[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-20 13:43:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 40 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 9

วันที่ xx เดือน มกราคม ปี 1692 • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             กลุ่มนักเวทปริศนาทั้งสี่นำทางโมนีก้าลัดเลาะไปตามเงามืดของหมู่บ้าน ผ่านตรอกแคบที่เต็มไปด้วยกลิ่นโคลนและสาบสัตว์ จนกระทั่งมาถึงอาคารไม้สองชั้นสภาพเก่าคร่ำคร่าที่ดูเหมือนบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน ทว่าเมื่อก้าวข้ามธรณีประตูที่ดูธรรมดาเข้าไป บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลมที่เคยหนาวเหน็บกลับอุ่นขึ้นด้วยไอจาง ๆ ของเครื่องหอมโบราณ พวกเขาพาโมนีก้าขึ้นไปยังชั้นสองซึ่งมีหน้าต่างบานเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพของซาเล็มได้เกือบทั้งหมดอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับว่าบ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มองเห็นได้ทุกความเคลื่อนไหวแต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นตัวบ้านเลย



             เมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ชายหนุ่มที่ถือคทาก็หันมาเผชิญหน้ากับโมนีก้า เขาปักคทาลงบนพื้นไม้เบา ๆ ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทะนงในสายเลือด “ข้าชื่อเซธี เป็นอาลักษณ์ประจำเขตนี้ และพวกเราคือสมาชิกของบ้านแห่งชีวิตหรือที่พวกข้าเรียกว่าเพอร์ อังค์



             โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีเงินฉายแววงุนงง “บ้านแห่งชีวิต? ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนในแถบอาณานิคมนี้เลยนะคะ”



             เซธีขยับยิ้มบาง ๆ “ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้จัก เพราะพวกเราหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ พวกเราคือองค์กรของผู้ใช้เวทชาวอียิปต์ที่ก่อตั้งโดยองค์เทพธอธ เทพแห่งปัญญาและเวทมนตร์ หน้าที่ของพวกเราคือการรักษาความสมดุลระหว่างโลกมนุษย์และพลังอำนาจโบราณที่พวกเราเรียกว่ามาอัท แม้ภายนอกพวกเราจะเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีสายเลือดจากฟาโรห์หรือนักบวชในอดีต แต่การฝึกฝนอย่างหนักทำให้พวกเราเข้าถึงพลังที่คนทั่วไปเรียกว่าปาฏิหาริย์”



             ชายหนุ่มที่แบกตำราก้าวออกมาข้างหน้า เขาดูเด็กที่สุดในกลุ่ม แววตาซุกซนแต่กลับแฝงความประหม่า “ส่วนข้าชื่อราเมสเป็นผู้เริ่มต้น... แม้ข้าจะจำอักษรไอยคุปต์ไม่ค่อยเก่งจนโดนเซธีเอ็ดบ่อย ๆ แต่ข้าถนัดเวทสายอัคคีนะ! ถ้าคราวหน้าเจ้าต้องการใครจุดไฟเผาพวกคลั่งลัทธิล่ะก็ บอกข้าได้เลย”



             หญิงสาวผมม่วงที่โมนีก้าช่วยมาบัดนี้เริ่มมีสีหน้าดีขึ้น นางก้าวเข้ามาจับมือโมนีก้าเบาๆ “ข้าชื่อเนเฟอร์ตี้ ขอบใจเจ้าอีกครั้งที่ช่วยข้าจากการถูกประหาร ข้าถนัดการสื่อสารและการควบคุมสัตว์ป่า... ซึ่งผมสีม่วงนี้มันมักจะดึงดูดเรื่องวุ่นวายมาให้ข้าเสมอ”



             สุดท้าย ชายร่างสูงใหญ่ที่ถือดาบโคเปซคู่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำของกลุ่มก้าวเข้ามา เขามีท่าทางประดุจนักรบที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน “ข้าชื่อคามอสยศของข้าคือเซมพรีสต์ หรือผู้ใช้เวทอาวุโส หัวหน้าโนมแห่งซาเล็ม ข้าไม่ถนัดร่ายเวทมนตร์ยืดยาวเหมือนเซธีหรอก ข้าเน้นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยเวทมนตร์สงคราม และดาบโคเปซคู่นี้แหละที่จะส่งพวกนักล่าแม่มดลงไปเฝ้าโอซิริส”



             โมนีก้านิ่งฟังด้วยความทึ่ง แม้เธอจะคลุกคลีอยู่ในโลกของเดมิก็อดมาบ้าง แต่การได้พบกับกลุ่มคนที่อ้างว่าสืบทอดพลังจากอียิปต์โบราณในยุคพูริตันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธออย่างมาก



             “แล้วเจ้าล่ะ?” คามอสถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเงินของโมนีก้า “เจ้ามีกลิ่นอายที่เข้มข้นกว่ามนุษย์ทั่วไป... มนตราป่าลวงตานั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะร่ายออกมาได้ง่าย ๆ”



             โมนีก้าขยับผ้าคลุมไหล่เล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นตามคำลวงที่เธอเตรียมไว้ “ฉันชื่อโมนีก้า... ฉันคือธิดาแห่งเซเรสและเชื้อสายสืบทอดมาจากเทพเจนัส เทพแห่งประตูและการเริ่มต้นใหม่ พลังของฉันมาจากธรรมชาติและวัฏจักรของโลกนี้... ฉันไม่ได้เป็นสมาชิกของบ้านแห่งชีวิต แต่ฉันมาที่นี่เพื่อทำภารกิจส่วนตัวที่สำคัญต่อความมั่นคงของทั้งโลกกรีกและโรม”



             เซธีเลิกคิ้วขึ้นสูง “สายเลือดทวยเทพโอลิมปัสและทวยเทพแห่งโรมงั้นหรือ... เป็นพันธมิตรที่แปลกตาสำหรับพวกเราจริง ๆ แต่ในยามที่ท้องฟ้าเหนือซาเล็มกำลังปั่นป่วนด้วยเงาของความตายเช่นนี้ เราคงต้องร่วมมือกันเสียแล้วล่ะ โมนีก้า”



             คามอสพยักหน้าเห็นด้วย “บ้านแห่งชีวิตของเรายึดถือความเป็นมิตรเหนือความแตกต่าง ตราบใดที่เจ้าไม่ได้มาเพื่อทำลายความสมดุล เจ้าคือแขกของโนมแห่งซาเล็ม... บอกเรามาเถอะ เจ้ายอมเสี่ยงชีวิตเผยตัวออกมาช่วยเนเฟอร์ตี้ เพราะเจ้ากำลังตามหาใครบางคนอยู่ใช่ไหม? ใครบางคนที่คนในโรงเตี๊ยมลือกันว่าสวมเสื้อสีส้มสดใสนั่น?”



             โมนีก้าใจเต้นรัวเมื่อเข้าสู่ประเด็นสำคัญ เธอพยักหน้าช้า ๆ “ใช่ค่ะ... เขาคือคนสำคัญที่ฉันต้องพาตัวออกไปให้ได้ ก่อนที่เพลิงแห่งซาเล็มจะเผาผลาญความหวังสุดท้ายของพวกเราไป”



             โมนีก้าทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ อย่างระมัดระวัง แม้จะยังไม่คลายความระแวดระวังทั้งหมดแต่บรรยากาศอุ่น ๆ จากเครื่องหอมในบ้านหลังนี้ก็ช่วยให้เธอผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดมาทั้งวันได้บ้าง เธอเงยหน้ามองกลุ่มนักเวทจากบ้านแห่งชีวิตที่ยืนล้อมรอบ “ฉันไม่ได้มาที่นี่คนเดียวหรอกค่ะ” โมนีก้าเอ่ยขึ้น ทำเอาคามอสและเซธีชะงักไปเล็กน้อย “ฉันมีเพื่อนที่ไว้ใจได้อีกคนหนึ่งแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ในคราบพรานป่า เพื่อเป็นหูเป็นตาให้ระหว่างที่ฉันปลีกตัวออกมาหาพวกคุณ พวกเราเดินทางข้ามพรมแดนมาเพื่อตามหาคนสำคัญ... เขาคือบุตรแห่งเทพีเฮคาทีที่หลงทางมาติดอยู่ในซาเล็มแห่งนี้”



             เซธีขมวดคิ้วพลางลูบคางอย่างใช้ความคิด “เฮคาที... เทพีแห่งทางสามแพร่งและเวทมนตร์ของพวกกรีกงั้นรึ? ปกติพวกข้าไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับพวกเดมิก็อดเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเจ้าพูดถึงคนแปลก ๆ ที่หลงทางมาล่ะก็... เมื่อไม่กี่วันก่อน สายสืบของเราในศาลกลางรายงานว่ามีการจับกุมชายหนุ่มที่มีท่าทางสับสนพิกล เขาพึมพำถึงสถานที่ที่พวกข้าไม่รู้จัก และมีพลังงานบางอย่างที่รบกวนกระแสมาอัทรอบตัวเขาจนวุ่นวายไปหมด”



             “เจ้าพักผ่อนเสียหน่อยเถอะโมนีก้า” เนเฟอร์ตี้กล่าวพลางยื่นถ้วยน้ำสมุนไพรให้ “คืนนี้ซาเล็มจะวุ่นวายกว่าที่เคย การที่เจ้าชิงตัวข้าออกมาได้กลางลานประหารแบบนั้น มันทำให้เส้นประสาทของพวกนักล่าแม่มดตึงเครียดจนถึงขีดสุด”



             เวลาผ่านไปจนถึงช่วงดึกสงัด บรรยากาศภายในบ้านแห่งชีวิตเริ่มเข้าสู่ความเงียบสงบเพื่อพักเอาแรง แต่แล้วความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ และเสียงตะโกนด่าทอที่ดังแว่วมาจากท้องถนนเบื้องล่าง โมนีก้าขยับเข้าไปใกล้ขอบหน้าต่างบานเล็ก แอบมองลอดช่องไม้ออกไปสู่ถนนด้านล่าง แสงคบไฟวูบวาบพัดผ่านเงามืดพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำโคลนอย่างอ่อนแรง พวกชาวบ้านและคณะนักล่าแม่มดกลุ่มใหญ่เดินลากเท้ากลับเข้ามาในหมู่บ้าน สภาพของแต่ละคนดูไม่ได้เลย ชุดสีดำเคร่งขรึมบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเศษใบไม้และรอยโคลนจนถึงเข่า



             “ไอ้พวกหน้าโง่...” โมนีก้าพึมพำด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ



             เบื้องล่างนั้น หัวหน้าคณะนักล่าแม่มดโยนคบไฟลงพื้นอย่างหัวเสีย เขาเหนื่อยหอบจนตัวโยนพลางตะคอกสั่งการบริวารด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ “พอ! เลิกตามได้แล้ว! นังปีศาจพวกนั้นมันหายหัวเข้าไปในป่าลึกขนาดนั้น ป่านนี้ซาตานคงรับตัวพวกมันกลับไปลงนรกแล้วล่ะ! ใครจะไปกล้าตามต่อในป่าผีสิงแบบนั้นกัน!”



             ชาวบ้านคนหนึ่งทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าพลางละล่ำละลักบอกเพื่อนข้าง ๆ “มันไม่ใช่ป่าธรรมดา... ข้าเห็นต้นไม้เดินได้! แล้วเสียงเพลงนั่น... เสียงเพลงที่ทำให้ข้าปวดหัวจนอยากจะระเบิดขี้เลื่อยออกมา! พวกมันหนีเข้าป่าไปซ่อนตัวกับจอมมารแล้ว ไม่มีใครตามพวกมันทันหรอก!”



             กลุ่มนักล่าแม่มดเริ่มถอดใจ พวกเขาต่างพากันเชื่อสนิทใจว่ากลุ่มแม่มดได้หลบหนีออกจากอาณาเขตของมนุษย์และไปกบดานอยู่ในจุดลึกที่สุดของป่าซาเล็มที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปอีก ความล้มเหลวในการตามล่าทำให้พวกเขาเลือกที่จะปิดประตูหมู่บ้านและหันไปเพิ่มความเข้มงวดกับสิ่งที่เหลืออยู่ในกำมือแทน



             โมนีก้าละสายตาจากภาพความพ่ายแพ้ของเหล่าคนเขลาที่เบื้องล่าง เธอหันกลับมามองกลุ่มนักเวทจากบ้านแห่งชีวิตที่ยืนอยู่รอบกาย แสงเทียนสลัวในห้องช่วยขับเน้นให้ใบหน้าของเธอที่พรางด้วยผมดำดูสงบนิ่งจนน่าเกรงขาม “พลังของฉันทำงานได้ดีเกินคาดค่ะ” โมนีก้าเอ่ยเสียงแผ่วแต่ชัดเจน “พวกมันปักใจเชื่อไปแล้วว่าพวกเราหนีเข้าป่าลึกไปซ่อนตัวกับปีศาจเรียบร้อย และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ เพราะจากนี้ไป สายตาของคนทั้งซาเล็มจะจับจ้องออกไปที่ชายป่า พวกมันจะเพิ่มเวรยามที่ประตูหมู่บ้านและถือปืนเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติจากภายนอกเพียงอย่างเดียว”



             คามอสพยักหน้าพลางเก็บดาบโคเปซเข้าฝัก “นับว่าเป็นแผนที่ฉลาด... เมื่อพวกมันมัวแต่ระวังภัยจากข้างนอก พวกมันก็จะหลงลืมที่จะตรวจสอบคนข้างใน และนั่นจะทำให้บ้านลับของพวกเราปลอดภัยขึ้นอีกเท่าตัว”



             โมนีก้าทรุดตัวลงพิงผนังไม้ที่เย็นชืด หลับตาลงเพื่อเข้าสู่ช่วงการพักตัวตามวัฏจักรธรรมชาติที่เธอควบคุม พลังในกายเริ่มไหลเวียนช้าลงเพื่อเก็บกักพละกำลังไว้ใช้ในวันพรุ่งนี้ แม้เธอจะยังไม่รู้พิกัดที่แน่ชัดของบุตรแห่งเฮคาที หรือรู้ว่าคนแปลกหน้าที่พวกนักเวทกลุ่มนี้พูดถึงจะใช่เป้าหมายของเธอหรือไม่ แต่ความสงบที่เกิดขึ้นจากการที่ชาวบ้านเลิกตามล่าในหมู่บ้านก็นับเป็นชัยชนะขั้นแรก



             “คืนนี้ให้พวกมันนอนกอดปืนฝันร้ายถึงป่าที่ขยับได้ไปเถอะค่ะ” โมนีก้าพึมพำขณะที่สติเริ่มพร่าเลือนเข้าสู่การพักผ่อน “พวกเราเองก็ต้องพักเอาแรง... เพราะเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น และพวกมันเริ่มคลายความระแวงลงจนถึงขีดสุด นั่นแหละคือเวลาที่เราจะเริ่มสืบหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของศาลกลางนั่น”



             ในความมืดมิดก่อนการหลับไหล โมนีก้านึกถึงอาริเอลที่ป่านนี้คงยังต้องสวมบทพรานหนุ่มดิบเถื่อน นั่งฟังพวกนักล่าแม่มดขวัญเสียเล่าเรื่องโกหกพกลมถึงนังปีศาจแม่มดที่พวกเขาเจอในป่าอย่างสนุกปาก เธอหวังว่าเพื่อนสาวจะรักษาความเนียนได้ตลอดรอดฝั่ง



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
นอนคร่อกๆๆ
Quest Summary
สรุป

ทั้งห้าคนพักผ่อนในแหล่งกบดานที่เห็นหลายที่ในหมู่บ้าน (ส่องได้) และพวกชาวบ้านกลับกันมาพวกเขาคิดว่าพวกแม่มดอยู่ที่ด้านนอกหมู่บ้านเลยระวังภายนอกหมู่บ้านมากกว่าในหมู่บ้าน

[อาริเอลตีเนียนเป็นพรานหนุ่ม]

[โมนีก้าและอีกสี่คนพักผ่อน]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 67252 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-20 13:43
โพสต์ 67,252 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-20 13:43
โพสต์ 67,252 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-20 13:43
โพสต์ 67,252 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-20 13:43
โพสต์ 67,252 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2026-1-20 13:43
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-21 10:23:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 41 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 10

วันที่ xx เดือน กุมภาพันธ์ ปี 1692 • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            กาลเวลาในซาเล็มไหลผ่านไปอย่างอืดอาดยิ่งกว่าน้ำยางไม้ในฤดูหนาว สองวันต่อมา หมู่บ้านที่เคยเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกของการทำมาค้าขายกลับกลายเป็นป้อมปราการที่หายใจด้วยความหวาดระแวง ชาวบ้านพูริตันเปลี่ยนจากเกษตรกรและช่างไม้กลายเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ประสาทกิน ทุกหัวระแหงตามรั้วไม้ปลายแหลมและประตูทางเข้าหมู่บ้านถูกเสริมกำลังด้วยชายฉกรรจ์ในชุดสีดำทึม พวกเขาถือปืนคาบศิลาเล็งออกไปยังชายป่าที่มืดครึ้ม ราวกับรอคอยการปรากฏตัวของกองทัพปีศาจที่ไม่มีอยู่จริง



            การตรวจสอบคนเข้าออกเข้มงวดจนถึงขั้นบ้าคลั่ง รถเกวียนขนส่งเสบียงทุกลำถูกรื้อค้นจนกระจุยกระจาย พ่อค้าเร่ที่โชคร้ายเดินทางผ่านมาถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าเพื่อตรวจหารอยตำหนิของแม่มด สถานการณ์ที่ตรึงเครียดเช่นนี้ทำให้ซาเล็มถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยปริยาย



            ท่ามกลางความปั่นป่วนนั้น อาริเอลในคราบพรานหนุ่มร่างยักษ์ยังคงสวมบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เธอใช้เวลาสองวันที่ผ่านมาวนเวียนอยู่ระหว่างโรงเตี๊ยมและคลังแล่เนื้อ แสร้งทำเป็นชายหนุ่มผู้หยาบกระด้างที่หงุดหงิดกับการที่ต้องติดแหง็กอยู่ในหมู่บ้านผีสิง อาริเอลใช้ส่วนสูง 180 เซนติเมตรและใบหน้าที่โมนีก้าแต่งแต้มให้ดูดุดันเป็นใบเบิกทางในการเข้าหาแหล่งข่าว เธอแฝงตัวนั่งร่วมโต๊ะกับเหล่านักล่าแม่มดที่ขวัญเสีย คอยหยิบยื่นเหล้าแรง ๆ ให้เพื่อแลกกับการรับฟังเสียงซุบซิบถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในศาลกลาง และเส้นทางการเดินยามรอบห้องใต้ดินที่แน่นหนาขึ้นทุกขณะ



            “นังพวกนั้นมันหนีไปป่าทิศตะวันออก ข้าสาบานได้!” นักล่าคนหนึ่งสบถพลางกระดกเหล้าที่อาริเอลเลี้ยว “แต่ท่านศาสนาจารย์สั่งให้เราจ้องมองทุกตารางนิ้ว อย่าให้แม้แต่มดสักตัวเล็ดลอดจากชายป่าเข้ามาได้”



            อาริเอลเพียงแค่พยักหน้าแกน ๆ พลางพ่นควันยาสูบ (ที่เธอเกลียดแสนเกลียดมันจะไปอร่อยกว่าข้าวโพดปิ้งได้ไง) ออกมาอย่างเนียนตา แววตาสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกว้างแอบบันทึกจำนวนยามและการเปลี่ยนผลัดอย่างแม่นยำดุจนักรบโรมัน



            ในขณะเดียวกัน ณ แหล่งกบดานของบ้านแห่งชีวิต โมนีก้าและทีมผู้ใช้เวทอียิปต์ยังคงใช้เวลาสองวันนี้ในการซุ่มตัวอย่างสงบ ภายในห้องลับที่อวลไปด้วยกลิ่นปาปิรุสเก่าแก่ โมนีก้าไม่ได้อยู่เฉย ๆ เธอใช้ช่วงเวลานี้ในการฟื้นฟูพลังธรรมชาติและประสานงานกับสมาชิกทั้งสี่ เซธีใช้ไม้คทาวาดอักขระป้องกันซ้อนทับผนังบ้านเพื่อปิดกั้นกลิ่นอายเวทมนตร์ไม่ให้เล็ดลอดออกไป ส่วนคามอสทำหน้าที่ลับดาบโคเปซและทวนแผนที่ห้องใต้ดินศาลกลางซ้ำแล้วซ้ำเล่า



            เนเฟอร์ตี้และโมนีก้าเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องสมุนไพร แม้โมนีก้าจะย้อมผมดำและทำตัวขรึม แต่เธอก็แอบใช้พลังบงการพืชขนาดจิ๋วเพื่อช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเนเฟอร์ตี้ให้หายเร็วขึ้นอย่างแนบเนียน ส่วนราเมสยังคงต้องนั่งคัดอักษรไอยคุปต์ลงบนแผ่นดินเหนียวด้วยท่าทางที่เซ็งสุดขีด แต่ความจำปลาทองของเขาก็เริ่มดีขึ้นเมื่อโมนีก้าแอบแนะนำเทคนิคการจำแบบสมาธิให้



            “สองวันแล้วที่พวกมันเอาแต่มองออกไปข้างนอก… น่าเบื่อจริง ๆ น่า…” โมนีก้าเปรยขึ้นขณะจ้องมองผ่านรูไม้บนเพดานไปยังแสงไฟของศาลกลางที่สว่างวาบอยู่ไกล ๆ “ความหวาดกลัวทำให้พวกเขาตามืดบอด พวกเขามัวแต่ระวังผีสางที่ฉันสร้างขึ้น จนไม่ได้เอะใจเลยว่าคมดาบที่แท้จริงกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของพวกเขาจากข้างในนี้เอง”



            ภายในความเงียบสงบของชั้นสองบ้านร้างที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายเวทมนตร์อียิปต์โบราณ บทสนทนาที่กำลังลอยละล่องพลันถูกขัดจังหวะด้วยเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ของคามอส เขาก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปจากความสุขุมปกติ แววตาของเซมพรีสต์นักรบฉายประกายแห่งความกระตือรือร้นพลางกำด้ามดาบโคเปซแน่น



            “ทุกคน รวมตัวกันเดี๋ยวนี้!” คามอสเอ่ยเรียกด้วยเสียงต่ำที่ทรงอำนาจ



            สมาชิกบ้านแห่งชีวิตทั้งสามทั้งเซธี ราเมส และเนเฟอร์ตี้ รีบละมือจากภารกิจส่วนตัวและมารวมกลุ่มกันในทันที แม้แต่โมนีก้าที่กำลังจ้องมองลอดรูไม้บนเพดานก็ยังต้องละสายตาลงมาด้วยความสงสัย



            “ข้าเพิ่งได้รับการสื่อสารผ่านกระแสมาอัทจากสมาชิกในกลุ่มของเรา” คามอสเริ่มอธิบาย แผ่นหลังกว้างของเขาเหยียดตรง “ทีมที่ข้าส่งไปปฏิบัติภารกิจปราบปรามความบ้าคลั่งของเทพีเซคเมตที่ชายป่าด้านนอกทำสำเร็จแล้ว พวกเขากำลังมุ่งหน้ากลับมาที่นี่ และที่สำคัญที่สุด...” เขาหันมาสบตากับโมนีก้าโดยตรง “...พวกเขานำตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่งกลับมาด้วย รูปลักษณ์ของพลังของเขาตรงตามที่เจ้าบรรยายไว้ทุกประการโมนีก้า เขาคือบุตรแห่งเฮคาทีที่เจ้ากำลังตามหา”



            ทันทีที่ได้ยินโมนีก้าหัวใจพองโตด้วยความดีใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดหลายวันที่ผ่านมา ความเหนื่อยล้าจากการพรางตัวและความอึดอัดในยุคสมัยที่บิดเบี้ยวนี้ดูเหมือนจะมลายหายไปสิ้น “เขายังไม่ตาย... เขาอยู่กับคนของคุณจริง ๆ ใช่ไหมคะ?”



            “ใช่ เขายังปลอดภัยดี” คามอสพยักหน้า ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง “ทว่าปัญหาใหญ่คือตอนนี้พวกเขาติดอยู่ที่ชายป่าฝั่งทิศตะวันตก พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้านไม่ได้เลยตลอดสองวันที่ผ่านมา เพราะการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดของพวกคณะล่าแม่มดที่ทางเข้าหมู่บ้านกำลังปิดตายทุกเส้นทาง ยามพวกนั้นประสาทเสียจนพร้อมจะยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ และทีมของข้าก็ไม่อยากใช้เวทมนตร์โจมตีประชดประชันจนกลายเป็นการประกาศสงครามเต็มรูปแบบ”



            “เราต้องหาวิธีออกไปเปิดทางและพาพวกเขาเข้ามาพักด้านในแหล่งกบดานของบ้านแห่งชีวิตให้เร็วที่สุด” เซธี อาลักษณ์หนุ่มเสริมพลางคลี่แผนที่บนโต๊ะ “ถ้าพวกนักล่าแม่มดเห็นกลุ่มคนแปลกหน้าเดินดุ่ม ๆ เข้ามาพร้อมผู้ชายใส่เสื้อสีส้มสดใส ปลายหอกคงได้เสียบคาอกพวกเขาก่อนจะได้เอ่ยปากทักทายแน่”



            โมนีก้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นการขัดจังหวะที่ทำเอาเซธีถึงกับชะงัก “ถามจริงนะคะเซธี... ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ คุณคิดว่าจะมีใครโง่พอจะใส่เสื้อค่ายสีส้มแปร๊ดเดินทอดน่องให้พวกพูริตันส่องปืนเล่นงั้นเหรอ? ต่อให้เป็นเด็กใหม่ที่ซื่อที่สุดในค่ายฮาล์ฟบลัด เขาก็ต้องรู้จักหาผ้าคลุมมาปิดไว้บ้างล่ะค่ะ” คำพูดจิกกัดปนขำของโมนีก้าทำเอาบรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วขณะ คามอสพยักหน้าเห็นด้วยพลางอมยิ้มที่มุมปาก 



            “นั่นก็จริงของเจ้า โมนีก้า แต่ถึงอย่างนั้น กลิ่นอายของพลังที่แผ่ออกมามันปิดกันไม่ได้ง่าย ๆ สำหรับพวกเรา... และถ้าเจ้าได้พบกับกลุ่มนั้น เจ้าจะได้เจอกับบุตรแห่งเฮคาทีที่เจ้าตามหาอยู่แน่นอน”



            เนเฟอร์ตี้ที่นั่งอยู่มุมห้องถอนหายใจยาวพลางลูบผมสีม่วงของตนเองเบา ๆ “งานนี้ดูจะหนักหนาเอาเรื่องอยู่นะคะ เพราะจำนวนคณะนักล่าแม่มดที่ตรึงกำลังอยู่ตรงประตูหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากข่าวลือเรื่องป่าเคลื่อนไหวได้ที่เจ้าทำไว้ และที่สำคัญ... กฎของบ้านแห่งชีวิตคือเราทำร้ายมนุษย์โดยตรงไม่ได้ เวทมนตร์ของเราต้องใช้เพื่อรักษาความสมดุล ไม่ใช่การสังหารหมู่ชาวบ้านที่น่าสงสารแต่โง่เขลาพวกนั้น”



            “ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ ไม่มีปัญหาค่ะ” โมนีก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แววตาสีเทาเงินฉายประกายเจ้าเล่ห์ “พลังของธิดาแห่งเซเรสไม่ได้มีไว้แค่ปลูกข้าวสาลีหรือทำซีเรี่ยลกินยามเช้านะคะ ฉันถนัดเล่นกับสภาพแวดล้อมมากกว่าการเอาดาบไปไล่ฟันคนพวกนั้นอยู่แล้ว ยิ่งพวกเขาระแวงป่าไม้มากเท่าไหร่ ฉันก็จะใช้ป่านั่นแหละเป็นเครื่องมือล่อลวงพวกเขาเอง” 



            เมื่อเป้าหมายชัดเจน ทุกคนจึงเริ่มขยับเข้ามาล้อมโต๊ะแผนที่เพื่อระดมสมองกันอย่างจริงจัง เซธีเริ่มชี้พิกัดของหอคอยยามและจุดบอดของรั้วหมู่บ้าน ขณะที่คามอสอธิบายจังหวะการเปลี่ยนกะของนักล่าแม่มดที่อาริเอลแอบส่งข้อมูลมาให้ก่อนหน้านี้



            โมนีก้าไล่นิ้วไปตามเส้นทางเลียบชายป่า “เราต้องสร้างจุดสนใจที่รุนแรงพอจะดึงความสนใจของคณะนักล่าทั้งหมดออกไปจากบริเวณประตูทิศตะวันตก... อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนอาถรรพ์จนพวกเขาต้องยกพวกไปดูทั้งกองร้อย” การวางแผนเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหวในกบดานลับ พันธมิตรระหว่างเดมิก็อดโรมันและนักเวทอียิปต์โบราณกำลังก่อตัวขึ้นเพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการพาผู้ที่ถูกโชคชะตาเล่นงานกลับสู่ที่ที่ปลอดภัย



            และแล้ว…



            แผนการก็เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมซาเล็ม อาริเอลในคราบพรานป่าหนุ่มฉกรรจ์ก้าวออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางตื่นตระหนกที่ปั้นแต่งมาอย่างแนบเนียน เธอวิ่งตรงไปหาคณะนักล่าแม่มดที่ยืนเฝ้ายามด้วยสัญชาตญาณพรานป่าที่ดูสมจริง “พวกท่าน! ดูที่ชายป่าทิศตะวันออกนั่นสิ! มีบางอย่างผิดปกติ ข้าเห็นเงาตะคุ่มขนาดมหึมาเคลื่อนไหวอยู่ใต้ร่มไม้ มันไม่ใช่คนแน่ ๆ!”



