[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-7 21:10:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 10 : ออกเดินทางอีกรอบ

วันที่ 26 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ไปยัง เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

             แสงเช้าอ่อน ๆ ซึมผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาอย่างระมัดระวัง เมืองด้านนอกเปลี่ยนโทนจากความมืดเป็นสีเทาฟ้า ถนนยังไม่คึกคักนัก เสียงรถประปรายดังมาเป็นช่วง ๆ อากาศดูนิ่งและเย็นกว่าเมื่อคืน เหมือนโลกพยายามทำตัวเป็นปกติหลังความโกลาหลที่เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่กี่ชั่วโมง โมนีก้าขยับตัวบนเตียงก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ ความง่วงยังเกาะติดอยู่ตามขอบสติ แต่ร่างกายไม่หนักเหมือนตอนหลับลงเมื่อคืน เธอถอนหายใจยาวแล้วลุกขึ้นนั่ง มือยกขึ้นรวบผมแดงเบอร์กันดี้เชอร์รี่ที่ยุ่งเล็กน้อยจากการนอน ก่อนจะลุกจากเตียงอย่างเงียบที่สุดเท่าที่ทำได้



             โมนีก้าลุกไปอาบน้ำก่อน ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลผ่านไหล่และแผ่นหลัง ชะล้างความตึงเครียดที่ยังตกค้างอยู่ตามกล้ามเนื้อ เมื่อออกมา โมนีก้าแต่งตัวเรียบร้อยตามสไตล์ที่คุ้นเคย เสื้อเรียบ โค้ตบาง รองเท้าส้นสูงคู่เดิม กลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่หวานกลับมาติดผิวตามปกติ ราวกับย้ำเตือนว่าตัวตนของเธอยังอยู่ครบ เธอเดินไปที่เตียงอีกฝั่งแล้วโน้มตัวลงเล็กน้อย “คุณอาริเอล ตื่นเถอะค่ะ ไปอาบน้ำกัน จะได้ลงไปทานอาหารเช้า” น้ำเสียงนุ่มแต่ไม่เบาจนเกินไป



             อาริเอลครางงึมงำในลำคอ ดวงตาสีแดงก่ำปรือขึ้นอย่างง่วงงุน เธอยังอยู่ในชุดเสื้อยืดสีม่วงเข้มของค่ายจูปิเตอร์ที่ยับย่น "อืมม... อรุณสวัสดิ์ค่ะ... ค่ะคุณโมนีก้า ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ"



             ระหว่างที่อาริเอลเข้าไปในห้องน้ำ เสียงฝักบัวดังขึ้นอีกครั้ง โมนีก้านั่งลงบนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง หยิบแท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง หน้าจอสัมฤทธิ์วิเศษสว่างขึ้นทันที เธอไถหน้าจอผ่านข่าวทั่วไปแบบขอไปที จนกระทั่งไปสะดุดกับพาดหัวข่าวของ BBC ที่มาพร้อมภาพฟุตเทจทางด่วน I-80 เมื่อคืน กราฟิกบนหน้าจอขยายภาพหญิงสาวผมแดงในชุดโค้ตสีม่วงที่กำลังร่ายเวทมนตร์ แม้จะปิดบังใบหน้า แต่ท่วงท่าและออร่านั้น... มันคือเธอชัด ๆ!



             โมนีก้าเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนกำลังจะบอกตัวเองว่าอย่าดูนะ แต่สายตาก็กลับไปจับที่หน้าจออีกครั้งโดยอัตโนมัติ เสียงรายงานข่าวดังขึ้น เธออ่านพาดหัวควบคู่ไปกับฟุตเทจ ภาพถนน I-80 ที่คุ้นตา ภาพรถถูกทุบ ภาพฝูงชนแตกตื่น



             แล้วภาพก็เปลี่ยน



             "เชี่ย..." โมนีก้าสบถเบา ๆ อย่างที่ไม่ค่อยทำบ่อยนัก กราฟิกขยายใบหน้า หญิงสาวผมแดงในชุดโค้ตสีม่วง แม้จะมีหมวกและหน้ากากปิดบัง แต่โครงหน้าและท่าทางนั้นชัดเกินไป โมนีก้ารู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลงฉับพลัน สายตาไล่อ่านคำว่า 'SUSPECTS AT LARGE' (ผู้ต้องสงสัยยังหลบหนี) ที่แปะอยู่ข้างรูปเธอกับอาริเอล “เชี่ยเอ่ย…” เสียงพึมพำหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ เธอขยับแท็บเล็ตเข้าใกล้ตัวมากขึ้น อ่านรายละเอียดทุกบรรทัด ฝูงแมลง ป่าทึบกลางถนน เทคโนโลยีลึกลับ กับคำว่า SUSPECTS AT LARGE เด่นอยู่ ราวกับตอกย้ำว่ามันไม่ใช่ข่าวลือธรรมดา

             


             หัวใจของโมนีก้าเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างไม่สบายใจไหลขึ้นมาตามสันหลัง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกมนุษย์หันมามองในทิศทางผิด ๆ แต่ครั้งนี้มันเร็วเกินไป ชัดเกินไป เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงชั่วครู่แล้วถอนหายใจยาว "โอเค... ได้เวลาล้างกระดานใหม่แล้วสินะ" เธอพึมพำกับตัวเอง ในหัวของเธอความคิดเริ่มจัดระเบียบอย่างรวดเร็ว ภาพการปลอมตัว ตัวเลือกเสื้อผ้า เส้นทางต่อไป ความเป็นไปได้ว่าชื่อของเธอจะยังไม่ถูกเชื่อมโยงโดยตรง แต่ก็ไม่ควรเสี่ยง โมนีก้าไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบเป็นศูนย์กลางของความกลัว และยิ่งไม่ชอบความรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นภาระให้คนอื่น 



             ก่อนที่โมนีก้าจะทำบางอย่างกุกกั๊ก ๆ ไม่นานเธอก็ยืนอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางที่ถูกเปิดค้างไว้ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และอุปกรณ์แปรงโฉมถูกจัดเรียงออกมาอย่างเป็นระบบ มือของเธอเคลื่อนไหวเร็วแต่มั่นคง ราวกับทุกการตัดสินใจถูกคิดล่วงหน้าแล้วหลายก้าว กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานยังติดผิว แต่ครั้งนี้มันถูกกลบด้วยกลิ่นครีมบำรุงและน้ำยาย้อมผมราคาแพงที่เธอวางเรียงไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง



             อาริเอลเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพกึ่งเปลือยที่มีเพียงผ้าขนหนูพันกาย ผมสีทองเปียกชื้นดูสลัวลงเมื่อไม่มีมนต์บังตาช่วยขับเน้น เธอชะงักเมื่อเห็นสภาพห้อง "คุณโมนีก้า... เกิดอะไรขึ้นคะ? ทำไมเอาเสื้อผ้าออกมาหมดแบบนี้ แล้วเสื้อค่ายฉันล่ะ?" ชุดเสื้อผ้าหลากสไตล์ถูกวางกองไว้ ทั้งแนวติดแกรม โค้ทเข้ารูป รองเท้าบูท ไปจนถึงกระโปรงทรงเรียบและเสื้อไหมพรมโทนอ่อน “คุณโมนีก้า… เกิดอะไรขึ้นหรือคะ” เสียงของเธอสุภาพ แต่แฝงความกังวลที่ปิดไม่มิด



             "ถอดเสื้อค่ายนั่นเก็บไปซะค่ะอาริเอล เราใส่เสื้อสีม่วงเดินดุ่ม ๆ ไม่ได้แล้ว" โมนีก้าเงยหน้าขึ้นจากกระจก แววตาจริงจัง "เรากลายเป็นดาราหน้ากล้อง BBC ไปแล้วค่ะ แม้คนธรรมดาจะเห็นเราเป็นตัวประหลาดก็เถอะ และถึงจะมีมนต์บังตาก็ไม่รู้ว่าจะยังเป็นแบบนี้ไหม แต่พวกเจ้าหน้าที่น่ะกัดไม่ปล่อยแน่ เราต้องเปลี่ยนลุคทั้งหมด ตั้งแต่หัวจรดเท้า"


             

             อาริเอลพยักหน้าช้า ๆ รับรู้สถานการณ์ทันทีโดยไม่โต้แย้ง โมนีก้าเลยดึงเก้าอี้ให้อาริเอลนั่งลง ก่อนจะเริ่มลงมือโกรกผมให้อีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว "ยิ่งเราดูแตกต่างจากผู้หญิงผมแดงกับลูกสมุน ในข่าวเท่าไหร่ เรายิ่งรอดค่ะ" น้ำยาย้อมสีดำสนิทถูกชโลมลงบนเส้นผมสีทองของเอมพูซ่าอย่างระมัดระวัง โมนีก้าเว้นส่วนที่เป็นเปลวไฟธรรมชาติไว้ด้วยเทคนิคพิเศษ จากนั้นเธอก็จัดการกับผมสีแดงเบอร์กันดี้ของตัวเอง เปลี่ยนให้เป็นสีน้ำตาลเข้มช็อกโกแลตที่ดูสุขุมและโตขึ้น



             เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น อาริเอลก้าวออกมาจากมุมแต่งตัวในลุคใหม่ เธอสวมโค้ตเข้ารูปสีดาร์กช็อกโกแลต ถุงน่องสีดำหนาพิเศษที่สั่งทำมาเพื่อปกปิดผิวสัมฤทธิ์ที่ขาได้อย่างแนบเนียน รองเท้าบูทส้นสูงเสริมให้อาริเอลดูเหมือนนางแบบไฮสคูลสุดมั่นใจ ผมสีดำขลับทำให้ใบหน้าเธอคมเข้มและดูลึกลับขึ้น



             โมนีก้าเองก็ไม่ต่างกันเธอเปลี่ยนมาสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเบจกับกระโปรงทรงสอบสีครีมดูเรียบหรูสไตล์ Old Money ผมสีน้ำตาลเข้มรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย ทำให้เธอดูเหมือนนักธุรกิจสาวผู้มั่งคั่งมากกว่าเดมิก็อดสายบู๊ล้างผลาญ โมนีก้าพิจารณาภาพสะท้อนในกระจกตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ "โอเค แบบนี้แหละค่ะ" เธอเอ่ยเบา ๆ "ตอนนี้เราคือพี่สาวกับน้องสาวที่กำลังเดินทางไปพักผ่อนที่ชิคาโก้ ไม่มีแม่มดผมแดง ไม่มีเอมพูซ่าขาลา... มีแค่เราที่ไม่มีใครจำได้"



             อาริเอลมองตัวเองในกระจกแล้วถอนหายใจยาว ความเครียดที่บ่าคลายลง "คุณโมนีก้า... ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้คุณ หนูคงเดินไปให้ตำรวจจับตั้งแต่ออกไปซื้อกาแฟแน่ ๆ"



             "เรื่องเล็กค่ะ" โมนีก้ายิ้มเล็ก ๆ โมนีก้าจัดคอเสื้อเชิ้ตของอาริเอลให้เข้าที่อีกครั้ง พลางสำรวจความเรียบร้อยเป็นรอบสุดท้าย ลุคใหม่นี้เปลี่ยนอาริเอลจากอสูรค่ายจูปิเตอร์ผู้ซื่อสัตย์ ให้กลายเป็นคุณหนูตระกูลดังที่ดูสง่างามและเยือกเย็น “จำไว้นะคะอาริเอล ต่อจากนี้ห้ามทำตัวลุกลี้ลุกลน” โมนีก้ากำชับพลางหยิบแว่นกันแดดแบรนด์เนมสีชาขึ้นมาสวม “เราจะเดินออกไปทางประตูหน้าอย่างสง่าผ่าเผย ยิ่งเราทำตัวเหมือนคนไม่มีความลับ มนต์บังตาก็ยิ่งทำงานได้เนียนขึ้นค่ะ”



             “รับทราบค่ะคุณโมนีก้า” อาริเอลตอบ พยายามปรับท่าทางการเดินให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แม้จะยังรู้สึกแปลก ๆ กับถุงน่องสีดำหนาที่รัดขาโลหะของเธออยู่ก็ตาม



             ทั้งคู่ก้าวออกจากห้องพัก เดินผ่านโถงทางเดินโรงแรมด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนนักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่ง โมนีก้าถือกระเป๋าถือใบหรูด้วยปลายนิ้ว ส่วนอาริเอลเดินตามหลังมาติด ๆ ในฐานะน้องสาวสุดชิค เมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล็อบบี้ บรรยากาศกลับตึงเครียดกว่าที่คิด ที่หน้าทีวีจอยักษ์ตรงล็อบบี้ มีกลุ่มแขกของโรงแรมและพนักงานยืนมุงดูข่าว BBC เมื่อคืนกันอย่างหนาตา เสียงผู้ประกาศข่าวหญิงกำลังวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์พฤกษาลึกลับและสตรีปริศนาในชุดม่วง



             “เชื่อไหมครับ ผมว่ามันต้องเป็นอาวุธชีวภาพแน่ ๆ” ชายในชุดสูทคนหนึ่งพูดพลางชี้ไปที่หน้าจอ ซึ่งเป็นภาพขยายใบหน้าที่ปกปิดมิดชิดของหญิงสาวผมแดง (ซึ่งตอนนี้เป็นอดีตไปแล้วสำหรับโมนีก้า)



             โมนีก้าไม่แม้แต่จะปรายตามองหน้าจอทีวี เธอเดินนิ่งผ่านฝูงชนไปที่เคาน์เตอร์เช็กเอาต์ด้วยรอยยิ้มละไมแบบที่ฝึกมาอย่างดี “เช็กเอาต์ห้อง 402 ค่ะ” เสียงของเธอราบเรียบและนุ่มนวล จนพนักงานต้อนรับที่กำลังตื่นเต้นกับข่าวถึงกับดึงสติกลับมาแทบไม่ทัน “อะ... เรียบร้อยครับคุณผู้หญิง เดินทางปลอดภัยนะครับ” พนักงานกล่าวพลางยื่นใบเสร็จให้โดยไม่เอะใจเลยสักนิดว่า ผู้หญิงผมน้ำตาลสุดเนี้ยบตรงหน้า คือคนเดียวกับแม่มดผมแดงที่กำลังเป็นข่าวดัง



             หลังจากการเปลี่ยนลุคชนิดถอนรากถอนโคนจนกลายเป็นคนแปลกหน้าในกระจก โมนีก้าและอาริเอลก็ก้าวออกจากโรงแรมกลางเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ในเวลา 10:00 น. ตรงเป๊ะ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยียบของเดือนธันวาคมที่ปกคลุมด้วยไอหมอกบาง ๆ ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินที่เงียบเชียบ โมนีก้าหยุดยืนหน้าช่องจอดว่างเปล่าช่องหนึ่ง เธอเอื้อมมือเข้าไปในปกเสื้อโค้ต ดึงแคปซูลขนาดเล็กจิ๋วที่เก็บไว้อย่างปลอดภัยในบราเซียออกมา รถวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ยนตรกรรมเวทมนตร์ระดับมาสเตอร์พีซที่บุตรแห่งเฮเฟตัสตั้งใจสร้าง



             เพียงแค่การสะบัดข้อมือเบา ๆ วัตถุจิ๋วก็ขยายร่างพรวดเดียวกลายเป็น Ferrari 458 สีดำด้าน ที่ดูดุดันและหรูหราเกินห้ามใจ ตัวถังทำจากโลหะผสมเวทมนตร์ที่กันกระสุนและความร้อนสูง แถมยังมีระบบพรางตาจากสายตามนุษย์ธรรมดาให้เห็นเป็นเพียงเท่านี้แหละ



             โมนีก้าเปิดประตูฝั่งคนขับ กลิ่นเบาะหนังเกรดพรีเมียมหอมกรุ่นปะทะจมูก เธอขยับแว่นกันแดดสีชาเข้าที่ขณะที่อาริเอลทรุดตัวลงนั่งเบาะข้าง ๆ ในลุคสาวไฮสคูลสุดมั่น ผมสีดำขลับของอาริเอลดูเข้ากับชุดโค้ตเข้ารูปจนถ้าใครมาเห็นตอนนี้คงนึกว่าทั้งคู่เป็นนางแบบชั้นนำหรือเซเลบริตี้ที่กำลังหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนที่ชิคาโกมากกว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยในข่าว BBC



             "ระบบนำทาง... บอกเส้นทาง GPS มุ่งหน้าสู่ชิคาโก" โมนีก้าเอ่ยเสียงเรียบ เครื่องยนต์ V8 ครางกระหึ่มเบา ๆ เหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเริ่มทำงานขณะที่รถพุ่งทะยานออกจากอาคารมุ่งสู่ทางหลวงเชื่อมรัฐ



             เมื่อรถเข้าสู่ถนนไฮเวย์ที่ทอดยาวและเริ่มทำความเร็วคงที่ โมนีก้าก็เอนหลังพิงเบาะอย่างผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย นิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยตามจังหวะเพลงแจ๊สเบา ๆ ที่เปิดคลอไว้ "ดูเราสองคนตอนนี้สิคะอาริเอล" โมนีก้าเอ่ยขึ้นพลางปรายตาไปมองเพื่อนร่วมทางที่ยังนั่งเกร็งอยู่ "เหมือนเพื่อนสาวสายแฟชั่นที่กำลังจะไปทริปช็อปปิ้งที่มิลานไม่มีผิด ถ้าแม่ฉันมาเห็นคงจะภูมิใจน่าดูที่ฉันสอนคุณแต่งตัวสำเร็จ ถึงแม่จะไม่สนใจก็เถอะ"



             อาริเอลหัวเราะแห้ง ๆ พลางลูบผมสีดำใหม่ของตัวเอง "ฉันยังไม่ชินกับผมสีนี้เลยค่ะคุณโมนีก้า มันรู้สึก... สุขุมเกินกว่าจะเป็นเอมพูซ่าไปหน่อย แต่ต้องยอมรับเลยว่าสายตาของคนอื่น ๆ ตอนเราเดินผ่านล็อบบี้เมื่อกี้มันว่างเปล่ามาก พวกเขาจำเราไม่ได้จริง ๆ ด้วย"



             "นั่นแหละค่ะคือพลังของศิลปะการพรางตัว Make up is Magic" โมนีก้ายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ แต่ความจริงเธอกำลังสนุกดีที่ได้เปลี่ยนสีผมใหม่ "จากเมืองนี้ไปชิคาโก้ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง ถ้าเหยียบแบบวัลแคนส์เอ็มเบอร์ก็คงถึงค่ำ ๆ พอดี คุณหิวไหมคะ? ในลิ้นชักหน้ารถมีขนมนะ เผื่อคุณอยากจะเติมพลังงานก่อน"



              "ขอบคุณค่ะคุณโมนีก้า" อาริเอลพูดยิ้ม ๆ ก่อนที่จะขยับเปิดหาขนมทานระหว่างนั่งรถ 



             ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงัดและหรูหราของวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ แสงแดดจาง ๆ ของเดือนธันวาคมพาดผ่านหน้าคอนโซลรถ Ferrari สีดำด้านที่กำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงคงที่ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติทำงานได้อย่างไร้ที่ติจนโมนีก้าสามารถละมือจากพวงมาลัยมาพิงพนักเบาะหนังนุ่ม ๆ ได้อย่างผ่อนคลาย เธอกดปุ่มบนหน้าจอสัมฤทธิ์วิเศษ ฉายภาพโฮโลแกรมของบทพยากรณ์ที่ได้รับมาล่าสุดขึ้นกลางอากาศระหว่างเบาะนั่งขับรถ ตัวอักษรกรีกและละตินโบราณเรืองแสงสีทองจาง ๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีแจ๊สเบา ๆ



             “มาทวนกันหน่อยค่ะคุณอาริเอล” โมนีก้าเอ่ยพลางหยิบเม็ดนกทาร์รสส้มเข้าปาก รสหวานอมเปรี้ยวช่วยให้สมองเธอแล่นขึ้น “ท่อนแรกที่ว่า ‘เมื่อรอยแยกแห่งเวลาเปิดกว้าง... ภัยเงียบจากห้วงบาดาล ราชาแห่งบาดาลผู้หลับใหล บัดนี้คืนชีพ’ อันนี้เราคงเคลียร์ไปเปลาะหนึ่งแล้วที่เพนซิวาเนีย ไอ้เจ้าพวกคนจากยุคหินนั่นน่าจะเป็นแค่เศษเสี้ยวที่หลุดรอดออกมาจากรอยรั่ว แต่อาจจะเจออีกเรื่อย ๆ นะคาดเดาอะไรไม่ได้เลย”



             อาริเอลขยับตัวในชุดโค้ตสีดาร์กช็อกโกแลตอย่างระมัดระวัง ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองบทพยากรณ์ด้วยความตั้งใจ “ค่ะคุณโมนีก้า แต่ท่อนถัดไปนี่สิคะที่ฟังดูยุ่งยากกว่าเดิมเยอะเลย...” เธอใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่อักษรโฮโลแกรม ‘บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร และบุตรแห่งคุณไสย ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง’



             โมนีก้าถอนหายใจยาวพลางบ่นพึมพำ “สามอาณาจักรเหรอ... หวังว่าคงไม่ใช่ให้เราหลุดไปโผล่กลางสมรภูมิรบในจีนยุคโบราณจริง ๆ หรอกนะ ถึงจะเตรียมตัวมาแล้วก็ตาม ฉันเกลียดอากาศที่ฝุ่นเยอะ ๆ แล้วก็พวกชุดเกราะหนัก ๆ ที่สุดเลยค่ะ แถมคำว่าบุตรแห่งผู้ส่งสาร... ก็น่าจะเป็นลูกหลานของเฮอร์มีสหรือเมอร์คิวรี่ ส่วนบุตรแห่งคุณไสย... จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พวกสายเลือดเฮคาทีกับไทรเวีย”



             “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่าสถานที่เหล่านั้นอยู่ที่ไหนกันคะ?” อาริเอลถามด้วยน้ำเสียงกังวล “ถ้ามันคือรอยแยกแห่งเวลา มันอาจจะซ่อนอยู่ตรงไหนก็ได้ในชิคาโก้ หรืออาจจะไม่ใช่ในโลกปกติที่เรามองเห็น”



             โมนีก้าขยับปกเสื้อไหมพรมสีเบจให้เข้าที่ พลางหยิบลิปบาล์มขึ้นมาทาปากด้วยมือเดียวอย่างใจเย็นเพราะอีกมืออจับพวงมาลัยอยู่ “สัญชาตญาณค่ะคุณอาริเอล... ในโลกของเดมิก็อด ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเรื่องบังเอิญหรอกค่ะ ถ้าบทพยากรณ์บอกว่ามีคนติดอยู่ เราก็แค่ต้องหาสิ่งผิดปกติ'ระหว่างทางให้เจอ หรือถ้าเห็นใครที่ดูแปลกแยกจากยุคปัจจุบันมาก ๆ แบบผิดหูผิดตา เราก็แค่เดินตามเขาไป” เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเบ้ปากเล็กน้อย “แต่ขอร้องล่ะนะ หวังว่าคงไม่ต้องไปที่ที่มีผักขม ๆ หรืออาหารรสชาติประหลาด ๆ อีก ฉันไม่อยากให้เครื่องแต่งตัว Old Money ของฉันต้องมาเปื้อนคราบโคลนจากยุคสามก๊กอะไรนั่นเลยค่ะ”



             อาริเอลยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นความขี้บ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโมนีก้า “ถ้าต้องหลุดไปจริง ๆ ฉันจะคอยกันคนพวกนั้นให้เองค่ะคุณโมนีก้า ส่วนเรื่องอาหาร... ถ้าไม่มีไก่ทอดที่กินได้ ฉันจะลองหาอย่างอื่นที่คุณชอบให้เจอค่ะ”



             “ขอบคุณค่ะคุณอาริเอล มีคุณอยู่ด้วยฉันก็เบาใจไปเยอะ” โมนีก้าตอบพลางพิงศีรษะลงกับเบาะ “แต่ตอนนี้... เราคงต้องภาวนาให้เลสเตอร์ไม่โผล่มาแทรกกลางรอยแยกแห่งเวลาด้วยเพลงไฮกุบทใหม่ของเขา ไม่อย่างนั้นโลกที่บิดเบือนอยู่แล้วคงจะพังทลายเพราะความมั่นหน้าของเขาแน่ ๆ ค่ะ” รถ Ferrari สีดำยังคงวิ่งนิ่งเงียบฝ่ากระแสลมหนาวที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอก ทิ้งเมืองคลีฟแลนด์ไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่ชิคาโก้ที่ซึ่งบทพยากรณ์บทถัดไปกำลังรอให้พวกเธอไปไขปริศนา ท่ามกลางกระแสมนต์บังตาที่เริ่มจะเข้มข้นขึ้นทุกทีที่เข้าใกล้จุดหมาย


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ออกเดินทาง ส่งต่อมาที ผมอยากวาร์ปไปสามก๊กแล้ว
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอบตื่นเช้า โมนีก้าเห็นข่าวที่ออกใน BBC เลยต้องเปลี่ยนลุคตัวเองทำผมสีน้ำตาลและเปลี่ยนลุคของอาริเอล ไม่สวมเสื้อค่ายเพราะจะโดนมองง่ายเกินไป แต่งตัวใหม่ให้ดูเป็นสาววัยทำงานมากขึ้น จากนั้นก็ขับรถออกจากเมืองคลีฟแลนด์ มุ่งหน้าไปที่ถนนเส้นเดิม


ระหว่างทางการขับรถโมนีก้าและอาริเอลนั่งคุยทวนกันเรื่องการไปช่วยเหล่าสายเลือดต่าง ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะไปได้ตอนไหนหรือยังไง เธอไม่แน่ใจเลย ตอนนี้ทั้งสองกำลังคิดว่าหากไปถึงชิคาโก้อาจจะรู้ก็ได้ (แม้ความจริงต้องเจอระหว่างทางก็ตามแต่จะถึงแล้วเนี้ย)


[อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองคลีฟแลนด์ ไป เมืองชิคาโก้ ที่ถนนหลวง I-80 W]

Loot & Rewards

โรลเพลย์ฟังข่าวจากสมาร์ทโฟนเดดาลัสหรือทีวีในค่าย

ได้รับ +2 Point

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-8 12:07
God
คุณตกหลุมกลางท้องถนน แต่ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ตายแต่กลับร้ายแรงกว่านั้นแทนไปติดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง  โพสต์ 2026-1-8 12:07
God
ที่ร่วงตกลงมาจากฟ้า หลังพวกเขาทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องเสร็จ หลิวเป้ย์แนะนำตัวตามมารยาทก่อนถามไถ่ เขาพูดเป็นภาษาจีนสำเนียงโบราณ   โพสต์ 2026-1-8 12:06
God
ในขณะขับรถออกมาได้ 10 กม. จู่ๆทางหลวงก็เกิดทรุดหลุมใหญ่ ซึ่งรถคุณเบรดไม่ทันร่วงตกลงในหลุมและทั้งคู่สลบ ฟื้นขึ้นมาอีกที ณ สวนท้อ มีชายร่างทั้งสามที่กำลังจิบสุราก่อนหันมามองคนประหลาดสองคน  โพสต์ 2026-1-8 12:05
โพสต์ 87357 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-7 21:10
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-8 21:34:06 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-12 12:26

