อนเบา ๆ ไปตามโถงโดมที่เคยถูกซ่อมมาหลายรอบส่วนเรื่องเงิน ทางสภาอนุมัติงบประมาณให้สูงสุดแปดร้อยดอลลาร์ ขอให้คุณบลอสซัมจัดสรรการใช้จ่ายให้เพียงพอ และทำบัญชีเพื่อนำมารายงานแก่สภาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจลูซิอุสเว้นช่วงเล็กน้อย เหมือนกำลังโยนหัวข้อให้คนถัดไปรับต่อ 



           ส่วนเพลิงกรีก...จากความเห็นของคุณแอนเดอร์สันและคุณจางด้านผลกระทบและความปลอดภัย ทางสภาเห็นควรไม่อนุมัติ มีใครต้องการเสริมหรือคัดค้านอะไรไหมครับ



           เอสต้าไม่ได้สนใจตัวเลขตรงนั้นเท่าไรจนกระทั่งคำว่า งบประมาณ กระโดดใส่เต็มชุด เธอรู้สึกได้เลยว่ากล้ามเนื้อบนหน้าเริ่มกระตุกแบบคนพร้อมจะประชดโลกได้ทุกเมื่อ พอเสียงอื่นในห้องเงียบลงชั่วขณะ เธอก็ปล่อยประโยคของตัวเองออกมาอย่างไม่มีรีรอ



           "โอ้ววววววว 800 ดอลลาร์ ช่างเยอะเหลือเกินนน" เธอจงใจลากเสียงให้ยาวเกินจำเป็นแล้วควักแบงค์ดอลลาร์ที่พกติดตัวมาจริง ๆ มาซับที่หางตาทั้งที่ไม่มีน้ำตาให้ซับสักหยด ท่าทางโอเวอร์เล่นใหญ่แบบชัดเจนมากว่ากำลังประชดล้วน ๆ แต่ก็ทำไปอย่างไม่แคร์สายตาใคร เพราะในหัวเธอมีแต่คำว่า



           ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา ผุดขึ้นมาเอง 

           ขณะที่อีกด้านก็คิดด่าไปพร้อมกันว่ามันน้อยฉิบหายสำหรับคำว่า กอบกู้โลก 



           เอสต้าเงยหน้าขึ้นทำภาษามือแบบเล่นใหญ่ให้คนผมบลอนด์ข้าง ๆ ราวกับจะบอกว่า ไม่ต้องห่วงค่ะเซนจูเรี่ยนคนนี้รวย



           อารีเอลเหลือบตามามองเอสต้าในตอนนี้ ก่อนจะทำภาษามือตอบกลับมาแบบง่าย ๆ สั้น ๆ แต่เข้าใจได้ว่า โอเค ประมาณว่า ตามใจเลยก็ได้ ความเรียบง่ายของอารีเอลทำให้เอสต้ารู้สึกว่าตัวเองไม่หลุดเดี่ยวเกินไปในห้องนี้อย่างน้อยก็ยังมีคนเล่นมุกภาษามือกับเธออยู่หนึ่งคน



           บนแท่นของสมาชิกสภา ลูซิอุสยังไม่วางปากกาจากแบบฟอร์ม เขาไล่หัวข้อถัดไปด้วยน้ำเสียงเดิมที่ฟังดูเป็นทางการจนชินหูไปแล้ว "ส่วนเนคทาร์กับแอมโบรเซียทางสภาอนุมัติให้อย่างละสองชุด และเรื่องเสื้อผ้าย้อนยุคที่คุณแอนเดอร์สันเสนอ...." ลูซิอุสเว้นช่วงเล็กน้อย เหมือนกำลังโยนหัวข้อให้คนถัดไปรับต่อ เอสต้ามองตามสายตาที่เขาเหลือบไปหาแฟรงค์ เห็นชัดว่าเรื่องจะยังไม่จบตรงนี้แน่



           แฟรงค์จางรับไม้ไปอย่างไม่ลังเล น้ำเสียงเขาฟังดูเป็นงานเป็นการ แต่เอสต้ารู้สึกว่าตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในห้องประชุมเตรียมแฟชั่นโชว์มากกว่าการวางแผนรบกับไททัน



           "ผมขออนุมัติเรื่องเครื่องแต่งกายให้ตรงตามยุคสมัยเพิ่มเติม ตอนนี้เรารู้แค่ว่ากาลเวลาจะพาวีรบุรุษทั้งสองไปยังยุคแห่งสามอาณาจักร สมัยล่าแม่มด จึงเห็นควรให้อนุมัติเรื่องเสื้อผ้าสำหรับยุคสมัยนั้น ๆ ยุคละ 6 ชุด ชาย 3 ชุด หญิง 3 ชุด ครบจำนวนคนที่พบเจอในภารกิจ ตามที่คุณแอนเดอร์สันเคยเสนอ ผมไม่รู้ว่านอกจากนี้จะมีหลงไปยุคสมัยไหนอีกบ้างจึงขอเบิกโทก้าไปเพิ่มด้วยครับ ทั้งหมดก็จะรวมเป็น.... 18 ชุด"



           เอสต้านั่งนิ่ง แต่ในหัวกำลังบ่นว่า นี่มันช่วงเสนอคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงของนิวโรมหรือยังไง พอคิดถึงผ้ากองใหญ่ที่เธอแอบช้อปปิ้งไว้ล่วงหน้าที่นิวโรม กระเป๋าเงินตัวเองเบาจนแทบลอย เธอก็ได้แต่กลอกตาในใจ อย่างน้อยถ้าได้เพิ่มอีกก็ถือว่าโบนัส ไม่จำเป็นต้องบอกหรอกว่าตัวเองเตรียมชุดไปแล้วเต็มกระเป๋า



           อารีเอลช่วยคำนวณให้เสียงดังพอได้ยินทั่วโถง “มีสามยุค ยุคละหก เป็น 18 ชุด แถมมีโทก้าเพิ่มไปด้วยนี่ ไม่ทราบว่ารวมอยู่ใน 18 ชุดนี่ยังคะ” เธอไม่ได้ทำอะไรนอกจากช่วยเช็กเลข แต่เอสต้าก็แอบรู้สึกดีที่มีคนช่วยประมวลผลแทน ไม่งั้นสมองกล้ามของเธอคงเอาตัวเลขไปปั่นจนกลายเป็นอย่างอื่น



           แฟรงค์จางตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจนแบบง่าย ๆ "โทก้ารวมอยู่แล้ว" เขาหันไปมองลูซิอุสที่ยังไม่เลิกจ้องตัวเลขบนกระดาษ ทำเอาบรรยากาศเหมือนกำลังดูสองคนเล่นปิงปองงบประมาณกันอยู่ ก่อนจะถอนหายใจหนึ่งทีแล้วประกาศด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเอสต้าหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที "โอเค เรื่องชุดเดี๋ยวผมออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้เอง" สิ้นประโยคนั้นเอง เอสต้ารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองสะดุดไปหนึ่งจังหวะ เธอหันขวับไปมองพ่อหนุ่มเอเชียตรงบัลลังก์กลางชั้นบนด้วยสายตาตื่นตะลึงปนชื่นชมมากกว่าครั้งไหน ๆ ราวกับเห็นออร่า คนดีมีเงิน ลอยอยู่รอบตัว ถึงเขาจะมีแฟนแล้วก็เถอะ แต่นั่นไม่เกี่ยวกับการที่เขาเพิ่งประกาศว่าจะควักตังค์ส่วนตัวออกมาช่วย คำว่าออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้ เอสต้ารู้สึกจริง ๆ ว่าแกนสมองที่เมื่อกี้กำลังด่าค่ายอยู่ในใจเริ่มเสียงเบาลงนิดหนึ่ง



           ในหัวของเอสต้ามีคำเดียววิ่งวนอยู่ คือ พระเจ้าช่วย ผู้ชายเอเชียที่มีแฟนแล้วคนนี้ใจดีชิบหาย เธอเผลอเม้มปากกลั้นยิ้ม ก่อนจะเอ่ยออกไปเสียงเบาลงกว่าตอนประชดเมื่อครู่แต่ยังชัดเจนพอให้ได้ยิน



           "...ขอบคุณค่ะ"



           ท่าทางของเธอตอนพูดนั้นดูซึ้งใจอย่างเห็นได้ชัด แอบมีฟีลเหมือนเด็กมัธยมได้รับทุนเรียนต่อ ทั้งที่ในความเป็นจริงกระเป๋าเงินของเธอยังตุงดีเพราะใช้ชีวิตแบบรู้จักเก็บรู้จักใช้ แต่การที่มีคนยอมควักตังค์ส่วนตัวจ่ายแทนสภาเซเนทนี่แหละ ทำให้ความโมโหที่พุ่งใส่ชื่อ แฟรงค์ จาง ลดระดับลงมานิดหน่อยอย่างช่วยไม่ได้



           ไม่นานเสียงปากกาขูดลงไปบนกระดาษดึงสติของเธอกลับมาที่แท่นกลาง ลูซิอุสเขียนสรุปรายละเอียดทั้งหมดลงในแบบฟอร์มอีกครั้งอย่างเป็นระเบียบ ก่อนเงยหน้าขึ้นประกาศด้วยน้ำเสียงปิดจบงานประชุมที่ฟังดูเหมือนกดปุ่มออกจากห้อง Zoom



           "ผมคิดว่าน่าจะครบทุกประเด็นแล้ว หากไม่มีใครเสนอเพิ่มหรือคัดค้านอะไร ทางสภาเซเนทจะปิดประชุมเพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมประชุม" เสียงประกาศปิดประชุมสะท้อนก้องไปทั่วโถงโดมสูง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสามโมงเศษทอดผ่านคราบฉาบปูนใหม่บนผนังและแนวรอยซ่อมแซมสีเงินที่พาดไปตามส่วนโค้งของอาคาร ทำให้ทุกอย่างในห้องดูสวยงามเกินเหตุสำหรับสถานที่ที่เพิ่งทำให้เด็กสาวคนหนึ่งอยากด่าทั้งระบบ



           เอสต้าลุกขึ้นยืนแทบจะทันทีที่คำว่า ปิดประชุม หลุดออกจากปากของเขา เธอไม่สนใจว่าคนอื่นยังนั่งอยู่หรือกำลังทยอยเก็บของ เสียงเก้าอี้เลื่อนครูดกับพื้นหินอ่อนดังไปทั้งแถว เธอก้าวเท้ายาว ๆ เดินดุ่ม ๆ ออกจากแถวที่นั่ง ลงบันไดหินอ่อนทีละขั้นแบบไม่สนว่ามันจะดูเสียมารยาทแค่ไหน เธอไม่หันกลับไปมองโพเดียมหรือเก้าอี้ประธานสภาที่มีห่อกำมะหยี่วางอยู่ ไม่สนรูปปั้นหินอ่อนที่ยืนเฝ้าด้านข้าง ไม่สนโดมสูงที่ถูกซ่อมด้วยลายเส้นสีเงินวาวคล้ายดวงดาวบนเพดานกลางวัน ทุกอย่างที่อยู่ในสายตาเธอตอนนี้คือประตูทางออกของอาคารสภาเซเนทที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงโรมใหม่



           เอสต้าผลักบานประตูไม้หนัก ๆ ออกไปโดยใช้แรงมากกว่าที่จำเป็นนิดหน่อย เหมือนตั้งใจระบายอารมณ์กับบานประตูมากกว่าคนในห้อง ด้านหลังเธอ เสียงพูดคุยเบา ๆ ของสมาชิกสภายังคงดังสะท้อนอยู่ในโถงโดม ทว่าในหัวของเอสต้ากลับเหลือเพียงความคิดเดียว



           ให้ตายเถอะ โลกจะให้ฉันไปกู้กาลเวลา แต่ยังทำให้ฉันต้องมานั่งทะเลาะเรื่องงบกับสภาอีก ถ้าฉันไม่กลัวโมนีก้าด่า กูจะปล่อยให้โลกแม่งแตกไปให้มันแตกสลาย ตายห่าไปให้หมดซะ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องอยากมีเพื่อนเยอะก็ได้มีคนเกลียดบ้างก็ดี

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

จบสักที... แต่มีเรื่องต้องทำอีกเพียบ
Quest Summary

สรุป

เอสต้าเข้าร่วมการประชุมแทนโมนีก้า เธอไม่พอใจกับการประชุมครั้งนี้แต่ต้องคุมสติตัวเองให้รอด ตอนนี้เธอรู้สึกเกลียดหลายสิ่งหลายอย่าง และอยากต่อยอะไรสักอย่างให้หายหัวร้อนมาก ๆ สิ่งที่เบิกได้มาไม่ได้เกินความคิดของเธอเลยด้วยซ้ำ และเอสต้ารู้สึกว่าโชคดีที่คนที่เข้าการประชุมครั้งนี้คือเธอ ไม่ใช่โมนีก้า เพราะโมนีก้าจะต้องเสียใจมากแน่ ๆ (ในมุมมองของเอสต้า)


การประชุมจบลงในช่วงเวลา 15.31 - 16.00 น. โดยประมาณ เอสต้าจึงรีบเดินออกมาจากภายในห้องของสภาเซเนท


ในตอนนี้เอสต้าไม่ชอบสภาเซเนทและค่ายจูปิเตอร์เท่าไรนัก และสิ่งที่เธอต้องทำมีเป็นล้านอย่าง แต่ขอต่อยอะไรสักอย่างก่อนเถอะว่ะ หัวร้อน

Loot & Rewards

เบิกสิ่งที่ได้จากการประชุมเพื่อไปทำภารกิจ

ของในระบบ: เงิน 800 ดอลลาร์, เนคทาร์ 2 ชิ้น, แอมโบรเซีย 2 ชิ้น, พรมวิเศษ, กำไลเทสซาร่า, เครื่องพยุงชีพและยา (อันนี้น่าจะรับทิพย์ถ้าได้จริงก็จะรับไว้), เสื้อผ้าหลายสไตล์จากแฟรงค์จาง 18 ชุด (เงินส่วนตัวของแฟรงค์)

Relationship Gains

[NPC-13] ควินตัส แอนเดอร์สัน

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-14] ยาสมิน อาเดน

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-18] แฟรงค์ จาง

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-83] ซาวันนาห์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[TGC-19] วินเซนโซ เบอร์กาม็อตโต

(เนื่องจากเอสต้าไม่ญาติดีด้วยเลยขอไม่เพิ่ม แม้จะเป็นร่างโมนีก้าก็ตาม)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2025-12-22 19:13
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-83] ซาวันนาห์ เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 19:12
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 19:12
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-18] แฟรงค์ จาง เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 19:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-14] ยาสมิน อาเดน เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-22 19:11

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินดอลลาร์ +800 ย่อ เหตุผล
God + 800

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-23 20:04:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 1.5 : ระบายอารมณ์และแฟนแปลก ๆ Part 1

วันที่ 20 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเย็น เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป กองร้อยที่สอง ค่ายจูปิเตอร์

           เวลาเย็นย่ำของวันเดียวกัน เอสต้าเดินออกจากเขตสภาเซเนทด้วยฝีเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจจะรักษามารยาทอะไรอีกต่อไป ตึก! ตึก! ตึก! เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนอย่างหนักหน่วงและรวดเร็ว ร่างของเธอเคลื่อนไหวเร็วและตรงเป้าหมาย ความโกรธยังตกค้างอยู่ในอกเหมือนแรงดันที่หาทางระบายไม่เจอ และเมื่อเธอกลับมาถึงอาคารของกองร้อยที่สอง ประตูถูกผลักเปิดเข้าไปโดยไม่เสียเวลามองรอบตัว 



           ปัง!! 



           เสียงประตูไม้หนักๆ กระแทกเข้ากับผนังกองร้อย แสดงห้องฝึกภายในที่แท้จริงแล้วเป็นห้องนั่งเล่นถูกใช้งานในแบบที่มันไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคนนอกจากกองร้อยสอง เอสต้าเดินไปคว้ากระสอบทรายที่วางพิงผนัง แขวนมันเข้ากับโครงฝึกอย่างรวดเร็ว เคร้ง! กริ๊ก! เสียงโซ่เหล็กเสียดสีและล็อกเข้ากับตะขอของที่แขวน ก่อนจะเธอจะพันผ้าที่มือแน่นโดยแทบไม่ต้องมอง เสียงผ้าดิบเสียดสีขณะพันรอบสันหมัดอย่างรวดเร็ว นิ้วมือขาวซีดขยับเร็วเหมือนทำซ้ำสิ่งเดิมมานับครั้งไม่ถ้วน แล้วหมัดแรกก็ถูกปล่อยออกไปโดยไม่ต้องมีการวอร์มอัป 



           ฟุ่บ! ตึ้ง!!! เสียงหมัดตัดอากาศและกระแทกเข้ากึ่งกลางกระสอบทรายอย่างแรง เสียงกระแทกดังตุบสะท้อนก้องไปทั่วห้องหินอ่อนที่ปกติจะสงบและเป็นระเบียบ



           ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!



           เอสต้าไม่ได้นับจำนวนหมัด ไม่ได้สนใจท่าทางที่ถูกต้อง ร่างกายของเธอขยับไปตามแรงอารมณ์ล้วน ๆ หมัดซ้าย หมัดขวา สลับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ



           ตึ้ง ๆ ๆ ๆ! 



           ไม่นานเสียงหายใจของเธอก็เริ่มหนักขึ้น “แฮก... แฮก…” กล้ามเนื้อแขนและไหล่ตึงขึ้นตามแรงที่ใส่ลงไป กระสอบทรายแกว่งแรงจนโซ่ส่งเสียงเสียดกัน เอี๊ยด... เอี๊ยด… เธอไม่พูดอะไร ไม่ประชดเหมือนปกติ แต่การเงียบของเธอในจังหวะนี้กลับดังยิ่งกว่าคำด่าใด ๆ จนกระทั่งผ้าใบของกระสอบเริ่มปริ แควก...! และแตกออก และวัสดุภายในไหลร่วงลงมากองกับพื้น เอสต้าหยุดเพียงเสี้ยววินาที มองมันอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะดึงกระสอบใหม่มาแขวนแทนอย่างหงุดหงิด เคร้ง ๆ! ปึก! แล้วเธอก็ชกต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วนซ้ำไปเรื่อย ๆ ราวกับต้องการให้ร่างกายล้าแทนสมอง



           ตึ้ง! ตึ้ง ๆ!



           โมนีก้ารับรู้ทุกอย่างจากข้างในอย่างชัดเจน ความรู้สึกที่อัดแน่นถูกส่งผ่านมาพร้อมแรงกระแทกแต่ละหมัด มันไม่ใช่ความสับสน ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการต้องรับมือกับการตัดสินใจของคนอื่น การถูกกำหนดกรอบด้วยคำว่า 



           เหมาะสม และ งบประมาณ 



           ที่ไม่เคยถามว่าร่างกายของเธอไหวแค่ไหน เอสต้าเป็นคนออกแรง แต่โมนีก้าคือคนที่รู้ดีว่าหมัดเหล่านั้นไม่ได้ต่อยใครนอกจากกำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างตัวเองกับระบบที่ไม่เคยฟัง



           เสียงกระสอบทรายกระแทกดังซ้ำ ๆ ผสานกับกลิ่นไลแลคจาง ๆ และกลิ่นเหงื่ออุ่นในอากาศ ห้องนั่งเล่นของกองร้อยที่สองซึ่งปกติจะดูสง่างามด้วยเสาหินอ่อน โซฟาผ้าสีครีมและโล่ทองคำที่ฝังอยู่กลางผนัง กลับถูกใช้งานในแบบที่สะท้อนตัวตนของเอสต้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีพิธีรีตองหรือความสวยงาม มีเพียงแรงอัดที่ถูกปล่อยออกมาอย่างไม่สนใจสายตาใคร เอสต้าไม่สนว่ากระสอบจะขาดอีกกี่ใบ ไม่สนว่าเสียงจะดังแค่ไหน เพราะในช่วงเวลานี้ การชกคือวิธีเดียวที่ทำให้หัวของเธอไม่ต้องคิด และเป็นวิธีเดียวที่โมนีก้าปล่อยให้ตัวเองไม่ต้องควบคุมอะไรเลย



           เป็นเวลากว่าหลายชั่วโมงที่เมื่อแรงเริ่มตก เอสต้าค่อย ๆ ชะลอหมัดลง ลมหายใจยังหนัก แต่จังหวะเริ่มนิ่งขึ้น เธอหยุดยืนอยู่หน้ากระสอบทราย ปล่อยให้มันแกว่งช้า ๆ จนเกือบหยุดสนิท ไหล่ยังตึง มือของเอสต้ายังสั่นเล็กน้อย แต่ความเดือดในอกถูกกดลงมาบ้างแล้ว โมนีก้าใช้จังหวะนั้นเก็บความคิดที่กระจัดกระจายกลับมาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แย่งการควบคุม เอสต้ายังคงยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว ท่ามกลางห้องที่เต็มไปด้วยร่องรอยของอารยธรรมโรมันและร่องรอยของอารมณ์ที่เพิ่งถูกระบายออกไป ทั้งสองรับรู้ตรงกันว่าการประชุมจบลงแล้วจริง ๆ แต่สิ่งที่ต้องจัดการต่อจากนี้ เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น



           ไม่นานเมื่อเวลาค่ำของวัน เอสต้าปล่อยหมัดสุดท้ายใส่กระสอบทรายแล้วหยุดนิ่ง ลมหายใจออกเป็นเสียงหนัก ๆ จังหวะเดียวกับเสียง ตุบ! ที่ยังเหมือนสะท้อนค้างอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งถูกยัดบทเป็นห้องฝึกชั่วคราว เธอยืนค้างอยู่แบบนั้นครู่หนึ่ง เหมือนร่างกายกำลังเช็กว่าความโมโหลดลงจริงไหม ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอีกทีแล้วบ่นห้วน ๆ กับตัวเอง 



           “พอเหอะ เดี๋ยวหัวใจยัยเจ้าของร่างมันจะมากรีดร้องอีก” พูดจบก็เดินไปล้างตัวแบบไม่ลังเล เหมือนถ้าอยู่เฉย ๆ อีกวินาที สมองจะวนกลับไปด่าพวกสภาอีกรอบ



           ตอนที่เดินเข้าห้องนอนรวมของกองร้อยที่สอง เสียงคุยกันของสาว ๆ ดังเป็นคลื่นเบา ๆ ชนกับความเงียบในหัวของเธอ เอสต้าไม่ได้ทัก ไม่ยิ้ม ไม่เล่นมุก เหนื่อยจนไม่มีแรงจะทำหน้ากวนตีนด้วยซ้ำ เธอแค่เดินผ่านเข้าไปเหมือนเป็นเงาที่มีกลิ่นไลแลคกับฤดูร้อนติดมาด้วย 



           วิเวียน่ากับเซลีนเห็นแววตากับท่าทางของเอสต้าแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาพร้อมกันแบบคนที่รู้ทันว่า นี่ไม่ใช่อารมณ์ล้าเฉย ๆ ทั้งสองคนรู้อยู่แล้วว่าร่างเดียวกันนี้มีหลายบุคลิก และถ้าคนที่เดินเข้ามาคือเอสต้า แปลว่ามันต้องมีอะไรที่ทำให้โมนีก้าถอยไปหลบอยู่ข้างใน วิเวียน่าเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้ก่อน เสียงเธอนุ่มแต่ตรงประเด็นเข้ามาเลย



