[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-12 15:44:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 20 : พี่หยาน!++

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน (เดือนเจ็ด ชีเยว่ เดือนสิงหาคม ) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ เมืองลั่วหยาง แผ่นดินฮั่น

           บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมมังกรหยกเฟื่องฟูอบอวลไปด้วยเสียงตะโกนสั่งสุรา กลิ่นน้ำมันพืชไหม้ และเสียงหัวเราะของเหล่าพ่อค้าและขุนนางท้องถิ่นที่แวะเวียนมาหาข่าวสาร ที่นี่คือศูนย์รวมข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในย่านประตูเซี่ยเหมิน และแน่นอนว่าเป็นสถานที่ที่แพงที่สุดในย่านนี้ด้วย โมนีก้าในสภาพที่ผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยและมีคราบฝุ่นเกาะตามชุดผ้าไหมจีนสีเบจ เดินนำอาริเอลตรงไปยังโต๊ะต้อนรับด้วยท่าทางมั่นใจแบบลูกคุณหนู Old Money ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เสี่ยวเอ้อร์ร่างผอมบางก็ปรี่เข้ามาขวางทางพลางทำหน้ายับย่น



           “ไป ๆ! ชิ๊ว ๆ !! พวกเจ้าสองคนน่ะ ออกไปข้างนอก!” เสี่ยวเอ้อร์สะบัดผ้าเช็ดโต๊ะในมือไล่ประหนึ่งไล่ฝูงวัน “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับขอทานหรือพวกอพยพหนีตายจากนอกด่านนะ! ไปหาเศษอาหารที่ตรอกข้างหลังนู่นไป๊!”



           โมนีก้าชะงักฝีเท้า แววตาสีเทาเงินพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ เธอเชิดหน้าขึ้นพลางกอดอก แผ่รังสีความจองหองที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยอยู่กรุงโรมออกมาทันที “ขอโทษนะเจ้าคะ... ตาถั่วหรือไง? แหกตาดูเนื้อผ้าที่ฉันใส่ก่อนไหม ถึงมันจะมอมแมมเพราะเดินทางไกล แต่มันก็แพงกว่าเงินเดือนท่านทั้งปีรวมกันซะอีกนะ!”



           “เหอะ! ผ้าขาด ๆ จะแพงสักเท่าไหร่กันเชียว” เสี่ยวเอ้อร์แค่นหัวเราะพลางแบมือ “มีเงินจ่ายค่าห้องพักที่นี่หรือเปล่าล่ะ? ห้องคืนหนึ่งราคาเท่ากับข้าวสารหลายถังนะเจ้าคะ ถ้าไม่มีเงินก็อย่ามาทำตัวกร่าง!”



           อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับยิ้มแห้ง เธอรู้ดีว่าโมนีก้าเกลียดการถูกดูหมิ่นเรื่องฐานะที่สุด และที่สำคัญ... เพื่อนสาวของเธอคนนี้คือเจ้าแม่คลังสมบัติพกพา ชิบหายแล้ว..



           “ไม่มีเงินงั้นเหรอ?” โมนีก้าหัวเราะในลำคอด้วยเสียงที่ฟังดูชั่วร้ายเล็กน้อย เธอหันหลังบังสายตาคนอื่นแล้วล้วงมือเข้าไปในเสื้อชั้นใน แกล้งทำเป็นหยิบห่อของออกมาจากสาบเสื้อ (แต่จริงๆ คือดึงออกมาจากแหวนดาราจรัสในมิติลูกบาศก์)



           เธอโยนกล่องไม้แกะสลักขนาดเท่าฝ่ามือลงบนโต๊ะต้อนรับเสียงดัง ปัง! “ข้างในนั้นน่ะ... จ่ายค่าห้องพักที่เกรดดีที่สุดในโรงเตี๊ยมนี้ได้กี่คืน ลองเปิดดูสิ แล้วให้พูดใหม่” โมนีก้าท้าทายพลางแสยะยิ้ม 



           เสี่ยวเอ้อร์ทำหน้ากังขาแต่ก็ยอมเปิดกล่องออก ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดกลิ่นหอมฉุนที่เผ็ดร้อนและลุ่มลึกก็พุ่งปะทะจมูกอย่างรุนแรง มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นอับของอาหารคนจน แต่มันคือกลิ่นของพริกไทยดำคุณภาพเยี่ยม (ที่โมนีก้ากวาดซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อในโลกปี 2025!) ในสมัยราชวงศ์ฮั่น พริกไทยดำไม่ใช่แค่เครื่องเทศ แต่มันคือทองคำสีดำที่ต้องนำเข้ามาจากอินเดียหรือดินแดนอันไกลแสนไกลผ่านเส้นทางสายไหม พริกไทยที่สะอาด บริสุทธิ์ และเม็ดเต่งตึงขนาดนี้ แม้แต่ในจวนของมหาอุปราชโฮจิ๋นก็อาจจะมีไม่ถึงหนึ่งกล่องด้วยซ้ำ!



           เสี่ยวเอ้อร์ถึงกับตาค้าง มือสั่นระริก “นะ...นี่มัน... พริกไทยดำชั้นเลิศ! กลิ่นหอมขนาดนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย!”



           “เท่านี้พอยัง?” โมนีก้าถามย้ำพลางเคาะนิ้วบนโต๊ะ “พริกไทยนั่นน่ะ แค่หยิบมือเดียวก็ซื้อชีวิตเจ้าได้แล้วมั้ง ถ้าไม่อยากให้ข้าเอาเรื่องที่เจ้าเสียมารยาทกับลูกค้า VIP อย่างพวกเรา ก็รีบเตรียมน้ำอุ่นและห้องที่เงียบที่สุดให้เดี๋ยวนี้!”



           “เจ้าค่ะ! เจ้าค่ะ! นายหญิง! ได้ทันทีเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เขาโค้งคำนับจนหัวแทบจะถึงพื้น “เชิญทางนี้เลยจ้ะ! ข้าน้อยตาถั่วเองที่มองไม่เห็นรัศมีผู้ดีจากพวกท่าน! รีบย้ายสัมภาระนายหญิงขึ้นไปห้องหงส์เหินเดี๋ยวนี้!”



           เมื่อประตูห้องพักปิดลง อาริเอลก็ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งพลางถอนหายใจยาว แววตาสีแดงฉานฉายแววทึ่งจัด “คุณโมนีก้านี่มัน... ปีศาจการเงินชัด ๆ เลยนะคะเนี่ย!”



           โมนีก้าหัวเราะคิกคักพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องพัก ห้องนี้กว้างขวางและดูโอ่อ่าตามมาตรฐานยุค ค.ศ. 184 พื้นห้องปูด้วยเสื่อสานจากไม้ไผ่เนื้อละเอียดที่ถูกขัดจนขึ้นเงา ตัวผนังห้องเป็นไม้กรุด้วยผ้าไหมสีแดงเลือดนกสลับกับภาพวาดพู่กันจีนรูปทิวทัศน์ลุ่มน้ำลั่วเหอที่ดูสงบนิ่ง  กลางห้องมีโต๊ะเตี้ยลงรักสีดำขลับที่วางชุดน้ำชาเซรามิกสีเขียวไข่กาไว้หนึ่งชุด รอบ ๆ มีเบาะรองนั่งหนานุ่มสไตล์โบราณ พื้นที่ส่วนในถูกกั้นด้วยฉากกั้นไม้ฉลุลายมังกรคาบแก้วที่ประดับด้วยผ้าไหมบางโปร่งตา



           หลังฉากกั้นคือเตียงไม้ขนาดใหญ่ที่ยกระดับสูงจากพื้นเล็กน้อย บนเตียงวางฟูกที่ยัดด้วยขนสัตว์และผ้าไหมชั้นดี แม้มันจะไม่มีสปริงนุ่มเด้งเหมือนที่ค่ายจูปิเตอร์ แต่สำหรับคนที่เพิ่งผ่านการขี่ม้ามา 20 วัน มันคือสวรรค์ชัด ๆ



           “มันก็ดีไม่ใช่หรอคะ?” โมนีก้าเอ่ยถามหลังจากสำรวจห้องเป็นที่เรียบร้อย



           อาริเอลยิ้มแห้งพลางส่ายหัวขำ ๆ แล้วก็พยักหน้าไปด้วย “ฉันยอมใจจริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่มีรถสปอร์ตขับในโลกนู่น มาจนถึงการเอาพริกไทยจากร้านสะดวกซื้อมาฟาดหน้าเสี่ยวเอ้อร์ในโลกนี้... คุณรู้จักรสนิยมและการใช้เงินใต้โต๊ะได้น่ากลัวที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยค่ะ ใครจะไปคิดว่าพริกไทยป่นที่เอาไว้โรยไข่ดาว หรือโจ๊กโง่ ๆ ตอนเช้า จะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่นี่”



           โมนีก้าหัวเราะคิกคักพลางเริ่มถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ “คนมันฉลาดและเตรียมพร้อมอ่ะค่ะอาริเอล! ฉันรู้ไงว่าในยุคสมัยที่เงินตราเฟ้อและเน่าเฟะ สิ่งที่จะมีค่าที่สุดคือของหายากและเครื่องเทศนี่แหละคือกุญแจเปิดประตูสวรรค์ทุกที่” เธอยักคิ้วให้เพื่อนสาวอย่างอารมณ์ดี “เห็นไหมล่ะ? อยู่กับฉันไม่มีคำว่าลำบากหรอกนะ เดี๋ยวเราอาบน้ำให้ตัวหอมๆ แล้วค่อยลงไปหาข่าวข้างล่างกัน ฉันอยากรู้จังว่าพวกขี้เมาข้างล่างนั่นจะหลุดสปอยล์อะไรเรื่องจางกงกงออกมาบ้างไหม”



           อาริเอลมองโมนีก้าแล้วก็ได้แต่ขำในใจ ‘เตรียมพริกไทยมาปราบขันทีเนี่ยนะ... ยอมใจคุณจริงๆ เลยค่ะคุณโมนีก้า’



           เสียงบานหน้าต่างไม้แกะสลักที่เปิดรับลมเย็นยามค่ำคืนของลั่วหยางช่วยให้อากาศภายในห้องพักเริ่มถ่ายเท หลังจากที่โมนีก้าจัดเต็มทั้งสเปรย์ปรับอากาศและเจลอาบน้ำน้ำหอมประโคมใส่ตัวจนกลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หอมฟุ้งไปทั่วชั้นบนของโรงเตี๊ยม



           เมื่อทั้งสองก้าวลงมาจากชั้นพัก ทั่วทั้งโถงโรงเตี๊ยมที่เคยอึกทึกพลันเงียบกริบไปชั่วขณะ สายตานับสิบคู่จ้องมองมาที่บันไดไม้ราวกับเห็นเทพธิดาจุติลงมาท่ามกลางดงขี้เมา โมนีก้าในคราบแม่นางโม่หนิง เธอสวมชุดผ้าไหมจีนสีม่วงเข้มตัดกับลายปักดิ้นทองเลิศหรู (ซึ่งเธอมั่นใจว่าสีม่วงนี่แหละคือสีของจักรพรรดิโรมและชนชั้นสูง Daqin ที่แท้จริง) ผิวที่ขาวซีดของเธอขับให้สีม่วงดูทรงพลังและเย้ายวน ผมสีน้ำตาลถูกเกล้าขึ้นครึ่งหนึ่งปล่อยสยายยาวเคลียไหล่ 



           ข้างกายเธอคือแม่นางอาลี่หรืออาริเอลที่บัดนี้รวบผมสีน้ำตาลขึ้นอย่างเรียบร้อย ปักด้วยปิ่นไม้แกะสลักเรียบหรูที่โมนีก้าหยิบออกมาจากกรุ ชุดสีอ่อนที่คล่องตัวช่วยส่งเสริมบุคลิกผู้ติดตามสาวผู้เคร่งขรึมให้ดูน่าเกรงขาม



           “ยิ้มไว้จ้ะอาลี่... จริตตัวแม่ต้องมา” โมนีก้ากระซิบผ่านรอยยิ้มที่มุมปาก ขณะพากันเดินไปนั่งที่โต๊ะมุมอับแต่สามารถได้ยินเสียงรอบข้างชัดเจนที่สุด



           เสี่ยวเอ้อร์คนเดิมรีบวิ่งหน้าตั้งมาปรนนิบัติทันที “นายหญิงโม่หนิง นายหญิงอาลี่! รับน้ำชาชั้นเลิศกับอาหารตำรับวังหลวงเลยไหมเจ้าคะ? ข้าน้อยจัดโต๊ะที่สงบที่สุดให้ตามคำสั่งเลยเจ้าค่ะ!”



           “เอาตามนั้น... และขอน้ำชาที่ร้อนที่สุดด้วยนะ” โมนีก้าสั่งเสียงเรียบพลางแสร้งทำเป็นจิบชา แต่หูของเธอเปิดกว้างรับฟังบทสนทนาจากโต๊ะรอบข้างที่กำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ยามนี้คือ เดือน 7 ปี ค.ศ. 184 ลั่วหยางไม่ได้เป็นเพียงนครหลวงที่สง่างาม แต่มันคือหม้อดินที่กำลังเดือดปะทุ ข่าวสารที่ลอยเข้าหูพวกเธอนั้นสะท้อนถึงความวิกฤตของราชวงศ์ฮั่นอย่างชัดเจน



           “ข้าบอกแล้วว่าท่านมหาอุปราชโฮจิ๋นสั่งกวาดล้างครั้งใหญ่!” ชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตกระซิบเสียงต่ำกับเพื่อนร่วมโต๊ะ “พวกเจ้าได้ยินไหม? เมื่อไม่กี่วันก่อน ทหารหลวงเพิ่งประหารชีวิตพวกศิษย์ลัทธิทางสันติไปมากกว่าพันคนในลั่วหยาง! หลังจากที่ความแตกเรื่องหม่าหยวนอี้คิดจะก่อกบฏจากภายในน่ะ!”



           “ชู่ววว! เบาเสียงหน่อยท่าน” เพื่อนของเขาปรามพลางมองซ้ายมองขวา “ยามนี้ใครพูดเรื่องโพกผ้าเหลืองอาจหัวหลุดได้ง่ายๆ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือพวกสิบขันทีน่ะสิ... ข้าได้ยินว่าจางกงกงเริ่มทำตัวแปลกๆ เขาดูเหมือนคนรู้ล่วงหน้าไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าทัพกบฏจะบุกทางไหน หรือใครจะทำอะไร ท่านมหาขันทีจางร่างกลับชี้จุดตายได้ถูกเป๊ะราวกับมีตาทิพย์ จนพระเจ้าเลนเต้ทรงโปรดปรานหนักยิ่งกว่าเก่าเสียอีก!”



           โมนีก้าหูผึ่งทันทีที่ได้ยินชื่อเป้าหมาย ‘หึ... รู้อยู่แล้วว่าสปอยล์ประวัติศาสตร์มันทำงานได้ดีขนาดไหน’ เธอคิดในใจพลางแสร้งหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากอย่างผู้ดี



           “ไม่เพียงเท่านั้นนะ...” เสียงจากอีกโต๊ะที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อค้าจากแดนใต้พูดขึ้น “ตอนนี้เมืองหลวงถูกสั่งปิดด่านตรวจเข้มงวดทุกทิศ ทั้งประตูเซี่ยเหมิน ประตูกู่เฉิง ทหารองครักษ์เสื้อขนนกของโฮจิ๋นเดินกันให้พล่าน ใครมีของแปลกปลอม หรือท่าทางเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่ได้รับอนุญาต จะถูกจับไปสอบสวนที่คุกหลวงทันที นี่ข้ายังเสียว ๆ เลยว่าพรุ่งนี้จะออกจากเมืองได้ไหม”



           อาริเอลแอบมองโมนีก้าด้วยสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘งานเข้าแล้วไงคะคุณโมนีก้า ตรวจเข้มขนาดนี้เราจะเข้าวังไปหาจางร่างยังไง’

           


           โมนีก้าไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก เธอเพียงแค่ใช้ปลายนิ้ววนไปตามขอบถ้วยชา แววตาสีเทาเงินฉายประกายเจ้าเล่ห์กวาดล้างโพกผ้าเหลือง... โฮจิ๋นคุมกำลัง... และจางร่างที่กำลังทำตัวเป็นผู้วิเศษ... ประวัติศาสตร์กำลังดำเนินไปตามไทม์ไลน์ที่บิดเบี้ยวจริง ๆ ด้วย แม่ง ต้องมาลุ้นว่าลูกหลานมรดกเจนัสอย่างฉันจะเข้าไปแทรกแซงสำเร็จไหม



           ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าลูกชายขุนนางและพ่อค้าขี้เมา โมนีก้าและอาริเอลขยับเข้าไปใกล้กันเพื่อไม่ให้บทสนทนาหลุดรอดไปถึงหูคนอื่น



           “คุณอาริเอล...” โมนีก้าเรียกชื่อของเพื่อนสาวเบาๆ “ดูเหมือนเป้าหมายของเราจะไม่ได้แค่ซ่อนตัวอยู่ในจวนเฉย ๆ แล้วล่ะค่ะ ตอนนี้เขาโชว์พาวจนคนทั้งเมืองเล่าลือกันขนาดนี้ การจะเข้าไปหาเขาคงยากแน่… แต่หน้าคาดตายังไม่รู้เลยปะโธ่” 



           “แล้วในหนังสือประวัติศาสตร์ที่คุณโมนีก้าอ่านมา ไม่มีรูปพรรณสัณฐานของเขาบอกไว้บ้างเหรอคะ?” อาริเอลถามพลางขยับปิ่นปักผมที่เริ่มหลวม “อย่างน้อยก็น่าจะมีรูปวาดหน้าตาเขาบ้างสิคะ”



           โมนีก้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะวางถ้วยชาลง “โธ่… คุณอาริเอล... ภาพวาดสมัยนี้น่ะ ลายเส้นมันประหลาดจะตายไป ส่วนใหญ่ก็วาดเป็นคนตัวสูง ๆ ชุดยาว ๆ หน้าตาเรียว ๆ เหมือนกันหมด จนฉันแยกไม่ออกว่าคนไหนจางกงกง คนไหนฮ่องเต้ เห็นแล้วปวดตับสุด ๆ” ขณะที่เธอกำลังบ่นอยู่นั้น เสียงซุบซิบจากโต๊ะข้างๆ ก็ลอยมาเข้าหูอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องที่ทำให้โมนีก้าต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม



           “พวกเจ้าได้ยินไหม? ยามนี้จางร่างและพรรคพวกกำเริบหนักถึงขั้นประจบสอพลอจนพระเจ้าเลนเต้ (ฮั่นหลิงตี้) ทรงเรียกเขาว่าพ่อบุญธรรมเชียวนะ!” ชายคนหนึ่งกระซิบเสียงต่ำ “อำนาจเขาล้นฟ้าจนขุนนางตงฉินแทบไม่มีที่ยืน ข้าล่ะอยากให้พวกกบฏโพกผ้าเหลืองบุกเข้าเมืองมาล้างบางพวกขันทีชั่วพวกนี้ให้สิ้นซากจริง ๆ!”



           พอได้ยินโมนีก้าก็ถอนหายใจยาวอีกรอบด้วยความเหนื่อยหน่ายพ่อบุญธรรมงั้นเหรอ? ยิ่งใหญ่เข้าไปอีกนะเจ้ากงกงสปอยล์คนนี้



           ทว่าในวินาทีนั้นเอง ราวกับมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่างดลใจให้สายตาของเธอเหลือบไปมองที่มุมห้องของโรงเตี๊ยม ที่นั่นมีชายในชุดมอมแมมคนหนึ่งนั่งขะมักเขม้นอยู่กับกระดาษข่อยและพู่กัน เขาดูไม่ใช่พรรรคพวกของนักเดินทางทั่วไป แต่เป็นจิตรกรอิสระ จังหวะนั้นเอง ชายขี้เมาคนหนึ่งเดินเข้าไปตบไหล่จิตรกรคนนั้นแรงๆ “เฮ้! เจ้ายังวาดภาพเจ้าขันทีชั่วนั่นไม่เสร็จอีกรึ? โดนพวกมันบังคับให้วาดภาพเหมือนเพื่อไปประดับจวนอีกแล้วล่ะสิ น่าเวทนาจริง ๆ!”



           จิตรกรคนนั้นถอนหายใจยาวพลางตอบเสียงเรียบ “หากข้าไม่วาดตามคำสั่ง หัวข้าคงได้ไปประดับที่ประตูเมืองแทนภาพวาดนี้แน่ ๆ ท่านอย่าเพิ่งกวนข้าเลย”



           ทันทีที่ได้ยินโมนีก้าก็หูผึ่งทันทีภาพเหมือนของจางกงกงเหรอ? เธอหันไปพยักหน้าให้อาริเอลเป็นสัญญาณให้คอยระวังหลังให้ ก่อนจะแสร้งเดินไปทางนั้นเพื่อสนใจการวาดอย่างเนียน ๆ แต่ทันทีที่เธอชะโงกหน้าเข้าไปดูภาพวาดที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์... โมนีก้าก็ถึงกับยืนแข็งเป็นหิน



           ภาพตรงหน้าไม่ใช่ลายเส้นประหลาดแบบที่เธอเคยเห็น แต่มันคือภาพวาดที่สมจริงราวกับภาพถ่าย จิตรกรคนนี้มีฝีมือล้ำเลิศจนน่าตกใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้โมนีก้าช็อกจนวิญญาณเกือบออกจากร่าง คือใบหน้าของคนในภาพ ชายในชุดผ้าไหมสีแดงเข้มลายมังกร ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ดวงตาเรียวรีที่แฝงไปด้วยความฉลาดและเสน่ห์ลึกลับ ใบหน้านั้นมัน...



           “พรู๊ดดดดดดดดด!”


(กลับไปหาเมียไป๊!!)


           น้ำชาที่โมนีก้าเพิ่งจิบเข้าไปยังไม่ทันกลืน พุ่งออกจากปากเป็นฝอยกระจายเต็มพื้นโรงเตี๊ยม จนอาริเอลและคนรอบๆ หันมามองเป็นตาเดียว



           ‘พี่หยาน!!!” โมนีก้าตะโกนก้องในใจ แววตาสีเทาเงินเบิกกว้างด้วยความตระหนก



           นั่นมันใบหน้าของ พี่หยาน ชัด ๆ! รุ่นพี่ในค่ายฮาล์ฟบลัด ลูกศิษย์อะพอลโลสุดหล่อที่เรียนมหาลัยนิวโรม พี่หยานคนดีที่เคยสอนภาษาจีนให้เธอ และเป็นคนที่โมนีก้าแอบปลื้มเล็กๆ เพราะเขาทั้งใจดีและอบอุ่น (แถมยังหล่อกว่าเลสเตอร์ในบางมุมด้วยซ้ำ!) ‘พระเจ้าช่วย! ทำไมจางร่างถึงหน้าเหมือนพี่หยานเป๊ะขนาดนี้!’ โมนีก้ายกมือขึ้นกุมขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ ‘พี่หยานในโลกอนาคตเป็นเทวดาชัด ๆ แต่ทำไมตัวตนในยุคนี้ถึงกลายเป็นมหาขันทีผู้ชั่วร้ายไปได้ล่ะเนี่ย! นี่มันอาชญากรรมทางหน้าตาชัด ๆ!’



           เธอยืนนิ่งค้างมองภาพวาดใบหน้าอันแสนคุ้นเคยที่บัดนี้สวมชุดขุนนางจีนชั้นสูง ความรู้สึกสับสนปนช็อกทำเอาเธอไปไม่เป็น “คุณโมนีก้า! เป็นอะไรไปคะ? น้ำชาติดคอเหรอ?” อาริเอลรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้พลางมองตามสายตาโมนีก้าไปที่ภาพวาด “คนในภาพ... คือจางร่างเหรอคะ? หน้าตาเขา... ดูดีกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะคะเนี่ย”



           โมนีก้าหันไปหาอาริเอลด้วยสายตาว่างเปล่า “อาลี่... งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชิงตำราแล้วล่ะ... นี่มันคือการเผชิญหน้ากับความทรงจำอันแสนหวานของฉันในคราบปีศาจชัด ๆ!”



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

พี่หยานนน (เลือกหาข่าวก่อนรอภาคต่อ)
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าเข้ามาพักที่โรงเตี๊ยมกับอาริเอลตอนแรกจะโดนเสี่ยวเห้อร์ไล่แล้วแต่เธอปาพริกไทยจากเซเว่นใส่ แล้วก็ไปพักจาการปวดตู๊ดดด พอลงมาหาข้อมูล(พลางหาของกิน) ก็พบกับข่าวลือมากมาย และเห็นจักรกรวาดภาพเหมือนที่กำลังนั่งวาดภาพของจางกงกง หรือ จางร่าง เพื่อเอาไปให้เขา จิตรกรคนนั้นเป็นจิตรกรอิสระ พอโมนีก้ามองดูแล้ว นั้นมันพี่หยานบุตรแหงอะพอลโลชัด ๆ นี้พี่แกมีชาติก่อนเป็นขันทีเราะ หรือบรรพบุรุษหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ (ถึงคนนี้จะเกย์มากกว่าก็เถอะ) โมนีก้าเลยอึ้งแล้วก็ค้าง จบ


[หาข่าวที่โรงเตี๊ยม]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-12 16:02
โพสต์ 92043 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-12 15:44
โพสต์ 92,043 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-12 15:44
โพสต์ 92,043 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-12 15:44
โพสต์ 92,043 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-12 15:44
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-12 18:41:00 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-12 18:43

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 21 : ขันทีชั่วเลวทราม หื่นกาม ตัญหากลับ

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน (เดือนเจ็ด ชีเยว่ เดือนสิงหาคม ) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ เมืองลั่วหยาง แผ่นดินฮั่น

             ในขณะที่โมนีก้ายังคงยืนค้างจ้องมองภาพวาดใบหน้าที่เหมือนพี่หยานราวกับฝาแฝดในจินตนาการ ในใจของเธอกรีดร้องซ้ำๆ ว่า 'เสียของ! เสียของที่สุด! หน้าตาดีระดับพรีเมียมขนาดนี้ทำไมต้องมาเป็นขันทีวายร้ายด้วย!' 



             ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้ระงับอาการช็อกไปมากกว่านี้ บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมก็พลันเปลี่ยนเป็นเงียบกริบ เมื่อฝีเท้าหนัก ๆ ของกองทหารมหาดเล็กดังแว่วมาจากด้านหน้า หญิงสูงวัยในชุดนางกำนัลชั้นสูง ท่าทางเย่อหยิ่งและเฉียบขาด ก้าวเข้ามาหยุดกลางโถงโรงเตี๊ยม ก่อนจะคลี่ราชโองการ (ที่ไม่เป็นทางการนัก) ออกมาประกาศด้วยเสียงแหลมสูง



             “ฟังให้ดี! พระปิตุลาผู้ยิ่งใหญ่ จางกงกง มีเมตตาอยากรับสมัครสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามและกิริยาเพียบพร้อมเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน สตรีคนใดสนใจอยากรับใช้ในฐานะสนมของท่านพระปิตุลา... จงก้าวออกมาเดี๋ยวนี้!”



             สิ้นเสียงประกาศ เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ราวกับรวงผึ้งที่ถูกตี ทหารและพ่อค้าแถวนั้นต่างเบ้ปากพลางกระซิบกระซาบกันอย่างขยะแขยง “เฮอะ! เจ้าขันทีนั่นไม่เจียมตัวจริงๆ ตัวเองเป็นขันทีแท้ๆ ยังริอ่านคิดจะเสพสุขและมีนางสนมกำนัลเหมือนอย่างฝ่าบาทอีกหรือนี่?” 



             “ชู่ว! เบาเสียงหน่อยท่านจอมยุทธ์ เดี๋ยวหัวก็หลุดจากบ่าหรอก เจ้าพวกสิบขันทีน่ะกำเริบหนักขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ได้เป็นพ่อบุญธรรมฮ่องเต้ ก็ทำตัวเหนือกฎหมายไปเสียหมด!”



             โมนีก้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับมาฉายประกายเจ้าเล่ห์อีครั้ง เธอหันไปสบตากับอาริเอลแล้วกระซิบถามเป็นภาษาอังกฤษ “อาริเอล... เธอคิดว่าไง? โอกาสทองมาเสิร์ฟถึงที่เลยนะเนี่ย”



             อาริเอลยิ้มแห้งๆ พลางมองภาพวาดของจางกงกงสลับกับนางกำนัลผู้นั้น “ถ้าเป้าหมายเราคือการเข้าถึงตัวเขาให้เร็วที่สุดและใกล้ที่สุด... นี่น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายและแนบเนียนที่สุดแล้วค่ะคุณโมนีก้า แม้ว่ามันจะฟังดูน่าขนลุกไปหน่อยก็เถอะ”



             “ก็แค่การละครบทใหม่น่ะจ้ะ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย” โมนีก้ายักไหล่แบบคนไม่แคร์โลก ก่อนจะดึงอาริเอลมาสั่งการเบาๆ “อาริเอล ฟังนะ... แผนแยกกันเดินแต่รวมกันตี เธอไปจัดการตีสนิทจิตรกรคนนั้นซะ ช่วยเขาเรื่องสีหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ภาพนั่นดูวิเศษที่สุดเพื่อที่เขาจะได้เอาไปส่งให้จางกงกง แล้วเธอก็แฝงตัวเข้าไปในฐานะผู้ช่วยจิตรกร”



             โมนีก้าล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อทำทีเป็นเอาของออกมาแต่ความจริงแล้วก็แอบดึงของจากแหวนดาราจรัสออกมาส่งให้อาริเอลอย่างไว “นี่... ชุดสีธรรมชาติสูตรพิเศษจากศตวรรษที่ 21 รับรองว่าจางกงกงเห็นภาพแล้วต้องทึ่ง แล้วนี่ก็เกลือกับเครื่องเทศนิดหน่อย พกติดตัวไว้ใช้ติดสินบนพวกมหาดเล็กนะจ๊ะ” เมื่อสั่งการเสร็จ โมนีก้าก็เริ่มทำการแสดงละครทันที



             เธอหยิบหมวกไม้ไผ่ที่แขวนอยู่ข้างโต๊ะขึ้นมาสวมปกปิดใบหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปฉีกชายกระโปรงผ้าไหมสีม่วงของตัวเองให้ขาดวิ่นเล็กน้อยพอเป็นพิธี ปัดฝุ่นเข้าใส่หน้าและเสื้อผ้าให้ดูซูบโซมเหมือนคนหนีร้อนมาพึ่งเย็น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปรับท่าทางให้ดูสั่นเทาเหมือนหมาจนตรอกที่ไร้ทางไป



             โมนีก้าเดินโซซัดโซเซเข้าไปหานางกำนัลผู้นั้น พลางคุกเข่าลงท่ามกลางสายตาผู้คน “ทะ...ท่านนางกำนัลผู้มีเมตตา ข้า...ข้าสนใจอยากเข้าวังเจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงสตรีพลัดถิ่นที่หนีโจรโพกผ้าเหลืองมาจนสิ้นเนื้อประดาตัว หากข้าเข้าวัง... ข้าคงจะพอมีทางรอด... ใช่ไหมเจ้าคะ?” น้ำเสียงที่สั่นเครือและท่าทางที่ดูน่าเวทนาของโมนีก้า (บวกกับความสวยที่ทะลุผ่านความมอมแมม) ทำให้ชาวบ้านที่ยืนดูอยู่รอบ ๆ ถึงกับใจสลาย



             “โถ่... แม่นางน้อยตาดำ ๆ ช่างน่าสงสารนัก ต้องหมดหนทางขนาดไหนถึงยอมไปถวายตัวให้ไอ้ขันทีชั่วนั่นเสพสุข” เสียงพ่อค้าคนหนึ่งพึมพำด้วยความเวทนา



             นางกำนัลผู้นั้นเชิดหน้ามองโมนีก้าอย่างสำรวจ ก่อนจะแสยะยิ้มพอใจเมื่อเห็นเครื่องหน้าอันงดงามที่ซ่อนอยู่ใต้ความมอมแมม “ดี! หน่วยก้านใช้ได้ ข้าชอบคนไม่มีที่ไปเช่นนี้แหละ เพราะพวกเจ้าจะภักดีต่อจางกงกงยิ่งกว่าใคร ตามข้ามา!”



             โมนีก้าก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มแสยะชั่วร้ายไว้ใต้เงาหมวกไม้ไผ่ ‘หึ... ภักดีงั้นเหรอ? เตรียมตัวไว้เถอะจางกงกงหน้าพี่หยาน เดี๋ยวแม่นิ่งคนนี้จะเข้าไปป่วนวังหลวงให้คุณลืมสปอยล์ในตำรานั่นไปเลย!’



             ขณะที่โมนีก้าถูกคุมตัวเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป อาริเอลก็ได้แต่มองตามพลางยิ้มแห้งๆ ในใจคิดว่า ‘กราบพลังการละครของคุณโมนีก้าจริง ๆ ค่ะ... ส่วนฉัน ก็ได้เวลาไปเป็นผู้ช่วยจิตรกรแล้วก็เปย์พริกไทยแล้วสินะคะ!’



