[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-24 16:17:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 50 : ยุคฮั่นอู่ตี้รอบที่ 2

วันที่ xx เดือน xx ปี xx • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป ยุคฮั่น เมืองฉางอัน ประเทศจีน

              เวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุข ทว่าเต็มไปด้วยการตรวจตราที่เข้มงวดของทหารราชวงศ์ฮั่นในนครฉางอัน โมนีก้า อาริเอล และเจสันยังคงกบดานอยู่ในบ้านพักไม้เก่าแก่แถบชานเมืองที่ถูกดัดแปลงให้เป็นฐานบัญชาการชั่วคราว แม้จะพยายามแฝงตัวและสืบข่าวสารไปทั่วตลาดจนเริ่มคุ้นชินกับกลิ่นเครื่องเทศและเสียงอึกทึกของฉางอัน แต่พวกเขาก็ยังไม่พบรอยร้าวหรือความผิดปกติที่ชัดเจนพอจะนำไปสู่การแก้ไขกลไกแห่งกาลเวลาได้เลย 



              ในขณะที่โมนีก้านั่งอยู่บนม้านั่งไม้พลางถอนหายใจยาว นิ้วเรียวสวยเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายความเบื่อหน่ายออกมาอย่างปิดไม่มิด “โอ้ย… ไม่มีอะไรให้คิดเลยว่าต้องทำอะไรต่อ” เธอบ่นอุบอิบเล็กน้อย



              และในจังหวะที่ทั้งสามกำลังนั่งล้อมวงเพื่อวิเคราะห์สถานะการณ์ที่ดูจะตีความยากขึ้นทุกที จู่ ๆ บรรยากาศภายในห้องก็เย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน แสงเทียนวูบไหวราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นเป่าผ่าน ร่างของชายชราคนหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันในมุมมืดของห้อง เขาเป็นชายชราที่มีเค้าโครงใบหน้าที่คมคายและหล่อเหลาอย่างเห็นได้ชัด แม้ในตอนนี้ผิวพรรณจะเหี่ยวย่นและเส้นผมแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไปหมดแล้ว แต่ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นยังคงทอประกายความลับของจักรวาลไว้อย่างเปี่ยมล้น ซึ่งมันเป็นใบหน้าเดียวกับชายหนุ่มที่เจสันเคยพบเจอก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน



              “เทพอิออน?” เจสันอุทานออกมาด้วยความตกใจ เขาขยับแว่นสายตามองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาพลางลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณนักรบ “ทำไมคุณถึง... แก่ลงขนาดนี้? ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน คุณยังดูหนุ่มกว่านี้มากนะครับ”



              “อ้าว ท่านปู่อิออน สภาพดูไม่ได้เลยนะคะเนี่ย ไปโดนใครสูบพลังมาหรือเปล่าคะ” โมนีก้าทักทายขึ้นด้วยน้ำเสียงชิล ๆ อย่างเป็นกันเองตามสไตล์ของเธอพลางยักไหล่เล็กน้อย เธอไม่ได้ดูตกใจเหมือนเจสันเพราะรู้อยู่แล้วว่าภารกิจนี้คือการมาช่วยเหลือเขา



              เจสันหันมามองโมนีก้าด้วยความแปลกใจ “โมนีก้า... คุณรู้จักเขาด้วยเหรอ?”



              “ก็เจอตอนเริ่มภารกิจนี้แหละค่ะเจสัน เขาเป็นคนส่งฉันกับอาริเอลมานี่เอง” โมนีก้าตอบพลางปรายตามองชายชราที่กำลังพยุงร่างอย่างยากลำบาก “แต่ตอนนั้นยังดูดีกว่านี้เยอะเลยนะคะ อย่างน้อยก็ไม่มีรอยตีนกาเยอะขนาดนี้”



              เพราะคำนั้นทำให้เทพอิออนยิ้มออกมาอย่างขำ ๆ แต่ทว่าเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือราวกับเสียงของใบไม้แห้งที่ถูกลมพัด “เวลา... เจสัน เวลาของข้าไม่ได้คงที่เหมือนเมื่อก่อน พลังของกาลเวลาที่บิดเบี้ยวในยุคนี้กำลังสูบกินตัวตนของข้าไปเรื่อย ๆ หากกลไกไม่ถูกซ่อมแซม ข้าจะสลายไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนไปมากกว่านี้” เขาเว้นจังหวะหายใจพลางจ้องมองเดมิก็อดทั้งสองและเอมพูซ่าสาวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง 



              “พวกเธอมาถึงก็เปลี่ยนประวัติศาสตร์การประหารของเว่ยฮองเฮาเลยนะ เพราะปกติแล้ว... กว่าที่จักรพรรดิจะทรงรู้สึกผิดต่อฮองเฮาผู้เป็นที่รัก มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ในวินาทีที่ใบดาบปะทะปั่นเศียรเว่ยฮองเฮาไปแล้วนั่นแหละคือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น”



              พอได้ยินแบบนั้นโมนีก้าก็กอดอกพลางขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย แววตาสีเทาเงินฉายแววครุ่นคิด “แปลว่าการที่เจสันใส่เสื้อส้มไปยืนเด่นบนหลังคาวันนั้น มันทำให้ฮ่องเต้เปลี่ยนใจจนประวัติศาสตร์เพี้ยนไปจริง ๆ ใช่ไหมคะ? แปลว่าเราต้องแก้ไขตรงนี้ใช่ไหม?”



              “ใช่... และนั่นคือเหตุผลที่พวกเธอต้องเคลื่อนไหวเดี๋ยวนี้” อิออนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งเครียดขึ้น 



              “ตอนนี้เว่ยฮองเฮาถูกนำตัวกลับไปคุมขังอย่างเข้มงวดที่ตำหนักเจียวฝาง ทหารนับพันโอบล้อมวังหลวงไว้ พวกเธอต้องใช้พลังเดมิก็อดลอบเร้นเข้าไปในวังที่มีการตรวจตราเข้มงวดนั้น ช่วยเหลือฮองเฮาและโน้มน้าวให้พระนางตามพวกเธอหนีออกไปให้ได้ พาพระนางไปยังชายแดนด่านอี้เหมินกวนซะ ถ้าเป็นแบบนั้นฮ่องเต้จะทรงรู้ได้ทันทีว่าพระองค์ต้องทำอะไรต่อไปเพื่อรักษาดุลอำนาจและหัวใจของพระองค์เอง”



              คำสั่งนั้นทำให้โมนีก้าทำมือเป็นท่าทางตกลงแบบขอไปทีแต่ในแววตากลับมีความเด็ดเดี่ยว นิ้วโป้งกับชี้ขยับเข้าหากันจนเป็นวงกลม “โอเค ๆ ก็ได้ค่ะ... แฝงตัวเข้าวังไปลักพาตัวฮองเฮาหนีไปด่านชายแดน ฟังดูเหมือนพล็อตซีรีส์ที่ฉันเคยดูเลยแฮะ แต่ในเมื่อมันเป็นงานก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ



              อาริเอลพยักหน้าตอบรับภารกิจของเทพอิออนอย่างสุภาพและเกร็ง ๆ ตามฉบับเอมพูซ่าที่เกร็งกับเทพ “เราจะจัดการให้เรียบร้อยค่ะ ท่านอิออน ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”



              “พวกเราจะทำตามนั้นครับอิออน พักผ่อนเถอะ” เจสันพูดพลางมองดูร่างของอิออนที่เริ่มจางลงเรื่อย ๆ ราวกับกลุ่มควัน



              “ข้าจะรอฟังข่าวดี... ก่อนที่ข้าจะเหลือเพียงความทรงจำ” สิ้นคำพูด ร่างของชายชราก็ค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองกระจายหายไปในอากาศ ทิ้งให้เดมิก็อดทั้งสามยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่มีภารกิจใหม่ที่หนักอึ้งรออยู่เบื้องหน้า ส่วนโมนีก้าก็ถอนหายใจยาวพลางเริ่มตรวจเช็กอาวุธและไอเทมในกระเป๋ากลอักขระของเธอ เตรียมพร้อมสำหรับการลอบเร้นเข้าสู่ใจกลางอำนาจของนครฉางอันในคืนที่กาลเวลากำลังร่ำไห้ด้วยความสับสนของความรู้สึกชายผู้อยู่บนบัลลังค์ทอง



              เมื่อร่างของเทพอิออนสลายกลายเป็นละอองทองจางหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่ปกคลุมศาลเจ้าร้าง โมนีก้าถอนหายใจยาวพลางขยับเสื้อคลุมให้เข้าที่ก่อนจะหันไปสบตากับเจสันและอาริเอลด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติ “ฟังนะทั้งสองคน พลังบางอย่างของเราอาจจะใช้ในแผ่นดินนี้ไม่ได้ดั่งใจนัก” โมนีก้าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังแน่นอนว่าเน้นไปทางเจสันเป็นพิเศษ 



              “แผ่นดินจีนมีอาคมเฉพาะตัว พลังเดมิก็อดแบบกรีกหรือโรมันของเรามันเหมือนโดนล็อกภูมิภาคไว้ เพราะฉะนั้นเราจะพึ่งพาแค่พละกำลังกายภาพกับอาวุธหลักเท่านั้น” เธอหันไปย้ำกับเจสันเป็นพิเศษเพื่อให้เขาเตรียมใจใช้เพียงดาบกลาดิอุสคู่กาย ส่วนอาริเอลนั้นหายห่วงได้เพราะพละกำลังของเอมพูซ่าเป็นสิ่งที่ติดตัวเธอมาในระดับเซลล์อยู่แล้ว



              เจสันพยักหน้ายอมรับคำเตือนแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยของโมนีก้า “คุณดูเป็นกังวลมากนะโมนีก้า มีอะไรมากกว่าแค่เรื่องพลังที่ใช้ไม่ได้หรือเปล่า?” คำถามของเขาทำให้โมนีก้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น 



              “ฉันเคยเจอเรื่องไม่ค่อยดีที่นี่น่ะ... ตอนที่กำลังจะใช้กุญแจประตูมิติออกไปจากแผ่นดินใหญ่ ฉันดันไปสะดุดตาเทพสามตาเข้าให้ โชคดีที่ตอนนั้นท่านมองไม่เห็นพวกเราชัด ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก” เธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยเผชิญหน้ากับเทพผู้ทรงฤทธิ์อย่างเอ้อหลางเสินตอนที่ตัวเองพยายามใช้กุญแจมิติของกริมาลคินหนีออกไปจากภารกิจหลับช่วยอีธาน 



              “เทพเจ้าที่นี่ไม่ได้ใจดีหรือเข้าถึงง่ายเหมือนพวกโอลิมปัสหรอกนะเจสัน พวกท่านเข้มงวดและมองว่าพวกเราคือสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกำจัดด้วยซ้ำไป… บอกว่าเราไม่ควรเกิดขึ้น” คำของโมนีก้าทำให้เจสันนิ่งเงียบไปเล็กน้อย เขาพยักหน้าตอบรับความเข้าใจของโมนีก้า และอาริเอลเองก็เช่นเดียวกัน



              เมื่อราตรีถัดมามาถึง ท้องฟ้าเหนือมหานครฉางอันถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆหนาทึบ เป็นโอกาสเหมาะที่ทั้งสามจะลอบเร้นเข้าสู่พระราชวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ทันทีที่เท้าเหยียบเข้าสู่เขตกำแพงชั้นใน โมนีก้าก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากอิฐทุกก้อน วังหลวงแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับของมนุษย์ แต่มันคือเขาวงกตอาคมที่ซับซ้อนที่สุดในตะวันออก ทางเดินที่เคยดูตรงไปตรงมากลับบิดเบี้ยวตามจังหวะชีพจรมังกรดิน เสียงลมหวีดหวิวฟังดูเหมือนเสียงกระซิบของเหล่าเทพารักษ์บรรพบุรุษที่คอยจับจ้องผู้บุกรุกจากเงามืด



              “พวกเจ้าที่เริ่มเคลื่อนไหวแล้วค่ะ” อาริเอลเตือนพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อม 



              ทันใดนั้น เหล่าขุนศึกโบราณในชุดเกราะแวววาวก็ปรากฏกายออกมาจากเงาเสาตำหนัก พวกเขาไม่ใช่ทหารมนุษย์ แต่เป็นวิญญาณเจ้าที่ผู้ทรงฤทธิ์ เจสันไม่รอช้าเขาตวัดดาบกลาดิอุสทองคำจักรพรรดิเข้าปะทะกับทวนยาวของเหล่านักรบวิญญาณอย่างรวดเร็ว แม้จะไร้ซึ่งอสนีบาตฟาดฟัน แต่ทักษะดาบของบุตรแห่งจูปิเตอร์ก็ยังคงเฉียบคมเกินกว่าที่จะดูถูกได้ 



              เขาขยับตัวโฉบเฉี่ยวหลบหลีกการโจมตีและฟันเข้าที่จุดยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เหล่านักรบวิญญาณสลายตัวลงชั่วคราว ขณะที่อาริเอลใช้ขาที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษเตะอัดร่างขององครักษ์อาคมจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงปราณที่ถูกเสกขึ้นมากั้นทาง



              โมนีก้าขยับตัวอย่างคล่องแคล่วดุจแมวป่าแสนซน เธอใช้ดาบสุริยคติปัดป้องและสวนกลับด้วยท่วงท่าที่เหนือชั้น การใช้ชีวิตในยุคสามก๊กสอนให้เธอรู้จังหวะการเคลื่อนไหวของนักรบตะวันออกเป็นอย่างดี เธอไม่ได้มุ่งหมายจะปลิดชีพ แต่เป็นการโจมตีเพื่อให้สลบไสลไปตาม ๆ กัน 



              จนกระทั่งพวกเขาบุกเข้าไปถึงลานชั้นในที่ลึกที่สุด ทันใดนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทาง เขาคือเทพเจ้าประจำถิ่นที่มีรูปโฉมงดงามราวกับภาพวาด เรือนผมสีเงินขาวยาวสยายตัดกับชุดคลุมสีดำปักลายเมฆสีเงินที่ดูภูมิฐาน ออร่ารอบตัวเขาเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าและพลังอาคมที่กล้าแข็ง



              “ผู้บุกรุกจากแดนไกล เจ้าไม่มีสิทธิ์เหยียบย่ำที่นี่” เทพหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับเตรียมอัญเชิญสัตว์เทพมาจัดการ 



              แต่ก่อนที่เขาจะได้ร่ายอาคมจบ โมนีก้าที่กำลังตกใจกับพลังที่กดทับก็เผลอกระโดดตัวลอยขึ้นกลางอากาศด้วยสัญชาตญาณ “ไปให้พ้นหน้าฉันเฟ้ยยยย” เธอร้องเสียงหลงพร้อมกับเหวี่ยงขาถีบเข้าที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเทพองค์นั้นอย่างจังจนหน้าหันและล้มลงไปสลบเหมือดคาพื้นอย่างน่าเหลือเชื่อ เจสันถึงกับอ้าปากค้างมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง “โมนีก้า... คุณเพิ่งจะถีบหน้าเทพเจ้าประจำถิ่นสลบไปนะนั่น”



              “ก็มันเผลอนี่นา! ไม่รู้จักหรอปฎิกิริยารีเฟล็กซ์อ่ะ รีบไปเถอะก่อนเขาจะฟื้น!” โมนีก้ารีบคว้ามือเจสันและอาริเอลวิ่งฝ่าวงล้อมที่เหลือเข้าไปยังตำหนักเจียวฝางเบื้องหน้า ทิ้งให้เหล่าเจ้าที่นอนสลบสไหลกันเป็นแถบ ๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังความโกลาหลที่เพิ่งเกิดขึ้น ใจกลางวังหลวงฉางอันบัดนี้กำลังสั่นสะเทือนด้วยการมาเยือนของสามนักรบผู้ลี้ภัยกาลเวลาที่กำลังจะเข้าถึงตัวเว่ยฮองเฮาในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า



              เมื่อบานประตูตำหนักเจียวฝางถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้กฤษณาและเครื่องหอมชั้นสูงที่อบอวลอยู่ภายในกลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เว่ยฮองเฮาประทับนั่งอยู่อย่างสงบกลางห้องที่แสงเทียนริบหรี่ ท่ามกลางความเงียบเชียบที่ดูราวกับกรงทองอันแสนโดดเดี่ยว พระนางทอดพระเนตรมองอาคันตุกะแปลกหน้าในชุดพ่อค้าชาวโรมันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาทว่าฉายแววของการยอมรับในโชคชะตาที่กำลังจะมาถึงไปแล้ว 



              โมนีก้าก้าวออกไปข้างหน้าก่อนใครเพื่อน เธอปรับท่วงท่าให้สำรวมและสง่างามดุจสตรีชั้นสูงในราชสำนักที่เธอเคยผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนในยุคสามก๊ก ริมฝีปากสีสวยขยับเอ่ยภาษาจีนสำเนียงฉางอันดั้งเดิมออกมาอย่างคล่องแคล่วและชัดเจนถ้อยชัดคำโดยไม่ต้องผ่านการนึกคิดให้เสียเวลา



              “คำนับฝ่าบาท ได้โปรดเถอะเพคะ ฮองเฮา... พวกข้ามาที่นี่เพื่อนำพาพระนางไปสู่ที่ที่ปลอดภัย” โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง “ชายแดนด่านอี้เหมินกวนคือเป้าหมายของพวกข้า ที่นั่นจะเป็นที่พักพิงที่จัดเตรียมไว้ให้พระนางหลบหนีจากคำครหาที่ไม่เป็นจริงนี้นะเพคะ” คำของโมนีก้านั้ทำให้เว่ยฮองเฮาส่ายพระพักตร์ช้า ๆ อย่างอ่อนล้า 



              “เราขอบใจในน้ำใจของพวกเจ้า แต่หากเราหนีไป จะมิเป็นการตอกย้ำความผิดที่ผู้อื่นยัดเยียดให้เราหรอกหรือ? อีกอย่าง... ฮ่องเต้คงมิปรารถนาจะเห็นหน้าเราอีกแล้ว”



              โมนีก้าที่ได้ยินแบบนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้พระนางอีกนิด แววตาที่เคยมั่นใจกลับดูอ่อนโยนขึ้นอย่างที่เจสันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก “พระนางเพคะ... ช่วยทำเพื่อความสบายใจของฮ่องเต้เป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม่เพคะ?” เพราะคำพูดนั้นทำให้เว่ยฮองเฮาชะงักไป เพราะพระนางไม่เข้าใจในสิ่งที่โมนีก้าพึ่งพูดออก 



              โมนีก้าจึงรีบอธิบายต่อทันที “หากฮ่องเต้มิได้ทรงรักและเสียใจต่อพระนางอย่างสุดซึ้ง พระองค์คงมิมีทางหยุดยั้งการประหารกลางลานเมื่อตอนกลางวันเพียงเพราะเห็นพวกข้าปรากฏตัวบนหลังคาหรอกเพคะ สายใยรักนั้นยังคงอยู่ พระองค์มิได้ทรงโดนความหลงจากสตรีอื่นครอบงำจนหมดสิ้น เพียงแต่บัลลังก์มันหนักอึ้งเกินกว่าจะขยับตัวได้โดยง่าย ได้โปรดให้พวกข้าช่วยท่านเถอะเพคะ เพื่อที่ในอนาคตพระองค์จะได้มิต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตที่ปกป้องพระนางไม่ได้”



              เมื่อได้ยินความจริงที่แฝงไปด้วยความปรารถนาดีเช่นนั้น หยาดน้ำตาที่เว่ยฮองเฮาทรงสะกดไว้ก็ค่อย ๆ รินไหล แววตาที่เคยหม่นแสงกลับมีความหวังวาบขึ้นมาพระนางตระหนักได้ว่าสวามีที่พระนางรักยังคงมีเยื่อใยที่ตัดไม่ขาด และการหายไปของพระนางอาจจะเป็นหนทางเดียวที่ช่วยรักษาหัวใจของฮ่องเต้เอาไว้ได้ “ถ้าเช่นนั้น... เราจะไปกับพวกเจ้า” เว่ยฮ่องเฮานั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นพร้อมกับยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความสง่างามแต่กลับแผ่ไปด้วยความเรียบสงบขอบคนที่ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา



              “เราต้องรีบแล้วครับ กองทหารชั้นนอกเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” เจสันเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกึ่งทางการพลางกระชับด้ามดาบกลาดิอุสในมืออย่างระแวดระวัง เขาพยายามใช้พลังควบคุมสายลมเบา ๆ เพื่อลบรอยเท้าและกลิ่นอายเดมิก็อดไม่ให้ทิ้งร่องรอยไว้ให้พวกเทพารักษ์บรรพบุรุษตามเจอ 



              ส่วนอาริเอลก็ขยับเข้ามาช่วยพยุงเว่ยฮองเฮาด้วยพละกำลังเอมพูซ่าที่เหนือมนุษย์เพื่อให้พระนางเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่เหนื่อยหอบจนเกินไป ทั้งสี่ชีวิตลัดเลาะไปตามเงามืดของตำหนักที่สลับซับซ้อน โมนีก้าสัมผัสสร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเร่งให้เถาวัลย์ตามแนวกำแพงเลื้อยลงมาปกคลุมช่องทางออกลับ ๆ ที่เธอแอบใช้เนตรแห่งฟีบี้เล็งไว้ เพื่ออำพรางสายตาจากทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างหนาแน่น



              การหลบหนีออกจากกรงทองดำเนินไปอย่างเงียบเชียบแต่เปี่ยมไปด้วยความกดดัน พวกเขาผ่านสวนอุทยานหลวงที่โมนีก้าใช้ผืนป่าลวงตาเสกม่านหมอกจาง ๆ ล่อลวงให้ทหารยามมองเห็นเพียงเงาไม้ว่างเปล่า จนกระทั่งมาถึงประตูทิศลับที่เชื่อมออกสู่นอกกำแพงวังหลวงได้สำเร็จ แสงจันทร์นวลตาฉายส่องลงมาบนใบหน้าของเว่ยฮองเฮาที่หันกลับไปมองตำหนักที่พระนางเคยพำนักมาเกือบทั้งชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัยอาวรณ์ที่แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว 



              “ไปกันเถอะเพคะ...” โมนีก้ากระซิบพลางจูงมือพระนางเดินหายเข้าไปในเงามืดของตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อนของนครฉางอัน ทิ้งเบื้องหลังไว้เพียงความโกลาหลที่กำลังจะกลายเป็นตำนานบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกแก้ไขด้วยน้ำมือของเหล่านักรบจากอนาคต



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
จะแก่อีกแล้ว.... (2/3)
Quest Summary
สรุป

เจอเทพอิออนในสภาพปู่ ไปช่วยเว่ยฮองเฮา แล้วก็ลากไปด่าน เย่!