           “โอเคไหมเอสต้า”



           เอสต้าหยุดฝีเท้าแค่เสี้ยววินาที เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะตอบแบบไหนให้จบเร็วที่สุด แต่สุดท้ายคำที่หลุดออกมามันตรงกว่านั้นและดิบกว่านั้น “ถ้าไม่มีกองร้อยที่ 2 ฉันพาโมนีก้าออกไปจากค่ายบ้า ๆ นี้แล้ว” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบ ๆ แผ่วลงนิดหนึ่ง เหมือนไม่ใช่ทุกคนจะได้ยินชัด ๆ แต่คนที่อยู่ใกล้พอจะรับรู้ได้ว่าเอสต้ากำลังแบกความโมโหไว้แน่นแค่ไหน 



           วิเวียน่าไม่พยายามแกล้งทำเป็นตลก เธอขยับเข้าไปกอดเอสต้าเลย กอดแน่นแบบไม่พูดอ้อมค้อม “ขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้นะ เธออย่าไปถือสาพวกสภาเลยน่า... งี้แหละ”



           เอสต้าชะงักกับอ้อมกอดนั้น ไม่ใช่เพราะซึ้ง แต่เพราะมันทำให้ความแข็งในอกกระเพื่อมเหมือนโดนทิ่มจุดที่เธอไม่ชอบให้ใครแตะ เซลีนไม่ได้เข้ามากอด เธอยืนมองเงียบ ๆ ตามนิสัย เงียบจนเหมือนจะเย็นชา แต่สายตาไม่ได้ไล่หรือกดดันอะไร มันเป็นสายตาของคนที่อยู่ข้าง ๆ แบบไม่ต้องพูดเยอะ เอสต้าเลยปล่อยลมหายใจแล้วตอบเสียงต่ำ 



           “ไม่เป็นอะไร ฉันแค่รู้สึกว่ามีพวกเธอก็ดีแล้ว” เมื่อพูดจบ วิเวียน่าก็คลายกอดช้า ๆ เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยเร็วไปเอสต้าจะเดินหนีอีก เซลีนยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้สอดคำปลอบที่ไม่ถนัด เธอแค่เอ่ยสั้น ๆ “พวกนั้นทำอะไรอีก” โทนเสียงเรียบเหมือนถามเรื่องตารางเวร แต่ความหมายชัดว่าเธออยากรู้เพื่อจะโกรธให้ถูกที่



           “ก็…เรื่องเดิม ๆ ประชุมเหมือนจะช่วย แต่สุดท้ายก็ให้กูไปตายเอาดาบหน้าแล้วค่อยกลับมาทำรายงานบัญชีให้ดูสวย ๆ ไง” เอสต้ากลอกตาเล็กน้อยพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ และทันทีที่บอกแบบนั้นทั้งวิเวียน่าและเซลีนก็เข้าใจได้ จนกระทั่งเอสต้าเป็นฝ่ายพูดต่อให้เรื่องมันเดินหน้าไปข้างหน้าแทนที่จะวนอยู่กับอารมณ์เดิม “พรุ่งนี้ฉันจะเตรียมตัวนะ วันที่ 22 จะออกเดินทางแล้ว”



           วิเวียน่าทำตาโตขึ้นนิดหนึ่งเหมือนความตื่นเต้นชนกับความกังวล เธอพยายามลากบรรยากาศให้เบาขึ้นตามสไตล์คนที่เป็นแรงใจของกองร้อยสอง “งั้นกินเลี้ยงกันไหม”



           เอสต้าที่ได้ยินคำถามก็หัวเราะขำ ๆ แล้วก็ส่ายหัวตอบทันทีร “ฉันต้องไปตรวจสุขภาพที่สถานพยาบาลอ่ะดิก่อนออกไปทำภารกิจ” ประโยคนั้นหลุดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ห้วนตามนิสัย แต่ใจความมันชัดเจนจนวิเวียน่ารับได้โดยไม่โกรธ เธอพยักหน้าแล้วถอยให้ “โธ่... งั้นเอาไว้วันอื่นก็ได้ ตอนที่เธอกลับมางี้”



           บทสนทนาจบลงแค่นั้นแบบที่ไม่มีใครฝืนให้ยืดยาว เอสต้าขยับไปที่เตียงของตัวเอง จัดผ้าห่มแบบลวก ๆ ตามสไตล์คนไม่พิถีพิถัน แล้วทิ้งตัวลงนอนโดยไม่เสียเวลาทักคนอื่นเพิ่ม ทั้งห้องค่อย ๆ ซาลงเมื่อไฟในโซนหลักถูกลดลง เหลือแสงพอให้มองเห็นทางเดินกับเงารูปทรงของเตียงเท่านั้น เอสต้าหันหน้าเข้าหาหมอน พยายามข่มตาหลับ ทั้งที่ในหัวเหมือนยังมีเสียงประชุม เสียงคำอนุมัติ เสียงนับตัวเลขงบประมาณวนอยู่เป็นเศษซากที่น่ารำคาญ เธอกัดฟันเงียบ ๆ แล้วสั่งตัวเองให้หยุดคิด เพราะพรุ่งนี้ยังต้องเจอเรื่องเดิม ๆ อีก และวันที่ 22 มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ



           

           ……



           ทว่าแทนที่จะได้หลับบางสิ่งก็เกิดขึ้นในห้วงแห่งความฝัน แสงสีทองอุ่นที่เหมือนหลุดออกมาจากยามอาทิตย์ลับขอบฟ้าห่อหุ้มทุกอย่างไว้ทั้งห้อง ราวกับความฝันถูกตั้งค่าโทนสีด้วยฟิลเตอร์เดียวกันทั้งหมด เอสต้ารู้สึกตัวทันทีว่านี่ไม่ใช่โลกจริง แม้ฝ่าเท้าที่เหยียบพื้นหินอ่อนจะให้สัมผัสแน่นและเย็นจริงจนน่ารำคาญก็ตาม เธอยืนอยู่กลางห้องที่ฟุ่มเฟือยเกินเหตุ โซฟาขอบทองรูปทรงประหลาดดูนุ่มเหมือนก้อนเมฆที่ถูกหล่อด้วยเงิน โต๊ะคริสตัลกลางห้องกักเปลวไฟสีทองเอาไว้ด้านในเหมือนโชว์ของแพง เพดานเรืองแสงจำลองภาพพระอาทิตย์ตกที่สวยเกินความจำเป็น และทุกอย่างตะโกนออกมาพร้อมกันว่า 



           นี่คือรสนิยมของอะพอลโลแบบไม่ต้องมีป้ายบอก



           ข้างกายของเอสต้ามีอีกคนยืนอยู่ โมนีก้าในเวอร์ชันที่คุ้นตาแต่ก็ไม่ใช่ ผมสีม่วงครามปล่อยยาวสยายเต็มแผ่นหลัง ตัดกับเสื้อผ้าที่ดูเรียบกว่าปกติของเธอจนเอสต้าหลุดมองซ้ำสองรอบก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ อย่างคนเริ่มชินกับเรื่องแปลกในชีวิต “นายคิดเหมือนฉันไหม A1” โมนีก้าพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงเหมือนคนกำลังดูอะไรบางอย่างแล้วเริ่มไม่แน่ใจว่าควรขำหรือควรถอนตัวดี



           เอสต้าหันไปมองรอบห้องอีกครั้ง ตั้งแต่โฮโลแกรมของมิวส์ที่กำลังเล่นดนตรีแบบไม่มีใครขอ ไปจนถึงจอขนาดใหญ่ที่วนฉายภาพความสำเร็จของอะพอลโลซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ เธอเอียงคอเล็กน้อยแล้วตอบกลับทันที “ฉันก็คิดเหมือนนาย B2” ทั้งสองสบตากันก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมายเพราะมุกที่ทั้งสองเล่น... ใช่ คำในกล้วยหอมจอมซนไง



           เอสต้าชี้ไปรอบห้องอย่างโอเวอร์ “เธอเห็นรอบห้องปะ... ให้ทายว่าอะไรจะโผล่มาต่อ”



           โมนีก้าหลุดหัวเราะตาม พลางเสริมมุกกลับไป “ถ้าเป็นในกล้วยหอมจอมซนก็ต้องขาดแค่เสียงประกอบติงต๊องกับตัวละครที่โผล่มาพูดว่า โอ๊ะ โอ!”



           “นั้นเทเลทับบี้ละ แต่ถ้าอีกสามวินาทีมีตัวประกอบลื่นล้ม ฉันจะไม่แปลกใจเลย” เอสต้าพูดด้วยสีหน้าจริงจังเกินเหตุ ก่อนจะทำท่ามองซ้ายมองขวาเหมือนรออะไรสักอย่าง



           ส่วนโมนีก้าก็หัวเราะร่า ทว่าเสียงหัวเราะยังไม่ทันจาง ความรู้สึกบางอย่างก็เปลี่ยนไปทันที บรรยากาศในห้องเหมือนถูกลดอุณหภูมิลงหนึ่งระดับโดยไม่มีใครแตะรีโมต โมนีก้าหยุดขำก่อนจะหันสายตาไปยังกลางห้อง และนั่นคือจังหวะที่เธอเห็นเขา



           ชายคนหนึ่งนั่งแหมะอยู่บนโซฟาหรูตัวใหญ่กลางห้อง ร่างเอนพิงพนักอย่างไม่สบอารมณ์ เสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้มตัดกับแสงทองรอบตัวอย่างจงใจ ผมสีอ่อนยุ่งเล็กน้อย ดวงตาคมที่เคยดูขี้เล่นกลับแข็งกร้าวจนบรรยากาศรอบตัวตึงขึ้นทันตา เขาคืออะพอลโล หรือเลสเตอร์ ในเวอร์ชันที่ดูพร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่ใครก็ได้ที่หายใจดังเกินไป



           โมนีก้าชะงักไปนิดหน่อย ส่วนเอสต้าก็แทบจะชะงักแทบจะในทันที สัญชาตญาณแรกคือการถอยหลังหนึ่งก้าว “โอเค ฉันคิดว่าฉันควรออกจากห้องนี้” เอสต้าพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปมองหาประตู…



           แต่มันเสือกไม่มีอ่ะดิ… ผนังเรียบหรูต่อเนื่องกันทุกด้าน ไม่มีรอยต่อ ไม่มีลูกบิด ไม่มีทางออกเลยด้วยซ้ำ... 



           เอสต้าหัวเราะแห้ง ๆ “ฝันแบบไหนกันวะเนี่ย ล็อกห้องด้วยซอฟต์แวร์หรือไง” 



           ส่วนโมนีก้าก็ขยับมายืนข้างเอสต้าโดยไม่พูดอะไร สายตายังคงจับจ้องไปที่ชายบนโซฟา สีหน้าของเธอไม่ได้ตื่นตระหนกแต่ก็ไม่สบายใจ เป็นจังหวะที่อะพอลโลเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ด้วยสายตานั้นกดทับอากาศในห้องจนเอสต้ารู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดอะไรสักอย่างทั้งที่ยังไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว เธอกลืนน้ำลายเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบกับโมนีก้า “ถ้านี่คือฉากทะเลาะ ฉันขอเป็นตัวประกอบเงียบ ๆ ได้ไหม”



           โมนีก้าพ่นลมหายใจออกมาช้า ๆ อีกครั้ง ความรู้สึกมันไม่ใช่ตกใจ แต่เป็นความหน่ายแบบคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะต้องรับมือกับเรื่องวุ่นวายที่ไม่ได้ก่อเอง เธอเหลือบตามองเอสต้าข้างตัว สายตานิ่งขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามตรง ๆ โดยไม่อ้อมค้อม “เธอมีอะไรจะบอกฉันไหม ว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่”



           เอสต้าขยับตัวเล็กน้อยทำท่าจะพูด ท่าทางเหมือนคนกำลังคิดคำแก้ตัวแบบฉุกเฉิน “คือว่า…พอดีฉันไปทำอะไรบางอย่างมา” ยังไม่ทันที่คำว่า นิดเดียว จะถูกอธิบายให้มีความหมาย  เสียงถอนหายใจยาวเกินมนุษย์ก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้อง แสงสีทองอบอุ่นที่อาบอยู่รอบ ๆ เหมือนกระเพื่อมไหวตามอารมณ์เจ้าของสถานที่ ชายหนุ่มรูปงามที่สมบูรณ์แบบเกินจริงนั่งแหมะอยู่บนโซฟาหรู ผมสีทองหยักศกเป็นประกาย ดวงตาสีฟ้าสว่าง แต่ใบหน้ากลับงอจนปากยื่นแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์ มือหนึ่งกำเหรียญทองคำเจ้าปัญหา อีกมือยกแก้วค็อกเทลขึ้นจิบอย่างหงุดหงิด...บ่งบอกว่ากำลังจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ 


           “โมนีก้า... ยอดรักของผม... คุณทำแบบนี้กับเทพเจ้าที่แสนซื่อสัตย์คนนี้ได้ยังไงกัน!” อะพอลโลเริ่มด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับตัวเอกในละครโศกนาฏกรรมกรีก แต่สายตายังคงจิกกล้องราวกับกำลังถ่ายทำสารคดีชีวิตตัวเอง เขาถอนหายใจยาวเหยียดจนรัศมีรอบตัววูบไหวตามแรงอารมณ์ “คุณรู้ไหมว่าความรู้สึกของผมมันแหลกสลายยิ่งกว่าตอนโดนท่านพ่อถีบหัวส่งลงจากโอลิมปัสเสียอีกนะ!”



           โมนีก้าถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย เธอคุ้นเคยกับความดราม่าระดับร้อยเต็มสิบของเขาดี “เลสเตอร์ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ” เธอเรียกชื่อร่างมนุษย์ของเขาเพื่อดึงเขากลับสู่โลกความจริง “ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายไปโดนใครสะกิดต่อมมั่นหน้าของนายมา”



           “คุณยังกล้าบอกว่าไม่รู้เรื่องอีกเหรอ!! คุณดูสิ่งที่เอสต้าทำสิ!!” เขาผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับเทพบุตรบนแคทวอล์ก เดินตรงมาหาเธอพร้อมกับยัดหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2025 ใส่มือเธอ “ผมหยุดโปรยเสน่ห์ใส่ชาวโลก หยุดทำดาเมจใส่หัวใจมนุษย์ทุกคนเพื่อคุณคนเดียว! แต่ดูสิ่งที่โลกตอบแทนผมสิ!”



           🔥 ✨ ของขวัญตื่นเช้า! เหรียญอะพอลโล่ โดยอะพอลโล่ (สุดหล่อ) โผล่หัวเตียงทุกคน… แต่ทำไมต้องส่งมาในแพ็คเกจที่ชวนให้คิดลึก? เผยแพร่: 20 ธันวาคม 2025



           เนื้อหาด้านล่างเล่าละเอียดยิบถึงคณะเดินทางสี่สหายเดมิก็อดน่าจะจ่ายค่ายฮาล์ฟบลัดที่ไปพักเลิฟโฮเตลในเม็กซิโก แล้วคู่ในข่าวของเขาก็มี... ไม่สิ พบ กล่องปริศนาข้างหัวเตียง ความเข้าใจผิดว่าเป็นถุงยางอนามัย พรีเซนเตอร์หน้าหล่อ และการเฉลยตอนเช้าว่าข้างในคือเหรียญทองคำอะพอลโล่ พร้อมมุกแซวเรื่อง ไซส์มาตรฐาน ที่ถูกเขียนด้วยน้ำเสียงกวนประสาทแบบไม่กลัวฟ้าผ่า ที่บ่งอกบว่าเฮอร์มีสน่าจะชอบข่าวใส่สีตีไข่อันนี้เป็นพิเศษ แน่นอนว่าโมนีก้ารับรู้ได้ทันทีว่ารอบนี้เธอน่าจะโดนหนักแน่ ๆ เพราะคนที่ส่งข่าวนี้ไม่ใช่ของเธอแน่ ๆ เพราะเธอกำลังพักอยู่ภายในร่างกายเพื่อรักษาจิตใจที่ห่อเหี่ยวของตนเอง



           โมนีก้าเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ “ฉันไม่ได้เป็นคนส่งข่าวนี้นะ” ก่อนที่จะหันไปทางเอสต้าที่อยู่อีกทิศอย่างบ่งบอกว่าเธอรู้นะ ว่านั้นคือสิ่งที่เอสต้าทำลงไป แม้ว่าเธอจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรก็ตาม แต่คนที่ส่งเป็นเอสต้าเนี้ยนะ ทำไมเธอต้องมานั่งแก้ปัญหาให้กับความแสบของเอสต้าอยู่เรื่อยไปเลยเนี้ย? แม้ว่าจะบ่นขนาดนั้น โมนีก้าก็ต้องจ้องเอสต้าให้อีกฝ่ายได้รู้สึกผิดบ้าง แม้ว่าเอสต้าจะไม่รู้สึกผิดเลยก็ตามที



           เอสต้าที่ถูกจ้องมองอยู่แล้วรีบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่จะเอามือไพล่หลังของตนเองทำหน้าเหมือนประมาณว่าก็รู้นี้ว่าเป็นฉัน? “ฉันแค่... เล่าให้เพื่อน(?)ฟังขำ ๆ เอง” เอสต้าแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ไม่ได้มีความสำนึกผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ “ใครจะรู้ว่าสื่อพวกนี้จะเอาไปขยี้ต่อล่ะ” ก่อนที่เอสต้าจะหันหน้าหนี ทำเป็นมองเพดานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น... บ่งบอกว่า



           ไม่รู้ไม่ชี้อย่างงั้นหรอ?!!



           “ขำงั้นเหรอ? ข่าวออกน่ะผมไม่ว่า! การที่คนรู้ว่าผมใจดีแจกทองน่ะมันคือเรื่องปกติของมหาเทพสุดแสนจะเพอร์เฟ็คแบบผม!” อะพอลโลครางออกมาอย่างอึดอัดพร้อมกับชี้นิ้วเรียวยาวที่ไร้ที่ติไปที่ข้อความในหนังสือพิมพ์ “แต่นี่! คำว่า ‘ไซส์มาตรฐาน’ นี่มันคือการหมิ่นประมาทระดับจักรวาลดาวล้านดวงจะแตกสลาย!” เขาสะบัดผมสีทองที่เปล่งประกายโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟ แล้วเริ่มร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง



           “โมนีก้า ฟังผมนะ... คำว่ามาตรฐานมันมีไว้สำหรับพวกมนุษย์เดินดิน หรือพวกเทพปลายแถวที่ไม่มีออร่าเป็นของตัวเอง! แต่สำหรับผมอะพอลโล... ทุกอย่างที่เป็นผมมันคือ ‘ระดับพรีเมียมแบบคอสมิกบีอี้ง (Cosmic Being) ขั้นสุด’ ที่ไม่มีใครเทียบติด! ผิวพรรณของผมเนียนละเอียดกว่าผ้าไหมสวรรค์โดยไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์หรือฟิลเตอร์ใด ๆ ในโลก โครงหน้าของผมคือสัดส่วนทองคำที่สถาปนิกทั่วโลกต้องคุกเข่าขอคำปรึกษา!”



           “ดวงตาของผมคือพลอยไพลินที่บรรจุความลับของดวงดาวเอาไว้ เส้นผมของผมคือเส้นไหมที่ถักทอจากแสงอาทิตย์บริสุทธิ์ยามเช้า! แล้วดูรูปร่างผมนี่สิ กล้ามเนื้อทุกมัดถูกแกะสลักอย่างบรรจงโดยช่างฝีมือเอกของจักรวาล (ซึ่งก็คือผมนั่นแหละ) มันมีความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบจนพระเจ้ายังต้องอิจฉา! คำว่ามาตรฐานน่ะหรอ? หึ! มาตรฐานน่ะมีไว้สำหรับถุงยางอนามัยในร้านสะดวกซื้อ! แต่เหรียญของผม... รัศมีของผม... และ ‘ตัวตน’ ของผม... มันคือความยิ่งใหญ่ที่บรรจุลงในกล่องไซส์มนุษย์ไม่ได้ด้วยซ้ำ! บรรจุภัณฑ์ที่พวกนั้นเห็นน่ะ มันคือความพยายามอย่างยิ่งยวดของผมที่จะบีบอัดความอลังการให้มนุษย์ทั่วไปพอจะรับไหวต่างหาก!"



           "คุณรู้ไหมว่าการที่ต้องมาถูกเรียกว่ามาตรฐานมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกลดระดับไปเป็นแค่เดมิก็อดฝึกหัด! ผมคือผู้พิชิตไพธอน ผมคือผู้กุมความลับแห่งคำพยากรณ์ ผมคือเสียงพิณที่ขับกล่อมดวงวิญญาณ! ทุกเซนติเมตรของผมคือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่ไม่มีวันผลิตซ้ำได้! ไม่มีค่าเฉลี่ยใดในโลกจะมาวัดระดับความหล่อเหลาและความเป็นที่สุดของผมได้หรอกนะ!” เขาหยุดหายใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะก้มลงมองโมนีก้าด้วยสายตาเว้าวอนแต่ยังไม่ทิ้งความหลงตัวเอง “ดังนั้น... คุณต้องบอกพวกเขา โมนีก้า! คุณต้องประกาศให้โลกรู้ว่าแฟนของคุณคนนี้คือ 'The One and Only' ที่อยู่เหนือคำว่ามาตรฐานไปไกลสุดขอบจักรวาล!”



           โมนีก้าหลับตาลงชั่วครู่ระหว่างที่แฟนหนุ่มพ่นคำออกมา ก่อนจะเปิดขึ้นมาใหม่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่น “เลสเตอร์ ฟังฉันก่อน ฉันไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน และฉันไม่ได้อยากให้ชื่อฉันหรือชื่อนายไปอยู่ในข่าวแบบนี้”



           อะพอลโลชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าที่งอนจัดเริ่มสั่นคลอน แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ “แล้วคุณรู้ไหมว่าผมเครียดแค่ไหน คนทั้งโลกต้องอ่านข่าวนี้แล้วแน่ ๆ เลย!”



           “ฉันรู้” โมนีก้าตอบทันที “และนั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องคุยกันดี ๆ ไม่ใช่โวยวายใส่ฉันในฝัน” 


           เอสต้ายิ้มมุมปากเล็กน้อยเหมือนพยายามกลั้นขำ “เอาน่า อย่างน้อยข่าวก็ชมว่าคุณหล่อ”


           อะพอลโลหันขวับไปมองเอสต้าทันที “ข้าไม่ต้องการคำปลอบใจจากต้นเหตุ!”