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

รอต่อจ้า รอต่อ
Quest Summary

สรุป

เมื่อกำลังอึ้งอยู่ ๆ นางกำนัลก็เข้ามาหาสนมให้ขันทีย์(?) แล้วโมนีก้ากับอาริเอลก็เห็นโอกาศที่จะทำภารกิจให้ลุล่วง ซึ่งนั้นก็คือโมนีก้าจะเข้าไปเป็นสนมให้ขันทีชั่ว(ชั่วๆๆๆ) ส่วนอาริเอลจะเข้าไปตีสนิทจิตรกรที่ต้องวาดภาพจางกงกงส่ง และติดตามเป็นผู้ช่วยจิตรกรนั้นเอง แล้วโมนีก้าก็ไปเสนอตัว ทำตัวให้นน่าสงสารเป็นคนไม่มีทางไป ไม่มีทางเลือก กระซิก ๆ หนูทำเพื่อความอยู่รอดค่ะ


[โมนีก้า - เข้าเป็นสนม]

[อาริเอล - ตีสนิทจิตรกร]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-12 18:44
โพสต์ 43062 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-12 18:41
โพสต์ 43,062 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-12 18:41
โพสต์ 43,062 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-12 18:41
โพสต์ 43,062 ไบต์และได้รับ +15 EXP +20 ความศรัทธา จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-12 18:41
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-13 00:51:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-13 05:03

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 22 : ยั่ว ๆ บด ๆ

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน จนถึง กลางฤดูหนาว (เดือน 12) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184 ย่าง 185) ณ เมืองลั่วหยาง แผ่นดินฮั่น

             แสงแดดอ่อน ๆ ยามบ่ายสาดส่องผ่านลวดลายฉลุของพระราชวังชั้นในแห่งลั่วหยาง กลิ่นกำยานหอมกรุ่นอวลไปทั่วตำหนักรับรองที่บัดนี้เต็มไปด้วยหญิงสาวโฉมงามนับสิบชีวิตที่ถูกกวาดต้อนมาเพื่อรอการคัดเลือกเป็นนางสนมของมหาขันทีผู้กุมชะตาแผ่นดินอย่างจางรังหรือที่ใคร ๆ ต่างเรียกขานด้วยความยำเกรงว่าพระปิตุลา



             ท่ามกลางกลุ่มสตรีที่นั่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว โมนีก้ากลับยืนสงบเสงี่ยมอยู่ท้ายแถว รูปร่างที่สูงเพียง 162 เซนติเมตรของเธอถูกขับให้ดูเด่นชัดด้วยชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มที่แม้จะรุ่งริ่งจากการแสร้งทำเป็นหนีตายมา แต่ความงามตามธรรมชาติกลับไม่ลดเลือนลงเลย ผิวของเธอนั้นขาวซีดเนียนละเอียดไร้ที่ติประดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบรัสเซีย ตัดกับนัยน์ตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ที่ทอประกายลึกลับใต้แพขนตาสีดำสนิท และที่สำคัญคือกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกไลแลคผสมกับความหวานซ่อนเปรี้ยวของเบอร์รี่ที่ลอยกรุ่นออกมาทุกครั้งที่เธอขยับกาย ทำให้เหล่านางกำนัลผู้คุมแถวแอบชำเลืองมองด้วยความฉงน



             “พระปิตุลาเสด็จ!” เสียงแหลมเล็กของขันทีรับใช้ดังก้องขึ้น

             


             หญิงสาวทุกคนพลันก้มหน้าลงจดพื้นดิน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวในกิตติศัพท์ความเหี้ยมโหดของสิบขันที ทว่าโมนีก้ากลับเลือกที่จะสวมบทบาทที่แตกต่าง เธอค่อย ๆ ย่อกายลงอย่างแช่มช้า ท่าทางดูอ่อนแอและเปราะบางเหมือนกิ่งหลิวต้องลม แต่ดวงตาสีเทาเงินนั้นไม่ได้ปิดสนิท เธอเหลือบมองพื้นพรมสีแดงเข้มที่ค่อย ๆ ถูกเหยียบย่ำด้วยรองเท้าผ้าไหมชั้นดีที่ก้าวเข้ามา



             จางรังก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่ง มือข้างหนึ่งของเขาถือม้วนคัมภีร์ที่ดูแปลกตานั่นคือตำราสื่อจี้จากศตวรรษที่ 21 ที่เขากุมไว้ราวกับเป็นอำนาจวิเศษ ใบหน้าของเขาสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณผุดผ่องผิดจากขันทีทั่วไป และที่สำคัญที่สุด... ใบหน้านั้นเหมือนกับพี่หยานรุ่นพี่สมาชิกค่ายฮาล์ฟบลัดที่มาเรียนที่นิวโรมที่โมนีก้าเคยแอบปลื้มจนแทบหยุดหายใจ(สมัยก่อน)



             เมื่อจางรังเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแถวของเธอ โมนีก้าแสร้งทำเป็นสั่นสะท้านเล็กน้อย พลางเงยหน้าขึ้นเพียงนิดให้เขาเห็นเสี้ยวหน้าอันงดงามที่แฝงไปด้วยความหวั่นไหว นัยน์ตาสีเทาเงินของเธอสบเข้ากับดวงตาคมกริบของมหาขันทีเพียงชั่วครู่ก่อนจะรีบหลบสายตาลงต่ำ ท่าทางของเธอมิได้แสดงออกถึงความหวาดกลัวแบบคนเขลาที่กลัวความตาย แต่มันคือท่าทางของคนที่ถูกสะกดด้วยบารมีจนไม่กล้าเอื้อมอาจสบตาเทพบุตรตรงหน้า



             จางรังชะงักฝีเท้า สายตาของเขามองผ่านหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่เอาแต่ร้องไห้กระซิก มาหยุดอยู่ที่โมนีก้า เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ กลิ่นหอมของไลแลคที่แปลกประหลาดส่งผลให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



             “เจ้าชื่ออะไร?” เสียงของเขาเย็นเยือกทว่าน่าเกรงขาม



             โมนีก้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาสีเทาเงินของเธอฉายแววเทิดทูนและยำเกรงออกมาอย่างเปี่ยมล้น เธอเม้มริมฝีปากบางสีระเรื่อก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิว “ข้า... ข้าชื่อโม่หนิงเจ้าค่ะ ท่านพระปิตุลา ขออภัยเจ้าค่ะ บารมีของท่าน... ช่างมากล้นจนข้าน้อยผู้นี้มิอาจประคองใจสบตาได้นานกว่านี้”



             จางรังหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจในอัตตาของตนเอง ยิ่งเขามีตำราที่บอกอนาคตอยู่ในมือ เขาก็ยิ่งคิดว่าตนเองคือพระเจ้า และการได้เห็นหญิงสาวผู้มีรูปโฉมประหลาดแต่ทว่างดงามปานล่มเมืองมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการยอมรับในบารมีเช่นนี้ มันช่างหอมหวานยิ่งกว่าสอพลอของพวกขุนนางเสียอีก



             เขายื่นมือเรียวขาวมาเชยคางโมนีก้าขึ้นอย่างนุ่มนวล ผิวสัมผัสที่เย็นเยียบทำให้โมนีก้าแสร้งทำเป็นตัวสั่นเหมือนลูกนก แต่เธอยังคงพยายามช้อนตาสีเทาเงินมองเขาด้วยความอึ้งในความสง่างาม (ซึ่งส่วนหนึ่งเธอก็อึ้งจริง ๆ ที่หน้าเหมือนพี่หยานขนาดนี้)



             “โม่หนิงงั้นรึ... ดวงตาของเจ้าน่าสนใจนัก กลิ่นกายของเจ้าก็เช่นกัน” จางรังกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สะท้อนเงาความยิ่งใหญ่ของเขา “คนอื่นมองข้าอย่างหวาดระแวงเหมือนมองอสุรกายเทพเจ้ามาบังเกิด แต่เจ้า... กลับมองเหมือนเห็นสิ่งที่สูงส่งยิ่งกว่ามนุษย์”



             “ข้าเพียงแต่พูดตามที่ใจเห็นเจ้าค่ะ” โมนีก้ากระซิบน้ำเสียงสั่นพร่า การละครระดับออสการ์ของเธอกำลังทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ



             จางรังหันไปหานางกำนัลผู้คุมแถวแล้วสะบัดมือเบาๆ “สตรีผู้นี้ ข้าจะรับไว้เป็นสนมเอกส่วนตัว จัดที่พรรณรายในเรือนรับรองข้างตำหนักข้า และอย่าให้ใครรบกวนนางจนกว่าข้าจะเรียกพบ”



             โมนีก้าก้มศีรษะลงจดพื้นอีกครั้ง รอยยิ้มแสยะเจ้าเล่ห์ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความนอบน้อม สำเร็จ... ก้าวแรกสู่การทวงคืนตำราสื่อจี้ และการปั่นหัวมหาขันทีหน้าเหมือนพี่หยาน เริ่มต้นขึ้นแล้ว! ขณะที่จางรังเดินจากไปพร้อมกับคัมภีร์ในมือ เขาไม่รู้เลยว่านางฟ้าผู้อ่อนแอที่เขาเพิ่งเลือกไปนั้น คือพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดพาเอาสปอยล์ประวัติศาสตร์ของเขาให้กระจัดกระจายไปจนหมดสิ้น



             

             ……



             กาลเวลาภายในรั้วกำแพงวังหลวงลั่วหยางไหลผ่านไปดุจสายน้ำที่ถูกกักขัง โมนีก้าใช้ชีวิตอยู่ในฐานะโม่หนิ่ง สนมเอกผู้ลึกลับของพระปิตุลาจางรังมานานถึงห้าเดือนเต็ม จากเดือน 7 ที่ลมร้อนระอุ เข้าสู่เดือน 12 ที่หิมะแรกเริ่มโปรยปรายลงบนหลังคากระเบื้องสีทอง ตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา โมนีก้าใช้ทักษะการละครระดับเทพเจ้าผสมผสานกับจิตวิทยาแบบศตวรรษที่ 21 ปั่นหัวมหาขันทีผู้กุมอำนาจจนแทบคลั่ง เธอวางหมากให้ตัวเองเป็นนกในกรงทองที่แสนเปราะบางทว่าล้ำค่าเกินกว่าจะแตะต้องแรง ๆ



             เธอมักจะทำตัวอ่อนแอ แกล้งโง่เรื่องการเมืองราชสำนักบ่อยครั้งจนจางรังตายใจ หลายครั้งที่เขานั่งอ่านตำราสื่อจี้ (สปอยล์สามก๊กนั้นเอง) ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โมนีก้าจะแสร้งเดินเข้าไปประคองอ่างน้ำล้างมือด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ จนน้ำกระเซ็นใส่ชุดเขา แล้วรีบคุกเข่าขออภัยด้วยดวงตาสีเทาเงินที่คลอน้ำตาปนความไร้เดียงสา



             “ข้าน้อยช่างโง่เขลานัก... ท่านพระปิตุลาทำงานใหญ่เพื่อแผ่นดิน แต่ข้ากลับทำได้เพียงสร้างความรำคาญใจให้ท่าน” เธอจะกระซิบเสียงสั่น พลางใช้ปลายนิ้วขาวซีดแตะหลังมือเขาแผ่วเบา สัมผัสที่นุ่มนวลและกลิ่นไลแลคหอมฟุ้งทำให้โทสะของจางรังมลายหายไปสิ้น



             จางรังผู้ซึ่งไม่เคยไว้ใจใคร แม้แต่พวกสิบขันทีด้วยกันเอง กลับเริ่มรู้สึกว่าโม่หนิ่งคือที่พักใจเดียวที่เขามี เพราะนางดูไม่มีเขี้ยวเล็บ ดูไม่เข้าใจถึงอำนาจที่เขามี และนั่นทำให้เขารู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมนางได้เบ็ดเสร็จ ยิ่งเขาอ่านตำราสื่อจี้ที่บันทึกว่าในอนาคตเขาจะต้องถูกรุมล้อมด้วยศัตรูและความโกลาหล เขาก็ยิ่งโหยหาความบริสุทธิ์จอมปลอมที่โมนีก้ามอบให้



             ในขณะเดียวกัน เดือน 8 - เดือน 9 ปี 184 มีศึกชี้ชะตากบฏโพกผ้าเหลือง ในขณะที่กองทัพหลวงของฮองฮูสงและจูฮี (รวมถึงกองทัพอาสาของสามพี่น้องสวนท้อ) กำลังรุกคืบปราบปรามเตียวก๊กอย่างหนักที่ทางเหนือและว่านเฉิง จางรังกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในตำหนักกับโมนีก้า เขาเริ่มเสพติดการเล่าเรื่องความลับสวรรค์ให้นางฟัง



             “โม่หนิง... เจ้าบอดใบ้ไม่รู้ความในเรื่องการเมืองนั้นดีแล้วเจ้ารู้ไหม?” จางรังลูบผมสีดำสนิทของนางพลางจ้องมองตำราสื่อจี้ในมือ “ข้ารู้ว่าเจ้ากบฏเตียวก๊กจะตายเพราะโรคระบาดในไม่ช้า และน้อง ๆ ของมันจะถูกตัดหัว ข้าไม่จำเป็นต้องออกแรงเลย แค่นั่งรอกินรวบความดีความชอบอยู่ที่นี่ก็พอ”



             โมนีก้าแสร้งทำตาโตด้วยความเลื่อมใส “ท่านรู้แจ้งถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ? ท่านช่างเหมือนเทพเจ้าที่จุติลงมาจริง ๆ ข้าช่างวาสนานักที่ได้อยู่ใต้บารมีของท่าน” แต่ไส้ในความติดงั้นหรอ  ‘อีตากงกงนี่สปอยล์เก่งชิบหาย ผีเจาะปากจริง ๆ เดี๋ยวเหอะ... เดี๋ยวแม่จะฉีกตำราทิ้งตอนเผลอแน่’



             ต่อมาเดือน 10 - เดือน 11 ปี 184 โมนีก้าก็เริ่มการสร้างความลึกลับ เพื่อให้จางรังหลงใหลจนมิอาจถอนตัว โมนีก้าเริ่มขยับหมากรุกชิ้นสำคัญ เธอไม่ได้ให้เพียงความงาม แต่เธอให้สัมผัสที่ประวัติศาสตร์มิอาจมอบให้ ในค่ำคืนที่ลมหนาวเริ่มพัดผ่านตำหนักไม้หลังใหญ่ โมนีก้าจะจัดเตรียมห้องให้กลายเป็นวิมานส่วนตัว เธอใช้ความรู้จากโลกศตวรรษที่ 21 ผสมผสานกับไอเทมที่ซื้อมาในแหวนดาราจรัส แอบหยดน้ำมันหอมระเหยสกัดเข้มข้นกลิ่นกุหลาบและไม้จันทน์ที่นำมาจากโลกอนาคตลงในเตากำยาน จนควันสีขาวบางเบาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง



             จางรังที่แบกรับความเครียดจากการชิงอำนาจในราชสำนักและกระวนกระวายกับการอ่านตำราสื่อจี้ มักจะมาหาเธอในสภาพที่เหนื่อยล้า โมนีก้าจะปรี่เข้าไปประคองเขาอย่างอ่อนโยน พลางใช้มือนุ่มละเอียดบีบนวดที่หัวไหล่ด้วยเทคนิคการนวดสปาแบบตะวันตกที่เน้นการกดจุดผ่อนคลาย



             “ท่านพระปิตุลา... ให้ข้าน้อยได้ปรนนิบัติท่านเถอะนะเจ้าคะ”



             เธอให้นั่งลงบนเบาะรองนั่งหนานุ่ม ก่อนจะชโลมน้ำมันนวดกลิ่นหอมที่เธออ้างว่าเป็นของน้ำมันหอมวิเศษจากแดนต้าฉินลงบนต้นคอและแผ่นหลังของเขา นิ้วมือของเธอเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะหนักเบาที่สิบขันทีคนอื่นหรือนางสนมคนไหนในแผ่นดินฮั่นก็ทำไม่ได้ เพราะมันคือศาสตร์การนวดที่ล้ำหน้าไปเกือบสองพันปี



             จางรังถึงกับครางออกมาเบา ๆ ด้วยความเคลิบเคลิ้ม ร่างกายของเขารู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผิวสัมผัสจากน้ำมันลื่นละมุนและกลิ่นที่ชวนฝันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้หลุดพ้นจากความเป็นขันทีที่น่ารังเกียจชั่วขณะ



             “โม่หนิง... เจ้าช่างอัศจรรย์นัก” จางรังพึมพำ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดูเลื่อนลอย “ของพวกนี้... สัมผัสเช่นนี้ แม้แต่ในตำราที่บันทึกเรื่องราวทั่วหล้า ก็ยังไม่มีระบุไว้เลยว่ามีสิ่งใดจะทำให้ข้ารู้สึกราวกับขึ้นสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นใครกันแน่?” 



             โมนีก้าคลี่ยิ้มแสนเศร้าที่ดูจริงใจที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมา เธอค่อย ๆ วางคางลงบนไหล่ของเขาพลางสวมกอดจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่น ๆ กลิ่นเบอร์รี่เป่ารดข้างหูเขา “ข้าบอกท่านแล้วไงเจ้าคะ... ข้าเป็นเพียงหญิงที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้งจากแดนต้าฉินอันไกลโพ้น ข้าข้ามน้ำข้ามทะเลมาพร้อมกับตำรับลับของบรรพบุรุษเพื่อมาพบท่าน” เธอบีบนวดที่ขมับของเขาเบา ๆ อย่างเอาใจใส่ “ท่านคือบุรุษคนเดียวที่ข้าไว้วางใจจะมอบสัมผัสและของวิเศษเหล่านี้ให้ (?)... ในโลกที่แสนโหดร้ายนี้ มีเพียงท่านที่ปกป้องข้าได้ และมีเพียงข้าที่รู้วิธีปรนนิบัติท่านให้สำราญที่สุด ท่านพระปิตุลา... มีแค่ท่านที่คู่ควรกับสิ่งนี้”



             จางรังหลับตาพริ้มพลางครางในลำคออย่างมีความสุขที่หาสิ่งใดเปรียบไม่ได้ สัมผัสจากปลายนิ้วของโมนีก้าดูเหมือนจะมีเวทมนตร์ลึกลับที่ช่วยชะล้างความขุ่นมัวจากการเมืองน้ำเน่าในราชสำนักออกไปจนหมดสิ้น แต่ทว่า... เมื่อโมนีก้าเอ่ยคำว่าคู่ควรดวงตาของมหาขันทีผู้เต็มไปด้วยความระแวงก็พลันลืมโพลงขึ้น



             เขามิได้หันกลับมาสวมกอดนางด้วยความรักใคร่แบบบุรุษทั่วไป แต่จางรังกลับเอื้อมมืออันขาวซีดของเขาไปตะปบเข้าที่ข้อมือเล็กของโมนีก้าที่กำลังนวดขมับเขาอยู่ แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนโมนีก้าแอบสะดุ้งในใจ แต่เธอยังคงรักษาสีหน้าอ่อนแรงและจงรักภักดีเอาไว้ได้



             “หึ... คู่ควรอย่างนั้นรึ?” จางรังเค่นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นเฉียบ เขาค่อย ๆ หมุนตัวกลับมามองสตรีที่อยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเขาที่เหมือนกับพี่หยานในห้วงความคิดของโมนีก้านั้น บัดนี้กลับฉายแววความโลภและความบ้าอำนาจออกมาอย่างปิดไม่มิด “เจ้าพูดถูก... โม่หนิ่ง ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ข้าจางรังมิอาจครอบครอง ทั้งอำนาจเหนือองค์จักรพรรดิ ทั้งความลับแห่งอนาคต...และตอนนี้... แม้แต่เจ้า หญิงสาวจากแดนลี้ลับที่ประวัติศาสตร์มิได้จารึกไว้มากนัก ข้าก็ครอบครองเจ้าไว้ได้เช่นกัน”



             จางรังไม่ได้เพียงแค่กอด แต่เขากระชากร่างบางของโมนีก้าให้เข้ามาปะทะอกอย่างแรง มือข้างหนึ่งเชยคางนางขึ้นจนดวงตาสีเทาเงินต้องสบเข้ากับดวงตาที่แฝงไปด้วยความคลั่งไคล้ของเขา สูดดมกลิ่นไลแลคจากตัวโมนีก้ายิ่งกระตุ้นให้เขารู้สึกว่าตนเองเป็นดั่งเทพเจ้าที่กุมชะตาของทุกสรรพสิ่งเอาไว้



             “เจ้าบอกว่าข้าคือบุรุษคนเดียวที่เจ้าไว้วางใจ... ดี! เช่นนั้นจงรู้ไว้ว่า ความไว้วางใจของเจ้านั้นมีราคาที่ต้องจ่าย” เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจแทบจะผสานกัน โมนีก้าแสร้งทำเป็นหลับตาลงอย่างสั่นเทา พลางเม้มริมฝีปากนุ่มของเธอเหมือนคนขัดเขิน แต่ในใจนี่ก่นด่าไปถึงรากเหง้าว่‘อีตาขันทีหลงตัวเอง! นวดให้หน่อยเดียวทำมาเป็นจะเคลมทุกอย่าง!’



             “ข้าจะไม่เพียงแค่กักขังเจ้าไว้ในตำหนักนี้...” จางรังกระซิบเสียงต่ำพลางใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงริมฝีปากของเธออย่างย่ามใจ “แต่ข้าจะดูดซับเอาความรู้ ตำรับลับ และความพิเศษทุกอย่างของเจ้ามาเป็นของข้าเพียงผู้เดียว การมีเจ้าจะทำให้ข้ามีชัยเหนือทุกสิ่ง ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจที่ข้ามี เมื่อข้าเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินฮั่นโดยสมบูรณ์ตามที่ตำรานี้บอกไว้... เจ้าจะได้เป็นยอดหญิงที่อยู่เคียงข้างราชบัลลังก์ของข้า”



             เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลางรวบกอดโมนีก้าเอาไว้แน่นประหนึ่งเป็นสิ่งของล้ำค่าที่แย่งชิงมาได้ จางรังผู้โง่เขลาในอำนาจคิดไปว่าตนเองสามารถควบคุมสตรีผู้นี้ได้ด้วยบารมีและกำลังที่มีอยู่ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าภายใต้อ้อมกอดที่ดูเหมือนนางจะโอนอ่อนผ่อนตามนั้น โมนีก้ากำลังแอบเช็คเครื่องมือในมิติแหวนของเธออย่างเงียบกริบ



             ‘กอดไปเถอะจ้ะ... กอดให้แน่น ๆ’ โมนีก้าคิดในใจพลางแสร้งซบหน้าลงที่ไหล่ของเขาอย่างอ่อนแรง ‘ยิ่งคุณคิดว่าคุณคุมฉันได้มากเท่าไหร่ เวลาฉันเผาตำรานั่นทิ้งต่อหน้าคุณ ความเจ็บปวดมันจะยิ่งหวานชื่นสำหรับฉันมากเท่านั้น... พี่หยานเวอร์ชั่นจิตหลุดเอ๊ย!’



             ในคืนนั้น จางรังนอนหลับไปพร้อมกับการกอดรัดโมนีก้าไว้ราวกับกลัวนางจะหายไป โดยที่มืออีกข้างยังคงทับอยู่บนตำราสื่อจี้... ทว่าเขาไม่รู้เลยว่า นอกหน้าต่างตำหนัก เงาของอนาคตกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เมื่อคุณมาอยู่ที่ต้าฮั่นได้ 1 ปี..
Quest Summary

สรุป

ระยะเวลา 5-6 เดือนต่อมา (จนถึงเดือน 12 กำลังจะขึ้นปีใหม่) โมนีก้าทำให้จางรังหลงรักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเห็นว่าโมนีก้าหัวอ่อนในตอนแรกและสวยดี แค่อยากเก็บสัตว์แปลกไว้ดูเล่นบ่งบอกบารมีตัวเอง แต่ทว่าโมนีก้าในคราบ โมหนิง กลับทำให้เขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น เขาเริ่มคิดว่าการมีนางจะทำให้เขาไม่ต้องมีจุดจบแบบเดิม ใช่ เขากลัวความตาย โมนีก้าเลยเล่นงานตรงนี้ ด้วยการพยายามกรูม(?) ให้ได้มากที่สุด


ส่วนอาริเอลคอยเคลื่อนไหวนอกวังเพื่อตามหาบุตรแห่งความเร็วไปด้วย ทำงานร่วมกันสองคน


[โมนีก้า - เข้าเป็นสนม]

[อาริเอล - หาข่าวและหาทางติดต่อผู้ส่งสารซึ่งน่าจะเป็นบุตรแห่งความเร็ว]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณจะทำยังไงต่อ ตะโกนหรือรีบพาเขาไปหาที่ลับตาสนทนาเพื่อความชัวร์ ตัดสินใจยังไงแจ้งหลังไมค์เพื่อรับพลอตเพิ่มเติม  โพสต์ 2026-1-13 01:13
God
ในคืนนั้นระหว่างโมนีก้ากลับเรือนพัก จู่ๆ เธอก็ซนเข้ากับร่างจากไหนไม่รู้ที่เบรดไม่ทันด้วยความไว ราวกับโชคชะตาบันดาล ชายตรงหน้าแต่งกายชุดทหารยุคโบราณแต่ใบหน้าดูแปลกตา https://i.imgur.com/NJpwihS.jpeg  โพสต์ 2026-1-13 01:13
โพสต์ 86450 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-13 00:51
โพสต์ 86,450 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-13 00:51
โพสต์ 86,450 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-13 00:51
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-13 05:29:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 23 : อวยให้ลืมโลก

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน จนถึง กลางฤดูหนาว (เดือน 12) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184 ย่าง 185) ณ เมืองลั่วหยาง แผ่นดินฮั่น

              ท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่ทาบลงบนทางเดินหินอ่อนในเขตพระราชฐานชั้นใน โมนีก้าในชุดผ้าไหมสีม่วงสง่างาม กำลังเยื้องกรายกลับเรือนพักอย่างแช่มช้า กลิ่นอายไลแลคและเบอร์รี่จากผิวกายของเธอหอมกรุ่นตัดกับกลิ่นกำยานเย็นเยือกของวังหลวง โดยมีสาวใช้เดินก้มหน้าตามหลังมาอย่างนอบน้อม ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังเลี้ยวผ่านพุ่มโบตั๋น จู่ ๆ ร่างหนึ่งในชุดเกราะทหารจีนโบราณก็พุ่งพรวดออกมาด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์มนาจนเบรกไม่ทัน



              โครม!



              ร่างของโมนีก้าเซไปเล็กน้อย ดีที่เธอยังทรงตัวได้ทัน แต่สาวใช้ข้างหลังอุทานด้วยความตกใจ "บังอาจนัก! เจ้าทหารเลวชนพระสนมโม่หนิงได้อย่างไร!"



              โมนีก้าหรี่ตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอ มองชายหนุ่มเบื้องหน้า เขาคือ อีธาน ซาง เด็กหนุ่มผมยาวสลวยสีบลอนด์ทองที่ถูกมัดรวบไว้ ใบหน้าของเขาดูสวยหวานราวกับสตรีจนหากไม่สังเกตชุดทหารคงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นชาย พลังที่เทพอีออนประทานไว้ให้สะกิดเตือนในใจเธอทันที



(มุงคนเวียดนามจริงปะเนี้ย 555+)


              นี่มันเด็กจากยุคของเรานี่นา!



              อีธานรีบคุกเข่าลงทันที แม้ใบหน้าของเขาจะดูมึนงงแต่ดวงตาสีฟ้าหม่นนั้นยังคงความฉลาดเฉลียว "เราไม่เป็นอะไร อย่าโวยวาย" โมนีก้ายกมือห้ามสาวใช้ด้วยภาษาจีนที่คล่องแคล่วจากการฝึกฝนมาหลายเดือน ก่อนจะก้าวเข้าไปหาอีธานที่คุกเข่าอยู่ เธอใช้สายตาเยือกเย็นมองกดเขาลงราวกับเป็นนางมารร้ายในคราบพระสนม "เจ้าบังอาจมากนะ... มาวิ่งวุ่นในสวนแห่งนี้" โมนีก้ากดเสียงเข้มจงใจเน้นคำ "คิดว่าตัวเองเป็นเทพเมอร์คิวรี่หรือไงถึงได้รวดเร็วนัก"



              อีธานชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อเทพโรมันที่คุ้นเคยในยุคสามก๊ก เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวโฉมงามเบื้องหน้า ทันใดนั้นโมนีก้าแอบขยิบตาให้เขาหนึ่งทีพร้อมกับยักคิ้วเชิงกวนประสาทอย่างที่คนยุคนี้ไม่มีทางทำกัน เพื่อเป็นสัญญาณบอกว่า 'ฉันพวกเดียวกับนายนะไอ้หนู'



              "ข้าจะลงโทษเจ้าด้วยตัวเอง ตามข้ามาที่เรือนพัก" โมนีก้าเชิดหน้าขึ้นอย่างนางพญา ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนลนลานอยู่ด้านหลัง "เจ้า... ไปเตรียมแส้มาให้ข้า ข้าจะสั่งสอนทหารผู้นี้ให้หลาบจำว่าความเร็วของเขามันใช้ไม่ได้ในเขตของพระปิตุลาแห่งองค์ฮองเต้"



              สาวใช้รีบรับคำสั่งและวิ่งออกไปทันทีด้วยความกลัวในอารมณ์ที่ดูเกรี้ยวกราดของพระสนมคนโปรด เมื่อลับหลังสาวใช้ โมนีก้าก้มลงกระซิบเบา ๆ กับอีธานที่ยังนั่งนิ่ง "ลุกขึ้นซะเลยค่ะ แล้วเดินตามฉันมาเงียบ ๆ ถ้าไม่อยากถูกจับได้ว่าหลงยุคมา" ในขณะที่อีธาน ซาง กะพริบตาถี่ ๆ มองพระสนมผู้แสนงดงามที่เพิ่งด่าเขาว่าเมอร์คิวรี่ ก่อนจะรีบยันตัวลุกขึ้นด้วยท่าทางปราดเปรียว เตรียมตัวเผชิญกับการการละครครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเรือนพักของโมนีก้า



              โมนีก้าเยื้องกรายนำหน้าอีธานมาจนถึงลานหินอ่อนส่วนนอกของตำหนักพักรับรอง แสงโคมไฟสลัวสะท้อนใบหน้าลูกครึ่งที่บัดนี้ปั้นปึ่งเคร่งขรึมประดุจรูปสลักน้ำแข็ง สาวใช้คนสนิทวิ่งหอบแส้หนังยาวเหยียดตามมาติด ๆ พลางส่งให้ด้วยท่าทางประจบประแจง "นายหญิง แส้เจ้าค่ะ! สั่งสอนมันให้เข็ดหลาบที่บังอาจทำให้ท่านขุ่นเคือง!"



              โมนีก้ารับแส้มาสะบัดลงพื้นจนเกิดเสียง เพียะ! ดังสนั่น จนอีธานในชุดทหารจีนโบราณที่ดูผิดหูผิดตาคุกเข่าลง แววตาของเขาที่เคยสงบนิ่งแบบเด็กไอทีเริ่มฉายแววระแวดระวัง เขาพยายามประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าผ่านสมองที่ทำงานเหมือนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ "เจ้าทหารเลว!" โมนีก้าตวาดเป็นภาษาจีน แววตาสีเทาเงินวาวโรจน์ "เห็นข้าเป็นคนต่างแดนจากต้าฉิน สำเนียงพูดผิดแผกจากเจ้า เจ้าจึงคิดจะลบหลู่ข้าด้วยการวิ่งชนเช่นนี้รึ? หรือเจ้าคิดว่าสตรีตะวันตกอย่างข้าจะไร้บารมีในวังหลวงแห่งนี้!"



              เธอขยับเข้าไปใกล้จงใจให้เงาของเธอทับร่างของอีธาน ก่อนจะก้มลงกระซิบด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงนิวโรมที่รวดเร็วและชัดเจนจนสาวใช้ยืนเอ๋อ "Hey, listen to me. I'm going to speak English. Just play along and apologize in English immediately if you want to get out of here alive."



              อีธานชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินภาษาที่เขาไม่ได้ยินมานานแสนนานนับตั้งแต่หายตัวมา เขาเข้าใจเจตนาของพระสนมคนสวยทันที จึงรีบก้มศีรษะลงต่ำและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มที่ดูนุ่มนวลและสั่นเครือตามบทบาท



              "I am so sorry, My Lady. It was an accident. I didn't mean to offend you. Please, forgive my ignorance."



              โมนีก้าแสร้งทำท่าทีตกใจจนแส้เกือบหลุดจากมือ เธอถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว แววตาเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นความผ่อนคลายและปิติยินดีประหนึ่งเจอญาติมิตรที่พลัดพราก สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทำหน้างงงวยประหนึ่งเห็นผี นางไม่เข้าใจภาษาที่สองคนนี้คุยกันเลยแม้แต่คำเดียว แต่นางทึกทักเอาเองว่าพระสนมคงจะตกใจที่เจอคนพูดภาษาบ้านเกิดเดียวกันได้



              "โอ้..." โมนีก้าถอนหายใจยาวพลางส่งแส้คืนให้สาวใช้ "เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ข้าจะสอบสวนทหารผู้นี้ด้วยภาษาของข้าเอง ดูท่าเขาจะเป็นคนจากแดนไกลเหมือนข้า... ไปซะ" เมื่อสาวใช้เดินออกไปพ้นระยะการได้ยิน โมนีก้ารีบยกมือบอกให้อีธานลุกขึ้นทันที แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นความจริงใจอย่างที่อีธานสัมผัสได้ถึงความเป็นพวกพ้อง



              "โอเค... ฟังนะ ฉันชื่อโมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม จากค่ายจูปิเตอร์" เธอแนะนำตัวอย่างรวดเร็ว "นายชื่ออะไร และมาจากไหน?"



              อีธานปัดฝุ่นตามชุดทหารพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ใบหน้าที่สวยหวานของเขาดูผ่อนคลายลง "ผมอีธาน... อีธาน ซาง จากค่ายฮาล์ฟบลัด บ้านเฮอร์มีสครับ ผมนึกว่าจะติดอยู่ในยุคนี้ไปจนวันตายซะแล้ว คุณมาที่นี่เพื่อช่วยผมจริง ๆ เหรอ?"



              "ใช่ นายคือบุตรแห่งผู้ส่งสารที่อยู่ในคำพยากรณ์สินะ" โมนีก้าพยักหน้าพลางขมวดคิ้ว "นายมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว? วันสุดท้ายที่จำได้ในโลกปัจจุบันคือวันไหน?"