[ช่วยเว่ยฮองเฮา]

Loot & Rewards
กำจัด ผีเจ้าที่ (?) (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น (ไม่ได้ของจ้า)
Relationship Gains
[GOD-58] อิออน / ไอออน
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25
โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-24 17:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-58] อิออน / ไอออน เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-24 17:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-24 17:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-24 17:10
โพสต์ 90790 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-24 16:17
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-24 22:20:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 51 : ยุคฮั่นอู่ตี้รอบที่ 3

วันที่ xx เดือน xx ปี xx • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป ยุคฮั่น ประเทศจีน

             สายลมที่หอบเอาเม็ดทรายจาง ๆ จากทิศตะวันตกพัดผ่านขบวนเดินทางขนาดเล็กที่ดูเหมือนกลุ่มพ่อค้าจากแดนไกลอย่างกลมกลืน ตลอดระยะเวลากว่าสามเดือนที่ผ่านมาบนเส้นทางสายไหมอันยาวไกล นครฉางอันอันรุ่งโรจน์ค่อย ๆ กลายเป็นเพียงความทรงจำเบื้องหลัง แทนที่ด้วยทิวทัศน์ของทุ่งหญ้ากว้างและภูเขาหินสลับซับซ้อน สำหรับนักเดินทางข้ามเวลาทั้งสาม 



             เจสันในตอนนี้อยู่ในชุดผ้าลินินหนาแบบนักเดินทางโรมันดูเปลี่ยนไปจากตอนแรกมากที่สุด เพราะผมสีบลอนด์ของเขาเริ่มยาวระต้นคอและยุ่งเหยิงอย่างที่เจ้าตัวคงเลิกใส่ใจไปแล้ว แว่นสายตาทรงสวยสะท้อนแสงแดดยามบ่ายขณะที่เขาทำหน้าที่บังคับเกวียนสินค้าอย่างชำนาญ มือข้างหนึ่งยังคงลูบเหรียญทองคำจักรพรรดิในกระเป๋าเป็นระยะเพื่อความอุ่นใจ โดยมีอาริเอลเดินประคองอยู่ข้างเกวียนด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง พละกำลังเอมพูซ่าในตัวเธอทำให้การเดินทางหลายร้อยไมล์ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่โต และเธอก็ยังคงความสุภาพไว้ได้อย่างสม่ำเสมอคอยถามไถ่ความสะดวกของทุกคนในคณะอยู่ตลอดเวลา



             ในส่วนของโมนีก้า เธอเลือกที่จะนั่งอยู่บนกองสัมภาระด้านหลังเกวียนเคียงข้างกับสตรีในชุดผ้าป่านเรียบง่ายที่สวมหมวกปีกกว้างบังใบหน้า เว่ยฮองเฮาในคราบหญิงชาวบ้านดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างน่าประหลาดเมื่อเทียบกับสตรีผู้อมทุกข์ในตำหนักเจียวฝาง ในแทบทุกมื้อโมนีก้าจะใช้ตะเกียบไม้ที่พกติดตัวมาเขี่ยเศษผักใบเขียวออกจากชามข้าวอบเห็ดป่าที่อาริเอลอุตส่าห์หามาปรุงให้ด้วยความใจเย็น แววตาสีเทาเงินของธิดาแห่งเซเรสฉายประกายความพึงพอใจเมื่อเห็นว่าในชามไม่มีใบไม้สีเขียวหลุดรอดมาฆาตกรรมลิ้นของเธอแม้แต่ก้านเดียว



             “พระนางเพคะ... อ้อ ไม่สิ พี่หญิงเว่ย ลองทานเห็ดนี่ดูสิคะ อาริเอลย่างได้กำลังดีเลยเจ้าค่ะ” โมนีก้าเอ่ยด้วยภาษาจีนที่คล่องแคล่วพลางยื่นคำชมไปให้สตรีสูงศักดิ์ที่ตอนนี้เป็นเหมือนพี่สาวคนสนิท “นอกวังแบบนี้อาหารถึงจะดูเรียบง่ายแต่มันก็มีรสชาติดีเนอะ ไม่เหมือนอาหารหรู ๆ ในวังที่กินไปก็ต้องระแวงไปว่าจะโดนยาพิษหรือเปล่า”



             คำนั้นทำให้เว่ยฮองเฮาแย้มสรวลอย่างอ่อนโยน พระนางรับเห็ดไปทานพลางทอดพระเนตรมองขอบฟ้าทางตะวันตกที่ด่านอี้เหมินกวนตั้งอยู่ไกล ๆ 



             “ขอบใจนะหนิงเอ๋อร์... เรามิเคยคิดเลยว่าชีวิตที่เหลือจะได้เห็นโลกกว้างถึงเพียงนี้ จริงอย่างที่เจ้าว่า เสรีภาพนั้นรสชาติดีเหนือสิ่งอื่นใด เรามิได้ปรารถนาอำนาจวาสนามาตั้งแต่ต้น ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากตามทางที่ผ่านไป เท่านี้หัวใจของเราก็อิ่มเอมยิ่งกว่าตอนสวมมงกุฎหงส์เสียอีก” พระนางตรัสด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอันเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้เจสันที่ลอบฟังอยู่ถึงกับอมยิ้มออกมา เขาเห็นความคล้ายคลึงกันบางอย่างระหว่างฮองเฮาผู้สูงส่งคนนี้กับโมนีก้า แม้คนหนึ่งจะดูร่าเริงกวนประสาทและอีกคนจะดูสุขุมเย็นตา แต่ทั้งคู่กลับมีความเด็ดเดี่ยวและไม่ยึดติดกับหัวโขนที่สวมอยู่เหมือนกัน



             ตลอดการเดินทางที่เหนื่อยยาก ทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นทั้งองครักษ์และเพื่อนคลายเหงาให้อดีตจอมนางของบัลลังค์ฮั่น อาริเอลมักจะเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นในค่ายจูปิเตอร์ให้พระนางฟัง (โดยแอบปรับเปลี่ยนรายละเอียดอสุรกายให้ดูเหมือนสัตว์เทพแปลก ๆ เพื่อไม่ให้พระนางตกใจ) ขณะที่โมนีก้าจะคอยบ่นเรื่องสภาพอากาศที่หนาวเย็นหรือการขาดแคลนของอร่อยแบบขี้เล่น ซึ่งช่วยสร้างเสียงหัวเราะลดทอนความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี 



             เจสันเองแม้จะเป็นคนพูดน้อยแต่เขาก็มักจะแสดงออกด้วยการกระทำ คอยเลือกจุดตั้งแคมป์ที่ปลอดภัยและใช้พลังควบคุมสายลมสร้างอากาศที่พอเหมาะรอบ ๆ ที่พักเพื่อให้พระนางนอนหลับสบายที่สุด



             “อีกไม่กี่วันก็จะถึงด่านอี้เหมินกวนแล้วนะเจ้าคะ ท่านพี่หญิง” อาริเอลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งทางการขณะส่งกระบอกน้ำให้พระนาง “พวกข้าจะส่งท่านให้ถึงมือนักพรตที่มีคนฝากฝังไว้ หลังจากนั้นท่านจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนตะวันตกอันเงียบสงบ พวกข้าสัญญาว่าจะคอยดูอยู่ห่าง ๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าท่านปลอดภัยที่สุดค่ะ”



             เว่ยฮองเฮาทอดพระเนตรมองเด็กสาวทั้งสองและชายหนุ่มผมทองด้วยความซาบซึ้งใจ “พวกเจ้าคือปาฏิหาริย์ที่สวรรค์ส่งมาให้เราจริง ๆ แม้เราจะรู้สึกว่าพวกเจ้ามิใช่คนธรรมดาและมาจากที่ที่แสนไกล แต่สายสัมพันธ์นี้จะยังอยู่ในใจเราเสมอ” พระนางหันไปมองเจสันที่หันมายิ้มรับเบา ๆ “คุณชาย... ฝากดูแลน้องหญิงทั้งสองด้วยนะ พวกนางอาจจะดูรั้นและเป็นตัวป่วนไปบ้าง แต่หัวใจของพวกนางนั้นงดงามยิ่งกว่าอัญมณีชิ้นใดในคลังหลวงเสียอีก”



             เจสันพยักหน้าพลางขยับแว่น “รับทราบขอรับพี่หญิง ผมจะดูแลพวกเขาเอง” คำพูดที่มั่นคงของเขาทำให้โมนีก้าแอบขยิบตาให้พลางกัดไก่ย่างคำใหญ่ด้วยความสบายใจกับคำนั้นเพราะเขาคงต้องดูแลเธอและอาริเอลไปสักพัก



             ไม่นานขบวนเกวียนเล็ก ๆ ก็เดินทางผ่านเนินทรายสีทองภายใต้แสงตะวันรอน การเดินทางครั้งนี้อาจจะยาวไกลถึงสี่เดือนและเต็มไปด้วยฝุ่นผง แต่สำหรับเดมิก็อดทั้งสามและหนึ่งฮองเฮาผู้ลี้ภัยกาลเวลา มันคือช่วงเวลาที่พวกเขาได้เรียนรู้ความหมายของคำว่าบ้านที่ไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่คือผู้คนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันอย่างแท้จริง ก่อนที่เบื้องหน้าจะปรากฏเงาของด่านกำแพงหินอันยิ่งใหญ่ที่ซึ่งภารกิจนี้จะบรรลุผลและกาลเวลาที่บิดเบี้ยวจะถูกจัดวางให้เข้าที่อีกครั้ง



             ตลอดระยะเวลาสามเดือนหลังจากมาถึงด่านอี้เหมินกวน โมนีก้า เจสันและอาริเอล ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเว่ยฮองเฮาเพื่อช่วยพระนางตั้งรกรากในฐานะสามัญชนที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของวังหลวง 



             โมนีก้าใช้ความชำนาญจากการเคยอยู่ยุคสามก๊กช่วยจัดการเรื่องการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ขณะที่เจสันใช้พละกำลังช่วยซ่อมแซมที่พัก และอาริเอลคอยเป็นธุระเรื่องความเป็นอยู่จนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง เวลาที่ผ่านพ้นไปรวมหกเดือนในยุคสมัยนี้ทำให้ความผูกพันระหว่างพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้นอย่างประหลาด จนกระทั่งในช่วงปลายเดือนสุดท้ายที่ลมหนาวเริ่มพัดผ่านด่านชายแดน บรรยากาศรอบตัวพลันบิดเบี้ยววูบวาบอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของเทพอิออนที่คราวนี้ดูมีสง่าราศีและดูหนุ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด



             เทพอิออนยิ้มแย้มเล็ก ๆ ขณะจ้องมองเด็ก ๆ ทั้งสามที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่นอกชานบ้าน “ดูเหมือนประวัติศาสตร์จะกลับเข้าที่เข้าทางตามที่ควรจะเป็นแล้วนะ” ท่านเทพเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กังวานและมั่นคงอย่างเห็นได้ชัด “จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงมีโองการให้ซือหม่าเซียน ไท่สือลิ่ง บันทึกประวัติศาสตร์ลงไปว่าเว่ยฮองเฮาทรงเสวยยาพิษปลิดชีพตัวเอง ณ ตำหนักเจียวฝาง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมตลอดการเดินทางหลายเดือนมานี้ ถึงไม่มีทหารหน่วยไหนตามล่าพวกเจ้าเลย เพราะในสายตาของโลกตอนนี้ ฮองเฮาได้จากไปอย่างสงบในกรงทองนั้นแล้ว”



             เพราะคำเล่าของเทพอิออนทำให้โมนีก้าเลิกคิ้วขึ้นพลางกอดอกพิงเสาไม้ แววตาสีเทาเงินฉายประกายขี้เล่นออกมาตามนิสัย “อ๋อ... จบแบบเศร้าแต่แฮปปี้เอนดิ้งสินะคะ” เธอเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงสุภาพกึ่งหยอกล้อ “แหม ฮ่องเต้คนนี้ก็เล่นละครเก่งเหมือนกันนะเนี่ย ไม่ใช่ว่าพอผ่านไปซักพัก พระองค์จะแอบขี่ม้าเร็วมาหาเมียรักที่นอกด่านนี้ปะเนี้ย” คำพูดนั้นทำให้อาริเอลและเจสันหลุดขำออกมาเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายที่ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าเรื่องราวได้คลี่คลายลงแล้ว



             ทว่าจู่ ๆ เทพอิออนกลับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะร่ายไฮกุออกมาด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม “รักข้ามกาลเวลา ดุจแสงสุริยาฉาย ผูกใจนิรันดร์” ท่านเทพพ่นลมหายใจออกมาพลางส่ายหัวเบา ๆ “โทษทีนะเด็ก ๆ พอดีช่วงหลังมานี้ข้าโดนเจ้าอะพอลโล่ร่ายบทกวีใส่หูบ่อยจนมันติดเป็นนิสัยน่ะ บทกลอนเกี่ยวกับคู่รักพวกนี้พ่นออกมาเองแบบคุมไม่อยู่เลย”



             สิ้นคำว่าไฮกุและชื่อของเทพแห่งสุริยา โมนีก้าที่กำลังยิ้มอยู่ถึงกับชะงักนิ่งไปในทันที แววตาที่เคยขี้เล่นกลับดูเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความคิดถึงที่พยายามเก็บซ่อนไว้ตลอดหกเดือนถาโถมเข้ามาจนเธอรู้สึกหน่วงในอก เพราะตลอดเวลาที่หลงยุคมาเธอไม่สามารถติดต่อแฟนหนุ่มของเธอได้เลยสักนิดเดียว 



             อาริเอลที่รู้ดีว่าแฟนของโมนีก้าคือเทพเจ้าชั่งบทชั่งคุยคนนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ส่งสายตาเห็นใจไปให้เพื่อนสาว ขณะที่เจสันมองปฏิกิริยาที่แปลกไปของโมนีก้าด้วยความฉงน เขาขยับแว่นสายตาพลางเก็บความสงสัยไว้ในใจว่าทำไมแค่ได้ยินเรื่องไฮกุ โมนีก้าถึงดูเสียอาการได้ขนาดนี้ ทั้งที่เขารู้แค่ว่าเธอมีแฟนแล้วแต่ไม่ยักษ์รู้ว่าเป็นใคร



             “เอาล่ะ ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องกลับไปในจุดที่ควรอยู่แล้ว” เทพอิออนเอ่ยพลางมือของตนเองขึ้น มิติกาลเวลารอบตัวพังทลายลงเหมือนกระจกที่แตกละเอียด แสงสีทองสว่างจ้ากลืนกินร่างของเดมิก็อดทั้งสามจนพร่ามัว เสียงลมหวีดหวิวสลับกับเสียงคลื่นในมหาสมุทรแอตแลนติกดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ก่อนที่แรงเหวี่ยงมหาศาลจะกระแทกพวกเขากลับสู่ความจริง



             แรงเหวี่ยงจากมิติกาลเวลาที่แตกสลายทำให้ความรู้สึกของทั้งสามเหมือนถูกกระชากผ่านอุโมงค์สุญญากาศที่หมุนวนจนหน้ามืดครึ้ม แสงสีทองจากเทพอิออนดับวูบไปพร้อมกับความอบอุ่นของแสงแดดในยุคฮั่นที่พวกเขาเริ่มจะคุ้นเคย โมนีก้า เจสันและอาริเอล ลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งของอากาศเย็นจัดที่พุ่งเข้าปะทะปอดจนต้องหอบหายใจออกมาเป็นไอสีขาวนวล กลิ่นอายของไม้ฟืนและรสมืออาหารพื้นบ้านที่เว่ยฮองเฮาเคยปรุงให้ทานเมื่อเช้ายังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก แต่ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นภาพเบื้องหน้ากลับไม่ใช่บ้านพักไม้หลังเล็กริมชายแดนที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นมากับมืออีกต่อไป



             ท่ามกลางความสลัวของแสงยามโพล้เพล้ พวกเขาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของด่านอี้เหมินกวนที่รกร้างและเต็มไปด้วยฝุ่นผงของกาลเวลา กำแพงดินอัดที่เคยสูงตระหง่านและดูแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ารุกราน บัดนี้เหลือเพียงกองเนินดินสีเหลืองหม่นที่พังทลายและถูกกัดเซาะด้วยแรงลมมานานนับสองพันปี 



             รอยร้าวของประวัติศาสตร์เด่นชัดอยู่บนทุกอณูของซากหินที่ถูกล้อมรั้วกั้นไว้อย่างดีเพื่อการอนุรักษ์ โมนีก้าขยับผ้าคลุมไหล่ที่ยังเป็นชุดพ่อค้าโรมันโบราณด้วยความรู้สึกใจหาย แววตาสีเทาเงินของเธอสั่นไหวขณะมองไปที่จุดที่เคยเป็นชานบ้านพักผ่อนของพวกเธอ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงที่ว่างเปล่าที่มีเพียงลมทะเลทรายพัดผ่านไปมาอย่างอ้างว้าง



             ทว่าความเงียบสงัดของซากโบราณสถานกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงรัวชัตเตอร์และแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยืนอยู่ไกล ๆ ออกไปทางทิศตะวันออก เสียงพูดคุยด้วยภาษาจีนสำเนียงสมัยใหม่ปนกับเสียงหัวเราะและเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งยืนยันที่เจ็บปวดว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในอดีตที่งดงามนั้นอีกแล้ว 



             ป้ายบอกทางสีสันสดใสที่มีทั้งอักษรจีนตัวย่อและภาษาอังกฤษกำกับไว้ชัดเจนยืนยันวันเวลาว่าพวกเขาได้กลับมาในปี 2015 เรียบร้อยแล้ว ภารกิจข้ามศตวรรษที่กินเวลาชีวิตพวกเขากว่าหกเดือนสิ้นสุดลงในชั่วอึดใจที่แสงทองของเทพอิออนจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ถมไม่เต็มในอก



             ทั้งโมนีก้าและทีมยืนนิ่งมองดูซากกำแพงนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนับถือและเศร้าสร้อย เจสันขยับแว่นสายตาพลางพ่นลมหายใจออกมาเป็นทางยาว ความรู้สึกรับผิดชอบในฐานะผู้นำที่เขาแบกรับมาตลอดทางดูจะเบาบางลง แต่มันถูกแทนที่ด้วยความโหยหาบ้านหลังเล็ก ๆ และรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของเว่ยฮองเฮาผู้เป็นเหมือนพี่สาวคนสนิท 



             ในขณะที่อาริเอลเดินเข้ามาประคองโมนีก้าเบา ๆ สัมผัสจากมือของเพื่อนสาวเอมพูซ่าทำให้โมนีก้ารู้สึกตัวว่าโลกที่เธอเพิ่งจากมานั้นได้กลายเป็นเพียงบรรทัดหนึ่งในหน้ากระวัติศาสตร์ที่เธอเคยอ่านไปเสียแล้ว



             “กลับมาแล้ว… เราต้องไปกรีกต่อสินะ” โมนีก้าเอ่ยขึ้น ตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กสาววัย 16 อีกต่อไป เพราะกาลเวลาได้ดึงร่างกายและจิตใจของโมนีก้าให้เติบโตมากกว่าอายุที่ปรากฎในบัตรประชาชนของอเมริกาเสียอีก และรสชาติของชีวิตกับเสรีภาพที่พวกเธอเคยสัมผัสร่วมกันที่ริมชายแดนแห่งนี้ และความทรงจำถึงฮองเฮาผู้ยอมสละลาภยศเพื่อชีวิตที่สงบสุข ยังคงหมุนวนอยู่ในมโนภาพราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ 



             โมนีก้าก้มมองแหวนดาราจรัสบนนิ้วนางของตนเอง ความเจ็บจี๊ดในใจจากการไม่ได้ติดต่อคนรักมานานแสนนานยังคงอยู่ แต่มันกลับมีความภาคภูมิใจลึก ๆ แทรกซึมเข้ามาว่าอย่างน้อยพวกเธอก็ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับผู้หญิงที่ดีที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ตอนนี้ผมอายุเท่าไรแล้ววะ.... (3/3)
Quest Summary
สรุป

โมนีก้า อาริเอล เจสัน ช่วยเว่ยฮองเฮาได้สำเร็จ เทพอิออนมาส่งกลับ เย่ จบ และทั้งสามก็กลับมายุค 2015 

[ช่วยเว่ยฮองเฮา]

Loot & Rewards
กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น
Relationship Gains
[GOD-58] อิออน / ไอออน
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25
โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

อดนมตู๊มง่ะ  โพสต์ 2026-1-25 13:49
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-25 13:46
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-25 13:46
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-58] อิออน / ไอออน เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-25 13:45
God
เมื่อกลับมาร่างกายก็กลับอายุเท่าเดิมที่จากไป  โพสต์ 2026-1-25 13:45
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-25 16:51:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-26 12:12

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 52 : ยุคทรอยและยัยตัวแสบ

วันที่ 00 เดือน xx ปี 2015 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป คาซัคสถาน จนถึง สงครามกรุงทรอย 1200-1180 ปีก่อนคริสตกาล