สรุปรวม

เพิ่มเติม : ยังไม่มี

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มีต่อ... รอไป 2 ชั่วโมง...
Quest Summary

(ยังไม่มี)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 100824 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-23 20:04
โพสต์ 100,824 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-23 20:04
โพสต์ 100,824 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2025-12-23 20:04
โพสต์ 100,824 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2025-12-23 20:04
โพสต์ 100,824 ไบต์และได้รับ +4 EXP +7 ความกล้า +7 ความศรัทธา จาก ผืนป่าลวงตา  โพสต์ 2025-12-23 20:04
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-23 22:19:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2025-12-23 22:21

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 01.5 : ระบายอารมณ์และแฟนแปลก ๆ Part 2

วันที่ 20 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงกลางดึก เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป กองร้อยที่สอง ค่ายจูปิเตอร์

           เมื่อเผลอตะโกนอัดเอสต้าด้วยคำเก่าไปแล้ว อะพอลโลก็ยกมือขึ้นห้ามราวกับกำลังหยุดยั้งภัยพิบัติระดับจักรวาล น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นระคนตื่นตระหนก “ก่อนอื่นเลย ผมมีหน้าที่ต้องแก้ไขความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา คำว่า ‘ไซส์มาตรฐาน’... โอ้ แค่พูดออกมาลิ้นของผมก็แทบจะพอง... มันไม่ควรถูกนำมาใช้ในประโยคเดียวกับชื่อของผมเด็ดขาด!” เขายกเหรียญทองขึ้นระดับสายตา ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวที่สมบูรณ์แบบคียกร่างมันราวกับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในศาลสวรรค์ แสงไฟในห้องดูเหมือนจะสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อขับเน้นใบหน้าด้านข้างของเขา



           “ฟังนะโมนีก้า ผมจะขอย้ำอีกครั้ง ผมไม่ใช่แค่หนึ่งเดียวแต่ผมคือข้อยกเว้นของกฎฟิสิกส์และชีววิทยาทั้งปวง ไม่มีคำว่ามาตรฐาน ไม่มีค่าเฉลี่ย ไม่มีการเปรียบเทียบ เพราะการจะเปรียบเทียบผมกับอะไรก็ตามคือการดูหมิ่นสุนทรียศาสตร์ขั้นสูงสุด ผมไม่ได้ถูกสร้างมาตามพิมพ์เขียว แต่ผมต่างหากที่เป็นคนเขียนพิมพ์เขียวแห่งความสมบูรณ์แบบขึ้นมา!”



           โมนีก้าหรี่ตาลงเล็กน้อย แขนกอดอกโดยอัตโนมัติด้วยท่าทีป้องกันตัวจากรัศมีอีโก้ที่แผ่ออกมาแทบจะกรี๊ดร้องออกมาเป็นภาษากวีเพราะแฟนหนุ่มของเธอเอาอีกแล้ว “เลสเตอร์ ฉันยังไม่ได้ถามเรื่องนิยามทางสถิติ หรือปรัชญาความงามอะไรทั้งนั้นนะ...ขอร้องงง”



           เอสต้าที่ยืนอยู่ข้างๆ กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น “สายไปแล้วล่ะมั้ง เธอเห็นแววตาเขามั้ย? เขาเตรียมสไลด์พรีเซนเทชัน 500 หน้าในหัวมาแล้วแน่ ๆ เธอระวังโดนสาธยายจนหูชานะ”



           อะพอลโลทำหูทวนลมใส่คำเตือนนั้นโดยสิ้นเชิง เขาเริ่มเดินวนช้า ๆ รอบตัวของโมนีก้า ราวกับภัณฑารักษ์กำลังนำเสนอผลงานชิ้นเอกที่ล้ำค่าที่สุดในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ซึ่งแน่นอนว่าผลงานชิ้นนั้นคือตัวเขาเอง



           “คุณไม่เข้าใจหรอกที่รัก การเป็นผมมันไม่ง่ายเลยนะ” เขาเริ่มร่ายยาว น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะแต่แฝงความหลงตัวเองในทุกพยางค์ “ลองพิจารณาดูสิ เริ่มจากเส้นผมสีทองนี่... มันไม่ใช่แค่สีเหลืองนะ แต่มันคือการถักทอของแสงอาทิตย์ยามเช้าที่บริสุทธิ์ที่สุด เส้นไหมแห่งสุริยะที่นุ่มสลวยและเปล่งประกายด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องพึ่งแชมพูราคาแพง หรือดวงตาสีฟ้านี่... คุณเห็นความลึกของมหาสมุทรและท้องนภาที่ไร้ขอบเขตในนั้นไหม? มันคือไพลินแห่งสวรรค์ที่สามารถมองทะลุถึงอนาคตและละลายหัวใจสาวๆ ได้ในพริบตาเดียว แน่นอนว่าตอนนี้เจ้าเดดาลัสนั้นก็ทำให้ชีวิตของเทพเจ้าอย่างผมลำบากมากขึ้นอยู่แล้วเพราะเจ้าโทรศัพท์ใหม่นั้น คุณไม่ต้องไปซื้อมันนะ คุณมีแฟนที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คอย่างผมที่รับรู้ถึงทุกเรื่องราวของคุณอยู่แล้วตัวเป็น ๆ ตรงนี้” เขาหยุดเดินเพื่อโพสท่าเล็กน้อยโดยหันมุมหน้าที่คิดว่าดูดีที่สุด (ซึ่งสำหรับเขาคือดูดีทุกมุม) ให้โมนีก้าเห็นได้ชัด ๆ แน่นอนว่าเขาอดบ่นเรื่องโทรศัพท์รุ่นใหม่ของเดดาลัสที่คิดจะวางขายในช่วงปี 2026 นี้ไม่ได้เลย เพราะมันดันมีระบบทำให้ไม่สามารถส่องโดยเทพเจ้าได้ยังไงล่ะ!



           “แต่ยังไม่หมดแค่นั้นนะ โครงหน้านี่! สัดส่วนทองคำ Golden Ratio ที่พวกนักคณิตศาสตร์และศิลปินยุคเรเนซองส์เห่อกันนักหนาน่ะ พวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากสันจมูกที่โด่งเป็นสัน แนวคางที่คมกริบ และโหนกแก้มที่รับแสงอย่างพอเหมาะของผมต่างหาก! ยังไม่นับรูปร่างที่เหมือนถูกแกะสลักโดยประติมากรที่เก่งกาจที่สุดในจักรวาล ซึ่งก็คือผมอีกนั่นแหละ กล้ามเนื้อทุกมัดที่ออกแบบมาเพื่อความแข็งแกร่งที่สง่างาม ไม่ใช่ความเทอะทะแบบพวกเทพสงครามไร้สมอง ผิวพรรณที่เปล่งปลั่งราวกับมีสปอตไลท์ส่วนตัวตามติดไปทุกที่...”



           เขายังไม่จบง่ายๆ เขากางแขนออกกว้างเพื่อเน้นย้ำความยิ่งใหญ่ของตนเอง “นี่ยังไม่ได้พูดถึงพรสวรรค์นะ! เสียงดนตรีที่ขับกล่อมดวงดาวให้หลับใหลได้ ทักษะการรักษาที่พลิกความตายให้เป็นชีวิต คำทำนายที่แม่นยำยิ่งกว่านาฬิกาอะตอม ความแม่นยำด้านกีฬาที่น่าเหลือเชื่อ และศิลปะทุกแขนงที่ผมเป็นผู้อุปถัมภ์... ผมสามารถบรรยายความเลิศเลอของตัวเองได้สามพันหน้ากระดาษปาปิรัสโดยไม่ซ้ำคำเลยสักนิด! ดังนั้น ผมไม่อยากให้คุณ แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว คิดว่าผมเป็นอะไรที่หาได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อในโลกนี้!”



           โมนีก้าขยับส้นรองเท้าสูงเล็กน้อย พื้นหินอ่อนส่งเสียงดังกึกที่คมชัด บ่งบอกว่าความอดทนของเธอกำลังจะหมดลง “ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น แต่ข่าวนี่มันทำให้คนอื่นคิดแทนฉันต่างหาก”



           เอสต้าพูดแทรกขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าซื่อตาใสที่ดูปลอมสุดๆ “ก็เพราะคนอื่นคิดแทนเก่งไง เราเลยต้องมีคอนเทนต์แก้ข่าวแบบปังๆ ใช่ไหมล่ะ”



           อะพอลโลยืนกอดอกแน่นขึ้นราวกับยืนยันจุดยืนของตัวเองอย่างดื้อดึง ใบหน้าหล่อจัดที่ปกติชอบยิ้มอวดโลกตอนนี้ทำปากยื่นแบบไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์แม้แต่นิดเดียว “ไม่รู้แหละ ยังไงผมก็งอน” เขาพูดออกมาตรง ๆ น้ำเสียงหนักแน่นเหมือนประกาศกฎจักรวาลใหม่ “แล้วนี่มันยังไม่นับรวมเรื่องที่เอสต้าไปโพสต์ในเนคทาร์นะ เรื่องบ่นว่าผมหลงตัวเองน่ะ”



           โมนีก้าหันขวับไปมองเอสต้าโดยอัตโนมัติ เอสต้าทำหน้าซื่อเหมือนคนเผลอเดินผ่านเหตุการณ์โดยบังเอิญ ยกมือขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะโบก “เฮ้ อย่ามองฉันแบบนั้นสิ ฉันแค่สะท้อนความจริงที่ฉันเจอต่างหากล่ะ!” 



           พอได้ยินคำแก้ตัวนั้นโมนีก้าถอนหายใจยาว ก่อนจะหันกลับมามองอะพอลโลอีกครั้ง “โอเค งั้นนายอยากให้ฉันทำยังไง”



           อะพอลโลหรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนรอจังหวะนี้มานาน “คุณต้องไปโพสต์ บอกให้คนทั้งโลกรู้ไปเลยว่าคุณมีผมเป็นแฟน และผมคือแฟนที่หล่อที่สุดในโลก” เขาชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างมั่นใจ “ต้องทำนะ ไม่ใช่แค่คิด”



           โมนีก้าขมวดคิ้วนิดหนึ่ง “แค่โพสต์แบบนั้นแล้วนายจะหายงอนไหม”



           “ไม่” คำตอบมาเร็วเกินไปจนเธอแทบไม่ทันตั้งตัว “ถึงจะทำ ผมก็ยังไม่หายงอนอยู่ดี” เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “เพราะคุณยังต้องแต่งกลอนไฮกุมาง้อผมอีก เจ็ดวัน เจ็ดคืน และห้ามคิดว่าผมเป็นพวกมาตรฐานเด็ดขาด” 



           เอสต้าหลุดหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินคำนั้นของอะพอลโล่ “โห ข้อเรียกร้องนี่ระดับเทพจริง ๆ” อะพอลโลหันไปมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาหาโมนีก้า “ผมถึงขนาดไปมอมเหล้าเฮอร์มีสเพื่อให้รู้ตัวต้นเรื่องมาแล้วนะ แล้วก็ลากคุณเข้าฝัน ไปเช่าห้องความฝันจากมอร์เฟียสมาเพื่อมาเจอคุณโดยเฉพาะ จะให้ง้อแค่โพสต์เดียวได้ยังไง”



           โมนีก้ายกมือขึ้นกุมขมับเล็กน้อย กับสิ่งที่แฟนหนุ่มทำความรู้สึกของเธอคือทั้งเหนื่อยทั้งขำปะปนกันไป “งั้นต้องทำยังไง นายถึงจะหายงอนจริง ๆ” เมื่อได้ยินแบบนั้นอะพอลโลกฌขยับเข้ามาใกล้โมนีก้าขึ้นหนึ่งก้าว แสงสีทองจากเพดานสะท้อนในดวงตาสีฟ้าของเขาอย่างชัดเจน “คุณต้องยอมรับว่าผมคือที่สุดสิครับ” 



           สิ้นคำโมนีก้ามองหน้าเขาอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะพูดออกมาช้า ๆ ชัดเจน “นายเป็นที่สุดสำหรับฉันอยู่แล้วนะ” น้ำเสียงของเธออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “นายอาจจะอยากได้ไฮกุซึ้ง ๆ แต่นายก็รู้ว่าฉันแต่งไม่เป็น ฉันไม่มีพรสวรรค์เรื่องศิลปะเหมือนนายไม่ใช่หรอ?” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่สิ่งที่ฉันมีคือนายนะ?” เอสต้าที่เงียบไปตั้งแต่เมื่อครู่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเบะปากเบา ๆ แบบไม่คิดจะขัดจังหวะ



           โมนีก้าสบตาอะพอลโลตรง ๆ แววตาของเธอไม่มีวี่แววของความล้อเลียน มีเพียงความจริงใจที่สะท้อนออกมา “และความจริงก็คือ... ต่อให้คนทั้งโลกจะหยิบเรื่องกล่องนั่นมาพูดกี่ครั้ง หรือต่อให้เฮอร์มีสจะหัวเราะเยาะจนแทบหยุดหายใจ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าฉันเลือกนายเลยสักนิด” น้ำเสียงของเธอทุ้มนุ่มและหนักแน่นกว่าปกติ “เลิกทำหน้าบึ้งได้แล้วนะคนดี ดูสิ... แสงอาทิตย์ในฝันของนายมันเริ่มหม่นจนฉันใจคอไม่ดีแล้ว ฉันยังต้องการเทพพระอาทิตย์ที่หล่อที่สุดและเจิดจ้าที่สุดของฉันอยู่นะคะ” เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ระยะห่างที่ลดลงทำให้สัมผัสได้ถึงไออุ่นจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเทพเจ้าที่กำลังแง่งอน



            บรรยากาศในห้องรับรองเหมือนถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราว แสงสีส้มทองที่เคยสั่นไหวอย่างรุนแรงตามอารมณ์ของเจ้าของห้องค่อย ๆ สงบนิ่งลง กลายเป็นแสงสีนวลที่ดูเหงาหงอยสะท้อนกับเฟอร์นิเจอร์คริสตัลรอบห้อง อะพอลโลยืนนิ่งสนิทอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ลมหายใจของเขาแผ่วเบาแต่ติดจะสั่นพร่าเล็กน้อย สูทสีทองยังคงเนี้ยบกริบไร้ที่ติ แต่แผ่นหลังที่หันให้โมนีก้านั้นดูเล็กลงอย่างประหลาด ราวกับเขากำลังพยายามห่อไหล่เพื่อซ่อนความเปราะบางเอาไว้



           “คุณพูดง่ายจังเลยนะโมนีก้า...” เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแผ่วเบาและแห้งผาก ไม่มีความจองหองเหมือนทุกที มีเพียงความตัดพ้อที่ฟังแล้วชวนให้ใจหาย “เลือกผมงั้นเหรอ? หล่อที่สุดงั้นเหรอ? คำหวานพวกนั้น... ใคร ๆ ก็ประดิษฐ์ขึ้นมาพูดได้ทั้งนั้นแหละ” เขาก้าวถอยห่างออกไปอีกนิดจนชิดกระจกใสบานยักษ์ เหม่อมองออกไปยังวิวมหานครโอลิมปัสที่วุ่นวายเบื้องล่างราวกับต้องการหาที่พึ่งทางสายตา “แต่ตอนที่เฮอร์มีสหัวเราะใส่หน้าผม... ตอนที่เทพทั้งโอลิมปัสจ้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นน่ะ... คุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นไงโมนีก้า สำหรับคุณมันอาจจะเป็นแค่ข่าวตลก ๆ ข่าวหนึ่ง แต่สำหรับผม... มันเหมือนโลกทั้งใบกำลังบอกว่าผมเป็นแค่ความธรรมดาที่น่าขัน ซึ่งผมทนรับมันไม่ได้จริง ๆ เพราะมันไม่ใช่ความจริงสักนิดสำหรับเทพแห่งสัจจะแบบผม” เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ปอยผมสีทองตกลงมาบดบังดวงตาที่เคยเป็นประกาย “ผมแค่... ผมแค่อยากเป็นคนพิเศษที่สุดสำหรับคุณ ซึ่งคุณรู้ว่าไม่มีใครดีกับคุณนอกจากครอบครัวก็มีแค่ผมไม่ใช่หรอ? มันไม่ต้องมีคำว่า 'มาตรฐาน' ของใครมาทำให้ผมดูด้อยค่าลงแบบนี้เพราะนั้นไม่ใช่ความจริงเลยสักนิด”



           เอสต้าที่นั่งอยู่บนโซฟาก้อนเมฆกลอกตาเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเต็มแรง “โถ่ ป๋าคะ ถ้าป๋าไม่เลือกแพ็กเกจกล่องแบบนั้นแต่แรก คอนเทนต์มันจะเกิดไหมล่ะ หนูช่วยระบายกระแสเฉย ๆ เองนะ”



           อะพอลโลหันขวับ “เห็นไหมโมนีก้า! ยัยนี่ไม่สำนึกเลยสักนิด!” เขาก้าวเข้ามาใกล้เธอจนแทบชน กลิ่นอ่อนของแสงแดดจากตัวเขาปะปนกับกลิ่นไลแลคของโมนีก้าอย่างชัดเจน “ความรู้สึกที่เสียไปมันไม่ใช่โพสต์เดียวจะซ่อมได้หรอกนะโมนีก้า มันเหมือนสายธนูที่ขาด ต่อให้ผูกใหม่ มันก็ไม่เหมือนเดิม” ก่อนชูนิ้วขึ้น



           “เจ็ดวัน” แล้วเพิ่มอีกนิ้ว “เจ็ดคืนทุกคืนต้องมาที่นี่ ทำให้ผมกลับมารู้สึกว่าผมยังเป็นที่สุดในสายตาแฟนของผมไม่ใช่… แค่มาตรฐาน” โมนีก้าที่เห็นแบบนั้นก็เหมือนว่าเธอเข้าใจว่าเลสเตอร์หรืออะพอลโลก็คงจะงอนจริง เธอเริ่มใจอ่อนกับเขาเสียแล้ว



           เอสต้านั้นเมื่อเห็นว่าโมนีก้าเริ่มใจอ่อนและข้อตกลง 7 คืน กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เธอที่นั่งสังเกตการณ์อยู่บนโซฟาก็ลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ในใจ สำหรับเธอแล้ว การต้องมานั่งฟังอะพอลโลพร่ำเพ้อเรื่องความยิ่งใหญ่หรือต้องมานั่งฝึกแต่งไฮกุให้ปวดสมองมันคือฝันร้ายชัด ๆ เธอจึงตัดสินใจงัดแผนทางลัดออกมาใช้ทันที เอสต้าลุกขึ้นจากโซฟาด้วยท่วงท่าเนิบนาบแต่เย้ายวน เธอเดินตรงเข้าไปหาอะพอลโลที่กำลังยืนเก๊กหล่อรอคำตอบจากโมนีก้าอยู่ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปกลางคันแล้ววาดแขนเรียวโอบรอบคอของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์อย่างถือวิสาสะ



           “โถ่... ป๋าขา~” เสียงของเอสต้าหวานเชื่อมซะจนน้ำทิพย์ในแก้วยังต้องอาย “จะไปตั้งกงตั้งกฎอะไรให้เหนื่อยทำไมคะ? 7 วันมันนานไปนะสำหรับเทพที่ฮอตปรอทแตกแบบป๋า แค่คืนเดียวเอสต้าก็รู้แล้วค่ะว่าป๋าน่ะ...เกินมาตรฐานไปไกลโขเลย”



           อะพอลโลชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจผสมกับอาการทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอไม้ตายของสาวที่หน้าเป็นแฟนสาวของตนเองคำว่า ป๋าขา กระแทกเข้าใจของเขาไปจัง ๆ “เอ่อ... เอสต้า เธอ... เธอเรียกผมว่าอะไรนะ?”



           “ก็ป๋าไงคะ ป๋าของหนู~เอสต้าไม่รอช้า เธอกดไหล่ให้เขานั่งลงบนโซฟานุ่ม ๆ ก่อนจะขยับไปยืนด้านหลังแล้วเริ่มลงมือนวดเฟ้นที่บ่ากว้างของอะพอลโล่อย่างรู้งาน “เหนื่อยมาทั้งวันกับข่าวพวกนั้น แบกพระอาทิตย์มาทั้งปี พักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูดูแลเอง...” ก่อนที่ไม่นานมือของเอสต้าก็ขยับไปหยิบเครื่องดื่มแก้วเจียระไนราคาแพงที่บรรจุเหล้าสีงามประคองแก้วจ่อที่ริมฝีปากของอะพอลโลจะได้หุบปากสักที “ดื่มสิคะคนเก่ง เหล้านี่บ่มสำหรับเทพเจ้าโดยเฉพาะเลยนะคะ รสชาติมันนุ่มนวลเหมือนผิวของหนูเลยล่ะค่ะ”



           อะพอลโลที่ตอนแรกทำเป็นเข้ม ก็เริ่มมีอาการเคลิ้มอย่างเห็นได้ชัด เขาปล่อยให้เอสต้านวดไหล่และจิบเหล้าองุ่นที่เธอป้อนให้อย่างว่าง่าย รัศมีสีทองรอบตัวเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนๆ อย่างน่าหมั่นไส้ “อืม... รสชาติดี... ฝีมือนวดของเธอก็ไม่เลวเลยเอสต้า” อะพอลโลพึมพำด้วยเสียงกรึ่ม ๆ “บางทีการฟื้นฟูจิตใจแบบนี้... มันก็ช่วยให้ผมลืมเรื่องข่าวนั้นไปได้เหมือนกันนะ...”



           แต่ในขณะที่เอสต้ากำลังขยับมืออย่างเป็นจังหวะบนบ่าของอะพอลโล ปลายนิ้วกดคลึงอย่างรู้จุด เสียงแก้วเหล้าองุ่นกระทบริมฝีปากของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ดังแผ่ว ๆ บรรยากาศภายในห้องพักสุดหรูก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ แสงสีส้มทองที่เคยอบอุ่นเหมือนพระอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ถูกดึงความอิ่มออกไปทีละนิด สีทองซีดลงจนกลายเป็นฟ้าเย็น ราวกับใครบางคนหมุนสวิตช์อารมณ์ของห้องทั้งห้องลงต่ำสุด อากาศหนักขึ้น เงียบขึ้น และเย็นขึ้นอย่างผิดปกติ



           โมนีก้ายืนกอดอกอยู่ไม่ไกลจากโซฟา เธอไม่ได้เดินเข้ามาในทันที ไม่ได้แสดงท่าทีหึงหวงโวยวายอย่างที่ใครอาจคาดคิด ใบหน้าของเธอเรียบสนิทจนแทบไม่มีอารมณ์ใด ๆ ให้จับได้ แต่สายตาสีเทาเงินที่จ้องตรงไปยังภาพตรงหน้านั้นเย็นจนรู้สึกได้แม้ไม่ต้องสัมผัส บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเธอไม่ใช่ความโกรธแบบปะทุ ไม่ใช่ความเสียใจแบบร้องไห้ แต่มันคือความนิ่งที่กดทับทุกอย่างไว้ใต้ผิวหนัง เป็นความเงียบที่ดังยิ่งกว่าเสียงตะโกน



           “ดูจะมีความสุขมากเลยนะ เทพอะพอลโล...” เสียงของโมนีก้าไม่ดังหรือสั่น แต่มันเรียบจนคม เหมือนขอบมีดที่ไม่จำเป็นต้องออกแรงก็ทำให้เจ็บได้ เธอขยับก้าวเข้ามาช้า ๆ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อที่จะเดินทางเข้ามามองทั้งสองคนและทุกก้าวเหมือนนับถอยหลัง



           อะพอลโลสะดุ้งทันทีที่เห็นแบบนั้น รัศมีสีทองรอบตัวเขาสะดุดวูบ ความมึนเมาที่กำลังลอยอยู่เหมือนถูกฉุดลงจากท้องฟ้า เขาพยายามขยับตัวจะลุก แต่แขนของเอสต้าที่ยังพาดอยู่ทำให้เขาติดอยู่กับที่อย่างน่าอับอาย



           “ม—โมนีก้า…”



           เธอหยุดยืนตรงหน้าอะพอลโล่ในระยะใกล้พอที่จะมองเห็นแววลนลานในดวงตาสีฟ้าที่เคยมั่นใจจนล้นทะลัก “ตกลงคนที่นายสาบานว่าจะซื่อสัตย์ด้วยร้อยปีนี่คือฉัน…หรือคือยัยคนที่กำลังนวดไหล่นายอยู่กันแน่?” น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่คำพูดชัดทุกพยางค์ เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาไม่ละจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว คำถามนั้นไม่ต้องการคำตอบจริง ๆ มันเป็นการกดให้เขาต้องมองความจริงตรงหน้า อะพอลโลกลืนน้ำลายลงคอ ร่างกายที่เคยผ่อนคลายแข็งเกร็งในทันที



           “ถ้าป๋า(ย้ำเสียงหนัก) ชอบการปรนนิบัติแบบนี้มากกว่าสัจจะจากปากฉัน…ฉันจะได้รู้ว่าคำสาบานของเทพเจ้ามันก็แค่มาตรฐานต่ำ ๆ ที่เชื่อถือไม่ได้” ประโยคนั้นเหมือนค้อนที่ฟาดลงตรงกลางอก โมนีก้าหยุดพูดชั่วครู่ เหมือนตั้งใจปล่อยให้คำก่อนหน้าค้างอยู่ในอากาศ



           อะพอลโลสร่างเมาหายไปแทบจะในทันที เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าเขากำลังเล่นกับไฟ และไฟนั้นไม่ใช่ไฟของดวงอาทิตย์ แต่เป็นความเย็นเฉียบที่พร้อมจะเผาทุกอย่างให้พังโดยไม่ต้องลุกเป็นเปลว “ม…โมนีก้า! ที่รัก! คุณฟังผมก่อน!” เขาปัดมือเอสต้าออกอย่างแรงจนอีกฝ่ายเลิกคิ้ว ก่อนจะลุกพรวดจากโซฟา ก้าวเข้าหาโมนีก้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนกที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น



           “ผมไม่ได้—ผมแค่—” เขาสะดุดคำพูดตัวเองอย่างหมดรูป “โอ๊ย! เอสต้า เธอทำฉันซวยแล้วไง!”