              อีธานนิ่งไปเพื่อคำนวณ "19 พฤษภาคม 2025 ครับ ผมจำได้แม่น ผมหายไปตอนไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า... แล้วตื่นมาอีกทีก็อยู่ในชุดทหารกองทัพหลวงนี่แหละ"



              โมนีก้าถอนหายใจ "มันคือรอยแยกแห่งเวลาอีธาน ฟังคำพยากรณ์ที่ฉันได้รับมานะ... เมื่อรอยแยกแห่งเวลาเปิดกว้าง... โลกถูกบิดเบือน... บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร นั่นหมายถึงนาย นายคือจิ๊กซอว์สำคัญที่ต้องกลับไปกับเราเพื่อกู้สมดุลเวลา ก่อนที่พวกไททันจะกลืนกินทุกอย่าง"



              อีธานยืนนิ่งฟังคำพยากรณ์ภาษาอังกฤษที่รื่นหู แววตาของเขาฉายแวววิเคราะห์ "ถ้าอย่างนั้น ที่นี่ก็ไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือจุดบิดเบี้ยวของกาลเวลาจริง ๆ สินะครับ แล้วคุณล่ะ? มาอยู่ที่นี่ในฐานะสนมของมหาขันทีผู้กุมอำนาจได้ยังไง?"

 


              "เรื่องมันยาวน่ะ" โมนีก้าถอนหายใจทิ้งพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อเช็คให้แน่ใจว่ายัยสาวใช้จอมจุ้นนั่นยังอยู่ไกลพอ "แต่เป้าหมายหลักคือต้องเอาตำราสื่อจี้คืนจากจางรัง... เจ้ากงกงที่หน้าเหมือนพี่หยานเป๊ะจนฉันแทบสติหลุดนั่นแหละ เขาถือสูตรโกงประวัติศาสตร์อยู่ ถ้านายร่วมมือกับฉันและอาริเอล เราจะพังระบบสปอยล์นี่แล้วกลับบ้านกัน"



              ในสายตาของสาวใช้ที่แอบมองอยู่ไกล ๆ นางเห็นเพียงพระสนมโม่หนิ่งที่กำลังสนทนาอย่างออกรสกับทหารหนุ่มด้วยภาษาประหลาด นางยิ้มออกมาอย่างซื่อ ๆ พลางคิดในใจว่า 'พระสนมคงจะเหงามากจริง ๆ พอเจอคนบ้านเดียวกันคุยภาษาเดียวกันได้ นางดูมีความสุขและผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย บางทีท่านพระปิตุลาอาจจะพอใจที่พระสนมมีเพื่อนแก้เหงาก็ได้'



              อีธานขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อคนคุ้นเคย "พี่หยานเหรอ? ลูกอะพอลโลคนนั้นน่ะนะ? มิน่าล่ะ... ผมถึงได้ยินข่าวลือว่ามหาขันทีคนนี้หล่อเหลาผิดมนุษย์มนา" เขาเว้นวรรคไปนิดก่อนจะพยักหน้า "ว่าแต่... อาริเอลใช่ไหม? เอมพูซ่าจากค่ายคุณน่ะ"



              "ใช่ นายเจอเธอแล้วเหรอ?" โมนีก้าเลิกคิ้ว



              "เจอแล้วครับ" อีธานตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามสไตล์เด็กไอที "ผมได้ยินข่าวลือในตลาดว่ามีสตรีประหลาดเอาพริกไทยเกรดพรีเมียมมาฟาดหน้าเสี่ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยม ผมเลยเดาได้ทันทีว่าต้องเป็นเดมิก็อดที่มีคลังแสงส่วนตัวแน่ ๆ ผมเพิ่งได้พักคุยกับคุณอาริเอลมาสักสองชั่วโมงก่อนหน้านี้นี่เอง เธอเป็นคนบอกทางให้ผมแฝงตัวเข้ามาหาคุณ... ว่าแต่ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ? ถ้าแค่จะเอาตำรานั่น ผมแอบย่องเข้าไปฉกมาให้ตอนเขาหลับก็ได้นะ งานถนัดของบ้าน 11 เลยล่ะ"



              โมนีก้าเบ้ปากใส่ความมั่นใจของเด็กบ้านเฮอร์มีสทันที "อีธานคะ... ถ้ามันง่ายแค่การย่องเบา ฉันคงไม่ต้องถ่างตามานั่งบีบนวดเป็นสนมให้ขันทีตัณหากลับนี่มาตั้ง 5 เดือนหรอกย่ะ! ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ม้วนกระดาษ แต่มันอยู่ที่สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาต่างหาก"



              เธอขยับเข้ามาใกล้เขาอีกนิดแต่ก็ไกลชิบหายอยู่ "จางรังบังเอิญได้ตำราสื่อจี้ที่เป็นภาษาจีนตัวย่อ หรืออาจจะเป็นภาษาปัจจุบันที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ศตวรรษที่ 21 เขาคงตกหลุมกาลเวลาไปช่วงสั้น ๆ แล้วโชคดี (หรือโชคร้ายของโลก) ที่ได้มันมา แม้เขาจะเก่งขนาดไหนแต่เขาก็ต้องใช้เวลาแกะความหมายและภาษาที่เปลี่ยนไปอยู่พอสมควร แต่ตอนนี้เขารู้เรื่องสำคัญไปเยอะแล้ว เราต้องทำให้เขาลืมเนื้อหาทั้งหมดนั่นด้วย ไม่ใช่แค่ขโมยตำรามาเผาทิ้ง"



              อีธานเลิกคิ้วข้างหนึ่งพลางลูบคาง "อืม... ผมเข้าใจที่คุณสื่อนะ ถ้าเผาตำราทิ้งแต่เขายังจำสปอยล์ได้ เขาก็ยังเป็นบัคของระบบอยู่ดี... แต่คุณโมนีก้าครับ ผมเป็นบุตรแห่งเฮอร์มีส งานหลักของผมคือขโมย แฮ็กระบบ และวิ่งไว ผมถนัดทำให้ของหาย แต่ผมไม่ถนัดทำให้ความจำคนหายนะ"



              "นายไม่มีวิชาสะกดจิตหรือไอเทมอะไรของพ่อที่ทำให้คนลืมเลยเหรอ?" โมนีก้าถามอย่างมีความหวัง "แบบว่า... ผงลบความจำ หรือเครื่องช็อตไฟฟ้าที่ทำให้สมองเบลออะไรเงี้ย?"



              "ไม่มีครับ" อีธานตอบหน้าตาย "พ่อผมสอนวิธีเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา ไม่ได้สอนวิธีล้างสมองใคร ถ้าคุณอยากได้คนลบความจำ คุณควรไปหาลูกหลานเลธีหรือพวกเทพแห่งการนอนหลับนู่น แต่ในยุคสามก๊กนี่... ผมว่าหาเครื่องช็อตไฟฟ้าน่าจะยากกว่าหาพริกไทยของคุณอีกนะ" เขามองดูท่าทางเครียด ๆ ของโมนีก้าแล้วก็ปลอบใจตามสไตล์ตนเอง



              "แต่ถ้าคุณอยากให้ผมแฮ็กระบบเวรยาม หรือทำให้อุปกรณ์ป้องกันในวังหลวงรวนจนคุณหนีออกมาได้ง่าย ๆ อันนั้นผมจัดให้ได้แน่นอนครับ ว่าแต่... คุณวางแผนจะทำยังไงต่อในคืนส่งท้ายปีล่ะ?"



              โมนีก้าเลิกคิ้วสูงพลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อได้ยินคำตอบกวนประสาทของเด็กบ้านเฮอร์มีส เธอถอยหลังมาพิงเสาหินอ่อนสลักลายมังกร พลางกอดอกมองหน้าอีธานที่สวยหวานเกินชาย "หน้าตาของฉันเนี่ย... มันเหมือนคนทำแผนการซับซ้อนได้ขนาดนั้นเลยเหรออีธาน?"



              อีธานกวาดสายตามองใบหน้าลูกครึ่งที่งดงามและแฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาดของโมนีก้า ก่อนจะยักไหล่แบบทีเล่นทีจริง "ก็ลูกหลานอะธีน่าหรือมิเนอร์ว่าก็เป็นแบบนี้กันหมดไม่ใช่เหรอครับ? หน้าตาทรง ฉันมีแผนการร้อยแปดในหัวแบบนี้เป๊ะเลย รุ่นพี่แอนนาเบธก็ทรงนี้แหละ"



              โมนีก้าขมวดคิ้วฉับทันที แววตาสีเทาเงินฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย "เสียใจด้วยนะจ๊ะที่ต้องบอกว่านายเดาผิด ฉันไม่ใช่ลูกสาวอะธีน่าหรือมิเนอร์ว่าทั้งนั้นแหละ ฉันเป็นธิดาแห่งเซเรสและเป็นทายาทเชื้อสายของเจนัสต่างหาก"



              อีธานชะงักไป ดวงตาสีฟ้าหม่นของเขาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ "ฮะ? ลูกแม่โพสพเวอร์ชั่นโรมันเนี่ยนะ? แต่คุณโมนีก้า... ดวงตาของคุณน่ะ มันคือ Athena’s Grey Eyes ชัด ๆ เลยนะ สีเทาเงินบริสุทธิ์นั่นน่ะมันเป็นเครื่องหมายการค้าของบ้านเทพีแห่งปัญญาเลย ไม่แปลกที่ผมจะเข้าใจผิด"



              "ฉันโดนทักจนเบื่อแล้วย่ะเรื่องตาเนี่ย" โมนีก้าบ่นอุบพลางเกลาคางอย่างใช้ความคิด "แต่ก็นะ... ในเมื่อนายไม่มีสกิลล้างสมอง และฉันก็ไม่อยากจะใช้วิธีรุนแรงจนเลือดสาดวังหลวง มันก็เหลือแค่ทางเลือกสุดท้ายแล้วล่ะ... ซึ่งเป็นวิธีที่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันหมายความว่าฉันต้องยอมรับความช่วยเหลือจากตาบ้านั่นอีกแล้ว"



              อีธานขมวดคิ้วอย่างสงสัย "วิธีไหนเหรอครับ? คุณจะเรียกใครมาในยุคที่สัญญาณ Wi-Fi ยังไม่ถูกปฏิสนธิแบบนี้?"



              "ฉันจะตามแฟนฉันมาน่ะ" โมนีก้าตอบสั้น ๆ ทว่าน้ำเสียงแฝงไปด้วยความมั่นใจมหาศาล แต่เธอกลับไม่ได้ขยายความต่อว่าแฟนของเธอนั้นคือใคร หรือมีสถานะเป็นถึงเทพอะพอลโล



              "แฟนคุณ? เขาเป็นลูกบ้านไหนครับ? ฮิปนอสเหรอ? ถึงจะลบความจำได้" อีธานยังคงรุกถามด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของลูกหลานเฮอร์มีส



              "ไม่ต้องถามมากน่าอีธาน" โมนีก้ารีบตัดบทพลางกวาดสายตามองรอบๆ ตำหนักที่เริ่มเงียบสงัดขึ้น "ตอนนี้เราต้องเสี่ยงแล้วล่ะ ฉันอยู่ที่นี่มานานเกินไปจนเริ่มจะดมกลิ่นแป้งผัดหน้าของพวกสิบขันทีไม่ไหวแล้ว คืนส่งท้ายปีนี้คือโอกาสเดียวของเรา ฉันจะพยายามสื่อสารและดึงตัวคนที่จะลบความทรงจำจางรังได้มาที่นี่ ถ้าฉันเรียกเขาสำเร็จ... หน้าที่ของนายคือเข้าไปฉกตำราสื่อจี้นั่นออกมาให้เร็วที่สุด เข้าใจไหม?"



              อีธานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ายอมรับ แววตาทีเล่นทีจริงเปลี่ยนเป็นจริงจัง "โอเคครับคุณโมนีก้า ถ้าคุณมั่นใจว่าแฟนของคุณจัดการเรื่องล้างสมองได้ ผมก็จะจัดการเรื่องขโมยให้เอง ผมจะแทรกซึมเข้าทางหลังคาตำหนักจางรัง และรอสัญญาณจากคุณ"



              "ดีมาก" โมนีก้าพยักหน้าพลางยัดก้อนเกลือบริสุทธิ์และเครื่องเทศอีกห่อให้อีธาน "เอาไปติดตัวไว้ เผื่อต้องใช้เปิดทาง... แล้วจำไว้นะอีธาน อย่าให้ใครจับได้ เพราะถ้าแผนแตก ฉันอาจจะต้องกลายเป็นสนมตลอดกาล และนายอาจจะกลายเป็นทหารเฝ้าประตูไปจนแก่ตายในประวัติศาสตร์บิดเบี้ยวนี้แน่ ๆ"



              อีธานรับของไปพลางยิ้มมุมปาก "ระดับลูกบ้าน 11 ไม่มีทางพลาดหรอกครับ... เจอกันคืนส่งท้ายปีครับนายหญิง" ร่างปราดเปรียวของอีธานค่อย ๆ ถอยหลังเข้าสู่เงามืดของพุ่มโบตั๋นและหายวับไปอย่างรวดเร็วสมเป็นบุตรแห่งผู้ส่งสาร ทิ้งให้โมนีก้ายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ เธอเงยหน้ามองดวงจันทร์พลางลูบกำไลสีเทาเข้มในมือ ความคิดถึงที่มีต่อเลสเตอร์พุ่งพล่านจนกลายเป็นแรงกดดัน



              เมื่อร่างของอีธานหายลับไปในความมืด โมนีก้าก็ยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เธอรู้ดีว่าการจะล้างสมองมหาขันทีผู้กุมชะตาฟ้าดินในยุคนี้นั้น พลังลำพังของเธอหรืออีธานคงไม่เพียงพอ มีเพียงคนเดียวที่จัดการเรื่องความทรงจำและจิตใจได้อย่างเบ็ดเสร็จเฉียบขาด



              ... แฟนหนุ่มจอมหลงตัวเองของเธอเอง



              ทว่า อะพอลโล ในปี ค.ศ. 184 นี้ ไม่ใช่เลสเตอร์ผู้ถ่อมตัวที่ได้รับบทเรียนแห่งชีวิตจากบทลงโทษของมหาเทพที่เธอรู้จักในศตวรรษที่ 21 แต่เขาคือเทพเจ้าผู้รุ่งโรจน์ที่กำลังอยู่ในจุดสูงสุดของความเย่อหยิ่ง หลงตัวเองเอาแต่ใจ และพร้อมจะยิงธนูใส่ใครก็ตามที่ทำให้เขาขุ่นเคือง



              "เอาเถอะ... จะเวอร์ชันไหน นายก็แพ้ทางฉันอยู่ดีนั่นแหละ เลสเตอร์" โมนีก้าพึมพำกับตัวเองพลางยิ้มเล็ก ๆ แต่หมองน้อย ๆ 



              เธอหันกลับไปหาสาวใช้ที่ยืนรออยู่ไกล ๆ แล้วปั้นหน้าเศร้าสร้อยระคนศรัทธา "เจ้ามานี่สิ... หลังจากได้คุยกับทหารผู้นั้น ข้าก็รู้สึกคะนึงถึงเทพเจ้าแห่งแดนเกิดยิ่งนัก ข้าอยากจะประกอบพิธีอวยพรเทพเพื่อให้บารมีนี้ส่งผลไปถึงท่านพระปิตุลาจางกงกง ให้ท่านได้รับพรจากสุริยเทพเพื่อความเป็นนิรันดร์"



              สาวใช้ได้ยินคำว่าส่งผลถึงท่านจางกงกงก็หูผึ่ง รีบกุลีกุจอเข้ามาทันที "พระสนมช่างกตัญญูนัก! ท่านต้องการสิ่งใดบ้างเจ้าคะ ข้าน้อยจะรีบจัดหามาให้เดี๋ยวนี้"



              โมนีก้าเริ่มร่ายรายการเครื่องสังเวยที่เธอคัดสรรมาอย่างดีเพื่อล่อลวงเทพแห่งแสงสว่าง "ไปจัดเตรียมโต๊ะหมู่บูชามาไว้ในห้องนอนของข้า ใช้ผ้าปูสีขาวขลิบทองที่ดูสูงค่าที่สุด หาภาพวาดสัญลักษณ์พระอาทิตย์มาประดับไว้... แล้วที่สำคัญ ข้าต้องการพิณขนาดเล็กและคันธนูที่ประดับตกแต่งอย่างงดงาม พวงมาลัยดอกทานตะวันหรือดอกไม้สีเหลืองทองที่หาได้ และหากหานกเรเวนมาได้สักตัวจะดีมาก" เมื่อบอกก็ทวนในใจแล้วโมนีก้าก็กำชับต่อ "อย่าลืมเครื่องหอมกลิ่นมะกรูด ลาเวนเดอร์ และกำยานชั้นดี ผลไม้ต้องสดใหม่ที่สุด ทั้งส้ม แอปเปิ้ล และสาลี่... รีบไปจัดการซะ ข้าจะรอ"



              ผ่านไปราวสองชั่วโมง ห้องนอนหรูหราของพระสนมโม่หนิงก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นวิหารย่อย ๆ ของเทพอะพอลโล โต๊ะไม้ลงรักถูกคลุมด้วยผ้าไหมขาวทองอร่าม เครื่องสังเวยถูกจัดวางอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นมะกรูดและลาเวนเดอร์ที่โมนีก้าแอบผสมหัวเชื้อจากน้ำหอมลงไปทำให้บรรยากาศในห้องดูสว่างไสวและมีพลังงานประหลาด



              "พวกเจ้าออกไปให้หมด" โมนีก้าสั่งเสียงเรียบ แผ่นหลังเหยียดตรง "ข้าจะเข้าสู่ห้วงภาวนาต่อเทพเจ้าเพียงลำพัง ห้ามใครรบกวนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะเปิดประตูออกมา"



              เมื่อประตูห้องงับปิดสนิท โมนีก้าก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งหน้าโต๊ะบูชาที่จัดไว้อย่างวิจิตร เธอวางกำไลเทสเซรา (จากอาริเอล) ต่อสายเทพะอะพอลโล่ยุคนี้ แสงเทียนสีทองเต้นระริกสะท้อนในดวงตาสีเทาเงินที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ เธอรู้ดีว่าการจะเรียกสุริยเทพในยุคที่ความจองหองของเขาอยู่เหนือชั้นฟ้านั้น การข่มขู่หรืออ้างความเป็นคนรักในอนาคตมีแต่จะทำให้เรื่องพัง เพราะพระเจ้าในยุคนี้ไม่ได้รู้จักความรักที่เสียสละ แต่นิยมชมชอบเพียงคำเยินยอที่ไร้ขีดจำกัด



              โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอจำนิสัยของเลสเตอร์ได้แม่นยำ ยิ่งอวย ยิ่งยก ยอจนลอยข้ามขอบฟ้าเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพอใจเท่านั้น เธอหยิบน้ำหอมกลิ่นเบอร์รี่หวานฉีดพรมลงบนกองผลส้มและดอกทานตะวัน เพื่อให้กลิ่นอายความหอมนี้เป็นสื่อกลาง ก่อนจะเริ่มร่ายมนต์บทกวีที่เธอคัดสรรมาเพื่อกำราบคนหลงตัวเองโดยเฉพาะ



              "โอ้... องค์สุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นนิรันดร์แห่งแสงสว่าง" โมนีก้าเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน หวานหูและนอบน้อมประหนึ่งนางสวรรค์ร่ายรำคำพูด "พระองค์ผู้ทรงราชรถทองคำข้ามผ่านห้วงนภา ทรงเป็นเจ้าของเส้นเกศาที่เป็นประกายยิ่งกว่าทองคำที่บริสุทธิ์ที่สุดในใต้หล้า ทรงเป็นจอมทัพแห่งศิลปศาสตร์ที่เหล่ามิวส์ทั้งเก้าต้องสยบยอมแทบพระบาทด้วยความหลงใหลในปรีชาสามารถอันไร้ที่สิ้นสุด"



              เธอกวาดมือไปยังพิณและคันธนูบนโต๊ะบูชา "เพียงพระองค์ทรงดีดสายพิณแม้เพียงนิด มวลวิหคทั่วปฐพีพลันหยุดนิ่งเพื่อสดับฟัง ความไพเราะของท่วงทำนองนั้นสั่นสะเทือนไปถึงขุนเขาโอลัมปัส แม้แต่เทพเจ้าองค์ใดก็มิอาจเทียบเทียมความสง่างามที่แผ่ออกมาเพียงแค่พระองค์ทรงขยับวรกาย ทรงเป็นผู้ที่งดงามที่สุด รุ่งโรจน์ที่สุด และเฉลียวฉลาดที่สุดในมวลหมู่ทวยเทพและมนุษย์"



              โมนีก้าเริ่มใส่จีบปากจีบคออวยแหลกแบบไม่กลัวฟ้าดินลงโทษ "พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งการธนูที่แม่นยำประดุจสายฟ้า ทรงเป็นเทพแห่งการรักษาที่เยียวยาได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณที่แตกสลาย ข้า... โม่หนิง สตรีผู้ต่ำต้อยจากดินแดนอันไกลโพ้น ได้ยินกิตติศัพท์อันเกริกไกรของพระองค์มานานแสนนาน ข้ามารอคอย ณ ที่แห่งนี้เพียงเพื่อหวังว่าแสงสว่างอันเป็นนิรันดร์จะเมตตาชายตามามองผู้ที่ศรัทธาในความสมบูรณ์แบบของพระองค์" เธอยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ โมนีก้าเริ่มร่ายกลอนสดอวยยศแบบสุดตัว



              "รุ่งอรุณส่องฉายประกายแกร่ง... ไม่เท่าแสงจากเนตรทองส่องถวิล พิณเทพก้องซ่านซึ้งถึงแผ่นดิน... ทั่วชีวินสยบมอบแทบบาทา เทพบุตรโฉมงามนามอะพอลโล... ผู้ยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าเวหา ความฉลาดล้ำเลิศประเสริฐมา... ข้าขอพรท่านผู้กล้า... ข้าบูชาท่านเหนือใคร"



              โมนีก้าแสร้งทำเป็นโน้มตัวลงก้มกราบอย่างงดงาม แต่แอบกลอกตามองบนพลางคิดในใจว่'อวยขนาดนี้ ถ้าไม่ลงมาหาแม่จะเผาพริกไทยรมควันในห้องนี้ให้สำลักตายไปเลยนะเลสเตอร์!'



              "ข้าได้จัดเตรียมเครื่องหอมที่ไม่มีในโลกนี้ กลิ่นอายจากแดนลี้ลับที่คู่ควรกับลมหายใจของเทพเจ้าเช่นพระองค์เท่านั้น" เธอเอื้อมมือไปฉีดน้ำหอมเบอร์รี่อีกรอบ "ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ ท่านผู้รุ่งโรจน์ที่สุดในจักรวาล สตรีผู้เดียวดายคนนี้ต้องการคำปรึกษาจากสติปัญญาอันไร้ขอบเขตของท่าน มีเพียงท่านคนเดียวที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะท่านคือที่สุดของที่สุดในหมู่มวลเทพ" โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอรู้ว่าปลา(อาจจะ) ติดเบ็ดแล้ว แต่อะพอลโลเวอร์ชันปี 184 นี้เหมือนกองไฟที่ต้องเติมเชื้อเพลิงให้ลุกโชนจนควบคุมไม่ได้ เธอจึงเริ่มร่ายมหากาพย์คำอวยที่เตรียมมาถล่มอีโก้ของเทพหนุ่มให้พังทลายลงมาเป็นความลุ่มหลงในตัวเอง



              โมนีก้ายังคงหมอบกราบอยู่บนพื้นเสื่อไม้ไผ่ ร่างกายของเธอสั่นระริก (ซึ่งแน่นอนว่าครึ่งหนึ่งคือการแสดง แต่อีกครึ่งคือความล้าจากการสรรหาคำศัพท์มาอวย) เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มระลอกที่สองของการสรรเสริญที่เหนือยิ่งกว่ามหากาพย์ใด ๆ ที่โลกเคยจารึก



              "โอ้... ท่านผู้เป็นรัศมีแห่งจักรวาล" เสียงของเธอทวีความกังวานและเปี่ยมด้วยอารมณ์ยิ่งขึ้น "เพียงคำตำหนิจากริมฝีปากอันได้รูปของท่าน ก็มีค่าดั่งหยาดน้ำค้างจากสวรรค์ที่รดชโลมใจอันแห้งผากของข้า ข้ายังมิอาจหยุดพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดของวรกายท่านได้เลย แม้แต่เงาของพระองค์ที่ทาบลงบนพื้นดิน เงาเยี่ยงนั้นก็ยังดูสง่างามและมีระเบียบวินัยยิ่งกว่ากองทัพใดในโลกมนุษย์ ท่วงท่าการก้าวย่างของท่านช่างแผ่วเบาและมั่นคงประดุจท่วงทำนองของบทเพลงสวรรค์ที่ไม่มีวันผิดเพี้ยน"



              โมนีก้าเริ่มอวยลามไปถึงสติปัญญาและทักษะรอบด้านของเทพเจ้าหนุ่มอย่างไม่หยุดหย่อน "ท่านคือองค์อธิปัตย์แห่งศิลปวิทยาการทั้งปวง ท่านทรงมีความรู้แจ้งในสรรพสิ่ง ตั้งแต่การกำเนิดของหมู่ดาวไปจนถึงกลไกของแมลงตัวเล็ก ๆ ในพงหญ้า ไม่มีปริศนาใดในสามภพที่ท่านคลี่คลายไม่ได้ ท่านทรงเป็นยอดนักกวีที่ทำให้ทาร์ทารัสพลันกลายเป็นสวนดอกไม้ได้เพียงแค่การร่ายกลอนหนึ่งบท ท่านทรงเป็นยอดนักธนูที่สามารถยิงธนูลอดผ่านรูเข็มหมื่นเล่มในระยะพันลี้ได้โดยไม่กะพริบตา! และความเฉลียวฉลาดของท่านนั้นเล่า... มันช่างเจิดจ้าเสียจนข้ากริ่งเกรงว่าหากข้าคิดถึงมันมากไป สมองอันน้อยนิดของข้าจะหลอมละลายเพราะความซับซ้อนและล้ำลึกที่มนุษย์มิอาจหยั่งถึง"


              เธอยังคงร่ายยาวต่อไปประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก "พระสิริโฉมของท่านช่างสมดุลยิ่งนัก ระหว่างความแข็งแกร่งของวีรบุรุษและความอ่อนช้อยของศิลปิน พระพาหาของท่านที่ทรงพลังนั้นช่างดูงดงามเมื่อหยิบจับสายพิณ และดูน่าเกรงขามเมื่อถือคันธนูสีทอง ลมหายใจของท่านคือสายลมฤดูใบไม้ผลิที่ปลุกชีวิตให้ฟื้นคืน เสียงหัวเราะของท่านคือแสงแดดที่ขับไล่เมฆหมอกแห่งความโศกเศร้า ข้าขอสาบานต่อแม่น้ำสติกซ์และสรวงสวรรค์ทุกชั้นฟ้า ว่าข้ามิเคยพบ... และมิมีวันจะพบ... สิ่งใดที่งดงามและสมบูรณ์แบบไปมากกว่าพระองค์อีกแล้ว"



              โมนีก้าใช้มือที่สั่นเทาหยิบกำยานสูตรพิเศษ (ที่เธอแอบผสมเครื่องเทศลงไปให้เกิดควันสีทอง) โปรยลงในเตาบูชา "ดูควันนี้สิเจ้าคะ แม้แต่มวลควันยังพยายามม้วนตัวเลียนแบบรูปทรงอันสง่างามของพระองค์ ท่านผู้เป็นที่สุดของความเป็นชาย ท่านผู้เป็นที่สุดของความเป็นพระเจ้า ท่านผู้เป็นนิรันดร์แห่งความเยาว์วัยที่กาลเวลามิอาจแตะต้องได้แม้เพียงปลายผม เล็บเท้าของท่านที่ส่องประกายดุจเพชรนั้น ข้าขอยกย่องมันว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่งดงามกว่ามหาวิหารใด ๆ ในโรมหรือเอเธนส์เสียอีก"



              "พระองค์คือจุดศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง" โมนีก้าตะโกนก้องในใจ (แต่เอ่ยออกมาด้วยเสียงนุ่มนวล) 



              "ดวงตะวันบนฟากฟ้านั้นเป็นเพียงโคมไฟที่คอยส่องตามหลังพระองค์เท่านั้น ความอบอุ่นที่มนุษย์ได้รับมิใช่มาจากดวงดาวก้อนนั้น แต่มาจากเมตตาธรรมและความรุ่งโรจน์ที่แผ่ออกมาจากพระทัยของท่านต่างหาก ข้าขอนอบน้อมต่อท่านผู้มีผิวพรรณเรืองรองประดุจหิมะต้องแสงอาทิตย์ ท่านผู้มีสติปัญญาเหนือชั้นจนเหล่ามิวส์ต้องแย่งกันมารับใช้ท่านเป็นพันคน"



              "ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ..." โมนีก้าแสร้งทำเป็นสะอึกสะอื้นด้วยความตื้นตัน 



              "ท่านเทพผู้เพียบพร้อมที่สุดในจักรวาล ท่านผู้ที่แม้แต่ซูสยังต้องภูมิใจที่มีโอรสเช่นพระองค์ ท่านผู้ที่มีความสามารถเหนือคำบรรยายในทุกอณูขุมขน... ชายตามามองสตรีผู้ภักดีคนนี้ที่กำลังเผชิญกับความอัปยศจากมนุษย์ผู้โง่เขลาคนหนึ่ง มนุษย์ที่บังอาจคิดว่าตนเองรู้แจ้งอนาคตจากตำราเน่า ๆ โดยหารู้ไม่ว่าความรู้แจ้งที่แท้จริงมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ครอบครอง ช่วยลบมลทินในสมองของมนุษย์ผู้นั้นทิ้งไปเสียเถิดเจ้าค่ะ เพื่อให้โลกนี้กลับมาสว่างไสวและสดใสตามที่พระองค์ปรารถนา"



              โมนีก้ายังคงนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มบิดเบี้ยวจากพลังงานเทพเจ้าที่เข้มข้นขึ้นทุกที เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดซึมตามไรผมขาวซีด แต่เธอมิได้หยุดยั้งวาจาสรรเสริญ แม้ลำคอจะเริ่มแห้งผาก แต่เพื่อเป้าหมายในการเรียกตัวพ่อของวงการหลงตัวเองมาจัดการงานนี้ เธอจึงงัดเอามหากาพย์บทกวีที่ร้อยเรียงด้วยคำศัพท์ที่หรูหราที่สุดเท่าที่สมองของธิดาแห่งเซเรสจะนึกออกออกมาพ่นใส่เตาบูชาไม่หยุดหย่อน



              "โอ้พระองค์... สุริยันอันบรรเจิด ผู้กำเนิดแสงทองส่องวิถี รัศมีโชติช่วงชัชวาลทุกนาที ปฐพีสยบกราบแทบบาทา” 


              “เส้นเกศาถักทอด้วยทองหลอม กลิ่นพะยอมยอมแพ้สุคนธา นัยน์เนตรดั่งสุริยาฉายเมตตา ทั่วโลกาแซ่ซ้องก้องสวรรค์”


              “เพียงหัตถ์ทองแตะสายพิณก้องกังวาน เหล่าขับขานนกน้อยพลันโศกศัลย์ เพราะเพลงเทพไพเราะเกินรำพัน สวรรค์ชั้นฟ้าต้องหยุดฟัง”


              “คันธนูสีทองที่ทรงถือ ระบือชื่อปราบมารพาลพ่ายพัง ความแม่นยำล้ำเลิศประเสริฐจัง ทุกเบื้องหลังความสำเร็จ... คือพระองค์”


              “เล็บพระหัตถ์สุกใสใจประจักษ์ ช่างน่ารักงดงามดั่งประสงค์ ผิวพรรณนวลเนียนละเอียดเลิศเลอคง ข้าขอลงกราบกรานท่านเทวา"



              โมนีก้ายังคงพรรณนาต่อไปไม่หยุดหย่อน เธอชมตั้งแต่ไรผมที่เรียงตัวกันอย่างมีระเบียบประดุจกองทัพทหารโรมัน ชมความโค้งมนของใบหูที่ดูรับกับสติปัญญาอันเฉียบแหลม ไปจนถึงชมการขยับของนิ้วโป้งเท้าที่เธอบอกว่ามัน "ทรงพลังและดูมีอำนาจยิ่งกว่าจักรพรรดิคนไหน ๆ ในประวัติศาสตร์" เธออวยวนไปว่า แม้แต่ขี้ไคลของพระองค์ก็คงจะเป็นผงทองคำที่มีค่ายิ่งกว่าสมบัติในถ้ำอลาดีน และลมหายใจของพระองค์ก็คือออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ทำให้พืชพรรณทั่วโลกเติบโตได้อย่างรวดเร็ว (ซึ่งอันนี้เธอแอบเอาใจแม่ตัวเองที่เป็นเทพีเกษตรกรรมไปด้วยในตัว)



               ปราชญ์ผู้รุ่งโรจน์

              อักษรขจรไกลโพ้น

              แสงนำทางชน


              หล่อล้ำเหนือใคร 

              ปีกอินทรีมิอาจเทียบ 

              งามล้นปฐพี


              บารมีแผ่

              ข้าขอเทิดทูนท่าน

              จนชีพมลาย



              โมนีก้ายังคงนั่งร่ายบทกวีสั้น ๆ เหล่านี้วนไปวนมาประหนึ่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ตกร่อง เธอขยับริมฝีปากร่ายมนต์อวยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนเสียงสูงต่ำตามอารมณ์เพื่อให้ดูมีความขลังอลังการ แสงสว่างในห้องทวีความเข้มข้นจนกำแพงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่าม กลิ่นไอแดดร้อนแรงขึ้นจนผิวของเธอเริ่มรู้สึกอุ่นวาบ



              เธอนั่งอยู่ตรงนั้น อวยซ้ำไป... อวยวนไป... จากกวีไฮกุบทที่หนึ่งวนไปบทที่สาม แล้วกลับมาบทที่สองใหม่ สลับสับเปลี่ยนถ้อยคำสรรเสริญนับร้อยนับพันครั้งต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง จนกระทั่งเงาในห้องเริ่มไม่เป็นเงา เพราะแสงสว่างนั้นไม่ได้มาจากตะเกียงอีกต่อไป แต่มาจากแรงปรารถนาของเทพเจ้าที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับคำเยินยอที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!!!