             ท่ามกลางความหนาวเหน็บของปี 2015 เจสันและอาริเอลปรึกษากันอย่างรวดเร็วถึงแผนการเดินทางต่อไปยังกรีซ การจะฝ่าด่านตรวจคนเข้าเมืองของจีนในสภาพที่ไม่มีวีซ่านั้นเสี่ยงเกินไป ทั้งสามจึงตัดสินใจใช้แผนลัดเลาะออกสู่ชายแดนทางตะวันตกมุ่งหน้าไปยังประเทศคาซัคสถานแทน โมนีก้าสะบัดข้อมือเรียกชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สมาสวมทับเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย ก่อนที่ทั้งสามจะเริ่มออกเดินทางแบบโร้ดทริปที่กินเวลากว่าสิบวันผ่านเส้นทางทุรกันดารและที่ราบสูงอันอ้างว้างของซินเจียงมุ่งหน้าสู่พรมแดนคาซัคสถาน การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความเงียบงันที่ต่างจากตอนหนีออกจากฉางอัน เพราะความเหนื่อยล้าทางจิตใจเริ่มกัดกินโมนีก้าทีละน้อย



             ตลอดระยะเวลาสิบวันบนรถที่แล่นผ่านทุ่งหญ้าสเตปป์และเทือกเขาอันหนาวเหน็บ โมนีก้าเริ่มซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เธอมักจะนั่งพิงกระจกรถเหม่อมองออกไปด้านนอกโดยไม่พูดจา ความรู้สึกเหงาที่เธอเคยพยายามซ่อนไว้ตอนอยู่กับเพื่อน ๆ เริ่มปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่ความเหงาธรรมดา แต่มันคือความคิดถึงที่แสนทรมานต่อเลสเตอร์และครอบครัวที่เธอทิ้งมานานเกินไป 



             ในความทรงจำของเธอ มันผ่านไปแล้วกว่าสองปีที่เธอไม่ได้ยินเสียงบทกวีห่วย ๆ หรือเห็นรอยยิ้มมั่นหน้าของเทพแห่งแสงอาทิตย์คนนั้นหรือเสียงอบอุ่นของพ่อของเธอ แม้เธอจะพยายามฮึบสู้และทำตัวเป็นเซนจูเรี่ยนผู้เข้มแข็งเพียงใด แต่ในวินาทีที่แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องเข้ามาในรถ เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเมล็ดพืชที่ถูกโยนทิ้งไว้กลางทะเลทรายที่ไม่มีวันได้รับหยาดน้ำแห่งความรู้สึก



             “โมนีก้า... ทานอะไรหน่อยไหม?” เจสันเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะที่เขาหยุดพักรถข้างทางในช่วงวันที่เจ็ดของการเดินทาง เขาเห็นเธอเงียบมาตลอดหลายชั่วโมงจนเขารู้สึกไม่สบายใจ “เราเหลือเวลาเดินทางอีกไม่ไกลก็จะเข้าเขตคาซัคสถานแล้ว จากที่นั่นเราน่าจะหาทางบินไปยุโรปได้ง่ายขึ้น”



             โมนีก้าไม่ได้หันกลับมามองในทันที เธอยังคงจ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไป “ฉันโอเคค่ะเจสัน... แค่รู้สึกว่าเวลาที่นี่มันเดินช้าแปลก ๆ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูปกติ แต่มันกลับแหบพร่าอย่างเห็นได้ชัด “ในยุคฮั่นฉันยังมีพี่หญิงเว่ยให้คุยด้วย มีงานให้ทำ แต่พอมาอยู่ในปี 2015 ที่ทุกอย่างดูทันสมัยไปหมด ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดวงโคจรยังไงก็ไม่รู้ มันเหงาจนฉันเริ่มจะฮึบไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ”



             พออาริเอลได้ยินแบบนั้นเธอก็ขยับเข้ามานั่งข้าง ๆ พลางยื่นถุงขนมปังที่เธอเตรียมไว้ให้ “คุณโมนีก้าคะ... คุณเลสเตอร์และทุกคนที่ค่ายต้องกำลังรอคุณอยู่แน่ ๆ ค่ะ อย่าเพิ่งท้อเลยนะนะคะ” เอมพูซ่าสาวพยายามใช้คำพูดที่สุภาพเพื่อปลอบใจ แม้เธอจะรู้ดีว่าความรู้สึกสูญเสียทางกาลเวลามันเยียวยายากเพียงใด “เราผ่านอะไรที่ยากกว่านี้มาแล้วนะคะ ทั้งไซคลอปส์ ทั้งลูซก้า แม้แต่การบุกวังหลวงเรายังทำมาได้เลย”



             คำของอาริเอลทำให้โมนีก้าแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางส่ายหัวช้า ๆ แววตาสีเทาเงินดูหม่นแสงลงราวกับท้องฟ้ายามโพล้เพล้ที่พวกเธอกำลังขับรถผ่าน “นั่นมันเรื่องสู้รบค่ะอาริเอล เรื่องนั้นฉันถนัดและพร้อมจะบวกเสมอ แต่เรื่องความเหงาเนี่ย... มันไม่มีอาวุธไหนจัดการได้เลยนะ” เธอหันไปมองเพื่อนทั้งสองด้วยแววตาสั่นไหวที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าสะสมเอาไว้ภายในตัวเอง 



             “ฉันคิดถึงเขามากเลยค่ะ... คิดถึงจนบางทีก็โกรธตัวเองที่ทำไมต้องมารับภารกิจที่ทำให้เราต้องห่างกันนานขนาดนี้ เจสัน นายรู้ไหมว่าฉันไม่ได้แค่ติดอยู่ในยุคฮั่นหกเดือนนะ แต่มันสะสมมาตั้งแต่ตอนที่ฉันกับอาริเอลหลุดไปยุคสามก๊กหนึ่งปีเต็ม ๆ ตอนนั้นฉันต้องฝืนทนปลอมตัวเป็นสนมเอาอกเอาใจไอ้พวกขันทีชั่วท่ามกลางบ้านเมืองที่เป็นกลียุค ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้รอดกลับมา พอคิดว่าจะได้พักก็ดันไปติดอยู่ในยุคล่าแม่มดที่เซเลมต่ออีก ถึงจะเป็นแค่เดือนกว่า ๆ แต่มันโคตรจะกัดกินหัวใจฉันเลยล่ะ”



             โมนีก้านิ่งไปครู่หนึ่งพลางถอนหายใจยาว เสียงบ่นของเธอนั้นดูเนือย ๆ และเหนื่อยหอบราวกับคนที่มีเรื่องอัดอั้นอยู่เต็มอก “ตอนแรกฉันก็นึกว่ามันจะเป็นไปตามคำพยากรณ์ แค่สองยุคฉันก็เหนื่อยจนแทบรากเลือดแล้ว แต่นี่ยังต้องมาเจอยุคฮั่นต่ออีกหกเดือนถ้วน ๆ ถ้ารวมเวลาทั้งหมดที่ฉันหลงทางในประวัติศาสตร์บ้า ๆ นี่ ฉันมีประสบการณ์ชีวิตโชกโชนเกินกว่าเด็กไฮสคูลธรรมดาจะรับไหวไปหลายขุมแล้วล่ะเจสัน บัตรประชาชนฉันอาจจะบอกว่าอายุสิบหก แต่ข้างในฉันเหมือนคนวัยมหาลัยที่อยากจะนอนโง่ ๆ อยู่บ้านแล้วให้แฟนอ่านบทกวีห่วย ๆ ให้ฟังซะมากกว่า” คำบ่นของโมนีก้าพูดเนือง ๆ ยาวเป็นต่อยหอยจนทำเอาอาริเอลชะงักไปเล็กน้อย



             ส่วนเจสันก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขานึกถึงสิ่งที่เขาต้องสูญเสียและหน้าที่ที่เขาแบกรับไว้ในฐานะบุตรแห่งจูปีเตอร์ “ผมเข้าใจครับโมนีก้า ชีวิตเดมิก็อดมันไม่เคยยุติธรรมอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับคนที่ต้องแบกรับภาระเรื่องกาลเวลาแบบคุณ” เขาเอื้อมมือมาตบไหล่โมนีก้าเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ 



             “แต่จำที่เทพอิออนบอกได้ไหม? กาลเวลาจะเข้าที่เข้าทางได้ก็ต่อเมื่อเราทำภารกิจให้สำเร็จ การที่คุณเสียสละเวลาเป็นปี ๆ เพื่อช่วยประวัติศาสตร์ไม่ให้พังทลาย มันคือสิ่งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครทำได้นอกจากพวกเรานะ อดทนอีกนิดนะ พอถึงกรีซและจัดการทุกอย่างเสร็จ ผมสัญญาว่าผมจะเป็นคนไปส่งคุณให้ถึงช่วงเวลาของคุณ ไม่ว่าตอนนั้นผมจะต้องสู้กับอะไรก็ตาม”



             จากคำปลอบของเจสันนั้นทำให้โมนีก้าพยักหน้าช้า ๆ พลางสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเข้มแข็งที่เหลืออยู่เพื่อประคองสติให้เดินหน้าต่อ แม้ในใจจะยังคงร่ำไห้และอยากจะย้อนเวลากลับไปซบไหล่ใครบางคนมากแค่ไหนก็ตาม 



             “ขอบคุณนะทั้งสองคน... ฉันจะพยายามฮึบให้ได้ค่ะ ถึงมันจะยากเหมือนการปลูกข้าวบาร์เลย์แล้วไม่โตก็เถอะ” 



             การเดินทางข้ามพรมแดนคาซัคสถานยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความหนาวเหน็บและความอ้างว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด แสงไฟหน้ารถตัดผ่านความมืดมิดของทุ่งหญ้าสเตปป์ที่กว้างใหญ่ โดยมีโมนีก้าที่ยังคงนั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามเก็บงำความโหยหาและร่องรอยของการเดินทางที่ยาวนานกว่าพันปีไว้ลึกสุดใจ รอคอยวันที่แสงสว่างที่แท้จริงจะกลับมาหาเธออีกครั้งในโลกที่เธอจากมา



             และแล้วความเงียบงันภายในรถจี๊ปเก่าๆ ที่เจสันไป ยืม (ขโมยชัด ๆ) มาจากหมู่บ้านชายแดนถูกทำลายลงด้วยเสียงฮัมเพลงเบาๆ ของอาริเอลที่พยายามทำลายบรรยากาศมาคุ แต่ทว่าในจังหวะที่พวกเขากำลังลักลอบข้ามเนินเขาที่เป็นจุดบอดของกล้องตรวจจับพรมแดน สิ่งที่เรียกว่าบุญมีแต่กรรมบังก็แผลงฤทธิ์ทันที 



             เมื่อจู่ ๆ มีแพะภูเขาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด เจสันเลยต้องหักพวงมาลัยหลบอย่างรวดเร็วส่งผลให้รถเสียหลักพุ่งลงเนินชันไปกระแทกเข้ากับหินสลักโบราณก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แรงกระแทกนั้นไม่ได้ทำให้รถพังยับเยิน แต่มันกลับไปกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังงานกาลเวลาที่ยังตกค้างอยู่ในตัวพวกเขาทั้งสามจากการเดินทางในยุคฮั่น ผสมโรงกับหินสลักที่เป็นเหมือนรอยแยกมิติโดยบังเอิญจนเกิดเสียง 



             เปรี้ยง! 



             เสียงนั้นดังสนั่นราวกับยางรถระเบิด พริบตานั้นโลกทั้งใบก็หมุนติ้วราวกับถูกจับยัดลงในเครื่องซักผ้าที่ปั่นด้วยความเร็วสูงสุด



             “ไม่นะ! เกิดอะไรขึ้นนน!” เสียงโมนีก้าตะโกนก้องก่อนที่ร่างของทั้งสามจะถูกสูบเข้าไปในห้วงมิติสีทองหม่น และเพียงชั่วอึดใจที่ความมึนงงจู่โจม พวกเขาก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ากระแทกเข้ากับกองทรายร้อนระอุเสียงดัง ตุ้บ! กลิ่นไอเค็มของทะเลและกลิ่นเลือดปนกลิ่นควันไฟพุ่งเข้าปะทะจมูกทันทีที่ลืมตาขึ้น แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าสถานที่คือเสียงฝีเท้าและเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ เมื่อพวกเขามองไปรอบๆ ก็พบว่าตัวเองดันมาโผล่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์... 



             สงครามกรุงทรอย! เหล่านักรบในชุดเกราะสัมฤทธิ์กำลังตะลุมบอนกันอย่างบ้าคลั่งรอบ ๆ กำแพงยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน



             เมื่อเห็นดังนั้นเจสันก็รีบดีดอาวุธของตนเองขึ้นมาเตรียมพร้อมพลางมองหาโมนีก้า “โมนีก้า! คุณโอเคไหม? เราหลุดมาที่...” 



             ทว่าคำพูดของเขาหยุดชะงักไปเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวที่เคยนั่งซึมเศร้าเมื่อครู่กำลังลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โมนีก้าไม่ได้มีแววตาเศร้าสร้อยหรือวางตัวนิ่งสงบอีกต่อไป เธอดึงยางรัดผมออกมาแล้วมัดรวบผมสีดำสนิทขึ้นเป็นทรงโพนี่เทลสูงอย่างรวดเร็ว แววตาสีเทาเงินฉายประกายความซุกซนและบ้าบิ่นออกมาแทนที่ความสุขุม เธอหันมามองชุดโทก้าพ่อค้าโรมันที่ตัวเองใส่อยู่แล้วสบถเบา ๆ 



             “แม่ง… ร้อนชิบ! ใครเค้าใส่ชุดเยอะแยะขนาดนี้เดินกลางแดดกันวะคะ?” ว่าแล้วเธอก็คว้าชายเสื้อคลุมขึ้นมามัดปมรวบขึ้นไปจนเห็นเอวคอดกิ่วโชว์ผิวขาวเนียนสู้แสงแดดกรุงทรอยยามศึกสงคราม กลิ่นกายของเธอที่เคยเป็นไลแลคบริสุทธิ์พลันมีกลิ่นหอมร้อนแรงของฤดูร้อนแทรกเข้ามาจนดูมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตา เจสันและอาริเอลได้แต่ยืนอ้าปากค้างเมื่อรู้ว่าบุคลิกป่วนโลกของโมนีก้าได้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลเพราะความเบื่อหน่ายและแรงกระแทกของมิติเสียแล้ว



             “เอ่อ... คุณโมนีก้า? หรือว่าจะเป็น... เอสต้าคะ?” อาริเอลที่เป็นคนที่อยู่กับโมนีก้ามานานที่สุดพอที่จะรู้เรื่องราวต่าง ๆ เธอถามเสียงค่อยพลางถอยฉากออกมาเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าเวลาบุคลิกนี้ออกมา โลกมักจะพังพินาศในทางที่คาดไม่ถึงเสมอ



             “เรียกใครโมนีก้าไม่ทราบคะคุณพี่สาวเอมพูซ่า? โฮ๊ะ! ชื่อนั้นมันดูคุณหนูไปหน่อยนะจ๊ะ” เอสต้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงแจ๋นแร๊นและเต็มไปด้วยการประชดประชัน เธอหันไปเห็นทหารกรีกคนหนึ่งที่กำลังเงื้อดาบจะพุ่งเข้ามาหาเธอ เอสต้าไม่ได้เรียกดาบสุริยคติออกมาสู้แบบเท่ๆ แต่เธอกลับก้มลงหยิบโล่ที่ตกอยู่บนพื้นแล้วเหวี่ยงใส่หน้าทหารคนนั้นอย่างแรงจนหงายหลังลงไปกอง 



             “โอ๊ย! รบกันเสียงดังจังเลยค่ะพี่ชาย! รำคาญนะรู้ไหม? ถ้าจะรบกันขนาดนี้ ไปนอนดูซีรีส์อยู่บ้านไหมคะ?” เธอกลอกตามองบนพลางหมุนคอจนกระดูกลั่นกร๊อบ 



             เอสต้าสะบัดผมทรงโพนี่เทลที่เพิ่งมัดรวบตึงอย่างลวกๆ พลางหันมามองทางเจสันที่ยังยืนทำหน้าเหวอเหมือนคนเห็นผี แววตาสีเทาเงินของเธอฉายแววหมั่นไส้ออกมาอย่างปิดไม่มิดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มบทสนทนา “มองอะไรคะคุณพี่? แว่นเบี้ยวจนจะร่วงไปถึงคางแล้วนะนั่นน่ะ เก็บปากหน่อยค่ะเดี๋ยวแมลงวันจะเข้าไปวางไข่เอา เสียบุคลิกภาพหมด” เธอเบะปากพลางบิดขี้เกียจจนเอวคอดที่โผล่พ้นชายเสื้อที่เธอมัดปมไว้ขยับไปมาอย่างเป็นอิสระ กลิ่นอายฤดูร้อนที่ร้อนแรงพุ่งกระจายออกมาจากตัวเธอแทนที่กลิ่นไลแลคเดิมของโมนีก้าอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่เธอจะปรายตาไปทางอาริเอลแล้วชี้นิ้วมาที่เจสันด้วยท่าทางจิกกัด “แล้วนี่ใครอะคะอาริเอล? แฟนใหม่เธอเหรอ? แต่งตัวซะจืดชืดเชียว”



             พอเห็นแบบนั้นเจสันก็พยายามขยับแว่นให้เข้าที่พลางตั้งสติรับมือกับพายุอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของโมนีก้าในขณะนี้ “ผม เจสัน เกรซไง... เรามาด้วยกันคุณจำไม่ได้หรอโมนีก้า”



             ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่ม เอสต้าก็ชะงักกึกไปชั่ววินาที ก่อนที่ภาพความทรงจำจากการแอบฟังประชุมสภาเซเนทที่ค่ายจูปิเตอร์จะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในสมองซีกที่แสนป่วนของเธอ ภาพพวกคนแก่ในสภาที่เอาแต่ป่าวประกาศชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเธอก็เกือบรำคาญจนอยากจะเผาเก้าอี้ทิ้งดังก้องขึ้นมาในหัว 



             “หือ? เจสัน เกรซ?” เธอทำเสียงล้อเลียนสูงต่ำพลางดัดเสียงให้ดูแก่และน่าเบื่อเหมือนพวกตาแก่อาวุโสในสภา “ว้ายยยย เจอแล้ว ต้นตอความรำคาญของฉัน ‘ถ้าเจอเขา... ให้เชื่อใจเขา เหมือนที่พวกเราเชื่อใจ และทำงานร่วมกับเขาให้ได้ นั่นคือหนทางเดียวที่จะรอด’ โอ้ยยย ให้ตายเถอะค่ะ! น่ารำคาญ!” หญิงสาวพ่นคำที่ผู้หญิงชื่อเฮเซลเคยพูดออกมากลางสภาพกรอกหูตนเอง ในขณะที่เธอก็ปรายตามองเหยียดเจสันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เหมือนมองมาจากสวรรค์ชั้นสูงสุดพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหยียดหยาม “นี้น่ะหรอ... นพนภา?” เธอเอ่ยคำมีมออกมาด้วยสีหน้าปลาตายพลางเบะปากใส่เจสันอย่างไม่ไว้หน้า “ก็นะ... หน้าตาดีอยูหรอกค่ะคุณพี่ แต่ขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่าฉันหมั่นไส้แกว่ะ! ได้ยินชื่อนายจนหูจะระเบิดควันออกหูอยู่แล้วเนี่ย ทำเป็นวีรบุรุษผู้เพอร์เฟกต์ไปได้ น่ารำคาญชะมัด!” 



             เพราะคำบ่นนั้นทำเอาเจสันอ้าปากค้างรอบที่ร้อยของวันขณะที่เอสต้ายังคงบ่นกระปอดกระแปดถึงความร้อนและความวุ่นวายของสนามรบที่เธอรู้สึกว่ามันไม่สนุกเอาเสียเลย “หมั่นไส้ผม? ทั้งที่เพิ่งคุยกันครั้งแรกเนี้ยนะ?” เจสันถามกลับอย่างไม่เชื่อหูแต่เอสต้าทำหูทวนลมไม่ตอบด้วย



             “หืม... ไม่เห็นจะได้ยินเสียงนกเสียงกาเลย ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย? แล้วฉันมาทำอะไรในดงคนป่าที่แย่งผู้หญิงกันจนบ้านเมืองพังแบบนี้ฮะ!” เอสต้าสบถพลางทำท่าจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาเรื่องทหารโทรจันอีกกลุ่มที่เพิ่งวิ่งผ่านมา และตอนนั้นอาริเอลที่เห็นท่าไม่ดีและรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะมานั่งปรับจูนทัศนคติกันกลางดงธนูไฟ จึงรีบกระโดดเข้าไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของเอสต้าเอาไว้ทันทีพร้อมกับหิ้วลอยขึ้นเหนือพื้นราวกับหิ้วลูกแมวสามสลึงที่กำลังพยศ 



             “ขออภัยนะคะคุณเอสต้า แต่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะมาโวยวายตอนนี้นะค่ะ! คุณเจสัน ช่วยอาริเอลหิ้วอีกแรงทีค่ะ เราต้องรีบเผ่นแล้ว!”



             ในขณะนั้นร่างของเอสต้าก็ต้องดิ้นขลุกขลัก ๆ เป็นแมวขี้โวยวายกลางอากาศพลางเตะถีบขาไปมาอย่างขัดใจ “เฮ้ยยย ปล่อยนะยัยอาริเอล! ฉันยังด่านายนพนภานี่ไม่จบเลยนะ! ปล่อยยย!!” 