           เอสต้าไม่สะทกสะท้าน เธอยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบต่ออย่างสบายอารมณ์ ราวกับเรื่องตรงหน้าเป็นเพียงฉากบันเทิงยามดึก



           “โมนีก้า คุณครับ… ผมขอโทษ!” เขาพูดเร็วและจริงจังกว่าทุกครั้ง “คือ... คุณต้องเข้าใจนะว่ารัศมีอันเจิดจ้าของผมมันมักจะดึงดูดการปรนนิบัติระดับป๋าขาเป็นเรื่องธรรมชาติน่ะ แต่นั่นมันก็แค่สิ่งเร้าภายนอกที่พยายามจะแทรกแซงความยิ่งใหญ่ของผมเท่านั้นเอง ในมหาวิหารแห่งหัวใจของเทพผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ มีบัลลังก์สูงสุดเพียงหนึ่งเดียวที่ว่างไว้สำหรับคุณเท่านั้นนะ เจ็ดวันจากนี้... ผมสาบานด้วยความหล่อเหลาที่สั่นสะเทือนไปถึงยอดเขาโอลิมปัสเลยว่าจะไม่มีผิวสัมผัสของใครได้บังอาจมาระคายเคืองผิวกายอันล้ำค่าของผมเด็ดขาดนอกจากคุณเพียงคนเดียว อย่าทำหน้าเย็นชาแบบนั้นเลยนะ แสงสุริยะที่สง่างามที่สุดในจักรวาลมันหม่นหมองลงทันทีที่คุณทำหน้าเศร้า มันเหมือนเกิดสุริยุปราคามาบดบังวันอันแสนเพอร์เฟกต์ที่ได้เจอคุณของผมชัด ๆ เลยนะโมนีก้า” 



           คำพูดยาวเหยียดของเขายังค้างอยู่ในอากาศ เสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่ชัดเจนพอจะทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงไปอีกระดับหนึ่ง แสงสีฟ้าเย็นที่ปกคลุมห้องรับรองไม่ได้หายไปทันที มันยังคงอยู่เหมือนหมอกบาง ๆ หลังพายุ ความตึงเครียดไม่ได้ระเบิด แต่มันอัดแน่นอยู่ในช่องว่างระหว่างคนสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากัน โมนีก้ายังคงยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น และก็ไม่ได้ก้าวเข้าไปใกล้ เธอมองอะพอลโลนิ่งอยู่อีกครู่ สายตาสีเทาเงินไม่แข็งเหมือนเมื่อครู่ แต่ก็ยังไม่อ่อนลงเสียทีเดียว เหมือนกำลังตั้งใจฟัง ไม่ใช่เพื่อจะโต้แต่เพื่อจะเข้าใจเขา



           “ฉันไม่ได้โกรธจนจะไม่ฟังอะไรเลยนะเลสเตอร์” เธอพูดในที่สุด เสียงเบากว่าก่อนหน้า แต่ยังคงเรียบ “ฉันแค่…หึงเฉย ๆ” คำว่าหึงออกมาจากปากเธอตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมหรือแก้ตัว เธอถอนหายใจช้า ๆ ก่อนจะคลายแขนที่กอดอกลง มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบข้อมือตัวเองเหมือนเป็นนิสัยเวลาคิดอะไรจริงจัง



           “ฉันเห็นนายเคลิ้มกับคนอื่น แล้วมันก็จุกนิดหน่อย ฉันรู้ว่ามันเป็นเอสต้า ฉันรู้ว่ามันไม่ได้มีความหมายแบบนั้น แต่ฉันก็ยังรู้สึกอยู่ดี” โมนีก้าเงยหน้าขึ้นสบตาเลสเตอร์อีกครั้ง คราวนี้แววตาไม่ได้เย็นเฉียบแล้ว แต่มีความรู้สึกผิดปนอยู่จริง ๆ



           “แล้วฉันก็ต้องขอโทษนายด้วย ที่ปล่อยให้เอสต้าทำอะไรสนุก ๆ ไปแบบนั้น ฉันควรหยุดตั้งแต่แรก ไม่ใช่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ในใจ แล้วปล่อยให้มันเลยเถิดขนาดนี้”



           อะพอลโลชะงักไปเล็กน้อย เหมือนกำลังประมวลผลคำพูดเหล่านั้น เขาไม่ได้พูดแทรก หรือรีบปกป้องตัวเองเหมือนทุกครั้งที่โดนตำหนิ เพียงยืนฟังอย่างตั้งใจอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก ในขณะที่โมนีก้าขยับเข้าไปใกล้เขาอีกก้าว ระยะห่างลดลงจนเธอได้กลิ่นแสงแดดอ่อน ๆ ที่ติดตัวเขาอยู่เสมอ “ฉันจะง้อนายเหมือนกันนะ แต่นายไม่ต้องรู้สึกแย่กับคำว่ามาตรฐานได้ไหม มันเป็นแค่คำที่คนอื่นพูด ไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิด”



           อะพอลโลหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ออกมานิดหนึ่ง ความตึงที่บ่าเหมือนคลายลง เขาก้มมองเธอเล็กน้อย สีหน้าที่เคยโอ้อวดเริ่มแฝงความไม่มั่นใจแบบเด็ก ๆ “งั้น… สรุปว่าตอนนี้ผมกลับมาดำรงฐานะผลงานชิ้นเอกที่ไม่มีใครเทียบติดในสายตาของคุณแล้วใช่ไหม? ผมไม่ใช่แค่... เออ... ไอ้คำที่ใช้เรียกพวกมนุษย์เกรดเฉลี่ยทั่วไปอย่างคำว่ามาตรฐานนั่นแล้วใช่ไหม?” เขาถาม น้ำเสียงครึ่งจริงครึ่งลองใจเธอ



           โมนีก้าขมวดคิ้วนิดหนึ่งเหมือนแปลกใจที่เขายังติดกับคำนี้อยู่ ก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ “นายไม่เคยมาตรฐานในสายตาฉันอยู่แล้วนะ เพราะนายเป็นแฟนฉัน…” คำว่าแฟนหลุดออกมานุ่มแต่หนักแน่น เธอขยับมือไปแตะที่แขนเขาเบา ๆ เป็นการสัมผัสที่ไม่ได้หวือหวา แต่จริงใจ



           “แฟนคนเดียวของฉันด้วย”



           อะพอลโลนิ่งงันไปทันที ดวงตาสีฟ้าสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแววที่โล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ความโอ้อวดที่เคยเกาะอยู่บนท่าทางเขาคลายลง เหลือแค่ความรู้สึกที่ถูกยอมรับจริง ๆ “โมนี่… ยอดดวงใจของผม...” เขาเรียกชื่อเล่นเธอเบา ๆ ก่อนจะหยุดตัวเองเหมือนนึกได้ว่าเธอไม่ค่อยชอบให้เรียกบ่อยนัก “ขอโทษนะ ผมอาจจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์อันไร้ที่ติของผมมากไปหน่อย เพราะผมทนไม่ได้หรอกถ้าหากผู้หญิงที่ผมยอมสยบให้คนนี้จะมองว่าผมเป็นอะไรที่ธรรมดา ผมแค่อยากให้คุณเห็นผมในเวอร์ชันที่เจิดจ้าที่สุดเสมอ คุณต้องสาบานกับผมว่าจะไม่บ่นผมลงโซเชี่ยวนั้นอีกนะ ยกเว้นว่าคุณจะต้องโพสถึงผมแล้วบอกว่าผมดีกับคุณขนาดไหน...ว่าคุณโชคดีขนาดไหนที่มีแฟนหล่อระดับตำนานแบบผม โพสหลังจากนี้ด้วยล่ะเพราะนั้นยังเป็นสัญญาของเราอยู่นะ”



           โมนีก้ายิ้มจาง ๆ มุมปากยกขึ้นนิดเดียว “เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันไปโพส... ฉันก็ขอโทษเหมือนกันค่ะ อย่างอนนะ ฉันไม่ได้มองนายผิดไปขนาดนั้นสักหน่อย เลสเตอร์” ชื่อของเลสเตอร์ที่เธอเรียกทำให้อะพอลโลเหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความตึงเครียดในห้องค่อย ๆ สลาย แสงสีฟ้าเย็นเริ่มจางลง กลับมาเป็นสีทองอุ่นอย่างช้า ๆ


 

           ด้านหลัง เอสต้าที่พิงโซฟาอยู่เงียบ ๆ มาตลอดเอนตัวเล็กน้อยแล้วถอนหายใจยาว “โอเค ๆ เข้าใจกันแล้ว สรุปคือโลกไม่แตก ดวงอาทิตย์ยังอยู่ แฟนก็ยังเป็นแฟนกัน ดีมากเลย” สิ้นคำพูดของสตรีผมแดง โมนีก้าก็หันไปมองเอสต้าแวบหนึ่ง สายตานั้นไม่ได้ดุ แต่ชัดเจนพอจะบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบกับเอสต้าในภายหลัง



สรุปรวม

เพิ่มเติม : บางครั้งคนเราก็ไม่ต้องอยากมีเพื่อนเยอะก็ได้มีคนเกลียดบ้างก็ดี

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

จบสักที... โพสแล้วเพราะงั้นหายงอน ...แต่เรามีเรื่องที่ต้องทำอีกเพียบเลย
Quest Summary

สรุป

เอสต้าและโมนีก้าโดนอะพอลโลดึงเข้าความฝัน เขามาโวยวายเรื่องที่เธอโพสในเนคทาร์และเรื่องโทรศัพท์ของเดดาลัสที่จะออกใหม่ในปี 2026 เขาบอกว่าเขามอมเหล้าเฮอร์มีสจนรู้ว่าคนที่ทำข่าวนั้นคือเอสต้าเขามาคาดโทษเอสต้าและมางอนแฟนสาวของเขาอย่างโมนีก้า แน่นอนว่าเขาบอกว่าเขาอุสส่าเช่าความฝันจากมอร์เพียสเพียงแค่เอ่ยปากบอกเท่านั้น และพ่นความงอนของเขาใส่โมนีก้าอย่างชัดเจน เขาจะไม่มีทางหายจนกว่าเธอจะรู้ว่าเขามันเพอร์เฟ็คที่สุดในโลกใบนี้ไม่มีใครเกิน


อะพอลโลเลยให้โมนีก้าไปโพสภาพเขาในเนคทาร์ของเธอไม่งั้นเค้าจะไม่หายงอน มันเป็นสัญญาของเธอกับอะพอลโลห้ามเสียสัจจะ (โพสแล้วย่ะ!! หายงอนเลย แล้วก็ไม่ต้องโผล่มาอีก 7 คืน!)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[God-09] อะพอลโล

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

(ใส่มาทำไมไม่รู้แต่อยากใส่555+)


แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 102578 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-23 22:19
โพสต์ 102,578 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-23 22:19
โพสต์ 102,578 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2025-12-23 22:19
โพสต์ 102,578 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2025-12-23 22:19
โพสต์ 102,578 ไบต์และได้รับ +4 EXP +7 ความกล้า +7 ความศรัทธา จาก ผืนป่าลวงตา  โพสต์ 2025-12-23 22:19
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-28 17:18:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 02 : เตรียมตัวและรับของ

วันที่ 21 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้า เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ค่ายจูปิเตอร์

            แสงยามเช้าซึมผ่านหน้าต่างโค้งสูงเข้ามาอย่างเงียบงัน มันไม่ใช่แสงที่สว่างจ้า แต่เป็นสีอ่อนนุ่มแบบเช้าที่เพิ่งตั้งตัวได้ กลิ่นไม้เก่า ผ้าห่มสะอาด และโลหะจากอาวุธที่แขวนเรียงรายผสมกันจนกลายเป็นกลิ่นเฉพาะของห้องนอนรวมกองร้อยที่สอง ห้องทั้งห้องยังคงสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนอื่นที่หลับอยู่กับเสียงผ้าขยับเบา ๆ จากการพลิกตัวเป็นระยะ โมนีก้าลืมตาขึ้นช้า ๆ ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาไม่ใช่ความง่วง แต่เป็นอาการปวดเมื่อยที่แทรกอยู่ตามหัวไหล่ หลัง และข้อมือ ราวกับร่างกายเพิ่งผ่านการใช้งานหนักเกินกำลัง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจยาว ก่อนพยายามเรียบเรียงความรู้สึกของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางสำหรับเช้านี้



            “โอเค… เข้าใจแล้วล่ะ” เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเบา พลางยกมือขึ้นกดต้นคอ “เอสต้า เมื่อวานเธอเล่นหนักไปจริง ๆ”



            ภาพเมื่อวานผุดขึ้นมาเป็นช่วง ๆ ภาพหมัด เสียงกระแทก และความโกรธที่ไม่ได้ระบายออกด้วยคำพูด แต่ด้วยร่างกายของเอสต้าที่ทำเพื่อระบายอารมณ์ตัวเอง โมนีก้าไม่ได้โทษเอสต้า เธอรู้ดีว่ามันคือกลไกการเอาตัวรอดของอีกบุคลิกหนึ่ง ทว่าร่างกายที่ต้องรับผลทั้งหมดกลับเป็นของเธอ และมันเหนื่อยกว่าที่เธออยากยอมรับ



            โมนีก้าเธอขยับตัวนั่งบนเตียงชั้นล่าง ผ้าห่มสีครีมเลื่อนลงจากไหล่เผยให้เห็นแขนเรียวที่ยังมีรอยตึงจากกล้ามเนื้อใช้งานหนัก รองเท้าบูตวางเรียบร้อยข้างเตียง โต๊ะไม้ข้างตัวมีแท็บเล็ตเดดาลัสวางอยู่ โมนีก้าหยิบมันขึ้นมาอย่างคุ้นเคย หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมรายการเตือนที่เธอจัดเรียงไว้ตั้งแต่เมื่อคืน โมนีก้าหลับตาไปชั่วครู่ก่อนเปิดอ่านบันทึกที่เธอได้ทำไว้และให้เอสต้าเป็นคนช่วยทำไว้เหมือนกัน เธอไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับภารกิจที่รออยู่ แต่เป็นความหนักอึ้งแบบคนที่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อไป และไม่มีพื้นที่ให้ลังเลหรือพักเหนื่อยเลยสักครั้ง



            “ตรวจหัวใจ ตรวจร่างกาย รับเครื่อง AED… ฝึกกับคุณอาริเอล” เธออ่านออกเสียงเบา ๆ คล้ายย้ำกับตัวเอง “จากนั้นไปหารุ่นพี่ซาวันนาห์ รับกำไลเทสเซรา แล้วก็พรมวิเศษ” เธอหยุดเล็กน้อย นิ้วเรียวเลื่อนหน้าจอไปยังรายการถัดไปแล้วพิมพ์ข้อมูลลงไปให้เรียบร้อย “สเบียง เสื้อผ้า น้ำ อุปกรณ์สำรอง ข้อมูลเพิ่มเติม”



            โมนีก้าหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่ไม่ได้ขำสนุก แต่เป็นเสียงของคนที่รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นแบบนี้เสมอ “ฉันนี่มัน… รอบคอบเกินไปจริง ๆ”



            ภายในใจลึก ๆ ของโมนีก้านั้นยังคงมีความเหนื่อยใจเล็ก ๆ มันไม่ใช่ความโกรธหรือความเสียใจ แต่เป็นความล้าที่สะสมจากหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งภารกิจ ความคาดหวัง และความสัมพันธ์กับเลสเตอร์เมื่อคืนที่ผ่านมา แม้จะเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วในฝัน ความรู้สึกอบอุ่นยังติดอยู่ แต่ก็ไม่ได้ลบความเหนื่อยที่ค้างอยู่ในอกทั้งหมด “แต่ก็ดีแล้ว…” โมนีก้าพึมพำ น้ำเสียงอ่อนลง “อย่างน้อยเราก็พูดกันตรง ๆ”


 

            โมนีก้าพ่นลมหายใจพลางส่ายหัวเบา ๆ “คราวหน้าเธอเบามือหน่อยนะเอสต้า ฉันต้องใช้ร่างนี้ทำงานต่อนะ” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นยืน เหยียบผืนพรมลายโบราณเย็นเล็กน้อยใต้ฝ่าเท้า แสงจากโคมระย้าทองเหลืองสะท้อนผนังสีอ่อนและธงกองร้อยที่แขวนเรียงราย ทำให้ห้องดูเป็นระเบียบและมั่นคงแบบที่ทำให้ใจสงบโดยไม่รู้ตัว



            โมนีก้าหยิบเสื้อโค้ทบางมาพาดแขน สูดลมหายใจอีกครั้ง กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานติดผิวของเธอยังจาง ๆ แต่คุ้นเคย มันเป็นกลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังอยู่ตรงนี้ ยังไม่แตกสลายไปกับอะไรทั้งนั้น “โอเค” เธอพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่กลับมาพร้อมทำงานมากขึ้น “อาบน้ำแล้วก็ไปตรวจร่างกายก่อน แล้วค่อยจัดการที่เหลือทีละอย่าง” โมนีก้าขยับกำไลที่ข้อมือซ้ายโดยอัตโนมัติ ความเย็นของโลหะทำให้เธอตั้งสติได้ดีขึ้น เธอเดินออกจากพื้นที่ข้างเตียงอย่างเงียบงัน ปล่อยให้ห้องนอนรวมยังคงจมอยู่ในความสงบของเช้าใหม่ ข้างนอกยังมีภารกิจรออยู่มากมาย



            

            ……



            อาคารสถานพยาบาลของค่ายจูปิเตอร์ในยามเช้าดูต่างจากช่วงเวลาอื่นอย่างชัดเจน แสงธรรมชาติส่องผ่านกระจกสูงเข้ามาอย่างเต็มที่ สะท้อนพื้นหินสีอ่อนจนทั้งโถงดูโปร่ง สะอาด และสงบเกินกว่าจะเชื่อมโยงกับคำว่าสนามฝึกหรือการรบได้ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและโลหะจากอุปกรณ์การแพทย์ให้ความรู้สึกเป็นระเบียบและปลอดภัยในแบบที่ไม่ได้พยายามปลอบโยนใครเป็นพิเศษ



            โมนีก้าเดินเข้ามาที่นี่ด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวเรียบร้อย เธอเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย สีเรียบ ไม่รัดร่างกายจนเกินไป โค้ทบางพาดอยู่บนแขน รองเท้าส้นไม่สูงนักสัมผัสพื้นหินอย่างมั่นคง ผมสีแดงเบอร์กันดี้เชอร์รี่ถูกรวบหลวม ๆ เปิดให้เห็นใบหน้าขาวซีดกับดวงตาสีเทาเงินที่ดูนิ่งกว่าปกติ กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานติดผิวอ่อน ๆ ไม่เด่นเกินไป แต่ก็ไม่จางหาย เธอหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นหญิงสาวร่างสูงยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์ลงทะเบียน ขาทั้งสองข้างไม่เหมือนกันอย่างชัดเจน แม้จะถูกปกปิดด้วยกางเกงยีนส์ขาสั้นและท่าทางที่พยายามทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ผมสีบลอนด์ทองสะท้อนแสงเช้า ดวงตาสีแดงก่ำมองมาทางโมนีก้าด้วยความลังเลบางอย่างที่ยังไม่ทันซ่อน



            โมนีก้าหยุดยืนในระยะที่เหมาะสมกับการทักทาย ก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะ คุณอาริเอล ใช่ไหมคะ” น้ำเสียงของเธออ่อนโยน เป็นจังหวะเดียวกับรอยยิ้มสุภาพที่ไม่ล้ำเส้น “ฉันโมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ยินดีที่ได้พบค่ะ”



            อาริเอลชะงักไปชั่วครู่ ราวกับไม่แน่ใจว่าควรตอบสนองอย่างไร มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อยืดของค่ายแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “อะ… ค่ะ ยินดีที่ได้พบเหมือนกัน” น้ำเสียงของเธอไม่ได้แข็ง แต่มีความระมัดระวังแฝงอยู่ชัดเจน ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองโมนีก้าอย่างพิจารณา ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เหมือนตัดสินใจบางอย่าง “ฉัน… ได้ยินเรื่องของคุณจากซาวันนาห์แล้วค่ะ เรื่องเมื่อวาน”



            โมนีก้านิ่งไปเล็กน้อยแม้ว่าเธอจะไม่ได้แปลกใจนัก แต่ก็ยังรู้สึกถึงความตึงบาง ๆ ที่ลอดเข้ามาในอกจากการคุยครั้งนี้ “เรื่องเชื้อสายเจนัสใช่ไหมคะ” เธอถามตรงไปตรงมา น้ำเสียงไม่ได้ป้องกันตัวอะไรเลยเพราะต้องไปทำภารกิจกับอีกฝ่าย



            อาริเอลพยักหน้าอีกครั้ง สีหน้าดูทำตัวไม่ถูกกว่าเดิมเล็กน้อย “ใช่ค่ะ ซาวันนาห์เล่าว่าคุณ… ไม่เหมือนเดิมเลย ระหว่างการประชุมกับตอนนี้” เธอหยุดคำพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่ออย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาในความรู้สึกของเธอเอง “ตอนแรกฉันไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่ายังไง แต่พอเห็นคุณตอนนี้ ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น” คำพูดนั้นไม่ได้มีน้ำเสียงกล่าวโทษ แต่ก็ไม่ได้ปกปิดความจริง โมนีก้าในที่นี้ ต่างจากภาพที่อาริเอลได้รับรู้เมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ท่าทาง แต่เป็นอุณหภูมิของการมีอยู่ ราวกับเป็นคนละคน แม้จะยืนอยู่ในร่างเดียวกัน



            โมนีก้ายกมือขึ้นแตะข้อมือตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างเข้าใจ “ขอโทษด้วยนะคะ ถ้ามันทำให้ลำบากหรือสับสน” เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อยอีกครั้ง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครไม่สบายใจค่ะ”



            อาริเอลรีบส่ายหน้าเพราะเธอไม่ได้สับสนอะไรมากขนาดนั้น “ไม่ค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย” น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ฉันแค่… พยายามทำความเข้าใจให้ถูกต้องมากกว่า” ดวงตาสีแดงก่ำสบกับดวงตาสีเทาเงินตรงหน้า “ถ้าอย่างนั้น วันนี้พวกเราก็ทำตามแผนไปก่อนดีกว่านะคะ”



            และทันทีที่พูดแบบนั้นเจ้าหน้าที่เรียกชื่อทั้งสองในจังหวะพอดี เสียงเรียบ ๆ ทำหน้าที่เหมือนเส้นแบ่งระหว่างบทสนทนาและหน้าที่ อาริเอลหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะหันกลับมามองโมนีก้าอีกครั้ง “ฉันต้องไปอบรมต่อก่อนค่ะ ของฉันจะเข้มข้นกว่าหน่อย”



            โมนีก้าพยักหน้าเข้าใจ “ค่ะ ฉันต้องเข้าตรวจร่างกายก่อนเหมือนกัน” เธอพูดอย่างสุภาพ ก่อนจะเสริมเบา ๆ “ไว้เจอกันอีกนะคะ”



            อาริเอลพยักหน้าตอบ สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยจากท่าทางของโมนีก้าที่ไม่มีความคุกคามอะไรเลยด้วยซ้ำ “ค่ะ แล้วเจอกัน” ทั้งสองแยกย้ายกันไปคนละทาง ทางหนึ่งนำไปสู่ห้องอบรม อีกทางนำไปสู่โซนตรวจร่างกาย โถงสถานพยาบาลกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของโมนีก้าที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้ในใจจะยังมีเรื่องให้คิด แต่เธอก็เลือกจะจัดการมันทีละอย่าง อย่างที่เธอถนัดเสมอ



            

            …..



