[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-18 13:25:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-19 00:12

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 30 : สุดจะเบียวว่ะค่ะ

วันที่ 01 เดือน มกราคม ปี 2025 • ช่วงกลางคืน เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            ไฮดร้าทั้งเก้าหัวแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อ เสียงของมันเหมือนระเบิดไอน้ำที่พุ่งออกมาจากนรก แววตาอำมหิตของมันจับจ้องมาที่โมนีก้าและอาริเอลอย่างอาฆาต มันเริ่มขยับกายมหึมาอย่างชาญฉลาดแกมโกง หัวสามหัวทางซ้ายพ่นไอพิษสีเขียวเข้มออกมาเพื่อบีบพื้นที่ ในขณะที่หัวตรงกลางเตรียมจะพุ่งฉกเข้าใส่เหยื่อรายใหม่



            "คุณอาริเอล! ระวังไอพิษ!" โมนีก้าตะโกนสั่งการ แววตาสีเทาเงินของเธอเปล่งแสงทองอ่อน ๆ จากพลัง เนตรแห่งฟีบี้ทำให้เธอมองเห็นทิศทางการพุ่งตัวของหัวงูยักษ์ล่วงหน้า เธอสะบัดข้อมือขวาอย่างรวดเร็วให้ดาบสุริยคติแผ่ขยายตัวออกจากกำไลกลายเป็นดาบสัมฤทธิ์อุกกาบาตที่ส่องประกายสว่างวาบข่มรัศมีอสุรกาย



            "รับทราบค่ะคุณโมนีก้า!" อาริเอลตอบรับด้วยเสียงกังวานที่เต็มไปด้วยจิตใจอันเข้มแข็ง เธอสลัดภาพลักษณ์หญิงสาวงดงามทิ้งเผยให้เห็นขาข้างสัมฤทธิ์และขาลาที่ทรงพลัง พละกำลังกายภาพของเอมพูซ่าทำให้เธอดีดตัวหลบไอพิษได้อย่างว่องไว อาริเอลพุ่งเข้าหาไฮดร้าทางด้านข้างเพื่อดึงความสนใจ โดยใช้ความเร็วเหนือมนุษย์วิ่งวนรอบตัวอสุรกายจนมันเริ่มสับสน



            ไฮดร้าคำรามด้วยความหงุดหงิด หัวสองหัวพุ่งฉกใส่อาริเอล แต่ธิดาลาวิเศษกลับใช้ขาที่แข็งแรงดั่งเหล็กกล้าเตะเสยเข้าที่ใต้คางของหนึ่งในหัวยักษ์จนันสะบัดไปกระแทกกับอีกหัวหนึ่ง



            "ตอนนี้แหละ!" โมนีก้าสบโอกาส เธอใช้พลังการควบคุมธรณีกระแทกเท้าลงบนพื้นหินของซาเล็มอย่างแรงจนเกิดรอยแยกพุ่งตรงไปที่เท้าของไฮดร้า ทำให้อสุรกายยักษ์เสียการทรงตัว จากนั้นเธอก็ชูข้อมือซ้ายขึ้นจนสร้อยข้อมือแห่งชีวิตในมือส่องแสงมรกตเจิดจ้า "รากพันธนาการ!" (นาน ๆ ทีจะได้เบียว) วินาทีนั้น รากไม้ขนาดมหึมาพุ่งทะลุจากพื้นปูนขึ้นมารัดพันลำตัวและคอทั้งเก้าของไฮดร้าไว้อย่างแน่นหนา อสุรกายร้ายดิ้นพล่าน แต่มันยิ่งดิ้น รากไม้ก็ยิ่งรัดแน่นตามเจตจำนงของธิดาแห่งเซเรส



            "คุณอาริเอล เผามัน!" โมนีก้าร้องบอกพลางพุ่งตัวเข้าหาไฮดร้า เธอใช้ดาบสุริยคติฟันฉับเข้าที่คอของหัวที่ใกล้ที่สุดจนขาดสะบั้น เลือดสีทองคล้ำพุ่งกระฉูด แต่ความน่ากลัวของไฮดร้าเริ่มต้นขึ้นตอนนี้ หัวที่ขาดกำลังจะพองตัวงอกออกมาเป็นสองหัว ทว่าอาริเอลไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เธออาศัยจังหวะที่หัวถูกตัด พุ่งเข้าประชิดด้วยความเร็วสูง พร้อมกับเรียกใช้พลังความร้อนจากขาข้างสัมฤทธิ์วิเศษที่ร้อนระอุขึ้นจนกลายเป็นไฟสีส้มจัด อาริเอลใช้มือกรงเล็บที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงนาบลงบนตอคอของไฮดร้าทันที เสียงเนื้อไหม้ดังกึกก้องพร้อมกลิ่นเหม็นไหม้ที่ตลบอบอวล



            "คอถูกปิดผนึกแล้วค่ะ!" อาริเอลตะโกนพลางถอยฉากหลบการโจมตีจากหัวอื่น ๆ 



            การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด โมนีก้าเคลื่อนที่ไปมา เธอใช้พลังการควบคุมพืชย้ายร่างผ่านโครงข่ายรากไม้ที่เธอสร้างขึ้น ปรากฏตัวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในพริบตาเพื่อหลอกล่อไฮดร้า ทุกครั้งที่ดาบสุริยคติของเธอตัดหัวมันขาด อาริเอลจะพุ่งเข้ามารับช่วงต่อด้วยการใช้ความร้อนแรงสูงเผาปิดตอคอตามตำนานของเฮอร์คิวลิสอย่างแม่นยำ จนกระทั่งเหลือเพียงหัวอมตะหัวสุดท้ายตรงกลางที่ดูจะฉลาดและดุร้ายที่สุด มันพ่นกรดพิษออกมาเป็นวงกว้างจนรากไม้ของโมนีก้าเริ่มเน่าเปื่อย



            "มันกำลังโกรธจัดแล้ว!" โมนีก้ากัดฟัน ก่อนเธอใช้พลังยืดร่างกายให้สูงใหญ่ขึ้นชั่วขณะเพื่อให้มีพละกำลังทัดเทียมอสุรกาย บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สขยายตัวตามร่างของเธออย่างสมบูรณ์ โมนีก้าใช้ดาบสุริยคติดูดซับพลังงานพิษที่ไฮดร้าพ่นออกมาจนตัวดาบส่องแสงจ้าเกือบจะเป็นสีขาว "จบกันที!" โมนีก้าตวัดดาบสวนกลับ ปล่อยคลื่นกระแทกพลังงานที่ดูดซับมาพุ่งเข้าใส่หัวอมตะจนมันมึนงง ในจังหวะนั้นเอง เธอสะบัดดาบตัดหัวสุดท้ายขาดกระเด็น!



            อาริเอลไม่รอช้า เธอพุ่งตัวขึ้นไปบนยอดซากปรักหักพังแล้วกระโดดลงมาด้วยน้ำหนักตัวมหาศาล ทับลงบนหัวอมตะที่หลุดออกมาพร้อมกับกดความร้อนลงไปจนสนิท ขณะที่โมนีก้าเรียกใช้พลังพลิกแผ่นดินเอาหินยักษ์ใต้พื้นขึ้นมาทับหัวอมตะนั้นไว้ตามสูตรการฆ่าไฮดร้าอย่างเบ็ดเสร็จ จนร่างมหึมาของไฮดร้าแห่งเลอร์เนียสั่นกระตุกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะค่อย ๆ สลายตัวกลายเป็นละอองสีทองจาง ๆ กระจายไปตามลมยามค่ำคืนของซาเล็ม ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการต่อสู้ที่พังพินาศและคราบกำมะถัน



            โมนีก้าหดตัวกลับสู่ขนาดปกติ เธอหอบหายใจพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก ดาบในมือค่อย ๆ หดกลับเป็นกำไลเหมือนเดิม "ปีใหม่... เริ่มต้นได้โหดชะมัดเลยนะคะ"



            อาริเอลเดินเข้ามาสมทบ สภาพเหนื่อยหอบไม่แพ้กัน "แต่เราก็ทำได้ค่ะคุณโมนีก้า... ดูสิคะ หญิงสาวคนนั้น!"



            โมนีก้าพยักหน้าเร็ว ๆ แทนคำตอบ เธอรีบเก็บดาบสุริยคติกลับคืนสู่สภาพกำไลข้อมือ แล้วพุ่งตัวเข้าไปหาหญิงสาวนักศึกษาที่นอนพิงซากอิฐอยู่ทันที สภาพของอีกฝ่ายดูแย่กว่าที่เห็นไกล ๆ มาก เสื้อผ้าขาดวิ่นและมีรอยถลอกปอกเปิกไปทั้งตัว "คุณอาริเอล ช่วยพยุงเธอไว้นะคะ อย่าให้คอพับ" โมนีก้าสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดแต่มีสติที่สุด เธอเปิดแหวนดาราจรัสเรียกเอาชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เธอพกติดไว้เสมอออกมา



            ตอนนี้ไม่ได้ใช้พลังเรียกคลื่นเยียวยา เพราะการต่อสู้เมื่อครู่ทำให้เธอสูญเสียสมาธิไปมาก และที่สำคัญ... เธอกังวลว่าหากใช้พลังเทพในที่สาธารณะตอนนี้อาจดึงดูดอะไรที่แย่กว่าไฮดร้ามาอีก โมนีก้าใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดคราบเลือดที่ข้างขมับของหญิงสาวคนนั้นอย่างเบามือ กลิ่นไลแลคจากตัวเธอช่วยปลอบประโลมบรรยากาศที่ตึงเครียดให้ดูผ่อนคลายลง 



            "คุณ... คุณปลอดภัยแล้วนะคะ" โมนีก้ากระซิบพลางแปะพลาสเตอร์ยาผืนใหญ่ลงบนแผลที่ต้นแขนของอีกฝ่าย "อดทนหน่อยนะ ฉันจะทำแผลให้เบื้องต้นก่อน"



            อาริเอลใช้แขนแกร่งประคองร่างที่สั่นเทาของนักศึกษาสาวไว้ "ชีพจรยังปกติค่ะคุณโมนีก้า แต่เธอน่าจะช็อก แล้วก็เสียเลือดไปพอสมควรเลย"



            โมนีก้าตรวจสอบบาดแผลอย่างละเอียดทีละจุด เธอพันผ้าพันแผลรอบจุดที่ดูสาหัสที่สุดอย่างชำนาญ ก่อนจะหยิบเอาขวดน้ำเปล่าแบรนด์ต่างประเทศ (ที่พกมาเผื่อไว้) มาจ่อที่ริมฝีปากของหญิงสาว "ค่อย ๆ จิบนะคะ หายใจเข้าลึก ๆ ทุกอย่างจบแล้วค่ะ" ท่ามกลางความมืดมิดของเมืองซาเล็มที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤต ทั้งสองเดมิก็อดสาวช่วยกันปฐมพยาบาลร่างที่ไร้สติอย่างเงียบเชียบ แสงไฟจากหอคอยไกล ๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของโมนีก้า เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะไม่มีพลังวิเศษส่งออกมาจากฝ่ามือ เธอก็ยังเป็นบุตรีแห่งเกษตรกรรมผู้รู้วิธีรักษาและถนอมชีวิตไว้ได้ดีที่สุดเสมอ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผมมาช่วยแระ
Quest Summary
สรุป

สู้กับไฮดร้า + ปฐมพยาบาลอาเจ๊ที่นอนอยู่

[เลือกที่จะช่วยเหลือ]

Loot & Rewards
กำจัด ไฮดร้าเลอร์เนีย (มีค่า LUK 60+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
ได้รับ เกล็ดไฮดร้า จำนวน 9 ชิ้น 9 x 2 = 18 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ เกล็ดไฮดร้า 9 ชิ้น
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-19 11:42
โพสต์ 51886 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-18 13:25
โพสต์ 51,886 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-18 13:25
โพสต์ 51,886 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-18 13:25
โพสต์ 51,886 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-18 13:25
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-18 17:14:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-18 19:46

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 31 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด

วันที่ 01 เดือน มกราคม ปี 2025 • ช่วงกลางคืน เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

              ท่ามกลางความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบา เปลือกตาของหญิงสาวนักศึกษาค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาของเธอพร่ามัวไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบเขม่า แต่เมื่อสายตาเริ่มโฟกัสภาพตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้น เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังในตอนแรกเปลี่ยนเป็นความฉงนสนเท่ห์ขณะจ้องมองใบหน้าของโมนีก้าและรูปลักษณ์อันแปลกประหลาดของอาริเอล "พวกเธอ..." เสียงของเธอนุ่มทุ้มแต่แหบพร่าประดุจใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ "มองเห็นสิ่งเหล่านั้น... ทะลุผ่านหมอกมางั้นเหรอ?"



              โมนีก้าหยุดมือที่กำลังพันผ้าพันแผลพลางพยักหน้าตอบรับด้วยสายตาที่สงบนิ่ง "ใช่ค่ะ พวกเรามองเห็นมันทั้งหมด และพวกเราก็จัดการมันไปแล้ว คุณไม่ต้องกังวลนะคะ"



              หญิงสาวคนนั้นหลับตาลงครู่หนึ่งคล้ายกับจะสะกดกั้นความเจ็บปวด ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งโดยมีอาริเอลช่วยประคองแผ่นหลังไว้อย่างระมัดระวัง เธอกระแอมไอเอาเลือดเสียออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยแนะนำตัว "ฉันชื่อ เฮเลนา เซเลสเทีย เดรค... หรือจะเรียกแค่เฮเลนาก็ได้" เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับโมนีก้า แววตาของเธอเริ่มฉายประกายบางอย่างที่เข้มข้นและทรงพลัง เป็นประกายที่โมนีก้ารู้สึกได้ทันทีว่าไม่ได้มาจากสายเลือดเทพเจ้าโอลิมปัส แต่มาจากมรดกเก่าแก่ที่ฝังรากลึกอยู่ในดินแดนแห่งนี้ 



              "พวกเธอเป็นเดมิก็อดใช่ไหม? ลูกหลานของทวยเทพผู้ครองบัลลังก์ของยอดเขาโอลิมปัส..."



              "ใช่ค่ะ ฉันโมนีก้า ธิดาแห่งเซเรส สืบเชื้อสายจากเทพเจนัส ส่วนนี่อาริเอล" โมนีก้าตอบสั้น ๆ ขณะสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย



              เฮเลนาขยับยิ้มที่มุมปาก มันเป็นยิ้มที่ดูโล่งใจอย่างที่สุดราวกับคนพ้นโทษประหาร "ดีจังเลย... ในที่สุด... เจตจำนงของบรรพบุรุษที่ส่งต่อกันมาผ่านสายเลือดแม่มดนับร้อยปี... หน้าที่ที่ถูกส่งต่อมาเป็นทอด ๆ เหมือนคำสาปที่ไม่มีวันสิ้นสุดของตระกูลเดรค มันได้มาสิ้นสุดที่รุ่นของฉันเสียที" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตื้นตันสะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งที่เธอต้องแบกรับมาตลอดชีวิต เจตจำนงที่แรงกล้าฉายชัดอยู่ในดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ 



              โมนีก้าขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ พลางจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติอย่างประหลาดของเฮเลนา "หมายความว่ายังไงคะ? หน้าที่อะไรที่สิ้นสุดลง? แล้วตระกูลเดรคเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา?"



              เฮเลนาไม่ตอบในทันที เธอใช้มือที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบม้วนเวทผนึกโบราณที่ห่อหุ้มด้วยหนังลูกแกะสีคล้ำออกมา กลิ่นอายของมันรุนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว อักขระบนม้วนหนังเริ่มเรืองแสงสีม่วงอาฆาตประดุจดวงตาของปีศาจที่ตื่นจากหลับใหล "นี่คือคำสั่งเสีย..." เฮเลนาเอ่ยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าเด็ดเดี่ยวด้วยอารมณ์บางอย่าง 



              "บรรพบุรุษของฉันสาบานไว้ภายใต้กองเพลิงแห่งซาเล็ม ว่าจะรักษาความลับนี้ไว้จนกว่าจะพบเดมิก็อด พวกเธอยืนนิ่ง ๆ นะ... นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเธอ และเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตของฉัน" โมนีก้าและอาริเอลยืนชะงักด้วยความงุนงง ทันใดนั้นเฮเลนาก็เริ่มร่ายคาถาด้วยภาษาที่ฟังดูเก่าแก่และเย็นเยียบ มันไม่ใช่ภาษากรีกหรือละติน แต่มันคือภาษาแห่งมนตราต้องห้ามที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา วงเวทขนาดมหึมาพลันปรากฏขึ้นใต้เท้าของโมนีก้าและอาริเอล แสงสีม่วงดำพุ่งขึ้นโอบล้อมพวกเธอไว้ราวกับกรงขังมิติ



              "เดี๋ยวก่อน! คุณเฮเลนา นี่คุณจะทำอะไร!" โมนีก้าตะโกนก้อง พยายามจะก้าวออกจากวงเวท แต่ร่างกายของเธอกลับหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น



              ภาพรอบตัวเริ่มพร่าเลือนและบิดเบี้ยวจนน่าใจหาย เข็มนาฬิกานับล้านเล่มปรากฏขึ้นในอากาศและเริ่มหมุนย้อนกลับด้วยความเร็วที่เหนือคณา เสียงเข็มนาฬิกาเดินย้อนหลังดังกึกก้องประดุจเสียงหัวใจของกาลเวลาที่กำลังแตกร้าว โมนีก้ามองไปที่เฮเลนา และเธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความช็อกเพราะตอนนี้ ร่างของเฮเลนา เดรค กำลังค่อย ๆ เลือนหายไปจากปลายเท้า ส่องแสงเรืองรองดุจเศษกระจกที่กำลังแตกสลาย



              "คาถานี้... เมื่อมันทำงาน..." เฮเลนาสำลักคำพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขที่สุดเท่าที่โมนีก้าเคยเห็นมา "มันจะส่งเดมิก็อดคนนั้นกลับไปยังจุดเริ่มต้น... ยุคแห่งซาเล็มที่แท้จริง เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด และนั่นหมายความว่า... สายเลือดเดรคที่ถูกพันธนาการไว้กับหน้าที่นี้จะมลายหายไป ฉันจะไม่เคยมีตัวตน... ฉันจะไม่ได้เกิดมา..."