             ส่วนเจสันได้แต่ทำหน้ามึนตึ้บขณะที่เขาก็รีบเข้าไปช่วยอาริเอลหิ้วร่างของสาวแสบโกยแนบฝ่าดงคมหอกและลูกธนูที่ปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิกรุงทรอย ทิ้งให้เสียงโวยวายและเสียงเหน็บแนมของเอสต้าดังประสานไปกับเสียงกลองรบจนกลายเป็นความโกลาหลที่ดูโบ๊ะบ๊ะที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์กรีกเคยจารึกไว้




สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ผมเริ่มตันแล้ว... T_T ทรมารว่ะ
Quest Summary

สรุป

โมนีก้า อาริเอลและเจสันกลับมาที่ยุคปี 2015 ในหลังจากที่พวกเขาไปติดอยู่ในยุคฮั่น 4 วัน พอกลับมาพวกเขาก็ตกลงว่าจะเดินทางไปประเทศคาซัคสถานเพราะการอยู่ที่จีนไม่ปลอดภัยเท่าไร และเมื่อระหว่างทางเข้าคาซัคสถานทั้งสามก็โดนอุบัติเหตุแล้วก็ทะลุมิติไปกลางสงครามกรุงทรอย แต่คนที่โผล่มาในครั้งนี้นอกจากเจสันและอาริเอล กลับเป็น เอสต้า อีกบุคลิกหนึ่งของโมนีก้าที่โผล่มาเพราะโมนีก้ารู้สึกเหนื่อยเลยต้องเข้าไปพักเสียหน่อย แต่เธอดันหมั่นไส้เจสันเข้าไส้ ท่าทางยุคทรอยนี้ เจสันน่าจะต้องเจอตัวป่วนแล้วล่ะ

(ทะลุมิติไป ยุคกรุงทรอย กลางสงครามกรุงทรอย)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-25 17:04
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-25 17:03
God
อันกลายเป็นเรื่องเล่าขานให้โอดิสซีอุสนำไปเขียนเรื่องราวปรัมปรา  โพสต์ 2026-1-25 17:03
God
ยุคสมัยที่หมอกบังตาแหก เพราะเหล่าเทพแบ่งฝ่ายลงมาสู้เคียงข้างมนุษย์ คนธรรมดาในยุคนี้จึงเห็นทุกอย่างทะลุมนต์บังตาเป็นครั้งแรก  โพสต์ 2026-1-25 17:03
โพสต์ 79831 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-25 16:51
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-25 19:22:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-26 12:12

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 53 : ยุคทรอยและยัยตัวแสบ 2

วันที่ 00 เดือน 00 ปี 2015 • ช่วงเที่ยง เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป บริเวณเนินเขาฮิซาร์ลิก (ในตุรกีปัจจุบัน) สงครามกรุงทรอย 1200-1180 ปีก่อนคริสตกาล

            เมื่อทั้งสามหาที่หลบภัยหลังโขดหินใหญ่ห่างจากแนวกำแพงเมืองได้สำเร็จ อาริเอลก็ค่อย ๆ วางร่างของเอสต้าลงพื้นอย่างระมัดระวัง หญิงสาวในร่างโมนีก้ารีบสะบัดตัวพลางจัดเสื้อยืดที่มัดรวบขึ้นโชว์เอวคอดให้เข้าที่ ใบหน้าสวยบึ้งตึงแก้มพองลมด้วยความหงุดหงิดระคนเบื่อหน่าย เธอนั่งแหมะลงกับพื้นทราย ทำหน้าบุญบอกไม่รับพร้อมกับส่งสายตาจิกกัดไปยังเจสันที่กำลังปัดฝุ่นออกจากชุดพ่อค้าโรมัน สายตาของเธอมันฟ้องชัดเจนว่าพร้อมจะงับหัวเขาได้ทุกเมื่อหากเขาขยับตัวผิดจังหวะหรือเผลอลดการ์ดป้องกัน



            “คุณเอสต้าคะ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาแตกคอกันเองนะคะ” อาริเอลเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางถอนหายใจยาว “เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากพอกัน การทะเลาะกันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงนะคะ”



            ส่วนเจสันก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองหรือแสดงอำนาจสั่งการกลับไปอย่างที่เอสต้าคาดไว้ เขาเพียงแค่ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามในระยะที่ทิ้งห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกถูกคุกคาม แววตาสีฟ้าครามของเขามองลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาเงินที่วาวโรจน์ของเธอ แม้เขาจะมองไม่ออกว่าข้างในนั้นคืออะไรกันแน่ แต่เจสันสัมผัสได้ถึงความสับสนและความซุกซนที่ไร้การควบคุม เจสันไม่ได้มองเธอเป็นพลทหารที่ทำตัวนอกลู่นอกทาง แต่เขามองเธอด้วยความเปิดใจกว้างอย่างที่เขาเป็นเสมอมา



            “ผมไม่ได้จะสั่งให้คุณทำอะไรหรอกนะเอสต้า” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและสงบนิ่งผิดกับบรรยากาศสงครามรอบข้าง “ผมรู้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบหน้าผม หรือรำคาญชื่อของผมที่คนในสภาเอาแต่พูดถึง แต่เราอยู่ทีมเดียวกัน และผมก็ยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น” เขาพูดอย่างจริงใจ เพราะในฐานะบุตรแห่งจูปิเตอร์ที่เคยเห็นความหลากหลายของเพื่อนพ้องและเชื้อสายเทพที่มีความซับซ้อนทางจิตใจ เขาจึงไม่รีบตัดสินใครเพียงเพราะพฤติกรรมภายนอก “ถ้าคุณอยากจะด่าผมต่อหลังจากเราออกจากที่นี่ได้แล้ว ผมก็ยินดีจะรับฟังนะ แต่ตอนนี้ช่วยอดทนเพื่อภารกิจของเราก่อนได้ไหม?”



            เอสต้าจ้องหน้าเจสันเขม็ง แอบแปลกใจที่นายคนนี้ไม่ยักกะจะฟาดงวงฟาดงาใส่เธอเหมือนพวกคนอื่น เธอแค่นเสียงเหอะออกมาหนึ่งทีแต่แก้มที่พองอยู่ก็เริ่มยุบลงบ้าง “โหหห พ่อหนุ่มธงเขียวว... สุภาพซะจนฉันอยากจะอ้วกเป็นสายรุ้งเลยล่ะ” เธอสบถเบา ๆ พลางแคะเล็บอย่างไม่ยี่หระ “แต่ก็ได้ เห็นแก่อาริเอลหรอกนะ ฉันจะลองทำตามดูสเต็ปนึงก่อนก็ได้ ไว้หายเหม็นขี้หน้านายเมื่อไหร่จะลองญาติดีด้วยสักสองวิแล้วกัน”



            อาริเอลที่เห็นบรรยากาศเริ่มจะเข้าที่ (แม้จะยังขรุขระ) จึงเริ่มอธิบายสถานการณ์ต่อทันที “ตอนนี้เรากำลังพยายามจะกลับไปซ่อมแซมกระแสเวลาที่กรีซในปี 2015 ค่ะคุณเอสต้า แต่ดูเหมือนกาลเวลามันจะบิดเบี้ยวจนทำให้เราเข้า ๆ ออก ๆ ยุคสมัยอื่นแบบไม่ตั้งตัว อย่างเช่นกรุงทรอยในตอนนี้ สิ่งที่เราต้องทำคือหาจุดเชื่อมโยงเพื่อกลับไปสู่เส้นทางเดิมค่ะ”



            “โอเค ๆ สรุปคือหลงทางข้ามศตวรรษสินะคะ? งานถนัดเลยล่ะค่ะเรื่องหลงเนี่ย” เอสต้าตอบประชดพลางยักไหล่ เธอเริ่มกวาดสายตาสำรวจรอบโขดหินด้วยความซุกซนที่เริ่มทำงานทดแทนความเบื่อหน่าย “แล้ววิธีแก้ไขล่ะคะ? ต้องทำยังไงถึงจะกลับไปยังช่วงเวลาเดิมได้ซักทีอ่ะ” (ทั้งที่พึ่งมาไม่ถึงชั่วโมง)



            คำถามนั้นทำเอาอาริเอลต้องถอนหายใจยาวพลางขยับเข้ามาอธิบายด้วยความอดทน “เราต้องไปหาต้นตอของปัญหาในยุคนี้ค่ะคุณเอสต้า มันมักจะเป็นสิ่งของหรือพลังงานบางอย่างที่หลุดมาผิดที่ผิดทาง ถ้าเรากำจัดหรือแก้ไขมันได้ รอยแยกเวลาก็จะพาส่งเรากลับไปสู่เส้นทางเดิมเองค่ะ”



            เอสต้าฟังแล้วก็เลิกคิ้วสูง ทำหน้าเหมือนเห็นเรื่องตลกก่อนจะโพล่งออกมาอย่างไม่คิดอะไรตามสไตล์คนปากไว “แล้วทำไมไม่ให้แฟนยัยโมนีก้ามันช่วยวะคะ? เป็นเทพแท้ ๆ พลังล้นเหลือขนาดนั้นแค่ดีดนิ้วก็น่าจะพากลับได้แล้วป่ะ หรือว่าเป็นเทพประดับบารมีไว้อวดเล่นเฉย ๆ?”



            สิ้นคำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบโขดหินเงียบกริบลงทันที เจสัน เกรซ ที่กำลังตรวจสอบดาบของตัวเองอยู่ถึงกับชะงัก แววตาสีฟ้าครามฉายแววตกใจออกมาวูบหนึ่งอย่างปิดไม่มิด ‘แฟนของโมนีก้าเป็นเทพ?’ ความคิดนี้แล่นพล่านอยู่ในหัวของเขา 



            เจสันรู้แค่ว่าโมนีก้ามีแฟนแล้ว แต่เธอไม่เคยบอกว่าเป็นใคร และเขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นถึงระดับเทพเจ้า แม้จะตกใจจนมือสั่นเล็กน้อย แต่ด้วยนิสัยที่เคร่งครัดและรู้จักเก็บอารมณ์ เจสันจึงไม่ได้โวยวายหรือซักไซ้ในทันที เขาเลือกที่จะเก็บข้อมูลสำคัญนี้ไว้ในใจพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นแทน



            แต่อาริเอลแทบจะทำหน้าไม่ถูก เธอพยายามทำสัญญาณมือป้ายไปมาอย่างวุ่นวายหวังจะให้เอสต้าหยุดพูดพลางส่งสายตาอ้อนวอนสุดชีวิต “เอ่อ... มันไม่เกี่ยวกับเทพหรอกค่ะคุณเอสต้า! เรื่องกาลเวลามันซับซ้อนกว่านั้นนะคะ... นะคะ!” เธอพยายามเบี่ยงประเด็นสุดฤทธิ์แบบลน ๆ เพราะไม่อยากให้เจสันรู้อะไรไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะความลับเรื่องเลสเตอร์หรือเทพอะพอลโล่ที่อาจจะทำให้สถานการณ์วุ่นวายขึ้นไปอีก



            เอสต้าที่เห็นอาริเอลทำท่าทางเหมือนคนเป็นลมชักก็แค่เลิกคิ้วมองอย่างกวน ๆ ก่อนจะหันไปเห็นหน้าเหวอ ๆ ของเจสันที่พยายามทำเป็นนิ่ง “อ้าว... นี่เจ้าเจสันนี่ยังไม่รู้หรอกเหรอ? ว้ายตายแล้ว!” เธอแสร้งทำมือป้องปากเลียนแบบกิริยาตกใจแบบปลอม ๆ ที่ตั้งใจกวนตีนมากว่า ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ยี่หระแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วทำมือเหมือนกับเป็นเซียนหลุดพรายความลับสวรรค์ “ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกันเนอะคุณพี่ชาย ปิดหูไปซะนะจ๊ะเดี๋ยวความลับสวรรค์จะล้นสมองเอา”



            เจสันมองท่าทางของเอสต้าด้วยความสงบ เขาไม่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อต้านหรือโกรธที่ถูกปิดบัง แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความใคร่รู้และห่วงใยโมนีก้ามากขึ้นกว่าเดิม เขาพอจะอนุมานได้จากมิตรภาพที่ผ่านมาว่าโมนีก้าต้องแบกรับอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งเกินตัว เจสันเพียงแค่พยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงรับทราบโดยไม่พูดอะไรต่อ เขาใช้ความนิ่งนวลประคองอารมณ์ของทีมไว้เหมือนเช่นเคย แม้ความจริงที่ได้รับรู้จะทำให้เขามองโมนีก้า (และเอสต้า) เปลี่ยนไปเล็กน้อยในแง่ของภาระที่เธอต้องเผชิญก็ตาม



            “ไม่ว่าความช่วยเหลือจะมาจากไหน ตอนนี้เราต้องพึ่งพาตัวเองก่อนครับ” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลพลางลุกขึ้นยืน “ถ้าต้นตอของปัญหาคือสิ่งที่ผิดยุคสมัย เราก็ต้องมองหาอะไรที่มันไม่ใช่กรีกโบราณในตอนนี้ เอสต้า... คุณพอจะสังเกตเห็นอะไรแปลก ๆ บ้างไหม? สัญชาตญาณของคุณค่อนข้างไว ผมว่าคุณน่าจะช่วยเราหาจุดนั้นได้ดีที่สุดนะ”



            เอสต้าที่ตั้งท่าจะกวนประสาทต่อถึงกับชะงักเมื่อเจอคำชมที่ดูจริงใจและท่าทีให้เกียรติของเจสัน เธอทำหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่งก่อนจะสะบัดบ๊อบใส่ “เออ ๆ รู้แล้วค่ะ! ชมเก่งขนาดนี้เอาโล่ไปเลยไหมคะ? เดี๋ยวจะช่วยมองให้ก็ได้ แต่บอกก่อนนะว่าถ้าเจออะไรไม่สนุกฉันไม่ทำนะ!” เธอบ่นอุบอิบพลางล้วงเข้าไปในแหวนดาราจรัสที่นิ้วนางซ้าย ก่อนจะสะบัดมือเรียกชุดกรีกโบราณที่โมนีก้าแอบเก็บไว้ออกมาสามชุด 



            เอสต้าไม่รอช้าที่จะจัดการโมดิฟายชุดชิตอนของตัวเองทันที เธอเลือกชุดที่สั้นและบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ มัดปมช่วงเอวให้เห็นหน้าท้องคอดกิ่วตามความชอบของบุคลิกที่รักอิสระและขี้ร้อน ส่วนอาริเอลและเจสันก็ได้ชุดที่ดูเป็นชาวบ้านธรรมดาเพื่อใช้แฝงตัว แต่ปัญหาใหญ่กลับไม่ใช่เรื่องเสื้อผ้า



            "ฉันต้องเก็บตัวอยู่ในที่พักเป็นหลักนะคะ" อาริเอลเอ่ยเสียงเครียดขณะพยายามจัดผ้าคลุมปิดบังขาสัมฤทธิ์ "ในยุคสงครามกรุงทรอย มนต์บังตาหรือหมอกมันแหกไปหมดแล้วค่ะ เพราะเหล่าเทพเจ้าเล่นแบ่งฝ่ายลงมาสู้เคียงข้างมนุษย์กันโจ่งแจ้งขนาดนี้ คนธรรมดาเลยเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่งเป็นครั้งแรก ขืนฉันเดินออกไปกลางตลาดตอนนี้ มีหวังโดนทหารกรีกรุมสับเพราะนึกว่าเป็นปีศาจของฝั่งโทรจันแน่ ๆ ค่ะ..."



            เหตุการณ์ที่อาริเอลบอกคือความจริงที่น่าปวดหัว เหล่าทหารและชาวบ้านต่างเห็นภาพอพอลโลยืนอยู่บนกำแพงเมือง หรืออาธีน่าที่คอยกระซิบบอกกลยุทธ์ให้โอดิสซีอุส ซึ่งกลายเป็นที่มาของมหากาพย์ที่โอดิสซีอุสจะนำไปเล่าขานในเวลาต่อมา เจสันพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์ เขาจึงตัดสินใจให้คนที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ที่สุดอย่างเขาและเอสต้าออกไปหาข่าวเป็นหลัก



            และแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาสองถึงสามเดือนที่ติดอยู่ในยุคสงครามกรุงทรอย บรรยากาศระหว่างเจสันและเอสต้าเรียกได้ว่าโบ๊ะบ๊ะยิ่งกว่าสนามรบเสียอีก ทุกครั้งที่ออกไปสำรวจตลาดหรือแคมป์ทหาร เอสต้าจะคอยตั้งแง่และจิกกัดเจสันตลอดเวลา บางทีเธอก็หน้างองุ้มใส่เขาเพียงเพราะเขาเดินนำหน้า หรือไม่ก็ทำท่าจะเดินเข้าไปกระโดดถีบหน้าทหารกรีกที่มาพูดจาแทะโลมเธอ



            "หยุดเลยนะเอสต้า!" เจสันต้องคอยคว้าคอเสื้อด้านหลังของเธอไว้จนตัวลอยทุกลูกครั้งที่เธอเริ่มเลือดร้อน "เรามาหาข้อมูล ไม่ได้มาเปิดศึกกับอคิลลีสนะ"



            "ก็ไอ้หัวทองนั่นมันมองฉันด้วยสายตาต่ำตมอะ! โว้ยย นาย! ปล่อยนะ! ฉันจะไปสั่งสอนให้มันรู้ว่าอย่ามาซ่ากับสาวศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด!" เอสต้าดิ้นขลุกขลักกลางอากาศ ขาเรียวสวยเตะถีบลมอย่างขัดใจ ขณะที่เจสันยังคงถือคอเสื้อเธอไว้ด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความอ่อนโยนตามนิสัย เขาใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวจนเอสต้าทำได้แค่จิ๊ปากแล้วเดินคอตกตามเขาไปอย่างหมั่นไส้



            นั้นแหละ… ความปวดหัวของเจสันตลอดสามเดือนนี้



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ผมจะฟัดทุกคลลล
Quest Summary

สรุป

อาริเอล เอสต้า และเจสันใช้ชีวิตอยู่ในช่วงทรอยแบบชาวบ้านเพราะจะได้หาข้อมูลเพื่อดูสิ่งผิดปกติจะได้ไปจัดการแล้วกลับ โดยที่อาริเอลต้องอยู่กับที่พักเพราะตอนนี้หมอกแหก


Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
แต่คุณเอสต้ารู้สึกผูกพันแปลกๆกับหญิงสาวตรงหน้า (พาร์ทต่อเกี่ยวกับหญิงสาวจะมาในพาร์ทหน้า)  โพสต์ 2026-1-25 22:14
God
ในขณะคุณกำลังเดินทางเลี่ยงพื้นที่สงคราม บนเนินเขาที่มองเห็นสงครามพบเห็นหญิงสาวในชุดทูนิกสีขาวสวยงามสง่ายืนมองภาพสงครามและถอนหายใจ  โพสต์ 2026-1-25 22:13
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-25 22:12
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-25 22:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-25 22:11
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-25 22:54:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-26 12:12

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 54 : ยุคทรอยและยัยตัวแสบ 2.1

วันที่ 00 เดือน 00 ปี 2015 • ช่วงบ่าย เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป บริเวณเนินเขาฮิซาร์ลิก (ในตุรกีปัจจุบัน) สงครามกรุงทรอย 1200-1180 ปีก่อนคริสตกาล

            เจสันต้องลากยัยตัวแสบขึ้นมาจนถึงยอดเนินเขาหินปูนที่พอจะหลบเลี่ยงจากสายตาของกองลาดตระเวนกรีกได้ จากจุดนี้เขาสามารถมองเห็นทุ่งราบหน้ากรุงทรอยที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและกองศพที่ทับถมกันมานานหลายปี ท้องฟ้าเหนือสมรภูมิเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอิฐขุ่นมัว เอสต้าสะบัดตัวหลุดจากมือเจสันพลางจัดเสื้อยืดที่มัดโชว์เอวให้เข้าที่ เธอพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินอย่างไม่เกรงใจชุดกรีกโบราณที่สวมอยู่



            “แม่งมีแต่เรื่องน่าหงุดหงิดชะมัด” เอสต้าสบถเบา ๆ พลางแคะขี้หู แววตาสีเทาเงินฉายความรำคาญใจออกมาอย่างปิดไม่มิดที่เป็นบ่อย ๆ 



            ส่วนเจสันที่กำลังยืนกวาดสายตาสำรวจความเคลื่อนไหวเบื้องล่างขยับแว่นสายตาเล็กน้อยพลางหันมามองคนข้าง ๆ “ทำไมล่ะครับ? คราวนี้หงุดหงิดเรื่องอะไรอีกล่ะ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและใจเย็นอย่างที่เขาเป็นเสมอมา แม้จะรู้ดีว่าสำหรับเอสต้าแล้ว ทุกอย่างบนโลกนี้สามารถเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดได้หมด ตั้งแต่แดดที่ร้อนเกินไปยันสีโล่ของพวกโทรจันที่ดูไม่เข้ากับฤดูร้อนก็มี



            เอสต้าไม่ได้ตอบในทันที เธอหรี่ตามองไปยังกลุ่มต้นมะกอกที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก บนชะง่อนผาอีกด้านหนึ่งมีหญิงสาวนางหนึ่งในชุดทูนิกสีขาวสะอาดตาสยายยาวตามแรงลม ยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามเบื้องล่าง หญิงคนนั้นทำเพียงแค่ยืนนิ่งมองดูเปลวไฟที่เผาผลาญเมืองพลางทอดถอนใจออกมาจนไหล่บางสั่นเทา เอสต้ามองเห็นเพียงแผ่นหลังและเส้นผมที่เกล้าไว้อย่างประณีต แต่เธอก็ไม่ได้สนใจจะเดินไปดูหน้าให้ชัดเสียด้วยซ้ำ



            “เห็นผู้หญิงคนนั้นปะ?” เอสต้าบุ้ยปากไปทางสตรีชุดขาว “คนที่ยืนถอนหายใจทิ้งเหมือนคนอกหักตลอดเวลาน่ะ ไม่รู้เป็นใครหรอกนะ ไม่ได้เห็นหน้าด้วย แต่ฉันรู้สึกผูกพันแปลก ๆ ว่ะ”



            เจสันมองตามสายตาเธอไปพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ผูกพันเหรอ? หรือว่าจะเป็นเบาะแสของกาลเวลาที่บิดเบี้ยว?” เขาวิเคราะห์อย่างจริงจังตามนิสัยของคนมีความรับผิดชอบสูง