            ห้องตรวจเงียบลงทันทีหลังประตูบานเลื่อนปิดสนิท แสงสีขาวนวลจากโคมเพดานสะท้อนกับพื้นโลหะสะอาดจนดูเย็นตา กลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คล้ายทำให้ทุกอย่างช้าลงไปอีกจังหวะ โมนีก้านั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหน้าตู้แสดงผลชีพจร มือทั้งสองวางบนหน้าตักอย่างพยายามสงบ ทั้งที่หัวใจในอกเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย ความรู้สึกตึงที่บ่ากับหลังยังไม่จางหายจากการตรวจเมื่อครู่ และความเมื่อยล้าที่ฝังลึกจากหลายวันที่ผ่านมาเหมือนจะถูกดึงขึ้นมาพร้อมกัน



            หมอปรานจัลยืนอยู่ใกล้แท็บเล็ตทางการแพทย์ เขาสวมเสื้อกาวน์สีอ่อนเรียบสะอาด ผมสีเข้มจัดทรงเรียบร้อย ใบหน้าคมที่มีหนวดเคราบาง ๆ ทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย น้ำเสียงที่ใช้คุยกับเธอไม่ได้มีความเร่งรีบหรือกดดัน เป็นจังหวะที่มั่นคงแบบคนที่คุ้นเคยกับการรับฟังและให้คำแนะนำมากกว่าการออกคำสั่ง เขาเลื่อนข้อมูลบนจอช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาโมนีก้า “ผลตรวจโดยรวมถือว่าดีมากครับ” เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจน “การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียน และความทนทานของร่างกาย อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดมิก็อดวัยเดียวกัน”



            คำพูดนั้นควรจะทำให้โล่งใจ แต่แทนที่จะเป็นอย่างนั้น โมนีก้ากลับรู้สึกเหมือนหัวใจเธอหล่นวูบเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่ขมวดคิ้วของหมอหนุ่มน่าจะครึ่งอินเดียตรงหน้า เธอเม้มริมฝีปาก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “แต่… มันไม่ได้จบแค่นั้นใช่ไหมคะ”



            หมอปรานจัลพยักหน้าเพียงนิดเดียว ก่อนจะเลื่อนข้อมูลอีกหน้า “ใช่ครับ เรื่องหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันครั้งก่อนยังเป็นจุดที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ตอนนี้ค่าการทำงานจะกลับมาเสถียร แต่ความเสี่ยงยังไม่เป็นศูนย์ โดยเฉพาะเมื่อรวมกับระดับความเครียดที่ร่างกายคุณแบกรับอยู่” เขาหยุดเล็กน้อยเพื่อให้เธอรับฟัง โมนีก้ารู้สึกเหมือนเสียงในห้องเบาลงไปเอง เธอพ่นลมหายใจออกช้า ๆ ไหล่ตกลงอย่างไม่ตั้งใจ ความจริงที่รู้อยู่แล้วถูกย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเกินกว่าจะเถียงได้



            “จากการประเมินสภาวะจิตใจและความเครียด” หมอปรานจัลพูดต่อ “คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงค่อนข้างสูงครับ ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะคุณรับมือกับหลายอย่างพร้อมกันเกินไปโดยไม่หยุดพักจริง ๆ”



            โมนีก้าหัวเราะแห้ง ๆ ในลำคอเล็กน้อย “ฟังดูเหมือนฉันดื้อใช่ไหมคะ”



            “ฟังดูเหมือนคนที่รับผิดชอบมากเกินไปครับ และคนแบบนั้นมักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำร้ายตัวเองอยู่” เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด คำพูดนั้นทำให้โมนีก้านิ่งไป เธอก้มมองมือของตัวเอง เห็นกำไลดาบสุริยคติที่ข้อมือซ้ายสะท้อนแสงนิ่ง ๆ มันหนักขึ้นในความรู้สึก ทั้งที่น้ำหนักเท่าเดิม



            หมอปรานจัลยื่นซองเอกสารและกล่องยาให้โมนีก้าที่หากเห็นจำนวนปริมาณแล้วชวนตาโตอยู่เหมือนกัน และโมนีก้าก็รับมาโดยอัตโนมัติ 



            “ในนี้มียาสำหรับควบคุมการทำงานของหัวใจ และยาที่ช่วยลดอาการทางจิตบางส่วน เช่น ภาวะตื่นตัวสูงและความวิตกกังวล ยานอนหลับ ยาแก้ช่วงเวลาแพนิก ไม่ใช่เพื่อทำให้คุณอ่อนแอเพราะปรับสภาวะของตัวยาไม่ได้ แต่เพื่อให้ร่างกายมีพื้นที่หายใจและปรับคลื่นของสารสื่อประสาทในหัวสมองของคุณให้คงที่เพราะอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของร่างกายคุณก็ยังคงเป็นมนุษย์ ผมเตรียมไว้จำนวนหนึ่งซึ่งน่าจะมากพอสมควรสำหรับการใช้ในภารกิจ”



            โมนีก้าพยักหน้า แม้ในใจจะรู้สึกเหมือนถูกถ่วงด้วยก้อนหินก้อนใหม่ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก “ขอบคุณนะคะ… สำหรับความตรงไปตรงมาด้วย”



            หมอปรานจัลยิ้มบาง ๆ “หน้าที่ของผมคือรักษา ถ้าคุณรู้สึกว่ามันมากเกินไปเมื่อไหร่ มาที่นี่ได้เสมอ อย่ารอให้ร่างกายเป็นคนร้องขอแทนคุณ”



            โมนีก้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนที่จะพยักหน้ารับไหล่ของเธอนั้นยังตึงหนักแต่หลังตรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เธอก้มศีรษะให้เขาอย่างสุภาพ “ฉันจะพยายามค่ะ อย่างน้อย… ก็จะไม่ฝืนเหมือนก่อน”



            เมื่อออกมาจากห้องตรวจ เธอเดินผ่านทางเดินยาวของสถานพยาบาล เสียงฝีเท้าของตัวเองสะท้อนเบา ๆ ในโถงที่โปร่ง โลหะและหินอ่อนรอบตัวดูเย็นและนิ่งกว่าที่เคย เธอหยุดยืนครู่หนึ่ง พ่นลมหายใจออกแรงกว่าปกติ มือกำซองยาแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอยากกรี๊ดที่แล่นขึ้นมาเมื่อครู่ยังไม่หายไปไหน มันแค่ถูกกดไว้ใต้ความสุภาพและสติที่เธอฝึกใช้มาตลอด



            ในมุมหนึ่งของความคิด เอสต้ายังอยู่ แต่เงียบ ต่างคนต่างรับรู้โลกในแบบของตัวเอง โมนีก้าเช็ดเหงื่อที่ฝ่ามือกับชายโค้ท ก่อนจะยกศีรษะขึ้นอีกครั้ง ก้าวเดินต่อไปด้วยจังหวะที่ช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อยมุ่งหน้าไปห้องอบรม



            

            ……



            โมนีก้าออกจากโถงสถานพยาบาลแล้วเดินตามป้ายไปยังอห้องอบรมที่อยู่ถัดไปไม่ไกล แสงแดดช่วงสายส่องลอดแนวเสาหินอ่อนของค่ายจูปิเตอร์เข้ามาเป็นจังหวะ เธอขยับโค้ทให้กระชับขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน ความรู้สึกหนักอึ้งจากผลตรวจยังไม่หายไปทั้งหมด แต่มันถูกเก็บไว้หลังสันหลังตรง ๆ และสีหน้าที่สุภาพตามนิสัย เธอไม่อยากให้ใครเห็นความลังเลที่ยังค้างอยู่ในอก



            ห้องอบรมกว้างและจัดเป็นสัดส่วน โต๊ะอุปกรณ์เรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทั้งหุ่นฝึก CPR เครื่อง AED รุ่นสนาม กล่องปฐมพยาบาลที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ และจอแสดงผลขั้นตอนการช่วยชีวิตแบบเรียลไทม์ โมนีก้าหยุดยืนมองภาพตรงหน้าเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเลือกที่นั่งว่าง เธอเห็นอาริเอลอยู่ก่อนแล้วในแถวหน้า ร่างสูงโปร่งกับขาข้างหนึ่งที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษทำให้เธอโดดเด่น อาริเอลหันมาสบตาเพียงแวบเดียวก่อนจะพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทายอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำพูดเกินจำเป็น แต่ก็ไม่ใช่ท่าทีห่างเหิน



            การอบรมเริ่มต้นอย่างรวดเร็วและเข้มข้นเกินกว่าที่โมนีก้าคิดไว้ เธอถูกดึงเข้าสู่จังหวะการเรียนรู้ทันทีที่มาถึงที่ห้องอบรม ตั้งแต่การประเมินสภาพผู้บาดเจ็บ การเรียกกำลังเสริม การใช้เครื่อง AED อย่างถูกลำดับ ไปจนถึงการกดหน้าอกตามจังหวะที่แม่นยำ เสียงนับจังหวะดังสม่ำเสมอในห้อง อุณหภูมิรอบตัวดูเหมือนจะสูงขึ้นพร้อมกับเหงื่อที่ซึมตามไรผม โมนีก้าก้มลงฝึกกับหุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือของเธอสั่นเล็กน้อยในช่วงแรกจากความกังวลเรื่องหัวใจของตัวเอง แต่สติที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่องก็พาเธอกลับเข้าสู่จังหวะได้ในที่สุด



            ระหว่างพักสั้น ๆ อาริเอลเดินเข้ามาใกล้ เธอวางขวดน้ำให้โมนีก้าโดยไม่พูดอะไร โมนีก้ารับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณนะคะ” น้ำเสียงสุภาพตามแบบของเธอ อาริเอลพยักหน้า “คุณทำได้ดีมากนะคะ” คำพูดสั้น ๆ นั้นไม่ได้ปลอบโยนหรือยกยอ แต่มันหนักแน่นพอจะทำให้โมนีก้ารู้สึกว่าตัวเองยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง



            การฝึกดำเนินต่อไปยาวนานกว่าที่คิด ตั้งแต่การปฐมพยาบาลบาดแผลเปิด การดามกระดูกชั่วคราว ไปจนถึงสถานการณ์จำลองที่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน โมนีก้ารู้สึกได้ถึงความล้าในกล้ามเนื้อหัวสมองและแขนเริ่มหนัก แต่เธอไม่หยุด เอสต้าไม่ได้ออกมาแทนที่ ไม่ได้เข้ามาป่วน ทุกอย่างเป็นของเธอเองล้วน ๆ และนั่นทำให้เธอภูมิใจเงียบ ๆ อย่างที่ไม่ต้องอธิบายกับใครเพราะเธอปวดหัวมามากเกินพอแล้ว



            เมื่อการอบรมสิ้นสุดลง เธอได้รับอุปกรณ์พยาบาลสนามพร้อมเครื่อง AED ส่วนตัว น้ำหนักของกระเป๋าไม่ได้เบาเลย แต่มันให้ความรู้สึกมั่นคงมากกว่าภาระ โมนีก้าสะพายมันขึ้นบ่า ปรับสายให้พอดี แล้วพ่นลมหายใจออกยาว ความเหนื่อยล้าผสมกับความโล่งใจไหลผ่านร่างกายพร้อมกัน



            อาริเอลเดินมาหยุดข้าง ๆ เธอในช่วงที่ผู้เข้าอบรมเริ่มทยอยแยกย้าย “คุณโมนีก้า ถ้าไม่รีบอะไร” อาริเอลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงยังคงเรียบ “ไปเอาของกับซาวันนาห์กันไหมคะ กำไลเทสเซราแล้วก็พรมวิเศษ น่าจะพร้อมแล้ว”



            โมนีก้าหันไปสบตาอีกฝ่าย ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ได้ค่ะ ต้องไปรับของพวกนั้นอยู่แล้วสินะคะ” เธอขยับกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ ความเหนื่อยยังคงอยู่แต่จังหวะก้าวของเธอกลับมั่นคงขึ้นกว่าตอนเช้าเล็กน้อยเพราะความโล่งใจ



            ทั้งสองเดินออกจากอาคารอบรมไปพร้อมกัน ทางเดินหินอ่อนทอดยาวไปข้างหน้า แดดช่วงบ่ายเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย โมนีก้ารู้ว่าภารกิจข้างหน้ายังอีกยาวไกล ทั้งการเตรียมอุปกรณ์ การเดินทาง และสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ เธอปล่อยให้ตัวเองเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พัง และยังมีคนที่เดินร่วมทางอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรให้มากเกินจำเป็น



            

            ……



            ไม่นานนักโมนีก้าเดินตามอาริเอลผ่านทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวเลียบอาคารพรินซิเปีย แสงแดดช่วงบ่ายตกกระทบพื้นเป็นลายเงาเหลี่ยมคม กลิ่นโลหะอุ่น ๆ และฝุ่นหินจาง ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นหญ้าแห้งจากลานฝึกใกล้เคียง เธอปรับชายโค้ทให้เข้าที่โดยอัตโนมัติ สัมผัสถึงน้ำหนักของอุปกรณ์ที่สะพายอยู่และจังหวะหัวใจที่ยังเต้นสม่ำเสมอแม้จะเหนื่อยล้า ความคิดเรื่องภารกิจยังวนอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่รบกวนสมาธิเท่าช่วงเช้าแล้ว



            เวิร์กช็อปของซาวันนาห์ซ่อนตัวแนบไปกับหอคอยเล็กด้านข้างพรินซิเปีย ประตูไม้โอ๊กบานหนาถูกเปิดแง้มไว้ เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังลอดออกมา เมื่อก้าวเข้าไปภายใน โมนีก้ารับรู้ได้ทันทีถึงบรรยากาศที่ต่างจากอาคารอื่น กลิ่นดินเหนียวโลหะร้อนและพลังงานบางอย่างที่อธิบายยากอบอวลอยู่ในอากาศ แสงจากแผงควบคุมไอริสสะท้อนเป็นสีรุ้งอ่อน ๆ บนพื้นผิวของกำไลที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่



            อาริเอลทักทายซาวันนาห์อย่างเป็นธรรมชาติ “เฮ้ ของพร้อมแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงเรียบแต่คุ้นเคย ซาวันนาห์เงยหน้าจากโต๊ะทำงาน ดวงตาสีเขียวที่จริงจังเหลือบมองทั้งสองก่อนจะพยักหน้า “พร้อมแล้ว” เธอพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจน มือเอื้อมไปหยิบกล่องโลหะทรงเรียบสองกล่องกับม้วนผ้าหนาอีกหนึ่งม้วนออกมาวางบนโต๊ะ



            โมนีก้ายืนเงียบ ๆ สังเกตทุกการเคลื่อนไหวของทั้งสองและรุ่นพี่ซาวันนาห์ เธอสัมผัสได้ถึงความเป็นระเบียบและความระมัดระวังในท่าทางของซาวันนาห์ กำไลเทสเซราถูกเลื่อนมาทางพวกเธอ ผิวโลหะเรียบเย็นเมื่อโมนีก้ารับมันไว้ น้ำหนักพอดีข้อมือไม่มากไม่น้อย และพรมวิเศษถูกคลี่ออกเพียงเล็กน้อย ผืนผ้าดูธรรมดาแต่มีลวดลายเรขาคณิตบางอย่างซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้า



            ซาวันนาห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ “ขอแจ้งเงื่อนไขก่อนนะคะ หลังจากจบภารกิจและกลับถึงค่ายอย่างปลอดภัย ทุกท่านต้องนำอุปกรณ์ทั้งหมดมาคืนดิฉันทันที และต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะเสริม “หากทำหาย ดิฉันขอเรียกเก็บค่าชดเชยสองร้อยดีนาเรียส ไม่มีข้อยกเว้น”



            โมนีก้าเงยหน้าขึ้นทันที “ฉันพร้อมจ่ายนะคะ ถ้าจำเป็น” น้ำเสียงสุภาพแต่ตรงไปตรงมา มือเธอขยับไปแตะกำไลที่ข้อมือซ้ายเหมือนยืนยันความตั้งใจ ซาวันนาห์มองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ แบบขำ ๆ “เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน ขอให้ภารกิจสำเร็จและทุกคนกลับมาให้ครบ นั่นสำคัญกว่า”



            จากนั้นซาวันนาห์หันไปแตะพรมวิเศษ “ส่วนพรมผืนนี้ เป็นรุ่นทดลอง ความเร็วประมาณรถบัสประจำทาง ใช้หลบหลีกและเดินทางได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเจอศัตรูบนอากาศก็ต้องระวัง พลังงานจำกัด ใช้งานต่อเนื่องได้หกชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นต้องพักชาร์จแปดชั่วโมงถึงจะกลับมาเต็มประสิทธิภาพ” เธออธิบายต่ออย่างละเอียด



            โมนีก้าฟังอย่างตั้งใจ เธอพยักหน้ารับทุกข้อจำกัด มือรับพรมม้วนมาอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณมากนะคะ” คำพูดนั้นออกมาจากใจจริง ซาวันนาห์เพียงพยักหน้าตอบ ไม่มีรอยยิ้มแต่ก็ไม่มีความแข็งกร้าวเหมือนครั้งแรกที่พวกเธอพบกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย โมนีก้าและอาริเอลเดินออกจากเวิร์กช็อปเมื่อประตูไม้ปิดลงเบื้องหลัง เสียงโลหะและแสงสีรุ้งถูกทิ้งไว้ข้างใน ตอนนี้ตรงหน้าของทั้งสองคนคือทางเดินด้านนอกซึ่งสว่างด้วยแสงบ่ายที่เริ่มอ่อนลง 

สรุปรวม

เพิ่มเติม : กลับมาแบบชั่วคราว

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
มีต่อ รอไป 2 ชั่วโมง
มารับของ อัพจีนก็จะมาอัพเทพให้ (ยื่นหมูยื่นแมว) - -
Quest Summary

สรุป

โมนีก้ากลับเข้ามาในร่างของตนเองอีกครั้งหนึ่ง เธอปวดหัวกับเอสต้าพอสมควร แต่ก็รับได้ จากนั้นก็เดินทางไปตรวจร่างกายกับปราณจัสและอบรมที่สถานพยาบาลของค่ายจูปิเตอร์กับอาริเอล จากนั้นอาริเอลก็พาโมนีก้าไปรับของกับซาวันนาห์ และโมนีก้าก็ขอตัวไปเตรียมของเพิ่มอาริเอลเลยไปด้วย


Loot & Rewards

มารับ เครื่องพยุงชีพและยา (จากปราณจัส) กำไลเทสเซรา 1 พรมวิเศษ 1 (จากซาวันนาห์)

Relationship Gains

[NPC-80] ปราณจัล

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[NPC-83] ซาวันนาห์

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2025-12-28 18:33
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-83] ซาวันนาห์ เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-28 18:32
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-80] ปราณจัล เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2025-12-28 18:32
โพสต์ 111065 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-28 17:18
โพสต์ 111,065 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-28 17:18
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-28 22:49:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

อารัมภบท ตอนที่ 02 : เตรียมตัวและรับของ Part 2

วันที่ 21 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเย็น เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ค่ายจูปิเตอร์ กรุงนิวโรม

            โมนีก้าออกมาจากเวิร์กช็อปพร้อมกับอาริเอล แสงแดดช่วงเย็นเอียงต่ำทอดผ่านแนวต้นสนและอาคารหินอ่อนของค่ายจูปิเตอร์ เงาของเสาธงและเสาโคมยาวทาบลงบนพื้นกรวดอย่างเป็นระเบียบ ลมอ่อนพัดพากลิ่นหญ้าแห้งและโลหะจากลานฝึกมาแตะจมูก เธอขยับโค้ทให้เข้าที่โดยสัญชาตญาณ น้ำหนักของพรมวิเศษที่พับแน่นอยู่ในกระเป๋าสะพายเตือนให้รู้ว่าทุกอย่างเริ่มจริงจังขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่การรับอุปกรณ์หรือฟังคำชี้แจงอีกต่อไป แต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อก้าวข้ามเส้นเวลาที่ไม่คุ้นเคย



            “ฉันจะไปเตรียมของเพิ่มอีกหน่อยนะคะ” โมนีก้าพูดขึ้นหลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง เสียงของเธอนุ่มแต่ชัดเจนว่าเป็นคนที่พร้อมสำหรับงาน “กะว่าจะเข้าไปซื้อนิดหน่อยที่นิวโรมอีกสักหน่อยค่ะ” เธอหยุดก้าวเล็กน้อย มองออกไปยังถนนลาดที่ทอดยาวออกจากค่าย ระยะทางจากตรงนี้ไปนิวโรมไม่ไกลนัก แค่หนึ่งถึงสองกิโลเมตร ถนนเส้นนี้เชื่อมพื้นที่ฝึกทหารกับเมืองที่เต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ และอาคารสไตล์โรมันร่วมสมัย เป็นระยะที่เดินก็ได้ นั่งรถก็สะดวก และอยู่ใกล้พอจะไปกลับโดยไม่เสียเวลา