            ขณะที่สายตาทุกคู่หันขวับไปตามปลายนิ้วของอาริเอล โมนีก้าซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเบื้องหลังกำแพงบ้านไม้ก็เริ่มลงมือ ธิดาแห่งเซเรสหลับตาลง รวบรวมสมาธิขั้นสูงสุดไปที่ปลายนิ้วซึ่งแตะลงบนรากไม้ที่ชอนไชอยู่ใต้ดิน เธอเชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้ากับโครงข่ายรากไม้โบราณของซาเล็ม พลังของเธอแผ่ขยายออกไปดุจคลื่นความร้อน เร่งเร้าให้ต้นไม้ใหญ่ในป่าอีกฟากหนึ่งเกิดความเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติ ต้นโอ๊กอายุนับร้อยปีเริ่มโยกคลอนกิ่งก้านอย่างบ้าคลั่งราวกับมีอสุรกายซ่อนตัวอยู่ภายใน เสียงไม้เสียดสีกันดังลั่นประดุจเสียงกรีดร้องของวิญญาณร้าย



            “ดูนั่น! ป่ามันขยับได้!” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความขวัญเสีย คณะนักล่าแม่มดและชายฉกรรจ์เกือบทั้งกองร้อยกรูกันมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกตามที่อาริเอลล่อลวงไว้ ทิ้งให้ประตูหมู่บ้านฝั่งทิศตะวันตกเงียบเหงาและไร้การป้องกันในชั่วพริบตา



            ในจังหวะนั้นเอง ทีมจากบ้านแห่งชีวิตทั้งสี่คนใช้ความว่องไวปานเงาหลบเร้นออกจากหมู่บ้านไปยังจุดนัดพบลับที่อยู่นอกเขตแนวรั้ว โมนีก้าใช้พลังเดินทางผ่านพืชย้ายร่างตัวเองจากรากไม้หนึ่งไปปรากฏตัวยังโคนต้นสนใหญ่ ณ จุดนัดพบในเสี้ยววินาที โดยมีอาริเอลวิ่งตามมาสมทบด้วยความเร็วของอสุรกาย



            ณ จุดนัดพบที่เงียบสงัดท่ามกลางเงามืดของแมกไม้นอกแนวรั้วหมู่บ้าน โมนีก้าและอาริเอลพุ่งตัวออกมาจากพงหนามได้ทันท่วงที ท่ามกลางกลุ่มนักเวทจากบ้านแห่งชีวิตที่เพิ่งเดินทางมาถึง มีร่างเล็ก ๆ ของเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางผู้ใหญ่ในชุดลินินโบราณ



            เด็กชายสวมใส่เสื้อผ้าโทนสีหม่นเยี่ยงเด็กชายในยุคศตวรรษที่ 17 เพื่อความกลมกลืน ทั้งเสื้อกั๊กผ้าเนื้อหยาบและกางเกงผ้าลินินทรงพองที่ดูหลวมโคร่งเล็กน้อยสำหรับร่างกายอันบอบบาง ทว่าสิ่งที่ขัดกับยุคสมัยอย่างรุนแรงคือผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอ้านและดวงตาสีทองกลมโตที่ทอประกายแจ่มใสอย่างประหลาด ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวและดูเหมือนคนที่มีสุขภาพไม่สู้ดีนัก แต่กลับแฝงไปด้วยความร่าเริงและเฉลียวฉลาดที่ปิดไม่มิด ในอ้อมแขนของเขายังคงกอดตุ๊กตายูนิคอร์นสีขาวตัวเก่าที่มีรอยเย็บประณีตไว้แน่น ราวกับมันเป็นเครื่องรางเพียงชิ้นเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกความเป็นจริง



            “คุณ... คุณมารับผมเหรอครับ?” เด็กชายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มพลางเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัย


            โมนีก้าจ้องมองเด็กชายตรงหน้าพลางนึกถึงข้อมูลสำคัญที่เธอได้รับมา “นามสกุลเดรคใช่ไหมคะ! ในที่สุดก็เจอตัวสักที!”



            เธออุทานออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุดจนแทบอยากจะทรุดตัวลงกับพื้น ความกดดันที่แบกรับมาตลอดหลายวันมลายหายไปเมื่อเห็นเป้าหมายที่มีชีวิตอยู่ตรงหน้า แม้เธอจะยังไม่รู้จักชื่อเล่นของเขา และยังแอบนึกฉงนในใจว่าเด็กชายที่ดูนุ่มนิ่มและกอดตุ๊กตาแน่นแบบนี้หลุดมาอยู่ในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งได้อย่างไร แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งซักไซ้ประวัติส่วนตัว



            “ใช่ครับ ผมเดรค...จูลี่ เดรค” เด็กชายตอบรับเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มซื่อ ๆ ที่ทำให้โมนีก้าต้องรีบดึงสติกลับมา



            “เราไม่มีเวลาแล้ว!” คามอส ผู้นำบ้านแห่งชีวิตกล่าวขณะที่มองไปทางหมู่บ้านที่เริ่มมีเสียงเอะอะ “ขอบคุณพวกเจ้ามาก โมนีก้า อาริเอล ถ้าไม่ได้พวกเจ้า เนเฟอร์ตี้คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ และคนของเราคงเข้าหมู่บ้านไม่ได้”



            เนเฟอร์ตี้ก้าวเข้ามาหาโมนีก้า แววตาสีม่วงของเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณที่ช่วยข้าจากกองฟืนนั่นนะโมนีก้า มิตรภาพของเจ้าข้าจะไม่มีวันลืม”



            “แยกย้ายกันเถอะ!” โมนีก้าตัดบทอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของฝีเท้าชาวบ้านที่เริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอก “อาริเอล จูลี่ ตามฉันมา! เราจะมุดเข้าป่าทิศเหนือ!”



            กลุ่มบ้านแห่งชีวิตทั้งแปดคนมุ่งหน้ากลับเข้าสู่แหล่งกบดานลับในหมู่บ้านอย่างแนบเนียน ส่วนโมนีก้ากระชากมือจูลี่และอาริเอลให้พุ่งตัวเข้าสู่พงหนามที่รกชัฏ จูลี่หอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยง่ายแต่ก็พยายามวิ่งตามอย่างสุดกำลัง โดยมีอาริเอลคอยระวังหลังและแบกเด็กชายขึ้นบ่าในจังหวะที่เขาเริ่มก้าวขาไม่ออก พวกเขาหายลับเข้าไปในม่านหมอกของป่าลึก ทิ้งความวุ่นวายของซาเล็มไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์เพื่อหาทางกลับสู่ค่ายฮาล์ฟบลัดอย่างปลอดภัย



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เจอสักที... รอไปอีก 2 ชั่วโมงจะมาลงตอนสุดท้าย
Quest Summary
สรุป

สองวันผ่านไป พวกของกลุ่มบ้านแห่งชีวิตได้รับการติดต่อจากเพื่อนอีกทีมที่กลับมาจากการไปทำภารกิจ พวกเขาพาจูลี่ เดรก กลับมาด้วย โมนีก้าเลยช่วยกันพาพวกเขากลับมา แผนคือให้อาริเอลดึงความสนใจในฐานะพรานป่า ล่อชาวบ้านไปอีกฝั่งของหมู่บ้าน ส่วนพวกเธอก็มาอีกฝั่งที่เจอกลุ่มที่พึ่งกลับมา โมนีก้าและอาริเอลก็มาสมทบ ทีมบ้านแห่งชีวิตขอบคุณพวกเขาแล้วจากไป ส่วนโมนีก้า อาริเอล และจูลี่ เดรก ก็พบกันแล้วก็ไปอีกทาง

[โมนีก้า อาริเอบ รวมทีม พบเจอ จูลี่ เดรก สำเร็จ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 82590 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-21 10:23
โพสต์ 82,590 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-21 10:23
โพสต์ 82,590 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล  โพสต์ 2026-1-21 10:23
โพสต์ 82,590 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-21 10:23
โพสต์ 82,590 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-21 10:23
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-21 12:45:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 42 : ยุคที่แย่(สนุก)ที่สุด 11 (จบ)

วันที่ xx เดือน กุมภาพันธ์ ปี 1692 • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            เมื่อพละกำลังมหาศาลที่ใช้ในการฝ่าด่านล้อมพุ่งชนพงหนามเริ่มมอดลง เมื่อทั้งสามก้าวลึกเข้ามาในป่าอีกฝั่งที่ห่างไกลจากเสียงระฆังโบสถ์ของซาเล็ม อาริเอลทรุดตัวลงพิงโคนต้นเมเปิลโบราณพลางหอบหายใจหนัก เธอยังคงอยู่ในคราบพรานหนุ่มร่างยักษ์ที่หน้าตามอมแมม ส่วนโมนีก้าประคองเด็กชายเดรคให้นั่งลงบนรากไม้ที่ยกตัวขึ้นมาเป็นม้านั่งธรรมชาติอย่างนิ่มนวล



            “เอาล่ะ... ตรงนี้ปลอดภัยพอจะคุยกันแล้วล่ะมั้ง” โมนีก้าเอ่ยพลางดึงฮู้ดลงเผยใบหน้าที่สวยงามแต่ดูอ่อนล้า เธอหันไปหาเด็กชายที่ยังคงกอดตุ๊กตายูนิคอร์นแน่น “ฉันชื่อโมนีก้า เป็นธิดาแห่งเซเรส และนั่นอาริเอล... เธอเป็นนักรบจากกองร้อยสำรองของค่ายจูปิเตอร์”



            อาริเอลพยักหน้าให้ ขาที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษใต้กางเกงผ้าเนื้อหยาบส่งเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ เมื่อเธอขยับตัว “เรามาจากอนาคต... ฟังดูบ้าใช่ไหมล่ะ? แต่มันคือเรื่องจริง พวกเราได้รับคำพยากรณ์ให้เดินทางข้ามกาลเวลามาเพื่อซ่อมแซมรอยร้าวของเส้นเวลาที่บิดเบี้ยว ก่อนหน้านี้เราก็ไปมาหลายยุคแล้วเพื่อหาความผิดปกติและซ่อมมันให้เข้าที่... และเป้าหมายหลักของเราในยุคนี้ก็คือเธอ เดรค”



            เด็กชายจูลี่ เดรค มองพี่สาวทั้งสองด้วยดวงตาสีทองกลมโต เขาดูงุนงงแต่ก็สัมผัสได้ถึงความใจดีที่แผ่ออกมา “ค่ายจูปิเตอร์... อนาคต... แสดงว่าผมจะได้กลับบ้านใช่ไหมครับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงมีความหวัง “ผมตกใจมาก ตอนที่โผล่มาที่นี่ครั้งแรก ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน”



            โมนีก้าขยับเข้าไปใกล้พลางลูบไหล่เด็กชายเบา ๆ “เล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม ตอนที่เธอตกลงมาที่นี่ครั้งแรก... มันเกิดอะไรขึ้น?”



            จูลี่พยายามนึก แววตาที่สดใสดูหม่นลงเล็กน้อย “ผมจำได้ว่าอากาศมันบิดเบี้ยวไปหมด แล้วผมก็โผล่มากลางป่าทึบทางทิศใต้ของซาเล็ม... แต่ผมยังไม่ทันได้สำรวจอะไร ผมก็เจอกับ... อสุรกายครับ มันเป็นหมูป่าตัวใหญ่ยักษ์เท่ารถตู้ ขนของมันแข็งเหมือนลวดหนามและมีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ที่ตายมานาน มันพุ่งเข้าใส่ผมอย่างบ้าคลั่ง ผมต้องใช้เวทมนตร์หลอกล่อแล้ววิ่งหนีตายจนไปเจอกับพวกนักเวทที่ใส่ชุดสีขาวนั่นแหละครับถึงรอดมาได้”



            “หมูป่าตัวยักษ์... กลิ่นเหม็นเน่า...” อาริเอลขมวดคิ้วแน่น แววตาสีแดงวูบไหว “นั่นมันหมูป่าครอมมิโอเนียนบุตรของไทฟอนชัด ๆ มันไม่ควรมาป้วนเปี้ยนอยู่ในป่าของนิวอิงแลนด์ยุคนี้แน่”



            โมนีก้าพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเคร่งเครียด “หมูป่าตัวนั้นอาจจะเป็นจุดยึดเหนี่ยวของรอยร้าวในยุคนี้ก็ได้ อสุรกายที่เฝ้ากาลเวลาที่ผิดเพี้ยนไว้... ถ้าเราไม่จัดการมัน เราอาจจะซ่อมแซมเวลาของยุคซาเล็มไม่ได้ และเธอก็อาจจะกลับบ้านไม่ได้ด้วยนะเดรค”



            จูลี่ตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงพละกำลังของหมูป่ายักษ์ที่เกือบจะขยี้เขาเป็นผง อาริเอลเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กชายอย่างอ่อนโยน แม้เธอจะเป็นเอมปูซ่าที่มีเชื้อสายอสุรกาย แต่หัวใจของเธอกลับอบอุ่นและปกป้องเพื่อนพ้องอย่างรุนแรง “ไม่ต้องกลัวนะหนุ่มน้อย พี่สาวคนนี้สูงตั้ง 180 และพกแรงอาฆาตมาเพียบ ถ้าไอ้หมูป่านั่นโผล่มาอีก ฉันจะใช้กำไลเทสเซราอัดหน้ามันเอง”



            โมนีก้าเงยหน้ามองยอดไม้ที่แผ่กิ่งก้านหนาทึบเบื้องบน ก่อนจะพยักหน้าให้สัญญาณกับอาริเอล “วันนี้เราพักกันที่นี่ก่อนเถอะค่ะ แต่บนพื้นดินมันไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเดรค เราจะขึ้นไปตั้งแคมป์ข้างบนนั้นกัน” โมนีก้าขยับปลายนิ้วเพียงนิด ร่างกายของเธอสื่อสารกับพฤกษาโดยรอบ เถาวัลย์ขนาดใหญ่ค่อย ๆ เลื้อยลงมาประดุจบันไดวนที่นุ่มนวล เธอประคองจูลี่และอาริเอลขึ้นไปบนคบไม้ใหญ่ที่แผ่กว้างพอจะสร้างที่พักชั่วคราวได้ โมนีก้าจัดการใช้พลังบังคับให้ใบไม้และกิ่งไม้สานตัวกันเป็นม่านพรางตาปิดล้อมรอบด้าน จนมองจากข้างล่างขึ้นมาจะเห็นเพียงพุ่มไม้ธรรมดาเท่านั้น



            เมื่อที่พักเรียบร้อย โมนีก้าสะบัดข้อมือเบา ๆ เอาอาหารที่เก็บไว้ออกมาจากแหวนดาราจรัสมันวาบแสงขึ้นมาท่ามกลางความมืด “เอาล่ะเดรค... เธออยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม? บอกมาได้เลยนะ” จูลี่ตาโตเมื่อเห็นอาหารมากมายปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า โมนีก้าค่อย ๆ หยิบจานอาหารร้อน ๆ ออกมาส่งให้เด็กชาย “การได้กินอาหารที่คุ้นเคยในยุคที่ไม่รู้จักแบบนี้ มันจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นและมีพลังใจมากขึ้นนะ เชื่อพี่สิ”



            เด็กชายรับซุปครีมข้นของโปรดมาถือไว้ กลิ่นหอมกรุ่นของมันทำให้เขาลืมความหนาวเหน็บของปี 1692 ไปชั่วขณะ ส่วนอาริเอลที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามก็ได้ข้าวโพดปิ้งสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปแทะอย่างอารมณ์ดี อสุรกายสาวเคี้ยวข้าวโพดหนึบหนับพลางกวาดสายตามองลงไปยังพื้นเบื้องล่างด้วยสัญชาตญาณระวังภัย



            “ขอบคุณครับพี่โมนีก้า ขอบคุณครับพี่อาริเอล” จูลี่เอ่ยเสียงนุ่มนิ่มขณะตักซุปเข้าปากตุ้ย ๆ โดยมีตุ๊กตายูนิคอร์นวางไว้ข้างกายไม่ห่าง



            หลังจากอิ่มท้อง โมนีก้าก็หยิบถุงนอนแบบล้ำสมัยที่ทำจากวัสดุพิเศษ ทั้งอุ่นและนุ่มนวลออกมาปูให้ทุกคน แคมป์บนต้นไม้ในคืนนี้ดูจะหรูหราผิดกับสภาพความป่าเถื่อนของยุคสมัยอย่างสิ้นเชิง จูลี่มุดตัวลงไปในถุงนอนพลางกอดตุ๊กตาคู่ใจ แววตาสีทองค่อย ๆ หรี่ลงด้วยความง่วงซึม “นอนเถอะค่ะทุกคน... พรุ่งนี้เรายังมีงานใหญ่รออยู่” โมนีก้ากระซิบพลางเอนตัวลงนอนในถุงนอนของตนเอง



            ความเงียบสงัดปกคลุมป่าซาเล็ม มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงเคี้ยวข้าวโพดเบา ๆ ของอาริเอลที่อาสาเฝ้ายามกะแรก เด็กชายจูลี่กอดตุ๊กตายูนิคอร์นแน่นขึ้น เขารู้สึกปลอดภัยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หลงทางมา โดยไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความดุร้ายของหมูป่าในตำนานที่เฝ้ารอร่องรอยของพวกเขาอยู่ในเงามืดของป่าซาเล็ม ทั้งสามเข้าสู่ห้วงนิทราท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติที่โมนีก้าสร้างขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับหมูป่ายักษ์ครอมมิโอเนียนในวันรุ่งขึ้น



            ยามเช้าในป่าลึกใกล้ซาเล็มมาถึงพร้อมกับสายหมอกจาง ๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามโคนต้นไม้ โมนีก้าและอาริเอลตื่นขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณนักรบที่ตื่นตัวเต็มที่ ทั้งคู่จัดการเตรียมเสบียงให้จูลี่อย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มออกเดินทางตามคำชี้แนะของเด็กชาย จูลี่ เดรค เดินนำหน้าพี่สาวทั้งสองอย่างระมัดระวัง มือเล็ก ๆ ของเขายังคงกอดตุ๊กตายูนิคอร์นไว้แน่นราวกับเป็นเครื่องรางนำโชค 



            เด็กชายพาเดินลัดเลาะผ่านซอกหินและดงหนามจนกระทั่งกลิ่นสาบฉุนกึกคล้ายเนื้อเน่าผสมกับกลิ่นดินโคลนลอยมาปะทะจมูก เขากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มัน... มันอยู่ข้างหน้านี้ครับ"



            เมื่อทั้งสามก้าวพ้นพุ่มไม้หนา โมนีก้าถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาสีเทาเงินเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เบื้องหน้าของพวกเขาคือหมูป่าครอมมิโอเนียน อสุรกายขนาดมหึมาที่ตัวสูงใหญ่พอกับรถบรรทุก ผิวหนังสีเข้มของมันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่ดูเหมือนรอยแยกของแผ่นดิน ขนแข็งชันราวกับเหล็กแหลมปกคลุมไปทั่วร่าง ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องมาที่ผู้บุกรุกด้วยความอาฆาต พ่นลมหายใจเป็นควันสีเทาออกจากจมูกที่เปื้อนโคลน



            "เกิดมาชาตินี้... ฉันยังไม่เคยจัดการหนูอะไรที่ใหญ่ขนาดนี้เลยให้ตายสิ" โมนีก้าพึมพำขณะมือเริ่มสั่นด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด



            อาริเอลขยับขาข้างที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษจนเกิดเสียงโลหะดัง เคร้ง เธอขมวดคิ้วแน่น "เห็นว่ามันอันตรายมากเลยนะคะโมนีก้า แต่เราต้องจัดการมันเพื่อให้เวลากลับมาปกติ สิ่งแปลกปลอมแบบนี้ไม่ควรอยู่ในยุคซาเล็มเด็ดขาด"



            โมนีก้าสูดลมหายใจลึกก่อนจะหันไปหาจูลี่ "เดรค ไปหลบหลังโขดหินใหญ่ตรงนั้นก่อนนะคะ เรื่องนี้พี่กับอาริเอลจะจัดการเอง ไม่ต้องเป็นห่วง"



            เมื่อเด็กชายวิ่งไปหลบในที่ปลอดภัย โมนีก้าก็ไม่รอช้า เธอสะบัดข้อมือขวาเรียกดาบสุริยคติออกมา ใบดาบแร่สัมฤทธิ์ผสมอุกกาบาตทอแสงสว่างวาบสะท้อนกับหมอกในป่า ขณะที่อาริเอลคำรามกึกก้อง ร่างกายของเอมพูซ่าสาวทรงตัวอย่างมั่นคงก่อนจะพุ่งตัวออกไปเป็นคนแรก "แฮ่!" อาริเอลใช้พละกำลังกายภาพมหาศาลกระโดดถีบเข้าที่สีข้างของหมูป่ายักษ์ด้วยขาสัมฤทธิ์ แรงปะทะทำให้หมูป่าเซไปด้านข้าง 



            แต่มันกลับตวัดเขี้ยวแหลมยาวสวนกลับมาทันควัน โมนีก้าไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เธอใช้การควบคุมพืชขั้นสูงสั่งให้รากไม้ขนาดใหญ่พุ่งขึ้นจากใต้ดินพันธนาการขาหน้าของมันไว้



            ตูม! 



            หมูป่าคำรามลั่นจนแผ่นดินสะเทือน มันสะบัดรากไม้ขาดกระจุยราวกับเส้นด้ายก่อนจะพุ่งเข้าชนโมนีก้าจนเธอต้องใช้เนตรแห่งฟีบี้สร้างเกราะแสงสีขาวขึ้นมารับแรงกระแทก ร่างของโมนีก้ากระเด็นไปชนต้นไม้จนใบไม้ร่วงกราว เธอรู้สึกจุกจนเลือดซึมที่มุมปาก



            "โมนีก้า!" อาริเอลตะโกนด้วยความตกใจ เธอใช้กำไลเทสเซราส่งคลื่นกระแทกเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนจะเข้าไปพัวพันในการต่อสู้ประชิดตัว 



            อาริเอลอาศัยความเร็วเตะและต่อยเข้าที่จุดอ่อนใต้คอของมัน แต่หนังของมันหนาเกินไปจนเธอถูกสะบัดตกกระแทกพื้นโขดหิน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดนานกว่า 20 นาที และจนถึงฉากสุดท้ายที่โมนีก้ากัดฟันลุกขึ้นมาอีกครั้ง เธอใช้สัมผัสแห่งชีวิตเร่งเถาวัลย์หนามให้กลายเป็นคุกธรรมชาติล้อมรอบตัวหมูป่าไว้ชั่วขณะ "อาริเอล! ตอนนี้แหละ!" อาริเอลรวบรวมพละกำลังทั้งหมดกระโดดขึ้นฟ้าแล้วทิ้งตัวลงมาถีบเข้าที่หัวของหมูป่าอย่างจัง ในขณะที่โมนีก้าสะบัดดาบสุริยคติปล่อยคลื่นกระแทกพลังงานที่ดูดซับมาตลอดการต่อสู้พุ่งเข้าใส่หน้าอกของอสุรกายร้าย



            ฉัวะ! แสงสีทองจากดาบตัดผ่านร่างของหมูป่าครอมมิโอเนียนจนมันกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างมหึมาจะค่อย ๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงสีทองจาง ๆ กระจายไปทั่วบริเวณ


            ทันทีที่อสุรกายกำลังสลายไป บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปอย่างประหลาด เสียงนกร้องที่เคยเงียบหายไปสองวันกลับมาดังแว่วอีกครั้ง กระแสอากาศรอบตัวดูเบาสบายและไหลเวียนเป็นปกติ ราวกับรอยร้าวที่เคยปริแตกได้รับการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอีกครั้ง 



            เมื่อร่างมหึมาของหมูป่าครอมมิโอเนียนสลายกลายเป็นธุลี กลิ่นอายเน่าเฟะที่เคยปกคลุมทั่วผืนป่าก็มลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่ค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยเสียงธรรมชาติที่แท้จริง โมนีก้าทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยเศษใบไม้ เธอเก็บดาบสุริยคติคืนสู่กำไลข้อมือด้วยมือที่ยังสั่นเทา แผ่นหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่พลางหอบหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด "จัดการ... ได้สักทีนะ" เธอพึมพำปาดเลือดสีแดงเข้มที่มุมปากออกอย่างลวก ๆ



            อาริเอลเดินกะเผลกเข้ามาหา ขาสัมฤทธิ์ของเธอมีรอยขีดข่วนและคราบเลือดอสุรกายติดอยู่ประปราย เธอทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ โมนีก้า ทั้งคู่หันมาสบตากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาท่ามกลางความสะบักสะบอม เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่รู้ว่ารอยร้าวของกาลเวลาในซาเล็มปี 1692 ได้ถูกเย็บปิดลงอย่างสมบูรณ์แล้ว



            "พี่โมนีก้า! พี่อาริเอล!" จูลี่ เดรค วิ่งถลาออกมาจากหลังโขดหิน ใบหน้าเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยความกังวล เขาพยายามควานหาขวดพูนวารีและน้ำยาเวทมนตร์ในกระเป๋าเพื่อจะมารักษาบาดแผลให้พี่สาวทั้งสอง "รอเดี๋ยวนะครับ ผมจะช่วย..."



            ทว่าก่อนที่มือของเด็กชายจะทันได้แตะตัวพวกเธอ จู่ ๆ ผงกาลเวลาที่เทพอิออนเคยมอบให้โมนีก้าและอาริเอลไว้ก็เริ่มปะทุประกายแสงสีรุ้งออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แสงเหล่านั้นหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นโอบอุ้มร่างของทั้งสามคนไว้ในวงล้อมของพลังงานที่หนาแน่น มวลอากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือนจนมองไม่เห็นภาพป่าเบื้องหลัง 



            "เดรค! ฟังนะ!" โมนีก้าตะโกนก้องแข่งกับเสียงหวีดหวิวของกาลเวลาที่กำลังดึงดูดร่างของเธอไป "พวกเรากำลังจะกลับไปในเวลาปัจจุบันแล้ว เธอไม่ต้องกลัวนะ! ทุกอย่างจะเรียบร้อย!" ในขณะที่จูลี่ตาโตด้วยความตกใจ พยายามยื่นมือไปหาแต่ร่างของเขาเริ่มถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองเข้มข้น โมนีก้าใช้เฮือกสุดท้ายส่งเสียงบอกผ่านรอยแยกที่กำลังจะปิดลง 



            "ถ้ามีปัญหาอะไร... หรือถ้าเธอหลุดกลับไปได้แล้ว ติดต่อมาที่เบอร์ 727-461-5 นะ! จำไว้!"



            พริบตานั้น แสงสว่างจ้าดับวูบลง ทิ้งความอ้างว้างไว้ในป่าซาเล็มปี 1692 ร่างของโมนีก้าและอาริเอลรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงเข้าไปในอุโมงค์มิติที่ไร้ก้นบึ้ง ทั้งคู่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงมิติที่ดูเหมือนจะว่ายอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยแสงระยิบระยับของดวงดาวและเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ต่าง ๆ พวกเธอมองเห็นรอยแตกของเวลาที่กำลังปิดตัวลงทีละจุด จนกระทั่งสายตาของโมนีก้าเหลือบไปเห็นรอยแตกขนาดใหญ่ที่มีแสงสีฟ้าอ่อนโยนลอดออกมา



            "ทางนั้น อาริเอล!"



            โมนีก้าคว้ามืออาริเอลไว้แน่น ทั้งสองรวบรวมพละกำลังพุ่งตัวผ่านห้วงอากาศเข้าสู่รอยแตกนั้นทันที ความรู้สึกเหมือนถูกบีบอัดผ่านช่องแคบ ๆ พุ่งผ่านร่างไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะตัดเป็นสีขาวโพลน



            ตุบ!



            ร่างของโมนีก้าและอาริเอลตกลงกระแทกพื้นดินที่ปูด้วยยางมะตอยอย่างจัง กลิ่นควันท่อไอเสียและเสียงแตรรถยนต์ที่ห่างไกลดึงสติของพวกเธอให้กลับคืนมา โมนีก้ายันกายขึ้นมองไปรอบ ๆ เธอพบว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ลานจอดรถร้างแห่งหนึ่งในซาเล็ม ทว่าสิ่งก่อสร้างรอบตัวกลับไม่ใช่บ้านไม้สีดำอีกต่อไป แต่เป็นตึกแถวและร้านกาแฟที่ประดับไฟนีออน



            โมนีก้ารีบหยิบแท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ออกมาตรวจสอบพิกัดและเวลาทันที หน้าจอสัมฤทธิ์วิเศษสว่างวาบขึ้นมาพร้อมตัวเลขที่ทำให้เธอใจชื้นขึ้นมาบ้าง



            ยินดีต้อนการรับกลับสู่ซาเล็ม แมสซาซูเซตส์ในปี 2026 … (และเนื้อเรื่องหลัก (พึ่ง)จะเริ่มต้นขึ้น)



            "เรากลับมาแล้ว...โอ้ย สักทีเว้ย" โมนีก้าพึมพำพลางพิงหลังเข้ากับตู้ขายน้ำอัตโนมัติ "ซาเล็มปี 2026 กลับมาสู่ปัจจุบันสักทีนะอาริเอล"



            อาริเอลลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจจนขาสัมฤทธิ์ส่งเสียงดัง กวาดสายตามองไปที่ป้ายร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกล "อืม... ปัจจุบันจริง ๆ ด้วยค่ะ กลิ่นน้ำมันเครื่องกับขยะพวกนี้มันช่างหอมชื่นใจกว่ายุคพูริตันเป็นไหน ๆ เลยล่ะ" ทั้งสองยืนนิ่งท่ามกลางลมหนาวของเดือนมกราคมในยุคปัจจุบัน แม้จะยังสะบักสะบอมจากการต่อสู้กับหมูป่ายักษ์ แต่ภารกิจซ่อมกาลเวลาครั้งนี้ก็ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงคำถามเดียวในใจของโมนีก้าว่า เด็กชายจูลี่ เดรค จะได้รับข้อความและกลับมาหาพวกเธอในเวลาที่ถูกต้อง…



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เริ่มเนื้อเรื่องหลักสักที ไอ้สัสสสส
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าและอาริเอลช่วยจูลี่ เดรค สำเร็จ!!!!!

[โมนีก้า อาริเอล - กลับสู่วันที่ 04 มกราคม 2026]

[จูลี่ เดรค - กลับสู่วันที่ 04 มกราคม 2026 ค่ายฮาล์ฟบลัด]


Loot & Rewards
กำจัด หมูป่าครอมมิโอเนียน (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
ได้รับ เขี้ยวพิโรธครอมมิโอเนียน จำนวน 2 ชิ้น 2 x 2 = 4 ชิ้น
ได้รับ เนื้อครอมมิโอเนียน จำนวน 2 ชิ้น 2 x 0 = 0 ชิ้น (แอดบอกว่าไม่ดรอปแต่เป็นของที่ต้องได้อยู่แล้ว)
สรุปสิ่งที่ได้รับ เขี้ยวพิโรธครอมมิโอเนียน 2 ชิ้น
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัด หมูป่าครอมมิโอเนียน ครั้งแรก
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-21 12:55
โพสต์ 95,896 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก พลังบงการความยาวของร่างกาย  โพสต์ 2026-1-21 12:45
โพสต์ 95,896 ไบต์และได้รับ +5 EXP +10 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก โล่สคูทุม  โพสต์ 2026-1-21 12:45
โพสต์ 95,896 ไบต์และได้รับ +10 เกียรติยศ +10 ความกล้า จาก รองเท้าเดินทัพ  โพสต์ 2026-1-21 12:45
โพสต์ 95,896 ไบต์และได้รับ +8 EXP +10 เกียรติยศ จาก เกมคอนโซลพกพา  โพสต์ 2026-1-21 12:45

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +2 ย่อ เหตุผล
God + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-21 15:58:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-22 09:43

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 43 : กลับมาแล้ว

วันที่ 04-05 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             พิกัดของเมืองซาเล็มนั้นช่างแตกต่างจากภาพจำที่เพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่นาทีอย่างลิบลับ โมนีก้าปัดฝุ่นละอองจากยุคพูริตันออกจากชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สที่ยังคงทำหน้าที่พรางตัวเธอได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่อาริเอลเดินกะเผลกตามมาด้วยขาสัมฤทธิ์วิเศษที่ส่งเสียงกระทบพื้นยางมะตอยดัง แกร็ก แกร็ก ท้องฟ้าสีส้มอมม่วงยามโพล้เพล้กำลังถูกความมืดมิดเข้าเข้าครอบงำ ลมหนาวของเดือนมกราคมกรีดแทงผ่านผิวหนังจนโมนีก้าต้องกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น



             “โรงแรมคือเป้าหมายแรกค่ะอาริเอล ฉันต้องการฝักบัวน้ำอุ่นและเตียงนุ่ม ๆ มากกว่าการหนีหมูป่ายักษ์ในป่าทึบแล้ว” โมนีก้าพึมพำพลางกวาดสายตามองหาป้ายโรงแรมที่ใกล้ที่สุด



             แต่ก่อนที่พวกเธอจะได้ก้าวพ้นตรอกมืดข้างลานจอดรถร้าง กลิ่นสาบที่รุนแรงและเหม็นเน่าจนแสบจมูกพลันโชยมาตามลม มันเป็นกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ปลุกสัญชาตญาณเดมิก็อดให้ตื่นตัวถึงขีดสุด อาริเอลหยุดกึก ดวงตาสีแดงของเธอวาววับขึ้นท่ามกลางความสลัว “คุณโมนีก้า... ข้างบน!”