            “เปล่าหรอก” เอสต้าพูดขัดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริตจะก้านและจริงจังจนดูหน้าตาย “ฉันว่านางอาจจะเป็นเมียเก่าฉันสมัยชาติก่อนก็ได้นะ ฟีลลิ่งมันใช่อ่ะเจสัน แบบว่ารักฝังใจที่ฉันตามมาหลอกมาหลอนเธอในยุคโทรจันอะไรงี้ โห... โรแมนติกชิบหายเลยเนอะ” 



            คำตอบนั้นทำเอาเจสันชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแต่ก็ทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ อย่างระอาใจ เจสันไม่ได้โต้ตอบด้วยการด่าหรือบอกว่าไร้สาระ เพราะเขารู้ดีว่านี่คือวิธีระบายความเครียดในแบบฉบับของเอสต้า เขาขยับตัวเข้ามาใกล้พลางนั่งลงข้าง ๆ เธอโดยทิ้งระยะห่างอย่างเหมาะสมไม่ให้ใกล้เกินไปจนเอสต้าหงุดหงิด



            “ถ้าเป็นคนรักเก่าคุณจริง ๆ สงสัยชาติก่อนคุณคงทำตัวป่วนจนนางต้องหนีมาถอนหายใจในสงครามแน่เลยครับ” เจสันต่อมุกด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความขี้เล่นเล็ก ๆ ซึ่งเป็นมุมที่เขาเริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้นหลังจากที่ไม่ต้องแบกรับกฎระเบียบของกองทัพอีกต่อไปเพราะเอาตรง ๆ อยู่กับเอสต้าก็ไม่ได้แย่ (มั้ง) “แต่ไม่ว่านางจะเป็นใคร ผมว่าเราปล่อยให้นางอยู่กับความคิดตัวเองเถอะครับ ตอนนี้เราควรจะโฟกัสที่การหาทางออกจากที่นี่มากกว่า ก่อนที่คุณจะเผลอไปไฝว์กับทหารทั้งกองทัพเพื่อปกป้องคนรักเก่าในจินตนาการของคุณน่ะ”



            เอสต้าจิ๊ปากพลางกลอกตาใส่ “นายนี้กวนตีนกว่าที่คิดนะ แต่ก็สุภาพซะจนฉันหมั่นไส้ไม่ลงเลยเนี่ย” เธอพึมพำพลางพิงหลังกับโขดหิน ปล่อยให้สายลมร้อนหอบเอาเสียงคร่ำครวญของสงครามพัดผ่านไป โดยที่มีเจสันนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยเป็นปราการความนิ่งสงบที่ช่วยประคองให้อารมณ์ของสาวแสบไม่ระเบิดออกมากลางคันเสียก่อน



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

(นอนแผ่รอพาร์ทต่อ)
Quest Summary

สรุป

ตอบสนองเหตุการณ์

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-26 10:51
โพสต์ 34186 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-25 22:54
โพสต์ 34,186 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-25 22:54
โพสต์ 34,186 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-25 22:54
โพสต์ 34,186 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-25 22:54
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-26 12:15:06 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-27 19:39

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 55 : ยุคทรอยและยัยตัวแสบ 2.2

วันที่ 00 เดือน 00 ปี 2015 • ช่วงเที่ยง เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป บริเวณเนินเขาฮิซาร์ลิก (ในตุรกีปัจจุบัน) สงครามกรุงทรอย 1200-1180 ปีก่อนคริสตกาล

              และแล้วสายลมร้อนระอุแห่งสมรภูมิกรุงทรอยพัดผ่านยอดเนินเขาหินปูน หอบเอาเอาทั้งกลิ่นคาวเลือดและควันไฟที่ยังกรุ่นอยู่เบื้องล่างมาปะทะจมูก ทว่าท่ามกลางความโหดร้ายนั้น หญิงสาวในชุดทูนิกสีขาวสะอาดตากลับยืนนิ่งเป็นสง่าราวกับเป็นภาพวาดที่หลุดออกมาจากแดนสวรรค์ นางทอดสายตามองดูเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญเมืองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองตามสัมผัสที่ถูกจ้องมอง



              เมื่อใบหน้าของนางสะท้อนเข้ากับแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังลับขอบฟ้า ความงดงามที่มีสง่าราศีและออร่าแห่งผู้ปกป้องธรรมชาติที่แผ่ออกมาก็ทำเอาเอสต้าถึงกับชะงักคำพูดที่กำลังจะพ่นออกมาประชดโลก แววตาสีเทาเงินของสาวแสบเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบขยับเข้าไปใกล้เจสันแล้วกระซิบกระซาบรัวเร็วด้วยน้ำเสียงจริงจังในแบบของเธอ



              “เฮ้ยเจสัน... ถ้าผู้หญิงคนนั้นเคยเป็นเมียเก่าฉันในชาติก่อนจริง ๆ นะ บอกเลยว่าฉันในอดีตชาติแม่งโคตรโชคดีว่ะ! สวยชิบหาย สวยจนฉันอยากจะกราบเท้าตัวเองในชาติที่แล้วเลยเนี่ย!” เอสต้าพึมพำพลางจ้องเขม็งไปยังสตรีชุดขาวด้วยสีหน้าจริตจะก้านกวนประสาท ขณะที่เจสันทำเพียงแค่ขยับแว่นสายตาพลางหรี่ตามองด้วยสัญชาตญาณนักรบที่เริ่มเตือนภัยถึงพลังงานมหาศาลที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่แสนอ่อนโยนนั้น



              ทว่า…ไม่นานหญิงปริศนาผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่วงท่าที่เบาสบายราวกับเดินอยู่บนทุ่งหญ้าอ่อนนุ่ม นางหยุดยืนอยู่ในระยะที่ไม่ไกลนักก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มแต่กังวานดุจเสียงกระซิบของทุ่งรวงข้าว “พวกเธอสามคน... เป็นเดมิก็อดสินะ?”



              “สามคน?” เจสันขมวดคิ้วถามด้วยความฉงนพลางกวาดสายตามองรอบตัวเพราะเขามากับเอสต้าแค่นั้นเอง “เรามีกันแค่สองคนครับ ส่วนเพื่อนอีกคนของเราเธอควรจะอยู่



              สวบ!


(สภาพอาริเอลตอนนี้)


              จู่ ๆ พุ่มไม้หนาทึบด้านหลังโขดหินที่พวกเขาใช้พิงหลังก็ขยับสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่ก้อนพุ่มไม้กลม ๆ พอง ๆ ในชุดพรางตัว Ghillie Suit สีเขียวครึ้มที่ดูขัดกับสภาพแวดล้อมแห้งแล้งของกรุงทรอยจะกลิ้งหลุดออกมาแล้วพยายามลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ มันคืออาริเอลในสภาพพุ่มไม้เดินได้ ที่แอบตามมาด้วยความเป็นห่วงว่าเอสต้าจะไปก่อเรื่องป่วนเจสันนั่นเอง



              “อาริเอล?!” เอสต้าทำหน้าเหวอสุดขีดพลางมองก้อนพุ่มไม้ที่กำลังสั่นงก ๆ “นี่เธอไปเอาชุดบ้าอะไรมาใส่เนี่ย?! นึกว่ากรุงทรอยจะมีบิ๊กฟุตโผล่มาซะแล้วนะเนี่ย สภาพ!” เอสต้าเบะปากมองเพื่อนสาวในชุดพรางที่พยายามทำตัวให้ลีบเล็กแต่กลับดูเหมือนกองขยะสีเขียวที่กำลังเต้นรำอยู่กลางทรายร้อน ๆ



              สตรีชุดขาวไม่ได้แสดงท่าทีตลกขบขันไปกับความโบ๊ะบ๊ะของอาริเอล แต่นางกลับหยุดนิ่งตรงหน้าเอสต้า แววตาสีฟ้าใสคู่นั้นจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของสาวแสบก่อนจะพึมพำออกมาด้วยความสงสัย “ลูกข้าหรือ...?” นางดูสับสนอย่างเห็นได้ชัดพลางเอ่ยต่อเบา ๆ “ข้าค่อนข้างแน่ใจว่าลูกทุกคนที่ข้ามี ได้โดนนำทางให้เหล่าเซเทอร์ไปพาตัวเพื่อไปยังสถานที่ปลอดภัยและฝึกฝนทั้งหมดแล้วไม่ใช่หรือ... แต่ทำไมถึงตกหล่นได้ล่ะ? แม้จะเบาบางและปนเปื้อนด้วยกลิ่นอายอื่น แต่สายเลือดที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้าน่ะ ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน”



              "ฮ่ะ?.." (รอบที่ 1) เอสต้าที่กำลังจะอ้าปากพ่นมุกพ่อหนูเป็นคนขับรถบรรทุกค่ะ ออกไปเพื่อทำลายความซึ้ง ก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออีตาเจสัน เกรซที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมา ออร่าอันอุ่นวาบแห่งความอุดมสมบูรณ์และความรักที่มีต่อพืชพรรณและสัตว์ป่าที่แผ่ออกมาจากสตรีผู้นี้มันชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงมนุษย์ทั่วไป



              ในวินาทีนั้น เจสันผู้เป็นปอนติเฟ็กซ์ แม็กซิมัส และมีความเคารพต่อเทพเจ้าอย่างเคร่งครัดก็ตระหนักได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือใคร เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอแห่งมารดาโลกผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา "เอสต้า!" เขาเรียกเอสต้า หญิงสาวกำลังจะหันไปทางเจสันถามว่ามันจะแหกปากทำไมและ...



              "ฮะ?" (รอบที่ 2)


              ปึก!



              ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า เจสันเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของเอสต้าแล้วกระชากลงมาอย่างแรงจนใบหน้าของสาวแสบกระแทกลงกับพื้นทรายจนฝุ่นฟุ้งกระจาย “อู้อี้ ๆ!” เอสต้าพยายามโวยวายด้วยความโมโหแต่หน้าดันจมทรายไปครึ่งซีกจนพูดไม่เป็นภาษามนุษย์ “ถวายความเคารพเทพีดีมิเทอร์” เจสันพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเกียรติและความนอบน้อมพลางก้มศีรษะลงอย่างสุดซึ้งต่อเบื้องหน้าเทพีแห่งการเก็บเกี่ยว



              ส่วนอาริเอลในชุดพุ่มไม้พอง ๆ ก็รีบทำตามทันทีโดยการคุกเข่าลงจนชุดพรางบานออกกว้างราวกับต้นตะใคร่ขนาดยักษ์ที่ล้มฟุบลงกลางสนามรบ เจสันรู้ดีว่าแม้ใบหน้าของพระองค์จะแตกต่างไปจากที่เขาเคยเจอที่ค่ายจูปิเตอร์ แต่กระแสพลังอำนาจที่แผ่ออกมานั้นไม่มีทางที่บุตรแห่งจูปิเตอร์อย่างเขาจะมองผิดไปแน่



              “ไอ้เจสัน... ไอ้คนสมบูรณ์แบบ... ฉันจะฆ่าแก...ถุย ๆ ทรายเข้าปาก ถุย ๆ” เอสต้าพยายามพ่นทรายออกจากปากพลางดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้ฝ่ามือของเจสันที่ยังคงกดหลังเธอไว้เพื่อรักษาความสงบ โดยที่เทพีดีมิเธอร์ได้แต่ยืนมองดูการต้อนรับที่แสนจะชุลมุนของเหล่าลูกครึ่งเทพจากอนาคตด้วยสายตาที่ทั้งเอ็นดูและมึนงงในเวลาเดียวกัน



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

โบ๊ะบ๊ะว่ะ
Quest Summary

สรุป

ตอบสนองต่อเหตุการณ์

(เจอแม่อีกภาคหนึ่งว่ะ)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[God-04-1] ดีมิเทอร์
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25 โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-26 14:04
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-26 14:03
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-26 14:03
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-04-1] ดีมิเทอร์ เพิ่มขึ้น 45 โพสต์ 2026-1-26 14:03
โพสต์ 44423 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-26 12:15
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-26 16:12:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-27 19:40

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 56 : ยุคทรอยและยัยตัวแสบ 3

วันที่ 00 เดือน 00 ปี 2015 • ช่วงเที่ยง เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป บริเวณเนินเขาฮิซาร์ลิก (ในตุรกีปัจจุบัน) สงครามกรุงทรอย 1200-1180 ปีก่อนคริสตกาล

              หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเทพีแห่งพืชพรรณก็ก้าวเข้ามาใกล้ร่างที่กำลังพยศอยู่บนพื้นทรายอย่างช้าๆ ชายพัสตราภรณ์สีขาวสะอาดตาของนางพลิ้วไหวตามแรงลมร้อนดุจกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงบนสมรภูมิที่แห้งแล้ง เจสันเห็นดังนั้นจึงค่อย ๆ ผ่อนแรงกดแล้วขยับตัวออกห่างอย่างนอบน้อม ปล่อยให้เอสต้าได้ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงโขดหินในสภาพผมเผ้ากระเซิงและใบหน้าเปื้อนฝุ่นทรายจนสภาพไม่จืดเลยทีเดียว 



              ดีมิเทอร์ย่อกายลงข้างสาวแสบพลางยื่นหัตถ์ที่เรียวบางและอุ่นวาบไปสัมผัสที่ข้างแก้มของเอสต้าอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและเมตตาจนความโกรธเกรี้ยวที่สุมอยู่ในอกของเอสต้าพลันดับวูบลงอย่างน่าประหลาด แม้จะทำหน้าอารมณ์บ่จอยและขมวดคิ้วใส่แต่เธอก็ไม่ได้ปัดมือนั้นทิ้ง หรืออาจจะเป็นเพราะออร่าที่แผ่ออกมานั้นมันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยจนขัดขืนไม่ลง



              “ลูกสาวตัวน้อยของข้า...” ดีมิเธอร์พึมพำพลางแย้มสรวลอย่างเอ็นดู แววตาของนางฉายแววรักใคร่ในตัวเอสต้าอย่างเห็นได้ชัด “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของตัวข้าจากตัวเจ้า แม้ดวงวิญญาณของเจ้าจะซุกซนและปั่นป่วนเพียงใด แต่มันก็ยังคงเป็นต้นกล้าที่แข็งแกร่งเหลือเกิน”



              เอสต้านั่งนิ่งปล่อยให้เทพีลูบแก้มพลางเบะปาก “โฮะ! นี่คุณแม่ของโมนีก้าเราะ ดูใจดีกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยนะเนี่ย แต่คุณโอเคไหมเนี้ยที่มานั่งลูบหน้าฉันท่ามกลางดงเลือดพวกนี้น่ะ”



              “หึ… ปากเจ้านี้นะ ข้าคือต้นกำเนิดพลังของเจ้า” ดีมิเธอร์เอ่ยเสียงนุ่มพลางละมือออกมา “ในยามที่สงครามและการล่มสลายปกคลุมแผ่นดินเช่นนี้ ข้าคงไม่อาจยอมให้เจ้าพบกับข้าในตอนทีร่ที่เคร่งครัดมิได้หรอก เจ้าเหนื่อยแล้ว เพราะพลังงานที่นี่มันหนักอึ้งเกินไปสำหรับเจ้าในตอนนี้” นางลุกขึ้นยืนพลางหันไปมองดูความวินาศสันตะโรของกรุงทรอยที่อยู่เบื้องล่าง “พวกเจ้าต้องรีบไปจากที่นี่เสีย พลังงานโกลาหลที่พวยพุ่งขึ้นมาจากสมรภูมินี้กำลังดึงดูดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เข้ามา จงระวังตัวให้ดี... ไว้พบกันในอนาคตนะ ต้นกล้าของข้า” 



              สิ้นคำกล่าว ร่างของเทพีดีมิเธอร์ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปในอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจาง ๆ ของทุ่งข้าวบาร์เลย์ที่ตัดกับกลิ่นไหม้ของสนามรบ ทิ้งให้เอสต้านั่งมองความว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางเจสันด้วยสายตาที่ดูจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “นั่น... เทพีดีมิเธอร์จริง ๆ เหรอเจสัน? ตัวจริงสวยกว่าในหนังสือประวัติศาสตร์ของพวกสภาเซเนทเยอะเลยนะนั่น”



              “ใช่ครับ... ออร่าระดับนั้นไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้หรอก” เจสันตอบพลางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกที่รอดพ้นจากการโดนเทพีสาปเป็นต้นไม้ เพราะตอนแรกเขากลัวว่าคำพูดของเอสต้าจะทำให้เทพีทรงกริ้ว แต่พระนางมีความเป็นแม่สมแล้วที่เป็นเทพีแห่งครอบครัวด้วย



              “ใช่ค่ะคุณเอสต้า ท่านใจดีมากจริงๆ ค่ะ... ” เสียงอู้อี้ดังมาจากพุ่มไม้เดินได้ที่อยู่ข้างๆ เพราะอาริเอลเป็นแบบนั้นเอสต้าเลยหันไปถลึงตาใส่อาริเอลในชุด Ghillie Suit ที่ยังคงดูพองโตเหมือนลูกขนไก่ยักษ์



              “แล้วเธอน่ะ! ไปเอาไอ้ชุดกอหญ้านี่มาจากไหนฮะอาริเอล? นึกว่าจะมีสารคดีสัตว์โลกมาถ่ายทำแถวนี้ซะอีก สภาพมันชวนขำมากเลยรู้ไหมเนี้ย” เอสต้าโวยวายพลางชี้นิ้วใส่เพื่อนสาวว่าไปเอาชุดสุดคูลนี้มาจากไหน



              ส่วนอาริเอลก็พยายามขยับตัวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “ก็... ก็ในกระเป๋ากลอักขระของคุณโมนีก้ามีชุดและอุปกรณ์หลายอย่างมากกว่าที่คุณเอสต้าคิดนะคะ ฉันเห็นว่ามันน่าจะช่วยพรางตัวจากสายตาทหารยามได้ดีที่สุดก็เลยหยิบมาใช้น่ะค่ะ” พอได้ยินแบบนั้นเอสต้าก็กรอกตามองบนให้กับรสนิยมการเตรียมตัวของอีกบุคลิกหนึ่งของเธออย่างสุดเซ็ง “ให้ตายเหอะ ยัยโมนีก้านี่มันจะเตรียมตัวดีเกินไปแล้วมั้งเนี้ย ถ้ามีชุดว่ายน้ำนี่ฉันจะขอเปลี่ยนซะตรงนี้เลยได้ไหม” เอสต้าเอ่ยพลางกอดอกเล็กน้อย



              ทว่าในขณะที่ความโบ๊ะบ๊ะของคณะเดินทางข้ามเวลา (แบบไม่ได้ตั้งใจ) กำลังดำเนินไป จู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีส้มอิฐขุ่นมัวก็เริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นเหนือยอดเนินเขาประหนึ่งมีบางสิ่งขนาดมหึมาดิ่งลงมาจากสรวงสวรรค์ แรงกดดันในอากาศเพิ่มสูงขึ้นจนเจสันต้องกระชับดาบในมือแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของความตายและพลังมืดที่พุ่งตรงมาทางพวกเขาทั้งสาม โดยที่เอสต้าและอาริเอลยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าฝันร้ายที่เทพีดีมิเธอร์เตือนไว้กำลังจะปรากฏกายออกมาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า



              เจสันรีบหันไปทางอาริเอลกับเอสต้าที่กำลังยืนเท้าเอวเถียงกันอยู่เรื่องชุดพุ่มไม้ “หยุดก่อนทั้งสองคน! ตอนนี้สถานการณ์ดูแปลก ๆ ผมว่ามีบางอย่างกำลังมา” เขาเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง



              เอสต้าหันขวับมาทางเจสันพลางทำหน้ามุ่ยเพราะทำไมเขาต้องมาขัดเพื่อนสาวจะตีกันด้วย “มันยังจะมีอะไรแปลกกว่าการที่เราเจอเทพีดีมิเธอร์อีกหรอคะคุณพี่? ทำไมอะ? จะมีเทพองค์ไหนลงมาแจกลายเซ็นอีกหรือไง?”



              “ไม่แน่หรอกครับ... แต่ออร่าแบบนี้มันไม่ใช่มิตรแน่ ๆ” เจสันตอบพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง



              ทันใดนั้น พื้นดินบริเวณเนินเขาก็เริ่มสั่นสะเทือน เงาดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกบนพื้นดิน ก่อตัวเป็นร่างเงาสีดำสนิทที่บิดเบี้ยวไร้รูปร่างที่แน่นอน ดวงตาสีม่วงเข้มเรืองแสงวูบวาบอยู่ภายในเงานั้น มันคือผู้กลืนเสียงกระซิบอสุรกายแห่งความว่างเปล่าที่ถูกดึงดูดมาด้วยความโกลาหลของกาลเวลา และมันไม่ได้มาแค่ตนเดียว แต่ผุดขึ้นมาถึงสี่ตนล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกทิศทาง



              “เชี้ย!” เอสต้าเบิกตากว้างพลางสะดุ้งเพราะโดนจั้มสแกร “ตัวอะไรวะเนี่ย?! หน้าตาเหมือนเงาตะคุ่ม ๆ ที่ชอบโผล่มาในฝันร้ายตอนเด็กเลย!”



              “อสุรกายเงา! พวกมันดูดกลืนพลังงานความหวังและโจมตีด้วยความมืด!” เจสันตะโกนอธิบายให้กับอาริเอลและเอสต้า พลางสะบัดเหรียญในมือจนกลายเป็นดาบกลาดิอุสทองคำจักรพรรดิที่ส่องประกายเจิดจ้า “ระวังตัวด้วย! อย่าให้มันแตะตัวเด็ดขาด!”