              "ไม่! อย่าทำแบบนี้!" โมนีก้ายื่นมือออกไปหวังจะคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ แต่มือของเธอกลับทะลุผ่านร่างที่โปร่งแสงของเฮเลนาไปอย่างว่างเปล่า



              รอยยิ้มของเฮเลนาคือรอยยิ้มของการหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการอันแสนทรมานที่จองจำตระกูลของเธอมาหลายศตวรรษ เธอไม่ได้หวาดกลัวต่อการสูญสิ้นตัวตน แต่เธอกลับยินดีที่จะสูญหายไปเพื่อให้กาลเวลาได้รับการเยียวยา



              "ฝาก... จัดการ... ด้วยนะ..." เสียงสุดท้ายของเฮเลนาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม ก่อนที่ร่างของเธอจะสลายกลายเป็นละอองแสงและจางหายไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เธอเคยยืนอยู่



              พร้อม ๆ กันนั้น วงเวทมหาประลัยก็ระเบิดแสงจ้าจนกลบทุกสิ่ง ร่างของโมนีก้าและอาริเอลถูกกระชากผ่านอุโมงค์มิติที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ และหลอมรวมใหม่ถาโถมเข้าใส่สติของพวกเธอ เสียงสุดท้ายที่โมนีก้าได้ยินคือเสียงระฆังเก่าคร่ำคร่าที่ดังกังวานมาจากอดีตอันไกลโพ้น…



              เมื่อแสงสว่างวาบจางลง กลิ่นอายของปี 2026 ก็หายไปสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นเผาไหม้ของกองฟืน ความหนาวเหน็บที่เสียดแทง และกลิ่นแห่งความพยาบาทของฝูงชนในชุดคลุมโบราณ…



              ยินดีต้อนรับสู่ซาเล็ม ปี ค.ศ. 1692 ยุคสมัยแห่งการล่าแม่มดที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์



              ไอหมอกสีเทาหม่นที่ลอยปกคลุมทั่วผืนป่าทึบในยามเช้าตรู่ทำให้โมนีก้าต้องสำลักออกมาเบา ๆ กลิ่นอายของที่นี่ช่างแตกต่างจากปักกิ่งหรือซาเล็มในปี 2026 อย่างสิ้นเชิง มันเป็นกลิ่นของไม้ชื้นที่กำลังผุพัง กลิ่นควันฟืนเบาบาง และกลิ่นของดินบริสุทธิ์ที่ยังไม่ถูกแทนที่ด้วยยางมะตอยหรือสารเคมี โมนีก้ายืนนิ่งงัน แววตาสีเทาเงินฉายชัดถึงความตระหนกที่ยังค้างคาจากภาพการสลายตัวของเฮเลนา เดรค



              "เธอ... เธอหายไปแล้ว" โมนีก้าพึมพำพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ป่าที่เต็มไปด้วยต้นโอ๊กและเมเปิลไร้ใบที่ดูราวกับกรงเล็บปีศาจท่ามกลางหมอกหนา "หายไปเหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย"



              "คุณโมนีก้าคะ... ดูนั่นสิคะ" อาริเอลกระซิบเสียงแผ่วพลางดึงชายเสื้อของโมนีก้าให้หลบเข้าหลังโคนต้นไม้ใหญ่



              ห่างออกไปไม่กี่สิบหลา ตรงชายป่าที่ติดกับเขตหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ดูซบเซา มีเสียงหวีดร้องแหลมสูงที่ฉีกกระชากความเงียบงันของฤดูหนาวดังขึ้น เด็กหญิงสองคนในชุดกระโปรงยาวสีตุ่นและผ้ากันเปื้อนสีขาวที่บัดนี้เปรอะเปื้อนโคลน กำลังแสดงอาการที่ชวนให้ขนลุกซู่คนรอบข้างต่างเรียกชื่อเด็กทั้งสองคน เอลิซาเบธ แพร์ริส และ อบิเกล วิลเลียมส์ กำลังลงไปดิ้นพล่านกับพื้นหญ้าที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ร่างกายของพวกเธอแอนตัวบิดเบี้ยวในท่าทางที่มนุษย์ปกติมิอาจทำได้ ปากหวีดร้องเรียกชื่อใครบางคนที่ไม่มีตัวตน พลางทำท่าปัดป้องอากาศเหมือนถูกเข็มลึกลับนับพันเล่มทิ่มแทงไปตามผิวหนัง



              "นั่นมัน..." โมนีก้าเบิกตากว้าง สติที่เคยหลุดไปกระเจิงกลับมาจดจ่ออยู่กับความรู้ประวัติศาสตร์ที่เธอคลั่งไคล้อย่างรวดเร็ว "คุณอาริเอล ตามฉันมาทางนี้ เราต้องไปให้พ้นจากสายตาคน" โมนีก้ารีบจูงมืออาริเอลลัดเลาะผ่านดงหนามเข้าไปในส่วนที่ลึกและทึบที่สุดของป่าใกล้กับโขดหินใหญ่เพื่อใช้เป็นจุดกำบัง เธอหายใจหอบพลางพิงหลังกับหินเย็นเยียบ หัวใจเต้นรัวระทึก



              "ฟังนะคุณอาริเอล ตอนนี้คือช่วง มกราคม ปี ค.ศ. 1692 " โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งรีบและจริงจัง แววตาของเธอฉายประกายแห่งความรู้ที่พรั่งพรูออกมา "ฉันจำชื่อเด็กสองคนนั้นได้แม่น เอลิซาเบธกับอบิเกล... พวกเธอคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่นี่ หลังจากวันนี้ความหวาดระแวงจะลามไปทั่วหมู่บ้าน พวกเขาจะเริ่มกล่าวหาทาสหญิงชาวอินเดีย หญิงไร้บ้าน และหญิงชราที่สังคมไม่ยอมรับว่าเป็นการทำสัญญากับปีศาจ"



              อาริเอลขยับขาข้างสัมฤทธิ์ด้วยความกังวล "แล้วเราจะทำยังไงคะ? ชุดของเรา... มันจะทำให้เราโดนจับแขวนคอเป็นคนแรกแน่ ๆ เลยค่ะ"


              "ถูกต้องค่ะ เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนตัวตนตามคำแนะนำของทุกคนเดี๋ยวนี้เลยค่ะ" โมนีก้าสะบัดข้อมือเรียกพลังจากแหวนดาราจรัสทันที แสงสีม่วงครามวาบขึ้นท่ามกลางเงาไม้ ก่อนที่ชุดที่ดูโบราณและสมถะที่สุดที่เธอเคยเก็บไว้สำรองจะปรากฏขึ้น



              โมนีก้ายื่นชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีน้ำตาลเข้มให้อาริเอล "นี่ค่ะคุณอาริเอล เป็นชุดกระโปรงยาวแบบพูริตันสีหม่น ๆ เพื่อไม่ให้โดดเด่น มีผ้าคลุมไหล่หนา ๆ และที่สำคัญที่สุดคือผ้าคลุมศีรษะสีขาว คุณต้องเก็บผมสีดำนั่นให้มิดชิด อย่าให้ใครเห็นความผิดปกติเด็ดขาด... คุณต้องสวมกระโปรงชั้นในหลาย ๆ ชั้นที่ฉันจัดให้เพื่อพรางรูปทรงของขากันไว้ก่อนแม้จะมีหมอกก็ตามที ตอนนี้เราต้องกันไว้ดีกว่าแก้"



              โมนีก้ารีบถอดสเวตเตอร์แคชเมียร์และกางเกงสแล็คหรูหราออกอย่างรวดเร็ว บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สที่สวมอยู่ข้างในช่วยปกปิดร่างกายขณะที่เธอสวมชุดกระโปรงสีเทาขี้เถ้าทับลงไป เธอเลือกสวมผ้ากันเปื้อนที่มีรอยปะเล็กน้อยเพื่อให้ดูเหมือนหญิงสาวชาวบ้านที่ทำงานหนัก รองเท้าบูทแบรนด์เนมถูกแทนที่ด้วยรองเท้าหนังสีดำเรียบง่ายไร้ส้น



              "เราจะอธิบายความรู้และสถานการณ์อื่นทีหลัง แต่ตอนนี้เราต้องทำตัวให้กลมกลืนกับความคร่ำครึและความหวาดกลัวของที่นี่" โมนีก้าบ่นพึมพำพลางช่วยอาริเอลผูกเชือกผ้าคลุมศีรษะ "กลิ่นของยุคนี้มันคือกลิ่นของความตายที่แฝงมาในคราบความศรัทธา... คุณต้องระวังคำพูดให้มากนะคะคุณอาริเอล อย่าเผลอพูดศัพท์สมัยใหม่หรือเรียกใช้ไอริสแมสเสจหรือกำไลเด็ดขาด จนกว่าเราจะหาที่ที่ปลอดภัยจริง ๆ ได้" ทั้งสองเร่งรีบผลัดเปลี่ยนชุดอยู่หลังโขดหินใหญ่ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของเด็กหญิงที่ยังดังแว่วมาตามลม เป็นสัญญาณเตือนว่ายุคสมัยแห่งเพลิงเผาแม่มดได้เริ่มต้นโอบล้อมพวกเธอไว้แล้ว


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
กี๊ด ดดๆๆ ผมจะอยู่ที่นี่กี๊ด ๆ 
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าและอาริเอลได้ช่วยเหลือลูกของสกุลเดรกเอาไว้ ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะเอาม้วนกระดาษเวทมนตร์ออกมาแล้วก็ส่งโมนีก้าและอาริเอลไปช่วยบรรพบุรุษของเธอ ก่อนที่ร่างของเธอจะหายไป โมนีก้าและอาริเอลที่โดนวาร์ปมาตอนแรกก็ไม่รู้ว่าที่ไหนจนกระทั่งได้รู้ว่าที่นี่คคือ เซเล็ม ปี 1962 ยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดของเหล่าพ่อมดแม่มด และสตรีที่ไร้ปากเสียงและชีวิต

[วาร์ปมาอดีตช่วยน้องจูลี่ย]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
ขอยินดีต้อนรับสู่เซเล็มที่แท้จริง ที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนเทพนิยาย เหล่าแม่มดและผู้มองทะลุหมอกถูกตามล่าถูกเผา ดำดิ่งสำรวจยุคที่มืดมน  โพสต์ 2026-1-18 18:58
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-18 18:11
โพสต์ 69375 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-18 17:14
โพสต์ 69,375 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-18 17:14
โพสต์ 69,375 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-18 17:14
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-18 20:16:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-18 22:18

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 32 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 2

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางงวัน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            หลังโขดหินใหญ่ที่เย็นเยียบ โมนีก้าและอาริเอลจัดการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจนเสร็จสิ้น ชุดกระโปรงหนาหนักสีทึบทับซ้อนด้วยผ้ากันเปื้อนสีตุ่นทำให้พวกเธอดูเหมือนหญิงสาวชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในอาณานิคมแมสซาชูเซตส์ โมนีก้าก้มลงหยิบก้อนถ่านที่หลงเหลือจากซากฟืนเก่า ๆ ใกล้โขดหินมาบดละเอียดด้วยนิ้วมือ ก่อนจะนำผงสีดำนั้นมาป้ายลงบนโหนกแก้มและหน้าผากของตัวเองและอาริเอล



            "ต้องให้ดูหมองเข้าไว้คุณอาริเอล ยิ่งเราดูเหมือนคนอมทุกข์และทำงานหนักเท่าไหร่ เรายิ่งปลอดภัย" โมนีก้าเอ่ยกระซิบ เสียงของเธอเบาลงจนเกือบเป็นเสียงลมพัดผ่านใบไม้ "ฟังนะ... ที่นี่ไม่ใช่ปักกิ่งที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง แต่มันคือซาเล็มปี 1692 ที่นี่ปกครองด้วยความกลัวและความคลั่งศาสนา แค่มีใครสักคนชี้หน้าบอกว่าคุณคุยกับปีศาจ หรือแค่เห็นคุณมีปานประหลาดบนตัว คุณก็ถูกส่งไปขึ้นตะแลงแกงได้แล้ว"



            อาริเอลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะจัดระเบียบกระโปรงที่หนาเตอะ "มัน... มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณโมนีก้า?"



            "มากกว่าที่คุณคิดค่ะ" โมนีก้าหยิบคอนแท็คเลนส์จากตลับเล็ก ๆ ในกระเป๋าลับของเธอในแหวนดาราจรัสยื่นให้อาริเอล "ใส่ซะค่ะ มันจะปิดดวงตาสีแดงนั่นให้เป็นสีน้ำตาลธรรมดา กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าใครเห็นตาแดง ๆ ของคุณ พวกเขาจะคิดว่านั่นคือดวงตาของลูซิเฟอร์ทันที ที่นี่มีการประหารที่สยดสยองมากนะคะคุณอาริเอล บางคนถูกเอาหินวางทับบนหน้าอกจนขาดใจตายเพื่อบังคับให้สารภาพชื่อแม่มดคนอื่น บางคนถูกจับถ่วงน้ำ หรือถูกแขวนคอประจาน..."



            โมนีก้าขยับผ้าคลุมศีรษะสีขาวของอาริเอลให้ปิดมิดชิดถึงใบหู "กฎเหล็กของที่นี่คือห้ามเด่น ห้ามสบตา และห้ามทำตัวฉลาด ทุกคนสามารถทรยศกันได้เพียงเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แม้แต่เพื่อนบ้านที่เคยรักกันมาสิบปีก็อาจจะส่งคุณเข้าคุกได้ถ้าพวกเขาเริ่มกลัว เราต้องทำตัวเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย แกล้งโง่เข้าไว้ค่ะ ใครถามอะไรก็ให้ตอบว่าขอพระเจ้าทรงเมตตา หรือไม่ก็ก้มหน้าทำงานไป ห้ามเดินดุ่ม ๆ ไปมาโดยไม่มีตะกร้าหรือเป้าหมายเด็ดขาด เพราะสตรีที่เดินเรื่อยเปื่อยจะถูกมองว่าไปนัดพบกับซาตานในป่า"



            โมนีก้าหยิบตะกร้าสานเก่า ๆ สองใบออกมาจากแหวนดาราจรัส ยัดเศษฟืนและสมุนไพรแห้งลงไปจนเต็มเพื่อให้ดูเหมือนพวกเธอกำลังออกมาเก็บของป่า "โชคดีที่เรามีหมอกบังตาช่วยพรางกลิ่นอายเดมิก็อด แต่มันพึ่งพาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกมั้งในยุคที่คนจ้องจับผิดกันแม้กระทั่งเงาแบบนี้ กระโปรงและกางเกงหลายชั้นที่คุณใส่อยู่จะช่วยพรางขาลาและขาสัมฤทธิ์ได้ดี แต่มันจะทำให้คุณเดินลำบากหน่อย อดทนไว้นะคะ"



            พูดจบเธอมองสำรวจความเรียบร้อยของอาริเอลเป็นครั้งสุดท้าย แววตาสีเทาเงินของโมนีก้าฉายความกังวล "ทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ก้มหน้าก้มตาทำงานปานว่าชีวิตนี้มีแต่พระเจ้าและงานบ้าน... เข้าใจใช่ไหมคะ?"



            "เข้าใจค่ะคุณโมนีก้า... ขอพระเจ้าทรงเมตตาเราด้วย" อาริเอลพยายามฝึกใช้สำนวนยุคนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า



            โมนีก้าพยักหน้าอย่างพึงใจ เธอกระชับหูหิ้วตะกร้าหวายในมือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ความชื่นชอบในประวัติศาสตร์แม่มดที่เธอเคยอ่านผ่านตามานับครั้งไม่ถ้วนในห้องสมุดค่ายจูปิเตอร์ บัดนี้ได้กลายเป็นคู่มือเอาตัวรอดที่มีชีวิตและลมหายใจจริง ๆ "เอาล่ะ... ก้าวเข้าสู่ความมืดมนของซาเล็มได้แล้วค่ะคุณอาริเอล อย่าลืมนะ... อย่าสบตาใครเด็ดขาดนะคะ" โมนีก้ากำชับเสียงแผ่วพลางดึงผ้าคลุมศีรษะให้ต่ำลงจนบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง "เป้าหมายของเราคือตามหาบุตรแห่งคุณไสยที่ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง... และจากคำทำนายที่ระบุว่าเป็น 'บุตร' นั่นหมายความว่าเขาเป็นผู้ชาย"



            เธอย่อตัวลงต่ำพลางกวาดสายตามองไปทางหมู่บ้านที่เห็นยอดหลังคาโบราณอยู่รำไร "โชคดีที่ยุคนี้ผู้ชายจะมีสถานะทางสังคมดีกว่าพวกเรามาก อย่างน้อยเขาก็ไม่โดนเพ็งเล็งเรื่องเป็นแม่มดเท่ากับพวกผู้หญิงไร้ทางสู้ แต่ถ้าเขาเป็นลูกหลานของเทพีสายเวทมนตร์อย่างเฮคาที หรือมีพลังที่ควบคุมไม่ได้ล่ะก็... ความหวาดระแวงที่นี่จะเผาเขาได้แรงพอ ๆ กับกองฟืนเลยล่ะ"



            โมนีก้าหันไปสบตากับอาริเอลที่ยืนสั่นเล็กน้อย "แผนของเราคือสเตลธ์ค่ะคุณอาริเอล เราจะไม่เดินดุ่ม ๆ เข้าไปเคาะประตูบ้านใครทั้งนั้น เราจะเคลื่อนที่ผ่านเงาไม้และซอกหลืบอาคารเหมือนลุงสเน็คในเกมเมทัลเกียร์เลยล่ะ แต่ขอเตือนไว้อย่างหนึ่งนะ... ที่นี่ไม่มีลังส้มให้คุณมุดหลบแล้วรอดสายตาทหารยาม และโปสเตอร์สาวชุดว่ายน้ำก็เอามาเบี่ยงเบนความสนใจพวกพูริตันไม่ได้หรอกนะคะ พวกนั้นจะมองว่ามันเป็นภาพลักษณ์ของปีศาจแล้วจับเราเผาทั้งเป็นแทน"



            "แล้วเราจะทำยังไงคะคุณโมนีก้า?" อาริเอลถามพลางกระชับกระโปรงหลายชั้นของตนเอง



            "เราจะใช้ประโยชน์จากสมอกที่กระจายตัวในยุคนี้ค่ะ มันคือหมอกที่เกิดขึ้นจากการเผ่าไหม้ของยุคนี้แม้จะยังไม่เยอะเท่ากับยุคอุสสาหกรรมก็ตามและสัญชาตญาณเดมิก็อด" โมนีก้าตอบพลางเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหลังโขดหินอย่างแผ่วเบา "คุณต้องเดินให้เงียบที่สุด ขาลาของคุณน่ะมีแรงกระโดดดีอยู่แล้ว ใช้มันให้เป็นประโยชน์ตอนข้ามรั้วหรือปีนหลังคาบ้านคนเพื่อสอดแนม ส่วนฉันจะใช้กระซิบแห่งพงไพรฟังเสียงใบไม้และภูตพรายแถวนี้ดูว่ามีกลิ่นอายเวทมนตร์ของพวกเดียวกันตกค้างอยู่แถวไหนบ้าง"