             พรึ่บ! พรึ่บ!



             เสียงกระพือปีกขนาดมหึบาดังเหนือหัวพร้อมกับเงาดำทมิฬสองร่างที่โฉบผ่านยอดตึกแถวไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกมันจะร่อนลงจอดบนหลังคารถตู้เก่า ๆ ที่จอดทิ้งไว้ ห่างจากทั้งคู่ไปเพียงไม่กี่เมตร ร่างนั้นสูงเกือบ 3 เมตร ผิวหนังดูหนาและขรุขระเหมือนหนังแรด ปีกค้างคาวขนาดใหญ่พับเก็บไว้ข้างกาย อุ้งเท้าที่มีเพียงสามนิ้วจิกทะลุหลังคารถจนบุบสลาย และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือเขารูปทรงประหลาดบนหัวที่เรืองแสงสีขาวนวลออกมาจากหน้าผาก



             แวนมีเทอร์…โมนีก้าสบถพลางสะบัดข้อมือเรียกดาบสุริยคติออกมาทันที แสงสีเหลืองทองจากคมดาบสัมฤทธิ์แผ่กระจายออกมาต้านทานความมืด



             “กระสุนตะกั่วของพวกมนุษย์ยังระคายผิวข้าไม่ได้... แล้วเจ้าล่ะ เลือดผสม มีอะไรที่แหลมคมกว่านั้นมาอวดข้าไหม?” หนึ่งในพวกมันคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนที่อัญมณีบนหน้าผากของมันจะส่องแสงเจิดจ้าลำแสงสีขาวเข้มข้นถูกปล่อยออกมาจากหน้าผากของมัน พุ่งตรงเข้าหาโมนีก้าประดุจสายฟ้า



             โมนีก้ากระโดดม้วนตัวหลบไปทางซ้าย ลำแสงนั้นปะทะเข้ากับผนังอิฐจนระเบิดกระจายเป็นผุยผง เธอไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าใส่แวน มีเทอร์ตัวที่ใหญ่กว่าด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ อาริเอลเองก็คำรามลั่น พละกำลังกายภาพของเอมพูซ่าถูกรีดออกมาจนถึงขีดสุด เธอใช้ขาข้างที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษถีบส่งตัวเองขึ้นไปบนอากาศ พุ่งเข้าชนแวน มีเทอร์ตัวที่เล็กกว่าจนมันร่วงตกจากหลังคารถ



             “กินนี่หน่อยเป็นไง!” อาริเอลตะโกนพลางเหวี่ยงกำไลเทสเซราออกไปเป็นวงกว้าง คลื่นกระแทกสีฟ้าปะทะเข้ากับหน้าอกของมัน แต่มันกลับใช้ปีกแข็งหนารับการโจมตีไว้ได้



             โมนีก้ากวัดแกว่งดาบสุริยคติเข้าใส่ แวน มีเทอร์ใช้กรงเล็บแหลมคมเข้าปะทะกับใบดาบจนเกิดประกายไฟสาดกระเซ็น ดาบของเธอที่ผสมด้วยแร่อุกกาบาตเริ่มดูดซับพลังงานจากการปะทะครั้งแล้วครั้งเล่า เธอมองเห็นจังหวะที่มันกำลังจะปล่อยลำแสงออกมาอีกครั้ง โมนีก้าเรียกใช้พลังเนตรแห่งฟีบี้สร้างเกราะแสงสีขาวขึ้นมาสะท้อนการโจมตีกลับไปหาเจ้าของ



             เปรี้ยง!



             ลำแสงของมันเองสะท้อนกลับไปโดนเข้าที่หน้าอกจนมันเซถลา โมนีก้าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เธอรวบรวมพลังงานที่สะสมไว้ในดาบแล้วสวนกลับเป็นคลื่นกระแทกพลาสม่าที่รุนแรงที่สุด 



             ดาบสุริยคติฟาดฟันผ่านอากาศ ตัดผ่านปีกและลำคอของอมนุษย์ค้างคาวจนมันกรีดร้องลั่น ร่างของมันสลายกลายเป็นละอองทองคำปลิวว่อนไปในอากาศทันที ในเวลาเดียวกัน อาริเอลก็ใช้ขาสัมฤทธิ์เตะเข้าที่จุดอ่อนใต้คางของตัวที่เหลืออย่างจัง ก่อนจะจิกกรงเล็บและกระชากปีกมันจนร่างของมันทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสลายตามเพื่อนของมันไป



             ความเงียบกลับคืนสู่ตรอกนั้นอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นเหม็นอับของแวน มีเทอร์ที่เริ่มจางหายไป โมนีก้าหอบหายใจพลางเก็บดาบคืนสู่กำไลข้อมือ “ให้ตายสิ... ยุคปัจจุบันก็ไม่ได้สงบสุขไปกว่าปี 1692 เลยนะคะ” โมนีก้าบ่นพลางปาดเหงื่อ



             “อย่างน้อยก็ไม่มีกองฟืนมาไล่เผาเราล่ะนะคะ” อาริเอลยิ้มกว้างพลางตบไหล่เพื่อนสาว “ไปเถอะ ค่ะฉันเห็นโรงแรมอยู่หัวมุมถนนนั่นแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะนะคุณหัวหน้าทีม” ทั้งสองเดินเคียงข้างกันมุ่งหน้าสู่แสงไฟของโรงแรมท่ามกลางความหนาวเหน็บ แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ แต่ภารกิจที่ซาเล็มก็ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ โมนีก้าแอบล้วงแท็บเล็ตออกมาดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเบอร์โทรศัพท์ที่เธอทิ้งไว้ให้เด็กชายเดรคนั้นยังคงได้รับการบันทึกไว้อย่างถูกต้อง



             เช้าวันใหม่ในเมืองซาเล็มมาพร้อมกับอากาศที่เย็นจัดจนกระจกหน้าต่างโรงแรมขึ้นฝ้าขาว หลังจากผ่านคืนอันแสนสงบในเตียงนุ่มมวลเบาและห้องอาบน้ำอุ่นที่ช่วยชะล้างทั้งคราบเลือดอสุรกายและความเหนื่อยล้าจากศตวรรษที่ 17 จนหมดสิ้น โมนีก้าและอาริเอลก็พร้อมที่จะมุ่งหน้าต่อทันที ก่อนจะก้าวออกจากห้องพัก โมนีก้าหยิบแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์ขึ้นมาตรวจสอบวันที่ให้แน่ใจอีกครั้ง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าจอ



             “อาริเอล... นี่มันวันที่ 4 มกราคมแล้วเหรอเนี่ย? เราหายไปแค่ไม่กี่วันในที่นี่ แต่เวลาที่นั้นเดินล่วงหน้าไปไวกว่าที่คิดนะ” โมนีก้าพึมพำพลางอมยิ้มเมื่อนึกถึงคนสำคัญที่รอข่าวจากเธออยู่ นิ้วเรียวยาวพิมพ์ข้อความส่งผ่านโครงข่ายหมอกบังตาที่ถูกเข้ารหัสเวทมนตร์ มุ่งตรงสู่เจ้าของหัวใจที่คงกำลังยุ่งอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส หรือไม่ก็กำลังซ้อมพิณอยู่ในวิหารสักแห่ง



             [ที่รัก ตอนนี้กลับมาแล้วนะคะ ฉันอยู่ที่ซาเลมปี 2026 แล้ว นี่วันที่ 4 มกราคมแล้วเหรอเนี่ย? แต่โชคดีที่ได้เคาน์ดาวน์กับคุณก่อนหน้านี้นะคะ รักคุณค่ะ ฉันกำลังจะไปชิคาโก้ต่อ อย่าโหมงานมากนะ พักผ่อนด้วย เดี๋ยวสิวขึ้นนะคะ]



             ไม่ถึงนาที ข้อความตอบกลับในรูปแบบอักษรสีทองเรืองแสงก็เด้งขึ้นมาพร้อมไอคอนดวงอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเลสเตอร์หรือมหาเทพอะพอลโลผู้หลงใหลในรูปลักษณ์ของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด


Apollo☀️
online
300
ที่รัก ตอนนี้ฉันอยู่เซเลมปี 1692 แหละ กำลังทำภารกิจอยู่ เดี๋ยวกลับไปหานะคะหลังจบภารกิจ ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่ที่รัก
ที่รัก! เซเลมปี 1692 เหรอ? โอ๊ย... ที่นั่นมันบรรยากาศตึงเครียดและ 'บูด' มากเลยนะ ข้าจำได้ว่ายุคนั้นพวกมนุษย์น่ะพารานอยด์กันสุดๆ ระวังพวกที่ชอบชี้หน้าหาว่าเป็นแม่มดด้วยล่ะ ถึงเจ้าจะเป็นบุตรีแห่งเซเรสที่เก่งกาจ แต่ที่นั่นพลังของเฮเคทีน่าจะป่วนอยู่ไม่น้อยเลย ดูแลตัวเองดีๆ นะที่รัก พี่ไม่อยากให้เจ้าต้องไปวุ่นวายกับพวกศาลเตี้ยพวกนั้น

ส่วนพี่น่ะเหรอ? ตอนนี้พี่กำลังนั่งเช็กยอดฟอลในโซเชียลเน็กตาร์อยู่จ้า แล้วก็เพิ่งซ้อมดีดพิณเพลงใหม่ที่กะจะเอาไว้เปิดตัวตอนเจ้ากลับมาด้วย รับรองว่าเพราะจนเหล่านางไม้ต้องเคลิ้ม (แต่พี่ให้เจ้าฟังคนเดียวนะ!) อ้อ... แล้วก็เพิ่งทะเลาะกับอาร์เทมิสนิดหน่อยเรื่องที่พี่เอาน้ำมันหอมระเหยของนางมาเช็ดรถลากดวงอาทิตย์น่ะ ก็มันช่วยให้รถเงาวับจับใจนี่นา!

รีบทำภารกิจให้เสร็จนะโมนีก้า พี่เริ่มเหงาจนต้องนั่งคุยกับรูปปั้นตัวเองแล้วเนี่ย ที่เซเลมไม่มีอะไรน่าสนุกหรอก กลับมาหาเทพที่หล่อที่สุดในจักรวาลที่ปี 2026 ดีกว่า รักเจ้านะจ๊ะ! ☀️✨
ที่รัก ตอนนี้กลับมาแล้วนะคะ ฉันอยู่ที่เซเลมปี 2026 แล้ว นี้วันที่ 5 มกราคมแล้วหรอ แต่โชคดีที่ได้เคาน์ดาวน์กับคุณก่อนหน้านี้นะคะ รักคุณค่ะ ฉันกำลังจะไปชิคาโก้ อย่าโหมงานมากนะ พักผ่อนด้วย เดี๋ยวสิวขึ้น
โห กลับมาแล้วเหรอที่รัก! ดีใจจังที่ได้เคาน์ดาวน์ด้วยกัน (ถึงแม้ความหล่อของพี่จะเด่นกว่าพลุทั้งท้องฟ้าก็เถอะนะ) แป๊บเดียววันที่ 5 แล้วเหรอเนี่ย เวลาโลกมนุษย์นี่เดินไวจริงๆ ข้าเกือบจะส่งอินทรีไปตามหาที่เซเลมแล้วนะเนี่ย

ไปชิคาโก้ต่อเหรอ? เมืองลมแรงแบบนั้นระวังผมเสียทรงล่ะ แต่ไม่ต้องห่วง พี่จะสั่งให้ลมพัดเบาๆ แบบเซตทรงให้เจ้าดูสวยเหมือนถ่ายมิวสิกวิดีโอตลอดเวลาเลย

ส่วนเรื่องสิวน่ะ... ระดับอะพอลโล่ผู้เจิดจรัสแล้ว ผิวหน้าพี่เนียนกริบยิ่งกว่าหินอ่อนบนยอดเขาโอลิมปัสอีกนะจ๊ะ! สิวไม่กล้าขึ้นหรอก เพราะมันทนความหล่อระดับ 4K ของพี่ไม่ไหว แต่เห็นแก่ที่รักที่เป็นห่วง พี่จะยอมพักผ่อน งดส่องกระจกเช็กความเป๊ะสัก 10 นาทีเพื่อเจ้าก็ได้

เดินทางปลอดภัยนะโมนีก้าของพี่ มีอะไรทักมาได้ตลอด พี่สแตนด์บายรออ่านข้อความเจ้าอยู่แล้ว รักนะจ๊ะ! ☀️✨
โอเคค้าบ เค้าขับรถไปชิคาโก้ละ รักคุณนะ อย่าลืมพักผ่อนด้วย



             โมนีก้าหลุดขำออกมาจนอาริเอลที่กำลังเช็กความเรียบร้อยของกำไลเทสเซราต้องหันมามองค้อน “แหม... คุยกับท่านเทพผู้เจิดจรัสนี่มันชื่นใจจนลืมความเจ็บแผลเลยนะแม่คุณ”



             “คนเขาน่ารักนี่นา” โมนีก้ายักไหล่พลางเก็บแท็บเล็ตลงกระเป๋า ทั้งคู่ลงมาที่ลานจอดรถร้างจุดเดิม โมนีก้าล้วงมือเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ต ดึงเอาแคปซูลขนาดเล็กออกมาวางลงบนพื้นถนน เธอแตะสวิตช์เวทมนตร์เพียงเบา ๆ พริบตานั้น วัตถุจิ๋วก็ขยายตัวออกอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงกลไกไฮเทคที่ทำงานอย่างลื่นไหล จนกลายเป็นวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ รถสปอร์ต Ferrari 458 สีดำด้านสุดโฉบเฉี่ยวที่หุ้มเกราะเวทมนตร์ของเฮเฟตัสไว้ทั้งคัน



             “เชิญค่ะ คุณพรานป่า... อ้อ ไม่ใช่สิ อาริเอลแห่งค่ายจูปิเตอร์” โมนีก้าผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะเปิดประตูรถที่ลาดต่ำ



             อาริเอลหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะหนังแท้ที่ปรับรูปทรงตามสรีระอย่างพึงพอใจ “เบาะนี่นุ่มกว่ากองฟางที่ซาเลมเยอะเลยนะคะ”



             เสียงเครื่องยนต์ V8 คำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วลานจอดรถ โมนีก้าเหยียบคันเร่งเพียงนิด รถสปอร์ตหุ้มเกราะก็พุ่งตัวออกสู่ถนนใหญ่ด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ระบบพรางตาทำงานอัตโนมัติทำให้คนเดินถนนเห็นเพียงแค่รถหรูทั่วไปคันหนึ่งที่ขับผ่านไปอย่างสง่างาม โมนีก้าหมุนพวงมาลัยมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ทิ้งร่องรอยของการเผาแม่มดและรอยแยกกาลเวลาไว้เบื้องหลัง เป้าหมายต่อไปคือเมืองแห่งสายลมอย่างชิคาโก้ ที่ซึ่งรอยร้าวของกาลเวลาจุดใหม่กำลังรอให้พวกเธอไปสะสาง



             “เอาล่ะอาริเอล... เตรียมตัวให้พร้อมนะ ชิคาโก้อาจจะมีอะไรที่มันพัดแรงกว่าลมธรรมดารอเราอยู่ก็ได้” โมนีก้าเอ่ยพร้อมเร่งความเร็วทะยานไปบนไฮเวย์ มุ่งหน้าสู่ภารกิจถัดไปท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มสาดส่องลงมาทักทาย




สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
สักกะที เย่สส
Quest Summary
สรุป

พักที่เซเล็มเช้าวันถัดมาก็เดินทางไปชิคาโก้

[โมนีก้า อาริเอล - เดินทางไปยังชิคาโก้ในเช้าวันที่ 5 มกราคม]

Loot & Rewards
กำจัด แวน มีเทอร์ 2 ตัว (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
ได้รับ เยื่อบุปีกแวนมีเทอร์ จำนวน 4 ชิ้น 4 x 2 = 8 ชิ้น
ได้รับ เขาแวนมีเทอร์ จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 3 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ เยื่อบุปีกแวนมีเทอร์ 4 ชิ้น, เขาแวนมีเทอร์ 3 ชิ้น
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 62220 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-21 15:58
โพสต์ 62,220 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-21 15:58
โพสต์ 62,220 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล  โพสต์ 2026-1-21 15:58
โพสต์ 62,220 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-21 15:58
โพสต์ 62,220 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-21 15:58
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-22 10:38:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-22 10:48

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 44 : ออกเดินทางอีกสักรอบ

วันที่ 05 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงกลางวัน 07.00 เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ ไปยัง เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

             เสียงเครื่องยนต์ V8 ของรถวัลแคนส์เอ็มเบอร์ คำรามกึกก้องพารถสปอร์ตสีดำด้านทะยานไปตามทางหลวงสาย I-90 W มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก วิวสองข้างทางของมอนโรเคาน์ตีเริ่มกลายเป็นทุ่งโล่งกว้างสลับกับแนวป่าที่ดูเงียบสงัด แสงแดดอ่อน ๆ ของต้นเดือนมกราคมสะท้อนกับฝากระโปรงรถ Ferrari 458 ที่ดูหรูหราจนผิดที่ผิดทางบนถนนสายเปลี่ยวใกล้เมืองโรเชสเตอร์



             โมนีก้าผ่อนคลายมือบนพวงมาลัยพลางฮัมเพลงเบา ๆ ตามจังหวะวิทยุที่เลสเตอร์แอบปรับจูนคลื่นให้เป็นเพลงรักยุค 80 แต่อาริเอลที่นั่งข้าง ๆ กลับไม่ได้ดูผ่อนคลายตามไปด้วย ดวงตาสีแดงของเอมพูซ่าสาวจ้องเขม็งไปยังถนนข้างหน้าที่ทอดยาวสุดสายตา



             "คุณโมนีก้า... ฉันว่าหมอกข้างหน้ามันดูหนาแปลก ๆ นะคะ" อาริเอลเตือนพลางขยับกำไลเทสเซรา

             "คิดไปเองหรือเปล่าคะอาริเอล ที่นี่มันนิวยอร์กนะ หมอกลงจัดเป็นเรื่องปกติน่า..."



             ยังไม่ทันขาดคำ พื้นถนนคอนกรีตที่ดูแข็งแกร่งพลันสั่นสะเทือนปานแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงจนระบบกันสะเทือนเวทมนตร์ของวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ต้องทำงานอย่างหนัก พริบตานั้นเอง ร่างมหึมาที่โมนีก้าเพิ่งจะจัดการไปในศตวรรษที่ 17 ก็พุ่งทะลุออกมาจากแนวป่าข้างทาง ตัดหน้ารถสปอร์ตหรูในระยะประชิดจนโมนีก้าต้องเหยียบเบรกจนมิด



             เอี๊ยดดดดด!



             ยางรถสปอร์ตบดกับพื้นถนนจนเกิดควันเล็กน้อย รถหยุดสนิทห่างจากร่างนั้นเพียงไม่กี่นิ้ว โมนีก้าเบิกตากว้างพลางกรอกตาขึ้นฟ้าด้วยความเซ็งสุดขีด "ล้อกันเล่นใช่ไหม? นี่มันวันรวมญาติหมูป่าหรือไง!"



             เบื้องหน้าของพวกเธอคือหมูป่าครอมมิโอเนียนอีกตัวหนึ่ง แต่นี่คือร่างของมันในยุค 2026 ขนของมันไม่ได้เป็นเพียงขนแข็งธรรมดา แต่มันดูเหมือนสายเคเบิลเหล็กที่ขึ้นสนิมและส่งกลิ่นไหม้ของยางมะตอย ตัวของมันใหญ่กว่าเดิมเกือบเท่าตัว และมันดูโมโหกว่าตัวที่ซาเล็มเป็นสิบเท่า "ยุคนี้มันคงสิงอยู่ตามโรงงานร้างหรือทางหลวงสายเปลี่ยวสินะคะ" อาริเอลพูดพร้อมเปิดประตูรถ "ลงไปจัดการมันก่อนที่มันจะขยี้รถของคุณเป็นกระป๋องน้ำอัดลมกันเถอะค่ะ"



             โมนีก้ากระโดดลงจากรถ สะบัดข้อมือเรียกดาบสุริยคติออกมาในพริบตา แสงสีทองจากดาบสัมฤทธิ์อุกกาบาตสว่างจ้าท้าทายแสงอาทิตย์ "อย่ามาแตะต้องรถฉันนะไอ้ปีศาจหมูขยะ!"



             การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างบ้าคลั่ง หมูป่ายักษ์พุ่งเข้าใส่ด้วยพละกำลังที่มากกว่าตัวก่อนหน้าหลายเท่า มันใช้หัวขนาดมหึมาขวิดเข้าที่สีข้างของโมนีก้าในจังหวะที่เธอพยายามจะร่ายรากไม้พันธนาการ ร่างของธิดาแห่งซีเรสกระเด็นไปกระแทกกับแบริเออร์กั้นถนนจนเหล็กบุบเข้าไป โมนีก้ากัดฟันกรอดด้วยความจุก พลังชีวิตของเธอลดวูบลงจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ซี่โครง



             "คุณโมนีก้า!" อาริเอลคำรามพลางพุ่งตัวข้ามหัวหมูป่า เธอใช้ขาสัมฤทธิ์เตะเข้าที่ดวงตาของมันอย่างจังจนเลือดอสุรกายสีทองพุ่งกระฉูด หมูป่าร้องลั่นและสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่งจนอาริเอลกระเด็นไปอีกทาง



             โมนีก้ารวบรวมสมาธิอีกครั้ง เธอใช้สัมผัสแห่งชีวิตเร่งเถาวัลย์หนามที่ขึ้นอยู่ข้างทางหลวงให้พุ่งพรวดขึ้นมาหนาแน่นปานกำแพงคุก เถาวัลย์เหล่านั้นรัดรึงขาและลำตัวของหมูป่ายักษ์ไว้แน่น ในขณะที่อาริเอลใช้พละกำลังเอมพูซ่ากดร่างมันไว้กับพื้นถนน



             "ปิดบัญชีมันเลย!" อาริเอลตะโกน



             โมนีก้าพุ่งตัวออกไป ดาบสุริยคติในมือดูดซับแสงอาทิตย์ยามบ่ายจนร้อนแรงถึงขีดสุด เธอตวัดดาบเป็นเส้นโค้งที่งดงาม ตัดผ่านลำคอหนาเตอะของหมูป่าครอมมิโอเนียนจนร่างมหึมานั้นสลายกลายเป็นละอองทองคำ ปลิวหายไปในสายลมตามทิศทางของรถที่วิ่งผ่านไปมาซึ่งมองเห็นเพียงแค่ฝุ่นดินกองใหญ่ และแล้วการปะทะจบลงในเวลาไม่นาน แต่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้บนตัวโมนีก้าไม่น้อย เธอเดินกะเผลกกลับไปที่รถพลางเอามือลูบสีข้าง "โอ๊ย... ตัวนี้แม่งหมัดหนักกว่าตัวแรกอีก อาริเอล"



             "ก็มันกินยางมะตอยเป็นอาหารมั้งค่ะ" อาริเอลตอบพลางช่วยประคองโมนีก้าขึ้นรถ "คุณบาดเจ็บนะ ขับช้าลงหน่อยเถอะค่ะ"



             โมนีก้าพยักหน้าพลางถอนหายใจ เธอหยิบ Energy Bar จากสร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตขึ้นมากินเพื่อฟื้นฟูพลังงานเบื้องต้น ก่อนจะปรับเบาะรถ Ferrari ให้เอนลงเล็กน้อย เธอกดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของวัลแคนส์เอ็มเบอร์ ให้ค่อย ๆ ขับไปตามไฮเวย์อย่างนุ่มนวลที่สุด



             "ไปต่อแบบชิล ๆ แล้วกันนะชิคาโก้..." โมนีก้าพึมพำพลางหลับตาลงพักผ่อน ปล่อยให้รถสปอร์ตหรูพาพวกเธอเดินทางผ่านแสงสุดท้ายของวัน มุ่งหน้าสู่เมืองแห่งสายลมด้วยความเร็วที่ลดลง เพื่อรักษาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจจากสมรภูมิกลางทางหลวงที่เพิ่งผ่านมา



             ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบของวัลแคนส์เอ็มเบอร์ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำแผ่วเบาขณะระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติพาพาหนะสุดหรูเลื่อนไหลไปตามไฮเวย์ที่ทอดยาวมุ่งสู่ทิศตะวันตก โมนีก้าเอนหลังพิงเบาะหนังนุ่ม หลับตาลงเพื่อหวังจะบรรเทาอาการปวดแปลบที่สีข้างจากแรงกระแทกของหมูป่ายักษ์



             ในขณะที่อาริเอลเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์ของโมนีก้าในมือไปมา แสงสีฟ้าจากหน้าจอสัมฤทธิ์วิเศษส่องกระทบใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยหมอกพรางตาของเธอ เธอขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพที่แฝงความสนิทใจมากขึ้นกว่าวันแรกที่เจอกัน 



             “คุณโมนีก้าคะ... ดูเหมือนว่าข่าวล่ามาแรงจากค่ายจะอัปเดตแล้วล่ะค่ะ”

             โมนีก้าลืมตาขึ้นข้างหนึ่งพลางหันไปมองคู่หู “ข่าวอะไรเหรออาริเอล? มีเรื่องด่วนที่ค่ายจูปิเตอร์หรือเปล่า?”



             “ไม่ใช่ค่ายเราค่ะ แต่เป็นข่าวซุบซิบจากฝั่งกระท่อมเฮคาทีที่ค่ายฮาล์ฟบลัด” อาริเอลขยับแว่นสายตา (ที่เธอใส่เพื่อให้ดูเป็นพรานหนุ่มผู้มีความรู้) แล้วเริ่มอ่านหัวข้อข่าวด้วยน้ำเสียงที่ปนความฉงน “หัวข้อข่าวบอกว่า... ช็อกทั้งกระท่อม! พบ ‘จูลี่ เดรค’ ถูกแขวนหลับปุ๋ยบนสัญลักษณ์พระจันทร์ เจ้าตัวมึนตึ้บ จำได้แค่ตกหลุมแล้วภาพตัด!



             โมนีก้าเด้งตัวขึ้นนั่งตัวตรงทันทีจนลืมความเจ็บที่ซี่โครง “อะไรนะ? อ่านรายละเอียดให้ฉันฟังหน่อยซิอาริเอล”



             อาริเอลกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะอ่านเนื้อหาจากสำนักข่าวเฮอร์เมสให้ฟังยาวเหยียด “เนื้อหาบอกว่าเมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 มกราคม สมาชิกกระท่อมหมายเลข 20 พบจูลี่ถูกแขวนนอนหลับอย่างมีความสุขอยู่บนสัญลักษณ์รูปพระจันทร์หน้ากระท่อมค่ะ เจ้าตัวบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย รู้แค่ว่ากำลังเดินเล่นอยู่ดี ๆ ก็เหมือนตกหลุม แล้วสมองก็ขาวโพลนไปหมดจนมาฟื้นที่หน้ากระท่อมนี่แหละค่ะ ทางสำนักข่าวสรุปปิดท้ายด้วยว่าน่าจะเป็นฝีมือเทพจอมกวน หรือไม่ก็กับดักมิติที่ขยันโผล่มาช่วงนี้”



             เมื่อฟังจบ โมนีก้าก็ถอนหายใจยาวพลางพิงเบาะกลับลงไปอีกครั้ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ อย่างโล่งอก “อา... โอเค จำอะไรไม่ได้สินะ ไม่เป็นไรหรอก ปลอดภัยกลับค่ายไปนอนบนพระจันทร์ได้ก็ดีแล้วล่ะ”



             “คุณโมนีก้าทราบอยู่แล้วเหรอคะว่าเขาจะจำไม่ได้?” อาริเอลถามพลางลดแท็บเล็ตลง



             “ก็นิดหน่อยค่ะอาริเอล” โมนีก้าตอบพลางมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่แสงอาทิตย์อัสดงกำลังลาลับขอบฟ้า “การข้ามกาลเวลาและมิติมันส่งผลต่อความทรงจำของเดมิก็อดที่ไม่ใช่สายตรงเรื่องเวลาอยู่แล้ว อีกอย่าง ผงกาลเวลาของเทพอิออนอาจจะช่วยจัดระเบียบความทรงจำของเด็กคนนั้นให้กลายเป็นแค่ความฝันที่เลือนลาง เพื่อไม่ให้เขาต้องแบกรับความสยองขวัญของปี 1692 ไว้ในใจน่ะ” เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “แต่ถูกแขวนหลับบนพระจันทร์เนี่ยนะ... สมกับเป็นบุตรแห่งเฮคาทีจริง ๆ”



             “นั่นสิคะ ดูเป็นที่พักที่นุ่มนิ่มดีจัง” อาริเอลพยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุภาพ “แต่คุณโมนีก้าคะ อย่าเพิ่งขยับตัวเยอะเลยค่ะ บาดแผลที่สีข้างยังไม่หายดีเท่าไหร่ กินอาหารฟื้นพลังอีกสักนิดเถอะค่ะ เดี๋ยวเราก็จะถึงชิคาโก้กันแล้ว ฉันจะคอยดูข่าวและเฝ้าระวังทางนี้ให้เอง คุณพักผ่อนเถอะนะคะ”



             “ขอบใจนะอาริเอล” โมนีก้าพึมพำด้วยความซาบซึ้ง เธอหลับตาลงอีกครั้งพร้อมความรู้สึกอุ่นใจ แม้การเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอสุรกายและการซ่อมแซมกาลเวลาที่แสนเหนื่อยหน่าย แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าเด็กชายเดรคได้กลับไปถึงบ้านที่ถูกต้องแล้ว และรถวัลแคนส์เอ็มเบอร์ ยังคงวิ่งต่อไปอย่างนุ่มนวลท่ามกลางความมืดที่คืบคลานเข้ามา มุ่งหน้าสู่เมืองแห่งสายลมที่ซึ่งปริศนาบทใหม่กำลังรอคอยพวกเธออยู่ในเงามืดของตึกระฟ้า



             และแล้ว…



             เมื่อแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงไฟจากเสาสูงริมทางหลวงสาย I-90 W ที่สาดส่องผ่านกระจกหน้ารถวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โมนีก้าผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน แผลที่สีข้างเริ่มส่งอาการประท้วงด้วยความปวดตุบ ๆ แม้พลังจาก Energy Bar จะช่วยบรรเทาไปได้บ้าง แต่ความล้าสะสมจากการข้ามกาลเวลาและการต่อสู้กับหมูป่ายักษ์สองตัวในวันเดียวก็ทำให้เธอเริ่มตระหนักว่าร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างจริงจัง



             “คุณโมนีก้าคะ ดูเหมือนว่าเราจะเข้าเขตคลีฟแลนด์แล้วนะคะ” อาริเอลเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะลดหน้าจอแท็บเล็ตลงเพื่อให้สายตาได้พักจากแสงสีฟ้า “เราจะขับรวดเดียวไปถึงชิคาโก้เลย หรือจะแวะหาที่พักแถวนี้ดีคะ?”