              อาริเอลแม้จะอยู่ในชุดพุ่มไม้ที่เทอะทะแต่เธอก็พร้อมสู้สุดใจขาดดิ้น เธอดีดตัวออกจากชุดพรางกลายเป็นเอมพูซ่าสาวในชุดค่ายพร้อมขาสัมฤทธิ์วิเศษที่วาววับ ส่วนเอสต้าก็ไม่รอช้า เธอสะบัดข้อมือเรียกกำไลให้เปลี่ยนเป็นดาบสุริยคติเล่มงามออกมาถือไว้มั่น แววตาขี้เล่นหายไปแทนที่ด้วยความกระหายเลือดแบบคนเป็นไซโคพาธที่พร้อมปะฉะดะ



              และการต่อสู้ปะทุขึ้นทันที เมื่อผู้กลืนเสียงกระซิบทั้งสี่ตนพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกันด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ พวกมันเคลื่อนที่ผ่านเงาไปมาราวกับไร้ตัวตน เจสันฟาดฟันดาบกลาดิอุสเข้าใส่เงาดำอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่คมดาบสัมผัสร่างเงา มันจะส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงและสลายตัวไปชั่วขณะก่อนจะรวมตัวกันใหม่ เขาใช้พลังควบคุมสายลมปัดป้องการโจมตีและสร้างกระแสลมหมุนพัดพาร่างเงาให้กระเด็นออกไป แต่อสุรกายเหล่านี้แข็งแกร่งผิดปกติเนื่องจากได้รับพลังงานโกลาหลในพื้นที่สงครามจากกรุงทรอย



              ส่วนอาริเอลใช้พละกำลังขาเอมพูซ่ากระโดดเตะร่างเงาอย่างรุนแรง แต่ทุกครั้งที่สัมผัสตัวมัน เธอจะรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบออกไป พลังงานด้านลบเริ่มกัดกินจิตใจของเธอ ภาพหลอนของชาวค่ายจูปิเตอร์ที่มองเธอด้วยสายตาหวาดระแวงและรังเกียจในฐานะอสุรกายผุดขึ้นมาในหัว ทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงและเริ่มเสียสมาธิ



              เอสต้านั้นสู้ด้วยความบ้าบิ่นตามสไตล์ เธอใช้ดาบสุริยคติไล่ฟันร่างเงาอย่างไม่ลดละ ทุกครั้งที่ฟันโดนเธอจะแสยะยิ้มด้วยความสะใจ “ตายซะไอ้พวกเงาไร้ค่า! กล้าดียังไงมาขัดจังหวะฉันฮะ!” เธอไม่สนใจภาพหลอนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ตรงหน้าจะเป็นร่างของเธอเองก็ตามเพราะในหัวของไซโคพาธอย่างเธอมีเพียงแค่ตัวเองและโมนีก้าร่างหลักเท่านั้น เธอใช้พลังสัมผัสแห่งชีวิต ปล่อยคลื่นพลังสีเขียวมรกตกระแทกใส่ร่างเงาจนมันชะงักไป และใช้บงการความยาวร่างกายยืดแขนออกไปฟันในระยะไกลอย่างคาดไม่ถึง



              การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและหืดขึ้นคอ เจสันพยายามตะโกนเรียกสติอาริเอล “อาริเอล! ตั้งสติไว้! นั่นมันแค่ภาพหลอน! คุณคือคนของจูปิเตอร์!” เสียงของเขาช่วยดึงสติเธอกลับมาได้บ้าง อาริเอลกัดฟันสู้ต่อแม้จะอ่อนล้า เธอใช้ขาลาถีบยอดอกร่างเงาตนหนึ่งจนมันเซถลาไปเปิดช่องว่างให้เอสต้าพุ่งเข้าไป



              “เสร็จฉันล่ะ!” เอสต้าตะโกนก้องพร้อมกับรวบรวมพลังงานทั้งหมดไปที่ดาบสุริยคติ ตัวดาบเปล่งแสงสีส้มทองเจิดจ้า เธอฟันฉับเข้ากลางลำตัวของผู้กลืนเสียงกระซิบตนนั้นจนขาดสะบั้น ร่างเงาส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนจะสลายกลายเป็นควันดำและทิ้งผลึกสีม่วงเข้มไว้บนพื้นทราย



              “เหลืออีกสาม!” เจสันตะโกนบอกพลางใช้พลังสายฟ้าฟาดใส่ร่างเงาอีกตนจนมันชะงักงัน เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รวมกลุ่มกันอีกครั้งเพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีระลอกต่อไปในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านมืดและความโกลาหลนี้



              แรงกดดันจากมวลอากาศสีดำทึบพุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของทั้งสามจนบรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บราวกับถูกฝังไว้ใต้หิมะพันปี ผู้กลืนเสียงกระซิบทั้งสี่ตนไม่ได้เพียงแค่โจมตีทางกายภาพ แต่มันกำลังแผ่ขยายอาณาเขตแห่งความสิ้นหวังออกมากลืนกินดวงวิญญาณของเหยื่อ 



              อาริเอลที่เพิ่งสลัดความคิดแรกทิ้งกลับต้องชะงักงัน แววตาสีแดงของเธอเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อหมอกสีดำมรณะเริ่มสร้างภาพหลอนที่กัดกินใจ เธอเห็นตัวเองยืนอยู่กลางลานประหารในค่ายจูปิเตอร์ ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงและตราหน้าจากเหล่าเพื่อนในค่ายที่มองเธอเป็นเพียงอสุรกายกระหายเลือด ไม่ใช่เพื่อนร่วมรบ เสียงกระซิบด่าทอว่าเธอคือตัวประหลาด ไร้ค่า ไร้ราคา ไม่มีใครต้องการ ดังสะท้อนอยู่ในหัวจนเธอทรุดเข่าลงกับพื้นทรายอย่างไร้เรี่ยวแรง



              และมันก็ไม่ต่างจากเจสัน เกรซ ที่บัดนี้ดาบกลาดิอุสในมือเริ่มสั่นคลอน ภาพสมรภูมิเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของไพเพอร์ แมคลีน แฟนสาวที่เขาทิ้งมานานเกินไป ในนิมิตนั้นไพเพอร์มองเขาด้วยสายตาตัดพ้อและเจ็บปวด เธอกลายเป็นร่างที่เลือนหายไปในพายุทรายขณะที่พยายามเรียกชื่อเขา เจสันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้นด้วยความรู้สึกผิดที่เขาไม่เคยเติมเต็มความต้องการของเธอได้ ความเงียบงันของผู้กลืนเสียงกระซิบกลายเป็นเสียงกรีดร้องของคนรักที่เขาปกป้องไม่ได้ จนชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบเริ่มสูญเสียการควบคุมกระแสลมรอบตัวไปทีละน้อย



              ทว่าทางด้านเอสต้านั้นกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในห้วงความคิดที่ถูกอสุรกายแทรกซึม เธอไม่ได้เห็นคนรักหรือความโดดเดี่ยว แต่เธอกลับเห็นภาพของโมนีก้า ร่างหลักที่เธอมองว่าอ่อนแอและน่าเบื่อกำลังถูกสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า 



              เอสต้าเห็นร่างของตัวเองนอนจมกองเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วตัว แต่แทนที่จะหวาดกลัว เอสต้ากลับหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งในจิตใจ เธอเริ่มก้าวเข้าไปหาภาพร่างที่ตายแล้วของตัวเองแล้วใช้ดาบสุริยคติแทงซ้ำลงไปอย่างรุนแรง แววตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความสะใจที่ได้ทำลายความอ่อนแอนั้นทิ้ง “ฮ่า ๆ ฮ่า ตายไปซะ! ไอ้ความรู้สึกห่วย ๆ แบบนั้นไม่ต้องมีมันหรอก!” เอสต้าตะโกนก้องในหัวพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว เธอเริ่มฆ่าร่างแยกของตัวเองในนิมิตด้วยความสนุกสนานราวกับมันเป็นเกมกีฬาที่น่ารื่นรมย์



              ในวินาทีที่ความมืดกำลังจะกลืนกินทุกอย่าง อาริเอลที่ได้รับแรงกระแทกจากสัญชาตญาณเอาตัวรอดของอสุรกายก็ดึงสติกลับมาได้ก่อนเพื่อน เธอใช้พละกำลังกายภาพอันมหาศาลสลัดภาพหลอนทิ้งแล้วแผดเสียงร้องกึกก้องจนมวลอากาศสั่นสะเทือน 


              

              “คุณเจสัน! คุณเอสต้า! ตั้งสติเดี๋ยวนี้ค่ะ!” เสียงของอาริเอลเหมือนฟ้าผ่าที่ทำลายม่านหมอกแห่งความสิ้นหวัง เจสันสะดุ้งสุดตัวพลางสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมเจตจำนงอันแข็งแกร่งกลับมาไว้ที่ปลายดาบ ขณะที่เอสต้าสะบัดหัวอย่างแรงจนผมทรงโพนี่เทลสยาย แววตาที่เคยมืดมนกลับกลายเป็นประกายสีเทาเงินที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง



              “อ๊าา… แบบนี้ค่อยสะใจหน่อย” เอสต้าเอ่ยเสียงเย็นพลางเลียริมฝีปาก รอยยิ้มของเธอในตอนนี้ดูโรคจิตเสียจนเจสันที่อยู่ข้าง ๆ ยังรู้สึกเสียวสันหลัง เธอพุ่งตัวเข้าใส่ผู้กลืนเสียงกระซิบตนที่ใกล้ที่สุดด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่าโมนีก้าปกติหลายเท่า เอสต้าไม่ได้สู้เพื่อปกป้องใคร แต่เธอสู้เพราะความสะใจล้วน ๆ เธอเหวี่ยงดาบสุริยคติฟันฉับเข้าที่ลำคอของร่างเงาจนไฟสีทองลุกโชนสะบัดไปตามคมดาบ เมื่อมันพยายามเคลื่อนที่ผ่านมิติหนี เธอกลับใช้พลังบงการความยาวร่างกายยืดแขนตามไปกระชากมันออกมาแล้วใช้เข่ากระทุ้งเข้าที่กลางอกอย่างรุนแรง



              เจสันและอาริเอลมองภาพนั้นด้วยความทึ่งระคนหวาดหวั่น เอสต้าสู้รบแบบตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างโหดเหี้ยม เธอไม่ได้ใส่ใจว่าจะโดนโจมตีสวนกลับหรือไม่ แต่เน้นไปที่การสร้างความเจ็บปวดให้ศัตรูมากที่สุด เจสันรีบเรียกสายฟ้าต้นกำเนิดลงมาเสริมพลังเพื่อปิดฉาก เขาฟาดฟันอสนีบาตเข้าใส่ร่างเงาที่เหลืออย่างแม่นยำ ขณะที่อาริเอลใช้ขาลาถีบอัดพลังงานความมืดจนมันสลายตัวไปเป็นแถบ 



              แต่หัวใจหลักของการรบครั้งนี้คือเอสต้าที่ดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะคลั่ง เธอหัวเราะร่าขณะที่ดาบสุริยคติของเธอดูดซับพลังงานมืดแล้วสวนกลับเป็นคลื่นกระแทกที่ฉีกร่างอสุรกายออกเป็นชิ้น ๆ อย่างไร้ความปรานี



              เมื่อผู้กลืนเสียงกระซิบตนสุดท้ายสลายกลายเป็นเถ้าถ่านและความมืดจางหายไป ท้องฟ้าเหนือกรุงทรอยเริ่มกลับมาเป็นสีส้มอิฐขุ่นมัวตามเดิม ความเงียบสงัดกลับมาปกคลุมเนินเขาอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้ดูปลอดภัยขึ้นเลย เมื่อเอสต้ายังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากพลังงานที่มอดดับ มือขวายังคงกำด้ามดาบสุริยคติแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ร่างของเธอสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะอะดรีนาลีนที่ยังคงพลุ่งพล่าน



              เจสันรีบเดินเข้าไปหาเอสต้าทันทีเมื่อเห็นว่าท่าทางของเอสต้ายังไม่กลับเป็นปกติ เขาเอื้อมมือไปจับแขนทั้งสองข้างของเธอไว้แน่นเพื่อดึงสติ “เอสต้า!  เอสต้าฟังผม! มันจบแล้วครับ มันหายไปหมดแล้ว ใจเย็น ๆ ก่อน!” เจสันพยายามใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อประคองอารมณ์ของเธอ



              แต่สิ่งที่เจสันได้รับกลับมาคือร่างของเอสต้าที่ยังคงไม่ไหวติงต่อสัมผัสของเขา ใบหน้าสวยที่เปื้อนคราบฝุ่นทรายและรอยเลือดจาง ๆ ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนดูผิดธรรมชาติ แววตาสีเทาเงินของเธอยังคงเบิกกว้างและเปล่งประกายสีเหลืองทองอ่อน ๆ จากเนตรแห่งฟีบี้ที่ทำงานผิดปกติ มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าทว่ากระหายการเข่นฆ่าอย่างแรงกล้า 



              เอสต้าไม่ได้มองหน้าเจสันด้วยความขอบคุณ แต่เธอกลับมองไปที่ลำคอของเขาเหมือนกำลังพิจารณาว่าจะฟันลงตรงไหนดีถึงจะสนุกที่สุด รอยยิ้มของเธอยังคงค้างอยู่อย่างนั้นขณะที่เธอยังคงติดอยู่ในห้วงแห่งความคลั่งไคล้ในสงคราม โดยที่จิตสำนึกของโมนีก้ายังไม่สามารถกลับมาควบคุมร่างกายนี้ได้เลยแม้แต่น้อย



              เจสันยังคงกุมไหล่ของเอสต้าไว้แน่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและพยายามจะส่งผ่านความสงบสยบความคลั่งของสาวแสบให้ได้ เขาเห็นประกายไฟแห่งความรุนแรงในดวงตาสีเทาเงินคู่นั้นชัดเจน คมดาบสุริยคติในมือเธอเริ่มขยับเข้าหาลำคอของเขาอย่างจงใจ รอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าของเอสต้าบอกชัดว่าเธอไม่ได้ล้อเล่น และวินาทีนั้นเจสันรู้ดีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตจากเพื่อนร่วมทีมของตัวเอง



              ทว่าในจังหวะที่เอสต้ากำลังตัดสินใจจะตวัดคมดาบลงบนลำคอของเจสันเพื่อความสะใจเพียงชั่ววูบ 



              โป๊ก! 



              เสียงหนัก ๆ ของบางอย่างก็ดังขึ้นก้องเนินเขา พร้อมกับวัตถุประหลาดบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ากระแทกเข้าที่กลางกระหม่อมของเอสต้าอย่างจัง 



              “แอ๊คคค!”



              แรงกระแทกนั้นดูจะรุนแรงและมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วโสตประสาทอย่างประหลาด ดาบสุริยคติหลุดจากมือสลายกลายเป็นกำไลข้อมือทันที ร่างของสาวแสบที่เคยดูสง่างามดุจปีศาจร้ายกลับทรุดลงไปนอนกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นทราย ดุ๊ก ๆ 



              เอสต้าดิ้นพล่านสะบัดขาไปมาเหมือนปลากระดี่ขาดน้ำ มือทั้งสองข้างกุมหัวพลางร้องโวยวายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนจากความอำมหิตกลายเป็นความอเนจอนาถ “เจ็บ! โอ๊ย! เจ็บฉิบหายเลยโว้ยยย!” เธอร้องลั่นพลางกลิ้งไปกลิ้งมาราวกับเด็กโดนขัดใจ ท่าทางที่ดูโบ๊ะบ๊ะผิดคาดทำให้เจสันที่ยืนค้างอยู่ในท่าเดิมได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองดูสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความมึนตึ้บ 



              จนกระทั่งแววตาของเอสต้าเริ่มกลับมามีประกายแห่งสติอีกครั้ง เธอหยุดดิ้นแล้วยันกายลุกขึ้นนั่งพลางลูบหัวตัวเองปอย ๆ ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่เจสันที่ยังยืนอึ้งไม่หาย “มองอะไรวะไอ้หมอนี่! ไม่เคยเห็นคนเจ็บหรือไงฮะ? แว่นนายมันช่วยให้มองเห็นดีขึ้นหรือแค่ใส่ไว้ประดับบารมีเฉย ๆ กันแน่!” เอสต้าสบถใส่พลางพ่นทรายออกจากปาก ท่าทางปากจัดแบบนี้ยืนยันได้ทันทีว่าจิตวิญญาณป่วนโลกของเธอกลับมาเข้าร่างเต็มร้อยแล้ว



              เพราะแบบนั้นทำให้เจสันพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาไม่ได้โกรธที่โดนด่า แต่กลับรู้สึกดีใจที่เห็นว่าเธอยังเป็นเอสต้าคนเดิมที่ไม่ใช่เครื่องจักรสังหารไร้สติ 



              “ผมแค่ตกใจน่ะครับ... ดีใจนะที่คุณกลับมาแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและจริงใจตามนิสัยของลูกผู้ชายที่แสนเพอร์เฟกต์ (เอสต้า - แหวะ) แต่อาริเอลที่ยืนคุมเชิงอยู่ไกล ๆ กลับยังไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้ เพราะภาพพุ่มไม้เคลื่อนที่ของเธอยังคงดูสั่น ๆ ด้วยความหวาดระแวง



              “โทษทีแล้วกัน พอดีเมื่อกี้มันเบื่อไปหน่อย พลังงานมันเลยล้นเกินอะดินารีนหลั่ง” เอสต้าบ่นอุบอิบพลางขยับตัวลุกขึ้นยืนหงุดหงิด “แต่ไอ้บ้านั่นมันคืออะไรวะ กระแทกหัวฉันจนหัวโนเป็นลูกมะนาวขนาดนีวะ!” เธอเดินดุ่ม ๆ ไปยังวัตถุที่เพิ่งมอบความเจ็บปวดให้เธอเมื่อครู่ ทว่าเมื่อก้มลงมองและหยิบมันขึ้นมา ทั้งเนินเขาก็ตกอยู่ในความเงียบงันยิ่งกว่าตอนสู้กับอสุรกายเสียอีก


(สิ่งที่ตกใส่หัวเอสต้า)


              สิ่งที่อยู่ในมือของเอสต้าคือ ‘แทงก้า’ กระป๋องหรรษา (สุดแพง) อุปกรณ์ช่วยตัวเองชายชื่อดังจากญี่ปุ่นที่มาพร้อมสีสันสดใสและรูปทรงสะดุดตา เอสต้าถือมันค้างไว้กลางอากาศ แววตาที่เคยบ้าคลั่งเปลี่ยนเป็นความเหวอสุดขีดจนพูดไม่ออก เธอจ้องมองวัตถุในมือสลับกับมองหน้าเจสันที่บัดนี้หน้าแดงซ่านไปถึงใบหู ส่วนอาริเอลที่เดินเข้ามาสมทบถึงกับตาปรือปรอยทำหน้าไม่ถูกกับสิ่งที่เห็น


(หน้าทุกคน)


              เอสต้าชูไอ้กระป๋องเจ้าปัญหานั่นขึ้นมาในระดับสายตาของเจสันพลางชี้นิ้วใส่ด้วยมือที่สั่นเทา “ไอ้เหี้ยนี่อะนะ...” เธอพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก “ไอ้เหี้ยนี่คือสิ่งที่ทำให้อวกาศกาลเวลาบิดเบี้ยวจนพวกเราต้องเกือบตายที่กรุงทรอยเนี่ยนะ?!”



              ส่วนเจสันขยับแว่นอย่างเคอะเขินที่สุดในชีวิต เขาพยักหน้าช้า ๆ พลางเบือนหน้าหนีด้วยความกระดากอายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จากออร่าความโกลาหลที่แผ่ออกมาจากวัตถุนั้น “เอ่อ... ดูจากรอยที่มันตกใส่หัวคุณจนโนแปลว่าน่าจะเป็นของจริง ผมว่า... ใช่ครับ ไอ้(เหี้ย)นี่แหละที่เป็นต้นตอ”



              อาริเอลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ในสภาพตาปรือเหมือนรับไม่ได้กับความจริงของโลกเทพปกรณัมสุดกาวที่โดนเขียนโดยหลังมือ (ของมนก) พยักหน้ายืนยันอีกแรงด้วยน้ำเสียงไร้วิญญาณ “ใช่ค่ะ... ไอ้(เหี้ย)นี่แหละค่ะที่พวกเราต้องมาตามเก็บกวาด...” ทั้งสามคนยืนล้อมวงมองวัตถุประหลาดชิ้นนั้นท่ามกลางสมรภูมิกรุงทรอยอันยิ่งใหญ่ ทิ้งให้ความขลังของมหากาพย์กรีกโบราณมลายหายไปสิ้นด้วยความโบ๊ะบ๊ะของสิ่งที่เรียกว่า ‘ต้นตอกาลเวลา’ ที่ดูจะกาวซาริกเกินกว่าที่เดมิก็อดคนไหนจะจินตนาการได้



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

โบ๊ะบ๊ะว่ะ
Quest Summary

สรุป

ไม่เขียนขี้เกียจแต่เจอสิ่งที่อยู่ผิดที่ผิดทางแระ เต็มมือ

Loot & Rewards

กำจัด ผู้กลืนกินเสียงกระซิบ 4 ตัว (มีค่า LUK 300+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ หินรัตติกาล จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 6 ชิ้น
ได้รับ แก่นพลังงานที่มอดดับ จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 2 ชิ้น
ได้รับ เกลือศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 2 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ หินรัตติกาล 3 ชิ้น, แก่นพลังงานที่มอดดับ 1 ชิ้น, เกลือศักดิ์สิทธิ์ 1 ชิ้น

Relationship Gains

[God-04-1] ดีมิเทอร์ พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25 โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-26 18:21
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-26 18:19
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-26 18:19
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-04-1] ดีมิเทอร์ เพิ่มขึ้น 45 โพสต์ 2026-1-26 18:19
โพสต์ 104913 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-26 16:12
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-26 18:36:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-27 19:40

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 57 : กลับมาแล้วจ้า

วันที่ 00 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2015 • ช่วงเที่ยง เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป คาซักสถาน เอเชียกลาง

             ทันทีที่ความจริงอันน่าอนาถของภารกิจถูกเปิดเผย รอยแยกมิติสีทองรอบตัวพวกเขาก็เริ่มหมุนวนอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่วินาทีนี้ไม่มีใครคิดจะขัดขืน แรงดึงดูดมหาศาลสูบเอาร่างของเจสัน อาริเอล และเอสต้าหายวับไปจากหน้าประวัติศาสตร์กรุงทรอย ทิ้งให้สงครามที่ดำเนินมาสิบปีดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครล่วงรู้ว่าสิ่งแปลกปลอมจากอนาคตเพิ่งจะทำลายประตูกลไกอาคมจนพังยับเยินไปหนึ่งบาน และทิ้งความวุ่นวายระดับมหากาพย์ไว้เบื้องหลัง


             ตุ้บ!