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 11 : ทะลุมิติ 101

วันที่ 26 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ไปยัง เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

           ยามบ่ายคลี่ตัวช้า ๆ เหนือทางหลวง เส้นถนนยาวเหยียดทอดผ่านทุ่งหญ้าและป่าละเมาะที่เริ่มเปลี่ยนสีตามฤดูกาล แสงแดดไม่แรงจนแสบตาแต่ก็พอให้ผิวโลหะสีดำด้านของรถสปอร์ตสะท้อนเป็นเงานุ่ม ๆ รถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์แล่นนิ่งและมั่นคงราวกับสัตว์นักล่าที่คุ้นเคยเส้นทาง โม นีก้าจับพวงมาลัยด้วยท่าทีสบาย ๆ สายตาเทาเงินจับจ้องถนนข้างหน้าอย่างไม่ตึงเครียดเกินไป ลุคเรียบหรูสไตล์ Old Money ทำให้เธอดูกลมกลืนกับโลกมนุษย์เสียจนแทบไม่มีเค้าเดิมของความโกลาหลเมื่อคืน



           อาริเอลนั่งอยู่ข้าง ๆ หลังพิงเบาะอย่างระวังตัว มือวางบนตักอย่างเรียบร้อย แม้จะปลอมตัวจนแนบเนียน แต่สัญชาตญาณของนักรบยังไม่ยอมหลับ เธอมองวิวข้างทางผ่านกระจกหน้าต่างด้วยความเงียบสงบที่พยายามฝืนให้เป็นปกติ



           แล้วอากาศในรถก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ราวกับมีเงาบางอย่างสอดแทรกเข้ามาโดยไม่ต้องเปิดประตู เสียงฟู่เบา ๆ คล้ายหมอกไหลผ่านผิวโลหะ ก่อนร่างของแมวดำขนขลับโปร่งแสงจะปรากฏตัวขึ้นบนคอนโซลกลาง ดวงตาสีอำพันเรืองรองวาววับ หางเป็นไอหมอกสีม่วงสะบัดอย่างภาคภูมิ และที่ทำให้อาริเอลชะงักไปเล็กน้อยคือในปากของมัน มีลูกฟีนิกซ์ตัวน้อยสีแดงเพลิงเกาะติดอยู่ ขนฟู ๆ สั่นไหวตามจังหวะรถ อีกทั้งรอบตัวออร่าก็ยังมีขนกริมาลคินติดอยู่เป็นหย่อม บ่งบอกชัดเจนว่ามันเพิ่งไปหยุมหัวกับแมวบางกลุ่มมาไม่นาน



           โมนีก้าเหลือบตามองภาพนั้นก่อนจะถอนหายใจยาวแบบคนชินโลก “ออร่า… อย่าซ่าให้มันมากนักสิ” น้ำเสียงบ่นเบา ๆ แต่ไม่ได้จริงจังนัก เธอหัวเราะหึในลำคอแล้วหันไปทางอาริเอล “ขอโทษทีนะคะคุณอาริเอล ช่วยเอาขนกริมาลคินจากปากมันใส่ลิ้นชักด้านหน้ารถให้หน่อย แมวฉันมันงี้แหละ”



           อาริเอลเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ทำตามอย่างว่าง่าย เธอค่อย ๆ ดึงเศษขนนั้นออกมาใส่ลิ้นชักตามที่บอก พลางมองแมวดำกับลูกฟีนิกซ์ด้วยสายตาที่ผสมระหว่างระแวดระวังและเอ็นดู “คุณโมนีก้ามีสัตว์เลี้ยง… สองตัวเลยเหรอคะ”



           โมนีก้ายิ้มบาง ๆ พลางขับรถต่ออย่างไม่เร่งรีบ “ใช่ค่ะ มันชอบแว๊บไปแว๊บมาแบบนี้แหละ” จากนั้นเธอก็เอ่ยขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งสองราวกับคุยกับเด็กดื้อ “เด็ก ๆ แนะนำตัวกับเพื่อนใหม่เราหน่อย” เธอชี้นิ้วไปทางแมวดำ “ออร่า เป็นแมวผีนำโชคของฉันค่ะ เราเจอกันช่วงฮาโลวีน ตอนฉันไปเดท(?)ที่อิตาลี” น้ำเสียงเหมือนเล่าเรื่องขำ ๆ มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ แล้วเธอก็หันไปทางลูกฟีนิกซ์ตัวน้อย “ส่วนเจ้านี่ อิกนิส ลูกฟีนิกซ์ ชื่อแปลว่าดวงตะวัน หนุ่มน้อยนิสัยดี… ถึงจะกำลังโดนออร่าพาเสียคนก็เถอะ”



           ออร่ากระดิกหางเป็นไอหมอกอย่างอารมณ์ดี ส่งเสียงครางต่ำ ๆ ในลำคอคล้ายหัวเราะเยาะ ส่วนอิกนิสส่งเสียงจิ๊บเบา ๆ พลางขยับปีกนุ่มฟูเล็กน้อย ราวกับพยายามโค้งทักทายตามแบบของมัน แม้จะพูดไม่ได้ แต่ท่าทางนั้นก็ชัดเจนพอจะสื่อความหมาย อาริเอลมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มุมปากยกขึ้นนิด ๆ โดยไม่รู้ตัว ความตึงเครียดที่เกาะอยู่ในอกตั้งแต่เช้าคลายลงเล็กน้อย “พวกเขา… ดูน่ารักนะคะ”



           โมนีก้าหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู “น่ารักค่ะ… แต่น่ะแสบสุด ๆ ทั้งคู่เลย” น้ำเสียงเธอฟังดูผ่อนคลายกว่าที่ควรจะเป็น มือยังคงจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง รถสปอร์ตสีดำด้านพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่ ถนนยามบ่ายทอดยาวเหมือนทุกอย่างกำลังอยู่ในจังหวะปกติแบบที่หาได้ยากในชีวิตช่วงนี้



           ยังไม่ทันที่คำพูดนั้นจะจางหาย รถก็แล่นออกจากจุดเดิมได้ราวสิบกิโลเมตร พื้นผิวถนนด้านหน้ากลับบิดตัวผิดธรรมชาติ เสียงแตกร้าวดังขึ้นอย่างฉับพลันก่อนที่ผืนทางหลวงจะทรุดตัวลงกลายเป็นหลุมขนาดมหึมา ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีแรงสั่นสะเทือนล่วงหน้า มีเพียงความว่างเปล่าที่อ้าปากรับทุกอย่างเข้าไป



           “เชี่ย—!!” โม นีก้าสบถออกมาโดยไม่ทันคิด เท้าเหยียบเบรกสุดแรงแต่ไร้ประโยชน์ รถทั้งคันร่วงดิ่งลงไปในหลุมลึก ราวกับพื้นโลกตัดสินใจเปิดทางหนีให้มันเอง ความรู้สึกเหมือนตกจากขอบโลกอัดแน่นเข้ามาในอกอย่างรุนแรง



           “ว๊าย!!” อาริเอลร้องออกมาด้วยความตกใจ สัญชาตญาณนักรบพุ่งขึ้นทันที เธอคว้าออร่าและอิกนิสเข้ามากอดแน่น ปกป้องพวกมันไว้ในอ้อมแขน เสียงตะโกนของเธอสั่นเล็กน้อย “คุณโมนีก้า เกิดอะไรขึ้นคะ!?”



           แรงดึงดูดฉุดร่างทุกคนลงไม่หยุด เสียงลมหวีดหวิวรอบตัวรถดังราวกับพายุ โม นีก้ากัดฟันแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตกใจได้นาน “หรือว่า… เรื่องเวลาอีกแล้ว” เธอตะโกนแข่งกับเสียงอากาศ “เตรียมตัวนะคะคุณอาริเอล อยู่ในรถแบบนี้เราจะลำบาก!” ภาพรอบตัวบิดเบี้ยว แสงเปลี่ยนทิศ ความมืดที่ควรอยู่เบื้องล่างกลับกลายเป็นความสว่างพร่าขาว โมนีก้าชะงักไปเสี้ยววินาทีก่อนจะตาเบิกกว้าง “เดี๋ยว!! เราไม่ได้ตกลงดิน!” เธอเงยหน้ามอง “เราอยู่บนท้องฟ้า!”



           ภาพเบื้องล่างคือแผ่นดินสีเขียวขจีที่ดูแปลกตา รถ Ferrari สีดำกำลังดิ่งพสุธาด้วยความเร็วสูง “เรากำลังดิ่งพสุธาโว้ย ไอ้เหี้ย! นี่มันไม่ใช่บันจี้จั๊มนะเว้ย!” โมนีก้าตะโกนเสียงหลง ลืมความสำรวมแบบ Old Money ไปจนสิ้น มือพุ่งไปกดปุ่มฉุกเฉินบนคอนโซล รถสปอร์ตหดตัวกลายเป็นแคปซูลโลหะในพริบตา เธอคว้ามันมากดแนบอกด้วยความหวงแหน (และกลัวตาย)



           โครมมมม!



           ร่างของทั้งสองร่วงทะลุพุ่มไม้หนาทึบ แรงกระแทกถูกบรรเทาด้วยกิ่งก้านของต้นไม้โบราณ กลีบดอกไม้สีชมพูอ่อนปลิวว่อนไปทั่วชั้นบรรยากาศ กลิ่นหอมหวานของลูกท้อสุกลอยมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงกระแทกพื้นดินดังสนั่น 



           ท่ามกลางสวนท้อที่งดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน มีชายร่างกำยำสามคนนั่งอยู่รอบโต๊ะหินจิบสุรา พวกเขาชะงักค้าง จอกเหล้าสั่นระรัวอยู่ในมือ สายตาตกตะลึงจับจ้องไปที่สตรีสองนางในชุดประหลาดที่เพิ่งร่วงลงมาจากสวรรค์ (หรือขุมนรก) ต่อหน้าต่อตา โมนีก้านอนหงายอยู่บนกองกลีบท้อ ผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิง เธอพยายามขยับตัวแต่ความมืดเริ่มเข้าครอบคลุมสายตา 



           สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นคือชายหนุ่มหน้าตาซื่อตรงแต่ดูมีอำนาจคนหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยอาการลนลาน  “พี่ใหญ่... นั่นนางเซียนหล่นจากฟ้าหรือเปล่าขอรับ?” เสียงภาษาโบราณแว่วเข้าหู ก่อนที่สติของโมนีก้าจะดับวูบลง 



          ปิดฉากการเดินทางจากไฮเวย์ 2026 สู่ปีศักราชจงผิงที่ 1 (พ.ศ. 727) อย่างสมบูรณ์แบบ…



           

           ……



           กลิ่นหอมของดอกท้อที่เข้มข้นกว่าน้ำหอมเลียนแบบธรรมชาติปี 2026 ปะทะเข้าที่จมูกเป็นอย่างแรก ตามมาด้วยเสียงนกกระโดดไปมาตามกิ่งไม้ที่ดูจะจริงเกินกว่าจะเป็นเสียงในแอพฯ ผ่อนคลาย โมนีก้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานรถสปอร์ตสีดำ แต่เป็นใบหน้าของชายสามคนที่ก้มมองเธอด้วยสายตาที่ถ้าบอกว่ากำลังดูของแปลกเหมือนเวลามีโชว์นางเงือกหรือเมียงูตามงามวัดก็คงไม่ผิดนัก “พี่ใหญ่... นางฟื้นแล้ว! เซียนสาวจากสวรรค์ฟื้นแล้ว!” เสียงตะโกนปานฟ้าผ่าดังขึ้นใกล้หูจนโมนีก้าสะดุ้งสุดตัว เธอจำเสียงนี้ได้มันคือเสียงที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทก่อนเธอจะสลบไป



           โมนีก้าดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แต่อาการหน้ามืดจากการดิ่งพสุธาข้ามมิติ ทำให้เธอต้องยันมือลงกับพื้นหินข้าง ๆ อาริเอลที่กำลังเริ่มขยับตัวลนลาน เอมพูซ่าสาวลืมตาสีแดงก่ำขึ้นมาด้วยความตระหนก มือเรียวรีบคว้าชายเสื้อโค้ทของโมนีก้าไว้แน่น ขาที่สวมถุงน่องสีดำหนาสั่นพะเยิบเมื่อเห็นชายหน้าตาดุดัน เคราดกหนาอย่างเตียวหุยยืนถือจอกสุราค้างไว้



           “พวกแม่นาง... อย่าได้ตกใจไป พวกเราพี่น้องสามคนมิใช่คนเลวร้าย” เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเมตตาดังมาจากชายที่ยืนอยู่ตรงกลาง เขาคือ เล่าปี่ ผู้ที่มีท่าทางสำรวมที่สุดในกลุ่ม แม้ในใจจะตกตะลึงกับความงามที่ประหลาดของหญิงสาวตรงหน้า ทั้งสีผมน้ำตาลเข้มจัดทรงแปลกตา และชุดไหมพรมสีเบจที่ดูนุ่มนิ่มจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่บนโลก



           โมนีก้าหอบหายใจถี่ เธอใช้ เนตรแห่งฟีบี้กวาดมองสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลทันที... สวนท้อ จอกสุรา ชายหน้าแดงเครายาวที่ถือง้าวมังกรเขียว (กวนอู) และชายหน้าดุ (เตียวหุย)



           ชิคาโก้พ่อมึงสิ... นี่มันสามก๊กชัด ๆ! โมนีก้าสบถในใจ แต่สีหน้ายังคงพยายามรักษาความนิ่งแบบ Old Money ไว้ เธอหันไปบีบมืออาริเอลเพื่อส่งสัญญาณว่า ใจเย็น ๆ ทำตามแผนแม่ค้าต่างแดนที่คุยกันไว้



           อาริเอลพยายามสงบสติอารมณ์ แม้เธอจะอยากแปลงร่างเป็นเอมพูซ่าแล้วกระโดดหนีไปให้พ้นหน้าชายหน้าแดง (กวนอู) ที่กำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาคมกริบราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณ แต่เธอก็ยอมนั่งเงียบ ๆ ทำตัวน่าทะนุถนอมตามที่มนต์บังตาฉายภาพออกไป โมนีก้าพยายามจะพูด แต่แล้วเธอก็ระลึกได้ว่าภาษาจีนยุค 2026 กับยุคฮั่นมันคนละเรื่องกันเลย 



           หญิงสาวผมน้ำตาลจึงขยับตัวเข้าไปใกล้ลานทรายข้างม้านั่งหิน นิ้วเรียวที่ยังสั่นเล็กน้อยค่อย ๆ ขีดเขียนตัวอักษรจีนตัวเต็ม ที่เธอเคยเคี่ยวเข็ญตัวเองให้จำได้ตอนอ่านประวัติศาสตร์สงครามลงบนทรายอย่างช้า ๆ ว่า



           大秦 (ต้าฉิน - โรมัน)



           เล่าปี่ก้มลงมองตัวอักษรนั้นแล้วเบิกตากว้างขึ้นทันที “ต้าฉิน? มหาอำนาจแห่งทิศตะวันตกที่ยิ่งใหญ่ดุจพญามังกรอย่างนั้นหรือ?” เขาหันไปสบตากับกวนอูด้วยความทึ่ง ต่อมาโมนีก้าก็ขยับนิ้วเขียนคำต่อไปด้วยความยากลำบาก เพราะแรงกระแทกทำให้มือยังสั่นไม่หาย



           商人 (ซางเหริน - พ่อค้า) และ 迷路 (หมีลู่ - หลงทาง)



           เธอยกนิ้วขึ้นวนเป็นวงกลมเหนือศีรษะแล้วทำท่าชี้ไปที่ท้องฟ้าเบื้องบนและถนนที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนจะเอามือประสานกันโค้งคำนับตามธรรมเนียมที่เคยเห็นในหนัง เพื่อแสดงความคารวะต่อผู้ที่ช่วยชีวิตไว้



           “พวกนางเป็นแม่ค้าจากต้าฉินที่หลงทางมา...” กวนอูลูบเคราวยาวของตนอย่างพินิจพิจารณา แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงเมื่อเห็นความพยายามในการสื่อสารผ่านอักษรของหญิงสาว “การที่นางเขียนอักษรบ้านเราได้ น่าแปลกจริง แม้จะดูขัดเขินแต่ก็แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้ และให้เกียรติแก่แผ่นดินฮั่นยิ่งนัก”



           “โถ่ พี่ใหญ่! นางคงจะตกมาจากรถม้าสวรรค์ที่ร่วงลงมาเมื่อกี้แน่ ๆ!” เตียวหุยตะโกนพลางวางจอกเหล้าลง “ดูสิ ตัวสั่นเป็นลูกนกเลย ข้าว่านางคงหิวจัด พี่รอง... เอาเนื้อกับสุรามาให้นางเซียนต้าฉินหน่อยสิ!”



           โมนีก้าพอได้ยินแบบนั้นก็รีบเขียนคำสุดท้ายลงบนทรายเมื่อเห็นสายตาที่ทึ่งในความสามารถของเธอและคลายความสงสัย



           老師 (เหล่าซือ - อาจารย์)



           เธอชี้ไปที่ตัวอักษรแล้วชี้ไปทางทิศตะวันตกไกล ๆ เพื่อจะสื่อว่า 'อาจารย์สอนมาค่ะ ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้น' เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ประทับใจจนถึงที่สุด เขารีบประสานมือโค้งตอบอย่างนอบน้อม “แม่นางช่างถ่อมตัวนัก การเดินทางข้ามหมื่นลี้จากต้าฉินมาถึงที่นี่เพียงลำพังกับน้องสาว ย่อมมิใช่เรื่องง่าย เชิญพักผ่อนที่นี่ก่อนเถิด พวกเราพี่น้องเพิ่งจะสาบานเป็นตายต่อกันในสวนท้อแห่งนี้ การได้พบพวกท่านนับเป็นนิมิตหมายอันดีจากสวรรค์”



           โมนีก้าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยความกาวของสถานการณ์ก็ยังพอมีช่องว่างให้เธอเนียนเป็นแม่ค้าแสนไฮโซจากโรมได้ เธอหันไปมองอาริเอลที่ตอนนี้เริ่มมีสีหน้าดีขึ้นเพราะเห็นว่าชายทั้งสามไม่ได้มุ่งร้าย แต่ออร่ากับอิกนิสที่แอบซ่อนอยู่ในซอกเสื้อโค้ตของเธอกลับเริ่มขยับดุ๊กดิ๊ก โดยเฉพาะอิกนิสที่ส่งแสงสีแดงวาบ ๆ ออกมาจนเล่าปี่และกวนอูต้องหันไปมองด้วยความสงสัยว่าเซียนสาวคนนี้พกของวิเศษอะไรมาด้วยกันแน่



           โมนีก้าที่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในสาบเสื้อโค้ตของเธอ ออร่าเจ้าแมวผีเจ้าเล่ห์ดูเหมือนจะรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ชุลมุนเกินกว่าจะเอาตัวไปเสี่ยง นางจึงตัดสินใจสลายร่างกลายเป็นไอหมอกสีม่วงจาง ๆ จมหายไปในเงามืดของพุ่มท้อ ทิ้งให้โมนีก้าต้องเผชิญหน้ากับสายตาสามคู่ที่จ้องมองมาอย่างสงสัยเพียงลำพัง 



           แต่เจ้าอิกนิสนี่สิ... ลูกนกฟีนิกซ์ตัวน้อยไม่ได้มีทักษะการหลบหนีระดับมือโปรแบบพี่สาวของมัน มันเริ่มดิ้นขลุกขลักจนหัวนุ่มฟูสีแดงเพลิงโผล่พ้นรอยแยกของกระดุมเสื้อไหมพรมโมนีก้าออกมา แสงสลัวจากวงแหวนสีทองบนหัวของมันวาววับรับกับแสงแดดยามบ่าย “ว้าย!” อาริเอลร้องอุทานเบา ๆ สัญชาตญาณทำให้เธอรีบขยับเข้าใกล้โมนีก้ามากขึ้น มือเรียวเกาะแขนเสื้อโมนีก้าแน่นจนกลายเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียว เธอพยายามกดขาสัมฤทธิ์และขาลาที่ถูกซ่อนไว้ใต้ถุงน่องหนาให้แนบชิดพื้นหินมากที่สุด ราวกับกลัวว่าหากขยับผิดท่าแม้แต่นิดเดียว มนต์บังตาจะหลุดจนคนยักษ์ตรงหน้าเห็นร่างจริงของเธอ



           “นั่น... นั่นมันนกวิเศษหรือแม่นาง!” เตียวหุยเบิกตาโพลงจนตาแทบจะถลนออกจากเบ้า เขาเกือบจะทิ้งจอกสุราเพื่อก้มลงมาส่องดูอิกนิสใกล้ ๆ “สีมันแดงราวกับคราบเลือด... เอ๊ย แดงราวกับดวงตะวัน! พี่ใหญ่! หรือนี่จะเป็นนกจูเชว่ (หงส์แดง) ย่อส่วนที่ท่านปราชญ์เคยว่าไว้!”



           โมนีก้ารีบยกมือขึ้นปรามพร้อมส่งยิ้มแห้ง ๆ แบบปางห้ามญาติเธอค่อย ๆ ใช้นิ้วเรียวประคองอิกนิสออกมาวางบนฝ่ามืออย่างอ่อนโยน เจ้านกน้อยส่งเสียง จิ๊บ ๆ เบา ๆ พลางเอียงคอทำตาแป๋วใสสามพี่น้องสวนท้ออย่างน่าเอ็นดู (ซึ่งเป็นท่าทางที่มันเลียนแบบมาจากออร่าเวลาจะขอขนมกิน) เธอก้มลงเขียนอักษรบนทรายอย่างรวดเร็วเพื่อดับความตระหนกของเจ้าถิ่น



           寵物 (Chǒngwù - สัตว์เลี้ยง) 無害 (Wú hài - ไม่มีอันตราย)



           “มันเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่บ้านเกิดของข้าเท่านั้นท่านนักรบ” โมนีก้าสวมวิญญาณเช็คสเปียร์ตีเนียนเป็นคนโรมันโบราณพูดภาษาละตินโรมันพยายามสื่อสารผ่านสายตาและท่าทางประกอบ เธอชี้ไปที่อิกนิสแล้วส่ายหัวสื่อว่ามันไม่มีพิษภัยอะไร 



           เล่าปี่ที่จ้องมองอยู่เห็นดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีเมตตา “ที่แท้ก็เป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจของแม่นางนั่นเอง” เล่าปี่ประสานมือคารวะ “แม่นางเดินทางไกลนับหมื่นลี้ มีวิหคสีชาดติดตามมานับว่าเป็นวาสนา แม้แต่สัตว์ยังภักดีถึงเพียงนี้ ข้าหลิวเป้ย์หรือเล่าปี่ขอยกย่องในจิตใจของท่านนัก”



           กวนอูที่ยืนนิ่งมานานลูบเคราตัวเองเบา ๆ สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่นกฟีนิกซ์นานนัก แต่เขากลับมองเสื้อผ้าของทั้งคู่ด้วยความขมวดคิ้วสงสัย “พี่ใหญ่... ข้ามองดูการแต่งกายของแม่นางทั้งสองแล้วช่างประหลาดล้ำนัก ชุดที่สวมใส่ดูหนานุ่มไร้ตะเข็บรอยต่อ สีสันเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าแปลกตาข้าไม่เคยพบเห็นในแผ่นดินตงง้วน (ภาคกลาง) เลยแม้แต่น้อย”



           เล่าปี่พยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิ... หรือว่าชาวต้าฉินจะนิยมสวมใส่ขนสัตว์ถักเช่นนี้กันหมดหรือ? ดูแล้วช่างนุ่มนิ่มแต่ก็รัดกุมดีแท้” ทั้งสามพี่น้องแม้จะทึ่งในความงามที่ดูแปลกแยกของโมนีก้า แต่อาจเพราะพวกเขากำลังอินกับพิธีสาบานพี่น้องและกำลังกังวลเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายจากกบฏโพกผ้าเหลือง ทำให้พวกเขามองผ่านความสวยสะดุดตาไปสู่ความสงสารและอยากช่วยเหลือมากกว่า



           เตียวหุยหัวเราะลั่นจนใบไม้ร่วง “เอาเถอะพี่ใหญ่! จะชุดอะไรนกอะไรก็ช่างเถิด! ตอนนี้พวกนางทั้งสองดูท่าทางจะหมดแรง แถมคนน้องยังสั่นไม่หยุดเหมือนเจอผี ข้าว่าเราพาพวกนางไปที่จวนของข้าก่อนเถิด ให้พวกนางเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดชาวฮั่นเสียหน่อย จะได้เดินเหินในเมืองไม่ถูกพวกโจรโพกผ้าเหลืองเพ่งเล็ง!”



           “น้องสามพูดมีเหตุผล” เล่าปี่หันมามองโมนีก้าด้วยสายตาขออนุญาต “แม่นาง... บ้านเมืองตอนนี้มิสู้สงบนัก ชุดของพวกท่านนั้นโดดเด่นเกินไป หากไม่รังเกียจ เชิญไปพักที่คฤหาสน์ของน้องเล็กข้าก่อนเถิด ที่นั่นมีเสื้อผ้าและอาหารพร้อมสรรพ ข้าจะให้คนจัดเตรียมชุดสตรีตามธรรมเนียมของเราให้พวกท่าน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง”



           โมนีก้าหันไปสบตากับอาริเอลที่ยังคงสั่นเป็นเจ้าเข้า อาริเอลพยักหน้าถี่ ๆ ราวกับจะบอกว่า ไปเถอะค่ะคุณโมนีก้า อยู่ตรงนี้ฉันจะหัวใจวายตายก่อน โมนีก้าจึงประสานมือตอบรับอย่างอ่อนช้อยที่สุดเท่าที่ลูกหลานชาวโรมันจะทำได้  เธอไม่รู้เลยว่า เมื่อเธอถอดชุดไหมพรมคอเต่าและกระโปรงสุ่มสีครีมนี้ออก แล้วสวมใส่ชุดฉวี่จวี้ของสตรีสมัยฮั่นที่เน้นทรวดทรงและขับเน้นผิวขาวซีดดุจหิมะจะเป็นเช่นไร



           “เชิญแม่นาง...” เล่าปี่ผายมืออย่างสุภาพ นำทางหญิงสาวทั้งสองออกจากสวนท้ออันเงียบสงบ มุ่งหน้าสู่ความวุ่นวายของยุคสามก๊กที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น



           

           …….