            โมนีก้าพาอาริเอลเคลื่อนที่ไปตามแนวป่าที่โอบล้อมหมู่บ้านซาเล็ม เธอใช้พุ่มไม้หนาและเงาของต้นโอ๊กที่บิดเบี้ยวเป็นที่กำบังชั้นยอด ทุกครั้งที่เห็นเงาของชาวบ้านเดินผ่านพร้อมคบไฟหรือปืนคาบศิลา โมนีก้าจะส่งสัญญาณมือให้หยุดกะทันหันและหมอบราบไปกับพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้งและน้ำแข็ง



            กลิ่นควันฟืนเริ่มเข้มข้นขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายของความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวบ้านไม้สีดำทะมึน โมนีก้าหลับตาลงชั่วครู่เพื่อใช้พลังสัมผัสแห่งชีวิตตรวจสอบร่องรอยการสั่นสะเทือนของพื้นดิน



            "เราจะสำรวจแบบเงา... ไม่ทิ้งร่องรอยและกลิ่น ที่สำคัญห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาดถ้าเห็นให้ทำตัวเป็นคนปกติที่กำลังทำงาน" โมนีก้ากระซิบพลางเริ่มปีนขึ้นไปบนโขดหินที่สูงพอจะมองเห็นแผนผังของหมู่บ้าน "ถ้าเจอเป้าหมาย เราจะชิงตัวเขาออกมาทันทีโดยไม่รอให้พวกจอมพิพากษามาตั้งศาล... จำไว้นะคะคุณอาริเอล ที่นี่ความตายลอยอยู่ในอากาศแรงพอ ๆ กับลมหนาว อย่าให้ใครจับตัวตนของเราได้เป็นอันขาด"



            โมนีก้ากระชับผ้าคลุมไหล่สีหม่นให้แน่นขึ้น พลางหลับตาลงเพื่อตัดขาดจากเสียงอื้ออึงของความหวาดระแวงในหมู่บ้าน เธอเริ่มใช้พลังกระซิบแห่งพงไพรสื่อสารกับจิตวิญญาณธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เกล็ดน้ำแข็งยามเช้า และใช้สัมผัสแห่งชีวิตปล่อยคลื่นพลังสีเขียวมรกตแผ่วเบาให้ซึมลึกลงไปในรากไม้ที่ทอดตัวยาวอยู่ใต้ผืนดินแห่งซาเล็มเพื่อถามหาคนสกุล เดรก ในเมืองแห่งนี้



            ในช่วงสัปดาห์แรกโมนีก้าและอาริเอลใช้ชีวิตประดุจเงาที่แฝงตัวอยู่ในชายป่ารอบนอกหมู่บ้านซาเล็มวิลเลจ พวกเธอเคลื่อนที่แบบสเตลธ์ทุกครั้งที่ต้องเข้าใกล้เขตชุมชน โมนีก้าจะแสร้งทำเป็นเก็บสมุนไพรป่าใส่ตะกร้า ก้มหน้าก้มตาทำงานปานว่าจิตใจจดจ่ออยู่กับการคัดแยกวัตถุดิบ แต่ความจริงแล้วเธอใช้หูฟังเสียงการสั่นสะเทือนของใบไม้ โมนีก้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของธรรมชาติที่นี่ ต้นโอ๊กโบราณดูเหมือนจะพยายามขดตัวหนีจากหมู่บ้าน ราวกับมันรับรู้ถึงความพยาบาทที่กำลังจะเกิดขึ้น สายลมที่พัดผ่านยอดไม้ไม่ได้ส่งเสียงรื่นเริง แต่มันกระซิบถึงเสียงสวดมนต์ที่เต็มไปด้วยคำสาปแช่งและชื่อของผู้คนที่ถูกตราหน้า


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผมอยากเป็นลุงงูว่ะ
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าและอาริเอลเปลี่ยนเป็นชุดในยุคนี้ให้เรียบร้อย ทว่าหลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโมนีก้าบรรยายสถานะการณ์ช่วงนี้อย่างละเอียดรวมถึงการทำตัวให้ไม่เป็นที่สังเกตและไม่โผล่ไปให้ใครเห็น ในสัปดาห์แรกโมนีก้าได้ให้อาริเอลทำบางสิ่งนั้นก็คือการสำรวจพื้นที่ตอนนี้เธอและอาริเอลรู้แล้ว่าอาจจะมีนามสกุล เดรก โมนีก้าเลยใช้ช่วงเวลาสัปดาห์แรกในการสำรวจว่ามีคนชื่อนามสกุลเดรกไหม และเธอก็ใช้พลัง เสียงกระซิบแห่งพงไพสและสัมผัสแห่งธรรมชาติในการตามหา เพราะเธอฟังเสียงของป่าได้ หากมีคนสายเลือดเฮคาทีหรือไทรเวียน่าจะจับกลิ่นไอได้

[โมนีก้าและอาริเอลสำรวจเมืองเซเลมยุคนี้เพื่อหา คนที่มีชื่อหรือนามสกุล เดรก ผู้ชาย]

[โมนีก้าถามป่าใช้เสียงกระซิบแห่งพงไพรเพื่อถามป่าและธรรมชาติว่าพอจะเห็นคนที่เธอต้องการบ้างไหม]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
เสียงดังมาจากอีกฟาก ชายหนุ่มแต่งกายเต็มยศบนหลังม้า ก่อนจะมีกลุ่มคนเดินเข้าไปจับกุมนิมฟ์ตนนั้นที่จะออกมาคุยกับคุณไปใจกลางหมู่บ้านเพื่อทำการเผาเป็นเยี่ยงอย่าง (1) ช่วยเหลือนิมฟ์ เปิดเผยตัว | (2) นิ่งไว้  โพสต์ 2026-1-18 20:54
God
นิมฟ์(นางไม้)ปรากฎตัวจะเดินเข้ามาบอกคุณให้หนีไป แต่ไม่ทันใดเธอไม่ทันเดินเข้ามาหาคุณก็มีเสียงดังขึ้น   โพสต์ 2026-1-18 20:53
โพสต์ 56042 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-18 20:16
โพสต์ 56,042 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-18 20:16
โพสต์ 56,042 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-18 20:16
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-18 22:17:16 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-18 22:18

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 33 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 3

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางงวัน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของป่าซาเล็ม ในขณะที่โมนีก้ากำลังรอคอยคำตอบจากผืนดินที่เงียบงัน ทันใดนั้น ความเงียบสงบในมิติลี้ลับก็ถูกฉีกกระชากออกด้วยเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งอย่างลนลาน



             ร่างของนิมฟ์หรือนางไม้ประจำต้นโอ๊กแก่ตนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากม่านหมอก สภาพของเธอช่างน่าเวทนา ผิวพรรณที่เคยมีสีเขียวสดใสบัดนี้ซีดเซียวปนเทาเหมือนไม้ที่กำลังยืนต้นตาย ผมที่ยาวสลวยดุจเถาวัลย์ยุ่งเหยิงและมีคราบเขม่าดินติดอยู่ เธอวิ่งตรงมาทางโมนีก้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ริมฝีปากที่สั่นระริกพยายามจะตะโกนคำเตือนบางอย่างออกมา



             "หนีไป! ท่าน! พวกมัน... พวกมันกำลัง..."



             ทว่าเธอยังไม่ทันจะเข้าถึงตัวโมนีก้า เสียงแตรเขาสัตว์ที่แหลมสูงก็ดังกัมปนาทมาจากอีกฟากของป่า พร้อมกับเสียงกีบม้าที่ควบตะบึงอย่างหนักหน่วง ชายหนุ่มสวมหมวกทรงสูงปีกกว้างในชุดคลุมสีดำเคร่งขรึมควบม้าสีดำทมิฬฝ่าหมอกออกมา เขาคือกลุ่มจอมพิพากษาและนักล่าแม่มด ผู้เปี่ยมไปด้วยความคลั่งศาสนาและความพยาบาท



             "นั่นไง! นังปีศาจจากป่าและสมุนของมัน!" เสียงตวาดกร้าวของชายบนหลังม้าดังขึ้น พร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดพูริตันนับสิบคนที่ถือคบไฟและโซ่ตรวนพุ่งเข้าล้อมนางไม้ตนนั้นไว้ทันที "จับพวกมัน! อย่าให้พวกนังแม่มดซาตานหลบหนีไปเข้าป่าลึกได้!"



             อาริเอลขยับขาลาเตรียมจะกระโจนเข้าจู่โจม แต่โมนีก้าคว้าแขนเธอไว้แน่น แววตาสีเทาเงินของโมนีก้าสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่กำลังเดือดพล่าน



             "จะจับฉันงั้นเหรอ?" โมนีก้าพึมพำ น้ำเสียงเย็นเยียบ ‘ฝันไปเถอะ’



             ในจังหวะที่เหล่านักล่าแม่มดกำลังจะพุ่งเข้าประชิดตัวและเอื้อมมือมาคว้าไหล่ของเธอ โมนีก้าไม่ได้ขยับหนี เธอเพียงแค่โบกมือด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยบารมีแห่งธิดาของซีเรส ทันใดนั้น พลังสีเขียวมรกตก็แผ่กระจายออกจากปลายนิ้วของเธอ สั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า พริบตานั้นเอง ความจริงรอบด้านพลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ต้นไม้เหี่ยวเฉาในฤดูหนาวกลับเติบโตสูงตระหง่านพุ่งพรวดขึ้นสู่ท้องฟ้าในเสี้ยววินาที ใบหญ้าเขียวขจีงอกเงยขึ้นมาปกคลุมหิมะที่เย็นเยียบ กลิ่นอายของดินชื้นและดอกไม้ป่านานาพรรณฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณจนกลบกลิ่นควันไฟของเหล่านักล่าแม่มดไปจนสิ้น



             พวกพูริตันชะงักกึก แววตาของพวกเขาล่องลอยและสับสนเมื่อพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในป่าซาเล็มอันคุ้นเคยอีกต่อไป แต่กลับติดอยู่ในเขาวงกตธรรมชาติที่ซับซ้อนและน่ามหัศจรรย์ พวกเขาเริ่มเหวี่ยงดาบและเสียมเข้าใส่ต้นไม้ที่ไม่มีอยู่จริง บางคนตะโกนเรียกชื่อพระเจ้าอย่างเสียสติพลางวิ่งวนไปมาในทุ่งหญ้ามายาที่โมนีก้าสร้างขึ้น



             "ทางนี้!"



             โมนีก้าอาศัยจังหวะที่ความสับสนครอบงำศัตรู พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือของนิมฟ์ที่กำลังสั่นเทาและจูงมืออาริเอลออกวิ่งทันที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอทำงานอย่างเต็มที่ไม่มีคำว่าออมแรง



             "วิ่งสี่คูณร้อยเลยค่ะคุณอาริเอล! ใครจะอยู่ให้พวกมันจับไปขึ้นตะแลงแกงกัน!"



             โมนีก้าพาทั้งสองวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางที่เธอมองเห็นเพียงคนเดียวในผืนป่าลวงตา เธอใช้พลังควบคุมมวลร่างกายหดตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างร่องแว่งดุจแมวป่า เสียงตะโกนด่าทอและเสียงดาบฟันกิ่งไม้ของพวกนักล่ายังดังแว่วมา แต่พวกเขากำลังไล่ตามเพียงเงาและความว่างเปล่าที่โมนีก้าทิ้งไว้เบื้องหลัง ร่างของทั้งสามพุ่งหายเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของป่า ลับหายไปจากสายตาของโลกมนุษย์ในพริบตา ทิ้งให้ความหวาดระแวงของซาเล็มเผาไหม้เพียงความมืดมิดและภาพหลอกตาที่ไม่มีอยู่จริง


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ใครจะอยู่ให้โง่ล่ะ...
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าและอาริเอลอยู่ ๆ ก็โดนนางไม้วิ่งมาบอกให้หนี และมีกลุ่มล่าแม่มดเข้ามาจับนิมฟ์ และเห็นโมนีก้าก็จะจับไปด้วย แต่ใครมันจะยอมให้จับง่าย ๆ เธอเลยใช้พลังผืนป่าลวงตาเพื่อทำให้พวกมันกลัวและสับสน ก่อนที่จะจับมือนิมฟ์และอาริเอลหนีปล่อยให้พวกนั้นมันโดนป่าหลอนไปเท่านั้นแหละ แบล่ ๆ 

[ช่วยเหลือนิมฟ์ในตอนที่กำลังจะโดนจับด้วยพลังป่าลวงตา]

[หนีแบบวิ่ง 4*100]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
ส่วนคณะล่าแม่มดที่หลุดจากป่าลวงตาหายไป ก็เริ่มกระจายกำลังค้นหาทั่วบริเวณนั้น "หาพวกนางให้เจอ พวกนางเป็นหายนะของโลก พวกแม่มดซาตาน!"  โพสต์ 2026-1-18 22:26
God
นิมฟ์ไม้ทำท่าจะเปิดปากพูด เรื่องที่คุณถามฉันเคย.... เธอพูดไม่ทันจบก่อนโดนแรงดึงดูดดึงกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้โดนจับแค่กลับเข้าไปอยู่ในต้นไม้ตามเดิม เนื่องจากออกห่างพื้นที่ต้นไม้ของเธอมากเกินไป  โพสต์ 2026-1-18 22:25
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-18 22:24
โพสต์ 39,471 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 เกียรติยศ +25 ความกล้า +25 ความศรัทธา จาก สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-18 22:17
โพสต์ 39,471 ไบต์และได้รับ +15 EXP +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก เนตรแห่งฟีบี้  โพสต์ 2026-1-18 22:17
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-19 00:17:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 34 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 4

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงค่ำ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             พริบตาที่โมนีก้ากระชากร่างนิมฟ์และอาริเอลพ้นจากรัศมีดาบของพวกพูริตัน นางไม้สาวพยายามจะเค้นเสียงที่สั่นเครือออกมา ใบหน้าที่ดูเหมือนเปลือกไม้ของเธอขยับไหว ดวงตาสีเขียวหม่นเบิกกว้าง "ท่าน... เรื่องที่คุณถาม... ฉันเคย... ฉันเคย..." แต่ยังไม่ทันที่ความลับสำคัญจะหลุดออกจากปาก แรงดึงดูดมหาศาลจากพันธสัญญาธรรมชาติก็ทำงานทันที 



             ร่างของนิมฟ์โปร่งแสงขึ้นในพริบตาและถูกกระชากกลับหลังอย่างรวดเร็วราวกับมีเส้นเชือกที่มองไม่เห็นดึงรั้งไว้ เนื่องจากเธอถอยห่างจากต้นไม้ที่เป็นแหล่งกำเนิดวิญญาณของตนมากเกินขีดจำกัด ร่างของเธอสลายกลายเป็นละอองเกสรและพุ่งกลับเข้าสู่แกนกลางของต้นโอ๊กยักษ์ที่ห่างออกไปเพื่อรักษาชีวิตตนเอง



             "ไปดีมาดีนะแม่สาวน้อย!" โมนีก้าพึมพำด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าอย่างน้อยนิมฟ์ตนนั้นก็กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย แต่ความโล่งใจก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเสียงฝีเท้าและเสียงสบถด่าทอจากด้านหลังเริ่มใกล้เข้ามา ภาพลวงตาของผืนป่าที่เธอสร้างขึ้นเริ่มพังทลายลงเพราะเธอใช้สมาธิไปกับการวิ่ง จนความจริงของป่าฤดูหนาวที่แห้งแล้งกลับคืนมาแทนที่



             "คุณอาริเอล! พาฉันขึ้นไปบนยอดไม้นั่นที!" โมนีก้าชี้ไปที่ต้นเมเปิลโบราณที่มีกิ่งก้านหนาทึบและสูงเสียดฟ้า "เร็วเข้า ก่อนที่พวกหน้ามืดตามัวนั่นจะมองเห็นเรา!"



             อาริเอลไม่รอช้า เธอใช้พละกำลังขาของเอมพูซ่ารวบเอวโมนีก้าไว้แล้วดีดตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยแรงกระโดดมหาศาล ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานผ่านชั้นบรรยากาศหนาวเย็นก่อนจะร่อนลงบนกิ่งไม้ใหญ่ที่แข็งแรงประดุจคานเหล็ก อาริเอลรีบก้มลงใช้พละกำลังของเธอช่วยดึงกิ่งก้านและใบไม้แห้งที่ยังพอมีเหลือมาระดมปิดล้อมรอบตัวพวกเธอไว้เพื่อทำเป็นซุ้มพรางตาอย่างลนลาน



             ในขณะที่อาริเอลกำลังวุ่นวายกับการพรางตัวให้เนียนที่สุด โมนีก้ากลับถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนกิ่งไม้ใหญ่อย่างไม่สะทกสะท้าน เธอหยิบกล้องส่องทางไกลจากแหวนดาราจรัสขึ้นมาปรับโฟกัส แล้วยกขึ้นส่องดูเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยท่าทางชิลเกินพิกัด 



             "โอ้โห ดูคนบนหลังม้านั่นสิคะคุณอาริเอล หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเลย ท่าทางจะโกรธจัดที่โดนต้นไม้มายาของฉันหลอกให้วิ่งวนเป็นวงกลม" โมนีก้าเอ่ยพลางยิ้มกริ่มพึมพำเบา ๆ มุมปากหยักลึกอย่างสนุกสนาน



             ด้านล่างนั้น กลุ่มคณะล่าแม่มดในชุดสีดำทึมหลุดออกมาจากแนวป่าลวงตาที่เพิ่งสลายไป พวกเขาหอบหายใจรัวเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตและหวาดระแวง ชายบนหลังม้าชักดาบออกมากวัดแกว่งไปมากลางอากาศพลางตะโกนก้องจนเส้นเลือดที่คอโปนนูน "หาพวกนางให้เจอ! พวกนางเป็นหายนะของโลก! นังแม่มดซาตานที่บังอาจใช้มนต์ดำบิดเบือนผืนดินของพระเจ้า! พวกเราต้องลากตัวพวกนางไปรับโทษที่ตะแลงแกงให้ได้!"



             เสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์นับสิบกระจายกำลังออกค้นหาทั่วบริเวณ พวกเขาใช้เสียมและปืนคาบศิลากระทุ้งไปตามพุ่มไม้และโขดหินอย่างบ้าคลั่ง เสียงตะโกนสาปแช่งระงมไปทั่วป่าซาเล็ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันที่ชวนให้คนธรรมดาต้องสั่นประสาท



             อาริเอลเหลือบมองโมนีก้าที่นอนเอาขาพาดกิ่งไม้พลางหมุนเลนส์กล้องส่องทางไกลอย่างเพลิดเพลิน "คุณโมนีก้าคะ... นี่เรากำลังโดนไล่ล่านะคะ คุณดู... ดูสนุกจังเลยนะ"



             โมนีก้าขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาที่สะท้อนกับแสงเลนส์ของกล้องส่องทางไกลดูระยิบระยับราวกับเด็กที่กำลังจะได้เล่นสนุกครั้งใหญ่ เธอหันไปกระซิบกับอาริเอลที่ยังคงตัวเกร็งอยู่ข้างกิ่งไม้ใหญ่ "คุณอาริเอลคะ... ไหน ๆ เราก็ติดอยู่ในยุคที่ความงมงายรุ่งเรืองที่สุดแล้ว เรามาทำอะไรที่มันสมบทบาทให้พวกเขาสนุกกันหน่อยดีไหมคะ?"



             ทันทีที่ได้ยินคำนั้นอาริเอลก็ทำหน้าฉงน "ทำอะไรสนุก ๆ เหรอคะ? ตอนที่เรากำลังโดนล้อมเนี่ยนะ?"



             "ก็พวกเขาสวดมนต์เรียกพระเจ้ามาเป็นชั่วโมงแล้ว แต่พระเจ้าคงยุ่งอยู่มั้งคะ" โมนีก้าหัวเราะเบา ๆ พลางพาดขาไขว้กันอย่างอารมณ์ดี "ปล่อยให้พวกเขาหาเราไปจนเหนื่อยเถอะค่ะ พอตะวันลับฟ้า... ช่วงเวลาพลบค่ำที่เป็นรอยต่อของโลกวิญญาณมาถึงเมื่อไหร่ ฉันจะจัดคอนเสิร์ตเขย่าขวัญให้พวกพูริตันพวกนี้หัวโกร๋นกันไปเลย"



             และแล้วพอเวลาพาสผ่านไปจนแสงอาทิตย์สีส้มซีดเริ่มจมหายไปหลังทิวไม้สีดำทึม ลมหนาวพัดโชยมาพร้อมกับความมืดมิดที่ค่อย ๆ กลืนกินป่าซาเล็ม คณะล่าแม่มดด้านล่างเริ่มอ่อนล้า พวกเขาจุดคบไฟสว่างโชติช่วง แสงไฟสั่นไหวสร้างเงาที่บิดเบี้ยวไปตามต้นไม้ดูน่าขนลุกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม



             "ตอนนี้แหละ" โมนีก้าเอ่ยขึ้น แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ



             เธอหยิบแท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ ออกมาจากกระเป๋า หน้าจอสัมฤทธิ์วิเศษส่องแสงนวลตา โมนีก้าเริ่มใช้นิ้วเรียวยาวเลื่อนผ่านระบบเสียงที่เดดาลัสออกแบบมาเพื่อจำลองสภาวะแวดล้อม เธอเลือกเสียงเอฟเฟ็คป่าอาถรรพ์ที่มีทั้งเสียงกระซิบซ้อนหลายมิติ เสียงกรีดร้องแผ่วเบาที่ดังมาจากทิศทางที่จับไม่ได้ และเสียงกิ่งไม้หักดัง เป๊าะ! กระจายไปทั่วบริเวณ



             ทันทีที่เสียงเอฟเฟ็คเริ่มทำงาน ชาวบ้านด้านล่างก็ชะงักกึก พวกเขาหันหลังชนกัน พยายามใช้คบไฟส่องหาต้นตอของเสียงประหลาดที่เหมือนมีใครบางคนเดินวนรอบตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา



             "นั่น... นั่นเสียงอะไร!" ชายคนหนึ่งตะโกนเสียงสั่น



             โมนีก้ายังไม่หยุดแค่นั้น เธอเปิดไฟล์เพลงที่เตรียมมาโดยเฉพาะเพื่อช็อตฟีลคนยุค 1692 โดยตรง ท่วงทำนองดนตรีแนวหลอนระทึกขวัญพร้อมเนื้อหาที่เสียดสีความหวาดกลัวของพวกเขาเริ่มดังกระหึ่มออกมาจากแท็บเล็ตวิเศษ เสียงเพลง "Burn the Witch" ดังกังวานสะท้อนไปตามโตรกผาและแมกไม้ ราวกับเสียงนั้นดังออกมาจากอากาศธาตุรอบตัวพวกเขา



             🎶 We dance to the beat of the flames... And we know all of your names... 🎶



             เสียงร้องที่ดูเหมือนเสียงของนางปีศาจล่องลอยอยู่เหนือหัวทำเอาเหล่าชายฉกรรจ์เข่าอ่อน ดาบและปืนคาบศิลาในมือเริ่มสั่นระริก เมื่อเพลงดำเนินไปถึงท่อนที่ร้องว่า “Burn the witch... Burn the witch...” โมนีก้าก็แอบใช้พลังการควบคุมพืชเล็กน้อย สั่งให้กิ่งไม้รอบ ๆ ตัวพวกเขาขยับไหวโอนเอนตามจังหวะดนตรีที่หนักหน่วง



             🎶 And you say confess... To the evidence... You’re a foul heathen... A demon of malevolence... 🎶



             "โอ้ พระแม่เจ้า! พวกนางกำลังร่ายคำสาปใส่เรา!" ชายบนหลังม้าตะโกนพลางพยายามควบคุมม้าที่เริ่มแตกตื่น "เสียงนี้มันมาจากนรก! ปีศาจ... ปีศาจกำลังหัวเราะเยาะเรา!"



             อาริเอลมองลงไปด้านล่างด้วยความทึ่ง เธอเห็นคณะล่าแม่มดที่เคยดูน่าเกรงขามบัดนี้ล้มลุกคลุกคลาน บางคนทิ้งอาวุธแล้วคุกเข่าสวดมนต์อย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่าลึกเพราะคิดว่าเสียงเพลงคือเสียงเพรียกจากซาตาน



             ในขณะที่โมนีก้านอนพิงหลังกับง่ามไม้ ส่ายหัวไปตามจังหวะเพลงอย่างสะใจ แววตาสีเทาเงินฉายประกายความซุกซนแบบเดมิก็อดที่ไม่เกรงกลัวต่อหน้าประวัติศาสตร์ใด ๆ "ว้าว... ท่อนเบสนี่มันเข้ากับหน้าตาเหวอ ๆ ของพวกนั้นจริง ๆ เลยค่ะคุณอาริเอล วะฮ่ะ ๆ!" โมนีก้าหัวเราะร่าพลางกดเพิ่มระดับเสียงจนป่าทั้งป่าดูเหมือนจะเต้นรำไปกับบทเพลงแห่งกองเพลิง



             ดนตรีที่รุนแรงและเสียงตะโกนสาปแช่งในเพลงทำหน้าที่แทนคำด่าของโมนีก้าได้อย่างยอดเยี่ยม พวกพูริตันที่บ้าคลั่งการจับผิดคนอื่นบัดนี้กำลังเผชิญกับความหวาดระแวงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองในรูปแบบของเสียงเพลงล้ำยุคที่พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ โมนีก้าหรี่ตามองภาพความวุ่นวายเบื้องล่างผ่านเลนส์กล้องส่องทางไกล นิ้วเรียวของเธอเร่งระดับเสียงจากแท็บเล็ตเดดาลัสจนลำโพงสัมฤทธิ์วิเศษสั่นสะเทือน ส่งคลื่นเสียงเบสหนักหน่วงที่คนยุค 1692 ไม่เคยได้ยินมาก่อนให้แผ่ซ่านไปตามผืนดินประดุจเสียงหัวใจของอสุรกายยักษ์



             "คุณอาริเอลคะ ดูไอ้คนที่เป็นหัวหน้านั่นสิ ขวัญอ่อนกว่าที่ฉันคิดเยอะเลยนะเนี่ย" โมนีก้าหัวเราะในลำคออย่างสะใจ แววตาสีเทาเงินของเธอวาววับด้วยความนึกสนุกที่แฝงไปด้วยความแค้นเคือง "เอาล่ะ... มาบิ้วให้พวกเขารู้จักคำว่าฝันร้ายที่แท้จริงกันเถอะค่ะ"



             โมนีก้าเริ่มใช้พลังกระซิบแห่งพงไพรควบคู่ไปกับเสียงเพลง เธอไม่ได้แค่เปิดเพลง แต่เธอสั่งให้สายลมพัดหวนเอาเสียงร้องท่อน “Burn the witch” ไปกรอกข้างหูของนักล่าแม่มดแต่ละคนพร้อม ๆ กัน ราวกับมีวิญญาณนับพันมาล้อมวงกระซิบสาปแช่งอยู่ชิดติ่งหู 



             🎶 Burn the witch... Burn the witch... 🎶



             "ช่วยด้วย! ท่านสาธุคุณ! มันเข้ามาในหัวข้าแล้ว!" ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์คนหนึ่งทิ้งปืนคาบศิลาลงโคลนอย่างไม่ใยดี เขาลงไปคุกเข่าตัวสั่นงันงก น้ำหูน้ำตาไหลนองหน้าด้วยความกลัวสุดขีด เมื่อเสียงเพลงท่อนที่เสียดสีความบาปดังกระแทกโสตประสาท



             ชาวบ้านอีกสองคนถึงกับสติแตกเมื่อโมนีก้าแอบใช้พลังควบคุมมดสั่งให้ฝูงมดนับหมื่นไต่ขึ้นไปตามขากางเกงของพวกนั้นในจังหวะที่เพลงเร่งเร้า พวกเขาหวีดร้องเสียงหลง นึกว่าคำสาปจากนรกกำลังกัดกินร่างกาย ทันใดนั้นกลิ่นฉุนกึกของปัสสาวะก็โชยขึ้นมาท่ามกลางลมหนาว ชายผู้โชคร้ายคนหนึ่งยืนปัสสาวะราดกางเกงผ้าป่านจนเปียกโชก ขาที่สั่นเทาพยุงร่างกายไว้ไม่ได้จนล้มคว่ำลงไปคลุกกับมูลม้าบนพื้น



             "ปีศาจ! นี่มันเพลงของซาตาน!" หัวหน้าคณะล่าแม่มดที่อยู่บนหลังม้าตาเบลือกว้างจนเห็นตาขาว เขาพยายามจะชักม้าหนี แต่ความกลัวทำให้เขามือไม้อ่อนจนทำบังเหียนหลุดมือ เขาพลัดตกจากหลังม้าลงมากระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ หมวกทรงสูงปีกกว้างกระเด็นหายไปในเงาไม้ "ข้าสารภาพแล้ว! ข้าสารภาพแล้ว! อย่าเอาวิญญาณข้าไปเลย!"



             เสียงดนตรีรุกเร้าถึงจุดพีคที่สุด โมนีก้าแสยะยิ้มพลางกดปุ่มเล่นเสียงเอฟเฟ็คเสียงหัวเราะของนางแม่มดนับร้อยให้ดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วป่า



             คณะล่าแม่มดที่เคยดูน่าเกรงขามบัดนี้กลายเป็นเพียงฝูงหนูที่หนีตาย พวกเขาโกยแน่บกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง บางคนวิ่งชนต้นไม้จนหัวแตกเลือดอาบ บางคนคลานสี่ขาหนีออกจากป่าอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งคบไฟกระจัดกระจายระเบิดเป็นประกายไฟบนพื้นดินประดุจกองทัพที่พ่ายแพ้สงครามต่ออำนาจมืดที่พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ



             จนกระทั่งเสียงเพลงจบลงด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลากยาว... ป่าซาเล็มก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม



             โมนีก้าค่อย ๆ พับหน้าจอแท็บเล็ตเก็บเข้ากระเป๋าสะพายอย่างช้า ๆ เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงกิ่งไม้ใหญ่แล้วยืดเส้นยืดสายพลางบิดขี้เกียจ "เฮ้อ... ค่อยโล่งใจหน่อย ได้ปล่อยของบ้างก็ดีเหมือนกันนะคะคุณอาริเอล ดูสิ... หนีกันหน้าตั้งจนฉี่ราดขนาดนั้น คงไม่มีใครกล้ากลับเข้ามาในป่านี้ไปอีกนานเลยล่ะ วะฮ่ะ ๆ!"



             อาริเอลมองภาพเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยอาการอ้าปากค้าง แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้คอนแท็คเลนส์สั่นระริกด้วยความทึ่งปนหวาดหวั่น เธอหันมามองรุ่นพี่สาวชาวค่ายจูปิเตอร์ที่กำลังเก็บแท็บเล็ตวิเศษด้วยท่าทางสบายอารมณ์ "คุณโมนีก้า... คุณนี่มัน... ร้ายกาจที่สุดเลยค่ะ ฉันว่า... นี่มันไม่ทำเกินกว่าเหตุไปหน่อยเหรอคะ? พวกเขาดูเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างกันหมดแล้วนะคะนั่น"



             โมนีก้าหันมาเลิกคิ้วพลางขยับผ้าคลุมศีรษะให้เข้าที่ เธอกระตุกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "เกินกว่าเหตุเหรอคะคุณอาริเอล? เชื่อเถอะค่ะว่าเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คนพวกนี้จะทำกับผู้บริสุทธิ์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ที่ฉันต้องจัดหนักขนาดนี้ก็เพราะอย่างหนึ่งนะ... ถ้านิมฟ์หรือพวกนางไม้ต้องมาคอยหลบซ่อนตัวทั้งที่อยู่ในป่าของตัวเองแบบนี้มันลำบากเกินไปค่ะ"



             เธอกวาดสายตามองไปทางเส้นทางเข้าหมู่บ้านซาเล็มที่บัดนี้ดูเหมือนรังมดที่แตกพ่าย "ที่ซาเล็มน่ะ ยุคนี้พวกเขาก็เก่งแต่หมาหมู่กันแค่ในเขตเมืองนั่นแหละค่ะ นอกเมืองคือพื้นที่ลึกลับที่พวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมและเข้าไม่ถึง ยิ่งเจอข่าวลือหนาหูเรื่องเพลงปีศาจและการหลอกหลอนเมื่อครู่เข้าไป รับรองว่าพวกมันจะไม่กล้าย่างกรายออกมาเพ่นพ่านแถวนี้ไปอีกนาน พื้นที่ป่าจะได้กลับมาเป็นของนิมฟ์อย่างที่มันควรจะเป็น"



             โมนีก้าผละจากอาริเอลแล้วหันหน้าเข้าหาพงไพรที่มืดมิด เธอหลับตาลงพริ้ม สูดลมหายใจเอาความชื้นแฉะของไอดินเข้าปอด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กังวานไปด้วยอำนาจแห่งธิดาของเซเรส พลังกระซิบแห่งพงไพรของเธอแผ่ซ่านออกไปในรูปแบบของคลื่นสั่นสะเทือนจาง ๆ



             "พวกนายไม้และจิตวิญญาณแห่งป่า..." เธอเอ่ยพลางเอามือลูบไล้เปลือกไม้ของต้นเมเปิลโบราณอย่างแผ่วเบา "พวกท่านหลบซ่อนตัวอยู่ในรากไม้และเงามืดก่อนนะ ช่วงนี้สถานการณ์ในเมืองจะลำบากและวุ่นวายหน่อย แต่สบายใจได้ ฉันไล่พวกขี้ขลาดนั่นไปหมดแล้ว ป่าแห่งนี้จะสงบสุขไปอีกพักใหญ่"



             โมนีก้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อรอฟังเสียงตอบรับของใบไม้ที่เสียดสีกัน ก่อนจะถามต่อด้วยคำถามที่เป็นหัวใจสำคัญของภารกิจ "แต่ก่อนที่ฉันจะไป... ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน พอจะเห็นบุตรแห่งคุณไสยผ่านมาทางนี้บ้างไหมคะ? ชายที่แฝงไปด้วยมนตราและติดอยู่ในกับดักแห่งความหวาดระแวง... ไม่ต้องปรากฏตัวออกมาก็ได้ แค่บอกกล่าวผ่านมาทางสายลมหรือแรงสั่นสะเทือนของรากไม้ก็พอ ฉันรับฟังพวกท่านได้เสมอ"



             โมนีก้ายืนนิ่งประดุจรูปปั้นหิน ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าปี 1692 เธอรอคอยคำตอบจากธรรมชาติด้วยจิตใจที่แน่วแน่ ในขณะที่อาริเอลยืนกลั้นหายใจอยู่ข้างหลัง ลุ้นระทึกว่าผืนป่าแห่งโศกนาฏกรรมนี้จะมอบเบาะแสสำคัญอะไรให้กับพวกเธอ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ไม่ได้สนุกเลยจริงจริ๊งง
Quest Summary
สรุป

เมื่อนางไม้กลับต้นไม้ของตนเองโมนีก้ากับอาริเอลก็ต้องหลบพวกที่เหลือ ระหว่างที่พวกมันค้นหากันโมนีก้าก็เลยหลอนประสาทพวกมันด้วยเพลงจากยุค 2026 เปิดเสียงซาวเอาให้พวกคณะล่าแม่มดกลัวจนปัสสาวะราดวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง ที่โมนีก้าต้องทำแบบนี้เพราะพวกนั้นจะไม่เข้าป่าซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะป่าคือพื้นที่ของสิ่งที่พวกมนุษย์ควบคุมไม่ได้ หลังจากนั้นโมนีก้าก็ไปบอกเหล่าป่าว่าคงจะปลอดภัยแล้ว แล้วขอถามเรื่องบุตรแห่งคุณไสยอยู่ที่ไหน

[โมนีก้าถามป่าใช้เสียงกระซิบแห่งพงไพรเพื่อถามป่าและธรรมชาติเรื่องบุตรแห่งคุณไสยว่าอยู่ไหน]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
เขาเข้าไปในหมู่บ้าน....  โพสต์ 2026-1-19 11:56
God
เธอบอกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนมีคนจากค่ายฮาล์ฟบลัดผ่านมาทางนี้ ไม่รู้ใช่คนที่พวกเธอตามหาไหม แต่ฉันคิดว่าเขาน่าจะมาจากค่ายฮาล์ฟบลัดทางฝั่งตะวันออกนะ ถ้าดูจากเสื้อที่ใส่  โพสต์ 2026-1-19 11:56
God
มีนิมฟ์ตนหนึ่งปรากฎตัวหลบหลังต้นไม้มองซ้ายมองขวาด้วยความไม่แน่ใจ คุณเลือกเดินเข้าไปหาแทน  โพสต์ 2026-1-19 11:55
โพสต์ 90867 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-19 00:17
โพสต์ 90,867 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-19 00:17
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-19 12:58:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 35 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 5