             โมนีก้าเหลือบมองแผนที่ดิจิทัลบนหน้าปัดรถ “ถ้าฝืนขับต่ออีกห้าชั่วโมง ฉันว่าฉันคงได้เอารถไปสอยแบริเออร์ข้างทางแน่ ๆ ค่ะอาริเอล เราพักกันที่นี่แหละ พรุ่งนี้เช้าจะได้มีแรงลุยต่อ”



             เธอตัดสินใจเลือกโรงแรม La Quinta Inn & Suites by Wyndham Cleveland Airport West ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองคลีฟแลนด์ ข้อดีของมันคืออยู่ใกล้ทางขึ้นไฮเวย์พอดิบพอดี ช่วยให้พวกเธอไม่ต้องเสียเวลาฝ่าการจราจรที่คับคั่งของตัวเมืองในช่วงเช้ามืดวันพรุ่งนี้



             รถสปอร์ตสีดำด้านเคลื่อนตัวเข้าสู่ที่จอดรถของโรงแรมอย่างเงียบเชียบ พนักงานต้อนรับในหมอกบังตามองเห็นเพียงหญิงสาว (สวย) สองคนที่ดูเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่กำลังเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล โมนีก้าจัดการเช็คอินด้วยบัตรหมอกบังตาที่บิดเบือนข้อมูลให้ดูเป็นลูกค้าปกติอย่างรวดเร็ว



             เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องพัก โมนีก้าก็ทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนเก้าอี้ไม้ทันที ห้องพักขนาดมาตรฐานของโรงแรม 3 ดาวแห่งนี้ดูหรูหราเกินพอสำหรับนักรบครึ่งเทพที่เพิ่งผ่านสมรภูมิป่าซาเล็มมา กลิ่นสะอาดของผ้าปูที่นอนและแอร์ที่เย็นฉ่ำทำให้ความตึงเครียดในหัวใจของเธอเริ่มคลายตัว “คืนนี้คุณโมนีก้านอนพักให้เต็มที่เถอะค่ะ” อาริเอลกล่าวอย่างมีมารยาทขณะที่เธอเริ่มตรวจสอบความปลอดภัยรอบ ๆ ห้องตามสัญชาตญาณของทีมจู่โจม “ฉันจะเฝ้ายามกะแรกให้เอง ถึงที่นี่จะดูสงบแต่เราก็ประมาทไม่ได้”



             “ขอบคุณมากนะอาริเอล... เธอก็อย่าหักโหมนักล่ะ” โมนีก้าตอบพลางทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้อความจากเลสเตอร์อีกครั้งหนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นไอคอนดวงอาทิตย์สีทองที่ยังคงส่องสว่างอยู่ในกล่องข้อความ ก่อนที่เธอจะล้มตัวลงนอนในชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สที่ปรับสภาพให้กลายเป็นชุดนอนที่แสนสบาย



             ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพัก มีเพียงเสียงลมพัดแผ่วเบาจากภายนอกและแสงไฟประดิษฐ์จากถนนที่ลอดผ่านรอยแยกของม่านเข้ามา โมนีก้าปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้สติค่อยๆ ด่ำดิ่งสู่ห้วงนิทราเพื่อสะสมพลังงานไว้สำหรับการเผชิญหน้ากับความบิดเบี้ยวของกาลเวลาที่รอคอยอยู่ในเมืองแห่งสายลม... 



             วันนี้ภารกิจหนักหนา (ไม่มี อิอิ) ได้จบลงแล้ว และพรุ่งนี้จะเป็นบทเริ่มต้นใหม่ในชิคาโก้




สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
สักกะที เย่สส (เด๋วมาจัดหน้ามาลงไว้ก่อน)
Quest Summary
สรุป

เดินทางไปที่ชิคาโก้ อ่านข่าวของจูลี่ แล้วก็พักที่เมืองคลีฟแลนด์

[อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองเซเลม ไป เมืองชิคาโก้ ที่ถนนหลวง I-80 W]

[โมนีก้าและอาริเอลแวะพักนอนที่เมืองคลีฟแลนด์]

Loot & Rewards
กำจัด หมูป่าครอมมิโอเนียน (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ หนังครอมมิโอเนียน จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 6 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ หนังครอมมิโอเนียน 3 ชิ้น

ฟังข้าว
🌙 ช็อกทั้งกระท่อม! พบ 'จูลี่ เดรค' ถูกแขวนหลับปุ๋ยบนสัญลักษณ์พระจันทร์ เจ้าตัวมึนตึ้บ จำได้แค่ตกหลุมแล้วภาพตัด!
ได้รับ +15 EXP (Level Max +1 Point แทน)
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-22 12:26
โพสต์ 78553 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-22 10:39
โพสต์ 78,553 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-22 10:39
โพสต์ 78,553 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล  โพสต์ 2026-1-22 10:39
โพสต์ 78,553 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-22 10:39

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินดอลลาร์ -71 ย่อ เหตุผล
God -71

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-22 20:51:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 45 : หิ้วแมวในปี 2015

วันที่ 06 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงกลางวัน 07.00 เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ ไปยัง เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

            แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลอดผ้าม่านของโรงแรมในคลีฟแลนด์ไม่ได้ทำให้โมนีก้ายอมสละเวลาการดูแลตัวเองไปได้เลย หลังจากชำระล้างร่างกายจนสดชื่น ธิดาแห่งเซเรสในชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สก็นั่งอยู่หน้ากระจกค่อย ๆ บรรจงทาครีมบำรุงและแต่งแต้มใบหน้าให้งดงามหมดจดตามฉบับสาวรักสวยรักงามที่ไม่ยอมให้ความเหนื่อยล้าจากสมรภูมิมาทำลายความเป๊ะ ขณะที่อาริเอล เพื่อนร่วมเดินทางสาว ก็นั่งพักผ่อนอยู่บนโซฟาข้าง ๆ พลางใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์เพื่อตรวจสอบเส้นทางมุ่งหน้าสู่ชิคาโก้



            ฟึ่บ!



            จู่ ๆ มวลอากาศในห้องก็เกิดความบิดเบี้ยว กล่องพัสดุขนาดกลางกล่องหนึ่งหล่นวูบลงมาจากความว่างเปล่า กระแทกลงบนโต๊ะเครื่องแป้งข้างมือโมนีก้าจนขวดครีมเกือบกระเด็น บนฝากล่องนั้นมีตราประทับขี้ผึ้งรูปไม้เท้าแคดูเซียสของเทพเฮอร์มีสเด่นหรา พร้อมสติกเกอร์สีทองสะท้อนแสงที่เขียนกำกับไว้ว่า ส่งด่วนพิเศษ: จ่ายค่าธรรมเนียมโดยวิหารแห่งอะพอลโล



            โมนีก้าเลิกคิ้วขึ้นพลางอมยิ้ม รู้ทันทีว่าใครคือเจ้าของพัสดุชิ้นนี้ เมื่อเธอเปิดฝากล่องออก แสงสีทองเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของแสงแดดและดอกลอเรล บนแผ่นปาปิรุสที่วางอยู่บนสุดมีลายมือหวัด ๆ ที่เขียนเป็นบทไฮกุ 10 บรรทัดตามความหลงใหลในกวีนิพนธ์ของเลสเตอร์



            เช้าตรู่ที่สดใส ใบหน้าเจ้าช่างงดงาม ยิ่งกว่าแสงสุริยา จากซาเล็มสู่ชิคาโก้ ทางนั้นลมแรงนัก ข้าจึงส่งของมาให้ ใช้ดูแลตัวเองนะ อย่าลืมคิดถึงพี่ ผู้หล่อเหลาที่สุด รักเจ้านะโมนีก้า



            เมื่อจบตัวอักษรสุดท้าย ก็ปรากฏภาพวาดหน้ายิ้มกวน ๆ ของอะพอลโลที่ดูเหมือนจงใจใส่รัศมีวิบวับไว้รอบหัว ภายใต้แผ่นปาปิรุสนั้นมีซองจดหมายขนาดเล็กที่บรรจุธนบัตรใบละ 50 ดอลลาร์ไว้หนึ่งใบ ซึ่งโมนีก้าอดขำไม่ได้ว่าเขาจะส่งมาให้ทำไมแค่ 50 ดอลลาร์ ทั้งที่ไอเท็มอื่นในกล่องมูลค่ามหาศาลกว่านั้นหลายเท่านัก



            แต่สิ่งที่ทำให้โมนีก้าถึงกับตาโตคือของขวัญชิ้นใหญ่เบื้องล่างกระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส กระเป๋าเครื่องมือหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูขรึมขลังแต่แฝงไปด้วยฟันเฟืองบรอนซ์สวรรค์ที่หมุนวนทำงานสอดประสานกันอย่างมีชีวิต เมื่อเธอสัมผัสกระเป๋า ระบบมิติจำลองในเตาหลอมก็ขยับส่งเสียง คลิก เบา ๆ เผยให้เห็นคลังแสงขนาดจิ๋วที่แฟนหนุ่มมหาเทพส่งมาเปย์เธอหลังจากเคลียร์คลังแสงส่วนตัวของเขา



            “ว้าว... เลสเตอร์จัดหนักจริงๆ รอบนี้” โมนีก้าพึมพำพลางลองลูบไล้ไปตามอักขระบนกระเป๋าเครื่องมือ



            “ของขวัญปลอบขวัญจากท่านเทพผู้งดงามเหรอคะคุณโมนีก้า?” อาริเอลเอ่ยแซวพลางเงยหน้าจากแท็บเล็ต แววตาสีแดงฉายแววทึ่งเมื่อเห็นกองไอเท็มระดับตำนานที่กองอยู่บนโต๊ะ



            “คงจะอย่างนั้นแหละค่ะ หรือไม่เขาก็แค่หาเรื่องระบายของที่เก็บไว้จนล้นคลังน่ะ” โมนีก้ายิ้มอย่างมีความสุขพลางหยิบกระเป๋ากลมาคาดไว้ที่เอว เธอทดลองนึกถึงหินเพลิงเทพเพียงพริบตาเดียว เฟืองภายในกระเป๋าก็หมุนวนและส่งก้อนหินร้อนแรงถึงมือเธอในเสี้ยววินาที “เอาล่ะ มีคลังแสงเคลื่อนที่แบบนี้ ภารกิจที่ชิคาโก้คงจะสนุกขึ้นอีกเยอะ” โมนีก้าปิดฝากล่องเครื่องสำอางพลางเช็กความเรียบร้อยของใบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย 



            “เดินทางกันเถอะอาริเอล เมืองแห่งสายลมรอเราอยู่”



            ทั้งสองสาวก้าวออกจากห้องพักโรงแรม มุ่งหน้าไปยังลานจอดรถเพื่อเรียกใช้วัลแคนส์เอ็มเบอร์ เตรียมทะยานไปบนถนน I-90 มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกพร้อมกับของขวัญสุดล้ำค่าและเงิน 50 ดอลลาร์ที่แฟนหนุ่มมหาเทพส่งมาให้ซื้อกาแฟระหว่างทาง



            ระหว่างการเดินทางเสียงบีตหนัก ๆ ของเพลง WORK จาก ATEEZ ดังกระหึ่มไปทั่วห้องโดยสารของวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ โมนีก้าเคาะนิ้วไปตามจังหวะพวงมาลัยอย่างเมามัน ขณะที่รถสปอร์ตสีดำด้านทะยานไปบนไฮเวย์ด้วยความเร็วสูง มือซ้ายของเธอกุมพวงมาลัยอย่างมั่นคง ส่วนมือขวาถือขวดโซดาน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาวเย็นเฉียบที่เพิ่งแวะซื้อมาจากจุดพักรถด้วยเงิน 50 ดอลลาร์ที่แฟนหนุ่มมหาเทพส่งมาให้



            “Gotta work, gotta make that money, make purse~” โมนีก้าฮัมเพลงตามอย่างอารมณ์ดี รสชาติเปรี้ยวหวานของโซดาช่วยให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมากหลังจากผ่านศึกหนักมาหลายวัน ในขณะที่โมนีก้ากำลังดื่มด่ำกับเสียงเพลงและน้ำมะนาว อาริเอลที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ กลับดูเคร่งขรึมกว่าปกติ เธอถือแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์ไว้ในมือ สายตาสอดส่ายอ่านทบทวนคำพยากรณ์บทต่อไปที่เพิ่งได้รับมาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับจุดหมายปลายทางที่กำลังจะถึง 



            “คุณโมนีก้าคะ... ฟังคำพยากรณ์ท่อนนี้ดี ๆ นะคะ” อาริเอลเอ่ยขึ้นเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงที่กำลังเข้าสู่ท่อนฮุค “มุ่งหน้าสู่นครแห่งแรงลม ที่ซึ่งเหล็กกล้าและกระจกเงาสูงเสียดฟ้า เจ้าจักพบบุตรแห่งจ้าวอัสนี กรีกและโรม จักต้องร่วมมือ เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งกาล คืนสมดุลแก่เวลา...”



            โมนีก้าผ่อนคันเร่งลงเล็กน้อยแต่หัวใจยังคงเต้นตามจังหวะเพลงเพราะเธอก็ค่อนข้างบ้างาน “นครแห่งแรงลม... ชิคาโก้ชัด ๆ เลยล่ะอาริเอล ส่วนเหล็กกล้ากับกระจกเงาสูงเสียดฟ้า ก็น่าจะเป็นพวกตึกระฟ้าอย่างวิลลิสทาวเวอร์ แต่ที่น่าสนใจคือบุตรแห่งจ้าวอัสนีนี่สิ”



            “นั่นสิคะ ท่อนต่อไปยังบอกอีกว่า จงเดินทางสู่ใจกลางแห่งความรู้โบราณ ณ ที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาล ที่ซึ่งกลไกแห่งจักรวาลบิดเบี้ยว ณ แหล่งกำเนิดแห่งพลังงานกาลอวกาศ บัดนี้กำลังร้าวรานและเสียหาย...” อาริเอลอ่านต่อด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน “มันฟังดูวิชาการและซับซ้อนกว่าที่ซาเล็มเยอะเลยนะคะ” 



            เพราะคำนั้นทำให้หญิงสาวคนขับยักไหล่โมนีก้ายกโซดาน้ำผึ้งมะนาวขึ้นจิบอึกใหญ่ก่อนจะวางลงที่ช่องวางแก้ว เธอถอนหายใจยาวพลางมองตรงไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มเห็นเงาจาง ๆ ของกลุ่มตึกสูงเมืองชิคาโก้ “เอาตรง ๆ นะอาริเอล ฉันไม่เข้าใจคำพยากรณ์นี่เลยสักนิดเดียว” โมนีก้าสารภาพออกมาตรง ๆ ตามสไตล์คนไม่ชอบคิดอะไรซับซ้อน “ใจกลางความรู้? แหล่งกำเนิดพลังงานกาลอวกาศ? ฟังดูเหมือนภาษาของพวกสายเลือดอะธีนาหรือมิเนอร์วามากกว่าธิดาแห่งเซเรสอย่างฉันซะอีกอ่ะ แต่เอาเถอะ... ที่ผ่านมาเราก็รอดมาได้เพราะสัญชาตญาณล้วน ๆ เดี๋ยวโชคชะตาก็คงนำพาเราไปหาไอ้กลไกที่ว่านั่นเองแหละค่ะ”



            “นั่นก็จริงของคุณค่ะ” อาริเอลยิ้มบาง ๆ พลางเก็บแท็บเล็ตลง “อย่างน้อยเราก็รู้ว่าต้องหาบุตรแห่งจ้าวอัสนีให้เจอ คราวนี้กรีกกับโรมต้องร่วมมือกันจริงจังแล้วล่ะค่ะ”



            “จะกรีกหรือโรม ถ้าขวางทางรถฉันล่ะก็มีเรื่องแน่” โมนีก้าหัวเราะร่าพลางเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้นอีกครั้ง รถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ ทะยานผ่านป้ายบอกทางที่เขียนว่า Welcome to Chicago ลมที่พัดแรงเริ่มปะทะตัวถังรถจนสัมผัสได้ แต่โมนีก้ากลับยิ่งเร่งเครื่องท้าทาย มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางป่าคอนกรีตที่ซึ่งกาลเวลากำลังปริร้าวรอนานให้พวกเธอไปเยียวยา



            แต่ทว่า… ในขณะที่บรรยากาศภายในรถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ ยังคงอบอวลไปด้วยเสียงเพลง WORK ที่ปลุกเร้าอารมณ์คนอยากทำงาน และโมนีก้าที่กำลังฮัมเพลงพลางจิบโซดาน้ำผึ้งมะนาวอย่างสบายใจ ขณะที่อาริเอลคอยทวนคำพยากรณ์เรื่องนครแห่งแรงลมและบุตรแห่งจ้าวอัสนีอยู่ข้าง ๆ และรถกำลังทะยานไปบนไฮเวย์ด้วยความเร็วสูง จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด พวงมาลัยในมือโมนีก้าเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เข็มไมล์บนหน้าปัดรถเหวี่ยงไปมาอย่างไร้ทิศทาง แสงสว่างจ้าสีนวลตาพลันสว่างวาบขึ้นปกคลุมไปทั่วท้องถนนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า



            "คุณโมนีก้า! เกิดอะไรขึ้นคะ!" อาริเอลตะโกนก้องพลางยึดที่จับไว้แน่น

            "ฉันควบคุมรถไม่ได้! เหมือนเวลามันกำลัง... หลุบ!" โมนีก้าตะโกนตอบ แววตาสีเทาเงินฉายแววตระหนก



            เพียงชั่วพริบตา ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากผ่านอุโมงค์แคบ ๆ ก็จู่โจมเข้าใส่ทั้งสองคน ก่อนที่รถวัลแคนส์ เอ็มเบอร์จะพุ่งพรวดออกมาหยุดกึกอยู่กลางถนนเส้นเดิม แต่ทัศนียภาพรอบข้างกลับดูแปลกตาไปเล็กน้อย ป้ายโฆษณาริมทางและรุ่นรถที่ขับสวนไปมาดูเหมือนจะย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน "โอ้ย… นี่เรา... เรายังอยู่ที่เดิมใช่ไหม?" โมนีก้าพึมพำพลางปาดเหงื่อ เธอรีบใช้พลังแหวนดาราจรัสเก็บรถวัลแคนส์เอ็มเบอร์เข้าห้วงมิติลูกบาศก์ทันทีเพื่อความปลอดภัย



            ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้สำรวจพื้นที่กลิ่นสาบอสุรกายที่รุนแรงและร้อนระอุประดุจเปลวเพลิงก็พุ่งเข้าปะทะจมูก เมื่อหันไปมองยังทุ่งหญ้าข้างทางทั้งสองก็ต้องยืนตัวแข็งทื่อ เบื้องหน้าของพวกเธอคือไคเมร่า อสุรกายร่างยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัว มันมีหัวเป็นสิงโตแผดคำรามพร้อมเปลวไฟพ่นออกจากปาก หัวแพะที่งอกออกมาจากกลางหลังนัยน์ตาสีทองจ้องเขม็ง และหางที่เป็นงูพิษชูคอแผ่แม่เบี้ยอย่างดุร้าย



            ข้าง ๆ อสุรกายร้าย มีหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ เธอสวมชุดสูทผ้าทวีดที่ดูภูมิฐานแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นอย่างประหลาดเธอชี้นิ้วมาทางพวกเธอพลางเอ่ยเสียงเรียบ "ดูสิลูกรัก... อาหารรสเลิศมาเสิร์ฟถึงที่แล้ว"



            "นั่นมัน... อีคิดน่า มารดาแห่งอสุรกาย!" อาริเอลอุทานเสียงหลง แววตาสีแดงของเธอมองเห็นความตายอยู่รำไร "คุณโมนีก้า! อย่าสู้เด็ดขาด! หนีค่ะ! โกยเถอะโยม!" สิ้นคำความซวยโมนีก้าไม่รอให้อาริเอลเตือนซ้ำเป็นครั้งที่สอง พลังบงการความยาวร่างกายถูกเร่งเร้าจนสุดขีด ขาของเธอยาวขึ้นในพริบตาเพื่อส่งตัวให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบ 4x100 "ตัวอะไรนะ? แม่ของอสุรกายเหรอ? ไม่เอาด้วยหรอกโว้ย!" เธอร้องลั่นพลางโกยแน็บอย่างไม่คิดชีวิต



            ทางด้านอีคิดน่า หญิงสาวในชุดสูทภูมิฐานเลิกคิ้วมองตามเงาที่วิ่งซิกแซกไปมาด้วยความเอ็นดู "ลูกรัก ดูสิ... เนื้อเดมิก็อดนี้ท่าทางจะนุ่มลิ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแม่สาวผมดำคนนั้น กลิ่นอายพลังชีวิตหอมฟุ้งเชียวล่ะ ทำไมต้องหนีกันเหมือนเห็นผีขนาดนั้นด้วยนะ?"



            โฮกกกก!



            ไคเมร่าร่างมหึมาคำรามกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน มันไม่ได้วิ่งตามหลังมาเฉย ๆ แต่มันกลับใช้พละกำลังมหาศาลกระโดดข้ามหัวพวกเธอไปดักหน้าไว้ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า หัวสิงโตพ่นเปลวเพลิงร้อนระอุออกมาแผดเผาพื้นถนนจนละลาย โมนีก้าเบรกตัวโก่งจนรองเท้าแทบไหม้ เธอพยายามเบี่ยงตัวหลบท่าตะปบจากกรงเล็บขนาดใหญ่ แต่ด้วยความลนลานบวกกับความซวยระดับ 4K ขาเธอกลับพันกันเองจนเสียหลัก



            "ว้าย!"



            ร่างของธิดาแห่งเซเรสถลาไปข้างหน้าอย่างหมดท่า หัวของเธอไปโหม่งเข้ากับโขดหินริมทางอย่างจังจนเกิดเสียง ปึก! ในหัวที่ไม่ค่อยจะมีรอยหยักในสมองมึนตึ้บจนเห็นดาวลูกไก่บินว่อน เธอพยายามจะยันตัวขึ้นแต่สมองกลับสั่งการให้หมุนคว้างไปหมด และในวินาทีที่ไคเมร่ากำลังจะอ้าปากเพลิงงับเหยื่ออันโอชะ จู่ ๆ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งลึกลงมาจากท้องฟ้าดุจสายฟ้าฟาด ชายหนุ่มผมบลอนด์ทอง ตัดสั้นเกรียนสไตล์ทหาร แววตาสีฟ้าครามคมปราบแลดูเปี่ยมไปด้วยอำนาจพุ่งเข้ามาขวางกลางวง



            ก่อนที่โมนีก้าจะทันได้มองหน้าผู้มาใหม่ชัด ๆ มือหนาแข็งแกร่งก็คว้าเข้าที่คอเสื้อบอดี้สูทของเธอ แล้วหิ้วเธอขึ้นมาจากพื้นด้วยมือเดียวอย่างง่ายดายราวกับหิ้วลูกแมวที่ซุ่มซ่ามตกท่อ (นี้มุงหิ้วกุงี้เลยอ้อ)



            "เกาะแน่น ๆ!" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มดุดันแต่แฝงไปด้วยระเบียบวินัยตามฉบับชาวโรมัน



            เขาไม่ได้หิ้วแค่โมนีก้า แต่ยังคว้าแขนอาริเอลที่กำลังช็อกอยู่ให้พุ่งตามมาด้วยกัน เพียงแค่เขาขยับตัว กระแสลมมหาศาลก็ก่อตัวขึ้นใต้ฝ่าเท้า ส่งร่างของทั้งสามพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหลบเลี่ยงเปลวไฟของไคเมร่าไปได้อย่างหวุดหวิด


(หน้าตาแบบนี้)


            โมนีก้าที่ถูกหิ้วต่องแต่งเป็นลูกแมวโดนแม่คาบคอกลางอากาศกำลังพยายามปรือตามองดูคนแปลกหน้าที่มาช่วยไว้ ชายหนุ่มคนนี้ดูสุขุม นิ่งขรึม และมีกลิ่นอายของจ้าวอัสนีที่รุนแรงจนเธอสัมผัสได้ แต่ไม่รู้จัก ในที่สุดโชคชะตาก็บรรจบ การพบเจอ เจสัน เกรส บุตรแห่งจูปิเตอร์ผู้สง่างาม แต่สำหรับโมนีก้าในตอนนี้ที่หัวเพิ่งกระแทกหินมาหมาด ๆ เธอคิดได้เพียงอย่างเดียวคือ…



            'นี่ฉันกำลังถูกลักพาตัวโดยทหารหนุ่มสุดหล่อ' (ในยุคที่ไม่มีไอโฟน 14 งั้นเหรอ?) 



            และแน่นอนว่าเธอยังไม่รู้เลยว่าชายคนที่หิ้วเธออยู่นี้คือหนึ่งในเจ็ดฮีโร่ตามคำพยากรณ์ และที่สำคัญ... พวกเธอกำลังอยู่ท่ามกลางสมรภูมิของปี 2015 (สักทีไอ้สัส กว่าจะถึงเควสหลัก)



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
สักทีว่ะะะะ
Quest Summary
สรุป

รับของจากอะพอลโล่ (ของเติม) แล้วก็เดินทางตกหลุมเวลา เจอเจสัน 5555+

[โมนีก้าและอาริเอลทะลุมิติมาปี 2015 ใกล้ชิคาโก้ที่ถนนหลวง I-80 W]

Loot & Rewards
กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-22 21:57
โพสต์ 85,810 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล  โพสต์ 2026-1-22 20:51
โพสต์ 85,810 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-22 20:51
โพสต์ 85,810 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-22 20:51
โพสต์ 85,810 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-22 20:51
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-23 11:15:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-23 16:56

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 46 : ชิคาโก้ปี 2015

วันที่ 06 เดือน มกราคม ปี 2015 • ช่วงบ่าย 13.00 เป็นต้นไป เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

               กระแสลมรุนแรงที่หอบหิ้วพวกเขาขึ้นสู่ฟ้านั้นเยือกเย็นเสียจนบาดผิว ก่อนที่ชายหนุ่มผมบลอนด์ทองผู้มีบุคลิกเหมือนหนุ่มอเมริกันที่สมบูรณ์แบบ จะพาทั้งคู่ร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวลบนดาดฟ้าตึกร้างแห่งหนึ่ง เจสัน เกรซ ปล่อยคอเสื้อของโมนีก้าลงอย่างระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจว่าเธอทรงตัวได้ เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างตามสัญชาตญาณนักรบ มือขวาดีดเหรียญทองคำขึ้นเบา ๆ จนมันกลายเป็นดาบสัมฤทธิ์ทองจักรพรรดิ เจสันไม่ได้พุ่งเข้าหาโมนีก้า แต่ถือดาบไว้ในท่าเตรียมพร้อม แววตาสีฟ้าครามของเขามองทะลุหมอกบังตาจนเห็นร่างจริงของอาริเอล ความสับสนผุดขึ้นในดวงตาที่เคยเคร่งครัดของเขา



               “ขอโทษนะที่ต้องขัดจังหวะ” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสุภาพ แต่ยังคงความเด็ดขาด “แต่ผมจำเป็นต้องถาม... ทำไมเอมพูซ่าถึงมาอยู่กับลูกครึ่งเทพในชิคาโก้?" 



               ทันทีที่เป็นเช่นนั้นร่างของอาริเอลตัวสั่นเทาไปหมด ขาของเธอข้างที่เป็นสัมฤทธิ์สวรรค์กระทบกับพื้นดาดฟ้าจนเกิดเสียงดังแก๊งๆ เธอสะอึกสะอื้นจนแทบพูดไม่เป็นภาษา “คุณเจสัน... ฉัน... ฉันไม่ได้จะทำร้ายใคร... ได้โปรด...”



               "คุณรู้จักชื่อผมได้ยังไง?”

               เอมพูซ่าสาวสะดุ้งโหยงกับคำนั้น “ฉัน... ฉันไม่ได้... ฉันแค่... ฉัน...