           พุ่มดอกท้อสีชมพูสะพรั่งที่พริ้วไหวเบื้องหลังค่อย ๆ ลับตาไป กลายเป็นเพียงเงาสีอ่อนในม่านความทรงจำ เมื่อขบวนเล็ก ๆ ของสามพี่น้องร่วมสาบานออกเดินนำทางหญิงสาวแปลกหน้าทั้งสองมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองตุ้นก้วน บรรยากาศรอบตัวในปี ค.ศ. 184 นั้นช่างบีบคั้นและเต็มไปด้วยร่องรอยของความโกลาหล กลิ่นอายของสงครามพัดผ่านมากับลมหนาว ผสมปนเปกับกลิ่นสาบเหงื่อและฝุ่นละอองจากกองกำลังกบฏโพกผ้าเหลืองที่ลอยอบอวลอยู่ตามถนนดินอัดแน่น โมนีก้าและอาริเอลจำต้องดึงฮู้ดจากเสื้อโค้ตทรงล้ำสมัยแห่งยุค 2026 ขึ้นมาปิดบังใบหน้า พยายามหลบซ่อนดวงตาคู่สวยจากสายตาชาวบ้านที่เริ่มหนาตาขึ้น ซึ่งพากันมองดูแขกต่างแดนด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง



           เมื่อมาถึงจวนของเตียวหุย ความรู้สึกตึงเครียดภายนอกก็ถูกตัดขาดด้วยกำแพงหินสูงตระหง่าน จวนแห่งนี้กว้างขวางสมฐานะคหบดีผู้มั่งคั่ง สถาปัตยกรรมแบบราชวงศ์ฮั่นเน้นโครงสร้างไม้สีเข้มขัดเงา เสาคานใหญ่โตทรงพลัง หลังคาทรงจั่วที่ประดับด้วยลวดลายมังกรและเมฆาดูน่าเกรงขาม ทันทีที่ก้าวพ้นประตูใหญ่เข้ามา กลิ่นไม้จันทน์หอมฟุ้งและกลิ่นดินคั่วใหม่ ๆ จากโรงครัวอันแสนวุ่นวายก็เข้าแทนที่กลิ่นคาวสงครามภายนอกในทันที



           ภายในห้องรับรองสตรีที่ประดับด้วยฉากกั้นไม้ฉลุลาย โมนีก้าและอาริเอลต้องเผชิญกับบททดสอบที่ชวนเวียนหัวยิ่งกว่าการร่ายเวทมนตร์ นั่นคือการรับมือกับชั้นผ้ามหาศาลของสตรีชาวฮั่น



           “คุณโมนีก้าคะ... ผ้าพวกนี้มันยาวจนพันขาพันกันนัวเนียไปหมดแล้วค่ะ!” อาริเอลครางกระซิบพลางเหงื่อตก เธอต้องพยายามทรงตัวอย่างยากลำบากบนขาสัมฤทธิ์วิเศษที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ชั้นผ้านับสิบ ขณะที่เหล่าสาวใช้สามสี่คนต่างรุมล้อมเธอด้วยความฉงนสนเท่ห์ พวกนางพากันลูบไล้เส้นผมสีเข้มสลวยและผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องนุ่มนิ่มราวน้ำนมของอาริเอล ซึ่งดูแตกต่างจากสตรีในแถบนี้อย่างสิ้นเชิง



           ด้านโมนีก้าเองก็แทบจะกลั้นหายใจ เธอต้องยืนนิ่งแข็งทื่อเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบให้สาวใช้บรรจงสวมชุดฉวี่จวี้หลายชั้นทับซ้อนกัน สัมผัสของผ้าไหมจีนแท้จากซูโจวที่เนียนละเอียดราวกับสายน้ำไหลผ่านผิวขาวซีดของเธอ ให้ความรู้สึกเย็นเยียบและหรูหราจนน่าตกใจ สาวใช้คนหนึ่งที่กำลังจัดระเบียบปกเสื้อถึงกับเผลอทำผ้าหลุดมือและอุทานออกมาเมื่อสบเข้ากับดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของโมนีก้า 



           “สวรรค์นัก... ดวงตาของแม่นางท่านนี้ดูลึกลับและเปล่งประกาย ราวกับถูกเจียระไนมาจากแร่อัญมณีบนสรวงสวรรค์ที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์เลยเจ้าค่ะ”



           พวกสาวใช้ใช้เวลาร่วมชั่วโมงอย่างขะมักเขม้น ทั้งขัดผิว ประทินโฉม และเริ่มพิธีการเกล้าผมทรงสูงตามแบบฉบับสตรีผู้สูงศักดิ์ เส้นผมสีดำสนิทของโมนีก้าถูกรวบขึ้นอย่างประณีต ประดับประดาด้วยปิ่นเงินสลักลายปักษาสวรรค์ที่มีพู่ระย้าทิ้งตัวลงข้างขมับ เมื่อแต่งเสร็จสรรพ โมนีก้าในชุดสีม่วงลาเวนเดอร์ปักดิ้นเงินดูสูงส่งและสง่างามจนน่าเกรงขาม ขณะที่อาริเอลในชุดโทนอ่อนดูอ่อนหวานและทรงเสน่ห์อย่างลึกลับ ทั้งสองมองหน้ากันในกระจกทองเหลือง รู้ดีว่าตอนนี้พวกเธอพร้อมแล้วที่จะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับเจ้าบ้านทั้งสามในฐานะอิสตรีจากต่างแดนอย่างเต็มตัว



           บรรยากาศภายในโถงกลางของจวนเตียวหุยคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุราและไอร้อนจากการถกเถียงเรื่องศึกกบฏโพกผ้าเหลืองที่กำลังร้อนระอุ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย นั่งล้อมวงหารือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 


  


           ทว่าในวินาทีที่ม่านมู่ลี่ไม้ไผ่ถูกเลิกขึ้น แสงสว่างจากโคมไฟภายในโถงก็ดูเหมือนจะสว่างวาบขึ้นผิดปกติ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย จ้องมองสตรีทั้งสองที่ก้าวพ้นม่านมู่ลี่ออกมาเหมือนเห็นภาพหลอน สำหรับพวกเขา มันเหมือนการเอาลูกเป็ดขี้เหร่ที่เนื้อตัวมอมแมมไปจุ่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แล้วล้างออกมากลายเป็นหงส์สวรรค์ ผิวที่ขาวซีดจัดของโมนีก้าเมื่อตัดกับชุดสีม่วงลาเวนเดอร์และแสงตะเกียงน้ำมัน มันดูสว่างเรืองรองจนน่ากลัวในสายตาคนยุคฮั่น ดวงตาสีเทาเงินคู่นั้นดูราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนวิญญาณคนมองได้ ส่วนอาริเอลที่เดินตัวสั่นตามหลังมา แม้จะถูกมนต์บังตาให้ดูเป็นสาวน้อยร่างเล็กสูงเพียง 157 เซนติเมตร แต่องค์ประกอบใบหน้าที่มีลักยิ้มและแววตาตื่นตระหนกกลับไปกระตุ้นสัญชาตญาณอยากปกป้อง(ของแปลก) ของชายฉกรรจ์ทั้งสามเข้าอย่างจัง



           โมนีก้าก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่พยายามจะให้ดูสำรวมที่สุดเท่าที่คนกระโดกกระเดกเป็นม้าดีดกะโหลกจะสั่งการได้ เธอสวมชุดฉวี่จวี้ผ้าไหมสีม่วงลาเวนเดอร์ชั้นดี ชายผ้าที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อนตามแบบฉบับราชวงศ์ฮั่นขับเน้นช่วงเอวที่คอดกิ่วให้ดูเด่นชัด ร่างระหงสูง 162 เซนติเมตรของเธอยืนตระหง่านอย่างสง่างามดุจหงส์สวรรค์ เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าสูงรวบตึงจนเผยให้เห็นลำคอระหงและผิวพรรณที่ขาวผ่องนวลเนียนยิ่งกว่าหยกมันแพะชั้นเลิศ ท่ามกลางแสงเทียนที่สั่นไหว ดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอกระทบแสงเป็นประกายวาววับ ดูมีอำนาจลึกลับน่าเกรงขามทว่าก็น่าค้นหาจนยากจะละสายตา



           แต่ในมุมของโมนีก้า... ความสวยเลิศเลอที่ทุกคนเห็นนั้น แลกมาด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังโดนทรมานในนรกชั้นที่เจ็ด



           ไอ้เหี้ย... นี่มันรัดเอวหรือจะหักกระดูกฉันกันแน่! โมนีก้ากรีดร้องในใจ ขณะที่พยายามรักษาใบหน้าให้ดูนิ่งสงบดุจรูปปั้นนางเซียน เธอรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในกองถ่ายหนังย้อนยุคฟอร์มยักษ์ แล้วโดนผู้กำกับสั่งให้คอสเพลย์เป็นตี๋ลี่เร่อปาหรือแองเจล่าเบบี้เวอร์ชันอัปเกรดความขาวซีดเป็นผีดิบหรือไง



           เธอก้มลงมองเอวตัวเองที่ถูกผ้าคาดเอวฉู่เยา รัดจนคอดกิ่วแบบที่คนจีนยุคนั้นคลั่งไคล้ รู้แหละว่าชอบคนเอวบางร่างน้อย แต่นี่มันกะจะไม่ให้ลำไส้ทำงานเลยหรือไงคะคุณพี่! ปอดฉันจะยุบติดสันหลังอยู่แล้ว! โมนีก้าบ่นอุบในใจพลางส่งสายตาเขียวปัดใส่ชายผ้าที่ยาวระพื้นจนน่ารำคาญ



           เบื้องหลังของเธอคืออาริเอลในชุดสีชมพูอ่อนกลีบท้อ ใบหน้าของอสุรกายกึ่งเทพถูกมนต์บังตาฉาบไว้จนกลายเป็นสาวน้อยผู้น่ารัก บอบบาง มีลักยิ้มพริ้มเพราที่ดูไร้เดียงสาเสียจนคนมองรู้สึกอยากปกป้องเหมือนตุ๊กตาหยกแกะสลักที่จู่ ๆ ก็มีชีวิตขึ้นมา ทว่าอาริเอลก็ไม่ต่างกัน



           “คุณโมนีก้าคะ...” อาริเอลกระซิบลอดไรฟัน เสียงสั่นเครือด้วยความอึดอัด “ฉันรู้สึกเหมือนโดนพันด้วยสายไฟเบอร์ออปติกเลยค่ะ ผ้ามันสากจนหนูอยากจะสลัดทิ้งแล้วกางปีกบินหนีไปเดี๋ยวนี้เลยถ้ามีปีกนะ”



           “อดทนไว้ค่ะอาริเอล” โมนีก้าตอบผ่านมุมปากที่ยังยกยิ้มจอมปลอม “คิดซะว่าเรากำลังเดินแบบให้แบรนด์สามก๊กคอลเลกชันอยู่ก็แล้วกันค่ะ”



           และในช่วงที่สาว ๆ กำลังลำบากกันอยู่นั้นเล่าปี่ถึงกับตะลึงจนเผลอวางจอกสุราลงกระแทกโต๊ะหินดัง ปัง! น้ำสุรากระเซ็นเปื้อนแขนเสื้อแต่เขากลับไม่รู้สึกตัว 



           สายตาที่เคยมองด้วยความเมตตาเยี่ยงพี่ชายแปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุด ในใจเขาไม่ได้มองว่านี่คือมนุษย์สามัญเสียแล้ว ท่าทางที่นิ่งสงบและผิวพรรณที่ไร้ราคีเช่นนี้ ต้องเป็นราชนิกุลผู้สูงศักดิ์หรือเซียนจำแลงกายมาเพื่อหนุนนำดวงชะตาของเขาเป็นแน่ “งดงาม... งามแปลกจนข้ามิอาจหาคำบรรยายใดในแผ่นดินฮั่นมาเปรียบได้จริง ๆ” เขาพึมพำออกมาอย่างลืมตัว



           ด้านกวนอู ชายชาติทหารผู้เด็ดเดี่ยวถึงกับต้องรีบเบือนหน้าไปทางอื่น ผิวหน้าปอน ๆ ที่แดงอยู่แล้วกลับเข้มขึ้นจนเกือบจะเป็นสีม่วงคล้ำ มือยักษ์ลูบเคราตัวเองไปมาด้วยความประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเห็นความทรงพลังที่ซ่อนอยู่ในดวงตาเทาเงินคู่นั้น ดวงตาที่ชาวจวนพากันกระซิบกระซาบว่าเป็นดวงตามังกรหรือสระน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง มันดูเย็นเยียบและสูงส่งจนเขารู้สึกว่าการจ้องมองนางตรงๆ คือการล่วงเกินสรวงสวรรค์ “แม่นางทั้งสอง... เปลี่ยนไปจนข้า... ข้าเกือบจำมิได้” เสียงของเขาสั่นพร่าไปเล็กน้อย



           ส่วนเตียวหุยนั้นอาการหนักที่สุด ตาโต ๆ ของเขาแทบจะถลนออกมาจากเบ้าจริง ๆ เขาอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะแก้เขินพลางตบโต๊ะดังสนั่น “พี่ใหญ่! พี่รอง! ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า! เมื่อครู่ข้าเห็นนกตกน้ำเปียกซก แต่ตอนนี้ข้าเห็นนางฟ้าลงมาเดินนวยนาดอยู่ในบ้านข้าแล้ว!” เขายังคงจ้องโมนีก้าด้วยความทึ่งเหมือนเด็กเห็นของเล่นวิเศษ



           อาริเอลพยายามก้าวเดินให้ดูบอบบางที่สุดตามที่มนต์พรางตาแสดงผล แต่ในใจเธอกำลังสู้ชีวิตสุดกำลัง ขาสัมฤทธิ์และขาลาของเธอขัดกันนัวเนียอยู่ใต้กระโปรงยาวลากพื้น “คุณโมนีก้าคะ ฉันว่าตาโต ๆ ของคุณคนหน้าดุ (เตียวหุย) เขามองหนูเหมือนจะกินเข้าไปเลยค่ะ ฉันควรจะแปลงร่างแล้วข่วนหน้าเขาเลยดีไหมคะ?”



           “อย่าเชียวนะคะ” โมนีก้ารีบห้าม พลางประสานมือโค้งคำนับอย่างแผ่วเบาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ 



           ภาพที่สามพี่น้องเห็นคือแม่ค้า (ที่ดู) ผู้สูงศักดิ์ที่เคลื่อนไหวอย่างแช่มช้าและนุ่มนวลราวกับลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความจริงคือโมนีก้ากำลังค่อย ๆ ขยับเพื่อไม่ให้ผ้าคาดเอวมันบาดสีข้างจนเลือดซิบ เธอพยายามเปล่งเสียงพูดจีนสำเนียงพินอินสัปดนที่จำมาจากเหล่าซือในอาคาเดเมียเซเนกาหรือพี่หยาน บุตรอะพอลโลที่เป็นคนฮ่องกงสอนมาไว้ในความทรงจำอันเลือนลาง แล้วขยับริมฝีปากพูดด้วยสำเนียงที่พยายามจะให้ดูเป็นกุลสตรีที่สุด



           “ขะ... ขอบคุณ... ท่าน... ทั้งสาม...” โมนีก้าขยับยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนเมตตาคนทั้งโลก แต่ในใจเธอกำลังคิดว่า ถ้าเลิกจ้องเป็นของแปลก แล้วยกไก่ทอดมาเสิร์ฟให้ฉันตอนนี้ ฉันจะเขียนกลยุทธ์พิชัยสงครามแถมให้ฟรี ๆ เลยค่ะคุณพี่! แต่ฉันไม่ใช่ลูกอะธีน่าเพราะงั้นช่วยไม่ได้นะคะ



           “ที่... เมต... ตา... พวกข้า” คำพูดนั้นทั้งตะกุกตะกัก สำเนียงเพี้ยนไปมาแถมยังมีโทนเสียงสูงต่ำผิดเพี้ยนไปหมด แต่มันกลับฟังดูน่าเอ็นดูอย่างประหลาดในสายตาคนฟัง เหมือนนกน้อยที่พยายามหัดส่งเสียงร้องครั้งแรก โมนีก้าส่งยิ้มบาง ๆ อย่างขัดเขินประกอบคำพูด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่เตียวหุยพยายามจะยกจอกสุราขึ้นดื่มพอดี แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้เขามือไม้อ่อน จนจอกสุราหลุดจากมือตกลงพื้นแตกกระจายดัง เคร้ง! ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเล่าปี่ที่เห็นว่าแม่ค้าต่างแดนผู้นี้ไม่ได้เพียงแค่งดงาม แต่ยังมีจิตใจที่นอบน้อมยิ่งนัก



           เล่าปี่ยังคงจ้องมองโมนีก้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความทึ่ง เขาหันไปซุบซิบกับกวนอู “น้องรอง... เจ้าดูสิ ผิวพรรณดุจหิมะ ดวงตาดุจมณีปีกแมลงทับ นี่ถ้ามิใช่ยอดคนจากมหาอาณาจักรต้าฉิน ก็ต้องเป็นราชนิกุลตกยากที่พลัดถิ่นมาแน่ ๆ ดูท่าทางการคารวะที่สูงส่งนั่นสิ”



           กวนอูพยักหน้าเงียบ ๆ แต่แอบสังเกตเห็นว่าแม่ค้าสาวตรงหน้ามีการขมวดคิ้วเล็กน้อยยามขยับตัว เขาจึงเอ่ยเสียงเรียบ “พี่ใหญ่... ข้าว่าพวกนางอาจจะยังมิชินกับเครื่องแต่งกายบ้านเรา ดูท่าทางจะอึดอัดมิใช่น้อย น้องสาม! เลิกจ้องเป็นตาถลนได้แล้ว สั่งคนเตรียมน้ำชาและอาหารของแผ่นดินตงง้วน (ภาคกลาง) มาต้อนรับแขกอย่าช้าที”



           “โอ้ววว ได้เลยพี่รอง!” เตียวหุยได้สติพลางตบโต๊ะปัง “เฮ้ย! พวกเจ้า! ไปจัดเตรียมโต๊ะอาหารที่ดีที่สุดมา! เอาหมูหัน ไก่ต้ม และเหล้าที่ดีที่สุดในจวนออกมาต้อนรับ(นางเซียนจากฟากฟ้า)!”



           และใช่โมนีก้าหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า ไก่ เธอแอบชำเลืองมองอาริเอลแล้วยิ้มออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรก อย่างน้อยความลำบากเรื่องเสื้อผ้า ก็แลกมาด้วยโปรตีนอกไก่ที่คู่ควรล่ะนะ...


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มันส์มือจัด รอต่อจ้า
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลตอนที่กำลังขับรถไปที่เมืองชิคาโก้ อยู่ ๆ ก็โดนหลุมการเวลาดูด ตกหล่ม ก็ตกลงมาก็พบว่าเป็นท้องฟ้า โมนีก้าเก็บรถของตนเองแล้วยัดร่องนมเหมือนเดิม พอตกลงมาก็ลงมาที่สวนท้อ และพบคนสามคนแต่ก็สลบก่อน พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าคนทั้งสามน่าจะเป็น เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย โมนีก้าที่ศึกษาประวัติศาสตร์จีนและสามก๊กมาบ้างแล้วก็พอรู้ว่าตอนนี้น่าจะเป็นช่วงสาบานตนแต่ก็ไม่แน่ใจ


พอตั้งสติได้ โมนีก้าก็รีบแก้สถานการณ์ด้วยการเขียนอักษรจีนลงบนทราย สื่อสารว่าพวกเธอเป็นแค่แม่ค้าหลงทางมาจากอาณาจักรต้าฉิน (โรมัน) และพยายามบอกว่าอิกนิสที่พกมาด้วยเป็นแค่สัตว์เลี้ยงธรรมดา แต่ด้วยความที่เธอผิวขาวเนียนเพราะครีมซองเซเว่น แถมยังมีดวงตาสีเทาเงินที่ดูแปลกตา พวกเล่าปี่เลยปักใจเชื่อไปไกลว่านี่ไม่ใช่แม่ค้าธรรมดาแน่ ๆ แต่น่าจะเป็นคนชั้นสูงหรือนางเซียนจำแลงมา ส่วนเจ้าอิกนิสก็ถูกเข้าใจว่าเป็นนกหงส์แดงมงคลไปเสียอย่างนั้น


สามพี่น้องเลยรีบชวนพวกเธอไปพักที่จวนเพื่อความปลอดภัยเพราะตอนนี้มีพวกโจรโพกผ้าเหลือง โมนีก้ากับอาริเอลโดนจับแปลงโฉมใส่ชุดผ้าไหมจีนย้อนยุคหลายชั้น ซึ่งสวยจนทำให้เล่าปี่ตะลึง กวนอูถึงกับเขินจนหน้าแดงเข้มกว่าเดิม ส่วนเตียวหุยก็ดีใจยกใหญ่ที่ได้ต้อนรับแขกที่ดูสูงส่ง (ในสายตาเขา) ขนาดนี้


แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์ที่ทุกคนมอง ความจริงคือโมนีก้ากำลังสู้ชีวิตหนักมาก เพราะโดนรัดเอวจนปอดแทบพังแถมยังหายใจไม่ออก ส่วนอาริเอลก็เดินขัดขาตัวเองไปหมด ทั้งคู่ต้องพยายามทำหน้านิ่งรักษาจริตผู้ดีพร้อมฝึกพูดจีนตะกุกตะกักเพื่อความเนียน แต่พอรู้ว่าเตียวหุยสั่งจัดเต็มเมนูหมูหันกับไก่ต้มมาเลี้ยง โมนีก้าก็พร้อมจะสู้ตายกับชุดรัดติ้วนี้เพื่อของกินไก่มื้อแรกในยุคสามก๊กอ่ะบอกเลย

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-8 21:43
โพสต์ 157406 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-8 21:34
โพสต์ 157,406 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-8 21:34
โพสต์ 157,406 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-8 21:34
โพสต์ 157,406 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-8 21:34
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-9 13:30:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 12 : ทะลุมิติ 102 สามก๊กมีแต่เรื่อง

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ เมืองตุ้นก้วน มณฑลอิวจิ๋ว

             โถงจัดเลี้ยงของจวนเตียวหุยสว่างไสวด้วยคบเพลิงที่ส่งกลิ่นน้ำมันดินจาง ๆ กลิ่นของหมูหันหนังกรอบและไก่ต้มสมุนไพรโชยเข้าจมูกโมนีก้าจนเธอเผลอกลืนน้ำลาย แม้จะยังรู้สึกเหมือนโดนเข็มขัดนิรภัยรัดเอวอยู่ตลอดเวลาก็ตาม เล่าปี่ผายมือเชิญหญิงสาวทั้งสองนั่งลงบนเสื่อปูลาดอย่างให้เกียรติสูงสุด โดยเขานั่งอยู่ตรงกลาง กวนอูอยู่ขวาและเตียวหุยอยู่ซ้าย ท่ามกลางโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยโปรตีนชั้นยอดซึ่งถูกใจแขกผู้มาเยือน (อย่างโมนีก้า) เป็นอย่างยิ่ง



             โถงกว้างตอนนี้อวลไปด้วยกลิ่นควันจากเตาฟืนและกลิ่นหอมมันของอาหารเลิศรส เล่าปี่ขยับตัวเล็กน้อย ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความนอบน้อมดุจวิญญูชนผู้สูงส่ง เขาประสานมือคารวะหญิงสาวทั้งสองที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเริ่มแนะนำตัวอย่างเป็นทางการด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำที่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจ "ข้ามีนามว่า เล่าปี่ (หลิวเป้ย์) นามรองคือ หงเต๋อ เป็นเพียงชาวเชื้อพระวงศ์ตกยากที่หวังจะกอบกู้แผ่นดิน" 



             ก่อนเขาเบี่ยงสายตาไปทางชายหน้าแดงเครายาวทางขวามือ "ท่านผู้นี้คือพี่น้องของข้า นามว่า กวนอู (กวนอวี่) นามรองคือ หวินฉาง ผู้ยึดมั่นในสัตย์ปฏิญาณเหนือสิ่งอื่นใด" สิ้นคำกวนอูประสานมือคารวะอย่างขรึมขลัง ดวงตาคมกริบปรายมองโมนีก้าเล็กน้อยก่อนจะเสมองไปทางอื่นเพื่อรักษาอาการประหม่า



             "ส่วนเจ้าน้องเล็กจอมมุทะลุผู้นี้..." เล่าปี่ยิ้มอย่างเอ็นดูขณะชี้ไปทางชายหน้าดุ "นามว่า เตียวหุย (จางเฟย) นามรองคือ อี้เต๋อ เจ้าของจวนแห่งนี้ที่ต้อนรับพวกท่าน" 



             เตียวหุยหัวเราะร่วนจนหนวดเคราสั่น "ฮ่าๆ! ข้าเองเตียวหุย! แม่นางอย่าได้เกรงใจไป กินให้เต็มที่เลยนะ!"



             “แม่นางทั้งสองเดินทางไกลมาถึงที่นี่ นับว่าเป็นวาสนาที่หาได้ยากนัก” เล่าปี่เอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางส่งสายตาหยั่งเชิง “ข้าและน้องชายทั้งสองยังมิอาจทราบนามของพวกท่าน หากมิเป็นการรบกวน แม่นางพอจะบอกนามให้พวกเราทราบได้หรือไม่?”



             โมนีก้าสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอรู้ดีว่าภาษาจีนระดับ HSK 3 ของเธอนั้นเทียบไม่ได้เลยกับกวีร่ายมนต์ในยุคนี้ แต่เธอก็ต้องพยายามแถ ให้ดูเหมือนสตรีผู้มีการศึกษาจากแดนไกล เธอประสานมือซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้างพลางขยับริมฝีปากพูดอย่างช้า ๆ “ข้าชื่อ... โมนีก้า... บลอสซัม...” ชื่อภาษาอังกฤษที่หลุดออกมาจากปากสวย ๆ ทำให้เตียวหุยถึงกับขมวดคิ้วชนกัน “โม-นี-ก้า? บอ-ส้ม? ชื่อชนเผ่าอะไรของนางน่ะพี่ใหญ่ ฟังดูเหมือนเสียงลมพัดผ่านซอกเขาเลย”



             โมนีก้ารีบขยับปลายนิ้วเขียนอักษรลงบนลานทรายเล็ก ๆ ที่เธอมักใช้สื่อสารประกอบคำพูดที่เน้นสำเนียงจีนให้ดูเก่าที่สุดเท่าที่ทำได้ 



             花之女 (Huā zhī nǚ - บุตรสาวแห่งดอกไม้) 風之息 (Fēng zhī xī - ลมหายใจแห่งสายลม)



             “ข้าคือ... บุตรีแห่งสายลมและมวลดอกไม้...” โมนีก้าพยายามดัดเสียงให้นุ่มลึก “ส่วนนี่... น้องสาว(?)ข้า... อาริเอล...” อาริเอลสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเอ่ยชื่อและกลายเป็นน้องสาวจำเป็นทั้งที่อายุมากกว่าโมนีก้า แค่ตอนนี้ดูเตี้ยกว่าก็โดนเราะ เธอโค้งคำนับจนแทบจะเอาหน้าจิ้มชามไก่ “อา...อาริเอล...ค่ะ...” เสียงของเธอสั่นเครือจนดูน่าสงสารในสายตาสามพี่น้อง “ชื่อของข้า... แปลว่า... สิงโตแห่ง... อ๊ะ สิงโตแห่งพระเจ้า... ค่ะ”



             "อา-ลี่-เอ๋อ?" เตียวหุยขมวดคิ้ว "สิงโตงั้นรึ? แม่นางตัวเล็กเท่าแมวเนี่ยนะชื่อสิงโต! ฮ่าๆๆ ชื่อแปลกดีแท้พี่ใหญ่!"