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เมื่อคุณจะเรียกเทพสักคน...
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าได้พบกับอีธาน บุตรแห่งเฮอร์มีสจนได้ เธอทำทีเป็นจะลงโทษเขาด้วยตนเอง ให้สาวใช้เตรียมแส้มาฟาด แต่พูดกันเป็นภาษาอังกฤษให้สาวใช้ติดตามไม่สงสัย ทำท่าทีเหมือนเจอคนบ้านเดียวกัน (คนบ้านเดียวกันแค่มองตากันก็เข้าใจอยู่--) ทั้งสองปรึกษากัน สรุปได้แนวทางดังนี้

1. โมนีก้าจะเป็นคนเรียกคนที่ลบความทรงจำคนมาได้มา

2. อีธานกับอาริเอลสแตนบายรอขโมยตำราของจางกงกง


อีธานก็ตกลงแล้วก็ไป หลังจากนั้นโมนีก้าก็ทำทีว่าอยากบูชาเทพ (ซึ่งบูชาจริง) อวยพรท่านกงกง จากนั้นก็บูชาเทพอะพอลโล เพราะตอนนี้เธอคิดไม่ออกว่าใครจะช่วยเธอได้ แม้ว่าอะพอลโลยุคนี้เธอก็จะยอมเสี่ยง ก็เลยบูชาเปิดกำไลเทสเซราต่อสายเทพอะพอลโล พูดอวยเทพแห่งแสงอาิตย์ทั้งวันทั้งคืนจนกว่าเขาจะตอบให้ได้!! ถวายศรัทธาด้วย!!


[โมนีก้า - เรียกบูชาเทพอะพอลโลมาหา]

[อาริเอล/อีธาน - สแตนบายช่วยเหลือ/ขโมยของ]

Loot & Rewards

เผาค่าความศรัทธาแก่เทพ

ข้า โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ขอมอบศรัทธาต่อเหล่าเทพแก่ เทพอะพอลโล

จำนวนศรัทธาที่มอบให้: 1000 แต้ม

ได้รับ: ความโปรดปราน +50 (เต็มแล้ว แต่หลอกล่อด้วยสิ่งนี้แหละ)

(ทุก ๆ 1000 ศรัทธา = 50 ความโปรดปรานต่อเทพองค์นั้น)

Relationship Gains

(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับ --1000 ความศรัทธา โพสต์ 2026-1-13 11:01
โพสต์ 161930 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-13 05:29
โพสต์ 161,930 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-13 05:29
โพสต์ 161,930 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-13 05:29
โพสต์ 161,930 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-13 05:29
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-13 16:56:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 24 : มิชชั่นอิมพอสซิบเบิล Part 1

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน จนถึง กลางฤดูหนาว (เดือน 12) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184 ย่าง 185) ณ เมืองลั่วหยาง แผ่นดินฮั่น

             คืนต่อมาบรรยากาศภายในเรือนพักสนมเอกยามดึกสงัดถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายของความหรูหราที่ปนเปื้อนความอึดอัด แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวสะท้อนกับผนังไม้ลงรัก โมนีก้าในคราบพระสนมโม่หนิงกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนฟูกหนานุ่ม ผิวขาวซีดเนียนละเอียดของเธอสะท้อนแสงเทียนดูราวกับสลักจากงาช้างชั้นดี โดยมีนางกำนัลสองคนคอยปรนนิบัติบีบนวดเฟ้นไปตามช่วงไหล่และแผ่นหลังตามคำสั่งที่เธอสอนไว้



             "แรงกว่านี้อีกนิด... นั่นแหละ จุดนั้นแหละ" โมนีก้าพึมพำอย่างเคลิบเคลิ้ม การทำสปาในยุคสามก๊กนี่มันช่วยบรรเทาความเครียดจากการต้องรับมือกับมหาขันทีได้ดีจริง ๆ



             ทว่าในจังหวะที่ความเงียบกำลังทำหน้าที่ของมัน จู่ๆ ท่วงทำนองที่ประหลาดล้ำก็ดังแว่วมาจากความมืดภายนอกเรือน มันคือเสียงดีดพิณที่กังวานใสสะอาดประดุจเสียงหยดน้ำที่ตกลงบนหินหยก ท่วงทำนองนั้นไม่ใช่เพลงพื้นเมืองของชาวฮั่น และไม่ใช่เพลงบรรเลงในวังหลวงที่คุ้นหู แต่มันมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ตามมาด้วยเสียงร้องที่ทุ้มต่ำ ทรงพลังทว่าเย่อหยิ่งเหลือคณา เขาไม่ได้ร้องเป็นท่วงทำนองยาวเหยียด แต่กลับเน้นจังหวะที่กระชับและเว้นช่วงอย่างประหลาด... สำหรับคนอื่นมันคือเสียงผีสางเทวดาพร่ำเพ้อ แต่สำหรับโมนีก้า เธอจำมันได้แม่นยำ



             "เจ้าช่างตาถึง คำอวยของเจ้านั้นหนา ช่างหวานจับใจ"



             "เสียงอะไรกันน่ะ!" นางกำนัลที่กำลังนวดอยู่ถึงกับมือสั่นกึกๆ พลางรวบมือกลับมาประนมไว้ที่อก "ทะ...ท่านโม่หนิง ได้ยินไหมเจ้าคะ? เสียงดนตรีที่โหยหวนและภาษาประหลาดนั่น... หรือว่าจะเป็นวิญญาณของขุนนางที่ถูกพระปิตุลาประหารเมื่อเดือนก่อนมาทวงแค้น!"



             เหล่านางกำนัลและสนมคนอื่น ๆ ที่นั่งพักผ่อนอยู่รอบนอกต่างเริ่มแตกตื่น บ้างก็มุดเข้าใต้โต๊ะ บ้างก็ตัวสั่นเทาเหมือนใบไม้ร่วง บรรยากาศเปลี่ยนจากความผ่อนคลายเป็นความสยดสยองในชั่วพริบตา



             "ผีที่ไหนจะดีดพิณได้เพราะขนาดนี้กัน ฮ่ะ ๆ" โมนีก้าลุกขึ้นนั่งอย่างแช่มช้า เธอจัดเสื้อผ้าชุดสีม่วงให้เข้าที่พลางลอบยิ้มสะใจในใจ 'มาจนได้นะไอ้เจ้าพ่อคนหลงตัวเอง อุตส่าห์แต่งไฮกุสวนกลับมาซะด้วย รสนิยมประหลาดชะมัด'



             "ข้าจะออกไปดูเอง" โมนีก้าเอ่ยเสียงเรียบพลางก้าวเท้าลงจากแท่นนอนของตนเอง



             "อย่าเลยเจ้าค่ะพระนาง! อย่าไปเลย!" นางกำนัลคนหนึ่งถลาเข้ามากอดขาเธอไว้ด้วยความหวาดกลัว "นั่น... นั่นอาจจะเป็นผีสางนางไม้ หรือปีศาจที่แปลงกายมาล่อลวงสตรีในวังหลวงก็ได้นะเจ้าคะ! หากท่านเป็นอะไรไป พระปิตุลาต้องสั่งกวาดล้างพวกเราหมดทั้งเรือนแน่ ๆ!"



             "ใช่เจ้าค่ะ! เสียงนั้นมันดูสูงส่งจนน่าเกรงขามเกินไป... มนุษย์ทั่วไปมิอาจเปล่งเสียงเช่นนั้นได้หรอก!" สนมอีกคนเสริมพลางซุกหน้ากับไหล่เพื่อน



             ทว่าโมนีก้ากลับก้มมองพวกนางด้วยสายตาเอ็นดูแกมขำ "พวกเจ้ากังวลเกินไปแล้ว ผีสางที่ไหนจะมาร้องเพลงชมตัวเองกลางดึกแบบนี้? พวกเจ้าอยู่ที่นี่แหละ ลงกลอนประตูให้แน่น อย่าให้ใครเข้าหรือออก ข้ามีของดีติดตัวอยู่บ้าง ผีตนนั้นทำอะไรข้าไม่ได้หรอก" เธอขยิบตาให้พวกนางหนึ่งที ก่อนจะหยิบฉวยเอาเสื้อคลุมไหล่สีทองมาสวมทับแล้วเดินตรงไปยังประตูไม้แกะสลัก ทิ้งให้เหล่านางกำนัลส่งเสียงร้องระงมด้วยความห่วงใยผสมความกลัว



             เมื่อโมนีก้าก้าวพ้นธรณีประตูออกมาสู่สวนอุทยานส่วนตัวยามค่ำคืน ลมเย็นเยือกของเดือน 12 ปะทะใบหน้า แต่เธอกลับรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากทิศทางของศาลาริมน้ำ แสงสว่างสีทองจาง ๆ เรืองรองอยู่เบื้องหลังพุ่มดอกโบตั๋น พร้อมกับเสียงดีดสายพิณที่ดังขึ้นอีกครั้งเป็นจังหวะสุดท้ายของบทกวีไฮกุที่แสนจะอวยตัวเอง



             โมนีก้าก้าวเดินอย่างมั่นคงท่ามกลางความมืดมิดของราตรี แต่ยิ่งเธอขยับเข้าใกล้ศาลาริมน้ำเท่าไหร่ อากาศที่ควรจะหนาวเหน็บกลับอุ่นร้อนขึ้นราวกับฤดูร้อนกำลังจะอุบัติขึ้นกลางฤดูหนาว แสงสีทองเรืองรองสว่างวาบขึ้นหลังพุ่มดอกโบตั๋น บดบังทัศนียภาพรอบข้างจนเหลือเพียงเงาร่างที่พร่ามัว แต่ทว่าทรงอำนาจอย่างมหาศาล



             เสียงดีดพิณรัวเร็วด้วยท่วงทำนองที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เสียงทุ้มกังวานประดุจเสียงสวรรค์จะร่ายมนต์กวีไฮกุที่แสนจะหลงตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย โมนีก้าหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาไม้ นัยน์ตาสีเทาเงินเบิกกว้างด้วยความรู้สึกที่ตีกันยุ่งเหยิงในอก



             “เจ้าชมเล็บเท้า ข้าว่ามันงามจริง ๆ เพชรยังอายม้วน” เสียงพิณสั่นสะเทือนสอดรับกับจังหวะร่าย 

             “ขี้ไคลข้าหรือ ทองคำบริสุทธิ์นั่น เจ้าช่างฉลาด เจ้าชมไรผม” 

             “เรียงตัวดั่งกองทัพโรม ข้าปลื้มเหลือเกิน”



             โมนีก้ายืนฟังบทกวีที่เธอเพิ่งจะประเคนอวยเขาไปหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ถูกเขานำมาร้อยเรียงใหม่ด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด เธอเม้มริมฝีปากแน่น ความคิดถึงที่ถล่มทลายต่อเลสเตอร์หรืออะพอลโลในร่างมนุษย์ที่เธอรู้จักพุ่งพล่านจนเกือบจะทำให้เธอก้าวออกไปโผกอดเขา แต่สัญชาตญาณเตือนเธอว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ชายหนุ่มผู้ถ่อมตัวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอคนนั้น



             “กลิ่นส้มและบุหงา ไม่เท่ากลิ่นกายของข้า หอมฟุ้งสวรรค์”

             “ดวงตาของเจ้า ที่มองเห็นความงามข้า คือตาที่บุญ” 

             “ไฮกุบทนี้ ข้าคิดในยามรุ่งสาง ยังไม่เคยเผย”



             รัศมีสีทองจางลงเล็กน้อย เผยให้เห็นเทพบุตรที่นั่งอยู่บนพนักศาลาริมน้ำ อะพอลโลในปี ค.ศ. 184 คือนิยามของความสมบูรณ์แบบที่น่าหมั่นไส้ที่สุด เส้นผมสีทองหยักศกสลวยประดุจทอจากแสงอาทิตย์รวบขึ้นอย่างมีสไตล์ ดวงตาสีทองสว่างจ้าดุจสุริยาแฝงไปด้วยความทะนงตนอย่างถึงที่สุด เขาอยู่ในชุดทูก้าสีขาวผ่องขลิบทองที่ดูสะอาดตาไร้ที่ติ ผิวพรรณเรืองรองขาวจัดตัดกับริมฝีปากที่กำลังขยับร่ายกวี



             “ข้าซ่อนมันไว้ ในลิ้นชักแห่งเมฆา เจ้าไปรู้ได้อย่างไร?” เขาเอียงคอเล็กน้อยให้โมนีก้าอย่างแสนซน 

             “หรือเจ้าเป็นนก ที่คอยแอบฟังข้าสวด บทกวีสวรรค์?” 

             “รูปโฉมของเจ้า แม้มิเท่าเสี้ยวหน้าข้า แต่ก็น่ามอง”



             สายตาคมกริบสีทองตวัดมามองโมนีก้าที่ยืนหลบมุมอยู่ แววตานั้นสำรวจตรวจตราเธอราวกับกำลังชื่นชมผลงานประติมากรรมที่พอใช้ได้ชิ้นหนึ่ง



             “ผิวขาวซีดนั้น เมื่อต้องแสงทองของข้า ช่างดูนวลตา”

             “เจ้าช่างอวยยศ จนข้าเคลิ้มเหมือนบินได้ สูงกว่าดวงดาว”

             “สติปัญญา ที่เจ้าพรรณนามา ถูกต้องที่สุด” เขายืดอกขึ้นพลางขยับนิ้วเรียวยาวดีดพิณเป็นทำนองโอ้อวด 



             “ข้าเก่งทุกอย่าง ธนู พิณ และรักษา ข้าคือที่หนึ่ง” 

             “แต่บทกวีนี้ เจ้าไปแอบก๊อปที่ใด? ลิขสิทธิ์ของข้า!” 



             เขายักคิ้วยียวนกวนประสาทแบบที่โมนีก้าจำได้แม่นยำ จนเธอต้องสูดลมหายใจสั่น ๆ พยายามระงับอารมณ์ เธอรู้ดีว่าเทพองค์นี้คืออะพอลโลที่ยังหยิ่งยโสโอหังที่สุด ไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่รู้จักความพ่ายแพ้ เขาคือพระเจ้าที่คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเอง และเธอก็เป็นเพียงนางมนุษย์ที่รู้จักใช้คำอวยมาล่อลวงเขา



             “เจ้าสาวลึกลับ จากดินแดนอันไกลโพ้น เจ้าช่างซุกซน”

             “ข้าจะให้พร เพราะเจ้าชมข้าได้ดี กว่ามิวส์ทั้งเก้า”

             “มาเถิดแม่นาง มาฟังไฮกุของข้า ยาวถึงรุ่งเช้า”



             อะพอลโลหยุดพิณลงข้างกายพลางกวักมือเรียกเธอด้วยท่าทางที่ดูเหมือนการประทานอนุญาตให้เข้าเฝ้าพระราชา เขาแสยะยิ้มที่ทำให้หัวใจโมนีก้าเต้นรัว แววตาเย้ยหยันและหลงตัวเองนั้นช่างน่าหมั่นไส้จนเธออยากจะเขวี้ยงรองเท้าใส่ แต่ในขณะเดียวกันความสง่างามของเขาก็ช่างกดข่มจนเธอแทบจะลืมวิธีหายใจ



             “ใจเจ้าช่างกล้า กล้ารักคนสมบูรณ์แบบ เช่นองค์อะพอลโล”

             “คำตอบที่เจ้า เฝ้าเพียรถามสติข้า ข้าจะชี้ทาง”

             “แต่ก่อนอื่นนั้น เจ้าจงร่ายบทชมเพิ่ม ข้ายังไม่พอ!”



             “ความรักข้านั้น เหมือนแดดเที่ยงที่แผดเผา เจ้าจะทนไหม?” 

             “จงก้มกราบต่อ ข้าชอบเสียงของเจ้านัก นางมนุษย์ขี้อ่อย”



             ตริ๊งงงง! เสียงพิณสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายดังกังวานไปทั่วอุทยาน ก่อนจะทิ้งความเงียบงันที่หนักอึ้งไว้ท่ามกลางไอร้อนที่ยังไม่จางหาย อะพอลโลจ้องมองโมนีก้าด้วยดวงตาสีทองอำพันที่สะท้อนแสงจันทร์ เขายังคงรอคอยคำสรรเสริญรอบใหม่ด้วยท่าทีประดุจพระเจ้าที่กำลังรอเครื่องสังเวยที่หอมหวานที่สุด


             

             อะพอลโลวางพิณไลราสีทองลงข้างกายอย่างแช่มช้า ท่วงท่าของเขาสง่างามเสียจนอากาศรอบด้านดูเหมือนจะหยุดไหลเวียนเพื่อรอรับสัมผัสจากเขา แสงรัศมีสีทองที่แผ่ออกมาจากวรกายนั้นเจิดจ้าเสียจนใบไม้รอบศาลาริมน้ำเริ่มม้วนงอด้วยความร้อนจัดดั่งกลางฤดูร้อน สายพระเนตรสีทองอำพันคู่นั้นจ้องมองโมนีก้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูแบบที่พระเจ้ามีต่อสัตว์เลี้ยงที่แสนรู้ แต่ก็เจือไปด้วยความหยิ่งยโสอันเป็นเอกลักษณ์ของเทพเจ้าผู้ไม่เคยรู้จักความพ่ายแพ้



             “เจ้าสตรีผู้เฉลียวฉลาด...” อะพอลโลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขากังวานประดุจเสียงดนตรีที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ “ไฮกุเหล่านั้นข้าเพิ่งร่างเสร็จเมื่อศตวรรษก่อนในจินตนาการ และข้ามั่นใจว่าข้ายังมิเคยประทานให้มนุษย์หน้าไหนได้จดบันทึก แม้แต่เหล่านักกวีเอกในกรุงโรมหรือเอเธนส์ก็มิเคยได้ยลท่วงทำนองนี้ แล้วเจ้า... สตรีผมดำแห่งแดนบูรพา เจ้าไปล่วงรู้ท่วงทำนองในหัวของข้าได้อย่างไร?”



             เขาก้าวลงจากพนักศาลา ท่วงท่าการเดินนุ่มนวลประดุจสัตว์ป่าที่ทรงอำนาจ เขาขยับเข้าใกล้เธออีกนิดพลางเอียงคอพิจารณาโมนีก้าด้วยความฉงน “หรือว่า... เจ้าแอบหลงรักข้าจนจิตวิญญาณของเราเชื่อมถึงกันในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง? ความรักต่อข้าช่างทรงพลังขนาดนั้นเชียวรึ? ข้าก็เข้าใจนะ... เพราะข้านั้นสมบูรณ์แบบจนกาลเวลาก็มิอาจกั้นความเสน่หาที่มนุษย์มีต่อข้าได้”



             โมนีก้าที่ยืนตัวแข็งทื่อรีบก้มลงคำนับในทันที เธอไม่ได้ก้มลงเพราะความเกรงกลัวในอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่เธอต้องการรักษาระยะห่างอย่างที่สุด เธอพยายามกลั้นหายใจและไม่ขยับเข้าไปใกล้รัศมีของเขา เพราะเธอรู้ดีว่ากลิ่นกายไลแลคและเบอร์รี่หวานของเธอนั้นคือกับดักที่อันตรายที่สุด หากกลิ่นไลแลคนี้ลอยไปแตะพระนาสิกของเทพเจ้าจอมโวยวายองค์นี้ เขาจะนึกถึงดาฟเน่หญิงสาวที่เป็นปมด้อยและบาดแผลในหัวใจของเขาตลอดกาล 



             และถ้าอะพอลโลเวอร์ชันปี 184 เกิดคลุ้มคลั่งหรือเศร้าสลดขึ้นมา ลั่วหยางทั้งเมืองอาจถูกแผดเผาด้วยไฟสุริยะในพริบตา



             “โอ้... ท่านผู้รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าดวงตะวัน” โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่พยายามคุมให้มั่นคง “ข้าเป็นเพียงผู้รับสาส์นจากโชคชะตาที่มองเห็นความงามของท่านผ่านม่านแห่งกาลเวลา ข้ามิกล้าเอื้อมอาจรักท่านด้วยตัวตนที่ต่ำต้อย แต่ข้ามาที่นี่เพื่อวิงวอน... ท่านผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศเหนือใคร ท่านช่วยลบความทรงจำของทรราชที่กำลังทำลายแผ่นดินนี้ได้หรือไม่? มนุษย์ผู้นั้นครอบครองความรู้ที่ไม่คู่ควร... ความรู้ท่านควรประทานให้เพียงผู้เดียว”



             อะพอลโลชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเลิกขนมงอนงามขึ้นพลางแสยะยิ้มที่ทำให้หัวใจของมนุษย์แทบหยุดเต้น มันเป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและยียวน “ลบความทรงจำรึ? เรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเจ้าถึงกับต้องเรียกข้าลงมาเชียวรึ? ข้าคือเทพแห่งการรักษาและเทพแห่งความรู้ การจะดึงเอาขยะออกจากสมองอันเน่าเฟะของมนุษย์สักคนมันง่ายยิ่งกว่าการดีดสายพิณเสียอีก”



             อะพอลโลหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ รัศมีสีทองที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวด้วยความร้อนจาง ๆ เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้โมนีก้ามากขึ้นอีกนิดด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่าในจังหวะนั้นเอง พระนาสิกของเทพเจ้าผู้สมบูรณ์แบบพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นบางอย่างที่ลอยมาตามลม



             มันคือกลิ่นไลแลค... จางเบาบางเสียจนแทบจะถูกกลิ่นแดดเผาของเขากลบมิด แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้เทพเจ้าจอมโวยวายชะงักนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาสีทองอำพันที่เคยฉายแววขี้เล่นและเย่อหยิ่งพลันวูบไหวและเคร่งขรึมลง แววตาของเขาดูซับซ้อนคล้ายกับกำลังดิ่งลึกลงไปในความทรงจำที่แสนเจ็บปวดอันเป็นนิรันดร์ อะพอลโลนิ่งค้างไปหลายวินาที มือที่กำลังจะยกพิณขึ้นมาเกร็งขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น เขาพยายามรักษามาดเทพเจ้าผู้ไม่สะทกสะท้านเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เขาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป แล้วปั้นหน้ายียวนตามเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในใจ



             “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบางอย่างจาง ๆ รอบตัวเจ้า...” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ลดความจองหองลงครึ่งหนึ่ง แต่เพิ่มความระแวดระวังขึ้น “เอาเถอะ... ข้าจะพาเจ้าไปพบกับใครบางคน’ที่แฝงตัวอยู่ในลั่วหยางแห่งนี้ นางอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่เจ้าตามหาได้” เขาสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อไล่กลิ่นไลแลคที่ยังวนเวียนอยู่ในมโนสำนึก ก่อนจะจ้องมองโมนีก้าด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น “แต่ฟังข้าให้ดี... เจ้าจงระวังหน่อย อย่าทำให้ นางต้องเป็นอะไรไปเด็ดขาด ข้าไม่อยากโดนยัยอะโฟร์ไดต์ตามมาสวดยับกะโหลกหากข้าปล่อยให้ธิดาของนางต้องมอดไหม้ไปกลางทาง หรือมีปัญหาชู้สาววุ่นวายมาถึงหูข้า”



             เขายกพิณขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ร่ายกวีต่อ แต่กลับกวาดสายตาสำรวจใบหน้าของโมนีก้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “ข้าจะรอเจ้าที่ประตูเมืองในยามที่แสงแรกเริ่มจับขอบฟ้า... อย่าให้ข้าต้องรอนานนักล่ะ สตรีผู้รู้ใจข้า”



             ตริ๊งงงง! เสียงพิณสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายดังกังวานกระแทกโสตประสาทจนโลกทั้งใบเบลอไปชั่วขณะ สิ้นเสียงนั้น ร่างของอะพอลโลพลันสลายกลายเป็นเสาแสงสีทองพุ่งทะยานข้ามผ่านยอดตำหนักหลวงหายลับไปในหมู่เมฆ ทิ้งไว้เพียงไอร้อนที่ยังระอุบนผิวกายของโมนีก้าและกลิ่นไหม้จาง ๆ ของยอดหญ้าที่ถูกพลังเทพแผดเผา



             โมนีก้ายืนหอบหายใจอย่างหนัก แรงกดดันเมื่อครู่ทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ความรู้สึกคิดถึงเลสเตอร์และความหวาดหวั่นต่ออะพอลโลเวอร์ชันนี้ตีรวนจนขอบตาร้อนผ่าว เธอยกมือขึ้นลูบที่ลำคอเบา ๆ พลางนึกถึงความทรงจำที่เขาเพิ่งจะนิ่งไปเมื่อได้กลิ่นไลแลคจากตัวเธอ



             ‘ไปพบใครบางคนที่เป็นสายเลือดอะโฟร์ไดต์งั้นเหรอ? ในยุคที่วุ่นวายขนาดนี้ นายยังจะพาฉันไปเจอเรื่องยุ่งยากอะไรอีกนะ...’ โมนีก้าคิดในใจพลางปาดเหงื่อที่ข้างขมับ แผนการหนีออกจากวังในคืนนี้ไม่ได้มีแค่จางรังที่ต้องระวังอีกต่อไป แต่มันคือการก้าวเข้าสู่เกมของทวยเทพที่เธอต้องเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มี



             แสงรำไรของเช้ามืดวันส่งท้ายปีเริ่มจับขอบฟาลั่วหยาง ทว่าอากาศภายในตำหนักของมหาขันทีจางรังยังคงอุ่นอบด้วยถ่านเพลิงชั้นดีและกลิ่นกำยานหรูหรา โมนีก้าในชุดผ้าไหมสีม่วงลาเวนเดอร์เนื้อบางเบา ก้าวเดินอย่างแผ่วเบาเข้าไปในห้องบรรทมส่วนตัวของชายผู้กุมชะตาแผ่นดิน



             จางรังนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก เบื้องหน้าเขามีม้วนตำราสื่อจี้กางอยู่ แววตาของเขาดูเคร่งเครียดและเหนื่อยล้าจากการแกะรอยประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มาถึง แต่ทันทีที่กลิ่นดอกไลแลคและเบอร์รี่หวานหอมจรุงใจลอยมาปะทะจมูก ใบหน้าที่หน้าเหมือนพี่หยานของเขาก็คลายความตึงเครียดลง เขาปิดตำราฉับแล้วเงยหน้ามองสนมคนโปรดด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา



             โมนีก้าคุกเข่าลงข้างกายเขา แสร้งทำเป็นอ่อนแรงและออดอ้อน เธอวางมือขาวซีดลงบนเข่าของเขาก่อนจะช้อนดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ขึ้นมอง "ท่านพระปิตุลา... ข้าน้อยมีเรื่องอยากจะวิงวอนท่านสักนิดเจ้าค่ะ"



             จางรังเลิกคิ้ว มือเรียวสวยลูบไปตามพวงแก้มเนียนของเธอ "โม่หนิงของข้า... เช้ามืดเช่นนี้ เจ้าควรจะนอนพักผ่อนอยู่ในอ้อมกอดของข้า มิใช่หรือ? มีเรื่องอันใดด่วนถึงเพียงนี้"



             "ข้าได้ยินมาว่า เช้ามืดวันนี้จะมีพ่อค้าจากแดนใต้นำน้ำมันหอมระเหยและบุหงาป่าที่หายากที่สุดมาวางขายที่ตลาดหน้าประตูเมืองเจ้าค่ะ" โมนีก้าเอ่ยเสียงกระซิบพลางเบียดกายเข้าหา "ข้าอยากจะไปเลือกด้วยตัวเอง อยากได้กลิ่นที่คู่ควรกับตำหนักของท่าน... ให้ข้าออกไปเพียงครู่เดียวได้ไหมเจ้าคะ?"



             จางรังขมวดคิ้ว แววตาฉายความหวงแหนออกมาอย่างชัดเจน "เจ้าน่ะหอมฟุ้งไปทั้งตัวอยู่แล้วโม่หนิง กลิ่นกายเจ้าเย้ายวนยิ่งกว่าน้ำมันหอมใดในใต้หล้าเสียอีก จะเอาไปทำไมอีก? หากเจ้าต้องการ ข้าจะสั่งให้มหาดเล็กไปกวาดซื้อมาให้หมดทั้งร้าน หรือจะให้ข้าสั่งประหารพ่อค้านั่นแล้วยึดของมาให้เจ้าทั้งหมดก็ยังได้"



             "โถ่... ท่านกงกงอย่าทำเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ" โมนีก้าแสร้งทำหน้าเศร้าพลางใช้ปลายนิ้วเขี่ยเล่นที่สายคาดเอวของเขา "ท่านมีอำนาจล้นฟ้า บารมีเกริกไกรถึงเพียงนี้ ข้าน้อยไม่อยากให้ใครมองว่าท่านใช้อำนาจข่มเหงเพียงเพื่อเรื่องเล็กน้อยของสตรี ข้าอยากไปเลือกด้วยใจ... เพื่อให้กลิ่นนั้นเป็นกลิ่นที่ข้าตั้งใจมอบให้ท่านจริง ๆ นะเจ้าคะ" เธอกระเถิบกายขึ้นไปนั่งบนตักของเขาอย่างถือวิสาสะ ซบหน้าลงที่ซอกคอของจางรังพลางถอนหายใจอุ่น ๆ รดผิวหนังของมหาขันที 



             "ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ... ข้าไปเพียงครู่เดียว ยามแสงตะวันโด่ข้าก็จะรีบกลับมาหาท่าน"



             จางรังนิ่งไป ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมหวลที่รุนแรงขึ้นจากกายสาว เขาเชยคางเธอขึ้นมาสบตา "เจ้าช่างปากหวานนัก... และนั่นแหละที่ทำให้ข้ามิอาจวางใจปล่อยเจ้าไปให้ชายอื่นได้ยลโฉม"



             มือของจางรังเริ่มไม่อยู่สุข เขาเลื่อนมือขึ้นมาบีบเค้นที่เอวคอดกิ่วของโมนีก้า ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของเธออย่างกระหาย โมนีก้าแสร้งทำเป็นสะดุ้งเล็กน้อยพลางหลับตาพริ้มส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอเพื่อกระตุ้นอารมณ์เสน่หา จางรังใช้ปลายลิ้นแตะไล้ไปตามลำคอที่กรุ่นกลิ่นไลแลค ลากยาวไปจนถึงติ่งหูของเธออย่างจาบจ้วงและหลงใหล



             "เจ้าช่างหวานเหลือเกิน..." จางรังพึมพำเสียงพร่า เขาจูบซับที่ผิวคอของเธอซ้ำ ๆ ราวกับจะประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของไว้บนผิวขาวซีดนั้น โมนีก้าแสร้งทำเป็นโอนอ่อนผ่อนตาม เธอเอื้อมแขนโอบรอบคอเขาพลางกดจูบเบา ๆ ที่ข้างแก้มของจางรังอย่างยั่วยวน



             "หากท่านอนุญาต... ข้าจะกลับมาปรนนิบัติท่านให้ยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเลยเจ้าค่ะ" เธอระซิบข้างหูเขาด้วยเสียงที่สั่นพร่า "ให้ข้าไปเถอะนะเจ้าคะ... ท่านพ่อบุญธรรมผู้ยิ่งใหญ่ของข้า" คำว่า พ่อบุญธรรมที่ล้อไปกับตำแหน่งที่ฮ่องเต้เรียก ผสมกับสัมผัสอันอีโรติก (?) ทำให้อีโก้ของจางรังพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาเงยหน้าขึ้นจากซอกคอเธอ ดวงตาฉ่ำวาวด้วยตัณหาและความพึงใจ



             "เจ้ามันนางปีศาจตัวน้อย... โม่หนิง"



             จางรังแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกระสันอยากที่ปิดไม่มิด เขาไม่ได้เพียงแค่บดจูบ แต่มือเรียวขาวที่ดูสะอาดสะอ้านกลับตะปบเข้าที่ท้ายทอยของโมนีก้าอย่างแรง บังคับให้เธอแหงนรับสัมผัสที่จาบจ้วง ริมฝีปากของมหาขันทีบดเบียดลงมาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกระหายเลือด เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอจนเจ็บแปลบ ก่อนจะสอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปสำรวจความหวานอย่างหิวโหยและดุดัน



             มันไม่ใช่จูบที่นุ่มนวล แต่เป็นจูบที่แฝงไปด้วยความวิปริตและกระหายในอำนาจ จางรังใช้ฟันครูดเบา ๆ ไปบนผิวเนื้ออ่อนนุ่มประหนึ่งจะกัดกินร่างของเธอให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา ลมหายใจรุ่มร้อนของเขาปัดป่ายไปทั่วใบหน้าของโมนีก้า พร้อมกับเสียงครางต่ำในลำคอที่แสดงถึงความพึงใจในรสสัมผัสอันล้ำลึกนี้



             โมนีก้าแสร้งตอบรับจูบนั้นด้วยท่าทีสั่นเทาแต่อ่อนโยน เธอปล่อยให้เขารุกรานอย่างย่ามใจ แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาจนจางรังยิ่งได้ใจ มือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังอย่างรุนแรงจนโมนีก้ารู้สึกได้ถึงเล็บที่จิกสลักลงบนเนื้อผ้า แววตาของจางรังที่จ้องมองเธอในระยะประชิดนั้นดูโรคจิตและเต็มไปด้วยตัณหาที่บิดเบี้ยว เขาอยากจะขยี้ดอกไม้ดอกนี้ให้แหลกคามือ อยากจะพันธนาการเธอไว้ใต้รอยจูบที่เปื้อนคาวอำนาจนี้ตลอดกาล