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงค่ำ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             เมื่อโมนีก้าเอ่ยถามออกไป ความเงียบงันพึงเข้าปกคลุมทั่วป่าซาเล็ม มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่หวีดหวิวผ่านกิ่งไม้แห้งกรอบราวกับธรรมชาติกำลังลังเลใจที่จะเปิดเผยความลับในยุคสมัยที่ความตายลอยละล่องอยู่ในอากาศ โมนีก้ายังคงยืนนิ่ง มือเรียวแตะที่เปลือกไม้เพื่อส่งผ่านความอบอุ่นและเจตจำนงที่บริสุทธิ์ของธิดาแห่งเซเรส จนกระทั่งที่หลังต้นโอ๊กแก่ซึ่งถูกเถาวัลย์ปกคลุม มีเงาร่างหนึ่งขยับไหวอย่างเชื่องช้า



             นิมฟ์สาวตนหนึ่งค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังต้นไม้ ดวงตาสีเปลือกไม้ของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวง เธอเดี๋ยวหดตัวกลับเดี๋ยวโผล่ออกมา มองซ้ายมองขวาอย่างลนลานคล้ายสัตว์ป่าที่เพิ่งผ่านพ้นการถูกไล่ล่า ท่าทางของเธอทั้งเขินอายและสั่นกลัวจนดูน่าสงสาร



             โมนีก้าหันไปสบตากับอาริเอลครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาด้วยฝีเท้าที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดูเป็นการคุกคาม “ไม่ต้องกลัวนะคะคนดี ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้วล่ะ เสียงปีศาจเมื่อกี้ก็แค่ของเล่นของฉันเอง โผล่ออกมาคุยกันเถอะนะ” 



             อาริเอลพยักหน้าให้กำลังใจนางไม้สาวคนนั้น ก่อนจะหันไปบอกโมนีก้าด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “คุณโมนีก้าคุยกับเธอเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะแยกไปดูรอบ ๆ นี้ให้เอง ถ้ามีพวกมนุษย์หน้าไหนกล้าโผล่มาอีก ฉันจะจัดการให้กองเชียร์ที่เหลือวิ่งหนีไม่ทันเลยทีเดียว” พูดจบอาริเอลก็กระโดดแวบหายไปท่ามกลางกิ่งไม้ ทำหน้าที่เป็นยามระวังหลังให้อย่างไร้ที่ติ



             เมื่อเห็นว่าบรรยากาศผ่อนคลายลง นิมฟ์ตนนั้นจึงค่อย ๆ ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ เธอพยายามจัดชุดที่เป็นเหมือนเปลือกไม้ให้เข้าที่พลางบิดมือน้อย ๆ ด้วยความประหม่า “ท่าน... ท่านใจดีกว่าพวกมนุษย์ในหมู่บ้านนั้นมาก ขอบคุณที่ไล่พวกเขากับกลิ่นเหม็นของเหล็กและดินปืนออกไปนะคะ” เธอกระซิบเสียงแผ่ว “เรื่องที่ท่านถาม... เมื่อราวหนึ่งสัปดาห์ก่อน ฉันเห็นเขาค่ะ ชายหนุ่มที่มีกลิ่นอายเวทมนตร์รุนแรงจนป่าฝั่งทิศใต้เริ่มสั่นไหว เขาดูหลงทางและพยายามซ่อนตัวจากสายตาของพวกชาวพูริตัน”



             นางไม้สาวหยุดเว้นจังหวะคล้ายกำลังเรียบเรียงความทรงจำ “ฉันคิดว่าเขาน่าจะเป็นพวกเดียวกับท่านนะคะ... มาจากที่ที่พวกท่านเรียกว่า ค่ายฮาล์ฟบลัด ทางฝั่งตะวันออกนั่นน่ะ ถ้าฉันจำเสื้อสีส้มที่เขาใส่ภายใต้เสื้อคลุมหนา ๆ นั่นไม่ผิด”



             โมนีก้าขมวดคิ้วทันที หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความสงสัย “เดี๋ยวนะคะ... ค่ายฮาล์ฟบลัดเหรอ? นี่มันปี 1692 นะคะคุณนิมฟ์ ในยุคที่อาณานิคมเพิ่งจะเริ่มก่อตั้งแบบนี้ มีค่ายฮาล์ฟบลัดตั้งอยู่แล้วงั้นเหรอ? ฉันนึกว่าที่นี่จะมีแต่ป่ากับพวกอสุรกายซะอีก”



             นิมฟ์สาวพยักหน้ายืนยัน แววตาของเธอฉายประกายความรู้ที่ไหลเวียนอยู่ในรากไม้และผืนดินอันเก่าแก่ “โอ้ ท่านเดมิก็อด ค่ายน่ะมีอยู่เสมอแหละค่ะ เพียงแต่ในยุคที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยกฎระเบียบของพวกมนุษย์ชุดดำเช่นนี้ สถานที่ปลอดภัยจึงต้องหลบซ่อนให้ลึกที่สุด ในศตวรรษนี้เมื่ออำนาจของเหล่าทวยเทพเริ่มหยั่งรากมั่นคงในดินแดนโลกใหม่ ค่ายจึงถูกจัดตั้งขึ้นอย่างลับ ๆ ในแถบชายฝั่งตะวันออก เพื่อให้เหล่าบุตรแห่งเทพเจ้าที่กระจัดกระจายอยู่ตามอาณานิคมต่าง ๆ ได้มีที่พึ่งพิงท่ามกลางความป่าเถื่อนและฝูงอสุรกายที่ชุกชุมกว่าฟากฟ้าทะเลไกล”



             โมนีก้านิ่งฟังอย่างตั้งใจ เธอพยายามเก็บงำความประหลาดใจเรื่องความแตกต่างของยุคสมัยไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นิมฟ์ตนนี้ไม่รู้ว่าเธอมาจากอนาคต และเธอก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ เธอพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ค่ายฮาล์ฟบลัดในศตวรรษที่ 17 งั้นหรือ? มันช่างฟังดูห่างไกลจากอาคารหินอ่อนและโรงฝึกที่เธอรู้จัก แต่มันก็สมเหตุสมผลตามหลักการพลังอำนาจที่เคลื่อนคล้อยของเหล่าทวยเทพที่มักจะแฝงตัวอยู่ตามอารยธรรมที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่



             “แล้ว... ชายหนุ่มที่คุณเห็นล่ะคะ?” โมนีก้าถามต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็น “เขายังอยู่แถวนี้ไหม หรือเขาดูเหมือนกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนกันแน่?”



             นิมฟ์สาวทำท่าทางสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะกระซิบตอบ “เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่หรอกค่ะท่าน ฉันสัมผัสได้... เขาดูหลงทางอย่างรุนแรง ราวกับถูกกระชากออกมาจากที่ไหนสักแห่งที่ไกลแสนไกลแล้วมาโผล่พรวดกลางดงไม้หนามของซาเล็มอย่างไม่ทันตั้งตัว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก เขาพยายามปกปิดเสื้อสีส้มแปลกตาที่ดูผิดที่ผิดทางนั่นไว้ใต้ผ้าคลุมที่มอมแมม แต่กลิ่นอายมนตราในตัวเขามันรุนแรงจนน่ากลัว ป่าทั้งป่ารับรู้ได้ถึงพลังงานที่แปลกแยกนั้น”



             นางไม้สาวเว้นจังหวะพลางลูบแขนที่มีผิวสัมผัสเหมือนเปลือกไม้ของตนเอง “เขาถามฉันเรื่องปีคริสต์ศักราชด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ พอฉันบอกเขาว่านี่คือปี 1692... เขาก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นดิน แววตาของเขาเหมือนคนสิ้นหวังที่รู้ตัวว่าตกลงไปในนรก เขาดูหวาดกลัวพลังของตัวเองที่เริ่มจะรั่วไหลออกมาจนใบไม้รอบข้างเริ่มเหี่ยวเฉาและบิดเบี้ยวไปตามอารมณ์ของเขา สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจรีบวิ่งมุ่งหน้าหายเข้าไปในทิศทางของหมู่บ้านซาเล็ม... เขาคงคิดว่าการหลบซ่อนท่ามกลางฝูงชนจะปลอดภัยกว่าการยืนเด่นอยู่กลางป่าที่มีอสุรกายล่าตาม”



             โมนีก้ากำหูหิ้วตะกร้าสานในมือแน่นจนเจ็บ แววตาสีเทาเงินฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพยากรณ์ที่ว่า 'บุตรแห่งคุณไสย ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง' เริ่มฉายภาพชัดเจนในสมองของเธอ



             ‘การที่เดมิก็อดสายเวทมนตร์ ที่มีพลังอันตระการตาและควบคุมไม่ได้ หลุดเข้าไปในหมู่บ้านพูริตันที่จ้องจะหาเรื่องประหารแม่มดอยู่ทุกลมหายใจ มันไม่ใช่แค่การหลงทาง แต่มันคือการเดินเข้าสู่กรงขังที่จะแผดเผาเขาด้วยความริษยาและความเกลียดชังของมนุษย์’



             “เขาไปทางหมู่บ้านงั้นเหรอ...” โมนีก้าพึมพำ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกังวล “ขอบคุณมากนะคะคุณนิมฟ์ ข้อมูลนี้มีค่ากับพวกเรามากจริง ๆ” 



             นางไม้สาวโค้งตัวต่ำลงจนผมที่เป็นเถาวัลย์เกือบจรดพื้นดิน “ระวังตัวด้วยนะท่าน กลิ่นเวทมนตร์ของเขาแรงพอที่จะเรียกให้นักล่าผู้กระหายบุญบาปเดินเข้าไปหา และตอนนี้ซาเล็มก็เปรียบเสมือนกองฟืนที่รอเพียงประกายไฟเพียงนิดเดียวเพื่อจะเริ่มการเผาสังเวยครั้งยิ่งใหญ่” ร่างของนิมฟ์ค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในต้นโอ๊กโบราณ ทิ้งให้โมนีก้ายืนอยู่ท่ามกลางความมืดที่เงียบสงัด



             โมนีก้ายังคงยืนนิ่งขึง แววตาสีเทาเงินฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักขณะมองฝ่าม่านหมอกไปยังทิศทางของหมู่บ้านซาเล็มวิลเลจที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ลมหนาวพัดกรรโชกพาเอากลิ่นอายความอึดอัดโชยมาตามลม อาริเอลรีบก้าวเข้ามาใกล้ พลางจัดผ้าคลุมไหล่หนาหนักของตนด้วยท่าทางไม่สบายใจ “คุณโมนีก้าคะ... เรื่องเสื้อส้มค่ายฮาล์ฟบลัดนั่นน่ะ ถ้าเขาหลงมาอยู่ที่นี่ตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้วในสภาพที่ควบคุมพลังตัวเองไม่ได้แบบนั้น ป่านนี้พวกชาวพูริตันพวกนั้นไม่แตกตื่นกันไปหมดแล้วเหรอคะ?” อาริเอลกระซิบถามเสียงสั่น “นิมฟ์บอกว่าเขาหนีเข้าไปในหมู่บ้าน... ที่นั่นมันถิ่นของพวกคลั่งลัทธิทั้งนั้นเลยนะ”



             “นั่นแหละคือปัญหาค่ะคุณอาริเอล” โมนีก้าตอบพลางขมวดคิ้วแน่น “คำทำนายบอกชัดเจนว่าเขาคือบุตรแห่งคุณไสย ซึ่งร้อยทั้งร้อยต้องเป็นเชื้อสายของเทพีเฮคาทีแน่ ๆ เพราะมาจากค่ายฮาล์ฟบลัดและการที่เดมิก็อดสายเวทมนตร์จากค่ายฝั่งตะวันออกต้องมาติดอยู่ในยุคที่การขยับมือร่ายมนตร์เพียงนิดเดียวก็หมายถึงโทษประหารชีวิต... มันคือฝันร้ายที่สุดเท่าที่จะนึกออกเลยล่ะ”



             โมนีก้านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองอาริเอลด้วยสายตาที่เริ่มประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น “แต่ในความโชคร้ายยังพอมีแต้มบุญอยู่บ้างนะคะ อย่างน้อยเป้าหมายของเราเป็นผู้ชาย ในยุคศตวรรษที่ 17 แบบนี้ ผู้ชายมีสถานะทางสังคมที่อิสระกว่าพวกเรามาก ต่อให้เขาทำตัวประหลาดบ้าง พวกนั้นอาจจะมองว่าเป็นแค่คนสติฟั่นเฟือนหรือคนจรหมอนหมอนหมิ่น ไม่ได้พุ่งเป้าว่าเป็นพ่อมดในทันทีเหมือนเวลาผู้หญิงอย่างเราทำตัวเด่น”



             “แล้วเราจะเข้าไปหาเขาได้ยังไงคะ?” อาริเอลถามพลางมองชุดกระโปรงยาวเทอะทะของตัวเอง “แค่เราเดินเข้าไปตอนนี้ พวกเขาก็ต้องถามแล้วว่าเราเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากอาณานิคมไหน หรือทำไมถึงมาเดินเพ่นพ่านในเวลาที่ควรจะสวดมนต์แบบนี้”



             โมนีก้าหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดของป่าซาเล็มปี 1692 เธอเริ่มประมวลผลข้อมูลในหัวอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรที่กำลังหาทางรอดจากกับดักที่อันตรายที่สุด



             “เราต้องวางแผนให้รอบคอบที่สุดค่ะ” โมนีก้าเอ่ยพลางใช้นิ้วเรียวเคาะที่คางอย่างใช้ความคิด “ในยุคที่แม้แต่เงาตัวเองยังดูน่าสงสัยแบบนี้ เราเข้าไปโต้ง ๆ ในฐานะผู้หญิงพเนจรสองคนไม่ได้แน่ หมอกบังตาในซาเล็มปีนี้มันเบาบางจนน่ากลัว เพราะความหวาดระแวงของมนุษย์มันรุนแรงจนบิดเบือนความจริงไปหมด ถ้าเราจะเข้าหมู่บ้านเพื่อตามหาบุตรแห่งคุณไสย เราต้องมีตัวตนที่แข็งแกร่งพอจะไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม” ทันใดนั้น โมนีก้าก็หันขวับมาทางอาริเอล เธอหรี่ดวงตาสำรวจรูปร่างของเพื่อนร่วมทางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองเริ่มรู้สึกประหม่า



             “คุณอาริเอลคะ... คุณสูงเท่าไหร่หนะ?”

             อาริเอลสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยืดตัวตรง “เอ่อ... 180 เซนติเมตรค่ะคุณโมนีก้า มีอะไรหรือเปล่าคะ?”



             โมนีก้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ “สมบูรณ์แบบค่ะ... ฟังนะ สมัยนี้พวกที่เดินทางคนเดียวแล้วไม่มีใครกล้ามายุ่ง หรือต่อให้ทำตัวสันโดษแค่ไหนชาวบ้านก็ยังเกรงใจ คือพวกพรานป่าหรือพวกคนส่งสินค้าที่เป็นผู้ชายร่างใหญ่ค่ะ พวกเขามักจะมีอาวุธ มีทักษะการเอาตัวรอด และที่สำคัญคือพวกพูริตันมักจะไม่กล้าชี้หน้าด่าคนที่มีปืนและมีรูปร่างคุกคามว่าเป็นแม่มดง่าย ๆ เท่าผู้หญิงไร้ทางสู้” 



             "ฉันจะให้คุณปลอมตัวเป็นพรานป่าหนุ่มที่กำลังเดินทางไปบอสตัน แต่ดันมาติดพายุหิมะหรือหลงทางในป่าจนต้องขอพักที่ซาเล็มสักเดือนสองเดือน คุณจะใส่เสื้อคลุมหนังตัวโคร่ง หมวกปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้า และใช้ความสูงของคุณให้เป็นประโยชน์ที่สุดในการสร้างบารมีของผู้ชายยุคนี้”



             “แล้วคุณโมนีก้าล่ะคะ? จะให้ฉันบอกว่าคุณเป็นน้องสาวเหรอ?” อาริเอลถามด้วยความสงสัย



             “ไม่ค่ะ... ใบหน้าของฉันมันเด่นเกินไปสำหรับการแฝงตัวในยุคที่คนจ้องจะจับผิดกันแบบนี้” โมนีก้ากล่าวด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว “ฉันจะใช้พลังบงการความยาวของร่างกาย พลังนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อขยายร่างสู้กับอสุรกายอย่างเดียว แต่มันคือวัฏจักรแห่งการพักตัวเหมือนเมล็ดพืชในฤดูหนาว ฉันจะหดร่างกายตัวเองให้เล็กจิ๋วเท่ากับเมล็ดข้าวบาร์เลย์ แล้วซ่อนตัวอยู่ในสาบเสื้อคลุมหรือในกระเป๋าเสื้อผ้าของคุณ”



             อาริเอลอ้าปากค้างขณะมองโมนีก้าที่เริ่มตั้งสมาธิ “คุณจะหดตัวเหรอคะ?”



             “ใช่ค่ะ นี่คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ฉันจะเป็นมันสมองที่คอยกระซิบสั่งการคุณจากข้างในเสื้อผ้า ส่วนคุณจะเป็นร่างกายที่ทำหน้าที่พรานป่าผู้เคร่งขรึม การที่ฉันหายไปจากสายตาผู้คนจะช่วยลดความเสี่ยงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สของฉันก็ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการยืดหดนี้อยู่แล้ว คุณแค่ต้องทำตัวให้นิ่งที่สุด ก้มหน้าก้มตา และเดินเข้าไปในหมู่บ้านด้วยท่าทางของผู้ชายที่พร้อมจะยิงทุกคนที่มาหาเรื่อง... เข้าใจใช่ไหมคะ?”