             กวนอูคิ้วกระตุกเล็กน้อย “สิงโตแห่งเทพเจ้า? ตัวประหลาดที่มีขนแผงคอจากแดนตะวันตกน่ะหรือ?” เขาจ้องมองอาริเอลที่มนต์บังตาฉายภาพเป็นสาวน้อยบอบบาง “ชื่อช่างขัดกับรูปลักษณ์ที่ดูนุ่มนิ่มของเจ้านัก”



             เล่าปี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองโมนีก้าเต็มไปด้วยความพินิจพิจารณา "นามของพวกท่านนั้น แม้จะมีความหมายลึกซึ้ง ทว่าสำหรับชาวฮั่นเรานั้นเรียกขานได้ลำบากยิ่งนัก หากต้องออกไปเผชิญหน้ากับเหล่ากบฏโพกผ้าเหลืองภายนอก นามที่แปลกแยกอาจนำภัยมาสู่พวกท่านได้" เขาสบตากับกวนอูที่ดูจะเชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ที่สุด "น้องรอง... ในเมื่อแม่นางทั้งสองเป็นแขกผู้สูงศักดิ์จากต้าฉิน และนามของนางก็เกี่ยวพันกับดอกไม้และเทพเจ้า เจ้าช่วยใช้สติปัญญาของเจ้า ถอดนามเดิมของนางให้เป็นนามตามธรรมเนียมฮั่นที่ฟังดูเป็นมงคลและเรียกง่าย ให้สมกับความงามดุจเซียนของนางหน่อยได้หรือไม่?"



             โมนีก้าชะงักตะเกียบที่กำลังจะคีบไก่เข้าปาก เธอแอบชำเลืองมองอาริเอลพลางคิดในใจว่า เอาแล้วไงคะคุณอาริเอล จะได้ชื่อจีนเหมือนนางเอกซีรีส์แล้วนะ หวังว่าท่านกวนอูคงจะไม่ตั้งชื่อฉันว่าแม่นางผักขมหรอกนะ ไม่งั้นฉันจะคว่ำโต๊ะไก่นี่จริง ๆ ด้วย



             และเมื่อกวนอูได้รับคำขอเช่นนั้นมือของเขาก็ลูบเครายาวอย่างใช้ความคิด สายตาคมกล้าจ้องมองโมนีก้าที่กำลังพยายามใช้ตะเกียบไม้อย่างทุลักทุเล (ซึ่งเธอก็แอบจิ้มไก่เข้าปากไปได้ชิ้นหนึ่งแล้ว) “นามของนางมีคำว่าดอกไม้และสายลม... ผิวพรรณขาวดุจหิมะ ดวงตามีประกายสีเงินดุจรัศมีจันทร์...”



             เตียวหุยกระแทกจอกเหล้าลงโต๊ะ “เอาเลยพี่รอง! ตั้งให้เพราะ ๆ เลยนะ! ข้าอยากเรียกนางฟ้านี่ด้วยชื่อที่ข้าไม่ออกเสียงแล้วลิ้นพันกันสักที!”



             และแล้วโถงจัดเลี้ยงเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อเตียวหุยสั่งให้บริวารลำเลียงอาหารชุดใหญ่มาลงโต๊ะ กลิ่นหอมฉุยของไก่ต้มสมุนไพรและหมูหันหนังกรอบ ลอยเข้ากระทบจมูกโมนีก้าอย่างจัง แม้จะยังรู้สึกอึดอัดกับผ้าคาดเอวที่รัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่สัญชาตญาณนักชิมและความโปรดปรานในเนื้อไก่ก็ชนะทุกสิ่ง



             โมนีก้าประสานมือโค้งตอบรับข้อเสนอเรื่องการตั้งชื่อใหม่ของเล่าปี่อย่างนบนอบตามมารยาท (แน่นอนว่าแสร้งทำ) ก่อนจะเริ่มลงมือหยิบตะเกียบด้วยท่าทางที่พยายามให้ดูเป็นผู้ดีที่สุด แต่ความเร็วในการคีบเนื้อไก่ส่วนสะโพกที่ฉ่ำน้ำนั้นช่างรวดเร็วขัดกับลุคตัวเองตอนนี้โดยสิ้นเชิง เธอเคี้ยวเนื้อไก่รสเลิศพลาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเจอผักใบเขียวติดมาด้วย ก่อนจะแอบใช้ปลายนิ้วเขี่ยพวกมันทิ้งไปที่มุมจานอย่างแนบเนียน



             อื้ม... ไก่ที่นี่ออร์แกนิกกว่าที่ฟอเรสต์ซิตี้เยอะเลยแฮะ โมนีก้าคิดในใจพลางแอบชำเลืองมองอาริเอล



             ฝั่งอาริเอลเองก็ดูจะเอ็นจอยไม่แพ้กัน เมื่อเธอเห็นฝักข้าวโพดปิ้งเหลืองทองส่งกลิ่นหอมไหม้จาง ๆ วางอยู่ข้างจาน เนื้อในแสนจุ๊ยซี่แสนโปรดปรานทำให้อสุรกายกึ่งเทพสาวลืมความตื่นตระหนกไปชั่วขณะ เธอหยิบข้าวโพดขึ้นมาแทะอย่างระมัดระวังแต่ก็หยุดไม่ได้ ลักยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม (ที่มนต์บังตาสร้างไว้) จนดูน่ารักน่าทะนุถนอมในสายตาชายทั้งสามเป็นทวีคูณ



             และแน่นอนว่าสาว ๆ เพลิดเพลินกันอยู่แต่หนุ่ม ๆ (?) อย่างกวนอูก็ลูบเคราลากยาวพลางหรี่ตาพินิจพิจารณาแขกผู้สูงศักดิ์ "นามเดิมของแม่นางคือโมนีก้า..." กวนอูเอ่ยเสียงทุ้มกังวาน "นามเดิมมีเสียง 'โม่' ผิวพรรณของนางขาวผุดผ่องดุจหิมะ ทว่าดวงตาเป็นประกายสีเงินล้ำค่าประดุจน้ำค้างที่แข็งตัวในเหมันต์ฤดู... ข้าขอถอดเสียงนามให้เป็น โม่หนิง (墨凝)"



             เล่าปี่เลิกคิ้ว "นามนี้มีความหมายว่าอย่างไรหรือน้องรอง?"



             "โม่ (墨) หมายถึงน้ำหมึกที่ให้ความรู้และสติปัญญา ส่วน หนิง (凝) หมายถึงความนิ่งสงบหรือหยาดน้ำค้างที่รวมตัวกัน เมื่อรวมกันคือความสงบแห่งหยาดน้ำค้างที่มีปัญญา เข้ากับดวงตาสีเงินของนางยิ่งนัก" กวนอูอธิบาย



             เตียวหุยตบเข่าฉาด "โม่หนิง! โม่หนิง! เรียกง่ายดีนักพี่รอง! แล้วแม่นางสิงโตน้อยล่ะ?"



             กวนอูหันไปมองอาริเอลที่กำลังแทะข้าวโพดอย่างเมามัน "น้องสาวของนางมีนามเดิมว่า อาริเอล มีเสียง 'อา' ข้าเห็นนางดูบอบบางดุจเครื่องแก้วเจียระไน และมีกลิ่นอายที่อ่อนโยน ข้าขอนามให้ว่า อาหลี (阿璃)"



             "หลี (璃) ที่มาจากหลิวหลี (เครื่องแก้ว/อัญมณีสีใส) งั้นหรือ? ไพเราะมากน้องรอง" เล่าปี่พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะหันมาทางโมนีก้า "แม่นางโม่หนิง แม่นางอาหลี... นามนี้พวกท่านพอจะพึงใจหรือไม่?"



             โมนีก้าที่กำลังเคี้ยวไก่ตุ่ย ๆ รีบกลืนลงคอทันที เธอวิเคราะห์ชื่อใหม่ในหัวอย่างรวดเร็ว โม่หนิง... ฟังดูเหมือนชื่อนางเอกซีรีส์กำลังภายในเลยแฮะ แถมยังความหมายดีเรื่องปัญญาด้วย (ถึงฉันจะเกลียดคณิตศาสตร์ก็เถอะ) เธอรีบประสานมือโค้งคำนับ (พร้อมเขี่ยผักขมที่เหลือออกไปให้พ้นทาง) "โม่หนิง... และ... อาหลี... ขอบคุณ... พี่ใหญ่... ขอบคุณ... พี่รอง... พี่สาม..."



             คำว่า พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม (ต้าเกอ, เอ้อร์เกอ, ซานเกอ) ที่โมนีก้าจำมาจากหนังจีนกำลังภายใน ทำให้เตียวหุยหัวเราะลั่นบ้านด้วยความชอบใจใหญ่ "ฮ่า ๆ ๆ! นางเรียกข้าว่าพี่สามด้วยพี่ใหญ่! เอ้า! อาหลีซิว! กินข้าวโพดเข้าไปอีก ข้ามีเป็นไร่!"



             อาริเอลเงยหน้าขึ้นมายิ้มเขิน ๆ "ขอบคุณ... ท่านจางเฟย..."



             บรรยากาศในโถงดูผ่อนคลายขึ้นทันตา สองสาวเดมิก็อดเริ่มรู้สึกว่าการติดอยู่ในยุคนี้อาจจะไม่เลวร้ายนักตราบใดที่มีไก่และข้าวโพดเสิร์ฟไม่ขาดมือ ทว่าในใจของโมนีก้ายังคงเตือนตัวเองอยู่เสมอ... บทพยากรณ์ยังรออยู่ และเธอต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าบุตรแห่งผู้ส่งสารอยู่ที่ไหนในยุคที่กบฏโพกผ้าเหลืองกำลังจะลุกเป็นไฟแบบนี้



             

             ……



             บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างที่โมนีก้าไม่คาดคิด เล่าปี่ในฐานะประธานของจวนยังคงรักษามาตรยาทอันประณีต เขาไม่ได้เริ่มทานก่อน แต่กลับใช้ตะเกียบไม้คู่ยาวคีบเนื้อไก่ส่วนที่นุ่มและดีที่สุดวางลงบนชามของโมนีก้าอย่างแผ่วเบา การให้เกียรติสูงสุดนี้ทำเอาโมนีก้าที่กำลังจะอ้าปากงับไก่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง 



             "ขอบคุณ... ท่านเล่าปี่" โมนีก้าประสานมือขอบคุณอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แม้จะไม่ชินกับการที่มีคนมาคีบอาหารให้ถึงชาม แต่เธอก็ยิ้มออกมาจากใจจริง "วัฒนธรรมของพวกท่าน... งดงามมาก... เคารพธรรมชาติ... และให้เกียรติคน... โม่หนิงชอบมากเจ้าค่ะ"



             เล่าปี่ยิ้มรับพลางรินน้ำชาให้ "ชาวฮั่นเรายึดถือคุณธรรมและลำดับอาวุโส แม่นางเดินทางมาจากต้าฉินอันไกลโพ้น ข้าใคร่รู้นักว่า... ราชาแห่งต้าฉิน (จักรพรรดิคอมโมดัส) ปกครองราษฎรอย่างไรหรือ? บ้านเมืองของท่านร่มเย็นดุจสรวงสวรรค์เหมือนความงามของแม่นางหรือไม่?"



             โมนีก้าที่เคยผ่านการเคี่ยวเข็ญในอะคาเดเมียเซเนก้าพยายามรื้อฟื้นวิชาประวัติศาสตร์โรมันอันน่าเบื่อขึ้นมา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบเป็นภาษาจีนกระท่อนกระแท่น "ราชาคอมโมดัส... เอ่อ... เขาชอบการต่อสู้ค่ะ... ชอบเป็นนักรบ (Gladiator) แต่เรื่องปกครอง... โม่หนิงไม่เก่งการเมือง... รู้แค่ว่า...เขาสร้างรูปปั้น...ตัวเอง...เยอะมาก" พลางคิดว่า ใช่ค่ะ ราชาคอมโมดัสบ้าพลังสุด ๆ ไม่ค่อยทำการทำงานหรอก 



             สิ้นคำของโมนีก้า เล่าปี่ขมวดคิ้วพลางพยักหน้าเงียบ ๆ ดูเหมือนผู้นำที่บ้าอำนาจและหลงตนเองจะมีอยู่ทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ในมหาอาณาจักรทางทิศตะวันตก



             กวนอูที่นั่งนิ่งมานานเริ่มอยากหยั่งเชิงความรู้ของสตรีผู้มีสติปัญญาผู้นี้ดูบ้าง เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มกังวาน "ข้าได้ยินมาว่าต้าฉินมีแสนยานุภาพเกรียงไกร หากเป็นในตำราพิชัยสงครามบ้านเรา การตั้งรับและจู่โจมต้องสอดประสานดุจสายน้ำ แม่นางโม่หนีพอจะรู้จักกลยุทธ์ของนักรบทางฝั่งท่านบ้างหรือไม่?"



             โมนีก้าเหงื่อตกทันทีที่ได้ยินคำว่าตำราพิชัยสงครามเธอส่ายหัวรัว ๆ จนปิ่นปักผมสั่น "ตำรา...พิชัยสงคราม... โม่หนิงไม่ทราบเจ้าค่ะ รู้แค่...ทหารบ้านข้า... ชอบทำตัวเหมือนเต่า... กระดองเต่า (Testudo)! พวกเขาเอาโล่...มาต่อกัน...จนลูกธนูทำอะไรไม่ได้" เธอพยายามทำท่าทางประกอบด้วยการเอาฝ่ามือมาวางซ้อน ๆ กันเหนือหัว



             กวนอูหรี่ตาพิจารณาก่อนจะพยักหน้า "ค่ายกลกระดองเต่างั้นหรือ... ฟังดูรัดกุมนัก" พอเธออธิบายเรื่องกองทัพกระดองเต่า กวนอูก็นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับพิจารณา เขาชื่นชมความมั่นคงของโรมัน แต่โมนีก้ารีบออกตัวก่อนจะโดนลากไปวางแผนรบจริงเพราะเธอก็กลัวเหมือนกัน “ข้า… ข้าเห็นเพียงการฝึกเท่านั้นเจ้าค่ะ... ข้าเกลียดกลิ่นเลือด… และความวุ่นวาย ใจของข้า… ปรารถนาเพียงความสงบ… และการได้เห็นดอกไม้ผลิบาน”



             ในขณะที่โมนีก้ากำลังรับศึกหนักเรื่องวิชาการต่อการหยั่งปัญญาอันน้อยนิดของตนเอง อาริเอลกลับโดนเตียวหุยรุกคืบด้วยความเอ็นดูระดับสูงสุด ชายหน้าดุคีบข้าวโพดปิ้งวางบนชามของอาริเอลจนแทบจะพูนเป็นภูเขา "อาหลี! กินเข้าไปเยอะ ๆ ตัวเล็กแค่นี้จะไปมีแรงเดินข้ามเขาได้ยังไง! ดูสิ ลักยิ้มนั่นหายไปหมดแล้วถ้าไม่อิ่มท้อง!"



             อาริเอลสะดุ้งทุกครั้งที่เตียวหุยตะโกน แต่ความใจดีที่แสดงออกอย่างซื่อตรงทำให้เธอเริ่มผ่อนคลาย "ขะ...ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่สาม... ข้าวโพด... อร่อยมาก..."



             ในขณะนั้นเล่าปี่สังเกตเห็นว่าโมนีก้าเริ่มพูดภาษาจีนได้คล่องขึ้นและดูประหม่าน้อยลง จึงเอ่ยชม "แม่นางโม่หนี สำเนียงของท่านเริ่มกลมกลืนกับชาวเราขึ้นทุกที ช่างเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ยิ่งนัก"



             โมนีก้ายิ้มกว้างอย่างสดใส (ลุคนางเซียนหายไปชั่วขณะกลายเป็นเด็กสาวขี้เล่นทันที) "ขอบคุณท่านเล่าปี่เจ้าค่ะ ตอนแรกโม่หนีกลัว... แต่พวกท่านใจกว้างมาก... ต่อให้โม่หนีพูดผิด ท่านก็ไม่ดุ... โม่หนีเลยไม่กลัวแล้ว" เสียงหัวเราะของเตียวหุยดังลั่นโถงเมื่อเห็นความสดใสของสองสาว บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนจากความเกร็งเป็นความคุ้นเคย



             

             …….



             ในขณะที่โมนีก้ากำลังมีความสุขกับการกินเห็ดหอมคำโต จู่ ๆ ทหารอาสาคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในโถง พลางคุกเข่าลงกับพื้น “รายงานท่านเล่าปี่! พวกกบฏโพกผ้าเหลืองกลุ่มใหญ่บุกเข้าประชิดชายป่าตุ้นก้วนแล้วขอรับ! พวกมันเผายุ้งฉางของชาวบ้านและกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่!” บรรยากาศแสนชื่นมื่นในโถงจัดเลี้ยงขาดสะบั้นลงทันทีที่คำว่ากบฏโพกผ้าเหลือง หลุดออกมาจากปากทหารสื่อสาร เล่าปี่ที่กำลังคีบอาหารอย่างอ่อนโยนวางตะเกียบลงในทันที ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยเมตตาฉายแววเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นขึ้นมาฉับพลัน



             “ในที่สุดพวกมันก็มาถึงที่นี่...” เล่าปี่พึมพำ พลางลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าของผู้นำที่พร้อมจะปกป้องราษฎร



             “พี่ใหญ่! ข้าบอกแล้วว่าต้องรีบจัดการ!” เตียวหุยคำรามลั่นจนโต๊ะสะเทือน เขาคว้าจอกเหล้าซดอึกสุดท้ายก่อนจะถีบม้านั่งออกห่าง “ข้าจะไปเอาง้าวอสรวงของข้ามาเด็ดหัวพวกมันให้เกลี้ยง!”



             กวนอูลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่ง มือหนึ่งลูบเคราวยาว สายตาคมกริบมองไปยังทิศทางของชายป่า “พวกมันบังอาจมาเผายุ้งฉางในวันมงคลของพวกเรา พี่ใหญ่ โปรดสั่งการเถิด ข้าและอี้เต๋อจะไปสกัดพวกมันเอง”



             ในขณะที่สามพี่น้องกำลังแผ่รังสีนักรบออกมา โมนีก้าที่กำลังเคี้ยวเห็ดหอมคำโตก็เกือบจะสำลัก เธอรีบกลืนลงคอพลางปาดมุมปากอย่างรวดเร็ว สมองของเธอเริ่มทำงานหนักกว่าตอนสอบไฟนอลวิชาประวัติศาสตร์โรมันเสียอีก ปี ค.ศ. 184... กบฏโพกผ้าเหลือง... นี่มันจุดเริ่มต้นของมหาสงครามสามก๊กชัด ๆ! โมนีก้าคิดในใจ พลางหันไปสบตากับอาริเอลที่ตอนนี้หน้าถอดสี มือของเอมพูซ่าสาวกำข้าวโพดปิ้งไว้แน่นจนเกือบจะแหลกคามือ



             “ทะ...ท่านเล่าปี่...” โมนีก้าเอ่ยถามด้วยเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น สำเนียงจีนที่เพิ่งฝึกมาถูกงัดออกมาใช้อย่างตะกุกตะกัก “ขอถาม... ได้ไหม... เจ้าคะ บ้านเมืองตอนนี้... เป็นอะไรไป? กบฏโพกผ้าเหลือง... พวกเขาเป็นใคร?” 



             เล่าปี่หันมามองโมนีก้าด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อย “แม่นางโม่หนี พวกเขาคือชาวนาและราษฎรที่ถูกความหิวโหยบีบคั้น จนหลงผิดไปเชื่อคำหลอกลวงของ เตียวก๊ก ที่อ้างตนเป็นผู้วิเศษ อ้างว่าท้องฟ้าสีครามสิ้นสูญแล้ว พวกเขาโพกศีรษะด้วยผ้าสีเหลืองและทำตัวเป็นโจรปล้นสะดมไปทั่วแผ่นดิน สร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรไม่เว้นแต่ละวัน จากรายงานของทหารม้า พวกมันน่าจะมาถึงชายป่าตุ้นก้วนภายในไม่เกิน สองชั่วยาม (4 ชั่วโมง) นี้”



             โมนีก้ารีบหันไปกระซิบกับอาริเอลเป็นภาษาอังกฤษเบา ๆ Arielle… this is worse than we thought. There are tens of thousands of rebels. If history marks this as the beginning, then we’ve fallen straight into one of the most brutal wars of its era. (คุณอาริเอลคะ นี่มันแย่กว่าที่เราคิด พวกกบฏพวกนี้มีเป็นแสน ๆ คนเลยนะ ถ้าในประวัติศาสตร์บอกว่านี่คือจุดเริ่มแสดงว่าเราหลุดมาอยู่ในสงครามที่รุนแรงที่สุดยุคหนึ่งเลย)”



             อาริเอลขยับเข้ามาใกล้โมนีก้า สัญชาตญาณอสุรกายกึ่งเทพเริ่มตื่นตัว What should we do, Miss Moneka? Should we help them… or use this moment to escape—find a way out of this rift? Or should we really get involved? (เราจะเอายังไงดีคะคุณโมนีก้า? เราจะช่วยเขา หรือจะใช้จังหวะนี้หาทางหนีหรือหาทางออกจากรอยแยกนี้ดี? หรือช่วยพวกเขาดี)” โมนีก้านิ่งคิด เธอมองไปที่เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ที่เตรียมจะออกศึกด้วยความกล้าหาญ ทั้งที่พวกเขายังมีทหารอาสาเพียงหยิบมือ ความกลัวที่จะเป็นภาระเริ่มจู่โจมเธอ แต่ความรู้สึกที่ได้รับไก่ต้มและชื่อใหม่จากความจริงใจของพวกเขาก็หนักแน่นไม่แพ้กัน



             Arielle… we can’t run away. If the prophecy says the Child of the Messenger is here, then we have to find him in Han territory—especially now, when war makes everything even more dangerous. (คุณอาริเอล... เราหนีไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าบทพยากรณ์บอกว่าบุตรแห่งผู้ส่งสารอยู่ที่นี่ เราคงต้องตามหาเขาที่แผ่นดินฮั่นตอนนี้ก่อนยิ่งมีสงครามยิ่งน่าเป็นห่วง)” โมนีก้าหันไปมองสามพี่น้องด้วยสายตาแน่วแน่ขึ้น And besides… we just ate their food and filled our stomachs. Slipping away while they’re under attack doesn’t really feel like our style, does it? (แถมเราเพิ่งกินข้าวเขาไปอิ่ม ๆ จะชิ่งหนีตอนเขาโดนบุกมันก็ดูจะไม่ใช่สไตล์เราเท่าไหร่นะคะ)”



             พริบตาบรรยากาศอบอุ่นในโถงจัดเลี้ยงก็มลายหายไปราวกับถูกกระชากออกด้วยมือที่มองไม่เห็น กลิ่นหอมของไก่ต้มและสุรารสเลิศถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายมาคุของสงครามที่คืบคลานเข้ามาตามลมหนาว ชายสามคนที่เมื่อครู่ยังหัวเราะและคีบอาหารให้เธอ บัดนี้ขยับตัวดุจกลไกสังหารที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้เพื่อการรบมานับสิบปี เล่าปี่วางตะเกียบลงด้วยความนิ่งสงบผิดกับทหารอาสาที่หน้าถอดสี เขาหันมาสบตาโมนีก้า แววตาที่เคยนุ่มนวลบัดนี้เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างหนักแน่น เขาไม่ได้มองเธอเป็นแค่แม่ค้าอีกต่อไป แต่มองเป็นความรับผิดชอบที่เขาสาบานจะปกป้องด้วยชีวิตเพราะความแพ้ทางคนเือดร้อน เขาผายมือเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนสั่นอยู่มุมห้องให้ก้าวเข้ามา



             “แม่นางโม่หนิง แม่นางอาหลี... ดูเหมือนว่าเวลาของเราหมดลงแล้ว” เล่าปี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนทว่ายังคงความสุภาพทุกระเบียดนิ้ว “พวกท่านไปซ่อนตัวที่ห้องใต้ดินหลังเรือนพักเถิด ที่นั่นมีกำแพงหนาและทางลับหนีออกสู่ลำน้ำ พวกท่านผ่านความตายและเคราะห์กรรมมามากพอแล้วจากแดนไกล อย่าได้มาเสียเลือดเนื้อในสงครามที่มิใช่ของท่านเลย พวกข้าสามคนจะทำหน้าที่เป็นโล่ปกป้องพวกท่านเองจนกว่าลมหายใจจะสิ้น”



             “ไปเร็วเข้าแม่นาง!” เตียวหุยตะโกนสมทบพลางถกแขนเสื้อไหมขึ้นจนเห็นกล้ามแขนเป็นมัด ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการฝึกหนัก เขาคว้าทวนอสรวงที่วางอยู่ใกล้ตัวมาถือไว้แน่น “อย่าให้เลือดโสโม่ของพวกโจรโพกผ้าเหลืองมากระเด็นเปื้อนชุดสวย ๆ ที่พวกเขาเตรียมให้ของพวกเจ้าเลย ข้าจะไปกวาดพวกมันให้พ้นทางตุ้นก้วนเดี๋ยวนี้แหละ!”