             เขาสูดดมกลิ่นไลแลคจากลมหายใจของเธออย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมาอย่างช้า ๆ ทิ้งรอยช้ำจาง ๆ และคราบน้ำใสไว้ที่มุมปากของหญิงสาว จางรังจ้องมองใบหน้ามอมแมมที่แสนเย้ายวนนั้นด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก จางรังก็ผละออกมาอย่างเสียดาย เขาหยิบป้ายหยกประจำตัวโยนให้เธอ "เอาป้ายนี้ไป... ข้าจะให้ทหารม้าติดตามเจ้าไปสองนาย ห้ามคลาดสายตา และเจ้าต้องกลับมาก่อนยามซื่อ หากเจ้าช้าแม้เพียงอึดใจเดียว ข้าจะสั่งปิดเมืองค้นหาเจ้า และเจ้าจะไม่ได้เห็นแสงตะวันข้างนอกนั่นอีกเลยตลอดชีวิต"



             โมนีก้ารับป้ายหยกมาพลางคลี่ยิ้มแสนหวานที่ปิดซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้มิดชิด "ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านพระปิตุลา ข้าน้อยจะรีบไปและรีบกลับมาหาท่าน... หัวใจของข้าจะอยู่ที่ตำหนักนี้กับท่านเสมอ"



             เธอก้มลงกราบลาด้วยท่วงท่าที่งดงามที่สุด ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องบรรทมไป ทิ้งให้จางรังนั่งหอบหายใจมองตามแผ่นหลังของนางด้วยความหลงใหลในอำนาจที่ตนคิดว่ากุมไว้ได้เบ็ดเสร็จ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่านั่นคือจูบลาครั้งสุดท้าย และป้ายหยกที่เขามอบให้นั้น คือกุญแจที่จะพานางไปสู่อ้อมกอดของห้วงเวลาเดิม 



             โมนีก้าก้าวออกมาจากห้องบรรทมที่แสนอึดอัดนั้นด้วยท่วงท่าที่ยังคงความสุขุมเยือกเย็นตามแบบฉบับสตรีผู้สูงศักดิ์ แต่ทันทีที่บานประตูไม้ลงรักปิดสนิทลงและลับสายตาจากมหาขันทีโรคจิต ร่างทั้งร่างของเธอก็สั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้



             เธอเร่งฝีเท้าเดินกลับไปยังเรือนพักส่วนตัวเพื่อเปลี่ยนชุดเตรียมตัวออกไปข้างนอก ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ราวกับตอกย้ำรอยสัมผัสอันน่าสะอิดสะเอียนที่ยังคงคุกรุ่นอยู่บนผิวเนื้อ โมนีก้าปิดประตูห้องพักแล้วทรุดตัวลงนั่งหน้ากระจกทองสัมฤทธิ์ มือที่ขาวซีดสั่นระริกขณะหยิบผ้าไหมสะอาดขึ้นมาเช็ดริมฝีปากตัวเองอย่างรุนแรง เช็ดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผิวบางบวมช้ำแดงก่ำ



             ความขมปร่าแล่นพล่านขึ้นมาในลำคอ มันเป็นรสชาติที่เลวร้ายยิ่งกว่าการฝืนกินผักใบเขียวที่เธอเกลียดชังเป็นไหน ๆ น้ำตาหยดหนึ่งคลอเบ้าและหยดลงกระทบหลังมือ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอจากสัมผัสที่รุกราน แต่เพราะความสมเพชในตัวเองที่ต้องลดตัวลงไปใช้ร่างกายเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานการเมืองน้ำเน่านี้



             ‘เลสเตอร์...’ ชื่อนี้ดังก้องอยู่ในมโนสำนึกพร้อมกับภาพจำที่เธอพยายามรักษาไว้ยิ่งชีพ



             เกือบหนึ่งปีเต็มที่เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในยุคสมัยที่ป่าเถื่อน เธอถนอมทุกความทรงจำเกี่ยวกับสัมผัสอันคุ้นเคยและอ่อนโยนของเขาไว้เหมือนสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียว ทว่าในวันนี้ เพื่อภารกิจเพื่อกู้โลกที่บิดเบี้ยว เธอสีกลับยอมให้คนอื่นที่ไม่ใช่เขามาประทับตราคาวเสน่หาลงบนรอยเดิมที่เขาเคยฝากไว้ 



             สำหรับโมนีก้าแล้ว จูบที่ปราศจากความรักจากเทพหนุ่มจอมเพี้ยนของเธอนั้น คือแผลเป็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ



             "มันจะจบลงแล้ว... วันนี้ทุกอย่างจะสิ้นสุดลง" เธอกระซิบปลอบตัวเอง แววตาสีเทาเงินฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมากลบความร้าวราน



             เธอจัดการล้างใบหน้าด้วยน้ำปรุงรสสุคนธ์อย่างพิถีพิถันเพื่อดับกลิ่นคาวจากจางรัง ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมหนานุ่มสำหรับเดินทาง สวมหมวกสานปีกกว้างที่มีผ้าโปร่งบางปกปิดใบหน้ามิดชิดเพื่อพรางรอยช้ำบนริมฝีปากที่เพิ่งเกิดขึ้น โมนีก้ากำป้ายหยกในมือแน่น กลิ่นไลแลคจากกายเธอดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน



             เมื่อเธอก้าวออกมาหาเหล่านางกำนัลที่มารอรับหน้าตำหนัก โมนีก้าก็กลับมาเป็นโม่หนิ่งผู้หยิ่งทระนงและเยือกเย็นอีกครั้ง ไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนนั้น สตรีผู้ที่จางรังคิดว่าสยบอยู่แทบเท้านั้น กำลังแผดเผาตัวเองด้วยไฟแห่งความแค้นและโหยหาที่จะได้กลับบ้าน



             "ไปกันเถอะ... ข้าไม่อยากพลาดของดีที่ตลาดเช้า" เสียงของเธอเรียบนิ่งบาดลึก ขณะเดินนำขบวนนางกำนัลและทหารม้าองครักษ์อีกสองนายมุ่งหน้าสู่ประตูวัง ท่ามกลางบรรยากาศเช้ามืดที่เย็นยะเยือก แสงตะวันรำไรที่กำลังจะจับขอบฟ้านั้นดูเหมือนจะเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่... ความหวังที่จะพบเขาที่หน้าประตูวัง และล้างมลทินทั้งปวง



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มีต่อ รอไป 2 ชั่วโมง
Quest Summary

สรุป


Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

God
ในระหว่างนั้นจู่ๆก็มีทหารคนหนึ่งเดินมาส่งจดหมายให้ นี่คือจดหมายท่านพระปิตุลาขอรับ  โพสต์ 2026-1-13 17:35
โพสต์ 138065 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-13 16:56
โพสต์ 138,065 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-13 16:56
โพสต์ 138,065 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-13 16:56
โพสต์ 138,065 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-13 16:56
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-13 21:41:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 25 : มิชชั่นอิมพอสซิบเบิล Part 2

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน จนถึง กลางฤดูหนาว (เดือน 12) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184 ย่าง 185) ณ เมืองลั่วหยาง แผ่นดินฮั่น

              ระหว่างที่โมนีก้ากำลังเตรียมตัวมุ่งหน้าไปจัดการแผนการขั้นต่อไป ทหารองครักษ์ในชุดเกราะมันปลาบซึ่งเป็นหน่วยส่วนตัวที่จางรังไว้วางใจที่สุดก็เดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยฝีเท้าหนักแน่น เขาคุกเข่าลงต่อหน้าสนมคนโปรด พร้อมกับชูม้วนไม้ไผ่ที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีแดงเข้มลายมังกรคาบแก้วขึ้นเหนือศีรษะ



              "พระสนมโม่หนิง นี่คือสาส์นลับจากพระปิตุลาขอรับ ท่านกำชับว่าต้องส่งถึงมือท่านให้เร็วที่สุด"



              โมนีก้ารับม้วนไม้นั้นมาด้วยมือที่พยายามไม่ให้สั่น แววตาสีเทาเงินของเธอเรียบนิ่งขณะสั่งการทหารผู้นั้น "ข้าขอบใจมาก เจ้าออกไปได้แล้ว ข้าจะเปิดอ่านสาส์นนี้เพียงลำพัง ก่อนจะไปเลือกซื้อของหอมตามความประสงค์ของพระปิตุลา" เมื่อทหารผู้นั้นล่าถอยออกไป โมนีก้าก็รีบหลบเข้ามุมกำแพงที่ลับตาคนที่สุด เธอคลี่ม้วนผ้าไหมออกและเริ่มกวาดสายตาอ่านตัวอักษรจีนหวัดๆ ที่เขียนขึ้นด้วยน้ำหมึกสีดำสนิท ทว่าเนื้อความข้างในกลับทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็ง



              โม่หนิง ยอดรักของข้า... เจ้าจงรอเถอะ อีกไม่นานนักฮ่องเต้จะเสด็จสวรรคต และเมื่อเวลานั้นมาถึง อำนาจสูงสุดในใต้หล้าจะตกอยู่ในกำมือของข้าเพียงผู้เดียว ข้าจะอยู่เหนือทุกคนในแผ่นดินฮั่น และการปกครองของข้าจะมั่นคงยาวนานไปจนข้าแก่เฒ่าเหมือนดั่งที่ตำราสื่อจี้นั่นจารึกไว้ว่าชาวฮั่นจะยืนนาน...



              โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก แต่ประโยคถัดมากลับทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความขยะแขยงจนถึงขีดสุด



              ส่วนร่างกายของข้า... เจ้าอย่าได้กังวลหรือดูแคลนเลยยอดรัก ข้าได้เห็นวิธี 'ตัดตอนต่อแท่ง' จากภาพในตำราเมืองสวรรค์ที่แปลกตานั้นแล้ว ข้าเชื่อว่าหากข้าเกณฑ์เหล่าปราชญ์ นักพรต และหมอหลวงผู้เก่งกล้าทั่วแผ่นดินมาวิจัยศึกษา พวกเขาจะต้องทำได้อย่างที่ชาวเมืองสวรรค์นั้นทำได้เป็นแน่ อำนาจและทองคำของข้าจะบันดาลให้ความเป็นชายของข้ากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ และเมื่อวันนั้นมาถึง... เจ้าจะเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ได้ให้กำเนิดรัชทายาทแก่ข้า เพื่อสืบทอดบัลลังก์ที่ข้าแย่งชิงมาด้วยกัน



              “ไม่... ไม่มีทาง!” โมนีก้าอุทานออกมาเบา ๆ เป็นภาษาอังกฤษ พลางขยำผ้าไหมในมือจนยับยู่ยี่ ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังจนเธอต้องยกมือขึ้นกอดอกตัวเองไว้แน่น สมองของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความวิปริตที่จางรังคิดจะทำ



              ‘ไอ้คนบ้า! เขาต้องการจะทำศัลยกรรมปลูกถ่ายอวัยวะโดยใช้ความรู้ครึ่งๆ กลางๆ จากโลกของฉันเนี่ยนะ? แถมยังฝันเฟื่องจะให้ฉันท้องกับเขาอีกเหรอ!’ ภาพจางรังที่หน้าเหมือนพี่หยาน แต่มีนิสัยสุดโต่งโรคจิตผุดขึ้นมาในหัว โมนีก้าส่ายหน้าอย่างรุนแรงจนผมปลิวไสว ‘ฝันไปเถอะ! ฉันยังเป็นแค่เด็กไฮสคูลอายุสิบแปดเองนะยะ! ยังมีอนาคต มีมหาลัยที่อยากเข้า และมีแฟนที่หล่อกว่าแกหมื่นเท่ารออยู่... ใครจะยอมมานั่งเลี้ยงลูกให้คนเสียสติในยุคที่ไม่มีแม้แต่ผ้าอนามัยกันล่ะ!’



              ความกลัวและความรังเกียจแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันมหาศาล โมนีก้าตระหนักได้ทันทีว่าเวลาของเธอหมดลงแล้ว หากคืนนี้แผนการลบความจำไม่สำเร็จ เธออาจจะต้องกลายเป็นแม่พันธุ์ในห้องทดลองสุดสยองของจางรังไปชั่วชีวิต 



              เธอยัดสาส์นลับนั้นลงในมิติแหวนด้วยท่าทางรังเกียจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นและเดินกึ่งวิ่งออกจากประตูวังมุ่งหน้าสู่ตลาดด้วยความเด็ดเดี่ยวในใจที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ รสจูบที่เคยขมปร่าเมื่อเช้าดูเหมือนจะยังไม่พอสินะ เขาถึงได้กล้าส่งจดหมายชวนสยองแบบนี้มาให้!



              "งานเลี้ยงคราวนี้แหละจางรัง... ฉันจะลบแกออกจากวงโคจรชีวิตของฉันให้เกลี้ยงเลย คอยดู"



             ท่ามกลางความพลุกพล่านของตลาดเช้าหน้าประตูเมืองลั่วหยาง กลิ่นคาวปลาและเสียงตะโกนด่าทอของเหล่าพ่อค้าแม่ขายดังระงมไปทั่ว ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่สวมชุดผ้าป่านหยาบกร้าน กลับมีบุรุษผู้หนึ่งโดดเด่นออกมาประดุจดวงตะวันที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดิน เขาอยู่ในชุดคุณชายบัณฑิตผ้าไหมสีขาวสะอาดตา ปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าจนดูเรืองรอง ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติและรอยยิ้มยียวนนั้นทำให้เหล่านางกำนัลที่เดินตามโมนีก้ามาถึงกับหยุดกะพริบตา บางคนถึงกับหน้าแดงก่ำแล้วพึมพำกับตัวเองว่า "นี่มันเทพบุตรเดินดินชัด ๆ"



             โมนีก้าที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าบางเบาชะงักฝีเท้า หัวใจของเธอกระตุกวูบเมื่อเห็นอะพอลโล่ในลุคใหม่ที่ดูสำรวยเหลือคณา เธอรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะหันไปบอกนางกำนัลเพื่อลดความระแวง "พวกเจ้าอย่าได้เสียมารยาท... นั่นคือรุ่นพี่ของข้าเอง เขาเป็นบัณฑิตพเนจรที่ข้าเคยรู้จักตอนอยู่แดนไกล"



             เธอก้าวเข้าไปหาอะพอลโลที่ยืนพิงเสาร้านขายเครื่องเทศพลางแทะสาลี่อย่างสบายอารมณ์ เมื่อเข้าใกล้ในระยะที่คนอื่นไม่ได้ยิน เธอจึงเริ่มเอ่ยปากด้วยภาษาละตินทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารองครักษ์ของจางรังเข้าใจสิ่งที่จะสื่อ



             "Salve, Apollon. Gratias tibi ago quod venisti. (สวัสดี ท่านอะพอลโล ขอบคุณที่คุณมา)" โมนีก้าเอ่ยเสียงต่ำ แววตาสีเทาเงินฉายแววเร่งรีบ "Ubi est illa femina? (ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน?)"



             อะพอลโลเลิกคิ้วมองเธอพลางแค่นหัวเราะในลำคอ เขาตอบกลับเป็นภาษาละตินสำเนียงสวรรค์ที่ฟังดูนุ่มนวลกว่าหลายเท่า "Lingua Latina? Melior est quam vaticinia tua, puella. (ภาษาละตินงั้นรึ? รสชาติมันดีกว่าไฮกุของเจ้าอีกนะแม่สาวน้อย)" เขาโยนแกนสาลี่ทิ้งอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำเธอออกไปจากฝูงชน



             โมนีก้าหันไปสั่งนางกำนัลด้วยภาษาจีนเสียงเข้ม "พวกเจ้าเลือกซื้อของหอมและน้ำมันดี ๆ รอข้าอยู่ที่นี่ รุ่นพี่ท่านนี้มีข่าวคราวของเพื่อนสาวที่ข้าตามหามานาน ข้าจะไปพบนางครู่เดียว ไม่ต้องตามมาให้วุ่นวาย ข้าไปสตรีที่เรือนพักสหายคงไม่มีใครกล้าทำอันตราย" สิ้นคำเหล่านางกำนัลมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาและดูมีสง่าราศีของอะพอลโล (ที่ขยิบตาโปรยเสน่ห์ให้พวกนางไปหนึ่งทีจนขาอ่อน) พวกนางก็ยอมก้มหัวรับคำ "เจ้าค่ะท่านโม่หนิง พวกข้าจะรออยู่ที่นี่เจ้าค่ะ"



             เมื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่เงียบสงัด อะพอลโลก็กลับมาสวมมาดเทพเจ้าผู้ยโสอีกครั้ง รังสีความร้อนจาง ๆ แผ่ออกมาจากตัวเขาจนโมนีก้าต้องขยับออกห่าง



             "ถ้าข้าจำไม่ผิด..." อะพอลโลเอ่ยขึ้นพลางมองไปที่ปลายสุดของถนนลั่วหยาง "ในเมืองที่เต็มไปด้วยกิเลสและตัณหาแห่งนี้ มีธิดาแห่งอะโฟร์ไดต์ผู้หนึ่งเร้นกายอยู่ มนต์มหาเสน่ห์ของนางแข็งแกร่งระดับที่มนุษย์ทั่วไปมิอาจต้านทาน และที่สำคัญ นางสามารถดึงเอาหมอกพลางตามาผสานกับพลังล้างสมองของนางได้ ข้าคิดว่านางคือคนเดียวในตอนนี้ที่สามารถลบขยะประวัติศาสตร์ในหัวของเจ้าขันทีนั่นได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย"



             เขาสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อยพลางหยุดเดินแล้วหันมาจ้องหน้าโมนีก้า "แต่ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อนนะ... เจ้าต้องปกป้องนางให้ดีล่ะ ศึกครั้งนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้ากับจางรัง แต่มันคือเรื่องของกาลเวลา หากนางเป็นอะไรไป ข้าไม่อยากโดนอะโฟร์ไดต์สวดยับกะโหลกไปอีกหลายศตวรรษที่ปล่อยให้ลูกสาวนางต้องมาผจญภัยในแดนกันดารนี่"



             อะพอลโลสะบัดชุดทูก้า (ที่เปลี่ยนมาเป็นชุดบัณฑิต) อย่างมีสไตล์ "ความรักนั้นงดงามแต่ก็แผดเผา เหมือนกับแสงแดดของข้า... เจ้าแน่ใจนะว่าจะทนแรงกดดันนี้ได้? เพราะถ้าเจ้าพลาด ข้าอาจจะช่วยเจ้าได้แค่แต่งกวีไว้อาลัยที่ไพเราะที่สุดให้เท่านั้น"



             โมนีก้าหยุดก้าวเท้าลงในทันทีที่ได้ยินประโยคทีเล่นทีจริงนั้น คำพูดที่ดูเหมือนไม่ยี่หระของอะพอลโลกรีดลงบนกลางใจที่เพิ่งบอบช้ำมาอย่างรุนแรง เธอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงและสง่างามของเขาผ่านม่านหมอกจางๆ ของผ้าคลุมหน้า ดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอสั่นระริกและคลอไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นจนแทบระเบิด



             เธอมองเขาที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว... คนที่เธอเพิ่งยอมสละศักดิ์ศรี ยอมให้ชายอื่นประทับรอยจูบอันน่าสะอิดสะเอียนลงบนริมฝีปากเพื่อรักษาภารกิจกู้โลกของเขาเอาไว้ แต่คนตรงหน้ากลับจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของเธอด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงเทพเจ้าที่กำลังสนุกกับหมากบนกระดาน โดยไม่รู้เลยว่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเธอต้องจ่ายราคาไปแพงแค่ไหนเพื่อให้ได้ยืนอยู่ตรงนี้



             โมนีก้าไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้สิ่งใด ลำคอของเธอแห้งผากและขมปร่า รสสัมผัสของจางรังยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปากจนเธออยากจะถ่มน้ำลายทิ้งทุกวินาที ความเจ็บจุกในอกนั้นมันรุนแรงเสียจนเธอต้องกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธออยากจะตะโกนใส่หน้าเขา อยากจะร้องไห้ซบลงบนอกที่คุ้นเคยนั่นแล้วบอกว่าเธอคิดถึงเขาแค่ไหน... แต่สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงการยืนนิ่งงันประดุจรูปปั้น



             อะพอลโลที่สัมผัสได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสงสัย "เป็นอะไรไปแม่สาวน้อย? หรือคำว่ากวีไว้อาลัยของข้ามันซึ้งกินใจจนเจ้าพูดไม่ออก?"



             โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสะกดกั้นหยาดน้ำตาที่เกือบจะหยดลงมา เธอเบือนหน้าหนีสายตาสีทองที่เจิดจ้านั่น เพราะกลัวว่าหากสบตานานกว่านี้ เธอจะพังทลายลงต่อหน้าเขา



             "Nihil est... (ไม่มีอะไรค่ะ...)" เธอตอบกลับเป็นภาษาละตินด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือจนเกือบจะหายไปกับสายลม "Procedamus. (ไปกันต่อเถอะ)" เธอก้าวเดินผ่านหน้าเขาไปโดยไม่ยอมสบตา ทิ้งให้อะพอลโลยืนขมวดคิ้วมองตามด้วยความฉงนใจอยู่ชั่วครู่ ร่างเล็ก ๆ ของเธอดูบอบบางเหลือเกินในชุดผ้าไหมที่ดูหรูหรา แต่วิญญาณข้างในนั้นกลับดูเหมือนแบกรับน้ำหนักของทั้งโลกเอาไว้



             โมนีก้าได้แต่พร่ำบอกตัวเองในใจ... 'อดทนไว้โมนีก้า แค่อีกนิดเดียวเท่านั้น... เมื่อเรื่องนี้จบลง… ฉันก็จะกลับไปหานาย' เธอเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าเขาไปมุ่งสู่จุดหมายถัดไป โดยที่ยังรู้สึกถึงรสขมในลำคอที่ไม่มีวันจางหายไปง่าย ๆ จนกว่าจะได้ชำระล้างด้วยแสงสว่างจากเขาเท่านั้น



             หน้าจวนตระกูลหวังอันโอ่อ่าและเงียบสงบในยามเช้า อะพอลโลในคราบคุณชายบัณฑิตจอมสำรวยสะบัดพัดจีบในมืออย่างรื่นเริงใจ เขาดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับท่าทีบึ้งตึงของโมนีก้าแม้แต่น้อย เมื่อพ่อบ้านออกมาต้อนรับ เทพเจ้าผู้ปลอมตัวมาก็ร่ายยาวถึงสรรพคุณของวิเศษด้วยวาทศิลป์ที่ทำให้คนฟังเคลิบเคลิ้มราวกับถูกมนต์สะกด



             "ไปเรียนคุณหนูเตียวฉานของเจ้าเสียว่า บัณฑิตผู้ท่องไปทั่วหล้าผู้นี้ได้นำ 'สุคนธรสแห่งสรวงสวรรค์' มามอบให้นาง" อะพอลโลยืดอกพูดพลางขยิบตา "มันคือน้ำหอมสกัดจากเกสรดอกไม้ที่เติบโตบนยอดเขาสูงเทียมเมฆที่แสงอาทิตย์จูบต้องเป็นที่แรกของวัน เพียงหนึ่งหยาดหยดสัมผัสผิวกาย มันจะซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือด เปลี่ยนความหม่นหมองให้กลายเป็นรัศมีเจิดจ้าดุจผิวมุก ผิวพรรณของนางจะเปล่งปลั่งแดงปลั่งประดุจผลทับทิมสุกงอม กลิ่นของมันจะเย้ายวนจนภมรต้องยอมสยบ ลมหายใจจะหอมหวานกว่าน้ำผึ้งป่า และที่สำคัญ... มันจะทำให้นางงามล้ำเกินมนุษย์จนแม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบหลังหมู่เมฆด้วยความละอายใจในความด้อยกว่าของตนเอง รีบไปเสียเถิด ก่อนที่แสงแดดจะพรากความลับแห่งความงามนี้ไปจากมือข้า"



             พ่อบ้านที่ตะลึงในรูปโฉมและวาจาของเขา รีบนำทั้งคู่เข้าไปนั่งรอที่ศาลากลางสระบัวในจวน ไม่นานนัก เงาร่างระหงที่งดงามประดุจภาพวาดก็ปรากฏตัวขึ้น เตียวฉานเดินเยื้องกรายออกมาพร้อมกับจริตจะก้านที่สะกดทุกสายตา แต่ทันทีที่สายตาของนางสบเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่แสนคุ้นเคยของคุณชายบัณฑิตผู้นั้น ใบหน้าที่นวลเนียนประดุจหยกกลับถอดสีในทันที นางชะงักกึก ร่างกายสั่นเทาคล้ายกับความทรงจำอันไม่พึงประสงค์จากการถูกเกี้ยวพาราสีอย่างรุ่มร้อนเมื่อหลายปีก่อนจะหวนกลับมา นางอ้าปากเตรียมจะร้องเรียกทหารยามด้วยความตระหนก



             "อย่าเจ้าค่ะ!" โมนีก้าร้องห้ามขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจแต่แฝงความอ่อนโยน เธอขยับกายบังหน้าอะพอลโลไว้ครึ่งหนึ่ง "ท่าน... เอ้อ คุณชายผู้นี้จะไม่ทำอันตรายท่านแน่นอน ข้ารับประกันด้วยชีวิตเจ้าค่ะ โปรดลดความระแวงลงเถิด"



             เตียวฉานจ้องมองโมนีก้าด้วยสายตาหวาดหวั่น "พวกเจ้าเป็นใครกันแน่? แล้วเหตุใดเขาถึงกลับมาที่นี่อีก?"



             โมนีก้าลอบถอนหายใจก่อนจะเอ่ยความลับที่สั่นประสาทคนฟังที่สุด "ท่านเป็นบุตรีแห่งเทพีแห่งความงามและความรัก... ความงามที่สวรรค์ประทานมาให้เช่นนี้ ย่อมไม่แปลกที่จะมีเทพเจ้าผู้หลงในศิลปะมาพัวพันเจ้าค่ะ" 



             คำว่าบุตรีแห่งเทพีแห่งความงามทำให้เตียวฉานถึงกับถอยหลังกรูด ใบหน้าซีดเผือด "พวกเจ้า... รู้ได้อย่างไร? หรือว่าพวกเจ้าเป็นอสุรกายที่จำแลงกายมาเพื่อกินหัวใจข้า?"



             "ไม่ใช่เจ้าค่ะ" โมนีก้าขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับถลกแขนเสื้อไหมขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นกำไลหินแกะสลักลวดลายรวงข้าวและดอกไม้อันซับซ้อนที่เปล่งประกายจาง ๆ "ข้าคือ โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ธิดาแห่งเซเรส เทพีแห่งพืชพรรณและธัญญาหาร... ส่วนที่นี่ ทุกคนรู้จักข้าในนาม โม่หนิง"



             โมนีก้าใช้ภาษากรีกโบราณผสมผสานในการแนะนำตัวเพื่อยืนยันความเป็นสายเลือดเทพหรือเดมิก็อด ซึ่งมีเพียงผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันเท่านั้นที่จะรับรู้ถึงคลื่นพลังงานที่สั่นสะเทือนออกมาจากกำไลและชื่อจริงของเธอ เตียวฉานนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผืนดินและความอุดมสมบูรณ์ที่แผ่ออกมาจากตัวโมนีก้า มันช่างอบอุ่นและแตกต่างจากรัศมีที่แผดเผาของอะพอลโล



             "เจ้า... เป็นเหมือนข้าหรือ?" เตียวฉานถามด้วยเสียงที่อ่อนลง แววตาที่เคยหวาดระแวงเริ่มเปลี่ยนเป็นความปิติที่ได้เจอพวกเดียวกันในดินแดนที่นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว



             "เจ้าค่ะ" โมนีก้ายิ้มอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกในรอบวัน "ข้าเดินทางมาไกลแสนไกลเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน..." เมื่อเห็นท่าทีอ่อนน้อมและความกล้าหาญของโมนีก้า เตียวฉานก็ผ่อนคลายลมหายใจลง นางขยับเข้าไปหาโมนีก้าพลางจับมือเล็ก ๆ นั้นไว้ ความสนิทสนมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับโชคชะตาข้ามกาลเวลา 



             "โม่หนิง... ข้าไม่เคยคิดเลยว่าในเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและการทรยศเช่นลั่วหยาง จะมีสตรีที่มีสายเลือดอันสูงส่งเช่นเจ้าอยู่ด้วย" โมนีก้าบีบมือเตียวฉานเบาๆ แม้ในใจจะยังรู้สึกขมปร่าจากรสจูบของจางรังที่คอยตามหลอกหลอน แต่ความอบอุ่นจากมือของธิดาแห่งอะโฟร์ไดต์ทำให้เธอรู้สึกว่าความหวังที่จะจบเรื่องวินาศนี้เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว โดยมีอะพอลโลยืนเท้าคางมองภาพสองสาวเดมิก็อด คุยกันด้วยรอยยิ้มกวนประสาทที่บอกว่าเขาช่างเป็นกามเทพที่จับคู่ (พันธมิตร) ได้เก่งกาจที่สุดในโลก (และชมตัวเองประมาณ 3 หน้ากระดาษในใจ)



             โมนีก้ากระชับมือของเตียวฉานแน่นขึ้น ความอบอุ่นจากธิดาแห่งอะโฟร์ไดต์ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจได้เพียงชั่วครู่ ก่อนที่หัวข้อสนทนาจะดิ่งลึกเข้าสู่ความจริงอันโหดร้าย โมนีก้าโน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาสีเทาเงินฉายความจริงจังที่ข่มความหวาดกลัวเอาไว้มิดชิด



             ท่านพี่เตียวฉาน... ข้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขอความช่วยเหลือจากท่าน” โมนีก้ากระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “ข้าต้องการให้ท่านใช้พลังมหาเสน่ห์และหมอกบังตา ลบความทรงจำบางส่วนของมหาขันทีจางรังทิ้งเสีย เขามีความรู้ที่ผิดเพี้ยน ความรู้จากอนาคตที่ขโมยมา และมันจะทำให้เขากลายเป็นทรราชที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าที่ประวัติศาสตร์จะรับไหว”



             เตียวฉานขมวดคิ้วเรียวงาม แววตาของนางไหววูบด้วยความสงสัย “ลบความจำจางกงกงรึ? โม่หนิ่ง... ทุกวันนี้แผ่นดินฮั่นก็แทบจะลุกเป็นไฟเพราะคนผู้นี้อยู่แล้ว นี่มันยังทรราชไม่พออีกหรือ?” นางหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะมองลึกเข้าไปในดวงตาของโมนีก้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ “หรือว่า... ที่เจ้ายอมลดตัวลงไปอยู่ในวังวนของมัน ยอมเสพสมกับสุนัขรับใช้ที่ไร้หัวใจนั่น เพราะเจ้าต้องเสียสละเพื่อสิ่งนี้รึ?”



             คำว่า เสพสม พุ่งเข้าปะทะโมนีก้าราวกับลูกศรที่อาบยาพิษ รสขมปร่าจากจูบเมื่อเช้ามืดแล่นกลับมาที่ลำคอทันที ใบหน้าของเธอแปรเปลี่ยนจากขาวซีดกลายเป็นขาวเผือดราวกับคนไม่มีเลือดหล่อเลี้ยง โมนีก้าสะอึกจนตัวโยน ร่างกายของเธอชาวาบไปชั่วขณะ เตียวฉานเห็นท่าทางนั้นก็ตกใจ รีบดึงร่างเล็กมาโอบกอดไว้ “โม่หนิง! ข้าขอโทษ ข้าปากพล่อยนัก ข้ามิมิเจตนาจะย้ำเตือนความเจ็บปวดของเจ้า” เตียวฉานลูบหลังเธออย่างเบามือ พลังแห่งอะโฟร์ไดต์ที่แผ่ออกมาพยายามปลอบประโลมจิตใจที่แตกสลายของโมนีก้า



             ทว่าในวินาทีนั้น โมนีก้าไม่ได้สนใจความอบอุ่นของเตียวฉาน เธอค่อย ๆ เหลือบสายตาไปทางอะพอลโลที่นั่งพิงเสาศาลาอยู่ไม่ไกล หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวลว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อได้ยินว่าเธอเปลืองตัวให้กับชายอื่น... 



             เขาจะกริ้วไหม? เขาจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดในอกของเธอหรือเปล่า?



             แต่อะพอลโลเวอร์ชันปี 184 กลับทำเพียงแค่หมุนขลุ่ยทองคำในมือเล่น แววตาของเขาดูว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายเยี่ยงเทพเจ้าผู้มองดูละครฉากหนึ่ง เขาไม่ได้โกรธ ไม่ได้เสียใจ และดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจในความเสียสละของเธอเลยด้วยซ้ำ



             ‘ลืมไปเลย... เขาไม่ใช่เลสเตอร์’ โมนีก้าคิดในใจพลางหลับตาลงเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่เกือบจะเอ่อล้น เธอรีบสลัดความรู้สึกขยะแขยงและความน้อยเนื้อต่ำใจออกไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่มีเวลามานั่งเสียใจในตอนนี้



             “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านพี่” โมนีก้าผละออกจากการโอบกอดพลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย “จางรังเริ่มระแวงทุกอย่างรอบตัว การจะพาคนนอกเข้าวังหลวงนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ แต่ข้ามีป้ายหยกประจำตัวของเขา... แผนของข้าคือเราต้องแฝงตัวเข้าไปในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดที่สุด ท่านพี่... ตอนนี้ท่านยังไม่ควรมีชื่อเสียงหรือให้ใครเห็นหน้า การปรากฏตัวของท่านต้องเป็นเพียงหมอกควันจาง ๆ ที่ผ่านตาจางรังไปเท่านั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่ชะตากำหนดให้ท่านออกมาแสดงบทบาทที่แท้จริง”



             เตียวฉานพยักหน้าอย่างเห็นชอบ “หากเป็นความต้องการของเจ้า ข้าจะช่วย... ข้าจะใช้หมอกบังตาทหารยาม และเมื่อข้าสบตาจางรัง ข้าจะทำให้เขารู้สึกเหมือนตื่นจากความฝันที่เลวร้าย ความทรงจำเกี่ยวกับตำรานั่นจะหายไปราวกับควันไฟที่ถูกลมพัด”



             โมนีก้าเริ่มคลี่แผนผังวังหลวงที่เธอจำลองขึ้นในหัวให้อีกฝ่ายดูอย่างละเอียด “เราต้องเข้าทางประตูทิศประจิม อีธานและอาริเอลเพื่อนของข้าจะคอยเคลียร์เส้นทางให้ ส่วนท่าน...” โมนีก้าหันไปมองอะพอลโล “ท่านจะช่วยคุ้มกันเราอยู่ข้างนอก หรือจะเข้าไปชมนักร้องนางรำในวังหลวงด้วยดีล่ะเจ้าคะ?”