               เจสันขมวดคิ้วเล็กน้อย ความใจดีตามธรรมชาติของเขาทำให้เขาไม่สามารถทำร้ายใครที่กำลังร้องไห้ได้ง่าย ๆ และจากท่าทางของอาริเอล ที่แปลกต่อเอมพูซ่าทั่วไป “ผมไม่อยากใช้กำลังกับคนที่ไม่มีทางสู้ แต่ตามกฎ... เอมพูซ่าไม่ใช่พันธมิตรของพวกเรา และผมไม่เคยเห็นอสุรกายตนไหนสวมชุดค่ายจูปิเตอร์แบบนี้มาก่อน”



               ในขณะเดียวกันโมนีก้าที่กำลังปัดฝุ่นออกจากชุดบอดี้สูทสีดำขยับตัวเข้ามาบังอาริเอลไว้ เธอจ้องมองชายหนุ่มที่ดูสมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้ตรงหน้า แม้เธอจะรู้ดีจากนิมิตว่าเขาคือวีรบุรุษผู้เสียสละที่สุดคนหนึ่ง แต่ความเป็นธิดาแห่งเซเรสที่รักความกวนประสาทก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะแหย่เขา “ใจเย็นก่อนค่ะ คุณความหวังของหมู่บ้าน” โมนีก้ายกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาลดดาบ “อาริเอลไม่ใช่ศัตรูค่ะ เธอคือเพื่อนร่วมทางของฉันเอง และถ้าคุณจะถามว่าทำไมเธอถึงรู้จักชื่อคุณ... ก็เพราะว่าชื่อเสียงของคุณมันดังไปถึงที่ที่เราจากมายังไงล่ะคะ”



               คำนั้นทำให้เจสันลดดาบลงเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายขึ้นแต่ยังไม่คลายความระมัดระวัง “ที่ที่พวกคุณจากมางั้นเหรอ? ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เคยเจอพวกคุณที่ค่ายทั้งสองแห่ง”



               “แน่นอนค่ะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่คุณกำลังยืนอยู่นี้” โมนีก้าขยับยิ้มบาง ๆ พลางเดินเข้าไปใกล้เจสันอีกนิด แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น “ฟังนะคุณเจสัน... เราไม่ได้มาเพื่อทำร้ายใคร หรือแทรกแซงอะไรทั้งนั้น เราแค่ประสบอุบัติเหตุทางเวลาและพื้นที่ จนมาโผล่ต่อหน้าไคเมร่าเนี่ยแหละ อาริเอลคือหนึ่งในคนที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จัก ต่อให้เธอจะมีขาเป็นสัมฤทธิ์หรือเป็นลาก็ตาม เธอก็มีเกียรติพอ ๆ กับเดมิก็อดที่คุณรู้จักนั่นแหละค่ะ โลกมันกว้างกว่าที่ค่ายของคุณอยู่นะ” โมนีก้าขยับยิ้มบาง ๆ พลางเดินไปยืนข้าง ๆ อาริเอลและจับมือเธอไว้ “เราไม่ได้มาจากที่นี่... หมายถึง เราไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกับคุณน่ะ สถานที่ที่เราจากมา อคติพวกนี้มันเบาบางลงไปมากแล้ว อาริเอลไม่ใช่สายลับของโครนอสหรือไกอา เธอแค่เเป็นเพื่อนร่วมภารกิจที่ซวยมาตกลงตรงหน้าคุณพร้อมฉันนี่แหละ”



               เจสันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขามองอาริเอลที่ดูเปราะบางและหวาดกลัว ความเปิดใจกว้างของเขาเริ่มทำงาน เขาจำได้ถึงความอึดอัดที่ตัวเองเคยมีต่อกฎระเบียบที่เคร่งครัดเกินไปของโรมัน และเขามักจะเลือกยืนข้างคนที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเสมอ



               “มาจากอนาคต... งั้นเหรอ?” เจสันพึมพำกับตัวเอง เขาเก็บดาบกลับเป็นเหรียญทองด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายและเป็นมิตรมากขึ้น “เป็นคำอธิบายที่ยอมรับได้ยากนะ แต่แววตาของพวกคุณไม่ได้บอกว่ากำลังโกหก และผมก็ไม่เห็นเหตุผลที่เอมพูซ่าจะมาร้องไห้ต่อหน้าผมเพื่อแผนลวงเลย” พูดจบเขาก็ส่งยิ้มที่ดูอบอุ่นและจริงใจให้โมนีก้า “ผมขอโทษที่เสียมารยาทไปหน่อย ผมแค่ต้องแน่ใจความปลอดภัยของทุกคน ในฐานะที่ผมอยู่ที่นี่... ผมคงปล่อยให้พวกคุณเดินเร่ร่อนในชิคาโก้พร้อมกับกลิ่นอายเทพที่รุนแรงขนาดนี้ไม่ได้”



               เจสันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ดาดฟ้า “ผมชื่อเจสัน เกรซ ในเมื่อพวกคุณหลงทางมา ผมจะช่วยหาที่พักที่ปลอดภัยให้ก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันว่าอนาคตที่พวกคุณว่าน่ะ มันเป็นยังไงกันแน่”



             "ฉันอธิบายไม่ได้หรอกว่าเราหลุดมาท่าไหน แต่ที่แน่ ๆ คือเรามาจากอนาคตแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ค่ะ" โมนีก้าเอ่ยขึ้นพลางขยับชุดให้เข้าที่ แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายความมั่นใจที่ทำให้เจสันต้องนิ่งฟัง



             ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางเก็บดาบกลับคืนสู่สภาพเหรียญทองคำในมือ เขาไม่ได้ลดการเฝ้าระวังลงเสียทีเดียว แต่สัญชาตญาณเดมิก็อดบอกเขาว่าสองคนนี้ไม่ใช่สายลับของไกอาหรืออสุรกายที่ปลอมตัวมา "อนาคตงั้นเหรอ... ฉันเคยเจอเรื่องบ้า ๆ มาเยอะนะ แต่การที่สมาชิกค่ายจูปิเตอร์โผล่มาพร้อมกับคนในชุดแบบนี้ มันออกจะ... เหนือความคาดหมายไปหน่อย"



             ไม่นานโมนีก้าก็ยืดตัวตรง แนะนำตัวตามระเบียบแบบแผนของชาวโรมันที่เธอถูกฝึกมา แม้จะดูขี้เล่นแต่เมื่อถึงคราวสำคัญเธอก็ดูสง่างามไม่แพ้ใคร "ฉันชื่อ โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม สังกัดกองร้อยที่ 2 แห่งค่ายจูปิเตอร์ ธิดาแห่งเซเรส และมีเชื้อสายของเทพเจนัสค่ะ"



             เจสันชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อเจนัสเทพแห่งทวารและทางเลือก ผู้ที่เคยทำให้เขาปวดหัวมาแล้วในภารกิจที่วิหารแห่งเจนัส เขาจ้องมองโมนีก้าอย่างพินิจพิเคราะห์ "เจนัส... มิน่าล่ะ กลิ่นอายกาลเวลาถึงได้ติดตามตัวเธอมาหนาแน่นขนาดนี้"



             "แล้วที่นี่... เอ่อ เอาเป็นว่าขอถามก่อนนะคะ วันนี้วันที่เท่าไหร่ ปีอะไรเหรอคะ?" โมนีก้าถามหยั่งเชิง พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ นครชิคาโก้ที่ดูใหม่และเก่าในเวลาเดียวกัน



             "วันที่ 6 มกราคม ปี 2015" เจสันตอบสั้น ๆ "ฉันเพิ่งจะกลับมาสะสางเรื่องวิหารเทพเจ้าที่เหลือทิ้งไว้หลังจากจบศึกกับไกอาได้ไม่กี่เดือน แล้วพวกเธอล่ะ? ถ้ามาจากอนาคตจริง อะไรคือเหตุผลที่ทำให้รอยแยกเวลามันดึงพวกเธอมาที่นี่?"



             อาริเอลขยับเข้ามาใกล้พลางเปิดแท็บเล็ตที่ตอนนี้หน้าจอเริ่มติด ๆ ดับ ๆ เพราะแรงสั่นสะเทือนของเวลา "เราได้รับคำพยากรณ์ค่ะคุณเจสัน มันบอกว่าพวกเราต้องมุ่งหน้าสู่นครแห่งแรงลมเพื่อตามหาบุตรแห่งจ้าวอัสนี กรีกและโรมจักต้องร่วมมือกันเพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งกาล..."



             เจสันนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำว่าบุตรแห่งจ้าวอัสนีและกรีกกับโรมเขาเม้มริมฝีปากแน่น แววตาสีฟ้าครามฉายความหนักใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด "คำพยากรณ์นั่น... ฟังดูเหมือนภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้นเลยนะ และถ้ามันหมายถึงฉันจริง ๆ แปลว่าชิคาโก้ในตอนนี้กำลังเกิดความผิดปกติบางอย่างที่ส่งผลกระทบไปถึงอนาคตของพวกเธอ" เขามองไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มครึ้มด้วยเมฆฝน "กรีกและโรมร่วมมือกัน... ฉันคิดว่าเราทำสำเร็จไปแล้วตอนโค่นไกอา แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะยังมีบทเรียนอื่นรอสอนเราอยู่" เขาพูดก่อนที่เจสันจะหันมามองโมนีก้า "และถ้าคำพยากรณ์บอกว่าต้องมีเธออยู่ด้วย ฉันก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อเรื่องมาจากอนาคตของเธอไปก่อนล่ะนะ"



             โมนีก้าหัวเราะคิกคัก "ดีมากค่ะ แต่บอกไว้ก่อนนะ ฉันไม่รู้จักคุณเป็นการส่วนตัว เพราะฉะนั้นถ้าเจออสุรกายอีกรอบ คุณช่วยทำหน้าที่หิ้วคอฉันให้เก่งกว่าเมื่อกี้ด้วยนะคะ รอบนี้หัวฉันเกือบแบะแน่ะ" สิ้นคำนั้นเจสันส่ายหัวน้อย ๆ ให้กับท่าทางกวนประสาทของธิดาแห่งเซเรส แต่ในใจเขากลับเริ่มรู้สึกถึงความกดดันของภารกิจใหม่ที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม การปรากฏตัวของคนจากอนาคตและอสุรกายระดับมารดาอย่างอีคิดน่า เป็นสัญญาณเตือนว่ามกราคมปี 2015 นี้ จะไม่ใช่การเดินทางสำรวจที่เงียบสงบอย่างที่เขาตั้งใจไว้เสียแล้ว



             และหลังพูดจบเธอก็ค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนพลางลูบหน้าผากที่ปูดนูนออกมาเล็กน้อย แววตาสีเทาเงินของเธอยังดูพร่ามัวเล็กน้อยจากแรงกระแทก “ว่าแต่... นอกจากหน้าที่หิ้วของแล้ว คุณมาทำอะไรที่ชิคาโก้กันแน่คะ? อย่าบอกนะว่ากองทัพโรมันส่งนายมาตรวจตราความเรียบร้อยของตึกระฟ้าพวกนี้”



             เจสันถอนหายใจยาว แววตาสีฟ้าครามที่เคยดูเข้มงวดเมื่อครู่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาเก็บเหรียญทองเข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์พลางจัดคอเสื้อยืดสีส้มของค่ายฮาล์ฟบลัดให้เข้าที่ “เอาตรง ๆ นะ ฉันกะว่าจะมาหาซื้อกาแฟในชิคาโก้เงียบ ๆ สักหน่อย อยากจะพักผ่อนหลังจากศึกหนักที่นิวยอร์กเสียหน่อย แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าจู่ ๆ จะมีผู้หญิงที่ดูเหมือนหลุดมาจากปกนิตยสารแฟชั่น มานอนหัวโหม่งหินให้ไคเมร่างับเล่นแบบนี้เนี่ย? แถมนางพญาอสุรกายอย่างอีคิดน่ายังมาเดินจูงมือลูกรักอยู่แถวไฮเวย์อีก”



             “โอ๊ย... พูดให้มันดี ๆ หน่อยค่ะคุณ ฉันไม่ได้อยากโหม่งหินโชว์อสุรกายสักหน่อย มันเป็นอุบัติเหตุทางเทคนิค!” โมนีก้าเถียงกลับเสียงหลง พลางทำหน้ามุ่ยใส่ชายหนุ่มที่ดูจะเป๊ะไปเสียทุกอย่าง “แล้วนี่กาแฟคุณล่ะ? ถ้ายังไม่ได้ซื้อก็ดีแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ดูเหมือนโชคชะตาจะเสิร์ฟงานหนักให้คุณแทนคาปูชิโน่แล้ว”



             อาริเอลที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ขยับเข้ามาใกล้พลางประคองโมนีก้าไว้ “คุณโมนีก้ายังมึนหัวอยู่ พักก่อนเถอะค่ะ... คุณเจสันช่วยเราได้ไหม? คือเรามาที่นี่ตามคำพยากรณ์จริง ๆ และถ้าเราซ่อมแซมจุดบิดเบี้ยวในยุคนี้ไม่ได้ โลกในยุคของเราอาจจะพังพินาศไปเลยก็ได้นะ”



             เมื่อได้ยินเจสันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองดูหญิงสาวสองคนที่ดูสะบักสะบอมแต่ในแววตากลับมีความมุ่งมั่นบางอย่างที่เขาคุ้นเคย... มันคือแววตาของนักรบที่แบกความหวังของโลกไว้บนบ่า “โลกแตกเลยงั้นเหรอ? ฟังดูเหมือนงานประจำของผมเลยแฮะ” เขาพึมพำพลางพ่นลมหายใจออกมา “ถ้าคำพยากรณ์บอกว่ากรีกและโรมจักต้องร่วมมือกัน ผมก็คงปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของเธอเท่าไหร่ก็เถอะ” ก่อนที่เขาจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ดาดฟ้าตึกที่ลมแรงเริ่มพัดกระโชกแรงขึ้นตามชื่อเล่นของเมืองชิคาโก้ “ที่นี่ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ อีคิดน่าตามกลิ่นพวกเราเจอแน่ โดยเฉพาะกลิ่นแดดของอะพอลโลที่ติดตัวเธอมาแรงขนาดนี้...” เจสันชะงักไปเล็กน้อยขณะมองโมนีก้าด้วยสายตาพิจารณา “...แรงจนน่าสงสัยเลยล่ะ แต่ช่างมันเถอะ เดี๋ยวผมจะพาไปหาที่กบดานลับของพวกเดมิก็อดในเมืองนี้ก่อน อย่างน้อยเธอก็ควรจะได้ทำแผลและนั่งพักให้หายมึนหัว ก่อนที่เราจะโดนแม่ของอสุรกายจับไปเป็นอาหารว่างจริง ๆ”



             โมนีก้าพยักหน้าพลางยิ้มมุมปากอย่างกวน ๆ “ขอบคุณค่ะ ถ้าพาไปที่ปลอดภัยได้ ฉันอาจจะพิจารณาบอกความลับเรื่องศตวรรษที่ 22 ให้ฟังเป็นค่าตอบแทน... แต่ตอนนี้ ช่วยประคองฉันทีเถอะ โลกมันหมุนติ้ว ๆ เหมือนอยู่ในเครื่องซักผ้าเลยเนี่ย!” เจสันที่ได้ยินเขาเผลออมยิ้มแล้ววส่ายหัว พลางยื่นแขนให้โมนีก้าเกาะอย่างเสียไม่ได้ ท่ามกลางลมเมืองชิคาโก้ที่เริ่มเย็นจัด พันธมิตรที่ดูจะเข้ากันไม่ได้ที่สุดระหว่างฮีโร่ผู้เคร่งครัดจากอดีตและธิดาเทพผู้กวนประสาทจากอนาคตกำลังเริ่มต้นขึ้น โดยมีหายนะระดับตำนานคอยไล่หลังมาติด ๆ



             และแล้วชั่วโมงต่อมา เจสันก็ประคองโมนีก้าเข้าไปในที่กบดานลับซึ่งซ่อนอยู่ใต้ชั้นใต้ดินของอาคารเก่าแก่ใจกลางเมืองชิคาโก้ มันเป็นห้องที่ผนังบุด้วยสัมฤทธิ์สวรรค์เพื่อพรางกลิ่นอายจากอสุรกาย ภายในมีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันและแผนที่เมืองที่ถูกขีดเขียนจนยับย่น



             เมื่อถึงที่พัก โมนีก้าก็ทิ้งตัวลงนั่งบนลังไม้เก่า ๆ อย่างไม่ถือตัว เธอถอดเสื้อโค้ทตัวนอกออกเผยให้เห็นเสื้อไหมพรมคอเต่าสีม่วงอ่อนที่ขับกับผิวขาวซีดของเธอ มือเรียวสวยยกขึ้นสางผมสีดำสนิทที่ยุ่งเหยิงพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดอาการมึนหัว โมนีก้าหยิบกระจกบานเล็กออกมาเช็กความเป๊ะของใบหน้าด้วยท่าทีชิล ๆ ราวกับไม่ได้เพิ่งหนีตายจากไคเมร่ามาหมาด ๆ



             “เอาล่ะ...” อาริเอลเปิดประเด็นขึ้นพร้อมกับมองไปที่โมนีก้า “คุณโมนีก้าคะ ฉันว่าคุณควรเป็นคนเล่ารายละเอียดให้เจสันฟังนะคะ เพราะคุณเป็นคนถือคำพยากรณ์หลัก”



             โมนีก้าปรือตาที่ทอประกายเทาเงินมองเพื่อนสาวอย่างงอนๆ “อาริเอล... ฉันมึนหัวจนเห็นหน้าคุณเจสันเป็นสองคนอยู่แล้วเนี่ย เธอคุยไปสิ” แต่พอเห็นอาริเอลทำหน้าจริงจังขึงขังต่อหน้าวีรบุรุษของโลก โมนีก้าก็ถอนหายใจยาว ๆ ด้วยความเบื่อ “ก็ได้ ๆ... ฟังนะเจสัน” เธอกอดอกพลางจ้องเขม็งไปที่บุตรแห่งจ้าวอัสนี “ภารกิจของเราคือการซ่อมแซมกาลเวลาที่รั่วไหล ตอนนี้เราไปเคลียร์ปัญหาที่ยุคสามอาณาจักรในจีนมาแล้ว แล้วก็เพิ่งจะกระโดดมาจากหมู่บ้านซาเล็มปี 1692 เพื่อช่วยพวกเด็กที่หลงยุคมาได้สำเร็จ แต่แล้วจู่ ๆ มิติก็บิดเบี้ยวจนพาเราหลุดมาโผล่ที่นี่... ในปี 2015 ของนาย”



             โมนีก้าขยับยิ้มหน้าตายพลางท่องคำพยากรณ์ออกมาด้วยน้ำเสียงยานคางเหมือนเด็กท่องอาขยานที่ไม่อยากจำ


[คำพยากรณ์]

เมื่อรอยแยกแห่งเวลาเปิดกว้าง พลันปรากฏและพลันลับหาย

โลกถูกบิดเบือน พันธนาการแห่งสมดุลแตกสลาย 

รอยรั่วโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน ภัยเงียบจากห้วงบาดาล

ราชาแห่งบาดาลผู้หลับใหล บัดนี้คืนชีพ จงพึงระวัง!


ธิดาแห่งห้วงน้ำลึกผู้สาบสูญ ถูกกลืนในความโกลาหล

บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร

และบุตรแห่งคุณไสย ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง


มุ่งหน้าสู่นครแห่งแรงลม ที่ซึ่งเหล็กกล้าและกระจกเงาสูงเสียดฟ้า

เจ้าจักพบบุตรแห่งจ้าวอัสนี

กรีกและโรม จักต้องร่วมมือ

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งกาล คืนสมดุลแก่เวลา

ก่อนราชาไททันจักกลืนกินแม้ลมหายใจแห่งกาลเวลา


จงเดินทางสู่ใจกลางแห่งความรู้โบราณ ณ ที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาล

ที่ซึ่งกลไกแห่งจักรวาลบิดเบี้ยว 

ณ แหล่งกำเนิดแห่งพลังงานกาลอวกาศ บัดนี้กำลังร้าวรานและเสียหาย

จงผนึกกำลัง หยุดยั้งภัยที่กำลังยึดครอง

และเยียวยากลไกแห่งกาลที่แตกหัก


ตามสัญชาตญาณแห่งโชคชะตา เจ้าจักพบสิ่งที่ตามหา...



             พอท่องจบ โมนีก้าก็ยักไหล่แล้วทำหน้ามึนใส่เจสัน “เอาตรง ๆ นะคะ ฉันเป็นธิดาแห่งเซเรสที่ไอคิวติดลบในเรื่องพวกนี้ค่ะ คณิตศาสตร์กับฟิสิกข์นี่ขอทีเถอะ แค่เห็นคำว่ากลไกจักรวาลฉันก็อยากจะหลับปุ๋ยไปบนที่นอนเห็ดแล้ว คุณเป็นคนยุคนี้ คุณก็น่าจะรู้ดีกว่าฉันนะว่าใจกลางความรู้โบราณที่มนุษย์เริ่มนับกาลมันคือที่ไหน?”



             เจสันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ แววตาสีฟ้าครามฉายแววครุ่นคิด เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวท่ามกลางนิสัยที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วของสาวตรงหน้า “ไอคิวติดลบงั้นเหรอ...” เขาพึมพำพลางเผลอขำออกมานิด ๆ กับความปั่นประสาทของเธอ “เธอเป็นธิดาแห่งเซเรสที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย โมนีก้า”



             “ถือเป็นคำชมแล้วกันค่ะ” โมนีก้าตอบพลางเอามือกุมขมับ “ว่าไงล่ะคะ? แหล่งกำเนิดพลังงานกาลอวกาศอะไรนั่นมันอยู่ที่ไหน? ถ้าหาไม่เจอ ฉันคงได้ติดอยู่ในปี 2015 ของนายจนแก่ตายแน่ ๆ แล้วฉันยังไม่ได้กินข้าวอบเห็ดร้านโปรดในศตวรรษที่ 22 เลยนะ! (ยังปั่นไม่เลิก)”



             เจสันกางแผนที่เมืองชิคาโก้ลงบนโต๊ะไม้ แสงไฟสะท้อนให้เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของฮีโร่ผู้แบกความรับผิดชอบไว้เสมอ “ใจกลางความรู้โบราณ... ที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาล... ในชิคาโก้จะมีที่ไหนอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ท้องฟ้าจำลองแอดเลอร์ที่นั่นมีการเก็บรักษากลไกสังเกตดวงดาวโบราณและประวัติศาสตร์ของการนับเวลา” เขาเงยหน้าขึ้นมองโมนีก้าและอาริเอล “คำพยากรณ์บอกว่าราชาไททันจักกลืนกินแม้ลมหายใจแห่งกาลเวลา นี่มันเรื่องใหญ่กว่าที่คิด ถ้าพวกเธอมาจากอนาคตเพื่อเยียวยากลไกที่แตกหัก แปลว่าตอนนี้ที่แอดเลอร์ต้องมีบางอย่างกำลังพยายามบิดเบือนเวลาอยู่ และอีคิดน่าก็คงมาเพื่อคุ้มกันรอยแยกนั้นก็ได้ที่ผมบลองคิดดูนะ”



             เจสันยังคงก้มหน้าพิจารณาแผนที่เมืองชิคาโก้ นิ้วเรียวยาววาดผ่านเส้นถนนคดเคี้ยวไปหยุดอยู่ที่ปลายแหลมริมทะเลสาบมิชิแกนซึ่งเป็นที่ตั้งของท้องฟ้าจำลองชื่อดัง แต่ก่อนที่เขาจะได้เสนอแผนการเดินทัพต่อ โมนีก้าก็ขยับตัวประท้วงพลางส่งเสียง "หรอ" ออกมาเบา ๆ จนเจสันต้องเงยหน้าขึ้นมอง



             "ฟังนะคุณ" โมนีก้าเอ่ยพลางยกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนลังไม้ กลิ่นดอกไลแลคและเบอร์รี่อ่อน ๆ จากตัวเธอกระจายฟุ้งออกมาตัดกับกลิ่นอับของกบดานลับ "ฉันอาจจะบอกว่าไอคิวฉันติดลบ แต่เซนส์เรื่องความยุ่งยากของฉันมันระดับอัจฉริยะนะ ไอ้คำว่า ณ ที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาลน่ะ นายคิดว่ามันหมายถึงแค่ตึกหลังหนึ่งในชิคาโก้จริง ๆ เหรอ? มันดู... ไม่ยิ่งใหญ่พอสำหรับคำพยากรณ์ที่ทำให้ฉันต้องทะลุมิติมาหัวกระแทกหินแบบนี้เลยสักนิดเดียวอ่ะ"



             พอเขาได้ยินเจสันก็ขมวดคิ้ว "เธอหมายความว่ายังไง? แอดเลอร์คือศูนย์รวมความรู้เรื่องดาราศาสตร์และเวลาที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้แล้วนะ"



             "ฉันหมายความว่ามันอาจจะหมายถึงทั้งโลกไงคะ" โมนีก้าโบกมือไปมากลางอากาศด้วยท่าทางประกอบที่ดูมีจริต "ความผิดปกติที่ชิคาโก้มันอาจจะเป็นแค่รอยร้าวที่เห็นชัดที่สุด แต่ถ้ากลไกจักรวาลมันบิดเบี้ยวจริง มันต้องส่งผลกระทบไปทั่วโลกสิ มนุษย์เริ่มนับกาลเวลาจากที่ไหนล่ะ? เส้นเมอริเดียน? หรือว่าดวงดาวชุดแรกที่บรรพบุรุษเราเห็น? ฉันว่ามันไม่ได้ง่ายแค่เดินเข้าไปซื้อตั๋วดูดาวในท้องฟ้าจำลองหรอกนะ"



             อาริเอลที่ยืนพิงผนังอยู่ขยับเข้ามาใกล้ แสงไฟสลัวสะท้อนดวงตาสีแดงที่ดูห่วงใยของเธอ "คุณโมนีก้าพูดมีเหตุผลนะคะคุณเจสัน ตอนที่เราอยู่ซาเล็ม ความผิดปกติมันดูเหมือนเป็นแค่จุดเล็ก ๆ แต่แรงสั่นสะเทือนของมันกลับดึงพวกเราข้ามศตวรรษมาได้ ถ้าที่ชิคาโก้นี่คือแหล่งกำเนิดพลังงานกาลอวกาศจริงตามคำพยากรณ์ล่ะก็... พลังงานที่นี่ต้องมหาศาลพอที่จะพลิกโลกได้ทั้งใบเลยล่ะ"



             เจสันนิ่งเงียบไป แววตาสีฟ้าครามฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก สัญชาตญาณผู้นำของเขากำลังประมวลผลคำพูดของโมนีก้า แม้ท่าทางของเธอจะดูเหมือนคนที่ไม่ใส่ใจอะไรและรักความสบายเป็นที่หนึ่ง แต่คำเตือนเรื่องขนาดของปัญหาทำให้เขาต้องกลับมาทบทวนใหม่


             

             "ถ้าเป็นอย่างที่เธอว่า..." เจสันเอ่ยเสียงต่ำพลางมองหน้าโมนีก้า "รอยร้าวที่นี่ก็คือหัวใจของนาฬิกาโลกที่กำลังพัง และอีคิดน่าก็ไม่ใช่แค่โผล่มาหาของว่างให้ลูกชายกินเล่น แต่หล่อนอาจจะกำลังทำหน้าที่คุ้มกันรอยแยกนั้นเพื่อรอให้ราชาไททันบางตนกลับมากลืนกินลมหายใจแห่งกาลเวลาจริง ๆงั้นหรอ ไม่น่าเป็นไปได้" เขามองดูโมนีก้าที่ตอนนี้เริ่มหยิบแป้งพัฟออกมาตบเบา ๆ บนหน้าเพื่อลดความมันของผิวอย่างไม่สะทกสะท้านจากนิสัยที่เริ่มติดช่วงสามก๊ก "โมนีก้า เธอมาจากอนาคต... เธอพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับราชาไททันที่ว่านี่ไหม? โครนอสถูกกำจัดไปแล้ว และไกอาก็ถูกเราทำให้หลับใหลไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ใครกันที่จะมีพลังพอจะเล่นกับกาลเวลาได้ขนาดนี้?"



             ทันทีที่ได้ยินคำถามโมนีก้าก็ชะงักมือที่กำลังถือแป้งพัฟ แววตาสีเทาเงินวูบไหวเพียงครู่เดียวก่อนจะกลับมานิ่งเฉย เธอรู้ดีว่าในอนาคตที่เธอจากมา เลสเตอร์เคยเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดและการสูญเสียที่เกิดจากไททันและจักรพรรดิโรม แต่เธอเลือกที่จะปิดปากเงียบเรื่องชะตากรรมของเจสัน "บอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ชอบอ่านหนังสือยาก ๆ" เธอพูดหน้าตายพลางพ่นลมหายใจใส่พัฟ "แต่ถ้าถามสัญชาตญาณธิดาแห่งเซเรสของฉันล่ะก็... กลิ่นอายที่แอดเลอร์มันไม่ได้มีแค่กลิ่นสาบอสุรกายหรอกนะเจสัน แต่มันมีกลิ่นของของเก่าที่เก่าจนน่าขนลุก เก่ากว่าโอลิมปัสของนายด้วยซ้ำ"



             และเมื่อพูดคำนั้นโมนีก้าก็ละสายตาจากกระจกพกพาที่เธอกำลังใช้ตรวจสอบรอยบวมบนหน้าผาก เธอขยับปลายนิ้วเคาะคางตัวเองเบา ๆ อย่างใช้ความคิด แววตาสีเทาเงินที่เคยมึนเบลอเริ่มกลับมาฉายความเฉลียวฉลาดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้จริตจะก้านแบบสาวรักสวยรักงามเล็กน้อยที่ติดมาจากยุคสามก๊ก “เอ๊ะ… เดี๋ยวก่อนนะเจสัน...” โมนีก้าเอ่ยขึ้นขัดบรรยากาศเคร่งเครียด “ฉันขอถามเรื่องที่ดูวิชาการหน่อยสิ นายพอจะรู้ไหมว่า นาฬิกาเรือนแรกหรือพวกกลไกฟันเฟืองที่ใช้คำนวณดาราศาสตร์และเวลาชิ้นแรกของโลกน่ะ มันถูกพบที่ไหน?”



             คำถามนั้นทำให้เจสันชะงักไปครู่หนึ่ง เขาพยายามดึงข้อมูลจากบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ค่ายจูปิเตอร์เคยเคี่ยวเข็ญในหัว “ถ้าหมายถึงเครื่องจักรกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในยุคโบราณ... นักโบราณคดีเคยพบซากฟันเฟืองบรอนซ์ที่ใช้คำนวณตำแหน่งดวงดาวและสุริยุปราคาในเรืออับปางนอกเกาะกรีซ มันถูกเรียกว่ากลไกแอนติไคธีรา อายุของมันเก่าแก่กว่าสองพันปีเลยนะ”



             เป๊าะ!! 



             “นั่นแหละ!” โมนีก้าดีดนิ้วดังเปรี้ยงจนอาริเอลสะดุ้ง “ใจกลางแห่งความรู้โบราณกับที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาล นายไม่คิดว่ามันฟังดูขลังกว่าท้องฟ้าจำลองในชิคาโก้เหรอ? แถมคำพยากรณ์ยังบอกอีกว่ามันคือแหล่งกำเนิดแห่งพลังงานกาลอวกาศที่กำลังร้าวราน... ถ้าเครื่องจักรนั่นมันคือต้นตอของรอยรั่วในยุคนี้ การไปแค่แอดเลอร์อาจจะเป็นแค่การแก้ปลายเหตุ” อาริเอลเบิกตากว้างพลางก้มลงมองหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังประมวลผลอย่างหนัก “คุณโมนีก้าหมายความว่า... เราต้องไปกรีซงั้นเหรอคะ? ในปี 2015 เนี่ยนะ?”