             โมนีก้ายืนนิ่งอยู่กลางโถง ใจหนึ่งเธออยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นตามที่สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอก แต่อีกใจกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาด เธอรู้ดีตามบันทึกประวัติศาสตร์ว่าศึกครั้งนี้คือบทเริ่มต้นแห่งตำนาน และพวกเขาทั้งสามจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ภาพความจริงตรงหน้าคือชายที่มีเพียงความกล้าหาญและทหารอาสาเพียงหยิบมือที่ต้องไปเผชิญหน้ากับกองทัพเรือนพัน มันทำให้หัวใจของธิดาแห่งเซเรสสั่นคลอนอย่างรุนแรง เธอหันไปมองอาริเอลที่ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ แววตาของเอมพูซ่าสาวสะท้อนทั้งความกลัวและความต้องการสู้เพื่อตอบแทนข้าวโพดทุกเมล็ดที่ได้รับ



             โมนีก้าตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังชัดเจนท่ามกลางความวุ่นวาย เธอยกมือขึ้นประสานกันในระดับอกอย่างแช่มช้า โค้งศีรษะลงเล็กน้อยตามธรรมเนียมฮั่นที่เพิ่งเรียนรู้มาอย่างตั้งใจที่สุดในชีวิต



             “ท่านเล่าปี่... ท่านกวนอู... ท่านเตียวหุย...” โมนีก้าเอ่ยเรียกนามพวกเขาด้วยสำเนียงที่พยายามปรับให้มั่นคงที่สุด แม้จะยังมีความเก้ ๆ กัง ๆ ของคนต่างชาติ แต่ความนิ่งในน้ำเสียงกลับสะกดทุกคนให้หยุดฟัง “โม่หนิง... มิใช่ผู้วิเศษ... มิใช่นักพยากรณ์ที่หยั่งรู้อนาคต...” เธอเงยหน้าขึ้น แสงเทียนวูบไหวสะท้อนในดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของเธอจนดูราวกับมีดวงดาวนับล้านซ่อนอยู่ข้างใน “แต่ในดินแดนของข้า... เราเชื่อมั่นเสมอว่า... ผู้ที่มีจิตใจเมตตา... โอบอ้อมอารีต่อผู้พลัดถิ่นที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นพวกท่าน... ย่อมได้รับการคุ้มครองจากสรวงสวรรค์และเหล่าเทพเจ้า...”



             เล่าปี่และกวนอูชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวสตรีตรงหน้า มันไม่ใช่ความงามแบบยวนเย้า แต่เป็นความสง่างามที่เปี่ยมด้วยบารมีดุจเทพธิดาจำแลง (แน่นอนว่าคิดไปเอง) “สวรรค์... จะเข้าข้างผู้ทรงธรรมเสมอ...” โมนีก้าคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่มาจากส่วนลึกของหัวใจจริงๆ ครั้งแรกนับตั้งแต่เธอตื่นขึ้นมาในสวนท้อ “ขอให้พวกท่าน... กลับมาทานมื้อนี้ต่อ... กับพวกเรานะคะ ข้าจะรอคอยชัยชนะของพวกท่าน”



             เล่าปี่ประสานมือตอบรับด้วยความซาบซึ้งใจจนหน้าอกกระเพื่อม “ขอบใจแม่นางโม่หนิงสำหรับคำที่เป็นมงคลยิ่ง ข้าจะจดจำคำของท่านไว้เป็นแรงใจในการศึก”



             “พี่ใหญ่! ได้ยินไหม นางอวยพรพวกเราแล้ว!” เตียวหุยหัวเราะลั่นจนหนวดเคราสั่น รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าดุร้ายทำให้เขามีพลังขึ้นมหาศาล “ไปเถอะพี่รอง! ได้รับพรมงคลจากนางเซียนขนาดนี้ ข้าจะไปเตะก้นพวกมันให้ปลิวไปถึงชายแดนเลย!” กวนอูไม่ได้กล่าววาจาใด แต่เขากลับพยักหน้าให้โมนีก้าอย่างหนักแน่น แววตาคมกริบนั้นฉายแววให้เกียรติเธอประหนึ่งขุนศึกร่วมรบ ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับ คว้าง้าวมังกรเขียวที่ตั้งตระหง่านข้างเสาเอก แสงจันทร์พาดผ่านตัวง้าวเกิดประกายวาววับข่มขวัญศัตรู



             โมนีก้าคว้ามืออาริเอลแล้วรีบเดินตามสาวใช้ไปทางเรือนพักแขกอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงออกไปนอกจวนและเสียงโห่ร้องสั่งการของนักรบดังแว่วมาตามหลัง ทิ้งให้เธอกับอาริเอลต้องตกอยู่ในความเงียบของห้องพักที่มิดชิด



             โมนีก้าทิ้งแผ่นหลังพิงกับเสาไม้เตียง สายตาเหม่อมองไปยังแสงเทียนที่วูบไหวตามแรงลมจากภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ เสียงโห่ร้องที่ไกลออกไปเริ่มผสมปนเปกับเสียงอาวุธกระทบกันจนฟังดูคล้ายเสียงพายุที่กำลังคลั่ง "วันแรกที่มาเหยียบโลกนี้... ยังไม่ทันได้กางแผนที่ตามหา 'บุตรแห่งผู้ส่งสาร' เลยด้วยซ้ำ ก็ต้องมานั่งลุ้นสงครามกลางสวนท้อซะแล้ว" เธอพึมพำออกมาพลางแค่นยิ้มให้ความตลกของโชคชะตา 



             อาริเอลรีบลงกลอนประตูบานหนาเสียงดัง ปัง! ก่อนจะหันมาหาโมนีก้าด้วยท่าทางกระวนกระวาย “คุณโมนีก้าคะ... เมื่อกี้คุณเท่มากเลยค่ะ! เหมือนพวกเทพีอะธีน่าที่ส่องแสงเลย! แต่เราจะอยู่เฉย ๆ จริง ๆ เหรอคะ? ออร่าแอบมุดลอดรอยแตกของกำแพงออกไปข้างนอกแล้วนะคะ หนูเห็นหางสีม่วงมันแวบ ๆ เมื่อกี้!”



             "ใจเย็น ๆ ค่ะอาริเอล มันต้องปล่อยไปจริง ๆ ปัจจุบันว่าวุ่นวายแล้ว ตุ้นก้วนตอนปี 184 นี่มันนรกของจริงเลยค่ะอาริเอล"



             อาริเอลไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่นั่งลงบนพื้นข้างเตียง กอดเข่าตัวเองไว้แน่น แววตาสีแดงหม่นพยายามจ้องมองไปที่ประตูห้องอย่างระแวดระวัง แม้ตัวจะสั่นแต่เธอก็ไม่ได้ถอยหนีไปไหน



             "ประวัติศาสตร์ต้องคงเดิม..." โมนีก้าทวนคำพูดตัวเองอีกครั้งก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ "ถ้าเล่าปี่ต้องชนะ เขาก็ต้องชนะด้วยลำแขนของเขาเอง แต่ถ้ามีมือที่มองไม่เห็นมาขวางทางมังกร..." เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง บัดนี้ดวงตาสีเทาเงินแปรเปลี่ยนเป็นประกายเย็นเยียบราวกับหยกที่ถูกแช่แข็ง เธอเอื้อมมือไปลูบกำไลทองคำที่ข้อมือซ้าย สัมผัสถึงไออุ่นของดาบสุริยคติที่สั่นสะท้านอยู่ในนั้น ราวกับมันกำลังกระหายที่จะแผดเผาความอยุติธรรม



             ภายใต้ความเงียบสงัดของห้องพักที่ถูกปิดตาย สองสาวเดมิก็อดนั่งนิ่งท่ามกลางความสลัว รอคอยฟังผลการศึกที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าแผ่นดินจีนไปตลอดกาล กงล้อแห่งโชคชะตาที่เคยเที่ยงตรง ตอนนี้เริ่มบิดเบี้ยวไปจากเดิมเแล้วหรือยังนะ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

หานังลูกเฮอร์มีสอีก 3-4 โรล อ๊าคค ไม่รู้จะมาโผล่โรลไหน
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลกินข้าวกับเหล่าสามพี่น้อง พวกเขาถามและทำความรู้จักทั้งโมนีก้าและอาริเอล แต่ทว่าชื่อของคนตะวันตกมันเรียกยากเลยตั้งชื่อให้เรียกง่าย ๆ อย่างโมนีก้าก็เป็น โม่หนิง อาริเอล ก็เป็น อาหลี และพูดคุยทานอาหารกัน


แต่ระหว่างทานตามประวัติศาสตร์ตอนนี้มีกบฐโพกผ้าเหลืองและมันเป็นช่วงเหตุการณ์ศึกครั้งแรกที่ทำให้สามพี่น้องมีชื่อเสียง โมนีก้าและอาริเอลจะไม่แทรกแซงประวัติศาสตร์ พวกเธอทำตามคำสั่งของทั้งสามพี่น้องว่าให้หลบที่ห้องลับก่อน


แน่นอนว่าหลังจากนี้โมนีก้าจะต้องรีบหาบุตรแห่งผู้ส่งสาร(ที่ไม่รู้ว่าใคร) ให้ได้อย่างรวดเร็วเพราะมีแต่สงคราม


[โมนีก้าและอาริเอลหลบกบฐโพกผ้าเหลืองตามคำสั่งของเล่าปี่ที่ห้องลับจวนของเตียวหุย]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-9 14:01
God
เตรียมความพร้อมและอาสาเข้าร่วมกองทัพอาสาของหลิวเป้ย์ หลังจากนี้ 1-2 โรลจะมีแจ้งเตือนสมรภูมิแรก  โพสต์ 2026-1-9 13:59
God
ก่อนทั้งสองจะรู้สึกบางอย่างอาจต้องช่วย กระแสอีออนในร่างกายกำลังสั่นราวกับบอกว่ามีคนร้ายกำลังปั่นป่วนประวัติศาสตร์ เรื่องตามหาคนไว้ทีหลัง พวกเขาต้องช่วยจัดการคนที่แทรกแซงกบฎโจรโพกผ้าเหลืองก่อน  โพสต์ 2026-1-9 13:58
God
ดูเหมือนข่าวลือดังในจี้โจว ทัพกบฎโจรโพกผ้าเหลืองจะมีบางอย่างแปลกๆ พวกเขาควบคุมภาพลวงตาได้ โมนีก้ากับอาริเอลมองหน้ากัน หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นเดมิกอตหรืออสุรกายสักตัวที่อาจจะรู้วิธีควบคุมหมอก   โพสต์ 2026-1-9 13:57
โพสต์ 143030 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-9 13:30
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-9 22:23:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 13 : ทะลุมิติ 103 แพ้ทางคนแถ

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ เมืองตุ้นก้วน มณฑลอิวจิ๋ว

             ภายนอกห้องหับที่ปิดสนิท เสียงกลองศึกและเสียงโห่ร้องปลุกระดมดังสะท้านราวกับฟ้าจะถล่ม ณ ลานกว้างหน้าจวนจางเฟย บรรยากาศแห่งความเงียบสงบในสวนท้อถูกกลบหายไปสิ้น เหลือเพียงกลิ่นอายโลหะของชุดเกราะและคมอาวุธที่ถูกขัดจนวาววับ หลิวเป้ย์ยืนตระหง่านอยู่หน้ากองทัพอาสาเพียง 500 นาย สายตาของเขาจ้องมองไปยังทิศทางของยอดเขาต้าซิง ที่ซึ่งกองทัพกบฏโพกผ้าเหลืองภายใต้การนำของ เฉิงหย่วนจื้อกำลังเคลื่อนพลมาดุจคลื่นมนุษย์นับ 50,000 นาย 



             ช่างเป็นอัตราส่วนที่ดูสิ้นหวัง ทว่าเบื้องซ้ายและขวาของเขานั้นคือขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคฉะนั้น จะต้องสู้ให้ได้



             กวนอวี่กระชับง้าวมังกรเขียวในมือแน่น ใบหน้าสีชาดของเขาดูขรึมขลังภายใต้หมวกเกราะ แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองเมฆฝุ่นที่ขอบฟ้า ขณะที่จางเฟยทะยานขึ้นสู่หลังม้าศึก มือคว้าทวนอสรวงกวัดแกว่งจนเกิดเสียงหวีดหวิว เขาแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งข่มขวัญศัตรู “พี่ใหญ่! พี่รอง! ไปเด็ดหัวเจ้าพวกสุนัขโพกผ้าเหลืองให้หมดสิ้นแผ่นดินกันเถอะ!”



             ในขณะที่กองทัพอาสาเคลื่อนพลออกไปสู่สมรภูมิที่ประวัติศาสตร์จะจดจำ ภายในห้องลับใต้ดินของเรือนพักแขกกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ โม่หนิงและอาหลีนั่งอยู่ท่ามกลางสาวใช้สามคนที่กำลังสวดมนต์อ้อนวอนต่อสรวงสวรรค์



             “เจ้าได้ยินข่าวลือจากพวกทหารม้าที่หนีมาจากหมู่บ้านอื่นไหม?” สาวใช้คนหนึ่งกระซิบเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “พวกเขาบอกว่ากองทัพของเฉิงหย่วนจื้อไม่ได้มีแค่คน... แต่พวกมันควบคุมหมอกปีศาจได้ ทหารหลวงที่สู้กับมันบอกว่าเห็นภาพหลวงตาจนฆ่าพวกเดียวกันเอง บางคนเห็นมังกรดำบินอยู่เหนือท้องฟ้าสีเหลือง... นี่มันไม่ใช่ฝีมือมนุษย์แล้ว!”



             โมนีก้าที่กำลังลูบเอวที่ถูกรัดแน่นชะงักกึก เธอหันไปสบตากับอาริเอลทันที แววตาสีเทาเงินของเธอสั่นไหวด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง “ควบคุมภาพลวงตา... มังกรดำในหมอก...” โมนีก้าทวนคำกระซิบที่อาจจะใส่สีตีไข่ไม่น้อย แผ่นหลังของเธอเริ่มเย็นวาบหันไปคุยกับอาริเอลเป็นภาษาอังกฤษ “คุณอาริเอลคะ... กบฏโพกผ้าเหลืองในประวัติศาสตร์จีนอาจจะใช้ความเชื่อทางไสยศาสตร์ก็จริง แต่หมอกที่ทำให้คนคลุ้มคลั่งและเห็นภาพหลวงตามันฟังดูคุ้นเกินไปไหมคะ?”



             อาริเอลกำชายเสื้อผ้าไหมแน่น ลักยิ้มที่เคยสดใสหายไป “มันเหมือนอำนาจของ เดมิก็อด หรือไม่ก็อสุรกายที่รู้วิธีใช้พลังแห่งสายหมอกเลยค่ะคุณโมนีก้า... ในโลกนี้ไม่ควรมีใครควบคุมหมอกได้ละเอียดอ่อนขนาดนั้น เว้นแต่ว่าจะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาแทรกแซง”



             ทันใดนั้น ภายในห้วงลึกของจิตวิญญาณโมนีก้า กระแสพลังงานที่เย็นเยียบทว่าทรงอำนาจมหาศาลของเทพอิออนก็สั่นสะท้านขึ้นอย่างรุนแรง พลังงานนี้ไม่ใช่เปลวไฟที่เผาไหม้ด้วยอารมณ์ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนของเข็มนาฬิกาแห่งจักรวาลที่กำลังติดขัด 



             โมนีก้าสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เริ่มปั่นป่วนอยู่ในกระดูก มันไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่มันคือเทพอิออน พลังงานแห่งเวลาวัฏจักรที่สถิตอยู่ในร่างกำลังดีดตัวประหนึ่งเข็มนาฬิกาที่โดนทรายเข้าไปอุด กงล้อแห่งชะตากรรมของแผ่นดินฮั่นที่ควรจะหมุนไปตามวงกลมที่สมบูรณ์กำลังโดนมือดีที่ไหนไม่รู้พยายามจะแงะให้มันเบี้ยว ร่างกายของโมนีก้าเริ่มร้อนวูบวาบ พลังแห่งนิรันดร์พยายามจะทะลุขีดจำกัดออกมา 



             ทว่าสิ่งที่ขวางกั้นพลังเทพไว้ไม่ใช่กำแพงมิติ... แต่คือชุดสตรีชาวฮั่นที่รัดเอวเธอจนตับไตไส้พุงจะรวมกันเป็นเนื้อเดียว!



             “โอ๊ย! สัญชาตญาณเดมิก็อดมันกรีดร้อง... หรือกระเพาะฉันกรีดร้องเพราะโดนรัดกันแน่เนี่ย!” โมนีก้าสบถออกมาพลางยันตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้ แววตาสีเทาเงินแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกไร้อารมณ์ตามแบบฉบับเทพอิออนได้เพียงสามวินาที ก่อนจะกลับมากลอกตาด้วยความเพลียจิต เธอมองออกไปทางทิศทางของยอดเขาต้าซิง ที่ซึ่งกองทัพ 50,000 นายของกบฏโพกผ้าเหลืองกำลังรวมตัวกันภายใต้อำนาจมืดที่ผิดเพี้ยน



             “กะจะมาหาบุตรแห่งผู้ส่งสารเงียบ ๆ แท้ ๆ แต่ดูเหมือนวัฏจักรเวลาของโลกนี้กำลังโดนปั่นว่ะอาริเอล ประวัติศาสตร์ที่มันควรจะเป็นวงกลมตอนนี้กลายเป็นรูปเลขาคณิตเพี้ยน ๆ ไปแล้ว ถ้าไอ้กองทัพ 50,000 คนนั่นมันโกงด้วยไสยศาสตร์หรือพลังมืดจนท่านหลิวเป้ย์แพ้ขึ้นมา... เส้นเวลาพังชัวร์ค่ะ แล้วเราก็จะติดแหง็กอยู่ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตและน้ำอัดลม ซีรี่ย์ดี ๆ ไปชั่วนิรันดร์ ของแท้แน่นอน!” โมนีก้าเอื้อมมือไปจับกำไลทองคำที่ข้อมือซ้าย แสงสว่างจาง ๆ ของดาบสุริยคติเริ่มส่องประกายสอดรับกับกลิ่นอายแห่งนิรันดร์กาล



             “ในฐานะธิดาแห่งเซเรสที่ต้องคอยดูแลความงอกเงยของวัฏจักร ฉันปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาปั่นป่วนเวลาเล่นไม่ได้หรอกนะ... ถึงจะขี้เกียจแค่ไหน แต่ถ้ากงล้อโชคชะตาแตกสลายที่ตุ้นก้วน เราได้นอนเฝ้าสวนท้อไปจนแก่แน่! สู้ก็สู้โว้ย! ยัยโมนีก้าเอ๊ย ทำไมแกไปไหนก็มีแต่เรื่องวะ!”



             อาริเอลลุกขึ้นยืนตาม พลังอารมณ์ที่พลุ่งพล่านทำให้มนต์บังตาเริ่มปริแตก เปลวไฟสีส้มวาบขึ้นที่ปลายผมสั้นกุด ดวงตามีประกายสีแดงเข้มอย่างอสุรกาย ทว่าท่าทางกลับดูเหมือนเด็กสาวที่กำลังจะร้องไห้แต่ฮึดสู้ “ฉัน... ฉันไม่อยากให้ใครมาทำลายที่นี่เลยค่ะคุณโมนีก้า” อาริเอลเอ่ย เสียงสั่นเครือแต่แฝงความหนักแน่น “ทั้งชีวิตฉันโดนบังคับให้สู้เพื่อโครนอส สู้เพื่อไกอา มีแต่คนสั่งให้ฉันไปฆ่าคนอื่น... ฉันเกลียดมันที่สุดเลยค่ะ”



             เธอสูดลมหายใจลึก ขาสัมฤทธิ์วิเศษกระทบพื้นเสียงดัง แก๊ง “แต่ท่านหลิวเป้ย์ ท่านกวนอวี่ กับท่านจางเฟย... พวกเขาให้ข้าวโพดปิ้งฉันนะคะ! พวกเขาไม่ด่าฉันว่าเป็นปีศาจด้วย ถ้าคนดี ๆ แบบนี้ต้องมาตายเพราะมีพวกขี้โกงมาบิดเบือนประวัติศาสตร์... ฉันยอมไม่ได้ค่ะ! ฉันอาจจะเป็นแค่เอมปูซ่าห่วย ๆ ที่ใช้มนต์มหาเสน่ห์ไม่ได้... แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาพังบ้านของคนที่ให้ข้าวฉันกินเด็ดขาด!” จบคำนั้นของอาริเอลโมนีก้าหันไปมองอาริเอลแล้วฉีกยิ้มกว้าง แววตาที่เคยเบื่อโลกแปรเปลี่ยนเป็นความเอาจริง 



             “นั่นแหละค่ะอาริเอล! ใครทำดีกับเรา เราก็ต้องตอบแทนด้วยการไปซัดหน้าไอ้คนที่มาป่วนเขา!”



             พูดจบ โมนีก้าก็คว้าชายกระโปรงผ้าไหมที่รุ่มร่ามขึ้นมาพลางทำหน้าเหม็นเบื่อ “แต่ก่อนจะไปกู้โลก... อาริเอลคะ ช่วยฉันแงะไอ้ผ้าคาดเอวนี่ออกที ฉันจะหายใจไม่ออกตายก่อนจะได้กู้ประวัติศาสตร์แล้วเนี่ย! เตรียมตัวนะคะ เราจะไปโชว์ให้พวกโจรโพกผ้าเหลืองดูว่า…” 



             “อย่า-มา-ป่วน-พล็อต-เรื่อง-ของ-ฉัน!”


             

             …….



             เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงและเสียงโลหะกระทบกันดังระงมไปทั่วลานหน้าจวนจางเฟย ทหารอาสา 500 นายในชุดเกราะผ้าดิบกำลังจัดแถวอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางแสงคบเพลิงที่วูบไหว หลิวเป้ย์ในชุดเกราะเกล็ดปลาสีเงินยืนตระหง่านอยู่บนแท่นไม้ข้างขุนพลคู่ใจทั้งสองเตรียมจะเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต้าซิง



             ทว่าก่อนที่คำสั่งเคลื่อนทัพจะถูกประกาศ ม่านมู่ลี่ที่เรือนหลังกลับถูกเลิกออกอย่างแรงโมนีก้าก้าวออกมาพร้อมกับอาริเอลทั้งคู่ยังคงอยู่ในชุดผ้าไหมหรูหราที่บัดนี้ดูขัดกับบรรยากาศสงครามอย่างยิ่ง โม่หนิงพยายามก้าวเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่ผ้ารัดเอวจะเอื้ออำนวย เธอปรี่ตรงเข้าไปหาหลิวเป้ย์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด



             “ท่านหลิวเป้ย์! ท่านกวนอวี่! ท่านจางเฟย! ได้โปรด… หยุดฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ!” โมนีก้าตะโกนเรียก สำเนียงจีนของเธอดูมั่นคงขึ้นเพราะความร้อนรน “ข้า… ได้ยินสาวใช้พูดถึงข่าวลือเรื่องหมอกประหลาดและภาพลวงตา… ที่ยอดเขาต้าซิง... ข้าสังหรณ์ใจว่ามันมิใช่หมอกธรรมดา… เกรงว่า… เกรงว่ามันคือศาสตร์อาถรรพ์… ที่คนทั่วไปมิอาจทำลายได้ ข้าขออาสา... ขอร่วมทัพไปกับพวกท่านด้วยจะได้หรือไม่เจ้าคะ”



             หลิวเป้ย์ชะงักงันเขาหันมามองโมนีก้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสุภาพทว่าเด็ดขาดตามวิสัยบุรุษผู้ยึดมั่นในคุณธรรม เขากระโดดลงจากหลังม้าแล้วก้าวเข้ามาหาเธอ



             “แม่นางโม่หนิงนี่ท่านกล่าววาจาอันใดออกมา?” หลิวเป้ย์ขมวดคิ้ว มือประสานคารวะเพื่อเตือนสติ “สมรภูมิคือดินแดนแห่งความตาย มิใช่ที่ของสตรีผู้บอบบางเช่นท่าน ต่อให้มีหมอกประหลาดหรือปีศาจตนใด ข้าหลิวเป้ย์ขอเอาชีวิตเป็นประกันว่าจะคุ้มครองท่านและแม่นางอาลี่ให้อยู่รอดปลอดภัยในจวนนี้... ท่านอย่าได้ทำให้ข้าต้องกระวนกระวายใจในยามออกศึกเลย หากท่านเป็นอะไรไป ข้าจะสู้หน้าบรรพบุรุษได้อย่างไร”



             จางเฟยที่กำลังลับทวนอสรพิษอยู่บนหลังม้าถึงกับร้องลั่นด้วยความโมโหที่ปนไปด้วยความเป็นห่วงแขกคนสำคัญ เขากระแทกสันเกราะเสียงดังสนั่น “เหลวไหลน่า! แม่นาง!” จางเฟยโวยวายจนหนวดเคราสั่น แววตาโต ๆ ของเขาฉายแววดุดัน 



             “ท่านเห็นทวนอสรพิษในมือข้าเป็นไม้จิ้มฟันหรือไร? หรือเห็นพี่ใหญ่พี่รองของข้าเป็นทหารขี้ขลาด? ต่อให้เป็นหมอกผีสางหรือภาพลวงตาจากนรกชั้นไหน ข้าจะตวัดทวนทีเดียวให้หมอกกระจายไปถึงสรวงสวรรค์ให้ดู! ท่านกับสิงโตน้อย นั่งกินข้าวโพดรอฟังข่าวชัยชนะอยู่ที่นี่เถิด อย่าออกไปให้เลือดโสโม่ของพวกโจรโฉดมากระเด็นเปื้อนชุดสวย ๆ เลย มันเสียมารยาทเจ้าบ้านรู้ไหม!”



             ขณะที่หลิวเป้ย์และจางเฟยกำลังคัดค้านอย่างหนัก กวนอวี่กลับยืนนิ่งอยู่บนหลังม้าลูบเคราวยาวอย่างพินิจพิจารณา เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาเงินของโมนีก้าดวงตาที่ดูไร้อารมณ์แต่กลับทรงอำนาจอย่างประหลาดในค่ำคืนนี้ เขาไม่ได้เห็นเพียงความดื้อรั้น แต่เขาเห็นความจริงบางอย่างที่สั่นสะท้านอยู่ในใจของนาง



             “พี่ใหญ่ อี้เต๋อ... โปรดฟังนางก่อน” กวนอวี่เอ่ยเสียงทุ้มต่ำทรงพลังจนทุกคนเงียบกริบ เขาปรายตามามองโม่หนิง “แม่นางโม่หนิงเป็นคนต่างแดนที่มีสติปัญญาล้ำลึก ท่าทางของนางมิใช่คนขลาดเขลาที่พูดจาเหลวไหล หากนางกล่าวว่ามีภาพลวงตาที่พวกเรามองไม่เห็น บางทีนี่อาจเป็นกลยุทธ์ของศัตรูที่พวกเรามิอาจประมาทด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว”



             กวนอวี่โน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองหญิงสาว “แม่นาง... ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่า ท่านจะช่วยพวกเราสลายหมอกนั้นได้อย่างไร โดยที่มิต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในแนวหน้า? ข้าเชื่อว่าท่านมิได้มาเพื่อขวางทางศึก แต่มาเพื่อชี้ทางรอด... ใช่หรือไม่?”