             อะพอลโลขยับยิ้มยียวน “ข้าจะรออยู่บนยอดหลังคาตำหนักมหาขันทีนั่นแหละ ข้าชอบดูละครเวทีจากที่สูง ๆ มันเห็นสีหน้าเวลาคนผิดหวังได้ชัดเจนดีนัก... รีบวางแผนให้จบเถอะสาว ๆ แสงแดดของข้ากำลังจะเปลี่ยนทิศแล้ว” สิ้นคำของอะพอลโล โมนีก้ากำหมัดแน่น พยายามเมินเฉยต่อท่าทีของเขาและหันกลับมาหาเตียวฉานเพื่อลงรายละเอียดของภารกิจที่มีชะตาของประวัติศาสตร์เป็นเดิมพัน



             ….

             ……



             คืนส่งท้ายปี 184 ท้องฟ้าเหนือลั่วหยางมืดมิดสนิทไร้แสงดาว ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงจุดจบของยุคสมัย ภายในตำหนักส่วนตัวของมหาขันทีจางรัง โมนีก้าในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงที่ขับผิวขาวซีดของเธอให้ดูราวกับรูปสลักงาช้าง กำลังรินเหล้าชั้นดีที่แอบผสมด้วยยาสลบสูตรเข้มข้นจากมิติแหวนลงในจอกทองคำ 



             “ท่านกงกง... คืนส่งท้ายปีเช่นนี้ ดื่มเพื่อชัยชนะในวันหน้าของท่านเถิดเจ้าค่ะ” โมนีก้าส่งยิ้มที่งามบาดตาแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น



             จางรังที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องกับชัยชนะที่ใกล้เข้ามา ดื่มเหล้าจอกแล้วจอกเล่าภายใต้การปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสติของเขาเริ่มพร่าเลือน ความคิดที่เคยเฉลียวฉลาดถูกหมอกแห่งความมึนเมาเข้าครอบงำ จนสุดท้ายเขาก็ฟุบหลับลงคาโต๊ะทำงานที่มีตำราสื่อจี้วางแอบไว้อยู่ข้างกาย



             เมื่อสัญญาณไฟสีนวลวูบไหวที่หน้าต่าง อีธาน ซาง บุตรแห่งเฮอร์มีสที่เคลื่อนไหวประดุจเงา ก็พา อาริเอล เอมพูซ่าสาวในร่างพลางต และเตียวฉานธิดาแห่งอะโฟร์ไดต์ลอบเข้ามาในห้องได้อย่างเงียบเชียบ อีธานขยับนิ้วเพียงไม่กี่ครั้งก็ปลดล็อคกลไกป้องกันรอบห้อง ส่วนอาริเอลคอยระแวดระวังหลังด้วยกำไลเทสเซราที่ส่องประกายสีฟ้าจาง ๆ เตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน



             “จัดการเลยเจ้าค่ะท่านพี่” โมนีก้ากระซิบ



             เตียวฉานก้าวเข้าไปข้างกายจางรัง นางร่ายมนต์มหาเสน่ห์ผสานกับหมอกบังตาที่แข็งแกร่งที่สุด มือเรียวงามแตะที่ขมับของขันทีเฒ่า กลิ่นหอมของกุหลาบและมนต์มายาอบอวลไปทั่วห้อง ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อหาในตำราสื่อจี้ที่จางรังเคยอ่านค่อย ๆ ถูกชะล้างออกไปประดุจตัวอักษรบนผืนทรายที่ถูกคลื่นซัดหาย ในขณะเดียวกัน อีธานก็ทำหน้าที่อย่างว่องไว เขาหยิบฉวยตำราสื่อจี้เล่มต้นเหตุมาเก็บไว้ในอกเสื้อได้อย่างไร้ร่องรอย



             ทว่า... ในจังหวะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะสำเร็จ จางรังที่ควรจะหลับลึกกลับกระตุกกาย พลังแฝงของตำราที่เคยอยู่กับเขามานานอาจส่งผลสะท้อนบางอย่าง ดวงตาของมหาขันทีลืมโพลนขึ้น แววตาที่ยังพร่ามัวมองเห็นกลุ่มคนแปลกหน้ายืนอยู่กลางห้อง



             “คนร้าย!!! ใครอยู่ข้างนอกบ้าง! มีคนร้ายลอบเข้าตำหนักข้า!” จางรังตะโกนสุดเสียงด้วยความตระหนก แม้ความจำจะถูกลบ แต่สัญชาตญาณระวังภัยของเขายังทำงาน



             “บ้าชะมัด! แผนแตกแล้ว!” อีธานสบถพลางรีบคว้าแขนเตียวฉาน “อาริเอล โมนีก้า ไปเร็ว!”



             เสียงฝีเท้าทหารองครักษ์นับร้อยดังกังวานสะท้อนผนังหินประดุจเสียงกัมปนาท แสงจากคบเพลิงนับไม่ถ้วนสว่างวาบไปทั่วอุทยานหลวงราวกับฝูงหิ่งห้อยที่บ้าคลั่ง โมนีก้า อาริเอล และอีธาน วิ่งฝ่าความมืดโดยมีเตียวฉานอยู่ตรงกลางวงล้อม พวกเขาฝ่าการขัดขวางมาจนถึงเขตอุทยานชั้นในที่ติดกับกำแพงวังทิศประจิม



             “ท่านพี่! แยกไปทางนี้เจ้าค่ะ! ท่านต้องหายไปก่อนที่ใครจะจำหน้าได้!” โมนีก้าตะโกนสั่งพร้อมกับผลักเตียวฉานเข้าไปในช่องลับใต้เถาวัลย์ที่อาริเอลเพิ่งใช้กรงเล็บกระชากเปิดออก ธิดาแห่งอะโฟร์ไดต์มองกลับมาด้วยสายตาอาวรณ์แต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ นางหายลับไปในเงามืดเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่จวนตระกูลหวัง ทิ้งให้กลุ่มผู้มาจากอนาคตทั้งสามเผชิญกับกองทัพมตะที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา



             “ทางนี้! ตามพวกมันไป!” เสียงสั่งการของจางรังที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นดังก้องมาจากระยะไกล



             โมนีก้า อาริเอล และอีธาน วิ่งกวดไปตามระเบียงไม้คดเคี้ยว อีธาน ซาง ขยับนิ้วสั่งการอุปกรณ์แฮ็กเกอร์ในมืออย่างว่องไว กลไกประตูไม้บานยักษ์ถูกสั่งให้ปิดกระแทกใส่หน้าทหารที่ไล่ล่ามาจนเสียงกระดูกหักดังกร๊อบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่อาริเอลในร่างเอมพูซ่าที่แท้จริงสะบัดขาที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษเตะถีบพวกที่พยายามเข้าใกล้จนร่างกระเด็นตกสระน้ำ แต่ทว่าจำนวนทหารกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งทั้งสามถูกต้อนมาจนถึงริมสระน้ำมรกตขนาดใหญ่ใจกลางวังหลวงที่กว้างสุดลูกหูลูกตา



             “ไม่มีทางหนีแล้วสินะพวกกบฏ!” นายทหารองครักษ์ตะโกนก้องพร้อมกับสั่งให้พลธนูง้างสายธนูจนตึงเปรี๊ยะ แสงจันทร์สะท้อนบนหัวธนูเหล็กที่อาบยาพิษนับสิบดอก



             โมนีก้าหันไปสบตากับอาริเอลและอีธาน ความรู้สึกจุกอกที่แบกรับมาทั้งวันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงภายในเซลล์ ทันทีที่ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศออกมาประดุจห่าฝน โมนีก้าก็ตะโกนก้องสุดเสียง



             “อีธาน! มานี่!”



             โมนีก้าและอาริเอลพุ่งเข้าหาอีธานพร้อมกัน ร่างของเด็กหนุ่มถูกโอบล้อมด้วยวงแขนของสองสาวอสุรกายและลูกครึ่งเทพ ในจังหวะที่ลูกธนูกำลังจะถึงตัว พลังเทพอีออนที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายของโมนีก้าจากการข้ามกาลเวลา และพลังลี้ลับในตัวอาริเอลก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง มันเป็นคลื่นแสงสีเทาเงินสลับทองที่บิดเบี้ยวจนบรรยากาศรอบข้างขาดสะบั้น



             ตู้ม!



             ร่างของทั้งสามพุ่งตกลงไปในสระน้ำลึก ทว่าแทนที่จะเป็นน้ำเย็นจัดของลั่วหยาง มวลสารรอบกายกลับกลายเป็นของเหลวแห่งกาลเวลาที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง อีธานที่ไม่มีพลังป้องกันตัวถึงกับตาค้างเมื่อเห็นว่าโลกความเป็นจริงกำลังแตกสลาย พลังอีออนในตัวโมนีก้าเริ่มส่องแสงเจิดจ้าโอบอุ้มร่างของอีธานไว้ราวกับรังไหม เพื่อปกป้องเขาจากแรงฉีกขาดของมิติที่สัมผัสได้ว่าเขาอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างรุนแรง



             ในความมืดมิดใต้ห้วงน้ำที่กลายเป็นอุโมงค์มิติ โมนีก้ารู้สึกได้ถึงรสขมในลำคอที่หายไป เปลี่ยนเป็นความโหยหาที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด เธอเห็นภาพเงาร่างของอะพอลโลในอนาคตที่รอคอยอยู่ปลายทาง แสงสว่างจ้าเริ่มแผ่กระจายออกมาจากหน้าอกของเธอ เชื่อมต่อกับพลังของอาริเอลที่ช่วยประคองเสถียรภาพของมิติไว้



             สติของโมนีก้าเริ่มเลือนลาง แต่เธอยังคงกอดอีธานไว้แน่น ร่างของทั้งสามถูกดูดกลืนหายไปจากปี ค.ศ. 184 ทิ้งไว้เพียงระลอกน้ำในสระมรกตที่ค่อย ๆ สงบลง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของทหารที่เข้ามารุมล้อมพื้นที่ที่ว่างเปล่า...



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

จบสักทีย์โว้ยยยยยย
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าโดนอะพอลโลพาไปพบเตียวฉาน ทำให้ได้รู้ว่านางเป็นเดมิก็อดของเทพีอโฟรไดท์ แล้วก็ได้นางช่วยเหลือ พวกเขาเลยมีแผนดังนี้

1.งานเลี้ยงสิ้นปี 184 ไป 185 โมนีก้าจะมอมเหล้าจางรัง

2.อีธานและอาริเอลจะเป็นคนพาเตียวฉานมาลบความจำของจางรังและชิงคัมภีย์กลับมา

3.อะพอลโลดูเฉย ๆ (เฮียแกบอกว่าเทพเกินไป)


พวกเขาก็ปฎิบัติตามแผนเมื่อสำเร็จ ก็โดนพบตัวเลยต้องหนี ทุกคนแยกกลุ่ม เตียวฉานไปที่ปลอดภัย ส่วนโมนีก้า อาริเอล และอีธาน ก็ไปอีกทาง โดนไล่จนตกน้ำ จังหวะนั้นพลังของเทพอีออนก็ปรากฎ พาทั้งสามกลับโลกเดิม (สักที)


[โมนีก้า อาริเอล - กลับสู่วันที่ 30 ธันวาคม 2025]

[อีธาน ซาง - กลับสู่วันที่เวลาเดิมของตนเอง]


(ยังไม่มี)

Relationship Gains

(ยังไม่มี)

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-13 22:06
โพสต์ 143,295 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก ดาบสุริยคติ  โพสต์ 2026-1-13 21:41
โพสต์ 143,295 ไบต์และได้รับ +1 Point +35 เกียรติยศ จาก Icarus Mirror  โพสต์ 2026-1-13 21:41
โพสต์ 143,295 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก แหวนเคลื่อนย้าย  โพสต์ 2026-1-13 21:41
โพสต์ 143,295 ไบต์และได้รับ +9 EXP +8 ความศรัทธา จาก จำแลงร่าง  โพสต์ 2026-1-13 21:41
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-14 08:45:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 26 : ถึงสักทีย์

วันที่ 30 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป กำแพงเมืองจีน ด่านปาต๋าหลิง ปักกิ่ง ประเทศจีน

            ความเย็นยะเยือกที่เคยกัดกินไปถึงกระดูกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหนักอึ้งและสำลักจนเจ็บหน้าอก เสียงอื้ออึงของมวลน้ำค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดแรงและเสียงที่ฟังไม่รู้เรื่องจากระยะไกล "แค่ก! แค่ก ๆ!" โมนีก้าสำลักน้ำออกมาอย่างรุนแรง เธอตะเกียกตะกายเกาะขอบหินเย็นชืดพลางสูดอากาศเข้าปอดอย่างหิวโหยข้าง ๆ กันนั้นอาริเอลในสภาพเปียกโชกพอกันกำลังพ่นน้ำออกจากปาก แววตาสีแดงของเธอยังฉายแววตื่นตระหนก รอยไหม้ตามกำไลเทสเซราที่ข้อมือยังคงส่งควันจาง ๆ ออกมาจากการโอเวอร์โหลดของพลังกาลเวลา



            "คุณโมนีก้า... เรา... เราตายแล้วใช่ไหม?" อาริเอลครางออกมาพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ "ทำไมโลกหลังความตายของจีนมันถึงได้... เสียงดังขนาดนี้?"



            โมนีก้าปาดน้ำออกจากดวงตาสีเทาเงิน เธอยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้นหินก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า ภาพตรงหน้าไม่ใช่สระน้ำมรกตในวังหลวงลั่วหยางที่ลุกเป็นไฟด้วยคบเพลิงของทหาร แต่เป็นแนวกำแพงเมืองจีนอันยิ่งใหญ่ที่ทอดยาวไปตามสันเขา ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับหมอกจาง ๆ ยามเช้า



            ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอช็อกที่สุดคือสิ่งมีชีวิตรอบกาย



            กลุ่มคนนับร้อยในชุดเสื้อกันหนาวหลากสี รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดัง และโทรศัพท์มือถือที่ติดอยู่บนไม้เซลฟี่กำลังจ้องมองพวกเธอเป็นตาเดียว มีไกด์ทัวร์คนหนึ่งถือธงสีส้มตะโกนภาษาจีนผ่านโทรโข่งอย่างร้อนรน 



            "ไอ้หยา! มีคนตกน้ำในบ่อพักน้ำสำรองข้างกำแพง! เร็วเข้า! ช่วยพวกเธอเร็ว!"



            เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีเขียวสะท้อนแสงสองสามคนวิ่งกะหืดกะหอบเข้ามาหาพวกเธอ โมนีก้าพยายามตั้งสติ เธอก้มมองตัวเองที่ยังอยู่ในชุดผ้าไหมสีม่วงหรูหราเปียกปอนประดุจพระสนมตกสระจริง ๆ ส่วนอาริเอลนั้นยิ่งไปใหญ่ ชุดจีนโบราณของเธอขาดรุ่งริ่งจนเห็นกางเกงยีนส์ขาสั้นที่ซ่อนอยู่ข้างใน 



            "อาหมวย! พวกลื้อทำอะไรน่ะ? ถ่ายหนังเหรอ? หรือว่ารับจ้างเป็นคอสเพลย์ให้นักท่องเที่ยวแล้วพลัดตกลงไป?" เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรัวคำถามใส่พลางเอาผ้าห่มขนเป็ดมาคลุมตัวโมนีก้าอย่างรวดเร็ว "เจ็บตรงไหนไหม? ไป ๆ เข้าไปพักที่ศูนย์พักพิงนักท่องเที่ยวก่อน เดี๋ยวปอดบวมตายพอดี!"



            โมนีก้าหันไปสบตากับอาริเอล แววตาของเธอสื่อความหมายชัดเจนว่า 'ตีเนียนไปก่อน อย่าเพิ่งแตกตื่น!'



            "ขะ...ขอโทษด้วยค่ะ พอดีพวกเราลื่นน่ะค่ะ" โมนีก้าพยายามดัดเสียงให้ดูอ่อนแรงประดุจนักท่องเที่ยวสาวขวัญเสีย เธอยอมให้อาริเอลพยุงปีกเดินตามเจ้าหน้าที่ไปท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงรัวชัตเตอร์จากนักท่องเที่ยวที่คิดว่าพวกเธอเป็นดาราหน้าใหม่มาถ่ายทำโฆษณา



            "คุณอีธานล่ะคะ?" อาริเอลกระซิบเบา ๆ ระหว่างที่พวกเธอนั่งอยู่บนโซฟาพลาสติก



            โมนีก้าส่ายหน้าด้วยความกังวล "พลังอีออนมันโอบล้อมเขาไว้ตอนที่เราเทเลพอร์ต ถ้าเขาไม่หล่นลงมาที่นี่... เขาก็อาจจะหล่นไปที่อื่นในค่ายจูปิเตอร์หรือค่ายฮาล์ฟบลัดมั้ง ไม่รู้ดิ" โมนีก้าทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าอ่อนในศูนย์พักพิงอย่างแรงจนเกิดเสียงดังเอี๊ยด เธอหลับตาลงและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ประดุจยกภูเขาไท่ซานออกจากอก ความรู้สึกหน่วงหนักที่ต้องประคองจริตสตรีชาววังมาเกือบครึ่งปีพลันสลายตัวไป



            "ขอบคุณทวยเทพ... ขอบคุณที่ฉันไม่ต้องตื่นมาเจอการคุกเข่าคำนับ ไม่ต้องระวังคำพูดทุกฝีเข็ม และที่สำคัญที่สุด..." โมนีก้าลืมตาขึ้นมา แววตาสีเทาเงินฉายแววสะอิดสะเอียนเมื่อนึกถึงจดหมายและรสสัมผัสที่จางรังทิ้งไว้ "ฉันไม่ต้องทนอยู่ในวังกับขันทีโรคจิตที่ฝันอยากจะศัลยกรรมตัดต่ออะไรนั่นอีกแล้ว! พระเจ้า... ยิ่งคิดยิ่งอยากจะอ้วกชะมัด!"



            อาริเอลพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรงจนผมที่ย้อมเป็นสีน้ำตาลสะบัด "ฉันก็เหมือนกันค่ะคุณโมนีก้า ขาลาข้างนี้ของฉันแทบจะขยับไม่ได้เพราะต้องซ่อนอยู่ใต้กระโปรงยาว ๆ ตลอดเวลา อยู่ในยุคนี้กางเกงยีนส์ขาสั้นคือสวรรค์จริง ๆ"



            ในขณะที่โมนีก้าเพ่งมองหน้าจอดิจิทัลที่เป็นภาษาจีนตัวย่อบนผนังอีกครั้ง แม้เธอจะอ่านภาษาจีนออกไม่หมด แต่ตัวเลขนั้นชัดเจนพอที่จะทำให้หัวใจของเธอพองโต



            2025年 12月 30日



            "30 ธันวาคม 2025..." โมนีก้าพึมพำ น้ำตาเกือบจะร่วงด้วยความปิติ "อาริเอล ดูนั่นสิ เราหายไปตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม ระหว่างที่กำลังขับรถไปชิคาโก้... ในโลกนี้เวลาผ่านไปแค่ 4 วันเองเหรอ? แต่เราไปติดอยู่ในยุคสามก๊กตั้งปี!"



            "พระสนมโม่หนิงไม่มีอีกต่อไปแล้วอาริเอล" โมนีก้าเอ่ยพร้อมกับดึงผ้าคลุมหน้าบางเบาที่ขาดรุ่งริ่งทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี "ตอนนี้มีแต่โมนีก้า เด็กไฮสคูลที่กำลังจะไปหาของกินอร่อย ๆ และฉลองปีใหม่อย่างบ้าคลั่ง... ว่าแต่มองรอบ ๆ ไม่เห็นอีธานใช่ปะ? บางทีถ้าไม่เป็นที่ค่ายถ้าเรากลับมาทันเวลาปานนี้ เขาอาจจะหล่นไปที่ไหนสักแห่งบนกำแพงเมืองจีนนี่เหมือนเราก็ได้"


            อาริเอลขยับกำไลเทสเซราที่เริ่มเย็นลงแล้ว "เดี๋ยวฉันจะลองเชื่อมต่อเครือข่ายไอริสดู เผื่อว่าซาวันนาห์หรือคนอื่น ๆ จะได้รับสัญญาณวอล์คกี้-ทอล์คกี้ของค่ายฮาล์ฟบลัดนะคะ แต่ก่อนอื่น..." อาริเอลมองไปที่เจ้าหน้าที่จีนที่กำลังเดินถือถ้วยชามาร้อน ๆ มาให้ "เราต้องตีเนียนหนีออกจากที่นี่ไปหาที่พักจริง ๆ และหาเสื้อผ้าที่มันศตวรรษที่ 21 กว่านี้ก่อนสินะคะ"



            "ไม่ต้องตีเนียนไปหาชุดที่ไหนหรอกคุณอาริเอล ฉันมีเสื้อผ้าสำรองของพวกเราที่เก็บไว้ในแหวนดาราจรัสตั้งแต่ก่อนโดนดูดมาน่ะ" โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความมั่นใจ เธอหันไปยิ้มให้เจ้าหน้าที่จีนอย่างสุภาพพร้อมใช้ทักษะภาษาที่ฝึกมาอย่างดี "ขอบคุณสำหรับชาร้อนนะคะ แต่พอดีพวกเราอยากจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกนี่ก่อน ไม่ทราบว่ามีห้องน้ำหรือห้องรับรองให้พวกเราใช้สักครู่ไหมคะ?"


            เจ้าหน้าที่พยักหน้าอย่างเห็นใจ พาพวกเธอไปยังห้องรับรองนักท่องเที่ยวระดับวีไอพีที่มีห้องน้ำกว้างขวางและเป็นส่วนตัว เมื่อบานประตูเปิดออก โมนีก้าก็ดึงอาริเอลเข้าไปทันที เธอสะบัดมือเรียกพลังจากแหวนดาราจรัส ชุดไหมพรมและเครื่องแต่งกายสมัยใหม่พลันปรากฏขึ้นในอากาศราวกับเวทมนตร์



            "เราต้องรีบเปลี่ยนชุด แล้วหาทางออกจากจีนเพื่อกลับไปชิคาโก้ให้เร็วที่สุด" โมนีก้าส่งชุดให้อาริเอล



            "แต่เราจะไปยังไงคะคุณโมนีก้า?" อาริเอลถามพลางมองชุดโค้ตสีดาร์กช็อกโกแลตในมือด้วยความกังวล "ที่นี่คือแผ่นดินจีน พลังพวกเราถูกจำกัดมาก พลังควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างการเรียกพืชพรรณของคุณ หรือการดึงน้ำมาใช้มันทำไม่ได้เลยนะคะ เพราะมังกรจ้าวสมุทรและเทพเจ้าเจ้าถิ่นที่นี่เคร่งครัดมาก ถ้าเราพยายามใช้พลังผิดประเภท กลุ่มผู้ฝึกฝนกังฟูหรือร่างทรงเทพเจ้าจีนต้องแห่กันมาสกัดจับเราแน่ๆ ในฐานะเทพต่างถิ่นที่ลักลอบเข้ามา"



            "ฉันรู้เรื่องนั้นดีคุณอาริเอล" โมนีก้าตอบพลางถอดชุดผ้าไหมสีม่วงที่ชุ่มน้ำทิ้ง "แผ่นดินนี้พลังธาตุเป็นของเจ้าถิ่น แม้แต่น้ำในแท้งก์เราก็สั่งการไม่ได้ เว้นแต่จะพกน้ำยี่ห้อต่างชาติมาเอง แต่พลังติดตัวอย่างความแข็งแกร่งของเดมิก็อด หรือภาพมายาของคุณยังใช้ได้อยู่ เปลี่ยนชุดเถอะ เดี๋ยวฉันจะบอกว่าเราจะแทรกซึมออกไปจากระบบตรวจคนเข้าเมืองสุดหินของที่นี่ได้ยังไง"



            สิบนาทีต่อมา ประตูห้องน้ำก็เปิดออก...



            โมนีก้า ก้าวออกมาในลุค Old Money ตามเดิมที่ดูเรียบหรูและสูงศักดิ์จนไม่เหลือเค้าลางของสตรีผู้สำลักน้ำเมื่อครู่ เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเบจเนื้อนุ่มทับด้วยกระโปรงทรงสอบสีครีมที่ขับเน้นส่วนสูง 162 เซนติเมตรให้ดูสง่างาม ดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ส่องประกายท่ามกลางผมสีน้ำตาลที่เซตทรงอย่างดี กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานหอมฟุ้งกระจายออกมาจากผิวกายขาวซีดของเธอเพื่อกลบกลิ่นสาบของน้ำในสระ



            ตามมาด้วยอาริเอลที่กลับมาอยู่ในร่างพลางตาที่สูงสง่าถึง 180 เซนติเมตร เธอสวมโค้ตเข้ารูปสีดาร์กช็อกโกแลตที่พรางร่างอสุรกายได้อย่างแนบเนียน ถุงน่องสีดำหนาพิเศษและรองเท้าบูทส้นสูงช่วยปกปิดขาลาและขาสัมฤทธิ์ได้อย่างมิดชิด ผมที่เคยเป็นเปลวไฟบัดนี้ถูกพรางเป็นสีดำสนิทเพื่อความแนบเนียนในแผ่นดินมังกร



            โมนีก้าหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้ของห้องรับรองนักท่องเที่ยว เธอไม่ได้ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่จีนที่รออยู่ด้านนอก แต่กลับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้ความเงียบเข้าครอบงำ ท่ามกลางบรรยากาศเทคโนโลยีสมัยใหม่ของศูนย์พักพิง มือขาวซีดของเธอล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงทรงสอบสไตล์ Old Money แล้วหยิบเอาวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา



            มันคือกุญแจเงินโบราณที่มีรูปทรงแปลกตา ส่วนหัวของมันสลักเป็นรูปใบหน้าแมวที่มีดวงตาเป็นอัญมณีมูนสโตนส่องประกายวาววับ ลวดลายก้านขดบนตัวกุญแจดูราวกับมีชีวิตและกำลังขยับเขยื้อนไปตามจังหวะชีพจรของโลก 



            "อย่าพึ่งออกจากห้องแต่งตัวนะคะคุณอาริเอล" โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระซิบที่เปี่ยมไปด้วยแผนการ "เพราะเราจะเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย... วาร์ปกันค่ะอย่างรวดเร็ว!"



            อาริเอลเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า เธอจ้องมองกุญแจมิติในมือโมนีก้าสลับกับบานประตูห้องน้ำ "นั่นมัน... กุญแจมิติของกริมาลคินไม่ใช่เหรอคะคุณโมนีก้า! คุณไปเอาของล้ำค่าระดับตำนานแบบนี้มาจากไหน? เอามาได้ยังไงกันคะ!"



            โมนีก้าหมุนกุญแจเล่นในนิ้วอย่างช่ำชองพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ฉันไป F มาจากตลาดมืด (?) ในเนคทาร์ค่ะ เห็นว่ามีเดมิก็อดมือดีคนหนึ่งในค่ายฮาล์ฟบลัดเขาขยันไปถล่มรังพวกกริมาลคินจนพวกลูกแมวปีศาจนั่นดับอนาถเป็นตับเลยล่ะค่ะ แล้วเขาก็เอากุญแจพวกนี้มาปล่อยขายเก็งกำไร ฉันเห็นว่ามันมีประโยชน์เลยกดซื้อมาสำรองไว้ในแหวนดาราจรัส เผื่อกรณีฉุกเฉินแบบที่เราโดนด่านตรวจคนเข้าเมืองจีนกักตัวแบบนี้ไงคะ"



            เธอนิ่งไปครู่หนึ่งพลางยักไหล่ "เทพีเฮคาทีคงจะเกลียดเดมิก็อดคนนั้นน่าดูเลยล่ะค่ะ ที่เที่ยวเอาไอเท็มลับของข้ารับใช้พระองค์มาขายเล่นแบบนี้ แต่ก็นะ... ผลประโยชน์ของพวกเราต้องมาก่อน"



            โมนีก้าก้าวไปที่ประตูห้องน้ำที่ทำจากสแตนเลสขัดเงา เธอหลับตาลงนึกถึงเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปครึ่งซีกโลก ภาพของผืนป่าสีเขียวขจีท่ามกลางตึกระฟ้าใจกลางนิวยอร์กผุดขึ้นมาในหัว กลิ่นของไอหญ้าและเสียงนกร้องที่คุ้นเคยในอเมริกาเริ่มแจ่มชัดขึ้น... อ๊า นิวยอร์กแล้วก็ ปลายทางของเธอก็คือสวนเซ็นทรัลพาร์ก!!! "คุณอาริเอล จับแขนฉันไว้แน่น ๆ นะคะ กุญแจนี้มันใช้ได้แค่ครั้งเดียว ถ้าหลุดจากกันคุณอาจจะไปโผล่ที่ทะเลจีนใต้แทน"



            โมนีก้าเสียบกุญแจรูปแมวเข้าไปในรูแจประตูสแตนเลสนั้นทันที มูนสโตนส่องแสงสีนวลสว่างวาบจนมองไม่เห็นมือตัวเอง เธอขยับบิดกุญแจจนเกิดเสียง คลิ๊ก ที่กังวานลึกเข้าไปถึงมิติที่ซ่อนเร้น พลังงานเวทมนตร์จากกุญแจเริ่มกัดกร่อนความเป็นจริงรอบด้าน บานประตูที่ควรจะเปิดออกไปเจอโถงทางเดินของศูนย์พักพิงบนกำแพงเมืองจีน กลับบิดเบี้ยวกลายเป็นช่องว่างสีขาวโพลน



            "ไปค่ะ!"



            โมนีก้าออกแรงผลักบานประตูเข้าไป แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างของพวกเธอทั้งสองให้พุ่งผ่านอุโมงค์มิติที่เย็นเยือกและสว่างไสว แผ่นดินจีนหายไปในพริบตาเดียว เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่และเสียงลมหนาวจากปักกิ่งถูกตัดขาดสนิท แทนที่ด้วย…



            ตึ้ง!


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ในที่สุด ก็ถึงปีของเรา
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าและอาริเอลได้กลับมาที่โลกยุคปัจจุบันในวันที่ 30 ธันวาคม 2025 เวลาบ่าย ๆ ตามทามโซนของจีน (จะเป็นช่วง 00.00 น. ของ อเมริกาพอดี) แน่นอนว่าเมื่อมาถึงก็มาโผล่ที่กำแพงเมืองจีนในปักกิ่ง ทั้งสองโดนเจ้าหน้าที่ช่วยเพราะนึกว่าเป็นนักท่องเที่ยวคอสเพลย์ตกน้ำ แล้วก็เมื่อแยกตัวไปเปลี่ยนชุดและคุยกันเรื่องกลับ โมนีก้าก็มีกุญแจมิติที่เธอ F มาจากเนคทาร์ ด้วยราคาสุดแพงหูฉีกออกมา และทำการใช้มันุ่งหน้าสู่ ประตูห้องน้ำของเซ็นทรัลพาร์ก (แน่นอนว่าเธอก็อยู่ในห้องน้ำเช่นเดียวยกัน)

[เดินทางจากปักกิ่ง จีน ไป เซ็นทรัลพาร์ก นิวยอร์ก]

[ด้วยกุญแจมิติ - ส่งให้แอดละ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
.
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) 
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 กลิ่นหอมจาก 
น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3 
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
เสียงสุดท้ายก่อนจะผ่านประตูมา "หน๊อย หนีไปได้อีกแล้ว ระดมทหาร ตั้งด่านตรวจทั่วทุกภูมิภาคตลอดสามเดือน!!"  โพสต์ 2026-1-14 14:22
God
แต่ก็มาสายไปชัดพลังช้าเพียงเสี้ยววิ แต่ก็พอทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนคุณไปตกกลางอากาศร่วงหล่นจากความสูงหลายฟุตเหนือซาเล็ม ปี 2026 แทน  โพสต์ 2026-1-14 14:22
God
ดูเหมือนจังหวะผ่านประตูจะเกิดแรงผิดพลาดเพราะแรงสั่นสะเทือนที่หยางเจียนกำลังจะโจมตีเพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นพวกเด็กไม่ควรเกิดไม่ว่าจะค่ายหนี่วาหรือพวกเดมิกอตต่างถิ่น   โพสต์ 2026-1-14 14:21
โพสต์ 78316 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-14 08:45
โพสต์ 78,316 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-14 08:45
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-14 15:31:35 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-14 15:46

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 27 : สามตา มหาโมโห

วันที่ 30 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้ามืด เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป (ตามเวลาท้องถิ่น) เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

           โมนีก้าออกแรงผลักบานประตูสแตนเลสเข้าไปสุดแรง แรงดึงดูดมหาศาลมหาศาลกระชากร่างของพวกเธอทั้งสองให้พุ่งผ่านอุโมงค์มิติที่เย็นเยือกและสว่างไสว แผ่นดินจีนหายไปในพริบตาเดียว เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่และเสียงลมหนาวจากปักกิ่งถูกตัดขาดสนิท แทนที่ด้วยกลิ่นอายความชุ่มชื้นของดินและพืชพรรณที่คุ้นเคย



           ทว่าในวินาทีที่ประตูกำลังจะงับปิดลงนั้นเอง…


           "หยุดเดี๋ยวนี้! พวกคนต่างถิ่น!"