             โมนีก้าไม่รอช้า เธอเริ่มลงมือจัดการกับรูปลักษณ์ของอาริเอลทันทีด้วยทักษะการพรางตัวระดับปรมาจารย์ เธอดึงเอาอุปกรณ์ออกมาจากแหวนมิติพลางพึมพำกับตัวเอง “โชคดีที่ฉันเตรียมเครื่องสำอางกันน้ำเกรดพรีเมียมมาด้วย ต่อให้หิมะตกหรือเหงื่อโทรมกาย ใบหน้าหล่อ ๆ นี้ก็จะไม่ลอกหลุดจนเผยความจริงแน่นอน” เธอเริ่มใช้คอนซีลเลอร์และเฉดดิ้งโทนสีเข้มวาดโครงหน้าของอาริเอลใหม่ เน้นสันกรามให้ดูบึกบึนแบบบุรุษเพศ ปรับทรงคิ้วให้หนาและดูดุดันขึ้น พลางใช้ถ่านผสมกับครีมสูตรพิเศษแต้มแต่งให้ดูเหมือนรอยมอมแมมจากการเดินทางรอนแรมในป่า แต่กลับส่งเสริมให้ใบหน้าของอาริเอลดูหล่อเหลาคมเข้มชนิดที่ว่าหากหลุดไปอยู่ในยุคปัจจุบันคงได้เป็นนายแบบนิตยสารหัวนอกแน่ ๆ


(สภาพอาริเอลตอนนี้หล่อจัดเลยคุณพี่) 55454


             “เรียบร้อย! หล่อสะบัดจนฉันยังเกือบเคลิ้มเลยนะเนี่ยคุณอาริเอล” โมนีก้าเอ่ยชมผลงานตัวเองด้วยความภาคภูมิใจพลางสำรวจชุดพรานป่าหนาหนักที่เธอนำมาให้อีกฝ่ายสวมทับ เพื่อพรางรูปร่างส่วนโค้งเว้าของสตรีและพรางขาลาสัมฤทธิ์ได้อย่างมิดชิด



             “เอาล่ะ... ถึงตาฉันแล้ว” โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่กับวัฏจักรแห่งการพักตัวของธรรมชาติ พลังบงการความยาวของร่างกายทำงานทันที ร่างของเธอค่อย ๆ หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สแนบไปกับผิวหนังที่ย่อส่วนลงจนกระทั่งเธอมีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวบาร์เลย์จิ๋ว เธอใช้แรงกระโดดเพียงนิดเดียวพุ่งเข้าไปมุดตัวอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมหนังของอาริเอลอย่างแนบเนียน



             “ได้ยินเสียงฉันไหมคะคุณอาริเอล?” เสียงกระซิบจิ๋วดังขึ้นข้างลำตัว “คืนนี้เราจะยังไม่เข้าหมู่บ้าน สภาพอากาศตอนนี้มันกดดันเกินไป เราจะพักในโพรงไม้ที่ฉันพรางตาไว้ก่อน และที่สำคัญ... ฉันจะเทรนคุณเรื่องการแสดงละคร”



             โมนีก้าเริ่มร่ายยาวถึงบทบาทการเป็นพรานป่าผู้เคร่งขรึม อย่างสนุกสนาน “จำไว้นะคะ พรุ่งนี้เช้าพอเราก้าวเข้าหมู่บ้าน คุณต้องเดินด้วยจังหวะที่หนักแน่น แผ่นหลังตรงแต่ไม่ต้องเกร็ง เวลาใครถามอะไรให้ตอบสั้น ๆ ด้วยเสียงโทนต่ำ ทำหน้าตาเหมือนคนแบกโลกทั้งใบไว้แต่ไม่สนใจใครทั้งสิ้น ถ้าคนพวกนั้นพูดเรื่องศาสนา คุณก็แค่พยักหน้าแล้วบอกว่าขอพระเจ้าสถิตอยู่กับเราด้วยเสียงดุ ๆ แค่นั้นพอ”



             อาริเอลที่บัดนี้อยู่ในร่างพรานหนุ่มสุดเท่พยักหน้าตามคำสั่งอย่างตั้งใจ แม้จะรู้สึกประหลาดที่มีเสียงเล็ก ๆ คอยบงการอยู่ในกระเป๋าเสื้อก็ตาม “ฉันจะพยายามค่ะคุณโมนีก้า... แต่เสียงฉันจะหล่อเหมือนหน้าไหมคะเนี่ย?”



             “เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีดัดเสียงให้ทุ้มลึกเองค่ะ บอกเลยว่าบทเรียน Method Acting จากฉันมันสนุกสุดเหวี่ยงยิ่งกว่าไปเรียนการแสดงที่ฮอลลีวูดเสียอีก วะฮ่ะ ๆ!” โมนีก้าหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีอยู่ในที่ซ่อนจิ๋วของเธอและวันพรุ่งนี้พวกเราจะเข้าไปในหมู่บ้าน!!


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผม...แม่ง 555 นาน ๆ ที จะได้ใช้พลังแม่
Quest Summary
สรุป

เมื่อพวกล่าแม่มดหายไปนิมฟ์ก็ปรากฎตัวมาบอกโมนีก้าเรื่องคนค่ายฮาล์ฟบลัด โมนีก้าคิดว่าคนที่นามสกุลเดรกน่าจะเป็นสายเลือดเฮคาที แต่เมื่อนางไม้บอกว่าเข้าไปในหมู่บ้านเธอก็คิดหนัก เลยพยายามหาทางเข้าหมู่บ้าน เลยได้ไอเดีย จับอาริเอลแต่งเป็นพรานป่าเพราะไม่น่าสงสัย (อาริเอลสูง 180) มันเหมาะมาก และถ้าบอกว่าเป็นพรานป่าการเดินทางเป็นเรื่องปกติ โมนีก้าเลยจับแต่งตัวอาริเอลให้เป็นพรานป่าหนุ่ม แต่งหน้าท่าทางแบบชายหนุ่ม ส่วนโมนีก้าก็หดตัวเองเกาะไปในกระเป๋าของอาริเอล และตอนเช้านี้พวกเขาก็จะทำตัวเนียน ๆ เข้าหมู่บ้าน 

[โมนีก้าจับอาริเอลแต่งตัวเป็นพรานป่าผู้ชายเพื่อเข้าหมู่บ้าน]

[ส่วนโมนีก้าก็ย่อตัวเองเล็ก ๆ ด้วยพลังบงการความยาวของร่างกายเกาะในกระเป๋าเสื้ออาริเอลแฝงตัว]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-19 14:08
God
ยกมือแตะไหล์ "ดูท่านายคงเดินทางคนเดียว ระวังด้วยล่ะ ช่วงนี้มีนังกระหรี่แม่มดสองคนชั่วช้าเพ่นพ่านบริเวณนี้ พวกนางชอบล่อผู้ชายด้วยป่าลวงตาไปกระทำชำเรา"  โพสต์ 2026-1-19 14:03
God
เมื่อคุณก้าวเข้าหมู่บ้านไม่นานก็มีนักล่าแม่มดสองคนเดินเข้ามา "เฮ้ พ่อหนุ่มนั่นน่ะ" เขาเดินเข้ามาก่อนย   โพสต์ 2026-1-19 14:03
โพสต์ 85852 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-19 12:58
โพสต์ 85,852 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-19 12:58
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-19 14:59:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-19 15:39

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 36 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 6

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางวัน เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            แสงอาทิตย์สีซีดจางยามเช้าทอดผ่านม่านหมอกหนาทึบของหมู่บ้านซาเล็ม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นควันฟืนและดินชื้นแฉะ อาริเอลในร่างพรานหนุ่มร่างสูงกำยำก้าวเดินไปบนพื้นถนนโคลนแข็งด้วยจังหวะที่หนักแน่นมั่นคง เสียงกีบเท้าลาและสัมฤทธิ์ที่เคยเป็นจุดเด่นถูกพรางไว้ใต้รองเท้าบูตหนังหนาหนักที่โมนีก้าจัดหามาให้ แผ่นหลังกว้างแบกซากกวางตัวเขื่องที่ล่ามาได้จากชายป่าเมื่อรุ่งสาก ช่วยขับเน้นภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ใช้ชีวิตรอนแรมกลางพงไพรได้อย่างสมบูรณ์แบบ



            ใบหน้าของอาริเอลบัดนี้คมเข้มด้วยโครงหน้าที่โมนีก้าแต่งแต้มให้ดูดุดัน ผมที่เคยแดงดุจเปลวเพลิงถูกย้อมทับและซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกว้างที่ดึงลงมาปิดบังสายตา เธอพยายามกดความประหม่าและความอ่อนไหวในใจไว้ลึกที่สุด นึกถึงบทเรียนการแสดงที่เซนจูเรี่ยนสาวติวเข้มให้ตลอดคืน



            “หยุดตรงนั้น! เจ้าเป็นใคร มาจากไหน?” เสียงตะโกนกร้าวของยามหน้าหมู่บ้านดังขึ้น พร้อมกับปืนคาบศิลาที่เล็งมายังอกของเธอ



            อาริเอลหยุดกึก เธอไม่หลบตาแต่ก็ไม่สบตาตรง ๆ ตามคำสอน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเปล่งเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าที่ฝึกฝนมาอย่างดี “พรานป่า... เดินทางมาจากทางเหนือ มุ่งหน้าสู่บอสตัน แต่ลมหนาวมันชันไปหน่อย เลยกะจะมาขออาศัยพักแรมและขายซากกวางนี่แลกที่นอนสักสองสามคืน” 



            คำพูดที่กระชับและไร้ความหวาดกลัวทำให้อาการระแวงของยามลดลง พวกเขามองดูซากกวางตัวใหญ่ที่เป็นของจริงและอาวุธที่พกติดตัว ก่อนจะพยักหน้าให้ผ่าน “เข้าไปได้ แต่อย่าทำตัวมีปัญหา ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกนอกรีต”



            ในกระเป๋าเสื้อคลุมหนังตัวโคร่ง โมนีก้าในร่างจิ๋วเมล็ดพืชแอบมองลอดรูเล็ก ๆ ที่เธอเจาะไว้ แววตาสีเทาเงินของเธอฉายความภาคภูมิใจ “เนียนมากคุณอาริเอล... เดินต่อไปที่โรงเตี๊ยมตรงหน้า อย่าเพิ่งวอกแวก” เสียงกระซิบจิ๋วดังขึ้นข้างอกอาริเอล



            อาริเอลรับคำในใจ เธอเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านพูริตันที่ยืนเกาะกลุ่มซุบซิบกันด้วยความหวาดระแวง สายตาที่มองมายังพรานหนุ่มแปลกหน้านั้นเต็มไปด้วยการประเมิน แต่เพราะส่วนสูงถึง 180 เซนติเมตรและความนิ่งขรึมประดุจกองทหารโรมันที่เธอซึมซับมาจากค่ายจูปิเตอร์ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาซักไซ้ให้เสียเวลา ทุกย่างก้าวของเธอคือการผสมผสานระหว่างพละกำลังอสุรกายและความอดทนของนักรบ



            “ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยทักทายระหว่างทาง



            “สถิตอยู่กับท่านเช่นกัน” อาริเอลตอบกลับด้วยน้ำเสียงต่ำลึกและเย็นเยียบ ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดินไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาที่โมนีก้าสร้างสรรค์ไว้ลดลงเลย แต่มันกลับทำให้เธอดูเหมือนบุรุษผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนน่าเกรงขาม



            ไม่นานเมื่อเดินมาไม่เท่าไรอาริเอลก็สัมผัสได้ถึงแรงปะทะหนัก ๆ ที่หัวไหล่ พร้อมกับกลิ่นสาบเหล้าองุ่นราคาถูกและกลิ่นเหงื่อไคลที่โชยมาจากชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีดำเคร่งขรึมสองคน พวกเขาคือกลุ่มนักล่าแม่มดที่ดูจะเพิ่งผ่านการออกตระเวนยามมาอย่างตรากตรำ ดาบข้างเอวและปืนคาบศิลาที่พาดบ่าบ่งบอกถึงสถานะผู้คุมกฎในดินแดนที่ความบ้าคลั่งกำลังก่อตัว



            "เฮ้ พ่อหนุ่มพรานป่า! หยุดก่อนสิ" หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นพลางหรี่ตามองซากกวางและรูปร่างที่สูงสง่าของอาริเอล "ดูท่านายคงเดินทางคนเดียวมาไกล ระวังหัวให้ดีล่ะ ช่วงนี้ป่ารอบซาเล็มมันไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย มีนังแพศยาแม่มดสองคนชั่วช้าเพ่นพ่านอยู่แถวนี้ พวกนางใช้มนต์ดำเสกป่าลวงตาหลอกล่อบุรุษให้หลงเข้าไป แล้วก็... หึหึ... ลากไปกระทำชำเราทำพิธีนอกรีตจนขวัญกระเจิง"



            ในกระเป๋าเสื้อคลุม โมนีก้าในร่างจิ๋วเมล็ดพืชแอบกัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้เมื่อได้ยินสรรพนาม 'นังกระหรี่แม่มด' ที่พวกนั้นใช้เรียกเธอและอาริเอล เธอแอบใช้เล็บจิ๋ว ๆ สะกิดสีข้างอาริเอลเป็นสัญญาณเตือน 'เอาเลยคุณอาริเอล จัดการตามแผนที่เทรนไว้ อย่าให้เสียชื่อชายชาตรี!'



            อาริเอลสูดลมหายใจ ลบภาพจำของอสุรกายสาวผู้อ่อนไหวทิ้งไปจนสิ้น เธอแค่นหัวเราะในลำคอเสียงต่ำ กัดกระพุ้งแก้มเพื่อให้ใบหน้าดูบูดบึ้งและหยาบกระด้างตามฉบับพรานป่าที่กร้านโลก ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นโคลนอย่างไม่ยี่หระต่อหน้าชายทั้งสอง "งั้นเรอะ?" อาริเอลกดเสียงให้ทุ้มลึกพลางเลิกคิ้วมองอย่างเย้ยหยัน 



            "ถ้านังพวกแม่มดกะหรี่นั่นมันกล้าโผล่หัวมาล่อลวงข้าจริง ก็คงจะดีเหมือนกัน ข้าเดินทางมาหลายสิบไมล์จนเนื้อตัวมันตึงเปรี๊ยะไปหมด ถ้าเจอตัวเข้าจริง ๆ อาวุธยาวในมือข้านี่แหละจะกระแทกให้คอมันหัก หรือไม่ก็แทงทะลุร่างนิ่ม ๆ ของพวกนางให้ร้องขอชีวิตไม่ทันเลยเชียวล่ะ"



            คำพูดหยาบคายและท่าทางชายแท้ ที่ดูดิบเถื่อนนั้นทำให้นักล่าแม่มดทั้งสองระเบิดหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ พวกเขาตบไหล่อาริเอลแรง ๆ อีกครั้งด้วยความรู้สึกเป็นกันเองแบบลูกผู้ชาย "เออ! มันต้องอย่างนี้สิพ่อหนุ่ม ใจถึงใช้ได้!"



            อาริเอลขยับไหล่ที่แบกกวางครู่หนึ่ง แสร้งทำเป็นกระชับสายหนังอาวุธให้ดูข่มขวัญ "แล้วนี่ที่นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? ข้าเห็นผู้คนแตกตื่นกันยังกับเห็นวันสิ้นโลก สถานการณ์แม่มดในหมู่บ้านมันรุนแรงขนาดต้องสั่งปิดด่านตรวจกันเลยรึไง? แล้วพอจะมีโรงเตี๊ยมที่ไหนพอให้ข้าเอาไอ้กวางตัวนี้ไปแลกที่นอนอุ่น ๆ กับเหล้าแรง ๆ สักถังได้บ้าง ข้าไม่อยากนอนหนาวตายอยู่กลางถนนหรอกนะ"



            เธอพยายามทำตัวให้ดูเป็นพรานป่าที่สนใจแค่ปากท้องและที่พัก แต่ในขณะเดียวกันก็หลอกถามเอาข้อมูลเบื้องลึกผ่านสายตาที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่อาริเอลกำลังตั้งใจฟังทุกคำพูดเพื่อประเมินว่าบุตรแห่งคุณไสยถูกเพ่งเล็งไปถึงขั้นไหนแล้วในตอนนี้


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผม... สันดานชายแทร๊
Quest Summary
สรุป

ช่วงเช้าอาริเอลในร่างพรานหนุ่มแบกกวางในป่ามาแล้วก็ทำทีเป็นพรานป่า พอเข้าหมู่บ้านได้พวกล่าแม่มดก็มาเตือน อาริเอลก็แสดงอย่างแนบเนียนจนพวกนั้นถูกใจ แล้วอาริเอลก็ลอบสอบถามเรื่องสถานะการณ์หมู่บ้านเพื่อหาบุตรเฮคาทีนามสกุลเดรก

[อาริเอลสอบถามสถานะการณ์หมู่บ้านตอนนี้จากพวกนักล่าแม่มด]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
เลือกพื้นที่หาข่าว โรงเตี๊ยม หรือ ไปเดินเล่นแถวตลาด  โพสต์ 2026-1-19 15:41
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-19 15:41
โพสต์ 47470 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-19 14:59
โพสต์ 47,470 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-19 14:59
โพสต์ 47,470 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-19 14:59
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-19 17:11:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 37 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 6

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             เหล่านักล่าแม่มดทั้งสองหัวเราะร่าพลางตบหลังอาริเอลจนตัวโยน รสสัมผัสของมิตรภาพแบบดิบเถื่อนที่พึ่งพิงอยู่บนความเกลียดชังร่วมกันทำให้พวกเขาลดการป้องกันลงจนหมดสิ้น 



             "เรื่องมันยาวน่ะพ่อหนุ่ม ถ้าจะให้พวกข้าสาธยายตรงนี้ล่ะก็ วันนี้ทั้งวันคงไม่ต้องไปตรวจตราที่ไหนกันพอดี" นักล่าแม่มดคนหนึ่งโบกมือไปทางอาคารไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก "นั่นไง โรงเตี๊ยมที่เจ้าถามหา เข้าไปข้างในแล้วซื้อเหล้าให้พวกขี้เหล้าตรงเคาน์เตอร์สักถัง รับรองว่าเจ้าจะได้รู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในซาเล็ม ตั้งแต่เรื่องนังเด็กแพร์ริสที่โดนผีสิง ยันเรื่องนังแม่มดประหลาดก็มี"



             "ขอบใจพวกเจ้ามาก" อาริเอลกดเสียงต่ำ พยักหน้าให้พอกวนประสาทแบบพรานป่าที่ไว้ตัว "ขอให้โชคดีกับการล่านังแม่มดพวกนั้นนะ เผื่อส่วนข้าด้วยล่ะ"



             หลังจากนั้นพรานหนุ่มร่างสูงแบกซากกวางก้าวเดินจากไป ทิ้งให้พวกนักล่าแม่มดสบถสาปแช่งป่าไม้ต่อไปอย่างรื่นเริง ในกระเป๋าเสื้อคลุมหนัง โมนีก้าในร่างจิ๋วพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก แววตาสีเทาเงินที่มองลอดรูเล็ก ๆ ออกมาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด



            "คุณทำดีมากคุณอาริเอล เนียนจนฉันแทบจะนึกว่าเป็นพรานป่าจากเทือกเขาแอปพาเลเชียนจริง ๆ" โมนีก้ากระซิบเสียงเบาหวิว "แต่ก่อนจะเข้าโรงเตี๊ยม เราต้องกำจัดภาระบนหลังคุณก่อน ไปที่แผงขายเนื้อนั่นเถอะ เราต้องการเงินสกุลยุคนี้และที่สำคัญคือเราต้องพรางตัวเป็นคนที่มีธุระปะปัง ไม่ใช่คนเร่ร่อนที่เดินสุ่มสี่สุ่มห้า"



             อาริเอลนำซากกวางตัวเขื่องไปที่แผงแล่เนื้อบริเวณท้ายตลาด กลิ่นคาวเลือดและเสียงสับปังตอหนาหนักดังก้องไปทั่ว อาริเอลโยนซากกวางลงบนโต๊ะไม้ที่ชุ่มไปด้วยคราบเลือดอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ตุบ!