             โมนีก้าสูดลมหายใจลึก เธอขยับเข้าไปใกล้กวนอวี่พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ท่านกวนอวี่... ข้า… มีศาสตร์ลับจากแดนไกล… ที่สามารถมองทะลุความลวงได้ ข้ามิได้จะไปเพื่อกวัดแกว่งดาบ… เคียงข้างพวกท่านในด่านแรก แต่ข้าจะไปเพื่อเป็นดวงตาให้กับกองทัพนี้…  หากพวกท่าน… ก้าวเข้าไปในหมอกโดยไร้ซึ่งผู้มองเห็น... ทหาร 50,000 นายของเฉิงหย่วนจื้อจะรุมกินโต๊ะพวกท่านจนสิ้นชื่อเอานะเจ้าคะ”



             อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างหลังโมนีก้าเริ่มมีเปลวไฟสีส้มจาง ๆ ลุกโชนที่ปลายผม (ซึ่งคนรอบข้างคิดว่าเป็นแสงสะท้อนจากคบเพลิงเพราะมนต์ยบังตา) เธอก้าวออกมาประสานมืออย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่แววตาสีแดงกลับวาววับ “ข้า... ข้าก็อยากไปค่ะ!” อาลี่ตะโกนเสียงแหลมเล็ก “ข้าตัวเล็ก... ข้าซ่อนตัวเก่ง! ข้าจะคอยระวังหลังให้ท่านจางเฟยเอง ข้าไม่ยอมให้ใครมาทำลายพี่ ๆ ที่ใจดีกับข้าหรอกค่ะ!”



             จางเฟยได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบ่นอุบอิบ “เจ้าสิงโตน้อยนี่ดื้อจริง ๆ... พี่ใหญ่ ข้าว่าถ้าเราทิ้งพวกนางไว้ที่นี่แล้วพวกนางแอบตามไปเองจะยิ่งอันตรายนะ สู้ให้ไปอยู่ในสายตาพวกเราไม่ดีกว่าหรือ?”



             หลิวเป้ย์นิ่งงันไปครู่ใหญ่ ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของเขาสั่นไหวเมื่อได้ยินคำเรียกขานว่าท่านพี่ใหญ่จากปากของโมนีก้า เขาเป็นบุรุษที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมและความกตัญญูเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้ายืนหยัดด้วยแววตาแน่วแน่ เขาก็เริ่มมองเห็นเงาของวิญญูชนผู้กล้าหาญซ่อนอยู่ในร่างของสตรีต่างแดนผู้นี้



             โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แม้จะรู้สึกอึดอัดกับชุดผ้าไหมที่รัดรึง แต่เธอก็ต้องแถให้สุดทางเพื่อรักษาเส้นเรื่องประวัติศาสตร์ เธอประสานมือคารวะอย่างตะกุกตะกักพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมแสดงการชักแม่น้ำทั้งห้าให้เชยชม



             “ท่านพี่ใหญ่... ท่านพี่รอง... ท่านพี่สาม...” โมนีก้าพยายามปรับสำเนียงจีนให้ดูขรึมที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ข้าซาบซึ้ง… ในความห่วงใยของพวกท่านยิ่งนัก... แต่โปรดฟังข้าสักครั้ง การที่พวกท่านช่วยชีวิตข้าและอาลี่… ไว้ในดินแดน… ที่ข้าไร้หัวนอนปลายเท้านี้ มิใช่เพียงแค่การแบ่งปันอาหารรสเลิศ แต่มันคือการต่อชีวิต… ให้กับพวกข้าอย่างแท้จริง” เธอเว้นช่วงพลางสบตาหลิวเป้ย์ด้วยดวงตาสีเทาเงินที่แฝงไปด้วยพลังของเนตรฟีบี้ 



             “หากวันนี้ข้าหลบอยู่ในห้องลับ นั่งอิ่มหนำ… ในขณะที่ผู้ต่อชีวิตให้ข้า… ต้องออกไปเผชิญกับเล่ห์กลสกปรก… ที่ข้าพอจะแจ้งเตือนได้... ข้าจะมีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร? ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของข้าและในฐานะชาวต้าฉิน... ข้าจะไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาพวกท่านแม้แต่ก้าวเดียว โปรดให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณในสมรภูมินี้เถิดเจ้าค่ะ”



             ไอ้เหี้ย... พูดไปได้ไงวะเรา โมนีก้าแอบด่าตัวเองในใจขณะที่ทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้น แต่ยุคนี้เขาบ้าเรื่องความกตัญญูกับเกียรติยศนี่นา ถ้าไม่ยอมตอนนี้ฉันคงต้องแอบมุดรั้วจวนตามไปเองแน่ ๆ



             อาริเอลเห็นโมนีก้าทุ่มสุดตัว เธอจึงรีบก้าวมาข้างหน้า แม้จะพูดจีนไม่ได้คล่องนัก แต่ความจริงใจในแววตาสีแดงหม่นของเธอก็สื่อสารได้ชัดเจน “ข้า... ข้าด้วยค่ะ... ท่านพี่... ข้าจะช่วย... ระวังหลัง... ข้าสัญญา!”



             จางเฟยที่ตอนแรกโวยวาย กลับนิ่งเงียบไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่าต่อชีวิตเขาเกาหัวแกรก ๆ พลางมองสตรีร่างเล็กทั้งสองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “พี่ใหญ่... ข้าว่านางพูดได้กินใจนัก คนต้าฉินนี่มันช่างมีน้ำใจนักเลงขัดกับรูปร่างบอบบางเสียจริง!”



             กวนอวี่ลูบเครายาวอย่างสงบ แววตาคมกริบของเขาฉายประกายชื่นชม “บุรุษชาติพยัคฆ์ย่อมแพ้ทางใจคนกตัญญู พี่ใหญ่... ในเมื่อนางอ้างถึงเกียรติแห่งดินแดนของนางและน้ำใจที่มีต่อพวกเรา หากเรายังดึงดันจะให้นางหลบซ่อน อาจจะเป็นการหมิ่นเกียรติของวิญญูชนแดนไกลได้”



             หลิวเป้ย์หลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว เขาเห็นความกล้าหาญที่แม้แต่ทหารชายบางคนยังไม่มีในตัวของโมนีก้า “แม่นางโม่หนิง... คำพูดของท่านประดุจเสียงกระดิ่งทองที่ปลุกใจคนให้ตื่น” หลิวเป้ย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำที่เต็มไปด้วยความเคารพ “ข้าหลิวเป้ย์ มิอาจปฏิเสธน้ำใจอันบริสุทธิ์ของท่านได้อีกต่อไป ในเมื่อท่านเต็มใจจะร่วมเป็นร่วมตายในสมรภูมิเดียวกับพวกเรา ข้าก็จะขอยอมรับท่านในฐานะสหายร่วมรบ”



             เขาหันไปสั่งทหารด้วยน้ำเสียงกังวาน “จัดเตรียมม้าที่ว่างเร็วเข้า! ให้แม่นางทั้งสองอยู่ตรงกลางระหว่างข้า กวนอวี่ และจางเฟย ใครกล้าปล่อยให้พวกนางได้รับบาดเจ็บแม้เพียงปลายเล็บ ข้าจะถือว่าเป็นความบกพร่องของกองทัพอาสาเรา”



             จางเฟยหัวเราะร่วนพลางขยับทวนอสรพิษ “ฮ่า ๆ ๆ! ดีมาก! อาลี่... เจ้าสิงโตน้อย มาอยู่ใกล้ ๆ ข้าไว้ ถ้าพวกโจรนั่นมันกล้าเข้ามา ข้าจะหวดมันให้กลายเป็นแป้งทำหมั่นโถวเลย!”



             โมนีก้าลอบถอนหายใจยาวเหยียดในใจพลางปาดเหงื่อที่ขมัรอดแล้วโว้ย! แถจบจนได้... ต่อไปก็แค่ต้องไปซัดหน้าไอ้คนที่มาบิดเบือนเวลาที่ยอดเขานั่นสินะ ยัยโมนีก้าเอ๋ย เตรียมตัววิ่งสู้ฟัดได้เลย!



             ท่ามกลางแสงคบเพลิงที่ลุกโชน กองทัพอาสา 500 นายเริ่มเคลื่อนพลออกจากจวนมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต้าซิง โดยมีสองสาวเดมิก็อดขี่ม้าอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสามพี่น้องผู้ยิ่งใหญ่ มุ่งหน้าสู่การปะทะครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์และโชคชะตาไร้กาลเวลากำลังจับตามองอย่างไม่วางตา


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

สู้ก่อนไปหานังลูกเฮอร์มีส หายากจังวะมุง โดนจับไปปะเนี้ย
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าได้ยินข่าวลือ และต้องไปช่วยไม่งั้นขิดชัว เลยไปขอเข้าร่วมทัพ ตอนแรกพวกทั้งสามจะไม่ยอม แต่เธอก็หาทางข้ออ้างและการแถจนได้ไปสำเร็จ


[โมนีก้าและอาริเอบเข้าร่วมกองทัพอาสา 500 นาย ของหลิวเป้ย์ กวนอวี่ จางเฟย]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-10 00:04
โพสต์ 102147 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-9 22:23
โพสต์ 102,147 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-9 22:23
โพสต์ 102,147 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-9 22:23
โพสต์ 102,147 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-9 22:23
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-10 09:14:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 14 : ทะลุมิติ 104 มุ่งหน้าสู่ต้าชิง

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ เส้นทางใกล้เขาต้าชิง เมืองตุ้นก้วน มณฑลอิวจิ๋ว

             กองทัพอาสาเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากเขตจวนด้วยความฮึกเหิม ทว่าท่ามกลางความองอาจของเหล่านักรบ กลับมีปัญหาระดับชาติเกิดขึ้นที่คอกม้า เมื่อโมนีก้ายืนจ้องม้าศึกสีน้ำตาลเข้มด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองเห็นอสุรกายจากนรก ในฐานะเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่สอง แห่งกองพันที่ 12 ฟุลมินาตา ผู้เกรียงไกร โมนีก้าควรจะกระโดดขึ้นหลังม้าด้วยท่าทางสง่างามสมกับมาสคอตม้าสีทองอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเร็วและศักดิ์ศรีของหน่วยเธอ แต่ความจริงอันน่าสลดใจคือ เธอเป็นพวกเกลียดการขี่ม้าเข้าไส้



             อาริเอลที่เหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก้มลงมองหัวหน้ากองร้อยของเธอด้วยสายตาสิ้นหวังแบบฮา ๆ เธอถอนหายใจยาวพลางโน้มตัวลงมากระซิบเป็นภาษาอังกฤษเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน "คุณโมนีก้าคะ... ถามจริงเถอะค่ะ" อาริเอลทำหน้าเหมือนอยากจะเอาหน้าซุกแผงคอม้า "คุณเป็นถึงเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่สอง ที่ใคร ๆ เขาก็ลือกันว่าขี่ม้าพุ่งหลาวหอกได้แม่นเหมือนจับวาง แต่หัวหน้ากองร้อยกลับขี่ม้าไม่เป็นเนี่ยนะ? กองพันที่สิบสองจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ?"



             โมนีก้าแยกเขี้ยวใส่พลางพยายามปีนขึ้นหลังม้าอย่างทุลักทุเลจนชุดผ้าไหมรั้งขึ้นมาถึงเข่า "ก็ฉันไม่ชอบม้านี่นา! มันโยกเยกจะตายไป แถมกลิ่นตัวก็แรง อาริเอล... เธอเป็นอสุรกายครึ่งลานะ มีสายเลือดใกล้ชิดกับพวกมันมากกว่าฉัน ก็ช่วยรับผิดชอบหน้าที่ขับเคลื่อนไปเถอะน่า!" โมนีก้าละทิ้งความพยายามที่จะขี่ม้าตัวเดียวแยกออกมา เธอตัดสินใจถดตัวไปนั่งซ้อนท้ายอาริเอลบนม้าตัวเดียวกันทันที ท่ามกลางสายตาแปลกใจของทหารอาสาและสามพี่น้อง



             หลิวเป้ย์บังคับม้าเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วง "แม่นางโม่หนิง ม้าตัวนี้เล็กเกินไปสำหรับคนสองคนหรือไม่? ข้ามีม้าศึกฝีเท้าดีอีกตัว..."



             "อะ...อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะท่านพี่ใหญ่!" โมนีก้ารีบโบกมือพลางส่งยิ้มแห้ง ๆ ที่ดูเหมือนคนกำลังเมารถ "คือ...ที่บ้านเมืองของข้า สตรีเรานิยมขี่ม้าซ้อนท้ายกันเพื่อ...เอ่อ...เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและถ่วงสมดุลน่ะค่ะ! อีกอย่างข้าขี่ไม่ค่อยเก่งนัก ให้โม่หนิ่งไปกับอาลี่แบบนี้ปลอดภัยกว่าค่ะ"



             อาริเอลกลอกตามองฟ้าพลางถอนหายใจ "ใช่เจ้าค่ะ... ข้าจะเป็นคนควบคุมม้าเอง ท่านหลิวเป้ย์โปรดเดินทัพต่อเถอะค่ะ อย่าได้เสียเวลาเพราะพวกเราเลย"



             จางเฟยหัวเราะร่วนจนเกราะสะเทือน "ฮ่า ๆ ๆ! ส่งเสริมความสามัคคีงั้นรึ? คนต้าฉินนี่มีธรรมเนียมประหลาดเยอะจริง ๆ เว้ย! เอาเถอะ อาลี่... เจ้าสิงโตน้อย คุมม้าให้ดีล่ะ อย่าให้พี่สาวเจ้าตกลงมาล่ะ!"



             กวนอวี่มองภาพสตรีสองคนบนหลังม้าตัวเดียวด้วยแววตาพินิจพิจารณา เขาไม่ได้หัวเราะเหมือนจางเฟย แต่เขากลับรู้สึกว่าความไม่คล่องแคล่วของโมนีก้าบนหลังม้า ช่างขัดกับความนิ่งลึกในดวงตาของเธออย่างประหลาด ราวกับนางกำลังเก็บซ่อนพลังบางอย่างที่ไม่ใช่วิธีการรบแบบธรรมดาเอาไว้



             "เคลื่อนทัพ!" หลิวเป้ย์ออกคำสั่งกังวาน



             เสียงกีบเท้าทหารอาสา 500 นายเริ่มบดขยี้ผืนดินมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต้าซิง โมนีก้ากอดเอวอาริเอลไว้แน่น พยายามไม่ให้ตัวเองร่วงลงไปกองกับพื้น ในใจก็นึกด่าโชคชะตาที่พาเธอมาลำบากลำบนในชุดที่เดินยังยาก แถมต้องมานั่งบนหลังสัตว์ที่เธอเกลียดที่สุดในสมรภูมิที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล



             กองทัพอาสาภายใต้ธงทิวอักษร หลิว (劉) เคลื่อนตัวออกจากเขตอำเภอจัวตุ้นมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต้าซิงท่ามกลางทัศนียภาพของแผ่นดินจีนตอนเหนือที่กำลังคุกรุ่นด้วยไอสงคราม บรรยากาศรอบกายที่โมนีก้าและอาริเอลเห็นนั้น ไม่ใช่ภาพสมรภูมิที่ตกแต่งสวยงามแบบในภาพยนตร์ แต่มันคือภาพประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต กลิ่นสาบโคลน ควันไฟ และความแร้นแค้นของยุคสมัยที่ล่มสลาย



             ทหารอาสาทั้ง 500 นายไม่ได้สวมเกราะเหล็กแวววาวเหมือนกองทหารรักษาการณ์ในโรมหรือกรุงโรมใหม่ แต่ส่วนใหญ่สวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นทับด้วยเกราะหนังควายที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก บางคนโพกผ้าพันศีรษะเพื่อกันฝุ่นดิน พวกเขาเดินเท้าอย่างเป็นระเบียบตามการฝึกของกวนอวี่ เสียงฝีเท้าที่กระทบดินแห้งแล้งดังเป็นจังหวะหนักแน่นสอดคล้องกับเสียงเกราะไม้ที่กระทบกันเบา ๆ



             หลิวเป้ย์ควบม้าอยู่หน้าสุดด้วยท่วงท่าที่สงบเงียบ แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง สะท้อนบุคลิกของผู้มีบารมีที่ดึงดูดใจคนให้ยอมตามแม้ในยามไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ เบื้องขวาของเขาคือ กวนอวี่ที่ถือพัดด้ามยาวและง้าวมังกรเขียวพาดบ่า แววตาของเขากวาดมองภูมิประเทศรอบข้างอย่างระแวดระวัง ส่วนเบื้องซ้ายคือ จางเฟยที่ควบม้าวนเวียนไปมาคอยกวดขันแถวทหารด้วยเสียงตะคอกที่ทรงพลังประดุจเสียงฟ้าผ่า



             ตลอดเส้นทาง โมนีก้าสังเกตเห็นหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง ประตูไม้ที่พังทลาย และรอยไหม้เกรียมบนผืนนาที่เคยอุดมสมบูรณ์ "นี่น่ะเหรอ... จุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย" เธอพึมพำขณะกอดเอวอาริเอลไว้แน่น ม้าที่ทั้งคู่ขี่ซ้อนกันอยู่เดินอยู่ตรงกลางขบวนอารักขา



             กองทัพอาสาเคลื่อนผ่านซากปรักหักพังของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ควันไฟยังคงหลงเหลือเพียงเถ้าถ่านเบาบาง หลิวเป้ย์ที่ควบม้าอยู่เคียงข้างชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นโมนีก้าจ้องมองสภาพรอบตัวด้วยแววตาที่สลดวูบ เขาถอนหายใจยาว แววตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาฉายแววหม่นหมองลงอย่างชัดเจนเมื่อต้องเอ่ยถึงชะตากรรมของราษฎร



             "คุณโมนีก้า ดูนั่นสิคะ" อาริเอลกระซิบบอกพลางบุ้ยปากไปทางกลุ่มชาวนาที่ยืนตัวสั่นอยู่ริมทาง พวกเขามองกองทัพอาสาด้วยสายตาที่ก้ำกึ่งระหว่างความหวังและความหวาดกลัว



             “แม่นางโม่หนิง แม่นางอาลี่... ภาพที่พวกท่านเห็นอยู่นี้ คือแผลเป็นที่ไม่มีวันหายของแผ่นดินฮั่น” หลิวเป้ย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว “สิบกว่าปีมานี้ ราชสำนักฟอนเฟะ ขุนนางกังฉินฉ้อราษฎร์บังหลวง ราษฎรถูกรีดนาทาเร้นจนไม่มีข้าวจะกรอกหม้อ เมื่อท้องไม่อิ่มและไร้ซึ่งที่พึ่ง พวกเขาจึงหลงเชื่อคำลวงของพวกกบฏโพกผ้าเหลืองที่หยิบยื่นความหวังปลอม ๆ มาให้” เขามองไปยังนาข้าวที่ไหม้เกรียมพลางกล่าวต่อตามอุดมการณ์อันแรงกล้า “พวกเขามิใช่โจรโดยสันดาน แต่เป็นราษฎรที่ถูกบีบให้กลายเป็นโจร เมื่อแผ่นดินไร้ขื่อแปร คนดีต้องหลบซ่อน คนชั่วกลับเริงร่า ข้าหลิวเป้ย์แม้ไร้กำลังศรัทธา แต่ข้ามิอาจนิ่งดูดายเห็นราษฎรต้องฆ่าแกงกันเองเช่นนี้ได้ ชัยชนะที่ข้าต้องการ มิใช่เพียงการสังหารศัตรูให้สิ้นพรรค์... แต่คือการคืนความสงบสุขให้ทุ่งนาเหล่านี้ได้มีรวงข้าวสีทองอีกครั้ง”



             โมนีก้านิ่งฟังพลางคิดในใจด้วยความรู้สึกทึ่ง นี่สินะ เล่าปี่ในประวัติศาสตร์... ชายที่ใช้ความเมตตาชนะใจคนทั้งแผ่นดิน ขนาดทัพโจรที่กำลังจะไปฆ่า เขายังมองเห็นความเป็นมนุษย์และต้นตอของปัญหาเลย



             จางเฟยที่ควบม้าตามมาได้ยินก็พ่นลมหายใจออกจมูกแรง ๆ “พี่ใหญ่ท่านก็เมตตาเกินไป! ไอ้พวกโจรนั่นน่ะพอกลายเป็นกบฏมันก็ลืมกำพืดเดิม เผาบ้านคนอื่นจนวอดวาย ถ้าข้าไม่สั่งสอนพวกมันด้วยทวนอสรพิษ พวกมันก็คงไม่รู้หรอกว่าความยุติธรรมน่ะมันหนักแน่นแค่ไหน!”



             กวนอวี่ปรายตามองหมอกที่เริ่มหนาทึบขึ้นที่เบื้องหน้า “อี้เต๋อกล่าวก็มีส่วนถูก... ความเมตตาของพี่ใหญ่คือร่มเงา แต่คมง้าวของข้าคือรากฐานที่จะปกป้องร่มเงานั้นจากพวกนอกรีต แม่นางโม่หนิ่ง... สมรภูมิเบื้องหน้าคือบททดสอบแรก ว่าสวรรค์จะเลือกข้างคุณธรรมที่พี่ใหญ่ยึดถือหรือไม่”



             โมนีก้ากระชับอ้อมกอดที่เอวของอาริเอลแน่นขึ้น สายลมหนาวพัดผ่านร่างจนผ้าไหมรุ่มร่ามพลิวไหว เธอสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของสามพี่น้องที่ต่างบุคลิกแต่กลับหลอมรวมเป็นหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ คนหนึ่งคือเมตตาธรรม อีกคนคือความเที่ยงธรรม และอีกคนคือความดุดันกล้าหาญ “ท่านพี่ใหญ่...” โมนีก้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่แฝงด้วยความเคารพ “ข้าเชื่อว่าคนที่มีจิตใจนึกถึงผู้อื่นเสมอเช่นท่าน สวรรค์ย่อมไม่อาจทอดทิ้งได้แน่... ข้าเชื่อว่าทางข้างหน้าจะเปิดออก และพวกท่านจะผ่านพ้นภัยพาลนี้ไปได้อย่างสง่างามเจ้าค่ะ”



             โมนีก้าไม่ได้เอ่ยอ้างถึงพลังของตนเองหรือบอกว่าชัยชนะจะเกิดขึ้นเพราะเธอ ในหัวของเธอกำลังคำนวณอย่างหนักพลางคิดว่า ขืนบอกว่าข้าจะช่วยให้ชนะ มีหวังโดนซักฟอกยาวแน่ว่าไปเอาพลังมาจากไหน ยัยโมนีก้าเอ๋ย... เจียมเนื้อเจียมตัวไว้ก่อนน่ะดีแล้ว แค่คอยมองหาไอ้ตัวโกงที่มันแอบแก้พล็อตเรื่องอยู่เงียบ ๆ ก็พอ



             อาริเอลพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว “ใช่เจ้าค่ะ... สวรรค์ต้องเข้าข้างคนใจดีที่แบ่งข้าวโพดให้คนอื่นแน่ ๆ!”



             หลิวเป้ย์ได้ยินคำพูดของสองสาวก็ยิ้มออกมาจาง ๆ ความกังวลในใจดูเหมือนจะเบาบางลงด้วยคำอวยพรที่ซื่อตรงนั้น “ขอบใจพวกท่านมาก... หากสวรรค์เปิดทางจริง ข้าก็ขอใช้โอกาสนั้นกอบกู้ราษฎรคืนมา” ขบวนทัพอาสาเคลื่อนเข้าสู่ปากทางหุบเขาต้าซิง บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แสงอาทิตย์ถูกกลืนหายไปในม่านหมอกสีเทาที่หนาทึบจนมองเห็นได้ไม่เกินระยะสิบก้าว ทหารอาสาเริ่มมีท่าทีตื่นตระหนก กระซิบกระซาบกันเรื่องหมอกกินคนที่เคยได้ยินมา



             ความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ปรากฏชัดเจนเมื่อขบวนทัพผ่านเข้าสู่เขตหุบเขา อากาศที่เคยแห้งแล้งเริ่มมีความชื้นผิดปกติ หมอกสีเทาจาง ๆ เริ่มไหลเวียนออกมาจากซอกหินตามเชิงเขาต้าซิง มันไม่ใช่หมอกธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากอากาศเย็นกระทบความร้อน แต่มันคือหมอกที่นิ่งสนิทและมีกลิ่นเหม็นอับของกำมะถันจาง ๆ ซึ่งโมนีก้าจำได้ทันทีว่าเป็นกลิ่นอายของพลังงานประหลาด



             ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าหลิวเป้ย์ชนะศึกนี้ด้วยการโจมตีที่รวดเร็ว… โมนีก้าวิเคราะห์ในใจพลางปรับสายตาให้คมชัดขึ้น แต่ในบันทึกไม่มีบอกเรื่องหมอกที่ทำให้ประสาทหลอนนี่นา... แสดงว่ามีใครบางคนกำลังแก้บทของสงครามครั้งนี้จริง ๆ



             จางเฟยควบม้าเข้ามาใกล้สองสาวพลางใช้ทวนอสรพิษชี้ไปทางยอดเขาที่ถูกเมฆหมอกปกคลุม "แม่นางโม่หนิง! เห็นหมอกหนานั่นไหม? เจ้าพวกโจรผ้าเหลืองมันคงคิดจะใช้ชัยภูมิป่าเขาอำพรางตัว แต่พวกมันไม่รู้หรอกว่าพี่รองของข้าอ่านทิศทางลมเก่งยิ่งกว่าใคร!"



             กวนอวี่หรี่ตาลงมองกลุ่มหมอกนั้น "อี้เต๋อ อย่าประมาท... หมอกนี้ดูแปลกพิกล มันนิ่งเกินไป ราวกับกำลังรอคอยให้เราก้าวเข้าไปตะครุบ"



             บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ยามเย็นถูกกลุ่มหมอกบดบังจนท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มอมม่วงหม่น ๆ กองทัพอาสาเริ่มกระชับอาวุธในมือแน่นขึ้น โมนีก้าสัมผัสได้ถึงกระแสพลังของเทพอิออนในร่างกายที่สั่นสะท้านเป็นจังหวะเดียวกับความบิดเบี้ยวของเวลาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า



             "เตรียมตัวนะคะอาริเอล" โมนีก้ากระซิบภาษาอังกฤษ "ถ้าม้ามันเริ่มตื่นเพราะหมอกผีสางนั่น เธอต้องคุมมันให้ดีนะ ส่วนฉันจะเริ่มส่องหาตัวการเอง" อาริเอลพยักหน้า แววตาสีแดงของเธอเริ่มเรืองแสงขึ้นมาเล็กน้อยท่ามกลางความสลัวของหุบเขา สมรภูมิสร้างชื่อของสามพี่น้องสวนท้อกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และพวกเธอคือพยานผู้รู้เห็นเพียงกลุ่มเดียวที่มาจากอนาคตอีกสองพันปีข้างหน้า


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ใครสร้างหมอกหว่า ลูกเฮอร์อยู่ตรงนี้ปะ
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลเข้าร่วมทัพและออกเดินทางสู่เขาต้าชิง ระหว่างการเดินทางได้เห็นภาพของสังคมและบ้านเมืองแล้วว่ามันแย่แค่ไหน โมนีก้าสะเทือนใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้แสดงออกไป มันหดหู่น่ะ แต่มันจะผ่านไปได้ ระหว่างทางหลิวเป้ย์กับพี่น้องก็อธิบายไปด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง


และแล้วก็เดินทางถึงเขาต้าชิงและหมอกปริศนาก็เริ่มปรากฎขึ้นแล้ว!!