            อาริเอลเอียงศีรษะเล็กน้อย “ยังมีอะไรต้องเตรียมอีกเหรอคะ” น้ำเสียงเธอแฝงความสงสัยแต่ไม่ได้ค้าน 



            โมนีก้าหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนตอบ “ฉันไม่ถนัดภาษาจีนเลยค่ะ อีกอย่างเราสองคนก็ไม่มีใครหน้าเอเชียสักนิด ถ้าต้องเข้าไปในช่วงยุคของเอเชียหรือสามก๊กจริง ๆ เราต้องเนียนให้มากกว่านี้” เธอขยับสายกระเป๋า พลางอธิบายต่ออย่างเป็นระบบ “อย่างน้อยควรมีหนังสืออ้างอิง เครื่องใช้ หรืออะไรที่ช่วยให้ดูเหมือนคนต่างแดนในยุคนั้นจริง ๆ การปลอมตัวเป็นแม่ค้าที่เดินทางมาจากแดนไกลน่าจะง่ายกว่า และปลอดภัยกว่าการทำตัวเด่น”



            อาริเอลฟังเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้า ดวงตาสีแดงก่ำสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น “ฟังดูรอบคอบมากค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันไปด้วยก็แล้วกัน อย่างน้อยจะได้ช่วยดูของหรือช่วยคิดอะไรด้วย” คำตอบนั้นทำให้โมนีก้ายิ้มบาง ๆ ความรู้สึกว่าต้องแบกรับทุกอย่างคนเดียวคลายลงเล็กน้อย แม้เอสต้าจะไม่ได้พูดอะไรในตอนนี้ แต่การรับรู้ถึงอีกบุคลิกที่เงียบอยู่ภายในทำให้เธอระวังตัวและจัดการความคิดให้เป็นระเบียบมากขึ้น



            ทั้งสองเดินไปยังป้ายรถมินิบัสของค่ายที่ตั้งอยู่ใกล้ประตูทางออก รถสีเข้มสัญลักษณ์ SPQR จอดรออยู่แล้ว ประตูเปิดออกพร้อมเสียงกลไกเบา ๆ โมนีก้าก้าวขึ้นไปก่อน เลือกที่นั่งริมหน้าต่างโดยอัตโนมัติ อาริเอลนั่งข้าง ๆ อย่างไม่ถือเนื้อถือตัว เมื่อรถเคลื่อนออกจากค่าย ภาพของอาคารฝึก ลานหิน และธงประจำกองร้อยค่อย ๆ ถอยหลังไป แทนที่ด้วยถนนเรียบที่มุ่งหน้าเข้าสู่นิวโรม



            โมนีก้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เมืองที่คุ้นตาแต่ไม่เคยรู้สึกว่าปลอดภัยไปเสียทั้งหมดกำลังรออยู่ข้างหน้า ความคิดเรื่องภารกิจสามก๊ก ภาษาที่ไม่คุ้น และบทบาทใหม่ที่อาจต้องสวมทับตัวตนเดิมวนอยู่เงียบ ๆ แต่เธอจัดวางมันไว้เป็นลำดับ ไม่ปล่อยให้ตีกันมั่ว เธอเอ่ยเบา ๆ ราวกับย้ำกับตัวเอง “เตรียมให้พร้อมไว้ก่อนดีกว่า ถึงเวลาแล้วจะได้ไม่พลาด”



            …

            ……



            เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่นิวโรม โมนีก้าไม่เสียเวลาพาอาริเอลเดินชมเมืองให้ฟุ้งซ่าน จุดหมายแรกของเธอชัดเจนตั้งแต่ก่อนลงจากรถ ร้านหนังสือไซคลอปส์ตั้งอยู่ตรงมุมถนนที่เงียบกว่าบริเวณอื่น อาคารอิฐสีแดงดูอบอุ่นราวกับหลุดออกมาจากนิทาน กันสาดสีเขียวสดที่มีคำว่า LIBRI เขียนด้วยลายมืออ่อนช้อยแกว่งไกวเบา ๆ ตามแรงลม ชั้นวางหนังสือมือสองตั้งเรียงอยู่หน้าร้าน เปิดโอกาสให้ใครก็ตามหยิบอ่านได้อย่างไม่เร่งรีบ กลิ่นกระดาษเก่าและไม้แห้งลอยออกมาจากประตูที่แง้มไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้โมนีก้ารู้สึกใจเย็นลงอย่างประหลาด



            เธอผลักประตูไม้เข้าไปช้า ๆ เสียงกระดิ่งเล็กดังขึ้นเหนือศีรษะ ภายในร้านอบอุ่นด้วยแสงไฟสีส้มจากโคมตั้งพื้นและเตาผิงที่มีไฟลุกอ่อน ๆ อริสโตเฟนส์ แมวสีส้มตัวอ้วนขนฟู นอนเหยียดยาวอยู่บนกองพจนานุกรมโบราณ ใกล้เตาผิงจนปลายหนวดสั่นไหวตามความร้อน โมนีก้ายิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะมองไปรอบร้าน ชั้นหนังสือสูงเรียงชิดผนังจนแทบไม่มีที่ว่าง ปกหนังสือหลากภาษาและยุคสมัยวางสลับกันอย่างมีระเบียบในความยุ่งเหยิงแบบที่คนรักหนังสือเท่านั้นจะเข้าใจ



            “คุณเอลล่า สวัสดีค่ะ” โมนีก้าเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสุภาพ ไม่ดังเกินไป เธอรู้ดีว่าที่นี่เป็นพื้นที่สงบสำหรับคนอ่านหนังสือ



            ฮาร์ปี้สาวผมแดงรุงรังโผล่ขึ้นมาจากหลังชั้นหนังสือ เธอขยับแว่นตาบาง ๆ ก่อนจะมองโมนีก้าอย่างตั้งใจ “เอลล่ารับรู้เสียงทักทาย” เธอพูดถึงตัวเองในบุคคลที่สามตามนิสัยเดิม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกาย “โมนีก้าหรอคะ เอลล่าคิดว่าโมนีก้าจะมา และผู้มาเยือนต้องการความรู้ประเภทไหนสำหรับวันนี้คะ”



            โมนีก้าเดินเข้าไปใกล้ เคลื่อนไหวอย่างสุภาพและไม่เร่งรัด “ฉันอยากได้หนังสือเกี่ยวกับจีนโบราณค่ะ เน้นสามก๊ก แล้วก็ประวัติศาสตร์จีนแบบภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบ ฉบับที่อ่านเข้าใจง่าย เน้นประเพณี วัฒนธรรมพื้นฐาน” เธอหยุดคิดเล็กน้อยก่อนเสริม “ถ้ามีเกี่ยวกับยุคล่าแม่มดด้วยก็ดีค่ะ แล้วก็…หนังสือเอาตัวรอดในป่า แบบสถานการณ์ฉุกเฉิน”



            เอลล่ากะพริบตาถี่ขึ้นเล็กน้อยเหมือนกำลังประมวลผล “เอลล่าได้รับคำขอมีความหลากหลายสูงเลยสินะคะ” เธอพูดเรียบ ๆ ก่อนจะหันหลัง เดินไปตามชั้นหนังสือด้วยความคล่องแคล่วเกินคาด มือบางไล่ไปตามสันปกอย่างแม่นยำ ราวกับรู้ตำแหน่งทุกเล่มอยู่แล้ว ไม่นานกองหนังสือก็ถูกวางลงบนโต๊ะไม้กลางร้าน ทั้งปกแข็ง ปกผ้า และปกกระดาษหนาหลายเล่มซ้อนกัน



            โมนีก้ามองกองหนังสือด้วยสายตาจริงจัง เธอหยิบขึ้นมาเปิดดูทีละเล่ม พลิกผ่านสารบัญและบทนำอย่างรวดเร็วแต่ละเอียด ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “เอาทั้งหมดนี่แหละค่ะ” เธอพูดโดยไม่ลังเล แล้วขยับแหวนดาราจรัส หมุนอัญมณีเล็กน้อย แสงอ่อนวาบขึ้นก่อนที่หนังสือทั้งหมดจะถูกดูดเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ ไม่เหลือร่องรอยบนโต๊ะ



            อาริเอลที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ อดถามไม่ได้ “หนังสือเอาตัวรอดนี่จำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงเธอไม่ได้คัดค้าน แต่เต็มไปด้วยความสงสัยจริงใจ



            โมนีก้าหันไปมองอาริเอล สีหน้าเธออ่อนลงกับคำถามนั้น “จำเป็นค่ะ” เธอตอบตรงไปตรงมา 



            “สิ่งที่เราขาดหายไปมากที่สุดเวลาอยู่ในโลกอดีต คือทรัพยากรที่เราเคยชิน ที่นั่นมีธรรมชาติจริง แต่เราเสียเปรียบเรื่องตรรกะ ความรู้พื้นฐานพวกนี้ช่วยให้เราปรับตัวได้” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ที่สำคัญ เราเอาหนังสือไปเพราะรู้ว่าที่นั่นไม่มีไฟฟ้า ต่อให้มีเพาเวอร์แบงก์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอด เราเอามุมมองของคนปัจจุบันไปตัดสินคนอดีตไม่ได้ รู้เขารู้เรา เข้าเมืองตาหลิวก็ต้องหลิวตาตามค่ะ”



            คำอธิบายยาวเหยียดทำให้อาริเอลนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาสีแดงก่ำของเธอฉายแววอึ้งอย่างไม่ปิดบัง “ฉัน…ไม่คิดลึกขนาดนั้นเลย” เธอพูดตามตรง



            โมนีก้าหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างเขินนิด ๆ “ฉันเป็นพวกขี้กังวลค่ะ ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเสมอ เกินได้ แต่ห้ามขาด ไม่งั้นฉันจะรู้สึกแย่มาก ๆ เลยล่ะค่ะ” คำพูดนั้นไม่ใช่การโอ้อวด หากเป็นการยอมรับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เธอหันกลับไปทางเอลล่า ชำระเงินด้วยท่าทีสุภาพ 



            “ขอบคุณมากนะคะ คุณเอลล่า หนังสือพวกนี้ช่วยฉันได้เยอะจริง ๆ” 



            เอลล่าพยักหน้ารับ  “เอลล่ายินดีสนับสนุนโมนีก้าสำหรับการเตรียมพร้อม เพราะความรู้คืออาวุธที่ไม่ต้องลับคมแต่อาศัยการสะสมไปเรื่อย ๆ” คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้โมนีก้ายิ้มอีกครั้ง



            สิ้นคำนั้นโมนีก้าและอาริเอลก็เดินทางออกจากร้าน ประตูไม้ปิดลงพร้อมเสียงกระดิ่งเบา ๆ แสงเย็นของนิวโรมส่องกระทบถนนหิน โมนีก้ารู้สึกถึงน้ำหนักของการตัดสินใจทุกอย่างที่เธอทำวันนี้ มันไม่ได้ทำให้เธอกลัวมากขึ้น แต่กลับทำให้มั่นใจว่าอย่างน้อย เธอไม่ได้ปล่อยให้ความไม่รู้เป็นฝ่ายได้เปรียบอีกต่อไป



            …

            ……



            แสงเย็นของนิวโรมเริ่มอ่อนลง ถนนหินที่เคยสะท้อนแดดบ่ายเปลี่ยนเป็นสีส้มหม่นจากโคมไฟริมทาง ผู้คนยังเดินสวนกันประปรายแต่บรรยากาศไม่คึกคักเท่าช่วงก่อนหน้า โมนีก้าเดินนำอาริเอลเข้าไปในร้านอุปกรณ์เอาตัวรอดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสกลางเมือง ประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออกพร้อมเสียงเบา ๆ กลิ่นโลหะ น้ำมัน และพลาสติกใหม่ลอยปะปนกัน เธอสูดหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกคุ้นเคยแบบเดียวกับเวลาจัดกระเป๋าเดินทางไกลแล่นขึ้นมาในอก เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้ตื่นเต้น แต่เป็นความจำเป็น



            โมนีก้าหยิบรถเข็นคันหนึ่งแล้วเริ่มเลือกของโดยไม่ลังเล มือของเธอทำงานเร็วแต่เป็นระบบ แท่งแมกนีเซียมแบบสร้อยคอถูกหยิบใส่ลงไปก่อน ตามด้วยไม้ขีดไฟกันน้ำ เทียนขนาดเล็กหลายแพ็ก เธอหยิบอุปกรณ์กรองน้ำแบบพกพาและเม็ดฆ่าเชื้อมาเพิ่มอีกสองชุด ก่อนจะวางขวดน้ำพับได้ลงไปอย่างเรียบร้อย วิตามินรวม เกลือแร่แบบซอง ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยาแก้ท้องเสีย ถูกเลือกมาแบบไม่ซ้ำชนิดจนรถเข็นเริ่มหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแถมจำนวนยัง… เยอะพอสมควรเลย (มากดีกว่า)



            อาริเอลเดินตามเธอเงียบ ๆ มือจับด้ามรถเข็นแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อของเริ่มกองพูน “โมนีก้า… เราจำเป็นต้องซื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” น้ำเสียงของเธอไม่ได้ตำหนิ แต่แฝงความตกใจเล็กน้อย



            “จำเป็นค่ะ” โมนีก้าตอบสั้น ๆ โดยไม่หยุดเดิน “ในอดีต การติดเชื้อเล็กน้อยก็ฆ่าคนได้แล้ว ฉันไม่อยากเสี่ยง” เธอหยิบสบู่ก้อนและแชมพูที่มีให้เลือกทั้งหมดใส่ลงไปอย่างไม่เลือกแบรนด์ ตามด้วยผ้าอนามัยและถ้วยอนามัยทั้งแบบใช้แล้วทิ้งและแบบซักใช้ซ้ำ เธอเช็กฉลากอย่างละเอียดก่อนหยิบเพิ่มอีกสองกล่อง



            รถเข็นเริ่มแน่นจนล้อฝืด อาริเอลต้องถอนหายใจแล้วเดินไปเปลี่ยนรถเข็นอีกคันมาเสริม โมนีก้าหันมามองแล้วพยักหน้าเบา ๆ เหมือนขอบคุณโดยไม่ต้องพูด จากนั้นเธอพาอีกฝ่ายไปยังโซนมีดและอุปกรณ์ครัว มีดพก มีดทำอาหารพื้นฐาน เขียงพับได้ หม้อขนาดเล็ก ทุกอย่างถูกเลือกด้วยสายตาคนที่คิดเผื่อสถานการณ์ยาวนาน ไม่ใช่แค่ชั่วคราว



            เมื่ออาริเอลเริ่มคิดว่าคงใกล้จบ โมนีก้ากลับเลี้ยวไปยังแผนกเครื่องเทศ เธอหยิบเกลือสมุทรใส่ถุงใหญ่ลงไปก่อน แล้วตามด้วยเครื่องเทศแห้งหลากชนิดจนเป็นกระสอบย่อม ๆ อาริเอลหยุดรถเข็นแล้วมองภาพตรงหน้าด้วยความอึ้ง “เดี๋ยว… เครื่องเทศนี่มันเยอะไปไหมคะ”



            โมนีก้าหันมายิ้มบาง ๆ แต่แววตาจริงจัง “สมัยก่อน เครื่องเทศคือทองคำค่ะ เอาไว้กินก็ได้ เอาไว้แลกก็ได้ มันช่วยชีวิตคนได้มากกว่าที่คิดนะคะ” เธอพูดเหมือนเล่าเรื่องธรรมดา ก่อนจะหยิบอุปกรณ์เสริมสวยพื้นฐานลงไปอย่างไม่ลังเล กระจกขนาดเล็ก หวี กรรไกรเล็ก ตลับใส่ของ เธอไม่อธิบายเพิ่ม แต่เหตุผลชัดเจนอยู่แล้วการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยในโลกที่ไม่รู้จัก



            ข้าวสาร อาหารแห้ง ของที่เก็บได้นานถูกเพิ่มเข้าไปอีกหลายรายการ แม้เธอจะไม่สนใจแป้งหรือของที่ซื้อเพิ่มภายหลังได้มากนัก แต่ก็ยังเลือกเผื่อไว้บ้าง รถเข็นทั้งสองคันแน่นจนแทบมองไม่เห็นพื้น อาริเอลยืนมองแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างยอมแพ้ “นี่มันเหมือนซื้อของเข้าบ้านแล้วไปอยู่ยาวเป็นปี ๆ เลยนะคะ”



            “ก็ใช่ค่ะ” โมนีก้าตอบตรง ๆ “ฉันไม่อยากไปแบบขาดอะไรแล้วต้องมานั่งเสียใจทีหลัง” เธอหยุดคิดเล็กน้อยก่อนพูดต่อเสียงเบาลง “ฉันกลัวเป็นภาระ กลัวว่าถ้าฉันพลาด คนอื่นจะต้องรับผลแทนน่ะค่ะ” 



            เมื่อถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน พนักงานต้องเรียกคนมาช่วยจัดของเพิ่ม โมนีก้าจ่ายเงินโดยไม่ลังเล มือของเธอมั่นคง ไม่มีท่าทีเสียดายหรือถอยหลังแม้แต่น้อย หลังจากของทั้งหมดถูกส่งเข้าแหวนดาราจรัสเรียบร้อย เธอผ่อนลมหายใจยาวเหมือนเพิ่งวางภาระลงได้บางส่วน ทั้งสองเดินออกจากร้านพร้อมกัน แสงไฟยามเย็นสะท้อนบนถนนนิวโรม โมนีก้ารู้สึกเหนื่อย แต่เป็นความเหนื่อยที่ทำให้ใจนิ่ง เธอไม่ได้มั่นใจว่าทุกอย่างจะรอดปลอดภัย แต่มั่นใจอย่างหนึ่งว่า อย่างน้อย เธอได้ทำในส่วนที่ควบคุมได้ทั้งหมดแล้ว


            

            ……



            ไม่นานเมื่อโมนีก้าเดินทางเข้าสู่กองร้อยที่สองในช่วงค่ำขชองวันแสงไฟภายในห้องนั่งเล่นของกองร้อยที่สองอบอวลด้วยสีทองอ่อนจากโคมแขวน เพดานสูงสะท้อนเงาเสาโรมันและผืนผ้าแดงประจำค่ายที่ห้อยนิ่งอยู่ตามแนวผนัง ภาพจิตรกรรมสงครามโบราณทอดยาวเหนือชั้นหนังสือไม้เข้ม บรรยากาศเงียบลงกว่าช่วงกลางวัน ผู้คนบางตานั่งพักตามโซฟา แต่ไม่มีเสียงพูดคุยดังเป็นพิเศษ เหมือนทุกคนต่างรู้ว่าช่วงเวลานี้เป็นของการเตรียมใจมากกว่าการผ่อนคลาย



            โมนีก้าเดินเข้ามาช้า ๆ ไหล่ของเธอคลายลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยของพื้นที่คุ้นเคย เธอวางของที่ถือมาลงข้างตัว ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาผ้าสีอ่อนตัวหนึ่ง แล้วหยิบแท็บเล็ตของเดดาลัสขึ้นมา หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมอินเทอร์เฟซที่เธอคุ้นตา นิ้วเรียวเลื่อนผ่านข่าวและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นจังหวะ ดวงตาสีเทาเงินไล่อ่านอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพราะอยากรู้ข่าวทั่วไป แต่เพราะกำลังมองหาสิ่งที่อาจเปลี่ยนทิศทางภารกิจทั้งหมด



            เธอกรองข้อมูลอย่างใจเย็น เลือกเฉพาะรายงานการหายตัวไปที่เกี่ยวข้องกับสองค่าย จดจ่อเป็นพิเศษกับสายเลือดที่เธอระบุไว้ในใจ สายเลือดโพไซดอนหรือเนปจูนที่มักเชื่อมโยงกับการหายตัวใกล้น้ำ สายเลือดเฮอร์มีสหรือเมอร์คิวรี่ที่มีประวัติหลุดจากระบบง่าย และสายเลือดเฮคาทีหรือไทรเวียที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และรอยแยกผิดปกติ ชื่อแล้วชื่อเล่าปรากฏขึ้นบนหน้าจอ บางชื่อมี สถานะผิดปกติ บางชื่อมีบันทึกสั้น ๆ ว่าขาดการติดต่อไปกี่วันแล้ว



            โมนีก้าบันทึกรายชื่อเหล่านั้นลงในไฟล์ส่วนตัว เธอไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนก แต่ความตึงที่มุมปากเผยให้เห็นว่าจำนวนรายชื่อมากกว่าที่เธอหวังไว้เล็กน้อย เมื่อรวบรวมเสร็จ เธอเอนหลังพิงโซฟาแล้วพ่นลมหายใจยาว ราวกับเพิ่งปล่อยน้ำหนักที่กดทับอกอยู่เงียบ ๆ ออกไปบางส่วน เอสต้านั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง ท่าทางสบายกว่า มือพาดพนักเก้าอี้ มองโมนีก้าอยู่ห่าง ๆ โดยไม่พูดอะไร ความเงียบระหว่างกันไม่ได้อึดอัด เป็นเพียงการรับรู้ว่าต่างคนต่างอยู่ในความคิดของตัวเอง



            โมนีก้าลุกขึ้น เก็บแท็บเล็ตใส่กระเป๋าอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องนั่งเล่น เสียงฝีเท้าของเธอเบาเมื่อผ่านโถงทางเดินกลับไปยังห้องนอนรวม ประตูไม้เปิดออกเผยให้เห็นเตียงสองชั้นเรียงเป็นระเบียบ แสงไฟสลัวทำให้ผ้าห่มสีเอิร์ธโทนดูนุ่มนวลขึ้น เธอไปหยุดที่เตียงของตัวเอง วางกระเป๋าลงแล้วเริ่มจัดของอีกครั้ง แม้จะตรวจเช็กมาหลายรอบแล้ว แต่เธอยังหยิบอุปกรณ์แต่ละชิ้นขึ้นมาดูซ้ำ วิตามิน ยา เครื่องมือพยาบาล หนังสือ แผนที่ ทุกอย่างต้องอยู่ในตำแหน่งที่หยิบใช้ได้ทันที



            เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น โมนีก้านั่งลงบนขอบเตียง เธอถอดรองเท้า วางโค้ทพับไว้ข้างหมอน ความเหนื่อยล้าที่สะสมทั้งวันเริ่มไหลเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด เธอเอนตัวลง นอนหงายมองเพดานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตา เสียงรอบตัวค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงลมหายใจของตัวเองที่ค่อย ๆ สม่ำเสมอ



            พรุ่งนี้จะเป็นวันออกเดินทาง ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แต่ในค่ำคืนนี้ อย่างน้อยเธอได้ทำทุกอย่างเท่าที่ควบคุมได้แล้ว และนั่นเพียงพอที่จะให้ร่างกายได้พัก ก่อนก้าวไปสู่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า...