             “ถูกต้องค่ะอาริเอล!” โมนีก้ายิ้มหน้าตายพลางโบกมือไปมา “ถึงฉันจะเกลียดวิชาประวัติศาสตร์กับฟิสิกข์เข้าไส้ แต่ความซวยมันบอกฉันว่างานนี้ต้องบินข้ามมหาสมุทรแน่ ๆ”



            เจสันขมวดคิ้วอย่างหนัก แววตาสีฟ้าครามใต้กรอบแว่นที่เขาเพิ่งได้รับจากแอสคลีเพียสเพื่อรักษาอาการสายตาสั้นดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขามองดูผู้หญิงสองคนที่ตอนนี้กลายเป็นคนต่างด้าวของยุคสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะในปี 2015 นี้ โมนีก้าในวัยเด็กอาจจะยังวิ่งเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งหรือยังไม่เกิดก็ได้ และอาริเอลก็ยังไม่มีปรากฎตัวให้เขารู้จัก “กรีซไม่ใช่ที่ที่จะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้ง่าย ๆ นะ โดยเฉพาะในช่วงที่คำพยากรณ์ปั่นป่วนจากการที่งูไพธอนยึดครองถ้ำแห่งเดลฟีจนบดบังนิมิตแห่งอนาคตแบบนี้ การเดินทางไกลขนาดนั้นท่ามกลางสายตาของอีคิดน่าที่จ้องจะงาบพวกเธอ... มันเสี่ยงมาก”



             เมื่อได้ยินโมนีก้ายักไหล่พลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ กลิ่นดอกไลแลคจาง ๆ กระจายไปทั่วห้อง “ความเสี่ยงคืออาชีพเสริมของฉันค่ะบอกเลย แต่ปัญหาคือเราจะไปกรีซกันยังไง? ฉันมีรถสปอร์ตนะแต่พอมันเจอทะเลมันก็แค่เหล็กโง่ ๆ ดี ๆ นี่เอง แถมตอนนี้พวกเราสองคนก็ไม่มีพาสปอร์ตของปี 2015 ด้วยสิ เรียกได้ว่าเป็นผู้ลี้ภัยกาลเวลาของจริงเลยล่ะ” เธอกันมาจ้องหน้าเจสันด้วยสายตาเป็นประกาย “ว่าไงคะ นายมีอินทรีหรือม้าบินที่พอจะหิ้วพวกเราข้ามทวีปไปหาไอ้กลไกที่ว่านั่นไหม? เพราะถ้าเราไม่รีบไปปิดรอยร้าวที่แหล่งกำเนิดของมันล่ะก็... อย่าว่าแต่ชิคาโก้เลย โลกในยุคของนายกับยุคของฉันได้กลายเป็นผงธุลีในนาฬิกาทรายแน่ ๆ”



             เจสันมองดูความมุ่งมั่นที่ปนความกวนประสาทของโมนีก้า เขาเริ่มตระหนักว่าธิดาแห่งเซเรสคนนี้ไม่ได้แค่หลุดมาเพื่อสร้างความวุ่นวาย แต่เธอคือฟันเฟืองสำคัญที่เขากำลังขาดไป “ถ้ากลไกแอนติไคธีราคือคำตอบจริง ๆ... ฉันก็พอจะมีวิธีส่งพวกเราไปที่นั่น แต่บอกไว้ก่อนนะ การเดินทางข้ามเขตแดนเทพเจ้าในยุคนี้มันรุนแรงกว่าที่เธอจินตนาการไว้เยอะ”



             โมนีก้าเลิกคิ้วสูงพลางใช้นิ้วม้วนปอยผมดำสนิทของเธอเล่น ท่าทางของเธดูไม่ทุกข์ร้อนกับคำเตือนเรื่องความรุนแรงของเขตแดนเทพเจ้าเลยสักนิด “มันจะต่างกันสักแค่ไหนกันเนี้ย? ยุคของฉันน่ะ การเดินทางข้ามทวีปมันสบายจนคุณจินตนาการไม่ออกเลยล่ะ แต่ก็นะ... พวกคนแก่ ๆ ในค่ายจูปิเตอร์ยุคฉันชอบบ่นกันระงมเลยว่าสมัยก่อนน่ะมันลำบากเลือดตาแทบกระเด็น ไอ้ที่ว่ารุนแรงของนายนี่คือต้องขี่ม้าข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นเดือน ๆ หรือไง?”



             เจสันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาสีฟ้าครามฉายความหม่นหมองที่ยากจะอธิบายออกมาได้หมด เขาพิงหลังกับผนังเย็นๆ ของกบดานลับ พลางมองออกไปที่หน้าต่างที่ถูกปิดตาย “มันไม่ใช่แค่เรื่องระยะทางหรอกครับโมนีก้า... แต่ปีที่ผ่านมาสำหรับพวกเรา มันเหมือนนรกเดินดิน” เขาก้มลงมองมือตัวเองที่ดูสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป



             “ตอนนี้คือมกราคม ปี 2015... เมื่อห้าเดือนก่อน พวกเราเพิ่งจะจบศึกกับไกอาที่เอเธนส์และค่ายฮาล์ฟบลัด เพื่อนของฉันหลายคนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ลีโอ... ลีโอ วัลเดซ หายสาบสูญไปพร้อมกับแรงระเบิด สภาพจิตใจของทุกคนในตอนนี้ยังเหมือนแก้วที่ร้าวรอยุเลยล่ะ การเดินทางข้ามเขตแดนในยุคนี้มันเต็มไปด้วยเศษซากของพลังอสุรกายที่ยังไม่มอดดับ และความพิโรธของเหล่าเทพที่เพิ่งจะฟื้นจากอาการบุคลิกภาพแปรปรวนระหว่างกรีกกับโรมมาหมาด ๆ เลย”



             อาริเอลพยักหน้าเสริมด้วยสีหน้าที่จริงจังไม่แพ้กัน “ใช่ค่ะคุณโมนีก้า ในช่วงปลายปี 2014 จนถึงตอนนี้ บรรยากาศของโลกเดมิก็อดมันตึงเครียดถึงขีดสุด หมอกบังตาเบาบางลงจนมนุษย์เริ่มเห็นสิ่งผิดปกติบ่อยขึ้น อสุรกายที่เคยซ่อนตัวก็ออกมาล่าอย่างบ้าคลั่งเพราะความปั่นป่วนที่ไกอาทิ้งไว้... คุณเจสันพูดถูกค่ะ การข้ามมหาสมุทรตอนนี้ไม่ใช่แค่การนั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส แต่มันคือการฝ่าพายุที่พร้อมจะฉีกร่างเราเป็นชิ้น ๆ ทุกวินาทีเลยนะคะ”


             ก่อนที่เจสันจะเงยหน้าขึ้นสบตากับโมนีก้า “ตอนนี้ฉันรับตำแหน่งปอนติเฟ็กซ์ แม็กซิมัส เพื่อพยายามฟื้นฟูวิหารเทพเจ้าที่พังทลายและให้การยอมรับแก่เทพองค์รองเพื่อให้สงครามสงบลงจริง ๆ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตามมาคืออะไร แต่ความรู้สึกบิดเบี้ยวของกาลเวลาที่พวกเธอพามาด้วย มันบอกฉันว่าโชคชะตาไม่ได้ให้เวลาเราพักหายใจเลยสักนิด”



             เพราะคำนั้นทำให้โมนีก้านิ่งฟังคำบอกเล่าของเจสันพลางพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ เธอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความสูญเสียและความเหนื่อยล้าที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของวีรบุรุษตรงหน้าอย่างชัดเจน แม้ปกติเธอจะชอบทำตัวกวนประสาทและรักสบายเป็นที่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจ ในดวงตาสีเทาเงินคู่นั้นฉายแววเห็นใจอย่างที่เจสันไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะลึก ๆ แล้วโมนีก้าเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่สติแตกจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกที่แสนวุ่นวายใบนี้มาแล้วเช่นกัน



             “อา... ฟังดูแย่กว่าที่พวกคนแก่ในค่ายเล่าให้ฟังเยอะเลยแฮะ สรุปคือนายเพิ่งกู้โลกเสร็จแท้ ๆ แต่ต้องมาซวยเจอฉันหิ้วปัญหาข้ามศตวรรษมาฝากสินะคะ?” โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วยืดตัวขึ้นตบไหล่เจสันเบา ๆ เป็นเชิงปลอบใจแบบพี่น้อง “ขอโทษที่กวนประสาทไปเยอะนะคะเจสัน ฉันเข้าใจความรู้สึกนายนะ... เพราะงั้นในภารกิจนี้ ฉันจะช่วยนายให้ถึงที่สุดเอง ไม่ต้องห่วง” สิ้นคำเธอก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่โคตรจะน่ารักและเปี่ยมไปด้วยพลังบวกอย่างที่เจสันไม่คาดคิดว่าจะได้รับจากสาวขี้แกล้งคนนี้



             “แล้วก็ถ้านายช่วยฉันซ่อมเวลานี่ได้ ฉันสัญญาว่าในอนาคตจะพยายามไม่ทำลายสถิติหัวโหม่งหินของตัวเองอีก ส่วนเรื่องเพื่อนที่หายไปน่ะ... เชื่อฉันเถอะว่าโชคชะตาอาจจะมีแผนสำรองที่แสบสันกว่าที่นายคิดไว้เยอะ”



             คำของโมนีก้าทำให้เจสันลอบยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้เขาจะมีแฟนสาวอย่างไพเพอร์ที่เขาตัดสินใจที่จะรักสุดหัวใจอยู่แล้ว แต่พลังงานความร่าเริงและรอยยิ้มที่เหมือนดอกไม้ผลิบานของโมนีก้าก็ทำให้เขารู้สึกเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวแสนซนที่น่าแกล้งคืนขึ้นมาทันที เขารู้สึกมีแรงจูงใจขึ้นมาอย่างประหลาด “ขอบใจนะโมนีก้า... เอาล่ะ ในเมื่อเธอพร้อมจะไปกรีซในยุคที่ลำบากสุด ๆ ของพวกเรา ฉันก็มีทางเลือกไม่มากนัก”



             บรรยากาศภายในห้องใต้ดินที่บุด้วยสัมฤทธิ์สวรรค์เริ่มสลัวลง แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบตามแรงลมชิคาโก้ที่ลอดผ่านรอยแตกของอาคาร เสียงหวีดหวิวภายนอกประหนึ่งเสียงโหยหวนของภูตพรายกาลเวลาที่กำลังเฝ้ามองแขกผู้มาเยือนจากอนาคต เจสันนิ่งงันไปครู่หนึ่ง สายตาคมปลาบจับจ้องไปที่กระบอกบรอนซ์วาววับในมือของโมนีก้า ลวดลายปีกเล็ก ๆ บนพื้นผิวโลหะนั้นดูราวกับจะขยับไหวได้จริงภายใต้แสงไฟ "ถ้าเราจะไปกรีซ การบินข้ามมหาสมุทรด้วยพลังลมของฉันเพียงอย่างเดียวมันจะกินพลังงานเกินไป แถมพวกอสุรกายบนฟ้าในยุคนี้ก็จ้องจะเขมือบเดมิก็อดเป็นว่าเล่น ทางน้ำน่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า... เล็กน้อย"



             โมนีก้าเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตบกระเป๋าเก็บของที่เอวเบา ๆ แววตาสีเทาเงินฉายประกายเจ้าเล่ห์ "ถ้านั่งเรือเฉย ๆ มันก็ช้าไปสำหรับคนรีบแบบฉันน่ะสิคะ แต่โชคดีนะที่คุณพี่ชายทหารมีฉันมาด้วย" เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส แล้วหยิบวัตถุรูปทรงกระบอกสีบรอนซ์วาววับออกมาสี่อัน แต่ละอันมีสลักลวดลายปีกเล็ก ๆ ที่ดูพริ้วไหวประดับอยู่ "แต่นแต๊น! กระบอกบรรจุลมสี่ทิศของเฮอร์มีสค่ะ ยุคฉันมันมีวางขายเกลื่อนตามร้านค้าเลย ฉันเลยซื้อพกไว้หลายอัน เผื่อวันไหนอยากเล่นสไลเดอร์ลมแรง ๆ น่ะ"



             เจสันขยับเข้าไปใกล้ ลูบคลำผิวสัมผัสของโลหะเวทมนตร์ด้วยความทึ่ง "กระบอกลมของเฮอร์มีสงั้นเหรอ? ในยุคของฉัน... สิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตในภารกิจเสี่ยงตายเลยนะ"



             "อ้าวเหรอคะ? สมัยนี้ยังเป็นของแรร์อยู่เหรอเนี่ย" โมนีก้าหัวเราะคิกคัก รอยยิ้มสดใสของนางดูขัดกับบรรยากาศอับชื้นในห้องใต้ดิน "รับรองว่าแรงสะใจแน่นอนค่ะ แค่หันปากกระบอกออกไปทางท้ายเรือแล้วปลดล็อกฝาปิด ลมศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ข้างในจะพุ่งทะยานออกมา ผลักให้เรือธรรมดากลายเป็นหัวกระสุนบนผิวน้ำ ทะยานไปได้ไกลถึงสี่ร้อยไมล์ทะเลในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นายแค่หาเรือยอร์ชที่ดูดีมีสไตล์มาสักลำก็พอ... อ้อ ขอแบบที่ไม่มีกลิ่นปลาเค็มติดเบาะนะคะ ฉันไม่อยากให้ผมสวย ๆ ของฉันต้องเสียราศี"



             เจสันลอบขำในลำคอพลางส่ายหัวเบา ๆ ความวิตกที่เคยแบกไว้ดูจะเบาบางลงเพราะนิสัยรักสวยรักงามที่ดูผิดที่ผิดทางของหญิงสาวตรงหน้า "เธอนี่นะ... จะกู้โลกอยู่แล้วยังจะกังวลเรื่องกลิ่นปลาเค็มอีก แต่ตกลง ฉันพอจะรู้พิกัดเรือยอร์ชลำหนึ่งที่จอดทิ้งไว้ที่น่านน้ำมิชิแกน เจ้าของเป็นพรรคพวกของค่ายฮาล์ฟบลัดที่ไว้ใจได้ เราจะไปขอยืมใช้กันคืนนี้"



             อาริเอลพยักหน้าเห็นด้วย แววตาสีแดงของนางฉายแววมั่นคงขึ้นเมื่อเห็นแผนการเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง "ถ้ามีขุมพลังลมของคุณโมนีก้า เราน่าจะข้ามมหาสมุทรไปถึงเขตน่านน้ำกรีซได้ก่อนที่เงื้อมมือของอีคิดน่าจะเอื้อมมาถึงค่ะ"



             "ตกลงตามนี้!" โมนีก้าสรุปพลางยืดเส้นยืดสายจนชุดไหมพรมตึงเปรี้ยะ นางขยิบตาให้เจสันทีหนึ่ง "คืนนี้พักผ่อนเถอะค่ะคุณทหารเลโก้ พอแสงรุ่งอรุณแรกแตะขอบฟ้า เราจะไปที่ท่าเรือกัน เตรียมใจไว้ให้ดีนะคะ เพราะทริปนี้จะแรงยิ่งกว่าพายุลูกไหน ๆ ที่นายเคยเรียกมาทั้งชีวิตเลยล่ะ" สิ้นคำเจสันมองตามร่างของธิดาแห่งเซเรสที่เดินไปจัดแจงที่นอนอย่างร่าเริง แม้ภารกิจจะข้ามศตวรรษ และโลกในยุคนี้จะเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เขากลับเริ่มรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ส่งน้องสาวผู้แสนป่วนคนนี้มาเดินเคียงข้าง แสงเทียนสุดท้ายถูกดับลง ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมที่กบดาน เพื่อรอคอยการเริ่มต้นของมหากาพย์การเดินทางที่อาจจะเปลี่ยนผืนน้ำสีครามให้กลายเป็นเส้นทางสู่ปาฏิหาริย์



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
สักทีย์
Quest Summary
สรุป

เมื่อเจสันพาหนีก็คุยกัน ก็เลยรู้ว่ามาจากอนาคต(ไม่บอกปี) และก็ตัดสินใจที่จะปรึกษากันว่ามาทำอะไรที่นี่และต้องไปที่ไหนต่อ สรุปก็คือโมนีกาบอกคำพยากรณ์เจสันเลยเข้าร่วมด้วย แล้วก็จะเดินทางไปที่ท่าเรือ จะไปยืมเรือเพื่อนเจสันนั่งไปกรีซแบบต่างด้าวและต่างเวลา

[[Heroes-02] เจสัน เกรช เข้าปาร์ตี้]

Loot & Rewards
กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-23 16:51
God
(อย่าลืมส่ง กระบอกลมสี่ทิศ 1 กระบอก)  โพสต์ 2026-1-23 16:50
God
ในขณะกระบอกลมหมดก๊อกลมพอดี เรือมาแล่นความเร็วปกติที่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกก่อนเจออสุรกาย (ลงดัน ใจกลางมหาสมุทร)  โพสต์ 2026-1-23 16:50
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-23 11:49
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-23 11:49
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-23 19:15:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-23 22:31

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 47 : ออกเดินทาง 1099999

วันที่ 00 เดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2015 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป สหรัฐอเมริกา - มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ

              รุ่งเช้าวันที่ 7 มกราคม ปี 2015 ณ สถานีขนส่งเกรย์ฮาวด์ในชิคาโก้ บรรยากาศช่างห่างไกลจากคำว่าความสะดวกสบายในยุค 2026 ที่โมนีก้าจากมาลิบลับ ลมหนาวที่พัดกระโชกเข้ามาในตัวอาคารทำให้อุณหภูมิในใจของธิดาแห่งเซเรสดิ่งลงเหวพอ ๆ กับสภาพอากาศข้างนอก เธอขยับเสื้อเบลเซอร์และเสื้อคอเต่าสีม่วงอ่อนให้กระชับพลางทำหน้านิ่งสนิทจนรังสีความหยิ่งแผ่ออกมาทำลายล้างรอบข้าง



              “สต๊อปปุ... อาริเอล หยุดความคิดที่จะเอาข้าวโพดปิ้งเย็นชืดนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ” โมนีก้าเอ่ยขึ้นพร้อมยกมือทำท่าปางห้ามญาติใส่เพื่อนสาวเอมพูซ่าที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก “สิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้คือช็อกโกแลตร้อนพรีเมียมที่มีวิปครีมสูงเท่าตึกวินลิส ไม่ใช่การนั่งรอรถบัสที่หน้าตาเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่คันนี้”



              “ขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะคุณโมนีก้า แต่อดทนอีกนิดนะคะ เดี๋ยวขึ้นรถก็น่าจะอุ่นขึ้นค่ะ... นะคะ” อาริเอลพยายามส่งยิ้มสุภาพพลางกอดแท็บเล็ตที่ตอนนี้กลายเป็นที่ทับกระดาษราคาแพงเพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตในปี 2015 มันช่างไม่เข้ากับปี 2015 เหลือเกินในสายตาของพวกเธอ



              และไม่นานเจสันก็เดินกลับมาพร้อมตั๋วรถประจำทางสามใบในมือ ผมสีบลอนด์ของเขายุ่งเหยิงและมีรอยแผลเป็นจาง ๆ ตรงมุมปากที่ขับให้ดูเป็นวีรบุรุษผู้กร้านโลก แต่แว่นสายตาที่เขาใส่กลับทำให้เขาดูเหมือนติวเตอร์หนุ่มที่กำลังปวดหัวกับนักเรียนจอมป่วน “ได้ตั๋วแล้วครับ เราจะนั่งรถบัสไปลงนิวยอร์กแล้วค่อยต่อรถไฟเข้าเจอร์ซีย์” เขามองโมนีก้าด้วยสายตาเอ็นดูแกมระอา “และโมนีก้า... ผมขอร้อง ช่วยเก็บพลังงานตัวแม่ไว้ก่อนได้ไหม? พนักงานขายตั๋วมองคุณเหมือนคุณแปลก ๆ นะ”



              โมนีก้าทำหน้าแล้วบุยปากใส่เจสันเล็ก ๆ ตอนเขาพูดแบบนั้น “ก็คนมันมีเทสง่ะ จะให้ทำยังไงล่ะคะคุณความหวังของหมู่บ้าน” โมนีก้าเชิดหน้าขึ้น “แล้ว Wi-Fi ที่นี่มันมีไว้โชว์ชื่อเฉย ๆ หรือไงคะ? ฉันโหลดหน้าเว็บมาสิบนาทีแล้วยังไม่เห็นอะไรนอกจากวงกลมหมุน ๆ เลยเนี่ย! ปี 2015 นี่มันยุคมืดของคนติดโซเชี่ยวแบบฉันชัด ๆ!”



              และแล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น… มันควรจะเป็นการนั่งรถที่มีอุปสรรคแค่การนั่งจนปวดก้น ทว่าอุปสรรคแรกของการเดินทางไม่ใช่การโจมตีจากอสุรกาย แต่เป็นกลิ่นบนรถบัสเกรย์ฮาวด์ที่ดูเหมือนจะผ่านสงครามโลกมาหลายครั้ง กลิ่นเบาะหนังเก่าผสมกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อราคาถูกทำเอาสัญชาตญาณธิดาแห่งเซเรสของโมนีก้าแทบจะสลบคาเบาะ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำหอมกลิ่นเบอร์รี่ขึ้นมาปิดจมูกพลางส่งสายตาอาฆาตใส่ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบกายตัวเอง



              “เจสัน... ฉันจะบอกเลยนะตอนนี้ฉันจะขิตละ” โมนีก้ากระซิบเสียงลอดผ่านผ้าเช็ดหน้า “ทำไมพวกคุณถึงทนอยู่ในยุคที่การขนส่งสาธารณะมันโหดร้ายขนาดนี้ได้คะ? กลิ่นเบอร์ริโต้อบไมโครเวฟของคนข้างหลังนี่มันคืออาวุธชีวภาพชัด ๆ”



              เจสันถอนหายใจยาวพลางพยายามขยับขาที่ยาวเกินไปให้เข้าที่เข้าทางในรถบัสประจำทาง “เชื่อผมเถอะ ในฐานะเดมิก็อด การได้นั่งรถบัสโดยไม่มีอะไรกระโดดเกาะหลังคาถือเป็นพรที่วิเศษที่สุดแล้วล่ะ” และเมื่อรถแวะจอดพักแถวรัฐอินเดียนา โมนีก้าเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ฟาสต์ฟู้ดด้วยความหวังที่ริบหรี่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของส0งครามที่มีแต่ผักของเธอ



              “คุณพนักงานคะ...” โมนีก้าเอ่ยเสียงเรียบ หน้าตึงเป๊ะระดับนางแบบรับเวย์วิคตอเรียซีเคร็ด “รับเบอร์เกอร์ไก่หนึ่งที่ค่ะ แต่ไม่เอาผัก ไม่เอาหอมใหญ่ ไม่เอาผักชีฝรั่ง ไม่เอาอะไรที่เป็นสีเขียวแม้แต่ก้านเดียวด้วยนะคะ” สิ้นคำสั่งอาหารพนักงานพยักหน้ารัว ๆ ราวกับไก่จิกกินข้าวด้วยความกลัวรังสีความหยิ่ง แต่พออาหารมาถึง โมนีก้ากลับพบเศษผักชีฝรั่งหลบอยู่ใต้แผ่นชีส



              “แม่ง…มันเผลอติดมาหรือเปล่าเนี่ย?” โมนีก้าโวยวายเบา ๆ พลางใช้ตะเกียบพกพาเริ่มภารกิจเขี่ยผักออกอย่างจริงจังระหว่างที่อาริเอลกับเจสันนั่งข้าง ๆ ด้วย “เจสัน ดูสิ! เขาพยายามจะฆาตกรรมลิ้นฉันด้วยใบไม้พวกนี้! อาริเอล เธอเห็นไหม?” อาริเอลได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้กับเจสันที่ทำหน้าแหยะ ๆ แล้วรีบพูดกับคู่หูในภารกิจนี้ทันที “เห็นค่ะคุณโมนีก้า... เดี๋ยวฉันช่วยเขี่ยให้นะคะ อย่าโมโหเลย...” อาริเอลรีบกุลีกุจอช่วยเพื่อนสาวอย่างมีมารยาทที่สุดเท่าที่เอมพูซ่าตนหนึ่งจะทำได้…



              เมื่อการเดินทางเข้าสู่วันที่สอง สภาพของทั้งสามเริ่มดูสะบักสะบอม หิมะที่เริ่มตกหนักในรัฐเพนซิลเวเนียทำให้อากาศเย็นจัดจนโมนีก้าเริ่มสติหลุด ความหนาวคือสิ่งที่เธอเกลียดที่สุด และความเหนื่อยล้าสะสมเริ่มส่งผลต่อสภาพจิตใจที่ซับซ้อนของเธอ ในขณะที่โมนีก้ากำลังตัวสั้นเป็นลูกนกเจสันสังเกตเห็นโมนีก้าเริ่มนิ่งเงียบไป ดวงตาสีเทาเงินของเธอวูบไหวเหมือนคนกำลังจมอยู่ในภวังค์ความทรงจำที่แตกสลาย เขาขยับไหล่ให้เธอพิงได้ถนัดขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด “ใกล้ถึงแล้วล่ะโมนีก้า อดทนอีกนิด”



              “เจสัน...” โมนีก้าพึมพำ แววตาของเธอในตอนนี้ดูอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจอย่างประหลาด “ขอบใจนะ” คำขอบคุณนั้นทำให้เจสันลอบยิ้มออกมาเล็กน้อย พลังงานความร่าเริงที่ปนมากับความป่วนของโมนีก้าเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้การเดินทางที่น่าเบื่อนี้ดูมีสีสันขึ้นมาอย่างประหลาด เขารู้สึกเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวแสนซนที่โชคชะตาเหวี่ยงมาให้ดูแลในวันที่เขาเองก็กำลังหลงทาง



              เวลาผ่านไปจนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มเลือนลางหายไปแทนที่ด้วยแสงไฟจากตึกระฟ้า รถบัสเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตนิวเจอร์ซีย์ กลิ่นเกลือและความชื้นจากมหาสมุทรแอตแลนติกเริ่มปะทะหน้าทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถที่สถานีขนส่งใกล้กับพอร์ตลิเบอร์ตี “ถึงสักที...” โมนีก้าเอ่ยพลางสะบัดผมสีดำสนิทที่ยุ่งเหยิง “ถ้าต้องนั่งรถบัสคันนั้นต่ออีกสิบนาที ฉันคงได้สลับบุคลิกให้ยัยเอสต้าออกมาเผารถทิ้งแน่ ๆ”



              พวกเขาทั้งสามเดินเลาะไปตามทางเดินริมน้ำที่เงียบสงัด แสงไฟจากท่าเรือสะท้อนลงบนผิวน้ำที่ดูดำมืดและเย็นเฉียบ ลมทะเลพัดผ่านจนเสื้อผ้าไหมพรมของโมนีก้าพริ้วไหว เจสันเดินนำหน้าด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายขึ้นเมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย “ไหนล่ะคะเรือยอร์ชที่ดูดีมีสไตล์ของนาย?” โมนีก้าถามพลางกอดอกพยายามต่อสู้กับความหนาว “ถ้ามันเป็นเรือประมงเก่า ๆ ที่มีถังไม้เหม็นปลาเค็มติดเบาะล่ะก็ ฉันจะงอนนายไปถึงศตวรรษหน้าเลยนะ”



              เจสันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงฝีเท้าของเขาที่กระทบกับไม้กระดานท่าเรือดูหนักแน่นและมั่นคง เขาหันกลับมามองธิดาแห่งเซเรสที่กำลังยืนตัวสั่นแต่ยังรักษามาดนางพญาด้วยสายตาขบขัน “ผมบอกแล้วไงว่ามันเป็นของเพื่อนผมน่ะ และเพื่อนคนนี้เขาก็ค่อนข้างจะเน้นเรื่องการใช้งานมากกว่าความสวยงามโฉบเฉี่ยวเสียด้วยสิ” เขาหยุดเดินหน้าเงาเรือขนาดกลางลำหนึ่งที่ดูหนากว่าเรือรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด “แต่วางใจได้โมนีก้า มันไม่มีกลิ่นปลาเค็มแน่นอน เพราะเพื่อนผมคนนี้เขาใช้มันเดินทางไกลบ่อย ๆ และเขาก็รักความสะอาดพอ ๆ กับการรักชีวิตตัวเองนั่นแหละ”



              เบื้องหน้าของพวกเขาคือเรือ Nordhavn 40 สีขาวนวลตัดกับแถบสีเทาเข้ม แม้ภายใต้แสงไฟสลัวของท่าเรือ มันจะดูไม่เหมือนเรือสปอร์ตยอร์ชเพรียวบางที่โมนีก้าเคยเห็นในหน้าแมกกาซีนปี 2026 แต่มันกลับมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างประหลาดด้วยทรงเรือที่ดูบึกบึน มีดาดฟ้าชั้นบนที่สูงเด่น และหัวเรือที่เชิดขึ้นอย่างสง่างามราวกับพร้อมจะปะทะกับทุกคลื่นลม เจสันก้าวนำขึ้นไปบนสะพานเดินเรือพลางกวาดสายตามองความเรียบร้อยรอบ ๆ 



              “นี่คือ Nordhavn 40 ครับโมนีก้า อาริเอล มันอาจจะดูตัวอ้วนกลมไปนิด แต่เรือรุ่นนี้เคยสร้างสถิติขับรอบโลกมาแล้วนะ โครงสร้างมันแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับพายุในแอตแลนติกเหนือได้สบาย ๆ ต่อให้เทพเจ้าแห่งท้องทะเลจะอารมณ์ไม่ดีใส่เรา ความปลอดภัยของเรือลำนี้ก็ยังเป็นที่หนึ่ง”



              โมนีก้าทำท่าทางเหมือนขยับแว่นสายตาทิพย์พลางก้าวขึ้นเรืออย่างระมัดระวัง เธอหยุดยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือแล้วเริ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างพิจารณา ความหงุดหงิดจากอากาศหนาวดูจะจางลงไปนิดหน่อยเมื่อเธอพบว่าพื้นเรือนั้นสะอาดกริบและไม่มีกลิ่นคาวปลาอย่างที่เธอกลัว 



              “อืม... หน้าตามันก็แอบน่ารักอยู่นะคะ เหมือนน้องมาร์ชแมลโลว์สวมหมวกกะลาสีเลยอ่ะ” เธอพึมพำพลางเอื้อมมือไปลูบขอบราวจับที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี “ถึงจะไม่โฉบเฉี่ยวระดับซูเปอร์ยอร์ชราคาร้อยล้านดอลลาร์ แต่มันก็ดูดีนะคะเจสัน ดูเป็นเรือที่มีราศีของความปลอดภัยสูงมาก ไม่ดูเก่ากึกเหมือนรถบัสเกรย์ฮาวด์นั่นเลยสักนิด”



              “คุณโมนีก้าคะ ดูนี่สิคะ... สะอาดมากจริงๆ ด้วยค่ะ” อาริเอลพูดพลางทำตาปริบ ๆ เธอเดินตามโมนีก้าเข้าไปยังส่วนห้องโถงหลักภายในเรือตกแต่งด้วยไม้โทนสีอุ่นและบุเบาะหนังสีครีมที่ดูนุ่มสบาย มีช่องหน้าต่างวงกลมขนาดใหญ่ที่มองออกไปเห็นผืนน้ำยามค่ำคืน ในขณะที่โมนีก้าทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแล้วลองขยับตัวไปมาเพื่อทดสอบความนุ่ม “โอเค... เบาะนุ่มใช้ได้ กลิ่นสะอาดเหมือนเพิ่งอบโอโซนมาใหม่ ๆ เลยเจสัน นายไปมีเพื่อนรวยระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?”