             ร่างของทั้งสามร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหญ้าแห้งกรอบอีกครั้ง ณ จุดเดิมในประเทศคาซัคสถาน ท่ามกลางทุ่งหญ้าสเตปป์ที่อ้างว้างและหนาวเหน็บจนเสียดแทงกระดูก รถจี๊ปคันเก่ายังคงจอดสนิทอยู่ข้างหินสลักโบราณราวกับไม่เคยเคลื่อนที่ไปไหน ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิทัลที่หน้าปัดรถขยับไปเพียง 4 วัน เท่านั้นนับจากวินาทีที่พวกเขาหายไป ท้องฟ้าสีหม่นของปี 2015 กลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง พร้อมกับสายลมหนาวที่พัดพาเอาความทรงจำเรื่องทรายร้อนในกรุงทรอยให้จางหายไป


             เอสต้ายันกายลุกขึ้นสะบัดฝุ่นทรายออกจากเสื้อยืดที่มัดโชว์เอวคอดของเธออย่างไม่แยแสสภาพอากาศ แววตาสีเทาเงินฉายแววซุกซนขณะก้มมองต้นตอกาลเวลาที่ยังกำไว้แน่นในมือ เธอพิจารณามันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาในลำคออย่างผู้ชนะ “เฮ้ย เจสัน ดูนี่ดิ” เอสต้าหันไปหาเจสันที่กำลังพยายามปัดเศษทรายออกจากแว่นสายตาด้วยท่าทางระอิดระเอียน “เนี้ย... ดูดี ๆ นะจ๊ะ ยังมีซีลพลาสติกหุ้มอยู่เลย แปลว่าของใหม่แกะกล่องชัวร์! ยังไม่มีใครได้ใช้ประเดิมความหรรษาเลยว่ะ”


             เจสันขมวดคิ้วมองวัตถุในมือเธอด้วยความฉงน “ครับ?...”


             ไม่ทันที่บุตรแห่งจูปิเตอร์จะพูดจบ เอสต้าก็แสยะยิ้มแบบไซโคพาธพลางก้าวฉับ ๆ เข้าไปหา แล้วยัดเจ้ากระป๋องแทงก้าสีสดนั่นใส่มือเจสันอย่างแรงจนเขาต้องรีบรับไว้ด้วยความตกใจ “เอาไปเลยไอ้พี่ชาย! ถือซะว่าเป็นค่าเสียเวลาที่นายยอมให้ฉันโวยวายมาตลอดทาง สู้ ๆ นะจ๊ะ... รับรองนายน่าจะชอบแน่ ๆ ฝีมือญี่ปุ่นเชียวนะ ดีกว่าน้องอุ้งของนายเยอะ!”


             เจสัน เกรซ ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน แววตาสีฟ้าครามจ้องมองวัตถุในมือด้วยความเหวอสุดขีด ใบหน้าของวีรบุรุษผู้สมบูรณ์แบบแดงซ่านลามไปถึงหู เขาอ้าปากค้างพยายามจะหาคำโต้แย้งที่ดูสุภาพที่สุดตามนิสัยที่ถูกปลูกฝังมา “เอ่อ... คือ... เอสต้า ผมว่ามัน... ผมไม่ได้ต้องการอะไรแบบนี้...” เขาวนพึมพำเสียงหลงพลางพยายามจะคืนของให้ แต่เอสต้ากลับเดินสะบัดบ๊อบมุ่งหน้าไปทางรถจี๊ปอย่างไม่สนใจไยดี ทิ้งให้ชายหนุ่มผู้ทรงเกียรติยืนถือกระป๋องหรรษาค้างอยู่กลางทุ่งหญ้าคนเดียว


             อาริเอลที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ ได้แต่ทำตาปรือปนอ่อนแรง เธอเริ่มตั้งคำถามกับโชคชะตาเดมิก็อดของตัวเองอย่างจริงจัง ในใจของเอมพูซ่าสาวตอนนี้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เธอได้แต่คิดในใจว่‘อยู่กับคุณโมนีก้าชีวิตก็กาวแบบจริงจัง มีแผนการ มีหลักการพ่วงมาด้วย... แต่อยู่กับคุณเอสต้านี่คือความกาวแบบบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรผสมเลยจริง ๆ นี่เรามาถึงจุดที่ต้องมาเถียงกันเรื่องกระป๋องหรรษาท่ามกลางภารกิจกู้โลกแล้วเหรอเนี่ย?’ อาริเอลลอบถอนหายใจยาวพลางสัมผัสกำไลเทสเซราของเธอ เธอรู้สึกได้ว่าภูมิธรรมในจิตใจเริ่มจะพังทลาย และเธอก็กลัวเหลือเกินว่าความกาวระดับวินาศสันตะโรแบบนี้มันจะค่อย ๆ ซึมลึกจนกลายเป็นนิสัยถาวรของเธอไปด้วย


             “เลิกทำหน้าเหมือนโดนตีได้แล้ว อาริเอล! เจสัน! ขึ้นรถ!” เอสต้าตะโกนสั่งพลางกระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะข้างคนขับอย่างร่าเริง “เรายังต้องไปกรีซรออยู่ไม่ใช่เหรอ? ฉันอยากเห็นจะแย่แล้วว่าเทพแถวนั้นจะเหมือนเทพดีมิเธอร์หรือเปล่า!”


             เจสันรีบยัดของเจ้าปัญหาลงในกระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัสให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้า ก่อนจะเดินไปที่ฝั่งคนขับพลางพยายามรักษามาดผู้นำที่พังทลายไปแล้วให้กลับมา “ครับ... เดินทางกันต่อเถอะ” เขาสตาร์ทรถจี๊ปทิ้งความทรงจำอันโบ๊ะบ๊ะและกลิ่นอายของสงครามกรุงทรอยไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าฝ่าความหนาวเย็นของคาซัคสถานเพื่อหาทางบินข้ามทวีปไปสู่แผ่นดินกรีซ ที่ซึ่งต้นตอกาลเวลาที่แท้จริงกำลังรอคอยการแก้ไขอยู่... และหวังว่าครั้งหน้ามันคงจะไม่ใช่ของที่น่าอายแบบนี้อีก



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ฮาโคตร
Quest Summary

สรุป

กลับมาแล้วจ้า

(เขิน)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-26 19:45
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-26 19:45
โพสต์ 31129 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-26 18:36
โพสต์ 31,129 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-26 18:36
โพสต์ 31,129 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-26 18:36
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-27 12:58:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-27 19:40

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 58 : เบื่อจุง

วันที่ 03 เดือน มีนาคม ปี 2015 • ช่วงกลางวัน เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป เดินทางระหว่าง คาซักสถาน - เอเชียกลาง ไป กรีซ - ยุโรป

             เจสันบิดกุญแจสตาร์ทรถจี๊ปคันเก่ง เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มท่ามกลางความเงียบงัดของทุ่งหญ้าสเตปป์รอบนอกเมืองอัลมาตี ทิ้งร่องรอยความกาวระดับข้ามศตวรรษไว้เบื้องหลังพร้อมกับไอความร้อนจากทรายกรุงทรอยที่ยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำ เจสันพยายามอย่างยิ่งที่จะตีสีหน้าเคร่งขรึมและสุขุมตามฉบับบุตรแห่งจูปิเตอร์ที่ต้องแบกรับภาระผู้นำ ทั้งที่ในใจยังคงสั่นคลอนกับแทงก้าจากอนาคตที่ซุกซ่อนอยู่ลึกสุดในกระเป๋า เขาเหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานผ่านความมืดมิดมุ่งหน้าสู่พรมแดนตะวันตก โดยมีจุดหมายปลายทางคือดินแดนกรีซที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร


             ภายในห้องโดยสารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเหนื่อยล้า เอสต้าในร่างของโมนีก้านอนขดตัวอยู่บนเบาะข้างคนขับในสภาพที่ดูไม่จืด ผมทรงโพนี่เทลของเธอเริ่มรุ่ยร่ายจากการดิ้นพล่านเมื่อครู่ เธอถอนหายใจออกมาแรง ๆ จนเกิดฝ้าที่กระจกรถ ก่อนจะดีดตัวขึ้นมานั่งกอดอกพลางทำหน้าบึ้งตึงเหมือนเด็กโดนขัดใจ แววตาสีเทาเงินของเธอฉายความเบื่อหน่ายออกมาอย่างรุนแรงเมื่อเห็นเพียงทิวทัศน์สีดำสนิทและทุ่งหญ้าที่ไม่มีที่สิ้นสุดนอกหน้าต่าง


             “เฮ้ย เจสัน” เอสต้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแจ๋นแร๊นที่แฝงไปด้วยความรำคาญ “เราจะขับรถโง่ ๆ แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนวะ? ฉันโคตรไม่ชอบเลยที่ต้องนั่งดมกลิ่นน้ำมันเครื่องแทนที่จะเป็นอะไรที่สนุกกว่านี้น่ะ”


             เจสันเหลือบมองเธอเล็กน้อยพลางกระชับพวงมาลัย “ทนหน่อยครับเอสต้า เราต้องออกไปจากเขตคาซัคสถานให้เร็วที่สุดก่อนที่เจ้าหน้าที่ชายแดนจะเริ่มสงสัย”


             “เบื่อโว้ยยย!” เอสต้าตะโกนก้องรถพลางทุบเบาะหนังดังปึ้ก เธอหันไปมองรถบรรทุกคันข้างหน้าที่แล่นช้าอย่างกับเต่าคลาน แววตาสนุกสนานแบบแปลกๆ เริ่มผุดขึ้นมาในดวงตาของเธอ “นี่... เจสัน ถ้านายเบื่อเหมือนฉัน เราลองขับพุ่งชนตูดไอ้คันข้างหน้านั่นเล่น ๆ ดีไหม? รับรองหายง่วงแน่ โคตรบันเทิง!” เธอพูดอย่างเล่น ๆ แต่ทุกคนรู้ว่าหากเธอได้จับพวงมาลัย…


             ยัยนี้มันชนแน่!


             เจสันสะดุ้งเล็กน้อย เขาหันมาสบตาเอสต้าแล้วพบว่าเธอมือไม้สั่นเหมือนอยากจะทำจริง ๆ เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างระอาใจ “ไม่ครับเอสต้า เราจะไม่ชนท้ายรถใครทั้งนั้น” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาดแบบที่เขาใช้คุมกองทัพ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่สะกดความรู้สึกบางอย่างของเอสต้าไว้ได้ชั่วคราว


             ส่วนอาริเอลที่นั่งอยู่เบาะหลังพยายามไม่สนใจความเบื่อของเพื่อนสาว เธอจ้องมองหน้าจอ GPS ในมืออย่างเคร่งเครียดพลางตรวจสอบเส้นทางลัดเลาะตามตะเข็บชายแดน “คุณเอสต้าคะ ใจเย็น ๆ นะคะ จากอัลมาตีไปถึงกรีซน่ะ ระยะทางโดยรวมมันประมาณ 6,600 กิโลเมตรเลยค่ะ” อาริเอลเอ่ยเสียงค่อยพลางเงยหน้ามองเอสต้าที่ตอนนี้หน้าถอดสีไปแล้ว “เราต้องผ่านหลายประเทศมาก ทั้งคีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน อิหร่าน แล้วค่อยเข้าตุรกีถึงจะเข้ากรีซได้ค่ะ”


             “หกพัน...หกร้อย...กิโล?” เอสต้าทวนคำด้วยน้ำเสียงเหมือนคนใกล้ขาดใจ “นั่นมันนานแค่ไหนวะ? ฉันต้องนั่งแห้งตายอยู่ในรถนี่นานแค่ไหน!”


             “ถ้าเราต้องหยุดพักรายวันและหลบเลี่ยงด่านตรวจคนเข้าเมือง... ก็น่าจะประมาณ 3-4 สัปดาห์ค่ะ หรืออาจจะเต็มๆ หนึ่งเดือนเลย” เจสันเป็นคนตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ “อย่าลืมนะว่าในโลกปี 2015 นี้ พวกคุณสองคนไม่มีตัวตนอยู่ในระบบทะเบียนราษฎรด้วยซ้ำ”


             เอสต้าชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำว่าไม่มีตัวตน เธอรู้ดีว่าในปี 2015 นี้ โมนีก้าร่างหลักยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุแค่ 5 ขวบที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในร้านดอกไม้ของแม่และพ่ออยู่เลย ส่วนอาริเอลก็อาจจะยังเร่ร่อนอยู่ในฐานะอสุรกายที่ยังไม่ถูกพบตัว การจะเดินดุ่ม ๆ เข้าด่านตรวจสากลโดยไม่มีพาสปอร์ตคือการเอาหัวไปเขวี้ยงใส่คุกชัด ๆ แต่แน่นอนว่าเอสต้าไม่คิดจะบอกเรื่องนี้ให้เจสันรู้ เธอไม่อยากให้วีรบุรุษผู้สมบูรณ์แบบคนนี้มารับรู้ความลับเรื่องช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนจนเกินไป รู้แค่ว่าพวกเธอมาจากอนาคตก็วุ่นวายพอแรงแล้ว (ที่เก็บไว้เพราะโมนีก้าขอเท่านั้นแหละ)


             “หนึ่งเดือน?!” เอสต้าโวยวายลั่นรถพลางทิ้งหลังกระแทกเบาะ “นี่มันการทรมานสัตว์ชัด ๆ! สุดยอดไปเลยกาลเวลา! ให้ฉันไปสู้กับไอ้พวกเงาเมื่อกี้อีกสิบรอบยังจะดีกว่ามานั่งอุดอู้อยู่ในรถจี๊ปกระป๋องนี่!” เธอเริ่มบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดปาก สบถคำประชดประชันใส่เจสันทุกสามนาทีเรื่องความเร็วของรถบ้าง เรื่องรสนิยมเพลงในวิทยุที่เจสันเปิดบ้าง จนอาริเอลถึงกับต้องเอาหูฟังมาอุดหูไว้เพื่อรักษาภูมิธรรมที่เหลือเพียงน้อยนิด (แน่นอนว่ารำคาญเป็นส่วนใหญ่) 


             เจสันยังคงปฏิบัติกับเอสต้าด้วยความนิ่งสงบ เขาไม่ได้โกรธเคืองเสียงบ่นที่ดังหนวกหู หรือท่าทางกวนประสาทที่เธอพยายามยั่วยุเขาตลอดทาง เขามองว่านี่คือความแตกต่างที่เขาต้องประคองไว้ให้ได้ “ทนหน่อยครับเอสต้า พอเราออกจากเขตคาซัคสถานได้ เราอาจจะหาจุดพักที่ดูดีกว่านี้ได้บ้าง ผมสัญญาว่าจะพยายามทำให้การเดินทางนี้ไม่น่าเบื่อเกินไปสำหรับคุณ”


             เอสต้าจิ๊ปากพลางกลอกตามองบน “สัญญาเก่งจังเลยนะคะพ่อคุณ! ไว้ถ้าฉันเบื่อจนอยากเผารถขึ้นมาจริง ๆ อย่ามาหาว่าไม่เตือนบอกเลย!” เธอหันไปทำหน้างอนตุ๊บป่องใส่หน้าต่างรถพลางเฝ้าคอยวันที่แสงแดดของกรีซจะมาถึง แม้ในใจจะยังคงโหยหาความคลั่งไคล้ในสมรภูมิที่เธอเพิ่งจากมาก็ตาม รถจี๊ปคันเก่ายังคงแล่นฝ่าสายลมหนาวที่พัดกระหน่ำออกไปจากแผ่นดินคาซัคสถาน การเดินทางที่ยาวไกลและเต็มไปด้วยความวุ่นวายกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง โดยมีจุดหมายคือแผ่นดินแม่ของเหล่าเทพเจ้าที่กำลังสั่นคลอนด้วยเงาของกาลเวลาที่บิดเบี้ยว


บันทึกเวลา ปี 2015

วันที่ 06-07 มกราคม 2015 - มนก และ อาริเอล เดินทางมาถึงปี 2015

วันที่ 07-09 มกราคม 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน เดินทางไปท่าเรือนิวยอร์ก

วันที่ 09 มกราคม 2015 - ออกเดินทางจากอเมริกาไปยุโรป

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 - เดินทางถึงช่องแคบยิบรอลตาร์ (ทะลุมิติ 6 เดือน)

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคฮั่น

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน ถึงอัลมาตี คาซักสถาน (ทะลุมิติ 3 เดือน)

วันที่ 03 มีนาคม 2015 - เอสต้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคสงครามกรุงทรอย


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เดินทาง 1 เดือน (ยิ้มอ่อน)
Quest Summary

สรุป

เดินทาง ๆๆๆๆๆ

(เดินทางวนไป)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-27 13:34
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-27 13:34
โพสต์ 38216 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-27 12:58
โพสต์ 38,216 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-27 12:58
โพสต์ 38,216 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-27 12:58
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-27 15:50:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-27 19:40

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 59 : การเดินทางและพอทำเนา

วันที่ 25 เดือน มีนาคม ปี 2015 • ช่วงเวลากลางวัน+กลาวคืน เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป เดินทางระหว่าง เอเชียกลาง ไป กรีซ - ยุโรป

             วันเวลาบนท้องถนนเริ่มกลืนกินกันไปอย่างช้า ๆ จากที่ราบกว้างใหญ่ของคาซัคสถาน รถจี๊ปค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสู่ขอบชายแดนคีร์กีซสถาน ทัศนียภาพรอบข้างเปลี่ยนเป็นเทือกเขาสูงชันที่มีหิมะปกคลุมยอดเขาดูสลับซับซ้อน อากาศข้างนอกหนาวจัดจนกระจกรถขึ้นฝ้าหนา แต่อุณหภูมิภายในรถกลับร้อนแรงด้วยรสนิยมการฟังเพลงของเอสต้าที่เริ่มจะจัดเต็มขึ้นทุกทีเพื่อฆ่าความเบื่อหน่ายที่กัดกินใจมาหลายวัน



             เอสต้าไม่ได้นั่งนิ่ง ๆ เป็นตุ๊กตาหน้ารถให้เจสันเชยชม(?) อย่างที่ใครคิด (ใครวะมันจะคิด) เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นกระเป๋ากลอักขระของโมนีก้าเพื่อหาเครื่องสำอางและยางรัดผมมาแต่งสวยแก้เซ็ง เธอเริ่มมัดผมทรงโพนี่เทลใหม่ครั้งที่ร้อยของวันพลางฮัมเพลงด้วยน้ำเสียงจิกกัดโลก ก่อนจะตัดสินใจเปิดแท็บเล็ตอิคารัสมิเรอร์แล้วต่อเข้ากับลำโพงรถจี๊ปด้วยสายเคเบิลที่เธอประดิษฐ์ขึ้นเองแบบลวก ๆ พริบตานั้น เพลง Happy ของ Pharrell Williams ก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องโดยสาร เอสต้าโยกหัวไปมาอย่างสุดเหวี่ยงพลางร้องคลอไปด้วยท่าทางที่ดูมีความสุขเกินเบอร์จนน่าหมั่นไส้



             เจสันที่กำลังบังคับพวงมาลัยฝ่าทางโค้งบนเขาถึงกับต้องขยับแว่นสายตาพลางลอบถอนหายใจ เขาพยายามทำความเข้าใจกับจังหวะดนตรีปี 2014 ที่แสนจะร่าเริงนี้ แม้ในใจจะรู้สึกว่ามันขัดกับสถานการณ์ลอบเข้าเมืองแบบคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองแบบสุด ๆ แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่งสงบและปล่อยให้เธอทำตามใจ เพราะเขาสังเกตเห็นว่าอย่างน้อยเสียงเพลงก็ทำให้เอสต้าหยุดบ่นเรื่องอยากเผารถไปได้พักใหญ่ เขาคอยเคาะนิ้วบนพวงมาลัยตามจังหวะเบา ๆ เป็นเชิงร่วมสนุกอย่างสุภาพตามนิสัยของเขา ซึ่งนั่นทำให้เอสต้าหันมาขยิบตาให้หนึ่งทีพร้อมกับตะโกนแข่งเสียงเพลง 



             “นายนี่ก็มีเซนส์เหมือนกันนี่นา! นึกว่าจะชอบฟังแต่เพลงปลุกใจซะอีก”



             เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่เขตที่ราบลุ่มของอุซเบกิสถาน อากาศเริ่มเปลี่ยนจากหนาวจัดเป็นแห้งแล้งและร้อนระอุในช่วงกลางวัน เอสต้าเปลี่ยนแนวเพลงทันทีราวกับเปลี่ยนบุคลิก เธอเปิดเพลง Overdose ของ EXO-K วนซ้ำไปซ้ำมาพลางพยายามเต้นท่าในมิวสิควิดีโอเท่าที่พื้นที่เบาะรถจะอำนวย 



             เธอส่งเสียงเชียร์วงไอดอลเกาหลีอย่างเมามันจนเจสันทำหน้าเหวอสุดขีดเพราะฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียวแต่อาริเอลที่นั่งเบาะหลังกลับเริ่มโบกมือไปตามจังหวะด้วยตาปรือ ๆ เอมพูซ่าสาวรู้สึกว่าระดับความกาวในเลือดของเธอมันพุ่งทะลุปรอทไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เรื่องกระป๋องหรรษาที่กรุงทรอยจนมาถึงคอนเสิร์ต K-pop เคลื่อนที่กลางทะเลทรายอุซเบกิสถาน อาริเอลได้แต่คิดในใจว่า ‘นี่เรากำลังกู้โลกหรือกำลังไปทัศนศึกษากันแน่คะเนี่ย...’ 



             แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าพลังงานความบ้าบอของเอสต้ามันช่างติดต่อได้ง่ายเหลือเกิน จนบางทีเธอก็เผลอฮัมท่อนฮุคเพลงที่ฟังไม่ออกออกมาเองโดยไม่รู้ตัว



             ความพีคของการเดินทางมาถึงในช่วงวันที่สิบห้าของการตะลอนทัวร์ข้ามพรมแดน ขณะที่พวกเขากำลังขับผ่านเส้นทางสายไหมเก่าแก่ที่รายล้อมด้วยฝุ่นทรายแดงฉาน เอสต้าตัดสินใจเปลี่ยนแนวเพลงให้เข้ากับบรรยากาศของอาชญากรข้ามชาติ(?) ด้วยการเปิดเพลง The Next Episode ของ Snoop Dogg ดังกระหึ่ม ท่อน Smoke weed everyday ดังสะท้อนไปตามหน้าผาหิน 



             “Da, da, da, da, da It's the motherfuckin' D-O-double-G (Snoop Dogg!)”



             เอสต้าคว้าแว่นกันแดดทรงโตขึ้นมาสวมพลางทำท่าพ่นควันจินตนาการและโยกตัวด้วยมาดกวนประสาทขั้นสุด เจสันที่เห็นดังนั้นถึงกับต้องเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างเพื่อซ่อนรอยยิ้มขำที่มุมปาก เขาไม่เคยเจอใครที่ใช้ชีวิตได้สุดโต่งและไม่แคร์ฟ้าดินได้เท่าผู้หญิงคนนี้มาก่อน แม้เขาจะรู้ดีว่าเอสต้าเป็นเพียงอีกหนึ่งบุคลิกที่ตื่นขึ้นมาเพราะความเครียดและกาลเวลาที่บิดเบี้ยว แต่ความมีชีวิตชีวาแบบเพี้ยน ๆ ของเธอก็ช่วยเติมสีสันให้การเดินทางที่แสนทรหดนี้ไม่ดูมืดมนจนเกินไปนัก



             ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ลัดเลาะผ่านขอบประเทศต่าง ๆ เจสัน อาริเอล และเอสต้าเริ่มกลายเป็นทีมที่เข้าขากันอย่างประหลาดในความไม่ปกติ เจสันทำหน้าที่เป็นโล่และเข็มทิศที่นิ่งสงบ อาริเอลเป็นมันสมองและหน่วยพรางตัวที่พร้อมจะกาวไปกับทีม ส่วนเอสต้าคือหัวใจของความโกลาหลที่คอยขับเคลื่อนพลังงานให้ทุกคนเดินหน้าต่อ แม้จะมีการปะทะคารมกันบ้างโดยเฉพาะตอนที่เอสต้าพยายามจะสอนเจสันเต้นท่าเอวลั้นปัํ๊ดกลางปั๊มน้ำมันรกร้าง หรือตอนที่เธอพยายามจะใช้แทงก้าในกระเป๋ามาตั้งโชว์เป็นเครื่องรางหน้ารถจนเจสันต้องรีบยัดมันกลับลงไปอย่างเลิ่กลั่ก 



             แต่ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของพรมแดนเอเชียกลางและเตรียมเข้าสู่ตุรกีเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่กรีซ กาลเวลาที่บิดเบี้ยวอาจจะส่งบททดสอบที่โหดร้ายมาให้พวกเขาในอนาคต แต่สำหรับตอนนี้ เสียงหัวเราะท่ามกลางควันเพลงและฝุ่นทรายของอุซเบกิสถานคือเสบียงทางใจที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พวกเขายังคงรักษาความเป็นมนุษย์ (และอสุรกายที่โดนเชื้อกาว) เอาไว้ได้ก่อนจะเผชิญหน้ากับความจริงที่รออยู่ในดินแดนแห่งเทพเจ้าต่อไป



             สายลมหนาวพัดกรรโชกผ่านตัวรถจี๊ปที่จอดนิ่งสนิทอยู่ริมทางหลวงเปลี่ยวที่พาดผ่านทุ่งหญ้าสเตปป์อันกว้างใหญ่ระหว่างพรมแดนเอเชียกลางมุ่งหน้าสู่ตุรกี ภายในห้องโดยสารที่ดับเครื่องยนต์เหลือเพียงไอเย็นที่เริ่มเกาะหนาเป็นฝ้าบนกระจก เจสันเอนเบาะฝั่งคนขับลงจนสุดพยายามข่มตาหลับท่ามกลางความเงียบงัด 



             แต่ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมายังคงหมุนวนอยู่ในหัวจนทำให้เขานอนกระสับกระส่าย ส่วนอาริเอลที่นอนขดตัวอยู่เบาะหลังเริ่มส่งเสียงหายใจสม่ำเสมอเป็นสัญญาณว่าเธอได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ทิ้งให้ความเงียบปกคลุมคนสองคนที่ยังคงตื่นอยู่ด้านหน้า 



             เอสต้านั่งนิ่งอยู่ในความสลัว แววตาสีเทาเงินที่เคยฉายความบ้าบิ่นและกวนประสาทกลับดูว่างเปล่าขณะที่เธอเหม่อมองดวงดาวรำไรที่ลอดผ่านรอยร้าวของเมฆบนท้องฟ้า เจสันลืมตาขึ้นมองเธอเงียบ ๆ เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าในยามที่เธอไม่ได้โวยวายหรือเปิดเพลงเสียงดัง เอสต้าดูเหมือนเด็กสาวที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าไม่ต่างจากโมนีก้าเลยสักนิด เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจทำลายความเงียบนั้นลง



             “ท้องฟ้าที่นี่แปลกไปเหรอครับ? เห็นคุณจ้องอยู่นานแล้ว” เจสันถามเบา ๆ



             เอสต้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอไม่สะดุ้งหรือโวยวายอะไร แต่ก็หันมาปรายตามองเจสันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “เปล่า... ก็แค่ท้องฟ้าเดิม ๆ ที่ไม่ได้เห็นมานานมั้ง” เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเบะปากประชดโลกตามนิสัย “ทำไม? จะชวนคุยแก้เหงาหรือไง?”



             เจสันขยับแว่นสายตาพลางเปลี่ยนท่านอน “ผมแค่สงสัยน่ะ... ทำไมตอนเจอหน้ากันครั้งแรกที่กรุงทรอย คุณถึงดูเกลียดผมเข้าไส้ขนาดนั้น ทั้งที่เราไม่เคยคุยกันจริง ๆ จัง ๆ เลยด้วยซ้ำ”



             คำถามนั้นทำเอาเอสต้าแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่งขณะหันมาสบตากับเจสัน "เพราะโมนีก้าเศร้าใจไง... เศร้าจนมันส่งผลมาถึงพวกฉัน" และเพราะคำตอบนั้นทำให้เจสันขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “เศร้า? เกิดอะไรขึ้นกับเธอเหรอครับ? ผมนึกว่าที่ค่ายจูปิเตอร์ดูแลเธออย่างดีมาตลอด”



             “ดูแลเหรอ? หึ ดูแลดีสุด ๆ ไปเลยจริงไหมล่ะ?” เอสต้าเหยียดยิ้มเย็นชาแต่ดวงตาของเธอเริ่มวาวโรจไปด้วยบางอย่าง "นั่นแหละคือสิ่งที่พวกนายมองเห็น เจสัน เกรซ นายน่ะมันพวกเกิดมาเป็นวีรบุรุษ เป็นลูกรักของจูปิเตอร์ที่ถูกฝึกมาเพื่อสู้ แต่โมนีก้าน่ะไม่ใช่ เธอเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองเป็นเดมิก็อด ฝึกที่ค่ายได้แค่สองสัปดาห์เองมั้งตอนไปทำภารกิจแรก สองสัปดาห์ถ้วน ๆ แล้วเธอก็ต้องถูกถีบส่งให้ไปกู้โลกทันที”



             เอสต้าขยับมือเล็กน้อยเหมือนกับพยายามบีบเอาความโมโหที่อยู่ในมือของตนเองให้หายไป "สำหรับพวกนายมันคงเป็นหน้าที่ที่ต้องทำหรืออะไรฉันก็ไม่รู้หรอก ฉันไม่รู้จักนาย แต่กับโมนีก้าไม่ได้เตรียมใจมาเจออะไรแบบนั้นเลยสักนิด"



             "ชีวิตโมนีก้าตอนไม่รู้ว่าเป็นลูกเทพน่ะมันดีมากเลยล่ะ แต่พอความจริงเปิดเผยเธอก็ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินเด็กอายุสิบห้าจะรับไหว โมนีก้าต้องฆ่าคน... นายฟังไม่ผิดหรอกนะ เธอฆ่าคนที่เป็นมนุษย์จริง ๆ ไหนจะเจอพวกสารเลวที่เธอเห็นว่ามีเดมิก็อดโดนไปทดลองเหมือนสัตว์ประหลาด โดนขอให้ฆ่าเพื่อที่จะปลดปล่อยตัวเอง ฉันบอกรายละเอียดนายมากไม่ได้หรอก แต่มันมีแต่เรื่องโหดร้ายที่กัดกินหัวใจเธอจนชิบหายไปหมด ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกลูกเทพคนอื่นเอาความแข็งแกร่งมาจากไหน แต่กับโมนีก้า... พวกฉันต้องเป็นคนแบกรับความบอบช้ำพวกนั้นไว้ให้เธอเอง ไม่อย่างนั้นยัยนั่นคงสติแตกไปนานแล้ว แต่ก็แตกจริงแหละ” คำนั้นทำเอาเจสันนิ่งอึ้งไป เขาไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังรอยยิ้มและการทำงานที่ดูคล่องแคล่วของโมนีก้าจะซ่อนบาดแผลลึกขนาดนี้



             “คิดดูสิ เด็กที่พยายามมีความรับผิดชอบขนาดนั้น โดนยัดเยียดตำแหน่งเซนจูเรี่ยนตั้งแต่เดือนแรก ต้องช่วยโลก ดูแลคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลย จนก่อนจะมาภารกิจนี้... หัวใจเธอหยุดเต้นจนต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วแม่งยังต้องกัดฟันมาภารกิจอันนี้ นายคิดว่ามันยุติธรรมไหมล่ะ?"



             เจสันรู้สึกเหมือนโดนหมัดหนัก ๆ กระแทกเข้าที่หน้าอก เขาไม่เคยรู้เลยว่าโมนีก้าเคยถึงขั้นหัวใจหยุดเต้น ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมใจเขาที่มองข้ามความเจ็บปวดของเพื่อนร่วมทีมไป “ผม... ผมขอโทษ ผมไม่เคยรู้เลยจริง ๆ ว่าโมนีก้าต้องเจออะไรมาขนาดนี้” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและจริงใจ เขาพึมพำเสียงแผ่ว แต่เอสต้าไม่ได้สนใจคำขอโทษนั้น เธอระเบิดอารมณ์ที่เก็บกดไว้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความโกรธแค้นและโมโห


             

             “ฉันไม่ต้องการคำขอโทษของนายหรอก” เอสต้าสะบัดหน้าหนีกลับไปมองท้องฟ้าตามเดิม “แล้วนายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเกลียดนาย? ก็เพราะทุกคนในสภาเซเนทเฮงซวยพวกนั้นเอาแต่กรอกหูว่า 'ถ้ามีเจสัน เกรซ เราจะรอด' พวกสภาในสายตาของฉันมันก็แค่พวกหัวโบราณที่เอาแต่บงการชีวิตคนอื่น”



             “ฉันเกลียดพวกมันทุกคน! เกลียดจนอยากจะฉีกหน้ากากพวกมันออกมาให้หมด รู้ไหมว่าพวกนั้นให้อะไรโมนีก้ามาตอนทำภารกิจกู้โลกครั้งนี้? เงินแค่แปดร้อยดอลลาร์ เนคทาร์สองชิ้น แอมโบรเชียสองชิ้น แล้วก็อุปกรณ์กู้หัวใจโมนีก้า... แค่นั้นแหละเจสัน! กับของอย่างอื่นที่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเห็นเงาหัวมันเลยสักชิ้น"



             เมื่อพูดถึงตรงนี้เอสต้าแม่งโคตรเกือบสติแตกเธอหันกลับไปจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าของเจสันด้วยความเกลียดชังที่พุ่งพล่าน "ฉันไม่รู้หรอกว่านายรู้ไหมว่าใครเป็นใครในสภาพวกนั้น แต่ฉันบอกเลยว่าฉันเกลียดพวกมันทุกคนที่ใช้งานเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจนเกือบตายเพื่อความอยู่รอดของโลก และฉันก็เกลียดนายที่เป็นสัญลักษณ์ของความเพอร์เฟกต์ที่พวกนั้นเอามาใช้กดดันคนอื่น ฉันไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ หรอก โดยเฉพาะคนที่ถูกยกย่องให้เป็นยอดวีรบุรุษอย่างนาย" 



             เจสันนั่งนิ่งงันฟังคำพูดที่กรีดแทงใจทุกคำ เขาเข้าใจแล้วว่ากำแพงที่เอสต้าสร้างขึ้นมาไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังในตัวตนของเขาโดยตรง แต่มันคือการปกป้องโมนีก้าจากระบบที่ทำร้ายเธอมาโดยตลอด ความเงียบกลับมาปกคลุมรถอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบใหม่ที่เจสันต้องแบกรับ



             ก่อนที่เอสต้าจะหันกลับมามองถนนเบื้องหน้าอีกครั้ง ความเกลียดชังที่พุ่งพล่านเมื่อครู่ค่อย ๆ มอดลงเหลือเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาสีเทาเงิน เธอสะบัดผมทรงโพนี่เทลแรง ๆ ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เนือยลงกว่าเดิม 



             “ฉันแค่บ่นให้ฟังน่ะ ไม่ต้องไปใส่ใจมากหรอก ที่ฉันต้องมานั่งระบายอารมณ์ให้ยอดวีรบุรุษฟังเนี่ย อย่างน้อยตอนเจอกันนายก็ไม่ได้แย่เท่าไอ้พวกแก่หนังเหี่ยวในสภาพวกนั้นหรอก” เธอปรายตามองเจสันที่ยังคงทำหน้าเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้ด้วยความสมเพชปนเวทนา “จะว่าไปนายก็น่าจะโดนมาหนักเหมือนกันล่ะมั้ง ทรงนี้น่าจะโดนกล่อมประสาทมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยล่ะสิ นายมันก็แค่เด็กเหมือนกันในสายตาฉันนั่นแหละ เด็กที่โดนพวกเฮงซวยใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินในนามของความถูกต้อง”



             เอสต้านิ่งไปครู่หนึ่งพลางแค่นหัวเราะในลำคอ เมื่อเห็นเจสันยังคงนิ่งเงียบเหมือนกำลังประมวลผลคำพูดของเธอ “แล้วอย่าเข้าใจผิดนะ ที่ฉันบอกว่าเป็นห่วงโมนีก้า ไม่ใช่เพราะฉันมีความรู้สึกอบอุ่นรักใคร่อะไรแบบนั้นหรอก ฉันไม่ได้มีต่อมความสงสารเหมือนอาริเอล” เอสต้าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเย็นชาที่ทำเอาคนฟังขนลุกอย่างผิดธรรมชาติ 



             “ที่ฉันต้องปกป้องยัยนั่น ก็เพราะโมนีก้าคือร่างของฉัน ถ้าร่างนี้มันจะพัง หรือดวงวิญญาณนี้มันจะแหลกสลาย คนที่ทำมันต้องเป็นพวกฉัน ไม่ใช่คนอื่น... โดยเฉพาะไอ้ระบบห่วย ๆ ของพวกนาย ถ้าใครจะทำลายของของฉัน ฉันจะฉีกกระชากมันให้เป็นชิ้น ๆ ก่อนที่มันจะได้แตะต้องปลายเส้นผมของร่างนี้เลยล่ะ”



             เจสันลอบถอนหายใจยาว ความเงียบปกคลุมรถอยู่พักใหญ่ก่อนที่เขาจะเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ “คุณพูดถูกเอสต้า... ผมเองก็ไม่เคยมีทางเลือกเหมือนกัน” ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองที่อิธากาและเหตุการณ์ในสงครามกับยักษ์ไกอา 



             “ผมถูกส่งตัวให้ราชินีแห่งทวยเทพตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสองขวบ ชีวิตผมถูกขีดเส้นไว้ว่าต้องเป็นลูกชายที่สมบูรณ์แบบของจูปิเตอร์ ต้องเป็นหัวหน้าที่เคร่งครัดในกฎระเบียบที่บ้านหมาป่า ผมเคยคิดว่าหน้าที่คือทุกอย่าง จนกระทั่งผมได้เจอเพื่อน ๆ บนเรืออาร์โก้ 2... ผมถึงได้รู้ว่าสิ่งที่โดนยัดเยียดให้น่ะ มันเป็นเพียงกรงทองที่กักขังตัวตนของผมไว้ ผมเคยสับสนจนแทบจะเป็นบ้าว่าผมคือฝั่งกรีกหรือชาวโรมันกันแน่ และความคาดหวังที่ทุกคนมีต่อผม มันก็เกือบจะฆ่าผมมาหลายรอบแล้วเหมือนกัน”



             ก่อนที่เจสันจะเล่าถึงตอนที่เขาเผชิญหน้ากับความตายและเห็นอาการคลุ้มคลั่งของแม่ตัวเองที่อิธากา แววตาของเขาสะท้อนความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานปี “ผมเข้าใจความโกรธของคุณนะ เพราะผมเองก็เคยอยากจะตะโกนใส่หน้าเทพเจ้าเหมือนกันว่าผมไม่ใช่เครื่องมือเล่นสนุกหรือสร้างความบันเทิง แต่ผมก็ทำไม่ได้... ผมต้องแบกมันไว้เพื่อคนที่เชื่อมั่นในตัวผม”



             การบอกเล่านั้นเอสต้าแค่นั่งฟังนิ่ง ๆ เธอไม่ได้แสดงท่าทีเห็นใจหรือโศกเศร้าไปกับเรื่องราวของวีรบุรุษผู้อาภัพเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงหยิบยางรัดผมขึ้นมามัดใหม่พลางกลอกตาไปมา “โห... เรื่องเล่าของนายมันก็น้ำเน่าใช้ได้เลยนะเนี่ย” เธอพูดจิกกัดตามนิสัยพลางเอนหลังพิงเบาะรถ “แต่ก็นะ... อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่านายน่ะมันก็แค่ไอ้ทึ่มที่ยอมให้คนอื่นจูงจมูกมานาน แต่อย่าคิดว่าเล่าเรื่องเศร้าแล้วฉันจะไว้ใจนายขึ้นมานะจ๊ะ กำแพงของฉันมันสูงกว่ากำแพงเมืองทรอยเยอะ”



             คำนั้นทำให้เจสันลอบยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างน้อยเอสต้าก็ยังเป็นเอสต้าที่ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมสำหรับเขา “ผมไม่หวังให้คุณไว้ใจผมตอนนี้หรอกครับ แค่คุณไม่ฟันคอผมตอนหลับก็พอแล้ว” เขาพูดย้อนกลับด้วยมุกตลกที่หาได้ยากจากคนอย่างเขา ซึ่งนั่นทำให้เอสต้าชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา “เออ! จะพยายามไม่ฟันแล้วกัน ถ้าคืนนี้ฝันไม่ดีนะนายโดนแน่!”



             ในที่สุดบทสนทนาที่หนักอึ้งก็จบลงท่ามกลางความมืดมิดของทุ่งหญ้าสเตปป์ อาริเอลที่อยู่เบาะหลังยังคงหลับลึกโดยไม่รับรู้ถึงกระแสอารมณ์ที่เพิ่งปะทะกันไป หลังจากนั้นเจสันก็ขยับแว่นสายตาอีกครั้งก่อนจะเอนหลังหลับตาลงพยายามพักผ่อนเพื่อการเดินทางไกลที่รออยู่ในวันพรุ่งนี้ 



             ส่วนเอสต้าก็ซุกตัวลงใต้ผ้าห่มผืนหนา แววตาสีเทาเงินของเธอยังคงจ้องมองความว่างเปล่าข้างนอกหน้าต่างอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่ความอ่อนล้าจากการเดินทางจะดึงดวงวิญญาณป่วนโลกให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับความลับและความเกลียดชังที่ยังคงสุมอยู่ในอก ทิ้งให้รถจี๊ปคันเก่ายืนหยัดอยู่กลางสายลมหนาวเพียงลำพังใต้แสงดาวที่พร่างพราย



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เดินทางวนไป
Quest Summary

สรุป

เอสต้า เจสันและอาริเอลเดินทางผ่านหลายประเทศจากวันที่ 3 มีนาคม เดินทางจากอัลมาดี คาคักสถาน เลียบคีร์กีซสถาน ผ่านอุซเบกิสถาน ผ่านเติร์กเมนิสถาน เข้าอิหร่าน ไปชายแดนจะเข้าตุรกี กว่าจะถึงชายแดนก็วันที่ 25 มีนาคม (โฮกกก 4300 กว่ากิโล กุจะบ้าาาา)

(เดินทางจนถึงชายแดนเข้าตุรกี)

Loot & Rewards

(ยังไม่มี) กำจัด xx (มีค่า LUK xx+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ XX 0 ชิ้น

Relationship Gains

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-27 16:21
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-1-27 16:20
โพสต์ 85921 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-27 15:50
โพสต์ 85,921 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-27 15:50
โพสต์ 85,921 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 2026-1-27 15:50
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้