สรุปรวม

เพิ่มเติม : กลับมาแบบชั่วคราว

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เรียบร้อย...
Quest Summary

สรุป

ทั้งสองไปที่ร้านหนังสือของเอลล่าเพราะว่าต้องซื้อของเนื่องจากโมนีก้าไม่มีความรู้ในประวัติศาสตร์จีนเลยสักนิด และต้องการหนังสืออื่น ๆ ไปด้วย เลยซื้อหนังสือหลายชนิดมาก จากนั้นโมนีก้าก็ไปซื้อของอีก โมนีก้าซื้อของเยอะมากเพราะเธอเป็นพวงเผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาดจนอาริเอลอึ้ง ก่อนที่ทั้งสองคนจะแยกย้ายกัน พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางแล้ว


โมนีก้ากลับมาที่กองร้อยสองเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางวันพรุ่งนี้ เธอหาข้อมูลบุคคลที่หายตัวไปพร้อมชื่อและภาพ บุคคลที่มีสถานะผิดปกติของทั้งสองค่าย จากนั้นก็เริ่มต้นที่จะพักผ่อน พรุ่งนี้คือการเดินทางแล้ว


Loot & Rewards

ยังไม่มี

Relationship Gains

[Mythic-02] เอลล่า (ฮาร์ปี้)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2025-12-30 12:56
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-02] เอลล่า (ฮาร์ปี้) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2025-12-30 12:56
โพสต์ 88271 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-28 22:49
โพสต์ 88,271 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-28 22:49
โพสต์ 88,271 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2025-12-28 22:49
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-30 08:32:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2025-12-30 08:34

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

เริ่มต้น ตอนที่ 01 : ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ก

วันที่ 22 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้า เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป กองร้อยที่สอง ค่ายจูปิเตอร์ จนถึง สถานีแกรนด์เซ็นทรัล นิวยอร์ก

             แสงเช้าซึมผ่านผ้าม่านสีอ่อนของห้องนอนรวมกองร้อยที่สองอย่างเงียบงัน บรรยากาศในห้องยังคงสงบ เตียงไม้เรียงเป็นระเบียบ กลิ่นผ้าสะอาดกับกลิ่นไม้ขัดใหม่จาง ๆ ลอยปะปนกันอยู่ โมนีก้าลืมตาตื่นบนเตียงของตัวเอง เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองเพดานสีขาวที่มีโคมไฟเรียบง่ายแขวนอยู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เหมือนกำลังจัดระเบียบความคิดในหัว วันนี้ไม่ใช่วันที่เร่งรีบ รถไฟจะออกตอนบ่ายแก่ ๆ ก็จริง แต่ร่างกายกลับไม่ยอมให้นอนต่อ ความเคยชินของคนที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าขนาดนี้เลยก็ได้



             เธอลุกจากเตียง เดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วเข้าห้องอาบน้ำ เสียงน้ำไหลกระทบพื้นกระเบื้องช่วยให้หัวโล่งขึ้นเล็กน้อย หลังอาบน้ำเสร็จ โมนีก้าเช็ดผมจนหมาดก่อนจะปล่อยให้ผมแดงเบอร์กันดี้เชอร์รี่ไหลลงมาตามไหล่ เลือกเสื้อผ้าแบบที่ตัวเองถนัด เสื้อครอปสีเรียบเข้ากับแจ็กเก็ตโทนสุภาพ กางเกงที่เคลื่อนไหวสะดวก รองเท้าที่พร้อมเดินทางไกล ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติของเธอจนแทบไม่ต้องคิดนาน เมื่อแต่งตัวเสร็จ เธอหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเช็กข้อความโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก



             เมื่อหน้าจอสว่างขึ้นพร้อมแจ้งเตือนจากเนคทาร์ โพสต์เมื่อคืนที่เธอลงรูปอะพอลโลจูบมือเธออย่างเผลอใจยังมีคนเข้ามาคอมเมนต์ใหม่ โมนีก้าอ่านแล้วถึงกับชะงักเล็กน้อย ข้อความสั้น ๆ จากแมคเคนซี แฟนของดีน ที่คุ้นหน้ากันในฐานะเพื่อนจากค่ายฮาล์ฟบลัดว่า 



             ‘แฟนคุณหน้าตาคุ้น ๆ นะ เหมือนผมเคยเจอที่ไหน 🤔’ 



             เลือดบนใบหน้าของโมนีก้าก็พลันเหมือนสูบฉีดแรงขึ้นมา เธอเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปด้วยถ้อยคำที่ดูไม่จริงจังนัก 



             ‘อะ… เอ่อ อุ้ยย ก็… อาจจะเคยเจอที่ไหนหรือบังเอิญเดินผ่านมั้งคะ ฮ่ะ ๆ’ 



             เมื่อส่งข้อความไปแล้วเธอรีบกดปิดหน้าจอ ราวกับกลัวว่ามันจะถามต่อ ทั้งที่ในใจรู้อยู่แล้วว่าคำตอบนี้อาจไม่ได้แนบเนียนนัก



             โมนีก้าส่ายหน้าให้ตัวเองเบา ๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลง แล้วหันกลับมาสนใจกับสิ่งสำคัญกว่า นั่นคือการจัดกระเป๋า โมนีก้าเดินไปหยิบกระเป๋าเป้คาดอกสีน้ำตาลที่วางพาดไว้ข้างเตียง กระเป๋าทรงกะทัดรัดแต่ดูแข็งแรง ผ้าหนา สายรัดหลายจุด ถูกออกแบบมาให้แนบลำตัวและไม่เกะกะเวลาเคลื่อนไหวและกันน้ำกันกรีด เธอคลี่มันออก ตรวจดูซิปและช่องต่าง ๆ อย่างละเอียดตามนิสัย



             เธอเริ่มจากของที่ต้องหยิบใช้บ่อย ขวดน้ำขนาดพกพาถูกใส่ลงในช่องด้านข้างที่มีสายรัดแน่นหนา ชุดปฐมพยาบาลขนาดเล็กถูกจัดลงไปในช่องด้านหน้า หยิบง่ายโดยไม่ต้องรื้อของทั้งหมด แท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ถูกสอดเข้าไปในซองบุภายในอย่างระมัดระวัง เธอลูบขอบสัมฤทธิ์วิเศษของมันเบา ๆ เหมือนย้ำกับตัวเองว่านี่คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ จากนั้นเธอใส่เอกสารจำเป็นและใบขับขี่สากลไว้ในช่องซิปด้านในที่แนบกับลำตัวที่สุด เพื่อความปลอดภัย กระเป๋าเงิน ครีมกันแดนหรือพวกของที่ควรจะหยิบใช้ง่าย ๆ ก็โดนเอาใส่ไป



             ของที่เหลือซึ่งไม่จำเป็นต้องหยิบจับบ่อย โมนีก้าเลือกเก็บไว้ในแหวนดาราจรัส เธอหมุนอัญมณีสีม่วงครามบนแหวนเบา ๆ วัตถุไร้ชีวิตจำนวนมากถูกส่งเข้าไปในห้วงมิติลูกบาศก์อย่างเงียบงัน ทั้งเสบียง เครื่องมือ และอุปกรณ์สำรอง เธอรู้ดีว่าการแบกทุกอย่างไว้กับตัวไม่ใช่เรื่องฉลาด การแยกน้ำหนักและจัดลำดับความสำคัญคือสิ่งที่ช่วยให้รอดในสถานการณ์ไม่คาดฝัน



             เมื่อจัดของเสร็จ โมนีก้าก็ลองสะพายกระเป๋าแล้วลองขยับตัว หมุนไหล่เล็กน้อยเพื่อเช็กความกระชับ สายคาดอกไม่รั้งจนเกินไป น้ำหนักกระจายดีอย่างที่ต้องการ โมนีก้าพยักหน้าให้กับตัวเอง ก่อนจะหยิบเครื่องประดับมาสวมใส่ทีละชิ้น กำไลดาบสุริยคติที่ข้อมือขวานิ่งสนิทเหมือนเครื่องประดับธรรมดา สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่ข้อมือซ้ายเย็นผิวเล็กน้อย แหวนเคลื่อนย้ายและแหวนดาราจรัสถูกจัดตำแหน่งอย่างคุ้นเคย กลิ่นหอมจาง ๆ จากน้ำหอมเฮคาทีผสานกับกลิ่นไลแลคและเบอร์รี่ที่ติดผิวของเธอเองอย่างแนบเนียน



             เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานเล็กที่ติดอยู่ข้างตู้ เตรียมตัวพร้อมกว่าที่คิด ทั้งที่ภายในใจยังมีความกังวลซ่อนอยู่ลึก ๆ โมนีก้าหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะสะพายกระเป๋าให้เข้าที่ แล้วเดินออกจากห้องนอนรวมของกองร้อยที่สองอย่างเงียบสงบ วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง แต่เธอก็รู้ดีว่าการเตรียมพร้อมตั้งแต่เช้าแบบนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เธอรู้สึกว่าควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น แม้โลกข้างหน้าจะไม่แน่นอนก็ตาม



             เมื่อโมนีก้าเดินออกมาจากห้องนอนรวมเธอก็มานั่งเล่นที่ห้องนั่งเล่นของกองร้อยที่สอง ห้องนั่งเล่นของกองร้อยที่สองยังคงเงียบสงบ แสงเช้าไหลผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นหินอ่อนและเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอุ่น โมนีก้านั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา แขนพาดพนักอย่างไม่เป็นทางการ กระเป๋าเป้คาดอกสีน้ำตาลที่จัดเรียบร้อยแล้ววางอยู่ข้างตัว กลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่หวานจาง ๆ ติดผิวของเธอผสมกับกลิ่นอากาศยามเช้าที่สะอาดจนรู้สึกโล่ง เธอกวาดตามองห้องนี้ช้า ๆ ราวกับกำลังจดจำรายละเอียดทุกอย่าง เผื่อว่านี่จะเป็นเช้าสุดท้ายก่อนจากไปนานกว่าที่คิด



             เสียงฝีเท้าหนักแต่สม่ำเสมอดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ก่อนที่ลูคัสจะเดินเข้ามาในห้อง เหงื่อยังเกาะตามกรอบหน้าและต้นคอ เสื้อสีแดงเข้มแนบลำตัวจากการออกแรง เขาหายใจแรงเล็กน้อยแต่ท่าทางยังตั้งตรงเหมือนเดิม โมนีก้าเงยหน้ามองแล้วเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งอย่างคุ้นเคย



             “วิ่งครบสิบสองรอบแล้วเหรอ” เธอเอ่ยทัก น้ำเสียงเรียบแต่แฝงรอยยิ้มบาง ๆ



             ลูคัสหัวเราะหึในลำคอ ยกมือเช็ดเหงื่อที่ขมับ “แน่นอน กฎของตัวเองทั้งที จะขาดได้ยังไง” เขามองเธอแล้วหยุดยืนตรงหน้าโซฟา “ตื่นเช้ากว่าที่คิดนะ วันนี้ไม่ใช่วันฝึกนี่ ต้องเดินทางใช่ไหม?”



             โมนีก้าขยับตัวนั่งตรงขึ้นเล็กน้อย “ฉันไม่ค่อยถนัดออกเดินทางแบบไม่เตรียมอะไรล่วงหน้าเท่าไหร่” เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “ลูคัส ฝากกองร้อยที่สองด้วยนะ ฉันทำคลังกองร้อยไว้ให้เรียบร้อยแล้ว รายการเสบียง อุปกรณ์สำรอง แล้วก็การจัดเวร ทุกอย่างอยู่ในระบบหมดแล้วล่ะค่ะ”



             ลูคัสพยักหน้าทันที สีหน้าจริงจังขึ้นอย่างคนรับคำสั่ง “รับทราบ รองหัวหน้ากองร้อยจะไม่ทำให้ผิดหวัง” เขาพูดโดยไม่ลังเล “เธอไม่อยู่ เดี๋ยวฉันดูแลแทนให้เอง”



             โมนีก้าสบตาเขาแล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ ความตึงในไหล่คลายลงเล็กน้อย “โอเค ดีมาก อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”



             ลูคัสยืนกอดอก มองเธอด้วยสายตาที่จริงใจขึ้นกว่าเดิม “ไม่ต้องห่วงนะ โมนีก้า… ฉันจะจัดการทุกอย่างอย่างดี เธอไปทำภารกิจของเธอเถอะ ไม่ต้องพะวงทางนี้เลย” คำพูดนั้นทำให้โมนีก้านิ่งไปชั่ววินาที ก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ “ขอบใจนะ” เธอพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่น “ฉันฝากไว้กับนายนั้นแหละดีแล้ว” ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ความสนิทที่ไม่ต้องพูดอะไรมากแผ่กระจายอยู่ในอากาศ ลูคัสเป็นฝ่ายถอนหายใจออกยาวก่อนจะคลี่ยิ้มแบบนักรบ “ไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อน แล้วจะเริ่มตรวจเวรต่อ”



             “อืม” โมนีก้าตอบ ก่อนจะมองตามแผ่นหลังสูงของเขาที่เดินออกจากห้องไป 



             เมื่อเหลือเพียงความเงียบอีกครั้ง เธอเอนหลังกลับไปบนโซฟา มือแตะกระเป๋าข้างตัวเบา ๆ ในอกยังมีความกังวลซ่อนอยู่ แต่ก็เบาบางลงมาก เธอรู้ดีว่าการออกเดินทางครั้งนี้ไม่ง่าย ทว่าอย่างน้อย สิ่งที่เธอทิ้งไว้ข้างหลังก็อยู่ในมือของคนที่ไว้ใจได้ โมนีก้าหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจลึก แล้วค่อยลืมตาขึ้นพร้อมความแน่วแน่ที่ชัดเจนกว่าเดิม



             

             …….



             และเมื่อถึงช่วงบ่ายโถงสถานีรถไฟนิวโรมเปิดรับแสงบ่ายผ่านกระจกสีสูงตระหง่าน แสงอาทิตย์ตกกระทบลวดลายเรขาคณิตและอักขระโบราณจนสะท้อนเป็นเงาสีทองอ่อนบนพื้นหินขัด เสียงกลไกโลหะทำงานเป็นจังหวะต่ำ ๆ ผสมกับเสียงล้อรถไฟที่เสียดสีกับรางไกลออกไป โมนีก้าเดินผ่านประตูทางเข้ามาอย่างคุ้นชิน กระเป๋าเป้คาดอกสีน้ำตาลแนบกับลำตัว เธอหยุดยืนบริเวณชานชาลากลาง กวาดตามองฝูงเดมิก็อดที่กระจายตัวกันเป็นหย่อม ๆ บางคนสะพายอาวุธ บางคนถือกระเป๋าเดินทางแบบเรียบง่าย เธอเช็กเวลาในโทรศัพท์เดดาลัสแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง 



             คุณอาริเอลยังไม่มาเลยแฮะ…



             เธอยืนรออยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ปรับสายกระเป๋าให้กระชับ สูดลมหายใจยาว กลิ่นน้ำมันโลหะกับเวทมนตร์เฉพาะของสถานีผสมกันจนชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ระหว่างโลกสองใบ ผ่านไปประมาณ 10 นาที โมนีก้าก็เหลือบมองทางเดินอีกครั้งก่อนจะพึมพำเบา ๆ กับตัวเองว่า “เอาเถอะ อย่างน้อยเราก็ต้องมีตั๋วติดมือก่อนมันจะหมดแหละ”



             โมนีก้าหันหลังเดินไปยังเคาน์เตอร์ขายตั๋ว เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินดังชัดในโถงกว้าง ระหว่างเดิน เธออดบ่นอุบในลำคอไม่ได้ “ภารกิจก็ภารกิจเถอะ แต่บังคับให้ขึ้นแต่สายประหยัดนี่มันอะไรของเขาเนี่ย” เธอส่ายหน้าเล็กน้อย ความหงุดหงิดไหลผ่านสีหน้าอย่างไม่ปิดบัง “จะให้กู้โลกทั้งที ดันไม่อยากให้เดมิก็อดสบาย… โคตรสมเหตุสมผลเลยนะ… เลสเตอร์แม่งมีพ่อประสาทแดก” น้ำเสียงประชดประชันจาง ๆ หลุดออกมา ก่อนที่เธอจะหยุดยืนเข้าคิว



             เมื่อถึงคิว โมนีก้าวางมือบนเคาน์เตอร์อย่างสุภาพ “ขอตั๋วสองที่นั่ง สายประหยัดค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงปก ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเกินจำเป็น



             พนักงานเงยหน้าขึ้นยิ้มเป็นมิตร “ที่นั่งละห้าดรักม่าหรือดีนาเรียส สนใจชำระด้วยสกุลไหนคะ”



             “ดรักม่าค่ะ” โมนีก้าตอบทันที เธอเอื้อมมือเปิดกระเป๋าสะพาย หยิบถุงเงินผ้าใบเล็กออกมา เสียงเหรียญกระทบกันเบา ๆ ขณะเธอเทเหรียญดรักม่าออกมานับอย่างคล่องมือ “นี่ค่ะ สิบเหรียญพอดี”



             พนักงานรับเงินไป ตรวจนับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งตั๋ว 2 ใบกลับมา เมื่อได้รับมาโมนีก้าก็รับไว้แล้วเก็บเข้ากระเป๋าอย่างระมัดระวัง มืออีกข้างแตะกำไลดาบสุริยคติที่ข้อมือโดยอัตโนมัติ ราวกับเช็กว่าทุกอย่างยังอยู่ครบไม่หายไปไหน เธอก้าวถอยออกจากเคาน์เตอร์ หันกลับมามองโถงสถานีอีกครั้ง สถาปัตยกรรมโรมันผสานกลไกเวทมนตร์ของวัลแคนยังคงทำงานอย่างเงียบงัน รางรถไฟทอดยาวหายไปในมิติที่ถูกปิดบังจากสายตามนุษย์ธรรมดา สำหรับโลกภายนอก ที่นี่ไม่มีอยู่จริง แต่สำหรับเธอ นี่คือเส้นทางจำเป็นของการเดินทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้



             เมื่อเวลาผ่านไปแสงในโถงสถานีเปลี่ยนมุมเล็กน้อย เงาจากกระจกสีทอดยาวข้ามพื้นหินขัดเป็นลายเรขาคณิตซ้ำซ้อน โมนีก้ายืนพิงเสาหินอ่อนใกล้ชานชาลา มือหนึ่งจับสายกระเป๋าเป้คาดอก อีกมือแตะข้อมือที่สวมกำไลโลหะเย็นเฉียบ ความรู้สึกว่ามาถึงก่อนเวลาทำให้จังหวะหัวใจของเธอช้าลง เธอไม่ได้เร่งอะไร แค่ชอบเผื่อเวลาไว้ให้ตัวเองคิดและทบทวน ความเงียบในหัวไม่ได้ว่างเปล่า มันเป็นความนิ่งที่จัดระเบียบทุกอย่างให้เข้าที่ เธอเหลือบมองทางเดินยาวอีกครั้ง แล้วในที่สุดก็เห็นร่างสูงของอาริเอลปรากฏขึ้นจากฝั่งโถงด้านใน แสงสะท้อนจากขาสัมฤทธิ์วิเศษของอีกฝ่ายแวบผ่านสายตาอย่างคุ้นเคย



             อาริเอลก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ ไม่รีบไม่ช้าเกินไป “สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงทักทายสุภาพตามนิสัย แม้จะยังมีช่องว่างของความไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง



             โมนีก้ายิ้มตอบบาง ๆ “สวัสดีค่ะ คุณอาริเอล” เธอขยับตัวออกจากเสาเล็กน้อยเพื่อหันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายเต็มตัว



             สายตาของอาริเอลกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหยุดที่กระเป๋าคาดอกขนาดไม่ใหญ่นัก “เตรียมของครบแล้วเหรอคะ ดูเหมือนเอามาน้อยจัง”



             โมนีก้าไม่สะดุ้งกับคำถามนั้น เธอคุ้นเคยกับสายตาแบบนี้ดี “ฉันเก็บของส่วนใหญ่ไว้ในแหวนดาราจรัสค่ะ” เธอขยับมือซ้ายให้เห็นแหวนสีม่วงครามที่สะท้อนแสงอ่อน ๆ พลางตบกระเป๋าที่สะพายคาดเอาไว้ “ของที่ต้องหยิบใช้ระหว่างทางถึงจะอยู่ในกระเป๋าใบนี้”



             อาริเอลพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าฉายแววเข้าใจปนทึ่งเล็กน้อย “สมกับเป็นคุณโมนีก้าจริง ๆ ของเต็มตัวเลยนะคะ แบบนี้ได้มาจากภารกิจเยอะเลยหรือเปล่า”



             “ส่วนหนึ่งค่ะ” โมนีก้าตอบตามตรง น้ำเสียงเรียบแต่ไม่ปิดกั้น “อีกส่วนก็ซื้อเอง สั่งทำเองบ้าง ของบางอย่างถ้ารอให้จำเป็นค่อยหา มันจะช้าเกินไป”



             อาริเอลหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ คล้ายยอมรับเหตุผลนั้นโดยไม่โต้แย้ง “ฟังดูรอบคอบมากเลยค่ะ” ทั้งสองยืนเคียงกันใกล้ชานชาลา เสียงกลไกใต้พื้นเริ่มดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนลมหายใจของสถานี โมนีก้าเหลือบมองรางรถไฟที่ทอดยาวหายเข้าไปในอุโมงค์เวทมนตร์ แสงจากด้านในสั่นไหวราวกับบอกล่วงหน้าว่าขบวนรถกำลังจะมาถึง เธอพูดขึ้นอย่างสบาย ๆ “อีกไม่นานรถไฟก็น่าจะเข้าเทียบแล้วค่ะ อย่างน้อยเราก็มีเวลาคุยกันนิดหน่อยก่อนขึ้น”



             อาริเอลพยักหน้า ยืนในท่าที่ผ่อนคลายกว่าเดิมเล็กน้อย ความตึงเครียดที่ติดมากับอดีตของเธอไม่ได้หายไป แต่ก็ไม่ได้แผ่ออกมาจนรบกวนบรรยากาศ ระหว่างที่ทั้งสองแลกเปลี่ยนคำพูดสั้น ๆ เรื่องเส้นทาง เรื่องข้อจำกัดของสายประหยัด และสิ่งที่อาจต้องเจอ โมนีก้ารับรู้ได้ว่าความร่วมมือกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องสัญญาเกินจริง แค่ยืนรอรถไฟขบวนเดียวกันก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น



             และเมื่อคุยกันอยู่สักพักรถไฟเฮเฟตัสก็เทียบชานชะลาโมนีก้าและอาริเอลเลยขึ้นรถไฟไปหาที่นั่งในชั้นประหยัดซึ่งคนส่วนใหญ่ก็นั่งชั้นนี้ ภายในตู้โดยสารชั้นประหยัดของรถไฟเฮเฟตัส แสงสีอุ่นจากโคมเหนือศีรษะสะท้อนผิวโลหะและไม้ขัดมันให้ดูหม่นนุ่ม เสียงเครื่องยนต์เวทมนตร์สม่ำเสมอราวจังหวะหัวใจของยักษ์ที่กำลังเคลื่อนตัว ผู้โดยสารส่วนใหญ่จับจองที่นั่งเงียบ ๆ บ้างคุยกันเบา ๆ บ้างเอนหลังพักสายตา โมนีก้านั่งริมหน้าต่าง มือของเธอวางบนสายกระเป๋าคาดอกอย่างเคยชิน สายตาไล่ตามเงาที่วิ่งถอยหลังนอกกระจก ความรู้สึกปลอดโปร่งปนตึงเล็กน้อยเกาะอยู่ในอก เธอคุ้นเคยกับช่วงก่อนการเดินทางไกลดี มันคือเวลาที่ความคิดจะชัดเจนเกินจำเป็น