[เดินทางถึง สมรภูมิยอดเขาต้าซิง สมรภูมิสร้างชื่อ อาสา 500 ต่อกลุ่มคน 50,000 นาย]

[อยู่ในกองทัพอาสา 500 ของหลิวเป้ย์ กวนอวี่ จางเฟย]

[ขอเปิดดันเจี่ยน ศึกสมรภูมิยอดเขาต้าซิง]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-10 19:23
โพสต์ 71642 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-10 09:14
โพสต์ 71,642 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-10 09:14
โพสต์ 71,642 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-10 09:14
โพสต์ 71,642 ไบต์และได้รับ +15 EXP +20 ความศรัทธา จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-10 09:14
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-10 14:13:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 15 : ทะลุมิติ 105 มือโปร

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ ยอดเขาต้าชิง เมืองตุ้นก้วน มณฑลอิวจิ๋ว

               เมื่อกองทัพอาสาเคลื่อนมาถึงตีนเทือกเขาต้าซิง บรรยากาศของสมรภูมิก็กดดันจนทหารบางคนเริ่มมือสั่น หลิวเป้ย์ดึงบังเหียนม้าให้หยุดนิ่ง สายตาของเขากวาดมองภูมิประเทศที่ซับซ้อนด้วยสายตาของนักยุทธศาสตร์ผู้ผ่านโลกมามาก เขาหันไปพยักหน้าให้ขุนพลทั้งสองด้วยความเด็ดเดี่ยว “กวนอวี่... เจ้าจงนำทัพ 300 นาย แยกออกไปทางตะวันตกของเทือกเขา บุกฝ่าแนวป่าเพื่อตรงเข้าตีป้อมหลักของพวกกบฏให้ได้รวดเร็วที่สุด!” หลิวเป้ย์ออกคำสั่งเสียงกังวาน ก่อนจะหันมาทางขุนพลผู้น้องอีกคน “จางเฟย! เจ้าจงนำทัพที่เหลือ 200 นาย ตีโอบไปทางตะวันออก ระหว่างทางมีรายงานว่ากองทหารอาสาของหมู่บ้านข้างเคียงกำลังตกอยู่ในวงล้อมของพวกโพกผ้าเหลือง เจ้าจงไปช่วยพวกเขาและรวมกำลังเข้าตีตลบหลังศัตรูเสีย!”



               จางเฟยแผดเสียงหัวเราะจนนกป่าบินแตกตื่น “รับบัญชาพี่ใหญ่! ข้าจะเด็ดหัวพวกมันให้เกลี้ยงป่าตะวันออกเอง!” เขาหันมาถลึงตาใส่โมนีก้าและอาริเอลที่ซ้อนท้ายม้ากันอยู่ “แม่นางโม่หนิง อาลี่! เกาะหลังม้าเจ้าสิงโตน้อยให้ดีล่ะ ข้าจะควบให้เร็วเหมือนพายุถล่มภูเขาเลย!”



               ในขณะที่ขบวนม้าเริ่มแยกตัวออกเป็นสองทาง โมนีก้าที่กอดเอวอาริเอลแน่นกลับนิ่งเงียบ แววตาสีเทาเงินของเธอสั่นไหวด้วยความสับสนอย่างรุนแรง เธอขมวดคิ้วพลางประมวลผลความรู้ในหัวอย่างรวดเร็ว



               เดี๋ยวนะ... นี่มันผิดคิวนี่นา โมนีก้าคิดในใจพลางกลอกตาด้วยความเพลียจิต ศึกยอดเขาต้าซิงในประวัติศาสตร์จริง ๆ มันคือการปะทะกันตรง ๆ หน้าต่อหน้า แล้วกวนอวี่กับจางเฟยก็ควบม้าออกไปเก็บหัวแม่ทัพโจรแบบหล่อ ๆ เลยไม่ใช่เหรอ? แต่ยุทธวิธีแยกทัพไปช่วยคนถูกล้อมแบบนี้มันคือตอนศึกเมืองเฉิงจิ๋วนู่น! นี่ใครมันแอบแก้สคริปต์จนไทม์ไลน์รวนกันไปหมดเนี่ย?



               เธอมองไปยังเงาร่างของหลิวเป้ย์ที่ควบม้าแยกไปอีกทางด้วยความสงสาร โถ่... ท่านพี่ใหญ่ผู้น่าสงสาร และท่านเทพอิออนผู้น่าเห็นใจ ประวัติศาสตร์โดนแทรกแซงจนเละเทะไปหมดแล้ว สุดท้ายฉันก็ต้องมาเหนื่อยซ่อมรอยรั่วพวกนี้อีกสินะ โว้ย! วันแรกก็งานงอกระดับกู้โลกเลยเหรอเนี่ย!



               เมื่อกองทัพอาสาแยกจากกลุ่มของหลิวเป้ย์และกวนอวี่มาแล้ว จางเฟยก็ควบม้าศึกนำหน้ากองร้อย 200 นาย มุ่งหน้าลัดเลาะไปตามแนวป่าตีนเขาทางทิศตะวันออกอย่างดุดัน เสียงกีบเท้าม้ากระทบดินสม่ำเสมอดังสะท้อนหุบเขา โมนีก้ากอดเอวอาริเอลไว้แน่น รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อของรุ่นน้องที่เริ่มตึงเครียดตามสัญชาตญาณอสุรกาย "คุณโมนีก้าคะ... ฉันได้ยินแล้วค่ะ" อาริเอลตะโกนบอกผ่านลมที่ตีหน้า แววตาสีแดงหม่นเริ่มมีประกายเพลิงวูบไหว "เสียงอาวุธกระทบกันกับเสียงร้อง... ไม่ไกลจากที่นี่"



               "ไปเลยค่ะอาริเอล! ตามท่านจางเฟยไปให้ติด!" โมนีก้ากัดฟันสั่งพลางพยายามทรงตัวบนหลังม้าที่โยกเยก บ้าเอ๊ย ประวัติศาสตร์มันชักจะมั่วกะตั้วไปกันใหญ่แล้ว ศึกนี้จริง ๆ มันควรจะจบแบบรวดเร็วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกลายเป็นการรบยืดเยื้อแบบนี้ไปได้ สงสารเทพอิออนเกิน ที่ต้องมาทนดูวัฏจักรเวลาที่โดนมือบอนที่ไหนไม่รู้มาปั่นป่วนจนเละเทะแบบนี้!



               กองทัพอาสาภายใต้การนำของจางเฟยพุ่งทะยานลัดเลาะไปตามแนวป่าตะวันออก มุ่งหน้าสู่พิกัดที่มีรายงานว่ากองทหารอาสากองที่สี่กำลังเพลี่ยงพล้ำ เสียงฝีเท้าม้าหนหนักหน่วงบดขยี้พงหญ้าจนแหลกลาญ จางเฟยควบม้านำหน้าด้วยความฮึกเหิม ทวนอสรพิษในมือสั่นไหวราวกับกระหายเลือดโจร



               ทว่าเมื่อเข้าใกล้จุดที่กองทหารอาสากองที่สี่กำลังปะทะกับเหล่านักรบโพกผ้าเหลืองท่ามกลางฝุ่นคลุ้ง โมนีก้าที่ซ้อนท้ายอาริเอลอยู่กลับรู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นเยียบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง พลังอิออนในร่างเธอกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยที่ขัดแย้งกับสิ่งตาเห็น "คุณโมนีก้าคะ... อากาศมันแปลกไปค่ะ" อาริเอลกระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "ฉันได้ยินเสียงพึมพำ... แต่มันไม่ได้มาจากปากของใคร แต่มันดังมาจากข้างในหูค่ะ"



               ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! กองทหารอาสาที่ควบม้าตามจางเฟยมาติด ๆ จู่ ๆ ก็มีอาการประหลาด ดวงตาของพวกเขาขุ่นมัวเป็นสีเทาซากศพ ลมหายใจกลายเป็นไอเย็นเยือก พวกเขาหยุดชะงักจากการมุ่งเป้าไปที่ศัตรู แล้วหันคมหอกและดาบเข้าหาโมนีก้า อาริเอล และจางเฟยอย่างพร้อมเพรียง!



               "หืม? พวกเจ้าทำบ้าอะไรกันวะ!" จางเฟยแผดเสียงตะโกนพลางดึงบังเหียนม้าจนม้าศึกยกล้อหน้าขึ้น "ไอ้พวกโจรอยู่ข้างหน้านู่น! หันหัวหอกมาทางข้าทำไม!"



               กองทัพอาสาภายใต้การนำของจางเฟยที่ควบม้าฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก จู่ๆ ก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นอย่างกะทันหันในระดับที่ตำราพิชัยสงครามเล่มไหนก็ไม่เคยบันทึกไว้ ทหารอาสาเกือบครึ่งกองร้อยที่เมื่อครู่ยังโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม กลับหยุดชะงักลงพร้อมกัน แววตาของพวกเขาเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง ก่อนจะค่อยๆ หันคมหอกและดาบเข้าหาโมนีก้า อาริเอล และจางเฟย อย่างไร้เหตุผล "เฮ้ย! พวกเจ้าเป็นบ้าอะไรกันไปหมดวะ!" จางเฟยแผดเสียงกึกก้องพลางดึงบังเหียนม้าจนมันพยศยกล้อ ทวนอสรพิษในมือสั่นระริก "อยากโดนข้าถอนขนเคราทิ้งหรืออย่างไร!"



               ทหารอาสาคนหนึ่งพุ่งหอกเข้าใส่จางเฟยด้วยท่าทางแข็งทื่อประดุจหุ่นเชิด จางเฟยใช้ด้ามทวนปัดป้องได้อย่างทันท่วงที ทว่าสีหน้าของขุนพลผู้ดุดันกลับฉายแววสับสนและกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาเห็นใบหน้าของลูกน้องที่บิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานแต่กลับไม่อาจขยับร่างกายตามใจปรารถนาได้



               "อย่าทำร้ายพวกเขา!" จางเฟยตะโกนสั่งทหารที่ยังเหลือสติพลางเบี่ยงตัวหลบคมดาบอย่างพัลวัน "พวกเขามิได้ทรยศ... ข้าเห็นแววตาพวกเขาแล้ว พวกเขาน่าจะโดนของดีหรืออาถรรพ์บางอย่างเล่นงาน! อย่าทำร้ายพี่น้องของเราเอง!"



               โมนีก้าที่กอดเอวอาริเอลแน่นถึงกับใจหายวูบ เธอเบิกตากว้างมองความโกลาหลตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ เดี๋ยวนะ ในประวัติศาสตร์จริงๆ มันไม่มีฉากนี้นี่นา จางเฟยต้องบุกไปช่วยทหารที่โดนล้อมสิ ไม่ใช่มาโดนลูกน้องตัวเองรุมทึ้งกลางทางแบบนี้! นี่มันการแทรกแซงระดับหายนะชัด ๆ น่าสงสารเทพอิออนจริง ๆ ที่ต้องมาเห็นวัฏจักรเวลาโดนบิดจนเบี้ยวเป็นรูปถั่วแบบนี้... แต่ก่อนจะสงสารเทพ ฉันต้องหายใจให้ออกก่อน โดนรุมขนาดนี้ศพไม่สวยแน่!



               "คุณโมนีก้าคะ! พวกเขาเยอะมากเลยค่ะ!" อาริเอลตะโกนบอกพลางพยายามคุมม้าศึกที่เริ่มตื่นตระหนก "พวกเขามองไม่เห็นอะไรเลย... เหมือนคนละเมอที่ถืออาวุธอยู่เลยค่ะ ฉัน... ฉันไม่อยากทำร้ายพวกเขา"



               "อาริเอล! คุมม้าไว้ อย่าให้ใครเข้ามาใกล้รัศมีถีบของเธอได้ แต่อย่าเพิ่งฆ่าใครนะ!" โมนีก้าตะโกนสั่งกลับ พลางรีบใช้สมองคิดหาทางออก "ท่านพี่สาม! อย่าเพิ่งวู่วามฆ่าพวกเขาเด็ดขาดนะคะ! พวกเขาแค่ถูกควบคุม... ทำให้พวกเขาสลบไปก่อนค่ะ!" กองทัพอาสาที่คลุ้มคลั่งยังคงพุ่งเข้าใส่อย่างไร้สติ คมหอกเฉียดผ่านร่างของจางเฟยไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ขุนพลผู้ดุดันได้แต่ใช้ด้ามทวนปัดป้องวุ่นวาย ใบหน้าสีดำทะมึนของเขาบิดเบี้ยวด้วยความอัดอั้น เพราะเกรงว่าหากออกแรงเพียงนิด พี่น้องร่วมรบอาจกลายเป็นศพเฝ้าป่า 



               จางเฟยกัดฟันกร่อนจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "โธ่โว้ย! พูดง่ายแต่ทำยากนะแม่นาง! จะให้ข้าฟาดทวนใส่หัวพวกเขาทีละคนโดยไม่ให้หัวแบะเนี่ยนะ!"



               “งั้นถอยไปเจ้าค่ะท่านพี่สาม... งานละเอียดแบบนี้ให้มือโปรจัดการเอง!” โมนีก้าตะโกนตอบพลางแสยะยิ้ม แววตาสีเทาเงินของเธอฉายประกายความมั่นใจที่ดูขัดกับชุดผ้าไหมรุ่มร่าม เธอสะบัดข้อมือขวาอย่างรวดเร็วทันใจ ทันใดนั้นกำไลสีเทาเข้มที่เลสเตอร์เคยให้ไว้ก็เปล่งแสงเจิดจ้า แร่สัมฤทธิ์ผสมอุกกาบาตขยายตัวออกอย่างฉับพลันกลายเป็นดาบสุริยคติที่มีลวดลายวงกลมสามวงเรียงกัน ตัวดาบสั่นสะท้านด้วยพลังงานพลาสม่าที่ห่อหุ้มคมดาบไว้จนดูเหมือนเปลวไฟสีทองและเขียวมรกตที่กำลังเริงระบำ



               โมนีก้าทะยานร่างออกจากหลังม้าของอาริเอลด้วยท่วงท่าที่จางเฟยต้องตะลึง เธอไม่ได้ใช้คมดาบฟัน แต่กลับใช้ด้ามดาบและสันดาบหนา ๆ ฟาดเข้าที่ท้ายทอยและจุดสลบของทหารอาสาอย่างแม่นยำและรวดเร็วราวกับเงาปีศาจ เสียง พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก! ดังขึ้นต่อเนื่องกัน ทหารที่เคยคลุ้มคลั่งทยอยทรุดฮวบลงกับพื้นโดยไร้บาดแผลฉกรรจ์



               เมื่อจัดการคนสุดท้ายจนสลบเหมือด โมนีก้าก็ร่อนตัวลงมายืนทรงตัวอย่างสง่างาม (แม้จะเกือบสะดุดชายกระโปรงตัวเองก็ตาม) เธอกดปุ่มเรียกเก็บดาบให้กลับเป็นกำไลตามเดิม ก่อนจะหันไปทางอาริเอลและจางเฟยแล้ว ชูนิ้วโป้ง (Good) โชว์ให้ดูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกวน ๆ



               “เรียบร้อยค่ะ! หลับปุ๋ยกันถ้วนหน้า แต่ยังไม่เข้าเฝ้ายมบาลแน่นอน”



               จางเฟยอ้าปากค้างจนเคราสั่น มองดูดาบประหลาดที่หายวับไปกับตา ก่อนจะขยี้ตามองนิ้วโป้งของโมนีก้าอย่างงงงวย “แม่นาง... ดาบของท่านเมื่อครู่มันคืออาวุธเทพเจ้าหรือไร? แล้วท่านชูหัวแม่มือใส่ข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ท่านจะบอกว่าข้าตัวเท่าหัวแม่มืองั้นรึ!”



               อาริเอลหัวเราะคิกคักจนไหล่สั่น เธอรู้ดีว่านี่คือท่าทางประจำตัวของคุณโมนีก้า “ไม่ใช่ค่ะท่านพี่สาม! นั่นแปลว่า ‘สุดยอด’ ต่างหากค่ะ ดูสิคะ คุณโมนีก้าจัดการได้ละเอียดยิบเลย!”



               “เหอ ๆ ๆ... คนต้าฉินนี่มีของเล่นประหลาดเยอะจริงเว้ย!” จางเฟยหัวเราะร่วนพลางเก็บทวนอสรพิษ “ขอบใจท่านมากแม่นางโม่หนิ่ง ถ้าไม่มีท่าน ข้าคงเผลอทุบกะโหลกเจ้าพวกนี้กระจายไปแล้ว!” หลังจากนั้นโมนีก้าไม่รอช้า เธอรีบดึงสมาธิกลับมาแล้วหลับตาลงช้า ๆ ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็ระเบิดประกายสีทองอ่อน ๆ ออกมาอีกครั้งเนตรแห่งฟีบี้เริ่มกวาดสแกนไปทั่วบริเวณเพื่อหาต้นตอของความบิดเบี้ยวทางจิตใจนี้ แสงสีทองจากดวงตาของเธอพยายามมองทะลุผ่านม่านป่าและก้อนหินทุกก้อน



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ผมโรลเกิน 2 โรล จนอันนี้โรลที่ 3 แล้วนะ ไหนดัน...
Quest Summary

สรุป

พี่ใหญ่หลิวเป้ย์สั่งแยกทัพเป็น 2 โดยเขากับกวนอวี่ คุมทัพ 300 คน ส่วนจางเฟย (พวงโมนีก้าและอาริเอล) คุมทัพ 200 คน ทั้งที่ประวัติศาสตร์จริงมันต้องรุมกินโต๊ะที่เดียว แถมเอาแผนศึกอื่นมาใช้มั่วไปหมด พอโมนีก้าและอาริเอลแยกมากับจางเฟย ทหารอาสาก็ดันโดนของ (?) จนคลุ่มคลั่งหันมาฟันพวกเราเองอีก พี่สามก็ไม่กล้าตีแรงกลัวน้องอาสา ๆ ตาย โมนีก้าเลยต้องโดดลงจากม้า งัดดาบสุริยคติออกมาไล่เคาะท้ายทอยทหารจนสลบเรียงตัว จบด้วยการโชว์นิ้วโป้งให้พี่สามที่ยืนงง


ตอนนี้กำลังเปิดเนตรสแกนหาตัวบงการอยู่ค่ะ งานกู้โลกเริ่มเลยตั้งแต่วันแรก.. โปรดไปฉากต่อไปที ฉันแต่งไม่ไหวแล้ว


[เดินทางถึง สมรภูมิยอดเขาต้าซิง]

[อยู่ในกองทัพอาสา 200 ของจางเฟย]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-10 19:23
โพสต์ 68,644 ไบต์และได้รับ +5 EXP +10 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก โล่สคูทุม  โพสต์ 2026-1-10 14:13
โพสต์ 68,644 ไบต์และได้รับ +10 เกียรติยศ +10 ความกล้า จาก รองเท้าเดินทัพ  โพสต์ 2026-1-10 14:13
โพสต์ 68,644 ไบต์และได้รับ +8 EXP +10 เกียรติยศ จาก เกมคอนโซลพกพา  โพสต์ 2026-1-10 14:13
โพสต์ 68,644 ไบต์และได้รับ +7 EXP +7 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก กล่องดนตรี  โพสต์ 2026-1-10 14:13
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-10 22:31:00 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-10 22:32

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 16 : ทะลุมิติ 106 เจ๊หลงยุคหรอ?

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ ยอดเขาต้าชิง เมืองตุ้นก้วน มณฑลอิวจิ๋ว

             โมนีก้าหลับตาลงช้า ๆ พร้อมกับปล่อยให้เนตรแห่งฟีบี้แผ่รัศมีแสงสีทองออกไปกวาดสแกนไปทั่วสมรภูมิที่บัดนี้เต็มไปด้วยทหารที่นอนสลบไสลและทหารที่ยังเหลือสติกำลังงุนงง เธอพยายามมองหาต้นตอของพลังงานบิดเบี้ยวที่กำลังแทรกแซงเส้นเวลา ทันใดนั้น... เสียงกระซิบที่แสนเย้ายวนก็ดังสะท้อนก้องเข้ามาในหูของเธอโดยตรง ราวกับมีใครบางคนกำลังกระซิบอยู่ข้างหู



             “จงลุกขึ้น... เหล่าที่รักของข้า”



             เมื่อเสียงนั้นจบลงก็ราวกับมีเวทมนตร์ ทหารอาสาที่เพิ่งถูกโมนีก้าฟาดด้วยดาบสุริยคติจนสลบไป กลับกระตุกเฮือก! พวกเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับหุ่นเชิด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันคมอาวุธเข้าหาโมนีก้า อาริเอล และจางเฟยอีกครั้ง!



             “คุณโมนีก้า!” อาริเอลสะกิดแขนโมนีก้าที่กำลังยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า “ดูนั่นสิคะ!”



             อาริเอลเงยหน้าชี้ขึ้นไปบนยอดผาที่สูงชัน ซึ่งมองจากเบื้องล่างจะเห็นเพียงเมฆหมอกหนาทึบที่บดบังทัศนียภาพเห็นเป็นเพียงสตรีงดงามเย้ายวน แต่ภายใต้เนตรแห่งฟีบี้ของโมนีก้าและดวงตาอสุรกายของอาริเอล พวกเธอมองเห็นทะลุผ่านม่านหมอกนั้นได้ราวกับมันไม่มีอยู่จริง บนยอดผาหินที่ยื่นออกมา มีสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ รูปลักษณ์ของนางงดงามและเย้ายวนจนน่าขนลุก ผมของนางเป็นเปลวไฟสีแดงเพลิงพลิ้วไสวไปตามแรงลม ผิวขาวดุจหิมะ ดวงตาสีแดงฉานทอประกายเรืองแสงคล้ายถ่านไฟที่กำลังลุกโชน นางสวมชุดจีนโบราณที่ทำจากผ้าไหมสีแดงเพลิงอันวิจิตรบรรจง แขนเสื้อยาวพลิ้วไหวราวกับปีกหงส์ แต่สิ่งที่ทำให้โมนีก้ากับอาริเอลต้องตาค้างคือขาของนาง



             ขาข้างหนึ่งของนางเป็นขาเทียมที่ทำจากแร่สัมฤทธิ์วิเศษส่องประกายวาววับ ส่วนขาอีกข้างหนึ่งกลับเป็นขาลาที่ปกคลุมด้วยขนสีเข้ม! และที่สำคัญ... นางมีปีกคู่ใหญ่ที่แผ่สยายอยู่เบื้องหลัง!


             “เอ็ม... เอ็มพูซา?!” โมนีก้าถึงกับอุทานเสียงหลง “นี่มันเอ็มพูซาหลงฝูงมาถึงยุคสามก๊กเลยเหรอเนี่ย?!”



             อาริเอลแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินคำอุทานของโมนีก้า เธอหันมามองหัวหน้าของตัวเองด้วยแววตาสิ้นหวังแบบฮา ๆ “คุณโมนีก้าคะ! คุณยังจะมาติดฮาอะไรตอนนี้อีกคะ! ไม่ใช่หลงฝูงค่ะ! นั่นมันมนต์มหาเสน่ห์ของเอ็มพูซาชัด ๆ ทหารพวกนั้นโดนมันเล่นงานจนหลงกลแล้ว!”



             ในขณะที่โมนีก้ากับอาริเอลกำลังตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่บนยอดผา จางเฟยกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาเห็นเพียงทหารของตัวเองที่ควรจะสลบไปแล้วกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขากำทวนอสรพิษแน่นพลางคำรามอย่างบ้าคลั่ง



             “บ้าจริง! ไอ้พวกนี้มันผีเข้าหรืออย่างไร! ฆ่าไม่ตายก็แล้วไป แต่จะให้ข้าลงมือกับพี่น้องตัวเองอีกรอบเนี่ยนะ! ไอ้ผีสางตัวไหนมันอยู่เบื้องหลัง จงแสดงตัวออกมา!”



             เอ็มพูซาบนยอดผาหินโค้งยิ้มอย่างเย้ายวน พลางกวาดสายตามายังโมนีก้าและอาริเอล ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “โอ้... มีพวกพ้องมาถึงดินแดนแห่งบุรุษเพศผู้น่ายั่วยวนนี้ด้วยหรือนี่” เสียงของนางหวานหยดย้อย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความอำมหิต “ไม่น่ารักเลยนะที่มาขัดขวางการล่าของข้า... พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าบุรุษเหล่านี้คืออาหารอันโอชะของพวกเรา”



             “ไม่รู้เว้ย! จะมาอยากกินอยากหิวอะไรตอนนี้! บ้านเมืองกำลังลำบาก! แล้วแกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน!” โมนีก้าตะโกนสวนกลับด้วยความหงุดหงิด คิ้วขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย! แค่จะมาดูเฉย ๆ ก็เจอไอ้ตัวประหลาดบิดเบือนเวลาแล้ว แถมเป็นเอ็มพูซาที่น่าจะหลุดมาจากยุคกรีกอีก! ชีวิตฉันนี่มันบันเทิงจริง ๆ!