             "ตีราคามา" อาริเอลเอ่ยสั้น ๆ พลางจ้องหน้าพ่อค้าเนื้อด้วยสายตาที่เย็นเยียบประดุจน้ำแข็งฤดูหนาว



             พ่อค้าเนื้อผู้มีพุงพลุ้ยและผ้ากันเปื้อนเปื้อนเลือดมองซากกวางสลับกับร่างสูงสง่าของพรานหนุ่ม เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ข่มขวัญจนไม่กล้าแม้แต่จะโก่งราคา "หก... หกเหรียญชิลลิง และข้าจะให้เนื้อแห้งเจ้าติดตัวไปด้วยอีกสองถุงเป็นไง?"



             "ตกลง" อาริเอลรับเงินและเนื้อแห้งมาเก็บไว้ ท่าทางที่ดูรีบร้อนแต่กลับมีความสุขุมแบบผู้ใหญ่ทำให้เธอดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศอันตรึงเครียดของซาเล็มอย่างไม่น่าเชื่อ



             ระหว่างที่อาริเอลเดินมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม โมนีก้าที่ซ่อนตัวอยู่แอบจ้องมองรอบ ๆ ผ่านรูช่องเสื้ออย่างละเอียดถี่ถ้วน เนตรแห่งฟีบี้ที่แม้จะถูกจำกัดด้วยขนาดร่างกายยังคงทำงานได้ดี เธอเห็นร่องรอยของหมอกที่หนาเตอะปกคลุมบ้านเรือนแต่ละหลัง แต่มันไม่ใช่หมอกที่สร้างความสงบ แต่มันคือหมอกที่บิดเบี้ยวด้วยความอาฆาต เธอเห็นเด็ก ๆ นั่งจับกลุ่มกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและมุ่งร้าย เห็นผู้ใหญ่ที่เดินจงกรมรอบโบสถ์พลางพึมพำบทสวดที่ฟังดูเหมือนคำสาปแช่งมากกว่าคำอวยพร



             อาริเอลในคราบพรานป่าร่างยักษ์ก้าวเดินไปตามทางเดินแคบ ๆ ของหมู่บ้าน แผ่นหลังกว้างที่เคยแบกกวางบัดนี้ดูเบาลงแต่ท่วงท่ายังคงความข่มขวัญไว้ไม่เปลี่ยน ภายใต้สาบเสื้อคลุมหนัง โมนีก้าในร่างจิ๋วพยายามขยับตัวให้เข้าที่พลางมองลอดช่องว่างออกไปสำรวจบ้านเรือนไม้สีดำสนิทที่เรียงรายกันประดุจหลุมศพตั้งตระหง่าน



             "ที่นี่มันรังแตนของจริงเลยค่ะคุณอาริเอล" โมนีก้ากระซิบเสียงเบาหวิวจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลม "สังเกตสายตาพวกชาวบ้านดูสิ... มันไม่ใช่แค่ความระแวง แต่มันคือความคลั่งที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ ยุคสมัยนี้คนเราฆ่ากันได้เพียงเพราะฝันเห็นเงาของอีกฝ่ายเดินผ่านประตูห้องนอนเท่านั้นเอง"



             พรานหนุ่มร่างสูงผลักประตูไม้หนักอึ้งของโรงเตี๊ยมประจำหมู่บ้านเข้าไป เสียงบานพับที่ไม่ได้ใส่น้ำมันดังกริ๊ดบาดแก้วหูฉีกกระชากบทสนทนาที่พึมพำอยู่ภายในให้เงียบกริบลงทันที กลิ่นอายของเบียร์หมักค้างคืน กลิ่นควันยาสูบฉุนกึก และกลิ่นถ่านไม้พุ่งเข้าปะทะหน้า อาริเอลกวาดสายตาคมเข้มดุดันมองผ่านเงามืดสลัวที่มีเพียงแสงจากเตาผิงวูบวาบ เห็นชาวบ้านในชุดสีเข้มขรึมนั่งจับกลุ่มจ้องมองแขกผู้มาใหม่ด้วยแววตาไม่เป็นมิตร



             อาริเอลในร่างพรานหนุ่มร่างยักษ์ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านต่อสายตาที่จับจ้องมา เธอสาวเท้าหนัก ๆ ไปที่เคาน์เตอร์ไม้ซึ่งเกรอะกรังไปด้วยคราบไขมันและคราบเหล้าที่หมักหมมมานาน พลางตบเหรียญชิลลิงที่เพิ่งได้มาลงบนโต๊ะไม้หนาจนเกิดเสียงดังสนั่นสะท้อนไปทั่วห้องที่เคยเงียบงัน



             "เหล้าที่แรงที่สุดในร้าน... เอามาถังหนึ่ง"



             อาริเอลกดเสียงให้ต่ำและหยาบกระด้างประดุจกรวดหินที่ถูกบดขยี้ เธอคว้าถังไม้เล็ก ๆ ที่เจ้าของร้านร่างผอมพยักหน้าส่งมาให้ด้วยมือเดียว ก่อนจะหมุนตัวกลับมาพิงเคาน์เตอร์ กวาดสายตามองพวกขี้เหล้าและชาวบ้านที่นั่งซุกตัวอยู่ในมุมมืดผ่านปีกหมวกที่ดึงลงต่ำ ในกระเป๋าเสื้อคลุมหนัง โมนีก้าในร่างจิ๋วนิ่งเงียบสนิท เธอแอบจ้องมองผ่านช่องรูผ้าเล็ก ๆ ด้วยใจที่ระทึก กลิ่นฉุนของยาสูบใบไม้ผสมกับกลิ่นเหล้าองุ่นเลว ๆ ในยุคสมัยนี้เริ่มทำให้เธอรู้สึกมึนงง แต่อาริเอลทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เธอรักษามาดชายชาตรีผู้อ้างว้างได้สมบูรณ์แบบจนไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาทักทายแบบสุ่มสี่สุ่มห้า



             อาริเอลยกถังเหล้าขึ้นจิบ รสชาติบาดคอพุ่งพล่านจนเธอต้องข่มอารมณ์ไม่ให้สำลักออกมา เธอแสร้งทำเป็นเมินเฉยต่อคนรอบข้าง แต่หูทั้งสองข้างกลับกางออกกว้างเพื่อรับฟังเสียงซุบซิบจากโต๊ะไม้ตัวยาวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เสียงพึมพำเกี่ยวกับเหตุร้ายและคำตัดสินเริ่มลอยมาตามอากาศธาตุที่หนักอึ้ง



             "เจ้าดูเหมือนคนเดินทางไกลนะ พ่อหนุ่ม" เจ้าของร้านที่กำลังเช็ดแก้วไม้ด้วยผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ เอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางเหลือบมองซากเนื้อกวางที่อาริเอลแบกมาตอนแรก "ช่วงนี้ซาเล็มไม่ค่อยมีแขกบ้านแขกเมืองเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มีแต่คนอยากจะออกไปให้พ้น ๆ จากที่นี่เสียมากกว่า"



             อาริเอลหันไปมองเจ้าของร้านด้วยสายตาเรียบเฉยตามบทบาทที่โมนีก้าเทรนมา เธอไม่ตอบคำถาม แต่กลับวางถังเหล้าลงบนเคาน์เตอร์เบา ๆ เป็นสัญญาณว่าเธอกำลังรับฟังอยู่ และรอให้บทสนทนาที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลับของหมู่บ้านแห่งนี้


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
รอแอดส่งมาต่อครับ
Quest Summary
สรุป

อาริเอลเลยทำทีไปขายเนื้อให้เนียน ๆ แล้วก็ไปโรงเตี๊ยมสั่งเหล่า

[อาริเอลสำรวจข้อมูลและฟังจากโรงเตี๊ยม]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-19 17:23
โพสต์ 49531 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-19 17:11
โพสต์ 49,531 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-19 17:11
โพสต์ 49,531 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-19 17:11
โพสต์ 49,531 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-19 17:11
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-19 21:29:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 38 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 7

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             อาริเอลในร่างพรานหนุ่มขยับถังเหล้าขึ้นจิบพลางทำหูทวนลมต่อคำพูดของเจ้าของร้าน แต่ทว่าความสงบเงียบที่แสนอึดอัดในโรงเตี๊ยมกลับถูกทำลายลงอย่างฉับพลันด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งสับสนอยู่บนถนนไม้ด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนกึกก้องที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความปีติอันน่าขนลุก



             "จับได้แล้ว! จับได้อีกหนึ่งนางแล้ว!" เสียงชายคนหนึ่งแผดร้องลั่น "นังแม่มดผมม่วง! สมุนของปีศาจโผล่หัวออกมาจากป่าทิศใต้ รีบไปที่ลานกว้างเร็วเข้า ท่านศาสนาจารย์จะนำนางเผาประจานเพื่อเป็นบทเรียนให้พวกกบฏต่อพระเจ้าได้เห็น!"



             สิ้นเสียงตะโกน ชาวบ้านที่เคยนั่งสลัวอยู่ในมุมมืดต่างผุดลุกขึ้นราวกับถูกดึงด้วยเส้นด้าย แววตาที่เคยหวาดระแวงเปลี่ยนเป็นประกายหิวกระหาย พวกเขาพากันเบียดเสียดออกไปทางประตูโรงเตี๊ยมเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานประหารกลางเมือง อาริเอลลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ เธอวางเหรียญที่เหลือทิ้งไว้แล้วก้าวตามฝูงชนออกไปอย่างเงียบเชียบ พยายามรักษามาดพรานป่าที่แค่อยากรู้อยากเห็นตามประสาคนต่างถิ่น



             เมื่อไปถึงลานกว้างกลางหมู่บ้านซาเล็ม ความร้อนแรงของคบไฟและเสียงสาปแช่งของฝูงชนทำให้อากาศที่เคยหนาวเหน็บดูร้อนระอุขึ้นมาทันตา บนแท่นไม้ที่ถูกสุมด้วยฟืนแห้งพะเนิน มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถูกพันธนาการไว้กับเสาไม้สูงชันอย่างแน่นหนา สิ่งที่โดดเด่นที่สุดท่ามกลางสีหม่นเทาของยุคสมัยคือเส้นผมสีม่วงสดใสของเธอที่สยายลงมาปรกใบหน้ามอมแมม



             หัวหน้าคณะนักล่าแม่มดในชุดคลุมยาวสีดำสนิทก้าวขึ้นไปบนแท่น เขาชูดัมเบิลหรือคัมภีร์ในมือขึ้นเหนือหัว พลางร่ายคำปราศัยที่ยาวเหยียดและเต็มไปด้วยวาทกรรมแห่งความตาย "พี่น้องทั้งหลาย! วันนี้พระเจ้าทรงนำทางเราให้พบกับความโสมมที่แฝงกายมาในคราบหญิงสาว! ดูสีผมที่เป็นดั่งเปลวไฟจากนรกนั่นสิ! ดูอาภรณ์ที่ผิดแปลกนี่สิ! มันคือหลักฐานว่านางได้ทำสัญญากับซาตานเพื่อแลกกับมนต์ดำ!"



             ในขณะที่อาริเอลก็อาศัยส่วนสูง 180 เซนติเมตรแทรกตัวผ่านฝูงชนจนเห็นภาพบนเวทีชัดเจน เธอขมวดคิ้วแน่นก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อยแล้วกระซิบเบาหวิวลงไปในกระเป๋าเสื้อ "คุณโมนีก้า... แอบดูเร็วเข้า ทำไมแม่มดคนนั้นถึงดูคล้ายคุณจังเลยคะ? ทั้งสีผม ทั้งบุคลิก... หรือว่าจะเป็นพี่น้องที่พลัดพรากของคุณ?"



             ทว่าในกระเป๋าเสื้อ โมนีก้าในร่างจิ๋วพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาส่องรูเล็ก ๆ เธอหรี่ดวงตาสีเทาเงินมองลอดออกไปเพื่อสำรวจหญิงสาวบนลานประหาร ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ "คุณอาริเอล! ช่วยอย่าเหมารวมว่าใครก็ตามที่ผมสีม่วงเป็นเหมือนฉันไปหมดสิคะ!" โมนีก้ากระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดงอนนิด ๆ 



             "แต่ก็น่าประหลาดจริงนั่นแหละ... ยุค 1692 จะไปเอาสีย้อมผมแฟชั่นมาจากไหนกัน? คนนั่นต้องเป็นคนจากยุคปัจจุบันแน่ ๆ หลงทางมาเหมือนพวกเรางั้นเหรอ?" สิ้นคำโมนีก้าตั้งสมาธิจดจ่อ ใช้เนตรแห่งฟีบี้เพ่งมองทะลุหมอกบังตาและเสื้อคลุมที่ขาดรุ่งริ่งของหญิงสาวคนนั้น และแล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นสิ่งที่เหน็บอยู่ตรงสายรัดเอวที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้ชายผ้าที่พวกชาวบ้านมองข้ามไป



             "คุณอาริเอล ดูที่เอวเธอสิ..." โมนีก้ากระซิบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "นั่นมันดาบโคเปซรูปพระจันทร์เสี้ยวแบบอียิปต์... แล้วยังมีไม้คทาเรียวยาวเหน็บอยู่ข้างๆ ด้วย ยัยนี่ไม่ใช่แค่คนหลงทางธรรมดาแล้วล่ะ นี่มันอุปกรณ์ของพวกผู้อัญเชิญหรือไม่ก็นักเวทสายโบราณชัด ๆ!"



             อาริเอลนิ่งขึง เธอจ้องมองหญิงสาวผมม่วงที่บัดนี้เงยหน้าขึ้นสบตากับฝูงชนด้วยแววตาที่ไม่ยอมแพ้ แม้จะถูกมัดติดเสาและรอคอยเปลวเพลิงที่กำลังจะลุกโชนในไม่ช้า ความตึงเครียดแผ่กระจายไปทั่วลาน อาริเอลยังคงเนียนทำตัวเป็นพรานป่าที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์ แต่ลึก ๆ แล้วมือของเธอเริ่มกำแน่นที่อาวุธใต้เสื้อคลุม รอคอยจังหวะและคำสั่งจากมันสมองในกระเป๋าเสื้อว่าภารกิจนี้ควรจะเปลี่ยนจากการตามหาบุตรแห่งคุณไสย มาเป็นการกู้ภัยแม่มดผมม่วงคนนี้ด้วยหรือไม่



             และแล้วก็ถึงเวลาที่หัวหน้าคณะนักล่าแม่มดชูดัมเบิลขึ้นสูง “จงจุดไฟ! แผดเผาความชั่วร้ายให้มอดไหม้ไปกับเปลวเพลิง!”



             ชายฉกรรจ์สองคนที่มีคบไฟในมือเดินเข้าไปใกล้กองฟืน แต่ก่อนที่ปลายคบจะสัมผัสกับไม้แห้ง ลมกระโชกแรงราวกับถูกพัดออกมาจากกระบอกปืนยักษ์ก็พุ่งเข้าใส่คนจุดไฟอย่างจัง เสียง “ฟู่!” ดังขึ้น คบเพลิงในมือหลุดกระเด็นตกพื้น สร้างประกายไฟวูบหนึ่งบนดินโคลน ทุกสายตาหันไปมองต้นตอของลมที่ผิดธรรมชาติ และแล้วภาพที่ชาวบ้านไม่เคยเห็นก็ปรากฏขึ้น



             ชายสองคนในกลุ่มกระชับดาบโคเปซรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ส่องประกายเย็นเยียบพุ่งเข้าปะทะกับเหล่านักล่าแม่มดด้วยท่วงท่าที่ว่องไวและดุดัน ขณะที่อีกสองคนชายและหญิงยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง คนหนึ่งถือตำราโบราณที่ดูเก่าแก่คร่ำคร่า อีกคนถือคทาเรียวยาวที่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ทั้งสองขยับมือประสานกันกลางอากาศ วาดอักขระประหลาดที่เรืองแสงสีทองเจิดจ้าลอยเด่นอยู่กลางหาว



             พวกเขาตะโกนเป็นคำ สิ้นเสียงตะโกน อักขระเหล่านั้นก็ระเบิดออกกลายเป็นลูกไฟสีอำพันพุ่งเข้าใส่กลุ่มนักล่าแม่มดจนวงล้อมกระเจิง แรงระเบิดทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือน ชาวบ้านต่างหวีดร้องหนีตายกันไปคนละทิศละทาง



             “ช่วยเพื่อนเราให้ได้!” หญิงสาวร่างสูงที่ถือดาบโคเปซตะโกนก้องสั่งการเพื่อนร่วมทีมของเธอ



             ในกระเป๋าเสื้อคลุมหนังของพรานหนุ่ม โมนีก้าในร่างจิ๋วพยายามทรงตัวท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แววตาสีเทาเงินมองลอดรูเล็ก ๆ ออกไปประมวลผลสถานการณ์อย่างหนัก “ดาบโคเปซ... เวทมนตร์อักขระ... คนพวกนี้ดูไม่เหมือนเดมิก็อดกรีกหรือโรมันที่ฉันเคยเจอเลย แต่พลังนั่นมันของจริงแน่ ๆ” เธอนิ่งคิดไปชั่วอึดใจขณะที่ภาพหญิงสาวผมม่วงบนกองฟืนสะท้อนเข้ามาในคลองจักษุ 



             “คนผมม่วงนั่นอาจจะไม่ใช่บุตรแห่งคุณไสยที่เราตามหา แต่กลุ่มคนที่มาช่วยเธอต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ บางทีพวกเขาอาจจะมีเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับรอยแยกแห่งเวลาและบุตรแห่งเฮคาทีในยุคนี้... ฉันต้องเข้าถึงตัวพวกเขาหน่อยละ”



             โมนีก้าตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอรีบกระซิบสั่งการอาริเอลที่กำลังยืนกอดอกนิ่งขรึมอยู่ท่ามกลางฝูงชน “คุณอาริเอล! ฟังฉันนะ ไม่ต้องเข้าไปช่วยพวกเขาในร่างพรานป่า คุณต้องเนียนไปกับชาวบ้านต่อไป อย่าให้ใครสงสัยในตัวคุณเด็ดขาด เราจะแยกกันทำงาน” อาริเอลขยับหมวกปีกกว้างลงต่ำ พยักหน้าเบา ๆ รับคำสั่งแม้ในใจจะเริ่มเดือดพล่านด้วยสัญชาตญาณนักรบก็ตาม



             “ฉันจะใส่เสื้อคลุมแล้วไปช่วยพวกเขาสู้เอง!” โมนีก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “นี่คือโอกาสที่จะได้พันธมิตรและข้อมูล ฉันจะหาทางเข้าไปคุยกับพวกเขาหลังจบเรื่องนี้ ส่วนคุณคอยดูลาดเลาและระวังหลังให้ฉันอยู่ห่าง ๆ โอเคไหม?”