             อาริเอลก็นั่งข้างโมนีก้าเธอขยับตัวจัดที่นั่งให้สบาย ก่อนจะหยิบซองจดหมายออกมาจากกระเป๋าอย่างระมัดระวัง ซองนั้นดูใหม่เกินไปสำหรับจดหมายธรรมดา กระดาษหนาเรียบสะอาด ขอบมุมคมเหมือนตั้งใจอวดความเป็นทางการ อาริเอลเปิดซองแล้วคลี่กระดาษออก ดวงตาสีแดงก่ำกวาดอ่านอย่างตั้งใจ



             “โอ้… เหมือนว่าจะเป็นจดหมายจากเทพอะพอลโลค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “เห็นว่าหลายคนก็ได้เหมือนกัน”



             คำว่าอะพอลโลทำให้โมนีก้าชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหันหน้ามาอย่างไวเกินจะปิดบัง ดวงตาสีเงินเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว ความคิดแรกที่พุ่งขึ้นมาไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่เป็นคำถามสั้น ๆ ที่แสบสันในหัว แฟนเธอทำอะไรอีกแล้วเนี่ย



             “จดหมายอะไรเหรอคะ” เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้ปกติที่สุด ทั้งที่ปลายนิ้วเริ่มเย็นเฉียบไปเสียแล้ว อาริเอลเลยยื่นกระดาษมาให้ “คุณโมนีก้าอ่านได้เลยค่ะ”



             โมนีก้ารับมาอย่างช้า ๆ สายตาเริ่มไล่ตัวอักษรตั้งแต่บรรทัดแรก คำขึ้นต้นโอ่อ่าฟุ้งเฟ้อชวนถอนหายใจยิ่งกว่าสิ่งใด เธออ่านต่อไปจนถึงกำหนดการ สถานที่ กฎระเบียบ และคำอธิบายยืดยาวที่เหมือนบทกวีสรรเสริญตัวเองไม่รู้จบ ทุกประโยคเหมือนมีเสียงใครบางคนดังอยู่ข้างหู เสียงที่เธอคุ้นเคยดีเกินไป เสียงเดียวกับที่เคยทำให้เธอทั้งหัวเราะ ทั้งอยากเอามือปิดหน้าตัวเองในเวลาเดียวกัน



             เมื่ออ่านจบ โมนีก้าค้างอยู่ครู่หนึ่ง กระดาษในมือยังไม่ถูกพับกลับ สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากอึ้งเป็นว่างเปล่า แล้วค่อย ๆ ไหลลงสู่ความละเหี่ยใจอย่างไม่ปิดบัง เธอเอนศีรษะพิงพนักพิงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ดวงตากลอกขึ้นช้า ๆ เหมือนพยายามนับเลขในใจเพื่อไม่ให้บ่นออกมาดัง ๆ ในหัวของเธอ ความจริงสองอย่างทับซ้อนกันอย่างน่าปวดหัว 



             หนึ่ง เลสเตอร์คือแฟนของเธอ 

             สอง เลสเตอร์กับอะพอลโลคือคนเดียวกัน 

             และสาม เรื่องนั้นยังคงต้องเป็นความลับ 



             โมนีก้าเหลือบมองกระดาษอีกครั้งกับประโยคโอ้อวดที่ยาวเป็นหางว่าว ก่อนจะถอนหายใจยาวจนไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย “คุณนี่ไม่เคยลดระดับความมั่นใจลงเลยจริง ๆ” โมนีก้าพึมพำในลำคอ เสียงเบาจนแทบจะเป็นแค่ลมหายใจ สีหน้าที่เคยสุภาพเรียบร้อยตอนนี้แฝงความเอือมระอาอย่างชัดเจน ราวกับคนที่รู้ดีว่าคนรักของตัวเองกำลังทำตัวเป็นตัวเองเกินไปอีกแล้ว



             โมนีก้าพับจดหมายคืนอย่างเรียบร้อย ส่งกลับให้อาริเอล “ขอบคุณนะคะ” น้ำเสียงกลับมาเรียบอีกครั้ง แต่ดวงตายังฉายแววเหนื่อยใจ “งานใหญ่ดีเหมือนกัน”



             อาริเอลรับจดหมายไป เก็บกลับใส่ซองอย่างเป็นระเบียบก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ฟังดูยิ่งใหญ่มากเลยค่ะ น่าสนุกจริง ๆ แต่เสียดายที่พวกเราไปไม่ได้นะคะ”



             โมนีก้าพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าภายนอกยังคงสุภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม เธอหันไปสบตาอีกฝ่ายแล้วยิ้มบาง ๆ “นั่นสินะคะ เพราะเราต้องออกเดินทางทำภารกิจ มันน่าเสียดายมากเลยค่ะ”



             คำพูดนั้นฟังดูเหมือนความเสียดายธรรมดา แต่ข้างในหัวของโมนีก้ากลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความคิดแล่นชนกันเป็นชุดจนแทบจะกลั้นสีหน้าไม่อยู่ ดีแล้ว ดีชิบหาย ดีมาก ๆ ที่ไม่ได้ไป เธอถอนหายใจในใจแรงกว่าที่ภายนอกแสดงออกมา ถ้าต้องไปยืนใน Central Park แล้วเห็นแฟนตัวเองในร่างเทพส่งออร่าพระอาทิตย์แตกกระจาย เล่นพิณ ร้องเพลง แจกของขวัญ แล้วทำหน้าหลงตัวเองต่อหน้าคนเป็นร้อยเป็นพัน เธอคงเขินจนอยากมุดดินหนี



             ภาพนั้นผุดขึ้นมาในหัวแบบไม่ได้รับอนุญาต เลสเตอร์…ไม่สิ อะพอลโล ยืนยิ้มหล่อ ๆ แบบรู้ตัวว่าหล่อ เสียงปรบมือ เสียงชื่นชม คำสรรเสริญที่เขาจะรับไปเต็ม ๆ โดยไม่ถ่อมตัวแม้แต่นิดเดียว แค่นึกก็ปวดหัวแล้ว โมนีก้ากัดริมฝีปากแน่นเล็กน้อย พยายามไม่ให้มุมปากกระตุกออกมาเป็นรอยยิ้มโล่งอก 



             ในใจเธอบ่นไม่หยุด หล่อก็จริง เทพก็จริง เก่งก็จริง แต่ช่วยหยุดทำตัวเหมือนเวทีทั้งโลกเป็นของตัวเองสักวันไม่ได้หรือไงวะ เธอรู้ดีว่าถ้าไปจริง ๆ เธอคงต้องยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะเดมิก็อดคนหนึ่งทำหน้าเฉย ทั้งที่ข้างในโคตรอยากเอาฮู้ดคลุมหัวแล้วหายตัวไปจากโลกใบนี้ เพราะแค่คิดว่ามีคนเริ่มสังเกตว่าเธอสนิทกับอะพอลโลมากเกินไปก็ขนลุกแล้ว คุกไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ



             โมนีก้าเอนหลังพิงเบาะ รถไฟสั่นเบา ๆ ตามราง เสียงโลหะเสียดสีกันช่วยกลบความคิดฟุ้งซ่านได้บ้าง เธอเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงที่วิ่งผ่านรวดเร็วทำให้ภาพทุกอย่างดูเบลอ เหมือนความรู้สึกของเธอในตอนนี้ เธอรักเขา รู้ดี แต่บางครั้งความรักที่พ่วงมากับความหลงตัวเองระดับเทพเจ้า มันก็ทำให้คนเป็นแฟนเหนื่อยใจชิบหาย ภายนอกเธอยังนั่งตัวตรง มือวางบนตักอย่างเรียบร้อย เหมือนผู้หญิงที่กำลังเสียใจเพราะพลาดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต แต่ภายในนั้นคือความโล่งอกแบบไม่ต้องอธิบาย



             โชคดีแล้วที่มีภารกิจคำพยากรณ์ เธอคิดกับตัวเอง อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปยืนหน้าแดงตายต่อหน้าคนทั้งโลก เพราะแฟนตัวเองกำลังออร่าฟุ้งจนลืมว่ามีคำว่าเกรงใจแฟนอยู่ในพจนานุกรมบ้างหรือเปล่า โมนีก้าหลับตาลงครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความคิดบ่นด่าแฟนในหัวค่อย ๆ เบาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นใหม่ด้วยสีหน้าที่กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง ภารกิจตรงหน้าสำคัญกว่า และเธอก็ขอบคุณโชคชะตาเงียบ ๆ ที่อย่างน้อย วันนี้ เธอไม่ต้องไปเป็นแฟนสาวของเทพเจ้าผู้หลงตัวเองที่สุดในงานคริสต์มาสกลางสวนสาธารณะ



             เมื่อรถไฟเฮเฟตัสชะลอความเร็วลงจนแทบไร้เสียง ลมหายใจของสถานีก็เปลี่ยนไปจากแรงสั่นสะเทือนของกลไกเทพเจ้าเป็นความนิ่งสงบแบบเมืองที่ไม่เคยหลับสนิท แสงไฟอุ่นสาดผ่านโครงหลังคาโค้งสูงและกระจกสี ทำให้รางเหล็กสะท้อนเป็นเส้นยาวเงียบงันราวกับทางผ่านของโลกสองชั้น โมนีก้าก้าวลงจากขบวนรถพร้อมอาริเอล ยามรองเท้าแตะพื้นหินเรียบของชานชะลาลับที่มีเพียงเดมิก็อดและผู้เกี่ยวข้องเท่านั้นจะมองเห็นได้ กลิ่นโลหะ น้ำมันเครื่อง และอากาศเย็นยามค่ำผสมกันอย่างแปลกประหลาดแต่คุ้นเคย



             ชานชะลาหมายเลขเก้าที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านกลไกเวทมนตร์ค่อย ๆ ปิดตัวลงเมื่อขบวนรถเคลื่อนหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงก้องเบาบางและแสงไฟที่คงระดับสม่ำเสมอ โมนีก้าหยุดยืนมองสักครู่ ดวงตาสีเทาเงินไล่มองรายละเอียดรอบตัวอย่างเป็นนิสัย ทั้งตำแหน่งทางหนีทีไล่ ทางขึ้นสู่โถงหลัก และจุดที่เวทพรางตาเริ่มทำงานเต็มรูปแบบ เมื่อก้าวข้ามเส้นนั้นออกไป ทุกสิ่งจะกลายเป็น โลกจริงทันที



             โมนีก้าหันไปทางอาริเอลก่อนเอ่ยเสียงเรียบสุภาพ “คืนนี้เราพักโรงแรมก่อนนะคะ ค่อยออกเดินทางไปชิคาโก้ตอนเช้า จะได้ไม่รีบจนพลาดอะไร” น้ำเสียงโมนีก้านั้นมั่นคงแบบคนที่คิดแผนไว้แล้ว 



             อาริเอลพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ร่างสูงที่เคยดูน่าเกรงขามในโลกเดมิก็อดบัดนี้ถูกหมอกพรางบดบังจนเหลือเพียงภาพหญิงสาวผมบลอนด์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีขาสัมฤทธิ์ ไม่มีเงาอสุรกาย หรือแรงกดดันของสายเลือด ทุกอย่างถูกเก็บเงียบเหมือนปิดฝาไว้



             เมื่อทั้งสองก้าวผ่านแนวพรางตา โถงใหญ่ของสถานีก็เปิดรับด้วยความโอ่อ่าแบบโลกมนุษย์ เพดานโค้งสูงประดับจิตรกรรมกลุ่มดาวเรืองแสงอ่อนใต้โคมไฟระย้า เสียงฝีเท้าผู้คนปะปนกับประกาศรถไฟที่ลอยมาเป็นระยะ โมนีก้ารู้สึกถึงจังหวะของเมืองที่ยังเต้นอยู่ แม้ดึกดื่นแล้วก็ตาม เธอขยับเสื้อโค้ทให้เข้าที่ สายกระเป๋าคาดอกสีน้ำตาลพาดแน่นกับลำตัว น้ำหนักของของจำเป็นที่หยิบจับง่ายทำให้เธออุ่นใจ ส่วนสัมภาระอื่น ๆ ถูกเก็บอย่างปลอดภัยในแหวนดาราจรัส ราวกับไม่มีอะไรติดตัวเลยนอกจากความพร้อม



             ทั้งคู่เดินเคียงกันไปตามโถงหินอ่อน ผ่านบันไดและร้านค้าที่ปิดไฟบางส่วน นักท่องเที่ยวไม่กี่คนยืนถ่ายรูปใต้เพดานดาวฤกษ์โดยไม่รู้ว่ามีทางลับของเหล่าลูกเทพอยู่ไม่ไกลนัก โมนีก้าเหลือบมองนาฬิกาในใจ เธอไม่ต้องเร่งหรือเสี่ยงอะไร คืนนี้แค่พักแล้วก็ฟื้นแรง เตรียมตัวสำหรับเช้าวันใหม่



             โมนีก้านั้นหยุดเดินใกล้ทางออก หันไปมองอาริเอลอีกครั้ง “คืนนี้พักใกล้ ๆ นี่แหละค่ะ เดินทางสะดวก ตอนเช้าจะได้ออกเร็ว” อาริเอลยิ้มบาง ๆ พยักหน้าอีกครั้งอย่างไว้วางใจ ในโลกนี้เธอเป็นเพียงผู้ร่วมทางคนหนึ่ง ไม่ใช่อดีตอสุรกายแต่อย่างใด เมื่อเดินมาด้านนอกลมเย็นจากประตูสถานีพัดเข้ามา โมนีก้าสูดหายใจลึก กลิ่นเมืองยามค่ำคืนผสมควันรถและอากาศหนาวจาง ๆ เธอก้าวออกไปพร้อมอาริเอล แสงไฟถนนทอดยาวรออยู่ข้างหน้า 



             ถนนด้านข้างที่พวกเขาเลือกใช้เพื่อลัดไปโรงแรมเงียบเกินไป ไฟถนนส่องเป็นช่วง ๆ เงาของตึกสูงกดทับลงมาราวกับตั้งใจปิดเสียงของเมือง โมนีก้ารู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปว่าบรรยากาศมันผิดปกติ กลิ่นอากาศไม่ใช่กลิ่นเมืองยามค่ำตามปกติ มันมีบางอย่างแห้ง แข็ง และเย็นผิดธรรมชาติ เนตรแห่งฟีบี้ใต้ดวงตาสีเงินทำงานเงียบ ๆ โดยที่เธอไม่ต้องตั้งใจ



             เงาคนเจ็ดร่างก้าวออกมาจากมุมมืด ชุดเครื่องแบบตำรวจนิวยอร์กดูครบถ้วนเกินไป สะอาดเกินไป และการยืนกระจายตำแหน่งกันเป็นครึ่งวงนั้นไม่ใช่ท่าทางของมนุษย์ที่ตั้งใจเข้ามาถามทางหรือขอตรวจบัตร อาริเอลหยุดฝีเท้าทันที ร่างสูงตึงขึ้นโดยสัญชาตญาณนักรบ “นั้นไม่ใช่มนุษย์ค่ะโมนีก้า” เสียงเธอต่ำและมั่นคง



             โมนีก้าพยักหน้ารับเล็กน้อยเหมือนเรื่องนั้นเป็นข้อมูลที่เธอมีอยู่แล้ว เธอถอนหายใจแผ่ว ๆ คล้ายคนเบื่อรถติดมากกว่าคนกำลังจะโดนซุ่มโจมตี “ปกป้องตัวเองไว้นะคะคุณอาริเอล เน้นความปลอดภัยของตัวเองก่อนอันดับแรก ฉันดูแลตัวเองได้เพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วง” น้ำเสียงสุภาพแต่เด็ดขาด ข้อมือขวาสะบัดเพียงครั้งเดียว กำไลสีเทาเข้มแตกตัวออกเป็นดาบสุริยคติ แสงโลหะอุกกาบาตสะท้อนไฟถนนเป็นเส้นคม



             พวกมันขยับพร้อมกันในวินาทีถัดมา รูปร่างบิดเบี้ยวใต้หมอกพราง เสียงโลหะเสียดสีกับพื้นถนนดังแหลม เดธเมทชีตัวแรกพุ่งเข้ามาเร็วเกินมนุษย์ มือนั้นแปรเปลี่ยนเป็นใบมีดพลังงานสีหม่น แต่โมนีก้าขยับเร็วกว่านั้น เธอก้าวครึ่งก้าว หลบในระยะหายใจเดียว ปล่อยให้การโจมตีเฉือนผ่านอากาศ ก่อนสวนกลับด้วยคมดาบที่ดูเหมือนเบาแต่หนักหน่วงพอจะตัดแรงพลังงานออกเป็นสองส่วน ร่างศัตรูแตกสลายเป็นฝุ่นสีดำก่อนจะทันส่งเสียง



             อีกสองตัวเข้าประกบด้านซ้ายและขวา โมนีก้าไม่ถอย เธอหมุนข้อมือ ดาบดูดซับคลื่นพลาสม่าที่พุ่งใส่แล้วปล่อยคืนเป็นแรงกระแทก ศัตรูหนึ่งร่างกระเด็นไปชนกำแพง อีกตัวถูกแรงสะท้อนซัดจนโครงสร้างภายในพังทลาย



             อาริเอลขยับตำแหน่งตามที่ตกลงไว้ เธไม่ฝืนจังหวะการต่อสู้ของโมนีก้า กำไลเทสเซราบนข้อมือร้อนวูบเมื่อส่งสัญญาณลับ แจ้งพิกัดและตัดการรบกวนเวทด้านหลัง พละกำลังจากขาสัมฤทธิ์ช่วยให้เธอถีบศัตรูที่พยายามอ้อมเข้ามาได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะใช้ร่างกายบังแนวโจมตีที่เล็ดลอดมาให้โมนีก้าโดยไม่ลังเล



             การต่อสู้ดำเนินไปเหมือนเครื่องจักรที่ตั้งค่าไว้แล้ว โมนีก้าคุมจังหวะทั้งหมด เธอใช้พลังของเซเรสอย่างประหยัด เถาวัลย์เส้นเล็กพุ่งขึ้นจากรอยแตกในถนน รัดขาเดธเมทชีไว้เพียงเสี้ยววินาที แค่พอให้ดาบฟาดลงตรงจุดอ่อน ดวงตาสีเงินอ่านเจตนาได้ก่อนที่ร่างนั้นจะขยับ ทุกการเคลื่อนไหวไม่เกินจำเป็น ไม่มีอารมณ์ฟุ่มเฟือย มีแต่ความคุ้นเคยแบบคนที่เจอของแบบนี้เป็นกิจวัตรประจำวันเวลาออกเดินทาง



             เสียงโลหะกระทบพื้นเงียบลงทีละจังหวะ ร่างสุดท้ายพยายามถอยหนีแต่พื้นถนนแยกตัวเป็นหลุมเล็ก ๆ ขัดจังหวะการทรงตัว ดาบสุริยคติตัดผ่านอย่างสะอาด ฝุ่นดำทองของพวกมันนั้นสลายไปกับลมกลางคืน ความเงียบกลับมาอีกครั้ง เหมือนถนนเส้นนี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น โมนีก้าคลายไหล่ เก็บดาบกลับเป็นกำไลด้วยการสะบัดข้อมือ 



             โมนีก้าผิวปากเบา ๆ อย่างพอใจ “สุดยอดเลยแฮะ เร็วขึ้นเยอะ”



             อาริเอลยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงก่ำมองพื้นที่ว่างเปล่าที่เคยเป็นศัตรูเจ็ดร่าง ความเร็ว ความแม่น และความนิ่งของโมนีก้าไม่ใช่แค่เก่ง แต่มันคือระดับคนที่ผ่านสนามรบมามากพอจะไม่ตื่นเต้นอีกแล้ว “เร็วมากเลยค่ะ…” น้ำเสียงอึ้งจริง ๆ



             โมนีก้ายักไหล่เล็กน้อยเหมือนพูดถึงเรื่องจุกจิก “ฉันเจอพวกมันบ่อยจนชินแล้วค่ะ” คำพูดนั้นไม่ได้โอ้อวด มันเรียบเหมือนการบอกว่าเคยติดฝน เคยรถเสีย เคยต้องแก้ปัญหาเดิมซ้ำ ๆ จนมือจำได้เอง เธอปรายตามองถนนอีกครั้ง ตรวจสอบพื้นที่โดยสัญชาตญาณก่อนจะหันไปยิ้มบาง ๆ ให้อาริเอล “ไปต่อเถอะค่ะ โรงแรมยังรออยู่” น้ำเสียงกลับมาเป็นสุภาพเรียบง่ายเหมือนก่อนหน้า ราวกับการต่อสู้เมื่อครู่เป็นเพียงสิ่งรบกวนเล็กน้อยระหว่างทาง ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ควรเก็บไปคิดให้หนักใจเลยแม้แต่นิดเดียว





สรุปรวม

เพิ่มเติม : สุดยอดไปเลย นาน ๆ ที จะจบภายใน 140K นะเนี้ย

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ออกเดินทางจ้า
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลนั้นเดินทางออกมาจากนิวโรมนั่งรถไฟเฮเฟตัสจากกรุงนิวโรม ไปยัง สถานีแกรนด์เซ็นทรัล, นิวยอร์ก และถึงในช่วงเวลา 23.49 น. เพราะมันดึกแล้วโมนีก้าก็เลยกะว่าจะพาอาริเอลไปนอนพักที่โรงแรมเสียหน่อย ระหว่างการเดินทางด้วยเท้า ทั้งสองกลับพบกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเดธเมทชีนมาขวางจำนวน 7 ตัว โมนีก้าและอาริเอลก็เลยสู้กับพวกมันให้เรียบร้อยแล้วเดินทางเข้าที่พักและพักผ่อนเพื่อที่ช่วงเช้าจะได้ออกเดินทางในวันที่ 23 ต่อไป


อื่น ๆ:

จ่ายตั๋วค่าเดินทางรถไฟเฮเฟตัสสายประหยัดจำนวน 2 ที่ นั่ง ราคา 10 ดรักม่า (จ่ายแล้ว)

Loot & Rewards

จำกัดเดทเมธชีน 7 ตัว (มีค่า LUK 100 หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)


ได้รับ โปรแกรม AI จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 2 ชิ้น

ได้รับ น้ำมันหล่อลื่น จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 2 ชิ้น

ได้รับ เซลล์พลังงาน จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 6 ชิ้น

ได้รับ มอเตอร์ไฮดรอลิก จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 2 ชิ้น


สรุปสิ่งที่ได้รับ โปรแกรม AI 1 ชิ้น, น้ำมันหล่อลื่น 1 ชิ้น, เซลล์พลังงาน 3 ชิ้น, มอเตอร์ไฮดรอลิก 1 ชิ้น


Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2025-12-30 13:05
God
ทุกๆ 1 นาทีเสียงเรียกจะดังขึ้น  โพสต์ 2025-12-30 13:05
God
เมื่อเธอลองเช็คโลเคชั่นดูเหมือน โลเคชั่นจะอยู่ที่ 200 Central Park West, New York, NY 10024 (ฝั่งตะวันตกของเซ็นทรัลพาร์ค) และเสียงนั้นยังดังก้องในหัว  โพสต์ 2025-12-30 13:04
God
จงเดินทางมายัง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (American Museum of Natural History - AMNH) ในยามดึก จงเดินทางมา เร่งมาเร็วเข้า...  โพสต์ 2025-12-30 13:04
God
เสียงในยามดึกชวนสะดุ้งปลุกให้ตื่น โมนีก้า โมนีก้า โมนีก้า  โพสต์ 2025-12-30 13:03
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้