              เจสันยิ้มรับพลางถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดตอนที่เห็นสาว ๆ ทั้งสองคนกำลังสำรวจเรืออยู่ “เพื่อนคนนี้เขาใจดีน่ะครับ และเขาก็รู้ว่าถ้าผมขอยืมเรือ แปลว่ามันต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ” เขามองไปรอบๆ ห้องควบคุมเรือที่มีอุปกรณ์นำทางครบครันที่บ่งบอกว่าเตรียมตัวมาแล้ว “เดี๋ยวผมจะไปตรวจเช็กห้องเครื่องและเตรียมความพร้อมด้านล่างนะ โมนีก้า คุณกับอาริเอลไปสำรวจห้องพักได้เลย มีห้องนอนแยกอยู่ด้านหน้าและด้านใต้สะพานเดินเรือ เลือกเอาตามใจชอบเลยนะ แต่อย่าเพิ่งเผลอไปกดปุ่มอะไรเล่นล่ะ”



              คำนั้นทำให้โมนีก้าลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางที่ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น เธอเดินไปลูบผนังไม้ภายในเรือพลางรู้สึกถึงความมั่นคงของตัวเรือที่แทบจะไม่สั่นสะเทือนตามแรงคลื่นเล็ก ๆ ในท่าเรือเลย “อาริเอล ไปดูกันเถอะว่าเตียงนอนจะนุ่มพอให้ฉันลืมฝันร้ายบนรถบัสได้ไหม” โมนีก้าพูดพลางที่เธอก็หันไปทางเจสันแล้วก็ขยิบตาให้เจสันทีหนึ่ง 



              “ถือว่าสอบผ่านนะคะคุณมหาปุโรหิต เรือลำนี้น่ารักและดูจะไม่แตกง่ายเท่าไร เดี๋ยวฉันจะลองไปเช็กดูซิว่าในห้องน้ำจะมีแชมพูกลิ่นหอม ๆ ให้ฉันใช้กู้ราศีผมทรงที่โดนลมพัดจนพังนี่คืนมาได้บ้างหรือเปล่า” พูดจบธิดาแห่งเซเรสก็เดินนำหน้าอาริเอลลงไปยังห้องพักผู้โดยสารด้วยจังหวะก้าวที่มั่นใจและท่าทางผิดปกติ



              โมนีก้าทิ้งให้เจสันยืนยิ้มอยู่เพียงลำพังในห้องควบคุม เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยที่สุดอุปสรรคแรกอย่างความพอใจของโมนีก้า ก็ถูกก้าวข้ามไปได้อย่างสวยงามด้วยเรือยอร์ชที่ดูบึกบึนแต่แฝงความอบอุ่นลำนี้ ในขณะที่เจสันมองออกไปยังขอบฟ้าที่มืดมิดทางทิศตะวันออก เขารู้ดีว่าความแข็งแกร่งของ Nordhavn ลำนี้กำลังจะถูกทดสอบอย่างหนักในภารกิจที่ไม่มีใครในยุคนี้คาดคิดมาก่อน



              ในที่สุดการเดินทางทางทะเลครั้งใหม่ก็มาแล้วแสงไฟสลัวจากชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ค่อย ๆ เลือนหายไปเบื้องหลัง แทนที่ด้วยความมืดมิดอันกว้างใหญ่ของมหาสมุทรแอตแลนติก Nordhavn 40 ลำเขื่องที่โมนีก้าตั้งฉายาให้ว่าน้องมาร์ชแมลโลว์ กำลังหัวทิ่มหัวตำฝ่าเกลียวคลื่นด้วยความเร็วปกติที่ดูจะขัดใจสาวจากอนาคตเป็นอย่างมาก เจสัน เกรซ ยืนอยู่ตรงหัวเรือ สายตาของเขามองฝ่าความมืดเพื่อตรวจดูทิศทางลม ขณะที่อาริเอลคอยเช็กความเรียบร้อยของระบบหมุนเวียนอากาศภายในห้องโถง



              “เอาล่ะค่ะทุกคน เตรียมตัวรัดเข็มขัดหรือหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ให้ดีนะ” โมนีก้าเอ่ยขึ้นพลางเดินออกมาที่ท้ายเรือ เธอสวมชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สไว้ข้างในซึ่งกระชับไปกับรูปร่างอย่างแนบเนียน พร้อมทับด้วยแจ็คเก็ตกันลมสีม่วงเข้ม มือเรียวสวยล้วงเข้าไปในกระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัสแล้วหยิบกระบอกบรอนซ์วาววับออกมาหนึ่งอัน “ฉันไม่อยากเสียเวลาลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเลนานเกินไป ผิวเสียหมดพอดี”



              โมนีก้าหันปากกระบอกลมสี่ทิศของเฮอร์มีสไปทางท้ายเรือ เธอปลดล็อกฝาปิดออกทันที พลันเสียงหวีดหวิวของลมศักดิ์สิทธิ์ก็ระเบิดออกมา แรงผลักมหาศาลทำให้เรือยอร์ชลำหนาพุ่งทะยานไปข้างหน้าจนหัวเรือเชิดขึ้นพ้นผิวน้ำ ราวกับมีเครื่องยนต์เทอร์โบไอพ่นติดตั้งอยู่ใต้ท้องเรือ ความเร็วพุ่งสูงขึ้นไปถึง 120 นอต ในชั่วพริบตา เจสันถึงกับต้องใช้พลังควบคุมสายลมเพื่อสร้างเกราะกำบังอากาศรอบตัวไม่ให้หงายหลัง ขณะที่อาริเอลใช้พละกำลังกายภาพจากขาที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษยึดเกาะขอบเรือไว้ได้อย่างเหนียวแน่น



              เพียงไม่กี่ชั่วโมงของการเดินทางที่รวดเร็วจนน่าใจหาย น้องมาร์ชแมลโลว์ก็พาพวกเขามาถึงใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติก โมนีก้าปิดฝากระบอกลมลงเมื่อความเร็วให้เริ่มคงที่และน้ำมันสำรองเริ่มร้อนเกินขนาด เรือค่อย ๆ ผ่อนความเร็วลงจนกลับมาแล่นฉลุยอยู่ท่ามกลางคลื่นสีครามเข้มที่ดูเงียบสงบอย่างน่าประหลาด



              “สุดยอดไปเลยนะคะคุณโมนีก้า... ฉันไม่เคยเดินทางเร็วขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ” เอมพูซ่าสาวเอ่ยพลางจัดทรงผมน้ำตาลที่ยุ่งเหยิงจากการเดินทางองตนเอง “ขอบคุณที่ช่วยประหยัดเวลานะคะ... ”



              “ของมันต้องมีค่ะอาริเอล” โมนีก้ายักไหล่พลางหยิบแท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ออกมาเช็กพิกัด แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเลื่อนหน้าจอนั้นเอง ดวงตาสีเทาเงินของเธอก็พลันเปล่งแสงทองอ่อน ๆ จากพลังเนตรแห่งฟีบี้ เธอสัมผัสได้ถึงเจตนาประสงค์ร้ายที่กำลังพุ่งพล่านอยู่ใต้ผิวน้ำ 



              “หืม…  ทุกคน ระวังนะมีบางอย่างตัวใหญ่มากกำลังตามเรามา…”



              ทันใดนั้น ผิวน้ำทะเลที่เคยสงบก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง ร่างมหึมาสีเทาดำพุ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำ มันคือลูซก้า อสุรกายลูกผสมที่น่าขนลุก หัวเป็นฉลามขนาดยักษ์ที่มีฟันแหลมคมนับพันซี่ แต่ท่อนล่างกลับเป็นหนวดปลาหมึกยาวเหยียดนับสิบเส้นที่เต็มไปด้วยปุ่มดูดทรงพลัง มันคำรามกึกก้องจนเรือสั่นสะเทือนไปทั้งลำ “ลูซก้า! ฉลามยักษ์แปดหนวดงั้นเหรอ?” เจสันอุทาน เขาดีดเหรียญทองคำขึ้นบนอากาศทันที แรงหมุนของเหรียญทำให้เกิดเสียงหวีดหวิว พลันมันก็กลายเป็นกลาดิอุสทองคำจักรพรรดิสองคมวาววับในมือของชายหนุ่มวีรบุรุษของยุค “โมนีก้า อาริเอล คุมเรือไว้! ผมจะไปล่อมันเอง!”



              เจสันถักทอมวลอากาศรอบตัวให้หนาแน่นแล้วทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยพลังควบคุมสายลม เขาสั่งการให้เมฆฝนรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเหนือบริเวณนั้น ก่อนจะเรียกอสนีบาตให้ฟาดถล่มลงมาที่หัวฉลามของมันเปรี้ยงใหญ่ จนลูซก้ากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ฟาดหนวดปลาหมึกขนาดยักษ์เข้าใส่สะพานเดินเรือ



              “อย่าหวังว่าจะได้ทำลายเรือลำนี้นะคะ!” อาริเอลตะโกน เธอใช้พละกำลังเอมพูซ่ากระโดดเข้าใส่หนวดที่กำลังจะฟาดลงมา ขาสัมฤทธิ์วิเศษของเธอถีบเข้าที่ปุ่มดูดของอสุรกายอย่างแรงจนมันชะงัก เธอใช้กำไลเทสเซราส่งพิกัดการเคลื่อนที่ของหนวดแต่ละเส้นให้เพื่อนร่วมทีมรู้ทันที



              โมนีก้าเองก็ไม่ยอมอยู่เฉย เธอสะบัดข้อมือขวาเรียกดาบสุริยคติออกมา แผ่นแร่สัมฤทธิ์ผสมอุกกาบาตขยายตัวออกเป็นดาบยาวที่แผ่รังสีความร้อนแรง “อาริเอล! ยึดหนวดมันไว้!” โมนีก้าตะโกนพลางสัมผัสที่สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต เธอเปลี่ยนลูกปัดเป็นพลังงานแล้วส่งลงไปยังกระถางต้นไม้ประดับบนดาดฟ้าเรือ พริบตาเดียวรากพันธนาการก็พุ่งพรวดออกมาจากกระถาง สานตัวกันเป็นโซ่ไม้ที่แข็งแกร่งรัดเข้าที่หนวดของลูซก้าที่พาดอยู่บนเรือ



              ทว่าเจ้าลูซก้าก็กำลังพยายามจะสะบัดหลุด แต่มันกลับไปกระตุ้นให้โมนีก้าใช้การควบคุมพืชขั้นสูง เธอเสกหนามแหลมออกมาจากรากไม้ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้ออสุรกาย เจสันที่อยู่กลางอากาศอัญเชิญสายฟ้าลงสู่ดาบจนกลายเป็นดาบอสนีบาตสีฟ้าสว่าง เขาโฉบลงมาด้วยความเร็วสูงแล้วฟันเข้าที่ดวงตาของลูซก้า พร้อมปล่อยคลื่นสายฟ้าทำลายล้างจากตัวดาบ



              “ปิดฉากล่ะนะ!” เจสันคำราม เขาเข้าสู่สภาวะสายฟ้าต้นกำเนิด ร่างกายของเขากลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์สีขาวโพลนเพียงครู่เดียว ก่อนจะปล่อยสายฟ้ามหาศาลทะลวงเข้าที่แกนกลางลำตัวของลูซก้าจนเกิดระเบิดน้ำกระจายไปทั่วสารทิศ ร่างของอสุรกายยักษ์สลายกลายเป็นผงธุลีอสุรกายหายไปในท้องทะเล ก่อนที่เจสันจะร่อนลงจอดบนดาดฟ้าเรือด้วยอาการหอบหนัก ใบหน้าของเขาซีดเผือดจากการรีดเค้นพลังงานบริสุทธิ์ออกมาใช้ในสภาวะสายฟ้าต้นกำเนิดจนเกือบจะเกินขีดจำกัด ในขณะที่โมนีก้าสะบัดข้อมือหดดาบสุริยคติกลับคืนสู่สภาพกำไลสีเทาเข้มอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้เดินหนีกลิ่นคาวด้วยท่าทางลูกคุณหนูอย่างที่เคยเป็น แต่ขยับเข้าไปคว้าแขนเจสันไว้เพื่อช่วยพยุงไม่ให้เขาทรุดลงไปกองกับพื้นเรือ



              “ไหวไหม? นายเล่นใหญ่ขนาดนั้นถ้าไม่ขิตก็บุญแล้วนะ” โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งเป็นห่วงกึ่งตำหนิตามสไตล์ แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายความเคร่งเครียดของคนที่เคยผ่านสมรภูมิเลือดกับพวก LoNex มาก่อน เธอเหลือบมองคราบเมือกและธุลีอสุรกายที่เปรอะเปื้อนตามชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สและแจ็คเก็ตของตัวเองด้วยความระเหี่ยใจ “กลิ่นคาวนี่มันรุนแรงจนน่าสงสัยเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่รีบจัดการ กลิ่นมันจะกลายเป็นวิทยุเรียกพวกอสุรกายแถวนี้มาปาร์ตี้ซอยจุ๊กันต่อแน่ ๆ”



              เธอหยิบน้ำหอมออกมาฉีดพ่นไปตามจุดต่าง ๆ บนเรือและตัวพวกเขาสามคนอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อใช้หมอกพรางเจตนาและกลิ่นสมุนไพรโบราณกลบกลิ่นอายเดมิก็อดที่กำลังคละคลุ้งไปทั่วผืนน้ำ “คุณโมนีก้าคะ... ฉันตรวจดูรอบ ๆ แล้วค่ะ เรือไม่มีรอยร้าวที่อันตรายถึงโครงสร้างค่ะ” อาริเอลเดินเข้ามาสมทบด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง แม้ตามตัวจะเต็มไปด้วยคราบน้ำทะเลแต่เธอก็ยังคงต้องทำงานอย่างดี “ต้องขอบคุณความแข็งแรงของน้องมาร์ชแมลโลว์จริง ๆ”



              เจสันพยักหน้าพลางขยับแว่นสายตาที่เกือบหลุด มือของเขาที่สั่นเทาเล็กน้อยพยายามเก็บเหรียญทองคำกลับเข้ากระเป๋า “ขอบใจนะทั้งสองคน... การประสานงานของพวกเราถือว่าไม่เลวเลยสำหรับทีมที่เพิ่งรวมตัวกันครั้งแรก” เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน “เราต้องรีบออกจากน่านน้ำนี้ก่อนนะตอนนี้ กลิ่นอายสายฟ้าของผมมันเด่นชัดเกินไป”



              โมนีก้าเลยพยักหน้าเห็นด้วย เธอเดินไปที่ห้องโถงหลักพลางสัมผัสที่สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต แสงสีมรกตวูบหนึ่งจากลูกปัดเปลี่ยนสภาพมันให้กลายเป็น Energy Bar สามแท่ง เธอโยนแท่งหนึ่งให้เจสันและส่งอีกแท่งให้อาริเอล “กินนี่ซะนะคะ จะได้ฟื้นพลังงานส่วนที่หายไป ทริปนี้ยังอีกยาวไกลและฉันไม่อยากให้ใครต้องมาน็อกกลางทางเพราะขาดน้ำตาลเท่าไร” เธอกัดบาร์ในมือตัวเองพลางจ้องมองออกไปที่เส้นขอบฟ้า แววตาที่เคยดูขี้เล่นกลับนิ่งสงบและจริงจังขึ้นตามบุคลิกของเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่ 2 



              “รอบหน้าถ้าตัวอะไรโผล่มาอีก ฉันจะไม่ปล่อยให้คุณออกแรงคนเดียวจนหน้ามืดแบบนี้แน่ค่ะเจสัน กองทัพโรมันไม่ได้สอนให้เราปล่อยให้ผู้นำไปตายดาบหน้าคนเดียวนะคะ” โมนีก้าขยิบตาให้เขาเบา ๆ ก่อนจะเดินไปที่แผงควบคุมเพื่อตรวจสอบเส้นทางมุ่งหน้าสู่กรีซทิ้งให้กลิ่นดอกราตรีและเบอร์รี่จาง ๆ คอยปลอบประโลมบรรยากาศตึงเครียดที่เพิ่งผ่านพ้นไป



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
สักทีย์
Quest Summary
สรุป

โมนีก้ากับเจสัน อาริเอลขึ้นเรือแล้วก็ออกเดินทาง!!

[อยู่ระหว่างการเดินทางไปกรีซ]

[ใช้กระบอกบรรจุลม 4 ทิศ 1 ชิ้น]

Loot & Rewards
กำจัด ลูซก้า 1 ตัว (มีค่า LUK 95+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น (ได้ไข่มุกน่ะเลยไม่ได้อะไร)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-23 22:09
God
เผชิญหน้าดันเจี้ยน ช่องแคบยิบรอลตาร์  โพสต์ 2026-1-23 22:09
God
ลมในกระบอกไปหมดลงที่ ช่องแคบยิบรอลตาร์ พอดี ไม่ทันไรก่อนจะถูกก้อนหินใหญ่ยักษ์เหวี่ยงโจมตีมากระแทกเข้ากับลำเรืออย่างต่อเนื่องจนได้รับความเสียหายที่กาบขวา และเพดานเรือหลุด   โพสต์ 2026-1-23 22:09
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-23 22:07
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-23 22:07
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-23 23:01:35 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-23 23:05

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 48 : ทะลุมิติอีกแล้ว

วันที่ 00 เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ ปี 2015 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ - ช่องแคบยิบรอลตาร์

             เมื่อกระบอกลมของเฮอร์มีสกระบอกที่สองเริ่มทำงานน้องเรือที่โดนตั้งชื่อว่ามาร์ชแมลโลว์ก็พุ่งทะยานตัดผ่านใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ จนกระทั่งความกว้างใหญ่ของน้ำลึกเริ่มบีบตัวเข้าหากันสู่ประตูธรรมชาติที่เชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่เข้าด้วยกัน “นั่นไง... เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส” เจสันพึมพำขณะมองไปยังยอดเขาสูงตระหง่านที่ตั้งขนาบข้างช่องแคบยิบรอลตาร์ ท้องฟ้าในน่านน้ำนี้ดูจะคับคั่งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์ที่ทับซ้อนกัน 



             แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของประตูสู่เมดิเตอร์เรเนียน เสียงหวีดหวิวของวัตถุขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านอากาศก็ดังขึ้นจนหูอื้อ



             ตู้ม!!



             เพราะก้อนหินขนาดมหึมาเหวี่ยงลงมากระแทกกาบขวาของเรืออย่างจังจนลำเรือเอียงวูบ เสียงไม้และโลหะฉีกขาดดังลั่นตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เพดานเรือส่วนหนึ่งหลุดกระเด็นออกไป โมนีก้าก็เลยต้องกลิ้งไปตามพื้นเรือก่อนจะคว้าขอบโซฟาไว้ได้ทันทีแบบเฉียดฉิว เธอกัดฟันมองความเสียหายด้วยแววตาสีเทาเงินที่เริ่มวูบไหวด้วยความหงุดหงิด “ให้ตายสิเจสัน! ฉันว่าแล้วเรือลำนี้ต้องโดนแจ็กพอตสักที!” โมนีก้าตะโกนแข่งกับเสียงคลื่นพลางสะบัดข้อมือเรียกดาบสุริยคติออกมาในพริบตา “คราวก่อนฉันทำเรือพังไปทั้งลำ รอบนี้ถ้าน้องมาร์ชแมลโลว์จมล่ะก็ นายเตรียมตัวใช้หนี้เพื่อนหัวโตแน่ ๆ ค่ะ!”



             “ศัตรูอยู่บนหน้าผา! ไซคลอปส์สี่ตัว!” อาริเอลตะโกนบอกเสียงดังฟังชัด แต่ก็ตื่นตกใจไม่น้อย เธอยืนหยัดได้อย่างมั่นคงด้วยขาที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษ “พวกมันกำลังเล็งก้อนหินลูกต่อไปอยู่ คุณเจสัน ระวัง!” สิ้นคำบอกบริเวณบนโขดหินริมช่องแคบนั้นเองมียักษ์ตาเดียวสี่ตนที่มีร่างกายกำยำและอุปนิสัยดุร้ายกำลังแสยะยิ้มอย่างหิวโหย พวกมันคำรามด้วยเสียงดั่งฟ้าผ่า “เนื้อเดมิก็อดช่างเหนียวนุ่ม... ข้าจะกินเจ้าทีละคน เหมือนที่โพลีฟีมัสเคยทำกับลูกเรือของโอดิสซีอุส!”



             เพราะสิ่งนั้นทำให้เจสันไม่รอช้า เขาดีดเหรียญทองคำจักรพรรดิขึ้นฟ้า พลิกออกหน้าหัวจนกลายเป็นกลาดิอุสสองคมในมือ เขาใช้พลังควบคุมสายลมเพื่อทะยานร่างของตนเองขึ้นสู่ท้องฟ้าที่บิดเบี้ยวด้วยกระแสน้ำวนเบื้องล่าง สายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวดาบจนกลายเป็นดาบอสนีบาตสีฟ้าสว่าง เขาพุ่งเข้าหาไซคลอปส์ตัวแรกที่กำลังจะเหวี่ยงหินเข้าใส่ พร้อมปล่อยคลื่นสายฟ้าโจมตีใส่ดวงตาที่โง่เขลาของมันจนมันเซถอยหลัง



             ด้านบนดาดฟ้าเรือที่เสียหาย อาริเอลใช้พละกำลังกายภาพอันมหาศาลกระโดดข้ามกาบเรือที่แตกหักพุ่งเข้าหาไซคลอปส์ตัวที่สองที่พยายามจะลงมาบนเรือ เธอใช้ขาสัมฤทธิ์เตะเข้าที่ยอดอกของมันจนมันเสียหลักก่อนจะใช้กำไลเทสเซราส่งสัญญาณพิกัดให้โมนีก้า 



             “รับทราบค่ะอาริเอล!” โมนีก้าตะโกนแจ้งอาริเอล เธอไม่เพียงแค่ถือดาบ แต่เธอยังใช้พลังการควบคุมพืชขั้นสูง เธอสัมผัสที่สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต เร่งให้เถาวัลย์หนามยักษ์พุ่งขึ้นมาจากน้ำเกาะเกี่ยวโขดหินแล้วกระชากร่างของไซคลอปส์ตัวที่สามให้จมลงสู่กระแสน้ำวนของยิบรอลตาร์ “กินน้ำทะเลไปก่อนนะ!” 



             เมื่อเห็นพวกพ้องเพลี่ยงพล้ำ ไซคลอปส์ตัวสุดท้ายก็คำรามและพุ่งเข้าใส่โมนีก้า หวังจะใช้แรงมหาศาลบดขยี้เธอ โมนีก้าไม่ได้หลบหนีออกไป แต่เธอใช้พลังควบคุมธรณีทำให้พื้นหินที่ไซคลอปส์ยืนอยู่แตกร้าวและทรุดฮวบลงเป็นหลุมกับดัก เธอใช้เนตรแห่งฟีบี้มองทะลุเจตนาของมันแล้วเบี่ยงตัวหลบหมัดยักษ์ได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะสวนกลับด้วยดาบสุริยคติที่แผ่รังสีความร้อนแรง ส่วนเจสันที่อยู่กลางอากาศปิดฉากการต่อสู้ด้วยการเรียกสายฟ้าต้นกำเนิด เขาเข้าสู่สภาวะพลังงานบริสุทธิ์เพียงไม่กี่วินาทีแล้วสั่งให้สายฟ้าหลายสายฟาดถล่มลงมายังไซคลอปส์ที่เหลือพร้อมกันอย่างแม่นยำ ร่างของยักษ์โง่เขลาสลายกลายเป็นผงธุลีอสุรกายไปในพริบตา



             เจสันร่อนลงจอดบนเรือที่สภาพดูไม่ได้ เพดานเรือหลุดหายไปจนเห็นท้องฟ้าและกาบขวาก็เป็นรูโหว่ เขามองโมนีก้าที่กำลังจัดชุดบอดี้สูทให้เข้าที่ด้วยสีหน้าปั้นยาก “เป็นอย่างที่เธอว่าจริง ๆ โมนีก้า” เจสันถอนหายใจพลางเช็ดคราบเลือดสีทองของมอนสเตอร์ออกจากดาบ “ผมคงต้องเขียนจดหมายขอโทษเพื่อนยาวเลยล่ะรอบนี้”



             “โห… นายไม่ต้องเขียนหรอก จ่ายเงินสดน่าจะดีกว่า ทางที่ดีถามเขาว่าอยากได้ลำใหม่ไหมเลยก็ได้นะ” โมนีก้ายักไหล่พลางเดินสำรวจความเสียหาย “แต่อย่างน้อยเราก็ผ่านประตูธรรมชาติมาได้แล้วล่ะนะ อาริเอลขอบใจที่ช่วยกันไว้นะคะ ลุยต่อกันเถอะ ก่อนที่พวกยักษ์ที่เหลือจะมารวมกลุ่มกันมากกว่านี้”



             เพราะคำของโมนีก้าเจสันที่กำลังมองดูสภาพของน้องเรือมาร์ชแมลโลว์ ที่ตอนนี้ดูไม่เหมือนมาร์ชแมลโลว์ที่น่ารักอีกต่อไป กาบเรือด้านขวาถูกฉีกออกจนเห็นโครงสร้างภายใน ส่วนเพดานห้องโถงที่หลุดหายไปทำให้ลมทะเลพัดพาสละอองน้ำเข้ามาเปียกเบาะหนังสีครีมที่โมนีก้าเพิ่งจะชมว่านุ่มสบาย เขาขยับแว่นสายตาที่เพิ่งได้รับจากแอสคลีเพียสเพื่อมองสำรวจรอยแยกเหล่านั้นด้วยความหนักใจ ภาระหน้าที่ในฐานะปอนติเฟ็กซ์แม็กซิมัสที่เขาเพิ่งรับมาเพื่อฟื้นฟูวิหารเทพเจ้าดูจะเพิ่มภาระหนี้สินส่วนตัวเข้าไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้



             “ผมว่าเราต้องหาที่สงบ ๆ เทียบท่าก่อนดีกว่านะ” เจสันเอ่ยพลางบังคับพังงาเรืออย่างระมัดระวัง “ขืนดันทุรังฝ่าเข้าเมดิเตอร์เรเนียนไปทั้งอย่างนี้ ถ้าเจอพายุอีกลูก เรือลำนี้ได้กลายเป็นเศษไม้ลอยน้ำแน่ ๆ และผมก็ไม่อยากติดหนี้เพื่อนไปมากกว่านี้เหมือนที่คุณว่านั่นแหละโมนีก้า”



             “เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะเจสัน” โมนีก้าตอบพลางกอดอกพิงผนังไม้ที่ยังเหลืออยู่ แววตาสีเทาเงินของเธอฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามรักษาจริตและความเป๊ะของใบหน้าตามนิสัยของตนเอง แต่รอยเปื้อนจากควันไฟและฝุ่นผงอสุรกายบนชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สก็ทำให้เธอเริ่มหมดความอดทน “ฉันไม่ใช่สายลุยแบบถึกทนขนาดนั้นนะ อีกอย่าง... ฉันไม่อยากนอนดูดาวผ่านหลังคาเรือที่แหว่งแบบนี้หรอกนะ ไข้กินพอดี ร่างกายฉันไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้นนะบอกเลย”



             อาริเอลพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว เธอปรับโหมดจากการต่อสู้กลับมาเป็นผู้ช่วยที่สุภาพและมีสติ ขาสัมฤทธิ์สวรรค์ของเธอยึดแน่นกับพื้นเรือที่เอียงกะเท่เร่ได้อย่างมั่นคง “ฉันเช็กพิกัดจากแท็บเล็ตแล้วค่ะทุกคน พอจะมีอ่าวเล็ก ๆ ทางฝั่งสเปนที่น่าจะปลอดภัยพอให้เราลงไปซ่อมแซมเบื้องต้นได้ เราควรจะไปที่นั่นก่อนดีกว่านะคะ”



             เมื่อตกลงกันได้ดังนั้นเจสันก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่อาริเอลแจ้งทันที แต่ในขณะที่เจสันกำลังจะหักหัวเรือมุ่งหน้าเข้าหาชายฝั่งสเปน ท้องฟ้าเหนือช่องแคบยิบรอลตาร์ที่เคยครึ้มด้วยเมฆฝนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามเข้มอย่างฉับพลัน เข็มทิศบนแผงควบคุมเริ่มหมุนเคว้งอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าขั้วแม่เหล็กโลกกำลังเต้นระบำ แรงกดดันมหาศาลจู่โจมเข้ามาจนเจสันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่รุนแรงกว่าพายุลูกไหน ๆ ที่เขาเคยควบคุม



             “เจสัน! เกิดอะไรขึ้นกับเรือน่ะ!” โมนีก้าตะโกน เธอรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้ร่างกายของเธอหนักอึ้ง พลังเนตรแห่งฟีบี้ของเธอกระตุกวูบ แสงทองอ่อน ๆ ในดวงตาเริ่มพร่ามัว กลิ่นอายกาลเวลาที่ติดตามตัวเธอมาในฐานะลูกหลานของเทพเจนัสเริ่มแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรงจนน่าขนลุก “นี่มันไม่ใช่พายุธรรมดาแล้วนะ...!!”



             “ทุกคนยึดไว้ให้แน่น!” เจสันคำราม เขาพยายามใช้พลังควบคุมสายลมเพื่อสร้างเสถียรภาพให้เรือ แต่คราวนี้อากาศรอบตัวกลับบิดเบี้ยวจนเขาไม่สามารถควบคุมมันได้ พลังอสนีบาตในตัวเขาสั่นสะพานราวกับกำลังถูกรบกวนด้วยบางสิ่งที่เก่าแก่และทรงอำนาจกว่า “รอยแยกเวลามันกำลังขยายตัว! ตามคำพยากรณ์นั่น... เวลามันกำลังเป็นอะไรอีกแล้วหรือเปล่า!”



             ชั่วพริบตาร่างของทั้งสามคนโคลงเคลงไปมาตามแรงเหวี่ยงของมิติกาลเวลาที่ปริร้าว อาริเอลใช้พละกำลังเอมพูซ่าเกาะขอบโต๊ะไว้แน่น ขณะที่โมนีก้าพยายามสะบัดมือเรียกพลังจากสร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเพื่อสร้างรากไม้มายึดตัวเธอไว้ แต่ทุกอย่างกลับดูไร้ผลเมื่อแสงสีขาวสว่างจ้ากลืนกินทุกสิ่งรอบตัวไปในพริบตา



             โครม!!