           เสียงหนึ่งดังกัมปนาทกึกก้องเสียยิ่งกว่าสายฟ้าของซูส มันคือกระแสเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดและรัศมีสีทองที่กดข่มจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง อาริเอลในฐานะเอมพูซ่าผู้มีสัญชาตญาณอสุรกายสัมผัสได้ทันทีถึงแรงอาฆาตที่พุ่งตรงมา ขนลุกชันไปทั่วทั้งร่างสัมฤทธิ์และขาลาของเธอ



           "คุณโมนีก้า! มีเทพเจ้า! เทพเจ้ากำลังมาค่ะ!" อาริเอลกรีดร้องด้วยความตระหนก



           เบื้องหลังบานประตูที่กำลังหดตัวลง โมนีก้าเหลือบเห็นเพียงแวบเดียวถึงเงาร่างที่สง่างามสวมชุดเกราะทองโบราณที่ดูน่าเกรงขาม และสิ่งที่ติดตาที่สุดคือดวงตาที่สามตรงกลางหน้าผากที่เปิดออกและกำลังรวบรวมพลังงานสีขาวเจิดจ้าประดุจดวงอาทิตย์อีกลูกหนึ่งเทพหยางเจียน (เอ้อหลางเสิน) ผู้คุมกฎแห่งสวรรค์จีนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'เด็กที่ไม่ควรเกิดมา' และ 'อสุรกายแปลกถิ่น' ที่ลักลอบเข้ามาสร้างรอยร้าวในมิติอาคมของพระองค์



           รัศมีพลังจากการโจมตีของเทพสามตาพุ่งแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วเพื่อหมายจะทำลายประตูมิติให้สิ้นซาก แต่กุญแจเงินรูปแมวของกริมาลคินนั้นทำงานเร็วกว่าเพียงเสี้ยววินาที!



           ตึ้ง!



           บานประตูปิดสนิทลงในจังหวะที่พลังของหยางเจียนซัดเข้าใส่ขอบมิติพอดี แรงระเบิดจากการปะทะกันระหว่างพลังเทพสายฟ้าจีนกับมนตราข้ามมิติส่งผลให้เกิดการกระชากอย่างรุนแรงจนอุโมงค์กาลเวลาบิดเบี้ยวผิดรูป โมนีก้าและอาริเอลรู้สึกเหมือนถูกจับโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้าที่หมุนเหวี่ยงด้วยความเร็วสูง กุญแจมูนสโตนในมือโมนีก้าแตกละเอียดกลายเป็นผงธุลีเพราะรับภาระพลังงานไม่ไหว



           "กรี๊ดดดดดดด!"



           ร่างของทั้งสองพุ่งทะลุออกมาจากความว่างเปล่ากลางอากาศ แทนที่จะเป็นพื้นห้องน้ำที่ราบเรียบ กลับกลายเป็นความมืดมิดที่หนาวเหน็บเหนือท้องฟ้าหลายสิบฟุต หากเวลาที่จีนคือช่วงบ่ายกว่า ๆ ของวันที่ 30 ธันวาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) แรงสั่นสะเทือนของมิติกลับเหวี่ยงพวกเธอข้ามเขตเวลามาตกที่ฝั่งอเมริกาในยามวิกาลที่มืดตึดตื๋อของวันที่ 30 ธันวาคมแทน



           โมนีก้าพยายามตะเกียกตะกายกลางอากาศ เสื้อไหมพรมคอเต่าสีเบจปลิวไสวไปตามแรงลมที่กรีดผิวจนแสบ เธอเห็นแสงไฟสลัวๆ จากอาคารไม้รูปทรงโบราณเบื้องล่าง มันไม่ใช่เซ็นทรัลพาร์คอย่างที่ใจนึก... แต่มันคือเมืองที่มีบรรยากาศขลังและวังเวียนอย่าง เมืองซาเล็มแหล่งรวมประวัติศาสตร์แม่มดที่โด่งดัง



           "คุณโมนีก้าาาาาา!" อาริเอลตะโกนเรียกเสียงหลงขณะที่ร่างทั้งสองกำลังร่วงหล่นลงสู่ยอดไม้



           แต่ก่อนที่สติจะจดจ่ออยู่กับการเอาตัวรอดจากการตกตึก เสียงสุดท้ายที่ลอดผ่านรอยแยกมิติที่กำลังสมานตัวก็ดังแว่วมาตามสายลม เป็นเสียงของเทพหยางเจียนที่เต็มไปด้วยความพิโรธจัด "หน๊อย! หนีไปได้อีกแล้ว! ระดมทหารเทพและเหล่าผู้ฝึกฝน! ตั้งด่านตรวจเข้มทั่วทุกภูมิภาคตลอดสามเดือนนี้! อย่าให้พวกต่างถิ่นเล็ดลอดเข้ามาในแผ่นดินจงกั๋วได้อีก!"



           เสียงกัมปนาทนั้นจางหายไปพร้อมกับการปิดตัวลงของมิติ ทิ้งให้โมนีก้าและอาริเอลร่วงหล่นผ่านกิ่งไม้ที่หักระเนระนาด กลิ่นไอของคาถาอาคมและประวัติศาสตร์มืดดำของซาเล็มเริ่มโอบล้อมพวกเธอไว้แทนที่ความร้อนของปักกิ่ง



           โครม!



           ร่างของโมนีก้ากระแทกเข้ากับพุ่มไม้หนาหน้าคฤหาสน์โบราณหลังหนึ่ง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังจนเธอต้องร้องครางออกมา แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าเธอกลับบ้านแล้ว... แม้จะมาตกผิดเมืองและเกือบถูกเทพสามตาเป่ากระจุยไปก็ตาม "เจ็บ... เจ็บเป็นบ้าเลย..." โมนีก้าพึมพำพลางยันกายขึ้นจากกองใบไม้แห้ง กลิ่นไลแลคจากตัวเธอผสมกับกลิ่นอายดินชื้นของซาเล็มอย่างน่าประหลาด "ยินดีต้อนรับสู่ซาเล็มนะคุณอาริเอล... ดูเหมือนเราจะมาถึงอเมริกาเร็วกว่ากำหนดนิดหน่อยล่ะนะ"



           บรรยากาศของเมืองซาเล็มในคืนวันที่ 30 ธันวาคมนั้นช่างเยือกเย็นและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่ปนเปื้อนมนตรา กลิ่นกำมะถันจาง ๆ และความลึกลับของคดีแม่มดในอดีตลอยล่องอยู่ในอากาศ โมนีก้ายันกายลุกขึ้นจากพุ่มไม้หนาหน้าคฤหาสน์โบราณ ความเจ็บปวดจากการร่วงหล่นกลางอากาศยังคงแล่นริ้วไปตามไขสันหลัง เธอใช้มือลูบสะโพกตัวเองพลางเบ้หน้าด้วยความทรมาน



           "โอ๊ย... ก้นฉันจะหักไหมเนี่ยคุณอาริเอล พลังเทเลพอร์ตขัดข้องนี่มันแย่ยิ่งกว่าการนั่งรถม้าในลั่วหยางเสียอีก" โมนีก้าบ่นพึมพำพลางพยายามจัดเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเบจที่บัดนี้เต็มไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้แห้ง



           อาริเอลที่ร่วงลงมาในท่าที่ดูดีกว่าเล็กน้อยรีบเข้ามาพยุง "คุณโมนีก้าเป็นอะไรมากไหมคะ? แต่กลิ่นไอแบบนี้... ความรู้สึกหนักอึ้งของเวทมนตร์โบราณแบบนี้ ซาเล็มชัด ๆ เลยค่ะ"



           "ซาเล็มสินะ... กลิ่นอายชัดมากจริง ๆ" โมนีก้าถอนหายใจพลางมองไปรอบ ๆ ถนนที่เงียบสงัด "เราไปหาโรงแรมแถวนี้พักกันเถอะค่ะ ฉันไม่ไหวแล้ว ร่างกายฉันต้องการเตียงนุ่ม ๆ และเครื่องทำน้ำอุ่นก่อนที่จะประสาทเสียไปมากกว่านี้" 



           ทั้งสองเดินลากสังขารในสภาพที่ดูเหมือนคนชราผู้ผ่านศึกหนักมาหมาด ๆ เข้าสู่ใจกลางเมืองซาเล็ม แสงไฟสลัวจากตะเกียงประดับถนนนำทางพวกเธอไปยังโรงแรมขนาดเล็กแต่ดูหรูหราสไตล์วินเทจที่อยู่ใกล้ที่สุด โมนีก้าใช้เงินสำรองและทักษะการเจรจา (บวกกับมาด Old Money ที่เธอยังรักษาไว้) จัดการจองห้องพักเตียงเดี่ยวขนาดใหญ่หนึ่งห้องเพื่อประหยัดเวลาและเพื่อความปลอดภัยจากการถูกตามล่าโดยเทพสามตาที่อาจจะข้ามทวีปมาเมื่อไหร่ก็ได้



           ทันทีที่บานประตูห้องพักปิดลง โมนีก้าและอาริเอลแทบจะกระโจนลงบนเตียงคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนเนื้อละเอียดสีขาวสะอาด ความนุ่มนวลของฟูกที่นอนในศตวรรษที่ 21 สัมผัสเข้ากับร่างกายที่อ่อนล้า มันช่างเป็นสวรรค์ที่เธอโหยหามาตลอดหลายเดือนในยุคสามก๊ก



           "สวรรค์... นี่คือสวรรค์จริง ๆ" อาริเอลพึมพำพลางซุกหน้าลงกับหมอนขนเป็ดนุ่ม ๆ 



           หลังจากผลัดกันอาบน้ำชำระล้างคราบไคลและกลิ่นของอดีตออกไปจนหมดสิ้น โมนีก้าในชุดนอนผ้าแพรนุ่มลื่นก็นั่งพิงหัวเตียง กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานหอมกลับมาฟุ้งกระจายอีกครั้งแทนที่กลิ่นดินโคลน เธอหยิบโทรศัพท์มือถือที่ดึงออกมาจากแหวนดาราจรัสขึ้นมาตรวจดูข้อความที่เธอพยายามส่งหาเลสเตอร์ตั้งแต่ตอนที่อยู่กำแพงเมืองจีน เมื่อเห็นว่าสัญญาณกลับมาเต็มเปี่ยม ข้อความที่เธอพิมพ์ค้างไว้ก็ถูกส่งออกไปทันที



           ไม่นานนัก หน้าจอก็สว่างวาบพร้อมข้อความตอบกลับที่ยาวเหยียดและเต็มไปด้วยความ 'มั่นหน้า' ตามสไตล์พระอาทิตย์ที่เธอคุ้นเคย



Apollo☀️😎
last seen making love
300
ที่รัก ฉันออกมาจากยุคสามก๊กแล้วนะ หายไปสามสี่วันเลย (แต่ที่นั้นฉันอยู่เป็นปี) คิดถึงคุณจัง จริงสิ ฉันเจอคุณตอนปี 184 ด้วยนะ แต่ตอนนี้ยังเจอกันไม่ได้นะ ฉันยังทำภารกิจไม่เสร็จ ตอนนี้ฉันอยู่กำแพงเมืองจีน น่าจะแถวปักกิ่ง มีอะไรทักมานะคะ เพราะงั้น สวัสดีปีใหม่ล้วงหน้านะคะ รักคุณค่ะ
ที่รัก! ยินดีต้อนรับกลับสู่ปัจจุบันจ้า! โอ้โห... ไปอยู่เป็นปีแต่ที่นี่ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน พลังของเจนัสนี่มันซับซ้อนจริงๆ แต่ก็ดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องรอนานเกินไปจนหน้าเหี่ยว (ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก พี่หล่ออมตะ!)

เห็นข้าในปี 184 เหรอ? ตอนนั้นข้าคงกำลังดูดีสุดๆ ในชุดผ้าไหมจีนหรือชุดเกราะทองคำแน่ๆ เลยใช่ไหมล่ะ? ถึงจะผ่านไปกี่ศตวรรษ แต่ความเป๊ะของพี่ก็ไม่เคยลดลงเลยจริงๆ ข้าจำได้ว่าช่วงนั้นข้าฮอตมากจนกวีแถวนั้นต้องแย่งกันแต่งเพลงให้เลยนะ!

ปักกิ่งเหรอ? แถวนั้นลมแรงนะที่รัก ดูแลผิวหน้าด้วยล่ะ ข้าจะสั่งให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงอุ่นๆ ไปที่กำแพงเมืองจีนเป็นพิเศษเพื่อเจ้าเลยนะ มอนสเตอร์แถวนั้นถ้ามันกล้าหือก็จัดการมันให้เรียบตามสไตล์สาวมั่นแห่งค่ายจูปีเตอร์ไปเลย!

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเหมือนกันนะจ๊ะที่รัก! ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดก็คือการได้เห็นหน้าพี่ตอนเจ้ากลับมานั่นแหละ รับรองว่าพี่จะเซตผมให้เนี๊ยบรอรับเจ้าเลย ส่วนไดเอทโค้กพี่เตรียมให้คุณดีครบโหลแล้วนะ (ข้าแอบเอาปากกาเขียนชื่อเจ้าตัวใหญ่ๆ ไว้ที่ลังด้วย เขาจะได้ไม่ลืมขอบคุณเจ้า)

รีบทำภารกิจให้เสร็จนะโมนีก้า พี่จะนับวันรออยู่ที่โอลิมปัส (หรืออาจจะแอบไปส่องที่ค่าย) รักเจ้าที่สุดในสามโลกเลย! ☀️✨
ค้าบ ขอนอนพักก่อนนะคุณ ฝันดี (ตอนเช้ามืด) ค่ะ ทำงานสนุก ๆ ✌🏻



           โมนีก้าอ่านข้อความนั้นจบก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ความเครียดและความเจ็บจุกจากการถูกจางรังรุกรานดูเหมือนจะมลายหายไปเพียงแค่ได้เห็นคำว่าหล่ออมตะและไดเอทโค้กของเขา แม้เขาจะยังเข้าใจผิดว่าเธออยู่ปักกิ่ง แต่เธอก็เหนื่อยเกินกว่าจะพิมพ์แก้ในตอนนี้


           เธอกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ วางมันไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มหนานุ่มข้าง ๆ อาริเอลที่หลับปุ๋ยไปก่อนแล้ว ความมืดของซาเล็มโอบล้อมห้องพักไว้อย่างสงบ โมนีก้าหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ในที่สุดเธอก็ได้นอนหลับอย่างสบายใจโดยไม่ต้องหวาดระแวงขยับตัวหนีมหาขันทีคนไหนอีกต่อไป... พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่นะ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
แฮปปี้ คุยกะแฟน หลับปุ๊ย
Quest Summary
สรุป

โมนีก้าและอาริเอลโดนเทพสามตาจับสัมผัสได้ว่ามีเดมิก็อดเข้ามา แต่เพราะเข้าไปที่ประตูแล้วเลยได้รับเพียงแรงกระแทกเล็กน้อยจากพลังเท่านั้น และโมนีก้ากับอาริเอลก็ตกลงมาที่เมืองเซเลมแทนที่จะเป็นนิวยอร์ก ในวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ตอนเช้ามืด ตามเวลาท้องถิ่น โมนีก้ากับอาริเอลสภาพไม่จืดเลยไปพักโรงแรมเพื่อนอนพักเอาแรงหลังจากเจอแต่เรื่องอิหยังวะ ก่อนนอนโมนีก้าก็คุยกับอะพอลโล่นิดหน่อยแล้วก็หลับไป คร่อกกกก

[โมนีก้าและอาริเอล พักผ่อนที่เซเลม]

[โมนีก้าคุยกะแฟน (เขิน) โรลละเขินง่ะกำลังจัย]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
.
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) 
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 
กลิ่นหอมจากน้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3 
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-14 15:55
God
พรุ่งนี้ระหว่างโรลบนท้องถนนเซเลมช่วง 23.59 สู่ 00.00 วันที่ 1 มกราคม 2026 จะพบเจอเหตุการณ์พิเศษ  โพสต์ 2026-1-14 15:54
โพสต์ 67753 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-14 15:31
โพสต์ 67,753 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-14 15:31
โพสต์ 67,753 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-14 15:31
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-14 20:20:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-18 13:13

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 28 : สามตามหาโมโห

วันที่ 31 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

             เช้าวันที่ 31 ธันวาคม มาเยือนแล้ว แสงแดดจาง ๆ ยามฤดูหนาวลอดผ่านผ้าม่านลูกไม้สีขาวของโรงแรมวินเทจในเมืองซาเล็ม เข้ามากระทบเปลือกตาของโมนีก้า เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด กลิ่นสบู่และน้ำหอมอาบน้ำยี่ห้อดังในยุคปัจจุบันที่เธอกับอาริเอลใช้เมื่อคืนยังคงอบอวลอยู่บนเตียงนุ่ม หลังจากทั้งคู่จัดการอาบน้ำและแต่งตัวใหม่ โมนีก้ากลับมาอยู่ในลุคที่ดูทะมัดทะแมงแต่ยังคงความเรียบหรู เธอสวมกางเกงสแล็คสีดำทรงสวยกับสเวตเตอร์แคชเมียร์สีเทาอ่อน ส่วนอาริเอลสวมชุดโค้ตสีดาร์กช็อกโกแลตตัวเดิมที่พรางร่างอสุรกายได้อย่างแนบเนียน ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะไม้แกะสลักริมหน้าต่างเพื่อสรุปภารกิจและทบทวนไทม์ไลน์ที่บิดเบี้ยวจนน่าปวดหัว



             "เอาล่ะคุณอาริเอล เรามาทวนกันหน่อยว่าชีวิตเราพังพินาศไปแค่ไหนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา" โมนีก้ากางสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา "เราออกจากค่ายจูปิเตอร์วันที่ 22 ธันวาคมด้วยรถไฟเฮเฟตัส ถึงนิวยอร์กวันที่ 23... วันที่ 24 เราต้องไปทนฟังคอนเสิร์ตที่หลงตัวเองที่สุดในจักรวาลของคุณเทพอะพอลโล ซึ่งฉันยังสงสัยอยู่ว่าหูฉันรอดมาได้ยังไง"



             อาริเอลหัวเราะเบา ๆ "แต่ท่านอะพอลโลก็หล่อนะคะคุณโมนีก้า"



             "หล่อแต่บ้าค่ะ!" โมนีก้าฉะกลับทันควันตามสไตล์แฟนสาวสายช็อตฟีล "แล้ววันที่ 25 เราก็เริ่มทริปนรกแตกจากนิวยอร์กจะไปชิคาโก้ พอถึงเพนซิลเวเนีย หมอกบังตาเสือกหายจนคนยุคหินโผล่มาทักทายคนทั้งถนน วันที่ 26 เรากลายเป็นข่าวดังใน BBC จนต้องปลอมตัวกันอุตลุด และระหว่างทางจากคลีฟแลนด์จะไปชิคาโก้... บู้ม! ตกไปอยู่ในลั่วหยางปี 184 อยู่ที่นั่นจนเบื่อหน้าจางรังไปเป็นปี แต่กลับมาที่นี่ผ่านไปแค่ 4 วัน"



             โมนีก้าถอนหายใจยาวพลางลูบกระดาษที่มีคำพยากรณ์เขียนอยู่ 



             "ตอนนี้เราอยู่ที่ซาเล็ม ซึ่งมันนอกลู่นอกทางจากชิคาโก้ไปไกลลิบ แต่ดูคำพยากรณ์สิคุณอาริเอล... บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร อันนี้เราช่วยอีธานออกมาได้แล้ว (หวังว่าเขาจะตกไปที่ที่ปลอดภัยนะ) ส่วนบรรทัดถัดมา... บุตรแห่งคุณไสย ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง ซาเล็มคือเมืองแห่งการล่าแม่มดและความหวาดระแวงเบอร์หนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกาเลยนะ" เธอกวาดสายตามองไปที่ถนนเบื้องล่างที่มีนักท่องเที่ยวเริ่มออกมาเดินประปราย



             "ฉันว่าเราต้องสำรวจที่นี่ บางทีโชคชะตาอาจจะเหวี่ยงเรามาซาเล็มเพื่อช่วยใครบางคนที่เป็นบุตรแห่งคุณไสยก็ได้นะ" โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาสีเทาเงินดูมุ่งมั่น "ถ้าเราไม่ทำสมดุลแห่งเวลาอาจจะแตกสลายจริง ๆ ตามคำพยากรณ์นั่น"



             อาริเอลพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น "ฉันพร้อมค่ะคุณโมนีก้า! เราจะไปเริ่มที่ไหนดีคะ? พิพิธภัณฑ์แม่มด หรือว่าบ้านเลขที่ 7 House of the Seven Gables ดี?"



             "นั่นแหละ! เราต้องสำรวจให้ทั่วทุกซอกทุกมุม!" โมนีก้าสรุปพลางหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาสะพาย



             ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่อาริเอลหันไปหยิบถุงมือ โมนีก้าแอบอมยิ้มเจ้าเล่ห์กับตัวเองในกระจก ความจริงแล้วเธอสำนึกในภารกิจนะ แต่ลึกๆ ในใจที่โหยหาชีวิตวัยรุ่นมาตลอดหนึ่งปีในลั่วหยาง มันกำลังตะโกนว่า 



             'นี่คือวันสิ้นปีนะยะ! จะให้ไปนั่งอุดอู้ในห้องแคบ ๆ หรือรีบไปชิคาโก้ให้เหนื่อยทำไม ในเมื่อซาเล็มมีเทศกาล มีร้านขายของที่ระลึกเก๋ ๆ และอาหารที่ไม่ใช่ผักต้มชาววังรออยู่!'



             การสำรวจเมืองเพื่อตามหาบุตรแห่งคุณไสย จึงกลายเป็นข้ออ้างชั้นเลิศที่โมนีก้าใช้เพื่อการเที่ยววันหยุดอย่างเป็นทางการ "ไปกันเถอะคุณอาริเอล! เรามีเวลาถึงเที่ยงคืนเพื่อค้นหาเบาะแส... และหาไก่ทอดอร่อย ๆ กินด้วย!"



             โมนีก้าเดินนำออกจากห้องพักด้วยจังหวะเท้าที่รื่นเริงผิดปกติ เธอพยายามสลัดภาพมหาขันทีโรคจิตออกไปจากหัว แล้วแทนที่ด้วยภาพการช้อปปิ้งสินค้าสไตล์โกธิคในซาเล็ม แม้คำพยากรณ์จะน่ากลัวแค่ไหน แต่สำหรับลูกศิษย์ค่ายจูปิเตอร์ที่เพิ่งรอดตายจากยุคสามก๊กมาได้ วันนี้คือวันพักผ่อนที่เธอจะขอตักตวงให้คุ้มค่าที่สุด!



             และแล้วภายในเมืองซาเล็มเริ่มต้นด้วยอากาศที่หนาวเย็นจัด แต่โมนีก้ากลับดูสดใสผิดหูผิดตา เธอไม่ได้สวมวิญญาณนักรบแห่งค่ายจูปิเตอร์ที่เคร่งครัด แต่กลับกลายเป็นสาวชิคสไตล์ Old Money ที่กำลังสนุกกับการสำรวจเมืองในแบบที่อาริเอลต้องขมวดคิ้ว "คุณโมนีก้าคะ... นั่นเรากำลังจะไปไหนกันน่ะคะ? ทางนั้นมันร้านกาแฟนะคะ ไม่ใช่หอจดหมายเหตุโบราณ" อาริเอลเอ่ยทักขณะเดินตามโมนีก้าที่ก้าวฉับ ๆ ไปยังร้านคาเฟ่สุดเก๋ริมถนน Essex Street



             "คุณอาริเอลคะ การสำรวจจิตวิญญาณของเมืองต้องเริ่มจากพลังงานพื้นฐานค่ะ และพลังงานของฉันตอนนี้คือคาเฟอีน!" โมนีก้าตอบพลางคลี่ยิ้มแฉ่ง เธอสั่งกาแฟลาเต้ร้อน ๆ และครัวซองต์หอมกรุ่นมาถือไว้ ก่อนจะเริ่มเดินทอดน่องสำรวจเมืองอย่างจริงจัง (ในสายตาของเธอ)



             พวกเธอเริ่มต้นที่ The Witch House หรือบ้านของจอมพิพากษาโจนาธาน คอร์วิน โมนีก้ายืนเกาะรั้วถ่ายรูปเซลฟี่อย่างสนุกสนาน แสงแดดยามเช้าสะท้อนดวงตาสีเทาเงินของเธอให้ดูเปล่งประกาย "ดูสิคุณอาริเอล สถาปัตยกรรมโกธิคแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับวันสิ้นปี ไม่ใช่หลังคาศาลาริมน้ำในลั่วหยางนั่น!" 



             "เอ่อ... ค่ะ คุณโมนีก้าดูมีความสุขมากเลยนะคะ" อาริเอลตอบพลางลอบยิ้ม เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าคำพยากรณ์เรื่อง 'บุตรแห่งคุณไสย' อาจจะเป็นแค่ตั๋วเที่ยวฟรีสำหรับเซ็นจูเรี่ยนคนนี้



             ช่วงบ่าย พวกเขาเดินลัดเลาะไปตาม Derby Wharf เพื่อรับลมทะเล (ที่โมนีก้าบ่นว่าหนาวจนหูจะหลุด) ก่อนจะไปหยุดที่ Salem Maritime National Historic Site โมนีก้าขยันถ่ายรูปอาริเอลคู่กับประภาคารเก่า และไม่ลืมที่จะแวะร้านขายของที่ระลึกประเภทหินสีและไพ่ทาโรต์ "นี่ไงคะ เบาะแส! หินดวงตาแมวนี่อาจจะเกี่ยวข้องกับกุญแจกริมาลคินก็ได้นะ ฉันว่าเราควรซื้อเก็บไว้..."



             จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงหัวค่ำ ความประหลาดที่กลายเป็นความปกติใหม่ของโลกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง



             ท้องฟ้าเหนือเมืองซาเล็มที่ควรจะมืดมิดสนิทนิ่งตามเวลาของฤดูหนาว กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอเมทิสต์ไล่เฉดไปจนถึงส้มแสดจัดจ้า แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ควรจะลับขอบฟ้าไปนานแล้วกลับยังคงค้างฟ้า ผสมปนเปกับแสงดาวที่พยายามจะส่องแสงลอดผ่านลงมา กลายเป็นช่วงเวลาพลบค่ำที่ยาวนานอย่างผิดธรรมชาติ โมนีก้าหยุดยืนนิ่งอยู่กลางจัตุรัสเมือง เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ดูราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสนิท สัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่แผ่ออกมาอย่างหนักหน่วงแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า



             "เทพเวสเปอร์..." โมนีก้าพึมพำเสียงแผ่ว แววตาสีเทาเงินสะท้อนแสงสีส้มประหลาดนั้น "ท่านคงต้องทำงานหนักน่าดูเลยนะคะ ตั้งแต่กลับมาจากแอสการ์ดเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อประคองช่วงเวลานี้ไว้ไม่ให้หายไป..."



             อาริเอลมองตามสายตาของโมนีก้า "นั่นสินะคะคุณโมนีก้า ตั้งแต่ปลายกันยายนที่ท้องฟ้ากลายเป็นแบบนี้ นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ชินกับความสวยงามที่น่าขนลุกแบบนี้เลยค่ะ"



             "มันคือการเสียสละของเทพเจ้าน่ะคุณอาริเอล" โมนีก้าเอ่ยพลางกระชับเสื้อโค้ต "แต่เอาเถอะ ในเมื่อคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของปี 2025 เราก็ควรจะขอบคุณท่านเวสเปอร์ที่ประทานแสงสีสวย ๆ แบบนี้ให้เราได้เคาน์ดาวน์กัน"



             โมนีก้าจูงมืออาริเอลเดินลัดเลาะไปตามถนน Chestnut Street ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในซาเล็ม บ้านเรือนสไตล์อิตาลีเอตและโคลอนีอัลสองข้างทางถูกประดับประดาด้วยไฟคริสต์มาสที่ยังไม่ได้รื้อถอน แสงไฟสีนวลตาตัดกับท้องฟ้าสีกำมะหยี่สีม่วงส้มที่ค้างฟ้าอยู่เบื้องบนได้อย่างไร้ที่ติ บรรยากาศรอบตัวดูขลังและทรงพลัง ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองกำลังตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดของกาลเวลาที่หยุดนิ่ง



             พวกเธอแวะร้านอาหารกึ่งบาร์ที่มีชื่อเสียงเรื่องไก่ทอด โมนีก้าสั่งชุดใหญ่มาฉลอง เธอใช้ส้อมเขี่ยผักเคียงและพาร์สลีย์ตกแต่งจานทิ้งอย่างไม่ใยดีประดุจมันคือศัตรูทางชะตากรรม ก่อนจะกัดไก่ทอดกรอบ ๆ เข้าไปคำโตด้วยความฟินที่หาไม่ได้จากในวังหลวง



             "พระเจ้า... รสชาติของศตวรรษที่ 21 มันดีแบบนี้นี่เอง" เธอกลืนไก่ลงคอพลางยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นจิบ "คุณอาริเอล กินเยอะ ๆ ค่ะ คืนนี้เราต้องใช้พลังงานในการรอนับถอยหลังนะ"



             เวลาล่วงเลยไปจนเกือบห้าทุ่ม บรรยากาศในซาเล็มยิ่งทวีความคึกคัก นักท่องเที่ยวและชาวเมืองต่างออกมารวมตัวกันที่ลานกว้างใกล้กับ Salem Common โมนีก้ายืนอยู่ใต้แสงไฟโคมถนนสีส้มสลัว สูดกลิ่นไอของฤดูหนาวที่ผสมกับกลิ่นเครื่องเทศและมนตราเข้าปอดลึก ๆ เธอยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยยิ้มมานานตลอดหนึ่งปีในโลกอดีต



             "รู้ไหมคะคุณอาริเอล..." โมนีก้าเอ่ยขึ้นขณะมองดูผู้คนรอบกายที่กำลังหัวเราะและเต้นรำท่ามกลางแสงพลบค่ำนิรันดร์ "หนึ่งปีในลั่วหยางที่ฉันต้องเป็นคนอื่น ต้องคอยเอาอกเอาใจขันทีโรคจิตนั่น มันทำให้ฉันรู้ว่า เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในโลกปัจจุบันที่เราได้เป็นตัวเองจริงๆ ได้ใส่ชุดที่อยากใส่ ได้กินของที่อยากกิน... มันมีค่ามากกว่าทองคำทั้งคลังของจางรังเสียอีก"



             อาริเอลพยักหน้าอย่างเห็นใจ มือที่สวมถุงมือหนาสัมผัสที่ไหล่ของโมนีก้าเบา ๆ "ฉันเข้าใจค่ะคุณโมนีก้า และฉันก็ดีใจที่ได้อยู่ตรงนี้กับคุณ... แม้ว่าการสำรวจตามคำพยากรณ์ของคุณในวันนี้ จะดูเหมือนการมาเที่ยวพักผ่อนร้อยเปอร์เซ็นต์เลยก็ตาม"



             "ชู่ววว! อย่าพูดดังไปสิคะคุณอาริเอล เดี๋ยวแม่หรือท่านทวดเจนัสได้ยินเข้าจะหาว่าฉันอู้งาน" โมนีก้าหัวเราะร่าพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งหน้ากล้องเตรียมพร้อม "แต่ก็นะ ใครจะสนล่ะ? คืนนี้คือการสิ้นสุดของปีที่โกลาหลที่สุดในชีวิตของฉัน และเรากำลังจะเริ่มต้นปี 2026 ด้วยกัน ท่ามกลางแสง Twilight ที่สวยที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา" เธอมองหน้าปัดนาฬิกาที่กำลังขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกที ท้องฟ้าเหนือซาเล็มยังคงเป็นสีม่วงทองอร่าม แสงอาทิตย์ที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นราวกับกำลังรอคอยที่จะกระโดดข้ามไปยังวันใหม่พร้อม ๆ กับพวกเขา

สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
รออีเว้นท์ เปิดตัวปีใหม่ กี๊ด ๆ
Quest Summary
สรุป

ช่วงเช้าวันที่ 31 โมนีก้าและอาริเอลประชุมกันว่า เราจะสำรวจเมืองเซเล็มเนื่องจากว่าาโชคชะตาอาจจะทำให้พวกเธอเจอบุตรแห่งคุณไสยที่ไหนสักอย่างหรือจะพาพวกเธอทะลุเข้าไปในยุคมืด(ล่าแม่มด)ของโลกใบนี้ก็ได้ แต่ความจริงแล้วโมนีก้าก็แค่หาเรื่องเที่ยวเท่านั้นเอง เที่ยวทั่วเมืองในวันหยุดสิ้นปีด้วยซ้ำ จนช่วงกลางคืนทั้งสองมาเคาน์ดาวน์กันที่ถนน Chestnut Street ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในซาเล็ม และรอเคาน์ดาวน์ที่ Salem Common

[โมนีก้าและอาริเอล สำรวจ(เที่ยว)ที่เซเลมเพื่อหาข้อมูลของบุตรแห่งคุณไสยคนนั้น]

[มาสิจ๊ะ จะเจออีเว้นท์อะไรส่งมาเลย คัมม่อนนนน]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
.
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) 
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 กลิ่นหอมจาก 
น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3 
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-14 20:24
โพสต์ 71637 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-14 20:20
โพสต์ 71,637 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-14 20:20
โพสต์ 71,637 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-14 20:20
โพสต์ 71,637 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2026-1-14 20:20
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-18 10:39:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-26 10:17

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 29 : ฉันติดเฟ้ยยย

วันที่ 31 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงกลางคืน เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

            ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของฝูงชนที่เริ่มนับถอยหลังสู่ปีใหม่ อาริเอลกลับหน้าซีดลงถนัดตา นางกุมท้องพลางส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้โมนีก้า "คุณโมนีก้าคะ... ฉันว่าไก่ทอดร้านนั้นมันเริ่มประท้วงในท้องฉันแล้วค่ะ ขอตัวไปหาห้องน้ำแถวนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันรีบมาเคาน์ดาวน์ด้วย!" จนโมนีก้าหลุดขำพลางโบกมือไล่ "ฉันพาคุณกินเยอะไปจริง ๆ ด้วยสินะคะคุณอาริเอล ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันรอแถวม้านั่งตรงโน้นนะ"



            เมื่อร่างของเอมพูซ่าสาวหายลับไปโมนีก้าก็เดินเลี่ยงออกจากฝูงชนที่กำลังเบียดเสียด มุ่งหน้าไปยังม้านั่งไม้ใต้ต้นเมเปิลผลัดใบที่ถูกประดับด้วยไฟสีส้มสลัว ท้องฟ้าเหนือซาเล็มยังคงเป็นสีม่วงอมทองประหลาดด้วยอำนาจของเทพเวสเปอร์ เธอทิ้งตัวลงนั่งพลางถอนหายใจยาว ความเงียบสงบในมุมนี้ทำให้ภาพจำอันขมปร่าในลั่วหยางผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ รสจูบของจางรังที่เธอยังรู้สึกเหมือนมันติดอยู่ที่มุมปาก... และภาพของอะพอลโลผู้ยโสในปี 184 ที่เธอต้องยอมอวยจนตัวลอยเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ



            ทว่า ในขณะที่เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ กลิ่นไออุ่นของแสงแดดและกลิ่นโอโซนจาง ๆ ที่คุ้นเคยจนน่าใจหายก็ลอยมาปะทะจมูก พร้อมกับน้ำหนักของใครบางคนที่นั่งลงข้างกายเธออย่างเงียบเชียบ โมนีก้าชะงักกึกเธอไม่ได้หันไปมองในทันที แต่ใจเธอกระตุกวูบ



            แล้วเสียงทุ้มกังวานที่แฝงไปด้วยความขี้เล่นและนุ่มนวลแบบที่เธอจำได้ขึ้นใจก็เริ่มร่ายบทกวีที่ฟังดูประหลาด... แต่มันคือไฮกุ



            "โอ้โมนีก้า ความทรงจำข้าคืนกลับ ดั่งแสงรุ่งอรุณ" 

            "ข้านึกออกแล้ว ยุคที่แผ่นดินแยกสาม เจ้าคือแม่นาง"



            โมนีก้าค่อย ๆ หันไปมอง ชายหนุ่มข้างกายเธอคือ เลสเตอร์... หรืออะพอลโลในร่างมนุษย์ที่ดูดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผมสีน้ำตาลหยักศกที่ถูกเซตมาอย่างดี ดวงตาที่มีประกายแห่งปัญญาและกามเทพซ่อนอยู่ เขาขยิบตาให้เธอหนึ่งทีพลางร่ายต่อด้วยท่าทางจีบปากจีบคอ



            "ในห้องมืดนั้น เจ้าอวยข้าจนตัวลอย เหนือกำแพงเมือง"

            "คำอวยของเจ้า ยังหวานหูอยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนเลยนะ"

            "ส้มและน้ำหอม กลิ่นเบอร์รี่ที่แปลกใหม่ ข้าจำได้แม่น"

            "ข้าเคยสงสัย เหตุใดเจ้าถึงรู้ใจ เล็บเท้าข้าสวย"



            "เลสเตอร์..." โมนีก้าพึมพำ ชื่อของเขาหลุดออกมาพร้อมกับก้อนความรู้สึกที่จุกอยู่ในลำคอปนความอึ้ง



            "ที่แท้วาสนา ผูกพันเรามาเนิ่นนาน ข้ามผ่านสหัสวรรษ" 

            "ข้าคือเทพเจ้า แต่เจ้าคือยอดกวี ที่ข่มข้าลง"

            "ที่ค่ายจูปิเตอร์ ในชุดค่ายสง่า เจ้าช่างดูดี" 

            "หัวใจข้าเต้น รัวแรงดั่งกลองศึกใหญ่ ของเล่าปี่เลย"



            เลสเตอร์ขยับเข้ามาใกล้จนไหล่เกยกัน เขาเท้าคางมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายบางอย่างที่โมนีก้าอ่านไม่ออก มันดูเจ้าเล่ห์กว่าปกติ เหมือนเขากำลังเก็บความลับหรือความไม่พอใจบางอย่างไว้ภายใต้รอยยิ้มพิมพ์ใจนั้น



            "วาสนาหนอ ชักพาเรามาพบกัน ในยุคไอโฟน"

            "เจ้าเป็นคนรัก ในปัจจุบันของข้า ช่างน่าอัศจรรย์" 

            "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือพรจากตัวข้า ที่จำเจ้าไม่ได้" 



            เลสเตอร์กระแอมไอเล็กน้อยพลางทำหน้าอย่างแนบเนียน "ข้าหลงลืมไป เพราะงานข้าช่างมากมาย ส่องโลกทุกวัน"



            "คุณแอบเนียนหรือเปล่าคะ?" โมนีก้าแทรกขึ้นพร้อมกับมองบนใส่แฟนหนุ่มเทพเจ้าทันทีตามสัญชาตญาณบางอย่างของเธอ 



            "แต่ในส่วนลึก ของจิตวิญญาณแห่งแสง มีเจ้าซ่อนอยู่" เลสเตอร์ไม่หยุด เขาคว้ามือเธอไปกุมไว้ "จากแดนตะวันออก สู่โรมใหม่ในฟากนี้ ไกลเพียงใดกัน?" 



            "รักเรานิรันดร์ ยิ่งกว่าดวงตะวันฉาย ไม่ยอมดับลง" 

            "ไฮกุบทเก่า ที่ข้าเคยร่ายให้ฟัง เจ้ายังจำไหม?" 

            "งานลิขสิทธิ์ ที่ข้าแอบซ่อนไว้นั้น เจ้าขโมยใจ"



            หลังจากนั้นเขาก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดข้างแก้มโมนีก้า จนหญิงสาวเบิกดวงตาสีเทาเงินของตนเองเพราะขนลุกซู่



            "มาเถิดที่รัก มาอวยข้าอีกสักนิด เหมือนยุคสามก๊ก" 

            "ข้าจะให้พร เป็นแสงทองส่องชีวิต คู่ข้าตลอดไป" 

            "โมนีก้าเอ๋ย เจ้าคือหนึ่งในใต้หล้า ที่ข้าขอสยบ" ก่อนเมื่อถึงท่อนสุดท้ายเขาหยุดจังหวะไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นโมนีก้าทำหน้าเลิ่กลั่กพลางเบ้ปากใส่ความหลงตัวเองที่เลเวลพุ่งทะลุหลอด "เลิกมองบนได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร แต่ข้าหล่อจริง ๆ"



            โมนีก้าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะความเขินอายจากคำหวานในไฮกุ แต่เป็นเพราะรังสีความกดดันจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มข้างกาย เลสเตอร์ในตอนนี้ไม่ได้ดูซื่อบื้อเหมือนตอนที่เขาเพิ่งกลายเป็นมนุษย์ใหม่ ๆ และก็ไม่ได้หยิ่งยโสจนกู่ไม่กลับเหมือนเวอร์ชันปี 184 แต่มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเทพเจ้าผู้รอบรู้กับแฟนหนุ่มจอมจุกจิก ซึ่งเป็นอะไรที่อันตรายต่อสวัสดิภาพของเธอมาก



            "เลสเตอร์! คุณมาได้ยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ซาเล็ม!" โมนีก้าพ่นลมหายใจออกมา ความรู้สึกจุกอกและความคิดถึงปะทะเข้ากับความหมั่นไส้อย่างรุนแรง เธออยากจะกอดเขาให้หายคิดถึงใจจะขาด แต่สายตาเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้เธอต้องนั่งหลังตรงแด่วเหมือนโดนสั่งให้อยู่ในระเบียบวินัยของค่ายจูปิเตอร์



            เลสเตอร์ยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สว่างไสวยิ่งกว่าไฟประดับเมืองซาเล็ม "โมนีก้า... คุณคิดว่าแสงอาทิตย์จะหาคุณไม่เจอเชียวรึ? โดยเฉพาะสตรีที่กล้ากวักมือเรียกผมลงมาจากพระราชวังพระอาทิตย์ในปี 184 ด้วยคำอวยระดับมหากาพย์แบบนั้น" เขาลดเสียงลงจนเป็นเสียงกระซิบที่ทำให้ขนลุก "แต่ก่อนเราจะเคาน์ดาวน์... ผมมีเรื่องจะชำระความกับคุณเยอะเลยนะที่รัก โดยเฉพาะเรื่องที่คุณกล้าปิดบังผม... และเรื่องจูบที่ไม่ใช่ของผมนั่นด้วย"



            "มันเป็นสถานการณ์บังคับนี่คะ! ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น อะพอลโลเวอร์ชันปี 184 ของคุณเขาก็คงนั่งส่องกระจกไม่ยอมลงมาช่วยหรอก" โมนีก้าพยายามเถียงคอเป็นเอ็นพลางช็อตฟีลกลับตามความเคยชิน "แล้วเรื่องจูบนั่น... มันก็แค่... อุบัติเหตุทางภารกิจ! คุณหึงหรอ?!”



            "ไม่ใช่แค่เรื่องหึงหรอกนะโมนีก้า" เลสเตอร์หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่มีปกหนังสีทองอร่ามออกมาจากอากาศธาตุ เขากรีดนิ้วเปิดหน้ากระดาษพลางทำหน้าจริงจังประดุจผู้พิพากษาแห่งโลกบาดาล "แต่ผมมีบัญชีหนังหมาที่รวบรวมพฤติกรรมนินทาสามี เอ๊ย แฟนลับ ๆ ของคุณไว้เพียบเลย" เขากระแอมไอพลางอ่านเนื้อหาในสมุด "วันที่ 24 ธันวาคม คุณนินทาผมในใจว่า 'หลงตัวเองสุด ๆ' ตอนที่ผมจัดงานดนตรี... ซึ่งขอโทษนะ นั่นคือดนตรีบำบัดระดับจักรวาลเชียวนะ! แล้วเมื่อกี้... คุณยังแอบคิดว่าผมบ้าอีกเหรอ? ผมไม่ได้บ้าโมนีก้า ผมแค่เป็นที่นิยมเกินไปจนความจริงใจมันล้นออกมาต่างหาก!"



            โมนีก้าอ้าปากค้าง "คุณแอบฟังความคิดฉันเหรอ! นี่มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะเลสเตอร์!"



            "ผมเป็นเทพแห่งสติปัญญาและการพยากรณ์นะที่รัก กลิ่นความนินทาของคุณมันหอมโชยไปถึงโอลิมปัสเลยล่ะ" เลสเตอร์ปิดสมุดดังฉับพลันก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาสีทองขี้เล่นเปลี่ยนเป็นความเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาโมนีก้าใจสั่น "คุณทำให้ผมเสียชื่อเสียงในใจคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังยอมให้ตาแก่ขันทีนั่นแตะต้องริมฝีปากนุ่ม ๆ ที่ควรจะเป็นของผมคนเดียวอีก..."



            เขาลากปลายนิ้วผ่านพวงแก้มขาวซีดของเธอเบา ๆ "ผมควรจะลงโทษคุณยังไงดีนะ? สาปให้คุณต้องกินผักใบเขียวไปตลอดทั้งปี 2026 ดีไหม? หรือจะกักตัวคุณไว้ในอ้อมกอดผมจนกว่าแสงพลบค่ำของเวสเปอร์จะหมดไป?"



            "เลสเตอร์... อย่าไร้สาระน่า" โมนีก้าพยายามทำเสียงดุแต่หน้ากลับแดงแป๊ดเป็นลูกตำลึงสุก "ฉันทำเพื่อกู้สมดุลกาลเวลานะคะ ถ้าฉันไม่ยอมเสียสละ คุณอาจจะกลายเป็นเทพเจ้าที่จำอะไรไม่ได้เลยไปตลอดกาลก็ได้"



            "โอ้ เชื่อเถอะว่าผมซาบซึ้งใจมาก" เลสเตอร์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวใจของเขาที่เต้นอยู่ใกล้ ๆ ทำให้โมนีก้ารู้สึกมั่นใจว่านี่คือเลสเตอร์ของเธอจริง ๆ "แต่ความดีก็ส่วนความดี ความผิดที่นินทาว่าผมบ้าก็ต้องโดนทำโทษ... และผมจะเริ่มบทลงโทษแรกเดี๋ยวนี้เพื่อล้างรสชาติไอ้จูบเฮงซวยของจางรังนั่นออกไปจากตัวคุณให้หมด" โมนีก้ายังไม่ทันจะได้อ้าปากท้วงหรือช็อตฟีลอะไรต่อ เลสเตอร์ก็ประคองใบหน้าของเธอไว้ด้วยฝ่ามือที่อุ่นจัดประดุจแสงแดดยามเช้า ก่อนจะบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยความคิดถึง ความหวงแหน และการประกาศความเป็นเจ้าของที่ทรงพลังยิ่งกว่ามนต์มหาเสน่ห์ของเตียวฉานเสียอีก



            ท่ามกลางบรรยากาศพลบค่ำสีม่วงทองเหนือเมืองซาเล็ม และเสียงโห่ร้องของผู้คนที่กำลังรอนับถอยหลัง โมนีก้าหลับตาลงพลางปล่อยให้ความหวานล้ำของเทพเจ้าแห่งแสงสว่างชะล้างทุกความขมปร่าที่ค้างคามาตลอดปี 184 ทิ้งไปจนสิ้น... บางทีการถูกลงโทษโดยเทพเจ้าจอมหลงตัวเองคนนี้ ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นักหรอก (มั้งนะ!)



            และแล้วลางบรรยากาศพลบค่ำที่เวลาหยุดนิ่ง แสงสีม่วงทองเหนือเมืองซาเล็มดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เลสเตอร์ไม่เพียงแต่ต้องการล้างรสจูบของชายอื่นออกไป แต่มหาเทพในร่างมนุษย์คนนี้กำลังต้องการทวงคืนทุกตารางนิ้วบนร่างกายของโมนีก้าให้กลับมาเป็นสิทธิขาดของเขาเพียงผู้เดียว จูบที่เคยนุ่มนวลในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงและโหยหา เลสเตอร์บดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างดุดัน ปลายลิ้นที่อุ่นจัดรุกรานเข้ามาสำรวจความหวานอย่างช่ำชองจนโมนีก้ารู้สึกเหมือนสมองถูกหลอมละลาย มือที่เคยประคองใบหน้าอย่างทะนุถนอมเริ่มกลายร่างเป็นมือปลาหมึกอย่างที่เธอเกรงกลัว



            ฝ่ามืออุ่นจัดของเขาเลื่อนต่ำลงมาลากผ่านลำคอขาวซีดก่อนจะจิกสลักลงบนเอวคอดกิ่วภายใต้เสื้อสเวตเตอร์แคชเมียร์อย่างรุนแรง เลสเตอร์โน้มตัวลงไซ้ซอกคอที่กรุ่นกลิ่นไลแลคของเธอพลางขบเม้มเบา ๆ จนโมนีก้าต้องสะดุ้งสุดตัวและหลุดเสียงครางแผ่วออกมาในลำคอ



            "เลสเตอร์... หยุด... อื้อ..." โมนีก้าพยายามดันอกแกร่งของเขาออก แต่เรี่ยวแรงของเธอกลับดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับเทพที่กำลังของขึ้น



            "ผมหยุดไม่ได้หรอกโมนีก้า..." เลสเตอร์กระซิบเสียงแหบพร่าชิดใบหู ลมหายใจรุ่มร้อนของเขาทำให้เธอขนลุกชันไปทั้งตัว "คุณทิ้งผมไปอยู่ในยุคบ้าบอนั่นเป็นปี ยอมให้คนอื่นมาทำรอยไว้บนตัวคุณ... ผมต้องลงโทษคุณให้หนัก ให้คุณจำไปจนวันตายว่าใครคือเจ้าของตัวจริง" มือหนาเริ่มซุกซนมากขึ้น เขาเลื่อนมันเข้าไปใต้สาบเสื้อไหมพรม สัมผัสกับผิวเนื้อเนียนละเอียดที่แผ่นหลังจนโมนีก้าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เลสเตอร์จูบซับไปตามแนวบ่าพลางกระซิบถ้อยคำที่ทำให้เธอหน้าแดงจนแทบระเบิด



            "ที่นี่มันด้านนอกนะเลสเตอร์! นี้มันที่สาธารณะ!" โมนีก้าประท้วงเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง "ถึงต้นไม้จะบัง... แต่เราอยู่กลางเมืองซาเล็มนะเว้ย! เกิดนักท่องเที่ยวเดินผ่านมาเห็นจะทำยังไง!"



            เลสเตอร์เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แววตาสีทองฉายแสงเย้ายวนและเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด "คุณก็รู้ว่าผมไม่ติดเรื่อง Outdoor นะที่รัก... แสงอาทิตย์ส่องไปถึงไหน ผมก็ทำรักได้ถึงนั่นแหละ ยิ่งมีพยานรู้เห็นในความสง่างามของผมตอนลงโทษคุณ มันก็น่าตื่นเต้นดีไม่ใช่เหรอ?"



            "แต่-ฉัน-ติด-เว้ยยย!" โมนีก้าโวยวายพร้อมกับฟาดมือลงบนไหล่เขาหนึ่งปึกใหญ่ "เลิกนิสัยหน้าไม่อายแบบเทพเจ้าแล้วกลับมาเป็นเลสเตอร์ที่น่ารักเดี๋ยวนี้เลยนะ! จมูกคุณจะพังเพราะโดนยามแถวนี้ต่อยเอานะคะถ้ายังไม่หยุดรุกฉันแบบนี้!"



            เลสเตอร์หัวเราะร่าอย่างชอบใจ เขาไม่ได้หยุดตามคำสั่งแต่กลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของโมนีก้าไว้ด้วยมือเดียวแล้วกดลงกับพนักม้านั่งไม้ ก่อนจะซุกหน้าลงที่ร่องอกของเธอพลางสูดดมกลิ่นกายอย่างกระหาย "ดุจังเลยนะแม่สาวมั่น... แต่ยิ่งดุผมยิ่งชอบ รู้ไหมว่าตอนที่คุณเขินจนหน้าแดงแบบนี้ มันน่ารังแกยิ่งกว่าตอนที่คุณนั่งอวยผมในลั่วหยางเสียอีก"



            โมนีก้าหอบหายใจหนัก หัวใจเต้นรัวแรงดุจกลองศึก เธอทั้งหมั่นไส้ ทั้งโกรธ แต่ลึก ๆ กลับมีความสุขอย่างประหลาดที่ได้เห็นความหวงแหนที่บ้าคลั่งของเขา "คุณมัน... ไอ้เทพเจ้าจอมหื่น! ปล่อยนะ! อาริเอลจะออกมาจากห้องน้ำแล้ว!"



            "คุณไม่ต้องห่วงเรื่องเพื่อนเอมพูซ่าคนสวยของคุณหรอก" เลสเตอร์กระซิบชิดใบหูหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไปด้วยความรื่นเริงสุดจะอันตราย "ห้องน้ำสาธารณะในซาเล็มคืนวันสิ้นปีน่ะ คิวยาวเหยียดเป็นกิโลเมตรเลยล่ะ และตราบใดที่ผมยังไม่อนุญาต... ผมเกรงว่ากลอนประตูห้องน้ำนั่นจะฝืดเป็นพิเศษจนกว่าผมจะตักตวงความหวานจากคุณจนพอใจ"



            โมนีก้าเบิกตากว้าง "นี่คุณ... คุณแกล้งกักตัวอาริเอลไว้เหรอ! เลสเตอร์! นั่นมันขี้โกงชัด ๆ!" เธอเริ่มรวบรวมเรี่ยวแรงที่เริ่มจะกลายเป็นวุ้น พยายามยันอกของเทพเจ้าหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ออกห่าง แม้สัมผัสอุ่นจัดที่หน้าขาและเอวจะทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ใช้ไม้ตายสุดท้ายที่เธอรู้ว่าคนหลงตัวเองอย่างเขาไม่มีทางปฏิเสธได้



            "ที่รัก... ฟังฉันก่อน!" เธอกลั้นใจสบตาคู่นั้นที่วาวโรจน์ด้วยแสงสีทองประกายในดวงตาสีฟ้า "ตอนนี้ฉันยังมีภารกิจกาลเวลาที่ค้างคาอยู่ คุณก็เห็นคำพยากรณ์แล้วว่ามันอันตรายแค่ไหน... เอาแบบนี้ไหม? ถ้าฉันจัดการเรื่องที่ชิคาโก้เสร็จ ลบช่องว่างมิติทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ฉันสัญญา... ฉันจะไปอยู่กับคุณทั้งสัปดาห์เลย! คุณจะกักตัวฉันไว้ที่ไหนก็ได้ จะเช็คบัญชีหนังหมา จะลงโทษฉันกี่บทกวีไฮกุ 3000 หน้าฉันก็ยอม แต่ตอนนี้ปล่อยฉันไปก่อนได้ไหมคะ?"



            เลสเตอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเลิกคิ้วมองเธอด้วยท่าทางที่เหมือนนักธุรกิจที่กำลังประเมินกำไรขาดทุน มือหนาที่กำลังซุกซนอยู่ใต้สาบเสื้อไหมพรมหยุดนิ่ง แต่เขาก็ยังไม่ยอมผละออกมา "หนึ่งสัปดาห์เหรอโมนีก้า?"



            เขาส่ายหน้าช้า ๆ พลางทำหน้ามุ่ยแบบที่ดูแล้วน่าหมั่นไส้มากกว่าน่าสงสาร "คุณหนีผมไปอยู่ในอดีตตั้งหนึ่งปี (ในความรู้สึกคุณ) แถมยังไปทำเรื่องน่าตีไว้เพียบ หนึ่งสัปดาห์มันน้อยไปสำหรับการเยียวยาหัวใจที่แตกสลายของมหาเทพรูปงามอย่างผมนะ อย่างน้อยต้องหนึ่งเดือนเต็ม โดยไม่มีอาริเอล ไม่มีภารกิจ ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์ของเดดาลัสมาขัดจังหวะเรา... อ้อ และคุณต้องอวยผมเช้า กลางวัน เย็น ด้วยไฮกุบทใหม่ ๆ ทุกวันด้วย"



            "หนึ่งเดือน! นี่คุณจะบ้าเหรอเลสเตอร์! ฉันยังมีเรียน มีค่าย..." โมนีก้าโวยวาย แต่พอเห็นเลสเตอร์ทำท่าจะก้มลงซุกไซ้ซอกคอเธออีกรอบเพื่อมัดจำบทลงโทษ เธอจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที "ก็ได้! หนึ่งเดือนก็หนึ่งเดือน! แต่ต้องหลังจากภารกิจที่ชิคาโก้จบลงนะ”



            เลสเตอร์คลี่ยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ แววตาซุกซนของเขาสื่อความหมายว่าข้อเสนอหนึ่งเดือนนั้นถูกบันทึกไว้ในกฎเหล็กของสวรรค์เรียบร้อยแล้ว เขาค่อย ๆ ผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง พลางเอื้อมมือมาจัดคอเสื้อสเวตเตอร์ของโมนีก้าให้เข้าที่ด้วยท่าทางสุภาพที่ดูปลอมที่สุดเท่าที่โมนีก้าเคยเห็นมาในชีวิต


            "ตกลงครับที่รัก ผมยอมรับข้อเสนอหนึ่งเดือนที่แสนหวานนั่น... แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึงเวลานั้น อย่าหวังว่าผมจะปล่อยให้คุณคลาดสายตานะ"



            ในจังหวะที่อาริเอลเดินกึ่งวิ่งกลับมาพอดีด้วยสีหน้ามึนงงและปวดมวนท้อง "คุณโมนีก้าคะ! ขอโทษทีค่ะ คิวห้องน้ำยาวประหลาดมาก แถมกลอนประตูก็เสีย... เอ๊ะ? แล้วนี่ใคร..."



            เลสเตอร์ไม่ปล่อยให้อาริเอลถามจบ เขาขยิบตาให้โมนีก้าหนึ่งที ก่อนจะดีดนิ้วเสียงดัง เป๊าะ!



            บึ้มมมมมม!



            ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือเมืองซาเล็มที่เคยเป็นสีพลบค่ำของเทพเวสเปอร์พลันเปลี่ยนไป แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์กลายเป็นพลุลูกมหึมาที่แตกตัวออกมาเป็นรูปใบหน้าของอะพอลโลที่กำลังส่งยิ้มพิมพ์ใจและขยิบตาให้คนทั้งเมือง แสงจากพลุนั้นสว่างจ้าจนทุกคนบนถนนต้องเหลียวมอง และแน่นอนว่ามันเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติ (ในมุมมองของเจ้าตัว) ชนิดที่ว่าแม้แต่ความมืดก็ยังต้องยอมสยบ


            "แฟนผมจะเคาน์ดาวน์ทั้งที จะให้มองพลุธรรมดาได้ยังไงกัน? ต้องมองสิ่งที่สวยงามที่สุดในจักรวาลสิ" เลสเตอร์เอ่ยพลางหยิบแว่นกันแดดราคาแพงระยับขึ้นมาสวมด้วยท่วงท่าที่เก็กสุดขีด ราวกับจะบอกว่าคนเดียวที่บังรัศมีดวงอาทิตย์อย่างเขาได้ก็มีแค่ตัวเขาเองเท่านั้น



            พร้อมกันนั้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวผิดปกติก็ค่อย ๆ มืดสนิทลงอย่างรวดเร็ว บ่งบอกว่าโครงการม่านรัตติกาล ของอะพอลโลเริ่มทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ รถม้าพระอาทิตย์ที่ถูกดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีจากเตาปฏิกรณ์เอเรบัสได้ทำหน้าที่บดบังแสงอาทิตย์ที่เคยรั่วไหล คืนความเงียบสงบยามค่ำคืนที่แท้จริงกลับสู่โลกศตวรรษที่ 21 อีกครั้ง "ไปก่อนนะที่รัก ภารกิจซ่อมม่านแห่งความมืดมิดยังรอผมอยู่" เลสเตอร์เอ่ยเสียงหล่อขณะที่ร่างของเขาเริ่มจางกลายเป็นแสงทอง "จำไว้นะ หนึ่งเดือน... ห้ามคุณบิดเด็ดขาด!"



            ร่างของเทพเจ้าหนุ่มสลายหายไปกับสายลม ทิ้งให้เหลือเพียงพลุรูปใบหน้าเขาส่งยิ้มค้างอยู่บนฟ้าครู่หนึ่งก่อนจะจางหายไปในความมืดที่สมบูรณ์แบบ



            อาริเอลอ้าปากค้าง จ้องมองจุดที่เลสเตอร์เคยยืนอยู่สลับกับท้องฟ้าที่มืดตึดตื๋อ "คุณโมนีก้าคะ... เมื่อกี้... นั่นใช่ท่านอะพอลโลเหรอคะ? แล้วพลุนั่น... เขาจ้างมาจุดเหรอคะ?"



            โมนีก้ายกมือขึ้นนวดขมับพลางถอนหายใจยาว ความหมั่นไส้พุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ความโรแมนติกเมื่อครู่ "ไม่ใช่จ้างหรอกค่ะคุณอาริเอล... นั่นมันนิสัยเสียส่วนตัวของเขาชัด ๆ! ไปกันเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะประสาทรับประทานไปมากกว่านี้ ปีใหม่เริ่มต้นแล้ว และเรายังมีงานต้องทำ!" แม้ปากจะบ่น แต่โมนีก้าก็แอบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ อย่างน้อยปี 2026 ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความสว่างไสว (ที่มากเกินไปนิด) และพันธสัญญาหนึ่งเดือนที่เธอเริ่มจะหวั่นใจเสียแล้วสิว่า... เธอจะรอดจากบทลงโทษของเทพเจ้าจอมเก็กคนนี้ได้จริง ๆ หรือเปล่า (กันนะ?)



            ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องของชาวเมืองซาเล็มที่เฉลิมฉลองการเข้าสู่ปี 2026 วินาทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านเลขสิบสอง แสงพลุรูปใบหน้าอะพอลโลยังไม่ทันจางหายไปจากม่านตา เสียงระเบิดกัมปนาทที่ไม่ได้เกิดจากดอกไม้ไฟก็ดังแทรกขึ้นมาจากตรอกมืดใกล้กับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง



            ตึ้ง! โครม!



            โมนีก้าชะงักกึกกับเสียงที่ได้ยิน สัญชาตญาณเดมิก็อดในตัวตื่นตัวขึ้นทันที เธอหันไปสบตากับอาริเอลที่บัดนี้แววตาสีแดงฉายแววระแวดระวัง กรงเล็บที่ซ่อนอยู่ใต้ถุงมือเริ่มขยับไหว "ไม่ใช่เสียงฉลองแน่ค่ะคุณโมนีก้า กลิ่นกำมะถันแรงมาก!"



            "ไปดูเร็วค่ะคุณอาริเอล!"



            ทั้งสองออกวิ่งกวดผ่านฝูงชนที่กำลังมึนเมากับงานเทศกาล มุ่งหน้าไปยังพื้นที่รกร้างหลังอาคารอิฐเก่าแก่ เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ซอยเปลี่ยว ภาพตรงหน้าทำเอาโมนีก้าต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ



            ท่ามกลางซากปรักหักพังและควันสีม่วงที่กำลังสลายตัวจากศพอสุรกายนับสิบตัวที่ถูกกำจัดไปก่อนหน้า ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยที่บัดนี้ขาดรุ่งริ่งและเปื้อนไปด้วยเลือดสีทองของอสุรกาย เธอหอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนตัวโยน มือที่สั่นเทายังคงกำอาวุธไว้แน่น ท่าทางของเธอสะบักสะบอมจนแทบจะยืนไม่อยู่ แต่เบื้องหน้าของเธอนั้นคือฝันร้ายที่แท้จริง 



            ไฮดร้าแห่งเลอร์เนีย อสุรกายยักษ์ขนาดมหึมาที่มีลำตัวเกล็ดสีเขียวเข้มมันวาวส่งกลิ่นสาบเน่าเปื่อย หัวทั้งเก้าของมันชูคอสล้าง ส่ายไปมาอย่างหิวกระหาย ดวงตาสีเหลืองอำพันแต่ละคู่จับจ้องไปที่หญิงสาวอย่างอำมหิต น้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นพิษร้ายแรงหยดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงซู่และควันพิษลอยกรุ่น ไฮดร้าตัวนี้ดูชาญฉลาดกว่าปกติ หัวหนึ่งของมันพุ่งเข้าข่มขู่ในขณะที่หัวอื่น ๆ เริ่มกระจายตัวโอบล้อมเหยื่ออย่างใจเย็น



            "มันไม่ได้แค่หิว... แต่มันกำลังสนุกที่เห็นเหยื่อหมดทางสู้" โมนีก้าพึมพำ แววตาสีเทาเงินฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอสะบัดข้อมือซ้ายเบา ๆ กำไลเงินพลันเปลี่ยนรูปกลายเป็นดาบสุริยคติที่ส่องประกายเย็นเยียบท่ามกลางความมืด



            "คุณอาริเอล เตรียมตัว! ผู้หญิงคนนั้นจะไม่ไหวแล้ว!"



            ไฮดร้าทั้งเก้าหยุดชะงัก พวสมันขู่ฟ่อพร้อมกันจนเสียงดังแสบแก้วหู แววตามุ่งร้ายของมันเปลี่ยนมาจับจ้องผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างอาฆาต การต่อสู้ในคืนวันปีใหม่ที่ซาเล็มเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง และคราวนี้... มันไม่ใช่แค่เกมเที่ยวเล่นของโมนีก้าอีกต่อไป

สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผม... โนคอมเม้นท์เรื่องอะพอลโล่ (รอแอดต่อคับ)
Quest Summary
สรุป

ระหว่างที่โมนีก้าและอาริเอลกำลังเที่ยวถนน Chestnut Street ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในซาเล็ม และรอเคาน์ดาวน์ที่ Salem Common อยู่ ๆ อาริเอลก็อยากเข้าห้องน้ำและขอตัวไปแล้วเลสเตอร์ก็โผล่มาคิดบัญชีหนังหมากับโมนีก้า แต่โมนีก้าขอผ่อนผัน(ไม่อยากจับใบแดงตอนนี้) โดยบอกว่าหลังจากทำภารกิจเสร็จจะอยู่กับเลสเตอร์เอง แต่เลสเตอร์ต่อรองเป็นต้องอยู่หนึ่งเดือน โมนีก้าก็โอเค ก่อนไปเลสเตอร์ก็เลยจุดผลุสวัสดีปีใหม่ให้กับโมนีก้า อาริเอลก็เดินเข้ามาเห็นพอดีพร้อมกับท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิทที่บ่งบอกถึงเวลากลางคืน เมื่อระหว่างกำลังอึนและรอเคาน์ดาวน์ทั้งสองก็พบว่ามีเดมิก็อดกำลังโดนโจมตีเลยเข้าไปช่วย 

[ตอบสนองเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นมีกลางคืน]

[เลือกที่จะช่วยเหลือ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
.
Relationship Gains
[NPC-82] เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส 
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 โบนัสจาก 
HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20 
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3 
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10) 
สรุปรวมค่าความสัมพันธ์ หาร 2 = โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +14

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) 
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5 กลิ่นหอมจาก 
น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3 
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-18 11:48
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-82] เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส เพิ่มขึ้น 14 โพสต์ 2026-1-18 11:48
God
พิชิตดันเจี้ยนไฮดร้าก่อน  โพสต์ 2026-1-18 11:48
โพสต์ 131676 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-18 10:39
โพสต์ 131,676 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-18 10:39
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้