             พูดจบ โมนีก้าในร่างเมล็ดพืชจิ๋วก็ปีนออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมของอาริเอลในจังหวะที่ฝูงชนกำลังโกลาหลที่สุด เธออาศัยขนาดร่างกายที่เล็กจิ๋ววิ่งผ่านซอกหลืบและใต้ฝ่าเท้าของชาวบ้านที่กำลังหนีตายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งพุ่งเข้าไปถึงเงามืดสลัวที่มุมอับของอาคารไม้หลังใหญ่ที่ห่างจากสายตาผู้คน



             ในซอกมืดนั้นเอง โมนีก้าจึงเริ่มใช้พลังบงการความยาวของร่างกายทันที ร่างจิ๋วขยายตัวออกอย่างรวดเร็วกลับสู่ขนาดปกติอย่างนิ่มนวล เธอสะบัดข้อมือเรียกเสื้อคลุมมีฮู้ดสีเข้มขึ้นมาสวมทับอย่างว่องไวเพื่อปกปิดหน้าตาและรูปร่างเดมิก็อดของเธอไว้ให้มิดชิดที่สุด โมนีก้าดึงฮู้ดลงมาบังใบหน้าจนเหลือเพียงประกายตาสีเทาเงินที่วาววับด้วยความมุ่งมั่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพุ่งตัวออกจากมุมมืด กระโจนเข้าสู่สมรภูมิกลางลานประหารที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและเสียงระเบิด เพื่อเข้าร่วมวงกับกลุ่มคนปริศนาท่ามกลางความบ้าคลั่งของซาเล็มในทันที


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
รอแอดส่งมาต่อครับ...
Quest Summary
สรุป

เมื่อไปดูว่ามีคนประหารมีผมสีม่วงโมนีก้าจึงคิดว่าน่าจะเป็นคนจากยุคปัจจุบัน เลยคิดแผนเธอให้อาริเอลเนียนเป็นพรานป่าต่อไป ส่วนโมนีก้าก็ออกจากเสื้ออาริเอล แล้วก็ตีเนียน ขยายร่างใส่ฮูดปิดหน้าตาไปช่วยสู้ ส่วนอาริเอลต้องตีเนียนเป็นพรานหนุ่มต่อ

[อาริเอลตีเนียนเป็นพรานหนุ่มต่อไม่เข้าไปช่วย]

[โมนีก้าไปช่วยคนเดียวใส่ฮูดปิดหน้าตาไปช่วย]

[โมนีก้าเข้าร่วมการต่อสู้ เปิดดันปะ?]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
ไม่ต้องเปิดดัน ต่อสู้ได้เลย เพื่อช่วยหญิงสาวที่โดนมัด ชายหนุ่มหนึ่งในผู้นำกลุ่มเห็นคุณ ก่อนเอ่ยทักถามไถ่  โพสต์ 2026-1-19 21:50
โพสต์ 56601 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-19 21:29
โพสต์ 56,601 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-19 21:29
โพสต์ 56,601 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-19 21:29
โพสต์ 56,601 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-19 21:29
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-19 23:30:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 39 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 8

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            โมนีก้าพุ่งทะยานออกจากเงามืดดุจเงาปีศาจท่ามกลางแสงไฟที่วูบวาบจากลูกไฟเวทมนตร์ เธออาศัยจังหวะที่เหล่านักล่าแม่มดกำลังตื่นตระหนกกับอักขระสีทอง กระโจนขึ้นไปบนแท่นประหารอย่างแม่นยำ มือของเธอตวัดใบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อตัดเชือกหนาที่พันธนาการหญิงสาวผมม่วงอย่างรวดเร็วเพียงชั่วอึดใจ ร่างของหญิงสาวผมม่วงที่ไร้เรี่ยวแรงทรุดฮวบลง แต่โมนีก้ารับไว้ได้ทันท่วงที



            “แบกไว้!” โมนีก้าพึมพำกับตัวเองก่อนจะตวัดร่างหญิงสาวผมม่วงขึ้นพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว แขนของเธอแข็งแรงราวกับกิ่งโอ๊กโบราณด้วยผลจากพลังบงการร่างกาย



            กลุ่มคนปริศนาทั้งสามที่กำลังร่ายเวทและกวัดแกว่งดาบโคเปซหันมามองผู้มาใหม่ในชุดคลุมฮู้ดด้วยความระแวดระวัง ชายหนุ่มผิวดำเข้มที่ถือคทาเตรียมจะวาดอักขระจู่โจมใส่เธอ แต่โมนีก้าตะโกนสวนขึ้นมาภายใต้ฮู้ดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว



            “อย่าเพิ่งถาม! ถ้าอยากรอดก็ตามมา!” เธอออกตัววิ่งนำทันที “หนีก่อน! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคุย!”



            ทั้งสามคนสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามเงาในชุดคลุมสีเข้มไป โมนีก้านำทางพวกเขาวิ่งลัดเลาะเข้าสู่ซอกตึกไม้ที่มืดมิดและเหม็นอับของซาเล็ม เธอไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง แต่กลับเลี้ยวซิกแซกไปมาอย่างช่ำชองราวกกับรู้จักผังเมืองนี้มาเป็นสัปดาห์ ในขณะที่เสียงฝูงชนและเสียงระฆังโบสถ์ดังไล่หลังมาอย่างบ้าคลั่ง



            เมื่อถึงหัวมุมถนนที่ดูเหมือนทางตัน โมนีก้าเพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ ผ่านอากาศโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น พลังธรรมชาติในตัวเธอกระตุ้นให้กลิ่นอายของป่ารอบข้างบิดเบือนขึ้นมาทันที ผืนป่าลวงตาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าถูกสร้างขึ้นซ้อนทับเส้นทางที่พวกเขาวิ่งผ่าน ทำให้กลุ่มนักล่าแม่มดที่ตามมาเห็นเพียงแค่เงาตะคุ่มมุ่งหน้าออกไปยังประตูหมู่บ้านด้านทิศตะวันออก



            “ไปทางโน้น! พวกมันคงหนีออกไปนอกหมู่บ้านแล้ว!” เสียงตะโกนของชาวบ้านดังกึ่งก้องพร้อมเสียงฝีเท้าที่กรูตามความลวงตาไป



            โมนีก้าเห็นจังหวะที่ถนนเริ่มว่างเปล่า เธอรีบกวักมือเรียกทั้งสามคนให้มุดเข้าไปในเพิงเก็บฟางขนาดใหญ่หลังโรงนาไม้เก่า ๆ “เข้าไปซ่อนในฟาง! เร็ว!” สิ้นคำพวกเขามุดตัวลงใต้กองฟางที่คันยุบยับและมีกลิ่นแห้งกร้าน โมนีก้าวางหญิงสาวผมม่วงลงอย่างระมัดระวัง พยายามควบคุมลมหายใจให้เงียบที่สุด ทั้งห้าชีวิตนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดและฝุ่นฟางที่ลอยฟุ้ง เสียงชาวบ้านที่ตะโกนด่าทอสาปแช่งค่อย ๆ ห่างออกไปทางป่านอกหมู่บ้านจนในที่สุดเหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านรอยแตกของฝาไม้โรงนา



            เวลาผ่านไปหลายนาทีจนความเงียบกลับมาปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง โมนีก้าขยับตัวช้า ๆ เธอค่อย ๆ ผุดขึ้นมาจากกองฟาง พลางปัดเศษหญ้าแห้งออกจากชุดคลุมสีเข้มอย่างระมัดระวัง กลุ่มคนทั้งสามคนค่อย ๆ ปีนตามออกมา แววตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง



            ชายหนุ่มที่ถือคทาจ้องมองโมนีก้าเขม็ง เขาพยายามมองลอดใต้ฮู้ดเพื่อดูใบหน้าของผู้ช่วยชีวิตปริศนา “เจ้าเป็นใคร... ทำไมถึงช่วยพวกเรา? และเจ้าใช้มนตราประเภทไหนพรางตาคนพวกนั้น?”



            โมนีก้ายังไม่ตอบ เธอหันไปตรวจดูอาการของหญิงสาวผมม่วงที่บัดนี้เริ่มรู้สึกตัว เธอสังเกตเห็นว่าแม้คนกลุ่มนี้จะสวมชุดที่ดูเหมือนมาจากอารยธรรมโบราณ แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บกลับบ่งบอกว่าพวกเขาคือคนในยุคสมัยนี้ เพียงแต่สังกัดอยู่ในกลุ่มความเชื่อหรือองค์กรลับที่พวกชาวพูริตันไม่มีวันเข้าใจ “ฉันชื่อ... ช่างเถอะ เรียกฉันว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมก็พอโมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพลางปรับฮู้ดให้ปิดหน้ามิดชิดกว่าเดิม “พวกคุณดูไม่เหมือนชาวบ้านแถวนี้ และเสื้อผ้าของเพื่อนคุณ... สีม่วงนั่นน่ะ ในยุคแบบนี้มันหาได้ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ”



            โมนีก้าหรี่ตาลงเล็กน้อยภายใต้ฮู้ด เธอรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้เล่นเกมกาลเวลาจากอนาคตเหมือนเธอ แต่ความแปลกแยกของพวกเขากลับดึงดูดความสนใจของเธออย่างยิ่ง โดยเฉพาะอาวุธและคทาเหล่านั้นที่ดูจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับสิ่งที่เธอกำลังตามหา



            ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะภายในโรงนาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นฟางและฝุ่นผง โมนีก้าสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มผู้ถือคทาและนักรบถือดาบโคเปซที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบกายเธอ พวกเขาไม่ได้ลดอาวุธลงเลยแม้แต่น้อย แววตาที่จ้องมองมาภายใต้ความมืดเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย “ขอบคุณที่ช่วยข้า...” หญิงสาวผมม่วงเอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะพยายามยันกายลุกขึ้นพิงกองฟาง “แต่เจ้าเป็นใครกันแน่? ทำไมคนพเนจรชุดคลุมถึงได้มีความกล้าบ้าบิ่นและวิชาพรางตาที่สูงส่งเพียงนี้?”



            ชายหนุ่มผิวเข้มที่ถือคทาก้าวเข้ามาขวางหน้าเพื่อนของเขา แววตาของเขาดุดันและระแวดระวังถึงขีดสุด “พวกเราจะไม่ก้าวไปไหนกับคนที่ปกปิดใบหน้า พวกคณะล่าแม่มดเจ้าเล่ห์กว่าที่เจ้าคิด พวกมันส่งสายลับมาหลอกล่อพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้เพื่อนของเราต้องเกือบจบชีวิตบนกองฟืนเมื่อครู่ บอกมาว่าเจ้าเป็นใคร ก่อนที่ข้าจะตัดสินใจว่าจะพาเจ้าไปต่อ หรือจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่”



            โมนีก้าลอบถอนหายใจภายใต้ฮู้ด เธอรู้ดีว่าในยุคสมัยแห่งความบ้าคลั่งนี้ ความไว้ใจมีค่ามากกว่าทองคำ และการที่เธอปิดบังตัวตนก็ยิ่งทำให้เธอดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองที่สกปรก



            “ฉันเข้าใจว่าพวกคุณระแวง...” โมนีก้าเอ่ยเสียงเรียบพลางเหลือบมองออกไปนอกโรงนา นึกถึงอาริเอลที่ป่านนี้คงต้องสวมบทพรานหนุ่มดิบเถื่อนอยู่ท่ามกลางพวกขี้เหล้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “แต่ตอนนี้เวลาของเรามีไม่มาก ป่านนี้พวกชาวบ้านคงกรูออกไปนอกหมู่บ้านเพราะภาพลวงตาที่ฉันทิ้งไว้ แต่พรุ่งนี้เช้าพวกมันจะกลับมาล้างบางทุกซอกทุกมุมแน่”



            เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจว่านี่คือทางเดียวที่จะซื้อใจคนกลุ่มนี้ได้ “พวกคุณอยากเห็นใช่ไหมว่าฉันเป็นใคร? ได้... ดูให้เต็มตาแล้วบอกฉันทีว่าคนอย่างฉันจะไปเข้าพวกกับไอ้พวกพูริตันนั่นได้ยังไง” สิ้นเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว โมนีก้าก็ใช้ปลายนิ้วดึงขอบผ้าคลุมฮู้ดหนาหนักที่ปิดบังใบหน้าออก ร่วงหล่นลงไปพาดอยู่ที่ไหล่ แสงจันทร์นวลตาที่รอดผ่านรอยแตกบนหลังคาไม้สาดกระทบลงมาประดุจแสงสปอตไลท์จากสรวงสวรรค์



            พริบตานั้น ทั้งสี่คนถึงกับชะงักงันไปพร้อมกันราวกับถูกมนต์สะกด ดาบโคเปซในมือของชายนักรบเกือบจะร่วงหล่น แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของโมนีก้าที่งดงามหมดจดราวกับประติมากรรมหินอ่อนที่ถูกสลักเสลาอย่างประณีตที่สุดโดยศิลปินเอก ผิวพรรณของเธอขาวผุดผ่องไร้ที่ติ ขัดกับบรรยากาศอันหยาบกร้านและความสกปรกของยุคศตวรรษที่ 17 อย่างสิ้นเชิง



            ดวงตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายแวววาวสะท้อนแสงจันทร์ ดูลึกลับและเปี่ยมไปด้วยอำนาจทางปัญญาที่เกินกว่ามนุษย์ปถุชนจะครอบครอง แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสี่คนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงที่สุด แม้เส้นผมยาวสลวยของเธอเป็นสีดำสนิทเพื่อพรางตัว แต่มันกลับขับเน้นให้ใบหน้าที่สวยงามจนเกินจริงนั้นดูโดดเด่นและน่าเกรงขามราวกับเทพีในตำนานโบราณ รูปลักษณ์ที่เลอโฉมและสมบูรณ์แบบเกินไปเช่นนี้ ในสายตาของชาวซาเล็มปี 1692 มันไม่ใช่พรจากสวรรค์ แต่มันคือความงามที่มาจากปีศาจ เป็นความงามที่ดึงดูดความริษยาและข้อหาแม่มดได้ง่ายยิ่งกว่าสิ่งใด หากเธอเดินออกไปกลางถนนโดยไม่มีผ้าคลุม ความงามนี้เองที่จะส่งเธอขึ้นสู่กองฟืนในทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิพากษา



            "ใบหน้าเช่นนี้..." หญิงสาวผมม่วงที่เพิ่งรอดชีวิตมาครางออกมาแผ่วเบาพลางจ้องมองโมนีก้าด้วยแววตาที่สั่นไหว "เจ้า... เจ้าไม่มีทางเป็นพวกเดียวกับคนคลั่งลัทธิพวกนั้นแน่ พวกนางพูริตันไม่มีวันมีใบหน้าที่สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุกเช่นนี้"



            ชายหนุ่มที่ถือคทาลดมือลง แววตาที่เคยระแวดระวังและเต็มไปด้วยความชิงชังเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง "ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ เจ้าคงถูกพวกมันตราหน้าว่าเป็นนังปีศาจจำแลงกายมาล่อลวงบุรุษตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าแน่ ข้าขออภัยที่ข้าสงสัยในเจตนาของเจ้า" เขากวาดสายตามองชุดกระโปรงยาวสีเข้มและผ้ากันเปื้อนสีนวลของโมนีก้าที่ดูเข้ากับยุคสมัยอย่างประหลาดแต่กลับถูกยกระดับด้วยรัศมีของเธอ "ข้าขออภัยที่ข้าสงสัยในเจตนาของเจ้า แม่มดผู้เลอโฉม... ในซาเล็มตอนนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัยสำหรับคนอย่างพวกเรา แต่แหล่งกบดานของพวกเรายังพอเป็นที่พึ่งพิงได้"



            โมนีก้าดึงฮู้ดกลับขึ้นมาคลุมใบหน้าอีกครั้งด้วยท่าทางสง่างาม บดบังใบหน้าล้ำสมัยที่อาจนำภัยมาสู่ตัวเธอได้ทุกเมื่อ "ถ้าอย่างนั้นก็นำทางไปเถอะค่ะ ฉันเองก็มีเรื่องสำคัญจะถามพวกคุณเหมือนกัน และคงจะดีถ้าเราคุยกันในที่ที่ไม่มีกลิ่นอายความบ้าคลั่งของคนพวกนี้ลอยตามลมมา"



            ชายหนุ่มที่ถือคทาพยักหน้าให้สัญญาณกับพรรคพวกของเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงแต่ยังคงความเคร่งขรึม "ตามมาสิ แม่มดผมดำ... ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ในซาเล็มตอนนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัยสำหรับคนที่มีกลิ่นอายเช่นเจ้าอีกแล้ว แหล่งกบดานของพวกเรายังพอเป็นที่พึ่งพิงให้เจ้าได้ชั่วคราว"



            สิ้นคำนั้นทั้งห้าชีวิตพุ่งออกจากโรงนาเก่าอย่างเงียบเชียบดุจเงาพาดผ่านผนังไม้ พวกเขาลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ หลังอาคารไม้ที่ถูกทิ้งร้าง หลบเร้นจากสายตาของกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงกรูออกไปนอกหมู่บ้านเพราะหลงกลในผืนป่าลวงตาของโมนีก้า


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
มาละครัช
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าช่วยผู้หญิงผมม่วง แล้วก็พาอีกสามคนหนี เธอใช้ผืนป่าลวงตาให้พวกชาวบ้านและนักล่าแม่มดคิดว่าหนีไปที่ป่า เลยตามกรูกันเข้าไปที่ป่า แต่ความจริงพวกเขายังอยู่ในหมู่บ้านเซเล็ม เมื่อปลอดภัยโมนีก้าก็ออกมากับทั้งสี่คน พวกเขาตอนแรกไม่ไว้ใจแต่โมนีก้าเปิดหน้าออกมาให้เห็นว่าเธอแม่งโคตรดิสอิสอะแม่มด พวกเขาเลยเชื่อเพราะหากโมนีก้าเดินออกไปแล้วเจอว่าเป็นแม่มดล่ะก็แม่งโดนเผาแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์พวกเขาเลยพาโมนีก้าไปที่กบดานของพวกเขา

[อาริเอลตีเนียนเป็นพรานหนุ่ม]

[โมนีก้าเข้ามาช่วยแล้วก็ตามพวกเขาไปแหล่งกบดาน]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 4.0
God
ดี: 4
  โพสต์ 2026-1-20 12:28
โพสต์ 61936 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-19 23:30
โพสต์ 61,936 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-19 23:30
โพสต์ 61,936 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-19 23:30
โพสต์ 61,936 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-19 23:30
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้