             และแล้วเสียงกัมปนาทดังสะท้อนไปทั่วบริเวณเมื่อร่างของเดมิก็อดทั้งสองและหนึ่งอสุรกายร่วงทะลุเพดานอากาศลงมากระแทกกับหลังคากระเบื้องดินเผาสีเทาเข้มอย่างแรง ความเย็นของลมทะเลหายไป แทนที่ด้วยอากาศที่แห้งและอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟ กลิ่นดิน และกลิ่นอายของเมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ในซีกโลกตะวันออก



             “โอ๊ย... หัวฉัน... รอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยที่ต้องเอาหัวโหม่งอะไรสักอย่างทุกรอบเลย” โมนีก้าครางออกมาเบา ๆ ขณะพยายามพยุงตัวขึ้นนั่งบนหลังคาที่ลาดชัน เธอรู้สึกมึนงงจนบุคลิกในตัวเริ่มตีกันยุ่งเหยิง หน้านิ่งที่ดูหยิ่งตามธรรมชาติเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เธออยู่ในท่าที่เกือบจะลื่นไถลลงไปด้านล่าง ดีที่เจสันคว้าแขนเธอไว้ได้ทัน



             “เงียบก่อนโมนีก้า...” เจสันกระซิบ แววตาของเขาฉายแววตื่นตัวเต็มที่ แม้จะยังมึนหัวจากการตกกระแทก แต่สัญชาตญาณผู้นำที่ถูกฝึกมาตั้งแต่บ้านหมาป่าก็ทำให้เขาข่มความอ่อนแอไว้ได้ทันที เขาหมอบตัวลงต่ำชิดกับแนวกระเบื้องหลังคารูปทรงแปลกตาพลางกวาดสายตามองลงไปเบื้องล่าง… 



             เพราะตอนนี้ภาพนั้นมันชวนตกใจมากกว่าอะไรดีเสียอีก



             ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขาไม่ใช่ชายฝั่งสเปนหรือนิวเจอร์ซีย์ แต่เป็นนครที่ดูโอ่อ่าด้วยสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา กำแพงเมืองสูงตระหง่านและหอคอยเฝ้าระวังที่ดูเข้มงวดตั้งเด่นเป็นสง่าภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่แผดเผา “ที่นี่ที่ไหนคะคุณเจสัน... ดูเหมือนไม่ใช่ยุคของเราเลยค่ะ” อาริเอลกระซิบพลางสำรวจชุดของตัวเองที่เปื้อนฝุ่นจากการตกกระแทก เธอยังคงรักษามารยาทและการพูดจาที่ดูเป็นทางการแม้จะเพิ่งรอดตายจากการทะลุมิติมาก็ตาม



             เบื้องล่างของอาคารที่พวกเขาแอบอยู่นั้นคือลานกว้างขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเหล่าทหารในชุดเกราะโบราณถือทวนยาวเรียงรายกันเป็นระเบียบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันและเสียงร้องไห้ระงมจากกลุ่มคนที่ถูกพันธนาการไว้กลางลาน มีขบวนแถวของขุนนางที่สวมชุดยาวสีเข้มกำลังยืนรอรับคำสั่งบางอย่างที่ดูเด็ดขาดและโหดร้าย



             โมนีก้าปรายตามองลงไปที่ลานนั้นพลางขมวดคิ้ว แววตาสีเทาเงินของเธอเริ่มประมวลผลความรู้โบราณที่เคยผ่านตาในฐานะคนที่ชื่นชอบวัฒนธรรมเอเชีย “เจสัน... ไอ้ชุดพวกนั้น ลวดลายบนเสาหินนั่น... นี่มันไม่ใช่แค่จีนธรรมดาแล้วนะ” เธอพึมพำเสียงสั่น ความใจเด็ดในแววตาเริ่มกลับมาแทนที่ความตื่นตระหนก “นี่มัน นครฉางอัน... และถ้าฉันจำไม่ผิด บรรยากาศมาคุแบบนี้มันเหมือนลานประหารในประวัติศาสตร์ไม่มีผิดเลยนะเนี้ย เห็นปะ”



             พวกเขาทั้งสามหมอบนิ่งอยู่บนหลังคาบ้านไม้หลังใหญ่ริมขอบลานกว้าง พยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเพื่อไม่ให้เหล่าทหารหรือสายตาของใครด้านล่างสังเกตเห็นการมาเยือนที่ผิดแผกไปจากยุคสมัย ท่ามกลางเสียงประกาศก้องที่ฟังดูคล้ายคำสั่งประหารชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ โมนีก้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความสูญเสียที่รุนแรง เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์ข้างล่างนี้คือจุดแตกหักของประวัติศาสตร์ในยุคจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ และพวกเขาก็มาโผล่ท่ามกลางโศกนาฏกรรมของเว่ยฮองเฮาที่กำลังดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยม



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
จะแก่อีกแล้ว
Quest Summary
สรุป

ระหว่างการเดินทาง และทั้งสามก็ถึงช่องแคบยิบรอลตาร์และโดนโจมตีจนเรือเกือบพัง เลยต้องแวะไปซ่อมก่อน ระหว่างที่กำลังเทียบท่าที่สเปนโมนีก้า อาริเอล และเจสันก็โดนดูดมายังช่วงยุคฮั่นอู่ตี้ ตอนที่กำลังจะประหารเว่ยฮองเฮา (แน่นอนว่ายังไม่มีใครรู้)

[ถึงช่องแคบยิบรอลตาร์ โมนีก้า อาริเอล และเจสันทะลุมิติ]

[ใช้กระบอกบรรจุลม 4 ทิศ 1 ชิ้น]

Loot & Rewards
กำจัด ไซคลอปส์ 4 ตัว (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น (ไม่มีรางวัลจ้า)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-24 10:50
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-24 10:50
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-24 10:49
God
หนีการตามล่าของทหาร ดูเหมือนพวกทหารเป็นคนธรรมดาทำให้การต่อสู้ของเดมิกอตสู้กับพวกเขาลำบาก  โพสต์ 2026-1-24 10:45
God
เขาจึงเปลี่ยนประเด็น "จับคนร้ายกลุ่มนั้นก่อน!! ส่วนฮองเฮานำตัวกลับไปคุมขังในตำหนักเจียวฝางรอฤกษ์ใหม่"  โพสต์ 2026-1-24 10:45
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-24 12:01:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-24 15:28

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 49 : ยุคฮั่นอู่ตี้รอบที่ 1

วันที่ xx เดือน xx ปี xx • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป ยุคฮั่น เมืองฉางอัน ประเทศจีน

            ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่เย็นเยียบยิ่งกว่าลมพายุในมหาสมุทร เสียงประกาศโองการอาญาสิทธิ์ดังกึกก้องไปทั่วลานประหารในนครฉางอัน จักรพรรดิฮั่นอู๋ตี้ผู้ทรงอำนาจประทับนิ่งอยู่บนแท่นสูง แววตาของพระองค์ฉายความลังเลสับสนขณะทอดพระเนตรไปยังเว่ยฮองเฮาที่กำลังเผชิญหน้ากับวาระสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่ดาบเพชฌฆาตกำลังจะขยับนั้นเอง สายตาที่เฉียบคมของจอมจักรพรรดิก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ดูผิดแผกไปจากทุกสิ่งในปฐพี 



            สิ่งนั้นคือสีส้มสว่างจ้าเรืองรองที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายอย่างรุนแรงพุ่งเข้าสู่โสตประสาทของพระองค์อย่างจัง มันคือเสื้อยืดค่ายฮาล์ฟบลัดของ เจสัน เกรซ ที่เด่นหราอยู่บนยอดหลังคาบ้านไม้หลังใหญ่ราวกับป้ายไฟนีออนกลางยุคโบราณ



            จักรพรรดิฮั่นอู๋ตี้ชะงักงันไปชั่วครู่ ความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อฮองเฮาผนวกกับความตื่นตระหนกต่อสิ่งประหลาดเหนือคาดหมายทำให้พระองค์รีบฉวยโอกาสนั้นตะโกนสั่งเสียงหลงทันที 



            "นั่น! มีกลุ่มคนร้ายลึกลับแอบแฝงตัวอยู่บนหลังคา! ทหาร... รีบไปจับพวกมันมาเดี๋ยวนี้! ส่วนฮองเฮา... ให้นำตัวกลับไปคุมขังที่ตำหนักเจียวฝางก่อน รอฤกษ์มงคลใหม่ค่อยว่ากัน!" โองการที่ดูเหมือนจะเด็ดขาดแต่แฝงไปด้วยความโล่งใจของพระองค์ทำเอาเหล่าทหารและขุนนางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งจากสิ่งที่เคยรับสั่ง ก่อนจะรีบกุลีกุจอทำตามคำสั่งอย่างไม่ช้า



            โมนีก้าที่หมอบนิ่งอยู่ข้างเจสันถึงกับตาเขียวปัด เธอหันไปมองเสื้อสีส้มสุดจะแรร์ไอเทมในยุคนี้ของบุตรแห่งจูปิเตอร์ด้วยความรู้สึกอยากจะเขกหัวเขาให้ร่วงลงไปข้างล่าง "เจสัน! ฉันบอกนายแล้วใช่ไหมว่าไอ้สีส้มนี่มันเด่นเกินไป!!" เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดพลางคว้าคอเสื้อยืดเจ้าปัญหาของเขาไว้แน่น "สาบานเลยนะ สักวันฉันจะจับนายถอดไอ้เสื้อสีส้มหน้าตายตัวนี้ออกแล้วโยนทิ้งลงถังไปซะ"



            "เฮ้! มันเป็นเสื้อค่ายนะโมนีก้า!" เจสันพยายามจะประท้วงแต่ก็ไม่มีเวลามากนัก เมื่อเห็นทหารนับสิบกำลังปีนป่ายขึ้นมาทางพวกเขา โมนีก้าและอาริเอลที่เคยผ่านการใช้ชีวิตสมบุกสมบันในยุคสามก๊กมาถึงหนึ่งปีเต็มก็ไม่รอช้า สองสาวแทบจะประสานงานกันราวกับรู้ใจ โมนีก้าหิ้วคอเสื้อเจสันข้างหนึ่ง ส่วนอาริเอลใช้พละกำลังเอมพูซ่าช่วยพยุงอีกข้างก่อนจะพากันโกยแนบไปตามสันหลังคาด้วยความเร็วระดับมือโปรแห่งการหนี



            "ทำไมวะ... ทำไม… เวลาฉันมาเมืองจีนโบราณทีไร ต้องจบลงด้วยการหนีหัวซุกหัวซุนทุกทีเลยว๊าาา!" โมนีก้าบ่นอุบเสียงหลงพลางวิ่งกระโดดข้ามรางระบายน้ำบนหลังคาอย่างคล่องแคล่ว "ตอนสามก๊กก็รอบหนึ่งแล้ว นี่ต้องมาวิ่งหนีทหารฮั่นอีกเหรอเนี่ย!"



            ในจังหวะที่พวกเขาทั้งสามกำลังจะกระโดดลงสู่ซอยแคบด้านหลัง ทหารกลุ่มหนึ่งก็กรูเข้ามาดักหน้าพร้อมทวนยาว โมนีก้าไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย แววตาสีเทาเงินของเธอวูบไหวด้วยสัญชาตญาณของเซนจูเรี่ยนสาว (สวยสิ) ผู้โชกโชน เธอสะบัดมือเบา ๆ เรียกเถาวัลย์หนามให้พุ่งขึ้นมาพันธนาการขาของทหารเหล่านั้นจนเสียหลัก ก่อนจะขยับตัวด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนโคตรเซียนที่ผ่านการปะทะมานับพันครั้ง เธอใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคอของทหารคนแรกอย่างแม่นยำและนุ่มนวลจนเขาสลบเหมือดไปในพริบตาโดยไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว



            "ไม่ต้องห่วงนะคะคุณเจสัน คุณโมนีก้าไม่ได้ทำรุนแรงค่ะ" อาริเอลเสริมพลางใช้ขาสัมฤทธิ์เตะกวาดช่วงล่างของทหารที่เหลือจนพากันหน้าคะมำลงพื้นอย่างหมดสภาพ "ฉันว่าเราต้องรีบไปหาที่กบดานแล้วล่ะค่ะ"



            "จัดไป ที่กบดานใช่ปะ เชื่อใจมือโปรที่เคยผจญยุคสามก๊กกันไปเลย ไปเถอะอาริเอล เจสัน โกยเถอะโยม!" โมนีก้าสรุปสั้น ๆ พลางลากคอเสื้อเจสันให้วิ่งตามเข้าไปในเงามืดของตรอกซอกซอยในนครฉางอัน ทิ้งให้เบื้องหลังคือความสับสนวุ่นวายของราชสำนักฮั่นที่ยังคงมึนงงกับการปรากฏตัวของบุรุษในเสื้อสีส้มสว่างไสวคนนั้นที่กำลังทำหน้าบุญบอกไม่รับเพราะโดนหิ้วเหมือนแมว



            "ไปทางนี้! เร็วเข้า!" โมนีก้าตะโกนสั่งพลางออกแรงลากคอเสื้อยืดสีส้มของเจสันที่ตอนนี้ยับยู่ยี่จากการโดนหิ้วเหมือนลูกแมวขวัญเสีย สองสาววิ่งลัดเลาะผ่านตรอกแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของฟืนไฟและดินแห้งกรัง จนกระทั่งมาหยุดกึกอยู่หน้าศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายเขตนอกกำแพงชั้นใน



            โมนีก้าปล่อยมือจากคอเสื้อเจสันจนเขาสะดุดกึกเกือบเสียหลักพิงเสาไม้ผุ ๆ เธอยืนหอบหายใจพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปัดฝุ่นตามตัวด้วยสีหน้าขุ่นมัว "ให้ตายสิอาริเอล ในคำพยากรณ์มันไม่มีบอกสักคำเลยนะว่าเราต้องมาทัวร์ฉางอันแบบฉุกเฉินน่ะ" เธอสะบัดผมสีดำสนิทที่ยุ่งเหยิงของตนเองด้วยความหงุดหงิด 



            "ฉันนึกว่าว่าเราจะไปกรีซเพื่อซ่อมไอ้กลไกอะไรนั่นไม่ใช่อ่อวะ คือมันควรจะไม่ต้องมาวิ่งเล่นในยุคโบราณแบบนี้อีกไม่ใช่หรอ"



            ในขณะที่โมนีก้าบ่นเจสันก็จัดแจงคอเสื้อยืดค่ายฮาล์ฟบลัดของตัวเองพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน แววตาสีฟ้าครามใต้กรอบแว่นดูเคร่งเครียดขึ้น "ผมว่ากาลเวลามันคงเสียหายหนักกว่าที่คิดแล้วล่ะโมนีก้า" เขาเอ่ยขณะมองออกไปทางรอยรั่วของมิติที่เพิ่งปิดตัวลงเหนือหลังคาศาลเจ้า "รอยร้าวพวกนี้มันทำให้เราหลุดเข้ามาในยุคสมัยต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ถ้าเราไม่รีบปิดรอยรั่วที่ต้นตอ เราอาจจะกระเด็นไปโผล่ในยุคน้ำแข็งหรือกลางสงครามโลกครั้งที่สามก็ได้นะ"



            "ใช่ค่ะคุณโมนีก้า" อาริเอลเสริมพลางสำรวจกำแพงศาลเจ้าอย่างระมัดระวัง เธอพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งทางการที่มั่นคงขึ้นบ่งบอกว่าไม่ได้ลนลานเท่าไรนัก "ฉันคิดว่ากระแสเวลามันคงปั่นป่วนจนทำให้พิกัดผิดเพี้ยนไปหมด บางทีที่นี่อาจจะเป็นแค่ทางผ่าน หรือไม่ก็เป็นจุดวิกฤตอีกจุดที่เราต้องระวังนะคะ"



            โมนีก้าทำหน้างอเล็กน้อยพลางกอดอก แต่อารมณ์รักสบายของเธอก็พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณการเอาตัวรอด "เออ... ก็ได้! ในเมื่อหลุดมาแล้วก็ต้องอยู่ให้เป็น" เธอขยับนิ้วนางข้างขวาที่มีแหวนดาราจรัสประดับอยู่ก่อนแสงสีม่วงครามอุกกาบาตวูบไหวเพียงครู่เดียว และโมนีก้าก็ดึงเอาชุดผ้าไหมและผ้าลินินเนื้อหนาสามชุดออกมาจากห้วงมิติลูกบาศก์ "ฉันเตรียมพร้อมมาแล้วล่ะ ยุคนี้ก็น่าจะยุคฮั่นมั้ง? ถ้ามีฉางอันแบบนี้แปลว่าเส้นทางสายไหมต้องเริ่มมีแล้ว"



            เธอยื่นชุดหนึ่งที่ดูเหมือนเสื้อคลุมยาวแบบพ่อค้าชาวโรมันโบราณให้เจสั"เปลี่ยนซะเจสัน! เลิกใส่ไอ้เสื้อส้มนำโชค (ร้าย) นั่นซักที เราต้องปลอมตัวเป็นพ่อค้าจากแดนตะวันตกที่เดินทางมากับคาราวาน ถึงนายจะหัวทองตาฟ้าแต่ถ้าใส่ชุดพ่อค้าโรมัน พวกทหารที่นี่ก็คงคิดว่าเป็นแค่คนต่างชาติแปลกหน้าจากโรมใหม่... อ้อ โรมเก่าสิ"



            เจสันที่เห็นแบบนั้นเขาก็มองชุดที่โมนีก้าเอาออกมา "ชุดพวกนี้ดูเข้าท่าดีนะ" เจสันรับชุดไปอย่างว่าง่ายพลางสำรวจเนื้อผ้าที่โมนีก้าเตรียมมาอย่างประณีต



            "รีบไปแต่งตัวกันเถอะค่ะ อาริเอล เธอช่วยฉันดูทางหนีทีไล่ด้วยนะ" โมนีก้าสั่งการพลางแยกตัวไปมุมหนึ่งของศาลเจ้าเพื่อผลัดเปลี่ยนชุดบอดี้สูทข้างในและสวมทับด้วยชุดสตรีชั้นสูงแบบพ่อค้าหญิงชาวโรมันที่ดูสง่างามแต่ก็คล่องตัว



            เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสามกลับมาพบกันอีกครั้งกลางศาลเจ้าร้างที่แสงอาทิตย์ยามเย็นลอดผ่านรอยแตกของหลังคาลงมาเป็นลำแสงสีทอง โมนีก้าเดินออกมาในชุดโทก้าสีม่วงครามประดับขอบทองที่ขับผิวขาวซีดของเธอให้ดูหรูหราผิดตา แววตาสีเทาเงินฉายประกายเฉลียวฉลาดที่ทำให้เธอดูเหมือนนายหญิงผู้คุมกองคาราวานสินค้าล้ำค่า ส่วนอาริเอลมาในชุดที่ดูเรียบง่ายกว่าแต่ก็รัดกุม เธอจัดระเบียบขาสัมฤทธิ์สวรรค์ให้ซ่อนอยู่ภายใต้ชายกระโปรงยาวได้อย่างแนบเนียน และเมื่อเจสันก้าวออกมา โมนีก้าถึงกับต้องผิวปากหวือ เพราะเจสันในชุดนักรบและพ่อค้าชาวโรมันโบราณนั้นดูเข้าที่เข้าทางราวกับหลุดออกมาจากอนุสาวรีย์ในกรุงโรมจริง ๆ



            "แบบนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย" โมนีก้ายิ้มมุมปากพลางกอดอกสำรวจความเป๊ะของทีม "ตอนนี้เราเป็นกลุ่มพ่อค้าคณะเดินทางจากโรมที่หลงทางมา ใครถามอะไรก็ให้ฉันกับอาริเอลเป็นคนพูด เพราะเราช่ำชองเรื่องการหนีในจีนมาแล้วปีนึง" เธอขยิบตาให้เจสันทีหนึ่ง ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัสอีกครั้งเพื่อหาอาวุธลับที่ไม่ใช่ดาบหรือหน้าไม้



            โมนีก้าหยิบหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาปึกออกมาวางบนแท่นหินผุพัง หนังสือเล่มนี้เธอได้มาจากร้านหนังสือของเอลล่า ฮาร์ปี้ในเมืองนิวโรม สภาพของมันดูผ่านการเปิดอ่านมานับครั้งไม่ถ้วนที่โมนีก้าอ่านบ่อย ๆ จนขอบกระดาษเริ่มรุ่ย โมนีก้าใช้นิ้วเรียวสวยรีบเปิดหาช่วงเวลาของราชวงศ์ฮั่นอย่างรวดเร็ว หน้าตาของเธอตอนนี้นิ่งสนิทและจริงจังจนอาริเอลยังไม่กล้าขยับตัว



            "ไหนดูซิ... ประหารฮองเฮา... ประหารฮองเฮา..." โมนีก้าพึมพำขณะกวาดสายตาผ่านตัวอักษรละลานตา "โอย ทำไมจักรพรรดิยุคนี้ถึงชอบสั่งเก็บคนในครอบครัวกันจังนะ ข้อมูลมันตีกันไปหมดเลยเนี่ย"



            เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจะโดนคมดาบกลางลานประหารเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัว โมนีก้าหรี่ตาลงพลางใช้นิ้วเคาะคางตัวเองอย่างใช้ความคิด แววตาสีเทาเงินฉายประกายบางอย่างที่แม้แต่เจสันยังแปลกใจ



            "ให้ตายสิ ฉันว่าเซนส์ฉันเริ่มทำงานผิดที่ผิดทางแล้วล่ะ" โมนีก้าเอ่ยขึ้นพลางจ้องหน้าหนังสือที่อยู่ในมือของเธอ "ผู้หญิงคนนั้น... คนที่เป็นฮองเฮาน่ะ หน้าตาเหมือนหวังลั่วตันที่เคยแสดงเรื่องจอมนางบัลลังก์ฮั่นเป๊ะเลยนะเนี้ย คล้าย ๆ ก็ได้อ่ะ ถ้าสัญชาตญาณติ่งซีรีส์ของฉันไม่พลาด ผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นเว่ยจื่อฟูแน่นอน แต่ปัญหาก็คือ..." โมนีก้าหยุดพูดเธอใช้นิ้วเคาะปกหนังสือรัว ๆ ตรงจุดที่เธออ่านเจอ



            "ในหนังสือประวัติศาสตร์บอกว่าเว่ยจื่อฟูฆ่าตัวตายตอน 91 ปีก่อนคริสตกาล หลังเกิดคดีคุณไสยมนต์ดำในวังหลวง แต่เมื่อกี้ที่เราเห็นน่ะ มันคือลานประหารกลางเมืองนะ ดาบจ่อคอหอยขนาดนั้นไม่น่าจะเรียกว่าฆ่าตัวตายตามใจชอบได้หรอกมั้ง?" เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างเซ็ง ๆ พลางปิดหนังสือประวัติศาสตร์ที่ตัวเองถืออยู่ดัง ปั๊ก! 



            "สรุปคือกาลเวลามันบิดเบี้ยวจนแม้แต่จุดจบของฮองเฮายังเปลี่ยนไปงั้นเหรอ? หรือเรามาโผล่ในช่วงรอยต่อที่ประวัติศาสตร์กำลังถูกเขียนใหม่ด้วยมือของอะไรสักอย่างอยู่"



            เจสันที่ยืนพิงเสาไม้ผุๆ ในชุดพ่อค้าโรมันที่ดูสง่างามอย่างประหลาด ขยับแว่นสายตาพลางมองโมนีก้าด้วยสายตาที่เชื่อมั่นอย่างที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ "ผมเชื่อใจสัญชาตญาณการสุ่มเดาของคุณนะโมนีก้า ขนาดคุณยังจำหน้าดาราได้แม่นขนาดนี้ ผมว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้วล่ะ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเราอยู่ในช่วงปีประมาณเท่าไร"



            "นายเชื่อใจฉันจริงเหรอเจสัน?" โมนีก้าเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว แววตาสีเทาเงินของเธอฉายแววไม่มั่นใจออกมาวูบหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด "ขนาดเดาข้อสอบฉันยังไม่เคยจะถูกสักข้อเลยนะ ถ้าชีวิตพวกเราต้องมาฝากไว้กับการเดาประวัติศาสตร์ฉบับซีรีส์ของธิดาแห่งเซเรสที่ไอคิววิชาการติดลบแบบฉันเนี้ยนะ" แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เธอก็ยังคงก้มหน้าก้มตาเปิดสมุดบันทึกประวัติศาสตร์เล่มหนาที่ซื้อมาจากร้านของเอลล่าอย่างตั้งใจ นิ้วเรียวสวยไล่ไปตามบรรทัดของเหตุการณ์สำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่นอย่างระมัดระวัง 



            "เนี้ย อ่านกี่รอบมันก็เขียนเหมือนเดิมว่าเว่ยจื่อฟูปลิดชีพตัวเองในปีที่ 91 ก่อนคริสตกาล หลังเกิดคดีคุณไสย..." โมนีก้าพึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน "แต่นี่มันลานประหารชัด ๆ แถมคนคนนั้นยังหน้าตาคล้ายดาราที่ฉันจำได้แม่นอีก หรือว่าความบิดเบี้ยวของเวลาจะทำให้เหตุการณ์มันเปลี่ยนไปจนถึงขั้นนี้เลยเหรอ?"



            เจสันที่กำลังสำรวจความเรียบร้อยของชุดพ่อค้าชาวโรมันหันมามองโมนีก้าด้วยแววตาสงสัย เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "แล้วรอบก่อนหน้าที่พวกคุณหลุดไปในยุคต่าง ๆ ทำยังไงถึงจะกลับไปจุดเดิมได้เหรอ? มันมีเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?"



            โมนีก้าละสายตาจากหนังสือประวัติศาสตร์แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ "เราต้องหาต้นตอที่ทำให้เวลาเปลี่ยนไปค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในยุคนั้น ๆ อย่างตอนที่ฉันกับอาริเอลหลุดไปยุคสามก๊ก กาลเวลามันบิดเบี้ยวเพราะมีขันทีชั่วได้ครอบครองหนังสือประวัติศาสตร์จากอนาคต ทำให้เขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้าจนมีอำนาจล้นฟ้า" เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะทำท่าขนลุกซู่เมื่อนึกถึงวีรกรรมครั้งนั้น "เชื่อไหมคะว่าตอนนั้นฉันต้องฝืนใจปลอมตัวเข้าไปเป็นสนมของจางรังเพื่อหาทางชิงตำราเล่มนั้นกลับมา แค่นึกถึงหน้าหมอนั่นฉันก็อยากจะล้างสมองตัวเองทิ้งวันละสิบรอบแล้วค่ะ พอเราได้ของคืนมา มิติเวลามันถึงจะพาเรากลับมาจุดที่ควรจะเป็น"



            "ใช่ค่ะคุณเจสัน" อาริเอลเสริมด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ "อย่างตอนที่หลุดไปยุคเซเลม เราก็ต้องไปจัดการกับหมูป่าครอมมิโอเนียนที่หลงยุคมาอาละวาด พอส่งมันกลับไปหรือกำจัดจุดบิดเบี้ยวได้ ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ เพราะฉะนั้นตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือการตามหาสิ่งแปลกปลอมในฉางอันปีที่เก้าสิบเอ็ดก่อนคริสตกาลนี่แหละค่ะ"



            ในขณะนั้นอาริเอลขยับเข้ามาใกล้พลางจัดระเบียบชายผ้าคลุมที่ซ่อนขาสัมฤทธิ์สวรรค์ไว้อย่างรัดกุม เธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มไม่ปลอดภัยภายนอกศาลเจ้า "ไม่ว่าจะเป็นการเดาหรือความจริง ตอนนี้เราต้องออกจากศาลเจ้านี้ก่อนนะคะคุณโมนีก้า คุณเจสัน กองทหารของฮั่นอู๋ตี้น่าจะเริ่มปูพรมตรวจค้นเมืองฉางอันแล้ว ถ้าเขาเห็นพ่อค้าโรมันหน้าตาดีแต่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ในศาลเจ้าร้างแบบนี้ เราจะกลายเป็นเป้าหมายทันทีนะคะ"



            โมนีก้าถอนหายใจยาวพลางเก็บสมุดประวัติศาสตร์เข้าแหวนดาราจรัสที่นิ้วนางซ้าย เธอพยายามปรับอารมณ์ให้คงที่และนิ่งสงบขึ้นตามแบบแผนที่ถูกฝึกมาในค่ายจูปิเตอร์ "ก็ได้ค่ะ ในเมื่อบอกกันว่าเชื่อใจกัน ฉันก็จะลองเสี่ยงดวงเดาจากสิ่งที่เห็นดูสักตั้ง" เธอขยับเสื้อคลุมโทก้าสีม่วงครามที่เพิ่งเปลี่ยนมาให้เข้าที่ ตรวจเช็กความเรียบร้อยของชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สที่สวมไว้ข้างในเพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมสำหรับการเคลื่อนที่ทุกรูปแบบ "เราจะแฝงตัวเข้าไปในย่านตลาดของฉางอัน แสร้งว่าเป็นพ่อค้าคณะเดินทางที่หลงกลุ่มมา ใครถามอะไรก็ให้ฉันกับอาริเอลเป็นคนพูดนะคะเจสัน นายแค่นิ่ง ๆ ไว้ก็พอ... อ้อ แล้วก็อย่าเพิ่งทำอะไรให้เป็นจุดเด่นอีกล่ะ"



            พวกเขาทั้งสามคนค่อย ๆ ก้าวออกจากเงาสลัวของศาลเจ้าร้างที่เงียบงัน มุ่งหน้ามุ่งหน้าสู่แสงโคมไฟสลัวที่เริ่มถูกจุดขึ้นตามร้านรวงในนครฉางอัน กลิ่นเครื่องเทศและควันฟืนลอยมาแตะจมูกปนกับกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอน โมนีก้าเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าที่ดูสง่างามและสำรวม แววตาสีเทาเงินฉายประกายความระแวดระวังที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งสงบแบบพ่อค้าผู้มีอำนาจ เธอกำลังก้าวเข้าสู่ถนนของเมืองฉางอันที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเห็นเพียงในหน้าหนังสือและหน้าจอโทรทัศน์ แต่ตอนนี้มันคือความจริงที่เดิมพันด้วยสมดุลของโลกทั้งสองยุคสมัย



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
จะแก่อีกแล้ว.... (1/3)
Quest Summary
สรุป

หลุดมายุคฮั่นอู่ตี้แค่นั้นแหละ ปลอมตัวเป็นแม่ค้าและพ่อค้าจากต้าฉินเหมือนเดิม

[อาศัยอยู่ที่ฉางอัน]

Loot & Rewards
กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-24 14:35
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-24 14:35
God
ดู PM  โพสต์ 2026-1-24 14:35
โพสต์ 86,169 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2026-1-24 12:02
โพสต์ 86,169 ไบต์และได้รับ +5 EXP +6 เกียรติยศ จาก ต่างหูเงิน  โพสต์ 2026-1-24 12:02
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้