             เอ็มพูซาสาวชุดแดงบนยอดผาไม่ตอบคำถามของโมนีก้า แววตาของนางที่มองมายังโมนีก้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและเย็นชา “ช่างเป็นลูกผสมครึ่งเทพที่สามหาวนัก” นางกรีดเสียงหวานทว่าแฝงความอำมหิต ก่อนจะปรายตามองมายังอาริเอลด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “และเจ้า... เจ้าผู้น่าสมเพช เป็นถึงเผ่าพันธุ์เดียวกับข้า เหตุใดจึงต้องช่วยเหลือบุรุษผู้ต่ำต้อยเหล่านี้? พวกมันเป็นเพียงอาหารของเราเท่านั้น”



             อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างโมนีก้าถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อถูกเอ็มพูซาอีกตนมองด้วยสายตาดูถูกเช่นนั้น ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตที่เคยถูกเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กีดกันเพราะใช้มนต์เสน่ห์ไม่ได้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความเจ็บปวดจากคำดูถูกที่เคยถูกเรียกว่าผู้ไร้ค่ากลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง



             “ฉัน... ฉัน...” อาริเอลพยายามจะพูด แต่คำพูดของเธอกลับติดอยู่ในลำคอ



             “พอแล้วอาริเอล! ไม่ต้องไปฟังมัน!” โมนีก้าเห็นสีหน้าของรุ่นน้องก็รู้ทันทีว่ากำลังโดนโจมตีทางจิตใจ เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด เธอถลกชายกระโปรงชุดจีนโบราณที่รุ่มร่ามขึ้นมาอย่างไม่สนใจใยดี ก่อนจะสะบัดข้อมือขวาอย่างรวดเร็ว ดาบสุริยคติเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาจากกำไลในทันที



             “ท่านพี่สาม! ข้าเห็นตัวการแล้ว! ขอเวลาไปจัดการมันก่อนนะ!” โมนีก้าตะโกนบอกจางเฟยเสียงดังลั่นสมรภูมิที่บัดนี้เต็มไปด้วยเสียงปะทะของอาวุธและเสียงคำรามของจางเฟยที่กำลังปัดป้องลูกน้องของตัวเอง โดยไม่รอให้จางเฟยตอบ 



             โมนีก้ากระชับดาบในมือแล้วทะยานร่างเข้าใส่กลุ่มทหารที่คลุ้มคลั่งโดยมีอาริเอลควบม้าตามมาติด ๆ โมนีก้าไม่ได้ใช้คมดาบฟันใคร แต่ใช้สันดาบและด้ามดาบฟาดเข้าที่จุดสลบของทหารเหล่านั้นอย่างแม่นยำเพื่อเปิดทางให้ตัวเองและอาริเอลฝ่าวงล้อมไปให้เร็วที่สุด



             ทว่ากลุ่มทหารอาสาที่ถูกควบคุมพวกเขาเหล่านี้พุ่งเข้ามาหาพวกเธอด้วยแววตาว่างเปล่า แต่กลับมีพละกำลังและความเร็วที่น่าตกใจ โมนีก้าต้องอาศัยประสบการณ์จากการทำภารกิจที่ต้องทำให้คนสลบมานับครั้งไม่ถ้วน ใช้ท่วงท่าที่รวดเร็วและพลิกแพลง ฝ่าคมหอกและดาบที่เข้ามาจากทุกทิศทาง “อาริเอล! ระวังซ้าย!” โมนีก้าตะโกนบอกเมื่อเห็นทหารคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง อาริเอลไม่รอช้า เธอใช้ขาข้างที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษเตะสวนกลับไปอย่างแรงจนร่างนั้นลอยกระเด็น



             เส้นทางที่มุ่งสู่ยอดผานั้นเป็นทางลาดชันที่เต็มไปด้วยโขดหินและต้นไม้รกทึบ การควบม้าขึ้นไปตามทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก ม้าที่อาริเอลขี่อยู่เริ่มหอบเหนื่อยจากแรงถีบที่ต้องพุ่งขึ้นไปข้างบน “คุณโมนีก้าคะ! ทางนี้ชันมากค่ะ!” อาริเอลตะโกนบอก พลางพยายามบังคับม้าให้กระโดดข้ามโขดหินขนาดใหญ่



             “ไปต่อค่ะอาริเอล! อย่าให้มันหนีไปได้!” โมนีก้ากัดฟันกร่อน เธอเพ่งเนตรแห่งฟีบี้ไปยังยอดผาเบื้องบน มองเห็นเส้นใยพลังงานสีม่วงดำที่เชื่อมโยงเอ็มพูซาสาวกับทหารที่คลุ้มคลั่งอยู่เบื้องล่าง เส้นใยเหล่านั้นสั่นไหวราวกับเย้ยหยัน



             ในขณะที่โมนีก้ากับอาริเอลกำลังฝ่าฟันอุปสรรคขึ้นไปยังยอดผา จางเฟยก็ยังคงตะลุมบอนอยู่เบื้องล่าง เขาพยายามปัดป้องอาวุธของลูกน้องตัวเองอย่างสุดกำลัง ทว่าความบ้าคลั่งของทหารที่ถูกควบคุมก็เริ่มทำให้เขาอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ “ฮึ่ม! ไอ้ผีสางตัวไหนมันอยู่บนนั้นวะ! ลงมาสู้กันตัว ๆ เลยโว้ย!” จางเฟยคำรามลั่น “ถ้าพวกเจ้ากล้าแตะต้องแม่นางโม่หนิงกับเจ้าสิงโตตัวน้อยแม้เพียงปลายเล็บ ข้าจะเผาที่นี่ให้เป็นเถ้าธุลี!”



             เอ็มพูซาสาวบนยอดผายิ้มเย้ยหยันอีกครั้ง นางยกมือขึ้นช้า ๆ พลางร่ายมนต์บทหนึ่งที่ส่งผลให้เส้นใยพลังงานสีม่วงดำที่เชื่อมโยงกับทหารอาสาแข็งแกร่งขึ้น ทหารที่คลุ้มคลั่งเบื้องล่างเริ่มมีพละกำลังเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทำให้จางเฟยต้องรับศึกหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว



             โมนีก้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้น เธอกัดฟันแน่น ไม่ยอมหรอก! ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาทำลายประวัติศาสตร์และความพยายามของฉันแน่นอน ยัยเอ็มพูซาตัวดี!



             ท่ามกลางหมอกหนาที่พยายามจะบิดเบือนการรับรู้ของโมนีก้า แต่ภายใต้เนตรแห่งฟีบี้ที่ทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทุกอย่างกลับชัดเจนเหมือนดูหนังระบบ 4K เธอสะบัดข้อมือขวาเรียกดาบสุริยคติ ออกมาอีกครั้ง ตัวดาบเปล่งประกายสีทองตัดกับสีเขียวมรกต สั่นสะเทือนด้วยพลังงานอุกกาบาตที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ



             “ยิ้มอะไรจ๊ะสาวชุดแดง หนีไปไหนไม่รอดแล้วล่ะ” โมนีก้าแสยะยิ้มกวนประสาท “ถึงที่จีนจะใช้พลังได้ไม่เต็มร้อย แต่แค่จัดการเอมพูซาหลงฝูงแบบแกน่ะ... ขี้ผง!”



             เอมพูซาในชุดนางเซียนกรีดร้องด้วยความโกรธจัดจนใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยว นางซัดเปลวไฟสีแดงเพลิงเข้าใส่ทันที แต่โมนีก้ากลับไม่หลบ เธอตั้งดาบรับอย่างมั่นคง พลังงานความร้อนทั้งหมดถูกดูดซับเข้าสู่ตัวดาบสุริยคติจนเรืองแสงจ้า



             “อาริเอล! ฝากข้างล่างด้วย!” โมนีก้าตะโกนสั่ง



             “รับทราบค่ะคุณโมนีก้า!” อาริเอลตอบรับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น เธอไม่ใช้มนต์เสน่ห์ที่ตนไม่มี แต่ใช้พละกำลังกายภาพเพียว ๆ พุ่งทะยานเข้าใส่เอมพูซาสาวขาทองสัมฤทธิ์ของเธอถีบพื้นหินจนแตกร้าว ก่อนจะกระโดดขึ้นฟ้าแล้วทิ้งดิ่งลงมาด้วยลูกถีบมหาประลัย เอมพูซานางเซียนต้องรีบกางปีกบินหลบอย่างหวุดหวิด แต่ทว่าโมนีก้าที่รอจังหวะอยู่แล้วก็สวนกลับทันควัน เธอฟาดดาบสุริยคติปล่อยคลื่นกระแทกพลาสม่าที่ดูดซับมาเมื่อครู่ออกไปเป็นวงกว้าง พลังงานมหาศาลปะทะเข้ากับปีกของเอมพูซาจนนางเสียหลักร่วงลงมากระแทกพื้นหน้าผา



             “นี่สำหรับที่บังอาจมาหลอกใช้ทหารของพี่สาม!” โมนีก้าไม่ปล่อยให้ศัตรูตั้งตัว เธอใช้สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเร่งให้เถาวัลย์หนามใต้ดินพุ่งขึ้นมามัดขาลาและขาสัมฤทธิ์ของอีกฝ่ายไว้แน่น



             เอมพูซาสาวพยายามจะร่ายมนต์สะกดจิตใส่โมนีก้า แต่ออร่าสีขาวนวลจากเนตรแห่งฟีบี้กลับสะท้อนพลังนั้นกลับไปหาเจ้าของ ทำให้นางเซียนชะงักงันด้วยความมึนงงไปชั่วขณะ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาริเอลพุ่งเข้ามาปิดบัญชี เธอใช้พละกำลังมหาศาลจับร่างเอมพูซาตนนั้นเหวี่ยงกระแทกกับผนังหินอย่างแรง ก่อนที่โมนีก้าจะปิดท้ายด้วยการแทงดาบสุริยคติลงที่หัวใจของอสุรกาย



             ซู่มมม!



             ร่างของเอมพูซาในชุดจีนโบราณกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองสีทองและจางหายไปในอากาศ เหลือเพียงความเงียบสงบที่กลับคืนสู่ยอดผาอีกครั้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 2 นาทีด้วยซ้ำ 



             โมนีก้าสะบัดข้อมือเก็บดาบให้กลับเป็นกำไลตามเดิม เธอเอามือเท้าเอวแล้วยักคิ้วให้ท้องฟ้าหนึ่งทีอย่างผู้ชนะ “กากจริง ๆ เลยน้า... นึกว่าจะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็แค่พวกหิวแสง” เธอก่อนจะหันไปตบไหล่อาริเอลเบา ๆ “เก่งมากอาริเอล! พลังขาเธอนี่มันเบสิกแต่ได้ใจจริง ๆ สะใจชะมัด”



             “ขอบคุณค่ะคุณโมนีก้า” อาริเอลยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ แววตาที่เคยหวั่นไหวหายไปสิ้น “ดูเหมือนทหารข้างล่างจะเริ่มได้สติแล้วนะคะ” เบื้องล่างนั้น เส้นใยสีม่วงดำที่เคยบงการทหารอาสาขาดสะบั้นลง ทหารของจางเฟยเริ่มขยี้ตาและมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงงเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย จางเฟยที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจยาวพลางมองขึ้นมาบนยอดผาด้วยความทึ่ง



             “แม่นางโม่หนิง! อาลี่! พวกท่านหายไปไหนมาน่ะ!” จางเฟยตะโกนเรียกจากข้างล่าง แม้เขาจะไม่เห็นภาพการต่อสู้ทั้งหมด แต่เขารู้ว่าความสงบที่กลับมานี้ต้องเป็นฝีมือของสตรีต่างแดนสองคนนี้แน่ ๆ



             โมนีก้าหันไปยิ้มให้อาริเอล “ไปกันเถอะอาริเอล ไปหาพี่สามกัน เดี๋ยวเขาจะนึกว่าเราโดนคาบไปกินซะก่อน”



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

รอต่อไหมนะ 555+
Quest Summary

สรุป

และแล้วโมนีก้าก็เจอตัวการ คือเอมพูซ่าหลงยุค ก็เลยเถียงกันพอประมาณแล้วจัดการไปพร้อมกับอาริเอลแบบชิก ๆ สวย ๆ เพื่อให้เหล่าทหารอาสามีสติสักกะที


[เดินทางถึง สมรภูมิยอดเขาต้าซิง]

[อยู่ในกองทัพอาสา 200 ของจางเฟย]

[กำจัดเอ็มพูซ่าที่ควบคุมกองทหารอาสา]

Loot & Rewards

กำจัดแวน เอมพูซ่า 1 ตัว (มีค่า LUK 60+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)

ได้รับ เส้นผมเอ็มพูซ่า จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 2 ชิ้น

ได้รับ น้ำมันคบเพลิง จำนวน 2 ชิ้น 2 x 2 = 4 ชิ้น

สรุปสิ่งที่ได้รับ เส้นผมเอ็มพูซ่า 1 ชิ้น น้ำมันคบเพลิง 2 ชิ้น

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณจะตามกองทัพอาสาลงใต้ไปว่านเฉิงหรือไม่  โพสต์ 2026-1-11 00:38
God
ตามที่ท่านเจ้าเมืองเล่าอิ้วแจ้ง ดูเหมือนหนุ่มที่มาส่งสารเขาจะมีวิชาตัวเบาเยี่ยมจริงๆ ฝีเท้ารวดเร็วไม่เห็นฝุ่นเลย หลังส่งสารเขาก็วิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว  โพสต์ 2026-1-11 00:34
God
จบสมรภูมิแรก เมื่อคุณและกองทัพอาสากลับถึงจี้โจว ก็ได้ยินข่าวลือว่า มีผู้กล้าส่งสารด่วนในสังกัดแม่ทัพฮองฮูสงแจ้งขอกำลังเสริมที่ว่านเฉิง  โพสต์ 2026-1-11 00:33
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-11 00:24
โพสต์ 79570 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-10 22:31
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-11 04:48:16 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 17 : เจอสักกะที

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ ค่ายพักแรม มณฑลจี้โจว

            และแล้วสมรภูมิยอดเขาต้าซิงปิดฉากลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดตามที่พงศาวดารได้บันทึกไว้ ทัพกบฏโพกผ้าเหลืองของเฉิงหย่วนจื้อแตกพ่ายไม่เป็นท่าเมื่อต้องเผชิญกับความองอาจของสามพี่น้องสวนท้อ ในขณะที่หลิวเป้ย์และกวนอวี่นำทัพบุกทะลวงเข้ากลางค่ายใหญ่จนเด็ดหัวแม่ทัพโจรได้สำเร็จ ทางด้านปีกตะวันออก จางเฟยก็ควบม้าฝ่ากองศพโจรที่กระจัดกระจายกลับมาสมทบพร้อมกับกองทหารอาสาที่เพิ่งได้สติ โดยมีโมนีก้าและอาริเอลขี่ม้าซ้อนท้ายตามมาติด ๆ ทั้งคู่พยายามรักษากิริยาให้ดูเหมือนทหารอาสาผู้รอดตายอย่างหวุดหวิดที่สุดเท่าที่จะทำได้



            “พี่ใหญ่! พี่รอง!” จางเฟยตะโกนก้องพลางชูทวนอสรพิษที่อาบไปด้วยเลือดโจร “ข้าจัดการทางด้านนั้นเรียบวุธ! แม้จะมีอาถรรพ์ผีสางมาขวางทางบ้าง แต่ก็ได้แม่นางโม่หนิงและอาลี่ช่วยชี้ทางสว่างให้!”



            หลิวเป้ย์บนหลังม้าสีขาวสง่า หันมามองกลุ่มทหารอาสาที่ยังรอดชีวิตด้วยความตื้นตันใจ เขาไม่ได้กล่าวถึงเกียรติยศของตนเอง แต่กลับลงจากม้าเพื่อไปพยุงทหารที่บาดเจ็บด้วยตนเองตามวิสัยของบุรุษผู้ซื้อใจคนด้วยความเมตตา “ขอบใจพวกเจ้าทุกคนมาก... ที่ยอมสละชีพเพื่อแผ่นดิน” หลิวเป้ย์กล่าวเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ก่อนจะหันมาประสานมือคารวะโมนีก้าและอาริเอล “แม่นางทั้งสอง... ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของท่านยิ่งนัก สมรภูมินี้พิสูจน์แล้วว่าคำพูดของท่านมิใช่เรื่องเหลวไหล สวรรค์ส่งพวกท่านมาเคียงข้างพวกเราจริง ๆ”



            โมนีก้ารีบโดดลงจากม้า (เกือบสะดุดชายผ้าไหมอีกรอบแต่ทรงตัวทัน) เธอรีบซ่อนดาบสุริยคติไว้ในรูปแบบกำไลอย่างมิดชิด แววตาสีเทาเงินกลับมาดูใสซื่อแบบกาว ๆ ตามเดิม



            “หามิได้เจ้าค่ะท่านพี่ใหญ่... ข้ากับอาลี่ก็แค่ช่วยระวังหลังนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง” โมนีก้าตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ ในใจก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เธอสับสันดาบใส่ท้ายทอยทหารเป็นว่าเล่น 



            ถ้าจางเฟยรู้ว่าฉันฟาดทหารเขาหัวทิ่มไปกี่คน เขาจะยังเรียกฉันว่านางเซียนอยู่ไหมนะ... แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยประวัติศาสตร์ช่วงแม่ทัพโจรเทียวอ้วนจี้โดนเก็บก็ยังเป็นไปตามบทเป๊ะ ๆ น่าสงสารเทพอิออนจริงๆ ที่ต้องมาเห็นฉันเนียนอยู่ในกองทัพแบบนี้



            อาริเอลยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลัง ใบหน้าของเธอมีรอยเปื้อนฝุ่นและเขม่าไฟทำให้ดูเหมือนทหารอาสาที่ผ่านศึกหนักมาจริงๆ เธอมองกองทัพ 500 นายที่บัดนี้กลายเป็นกองทัพผู้พิชิตด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป “ฉันว่า... คนพวกนี้เท่กว่าที่คิดไว้อีกนะคะคุณโมนีก้า” อาริเอลกระซิบภาษาอังกฤษเบา ๆ “โดยเฉพาะท่านกวนอวี่นั่น... ยืนนิ่งหยิ่งพะย้อยอย่างกับรูปปั้นเทพเจ้าเลยค่ะ”



            กวนอวี่ที่ยืนลูบเครายาวอยู่ข้างหลิวเป้ย์ ปรายตามามองสองสาวด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม เขาเห็นรอยเลือดอสุรกาย ที่ซึมอยู่บนปลายกระโปรงของโมนีก้า ซึ่งต่างจากเลือดสีแดงฉานของพวกกบฏ แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่พยักหน้าให้ด้วยความเคารพในฐานะนักรบต่อนักรบ



            “พี่ใหญ่... กองทัพเราได้รับชัยชนะครั้งแรกแล้ว ราษฎรในแถบนี้จะอยู่อย่างสงบสุขไปอีกนาน” กวนอวี่เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ



            “นั่นคือสิ่งที่ข้าปรารถนาที่สุด” หลิวเป้ย์ตอบพลางมองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างสดใสหลังหมอกร้ายจางหายไป “กลับค่ายกันเถอะ เราต้องเตรียมตัวสำหรับก้าวต่อไป... แผ่นดินนี้ยังต้องการพวกเราอีกมาก”



            กองทัพอาสาเริ่มเดินขบวนกลับท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านที่ออกมาต้อนรับตามสองข้างทาง โมนีก้านั่งซ้อนท้ายม้าของอาริเอลพลางหยิบแท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ ออกมาเช็คไทม์ไลน์เงียบ ๆ ภายใต้หมอกบังตา ศึกหน้า... ศึกที่เมืองเฉิงจิ๋วสินะ โมนีก้าถอนหายใจ คราวนี้แหละของจริง ถ้าพวกเอ็มพูซาหรืออสุรกายตัวไหนโผล่มาแก้บทอีกล่ะก็ ฉันจะเรียกมดนับหมื่นมาแบกพวกมันไปทิ้งลงทะเลให้หมดเลยคอยดู!



            จางเฟยควบม้าวนรอบสองสาวพลางหัวเราะร่วน “แม่นางโม่หนิง! คืนนี้ข้าจะเลี้ยงเหล้าพวกท่านให้เต็มคราบ! คนต้าฉินนี่รบเก่งพอกับดื่มเหล้าไหมนะ ฮ่า ๆ ๆ!”



            “เอ่อ... ท่านพี่สามเจ้าคะ ข้าขอน้ำชาธรรมดาก็พอเจ้าค่ะ” โมนีก้ารีบปฏิเสธทันควัน ขณะที่ม้าศึกค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองพร้อมกับตำนานสามพี่น้องที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีพยานเป็นสองเดมิก็อดสาวที่ประวัติศาสตร์ (เกือบจะ) ไม่ได้บันทึกไว้



            บรรยากาศภายในค่ายพักแรมหลังชัยชนะที่ยอดเขาต้าซิงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความยินดี ทหารอาสาเริ่มจับกลุ่มกินข้าวและพักผ่อน ทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อทหารอาสานายหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามายังกระโจมกลางที่สามพี่น้องและสองสาวเดมิก็อดกำลังพักผ่อนอยู่ “เรียนท่านหลิวเป้ย์! มีสารด่วนจากท่านเจ้าเมืองเล่าอิ้วแจ้งมาขอรับ!” ทหารผู้นั้นหอบหายใจพลางส่งม้วนสาร “ในสารระบุว่าแม่ทัพหลวงฮองฮูสงและจูฮี กำลังถูกทัพกบฏโพกผ้าเหลืองล้อมไว้ที่เมืองว่านเฉิง สถานการณ์คับขันยิ่งนัก ท่านเจ้าเมืองเล่าอิ้วจึงใคร่ขอให้พวกท่านรีบยกทัพไปช่วยเหลือโดยด่วน!”



            หลิวเป้ย์รับสารมาอ่านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามทหารส่งสาร “แล้วผู้ที่นำสารนี้มาล่ะ? เขาอยู่ที่ใด ข้าอยากจะขอบใจและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเสียหน่อย”



            ทหารผู้นั้นเกาหัวด้วยความงุนงง “เอ่อ... เรียนท่านเล่าปี่ หนุ่มผู้ส่งสารคนนั้นแจ้งเสร็จก็จากไปทันทีขอรับ ท่านเจ้าเมืองเล่าอิ้วยังเปรยเลยว่า หนุ่มคนนั้นมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศนัก ฝีเท้ารวดเร็วไม่เห็นฝุ่น ราวกับเหาะเหินเดินอากาศได้ หลังส่งสารเสร็จเขาก็วิ่งหายลับไปในพริบตาเดียว พวกข้าตามไปดูยังไม่ทันเห็นแม้แต่เงาหลังเลยขอรับ!”



            หลิวเป้ย์ได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่สำรวมแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว แววตาของเขาฉายประกายแห่งปณิธานอันแรงกล้า “แปลกนัก... ท่านแม่ทัพฮองฮูสงเป็นขุนนางตงฉิน ผู้มีความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์ฮั่น บัดนี้แผ่นดินเข้าสู่กาลียุค ทัพหลวงอันเป็นเสาหลักกลับถูกล้อมไว้ หากเรามัวแต่รั้งรออยู่ที่นี่ เห็นแก่ความสบายชั่วครั้งชั่วคราว ทัพหลวงพ่ายแพ้เมื่อใด ราษฎรทางใต้คงต้องจมกองเลือดและทุกข์เข็ญเป็นแน่”



            เขามองไปยังเหล่าน้องร่วมสาบานด้วยสายตาที่ให้เกียรติ “น้องรอง น้องสาม... พวกเจ้ามีความเห็นประการใด?”



            กวนอวี่ลูบเครายาวพลางพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง “พี่ใหญ่กล่าวถูกต้องแล้ว... ชื่อเสียงของท่านแม่ทัพฮองฮูสงเป็นที่เลื่องลือว่ามิใช่ขุนนางสอพลอในราชสำนัก แต่เป็นยอดขุนพลผู้ตรากตรำในสนามรบเพื่อราชวงศ์อย่างแท้จริง การไปช่วยทัพหลวงครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อชัยชนะ แต่คือเกียรติยศของนักรบ อีกอย่าง...” กวนอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย “ข้าอยากเห็นนักว่ากองทัพของฮองฮูสงจะแกร่งเพียงใด และไอ้หนุ่มส่งสารผู้นั้นมันเป็นยอดคนประเภทไหนกัน ถึงได้มีวิชาตัวเบาส่งสารข้ามมณฑลได้รวดเร็วปานนั้น”



            “ฮ่า ๆ ๆ! ดีเลยพี่ใหญ่!” จางเฟยตบโต๊ะดัง ปัง! จนถ้วยน้ำชาสั่นสะเทือน “อยู่ที่นี่ข้าก็เบื่อจะแย่แล้ว ไอ้พวกโจรแถวนี้มันกระจอกเกินไปรบไม่สนุกเลย! ไปว่านเฉิงกันเถอะ ข้าอยากจะรู้ว่าไอ้หนุ่มที่วิ่งเร็วไม่เห็นฝุ่นนั่น มันจะวิ่งหนีทวนของข้าพ้นไหม หรือจะวิ่งเร็วเท่าม้าศึกของข้าหรือเปล่า!” พูดจบเขาก็เดินอาด ๆ ออกไปสั่งการทหารทันที “เฮ้ย! พวกเจ้า! เตรียมม้า เตรียมเสบียงให้พร้อม เราจะออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้!”



            ในขณะที่สามพี่น้องกำลังตื่นตัวกับภารกิจใหม่ โมนีก้าและอาริเอลที่นั่งฟังอยู่มุมกระโจมถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องนัดหมาย



            วิ่งเร็วไม่เห็นฝุ่น? วิชาตัวเบาเยี่ยมยอด? โมนีก้าทวนคำในใจพลางหยิบแท็บเล็ตอิคารัส มิเรอร์ขึ้นมาเช็คข้อมูลใต้หมอกบังตาอย่างรวดเร็ว ในประวัติศาสตร์สามก๊ก... คนที่วิ่งเร็วขนาดนั้นมันมีด้วยเหรอ? หรือจะเป็น... บุตรเฮอร์มีส? ไม่สิ หรือจะเป็นเดมิก็อดสายความเร็วคนอื่น? การที่จู่ ๆ มีตัวละครปริศนาโผล่มาส่งสารแบบเนียน ๆ แบบนี้ มันเริ่มมีกลิ่นแปลก ๆ แล้วนะเนี่ย



            เธอกระซิบถามอาริเอลเป็นภาษาอังกฤษ “อาริเอล... เธอคิดเหมือนฉันไหม? ไอ้หนุ่มส่งสารนั่นน่ะ อาจจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาในยุคนี้แน่ ๆ”



            อาริเอลพยักหน้าหงึกหงัก แววตาสีแดงฉานฉายความกังวล “ใช่ค่ะคุณโมนีก้า ขนาดฉันเป็นเอมพูซาที่มีพละกำลังขามากขนาดนี้ ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะวิ่งข้ามมณฑลได้เร็วขนาดที่ทหารมองไม่เห็นฝุ่น ถ้าเขาไม่ใช่เดมิก็อดสายความเร็ว ก็ต้องเป็นอสุรกายที่ได้รับมอบหมายภารกิจอะไรบางอย่างมาแน่ ๆ ค่ะ”



            โมนีก้าเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของจางเฟยที่กำลังสั่งเตรียมทหารอย่างคึกคัก เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหันไปสบตากับอาริเอลด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม “อาริเอล... วิ่งเร็วปานลมกรดจนมองไม่เห็นฝุ่นแบบนี้ แถมยังส่งสารข้ามเขตในเวลาที่มนุษย์ปกติทำไม่ได้ ในหัวฉันมีชื่อเดียวเลยนะ” โมนีก้ากระซิบเสียงเครียดแต่แฝงความดีใจ “นั่นต้องเป็นพรรคพวกในคำพยากรณ์ของเราแน่ ๆ! ลูกเทพสายความเร็วที่เราตั้งใจมาช่วยตั้งแต่แรกไงล่ะ!”



            อาริเอลเบิกตากว้าง แววตาสีแดงฉานวาวโรจน์ขึ้นมาทันที “จริงด้วยค่ะคุณโมนีก้า! ถ้าเขาวิ่งร่อนไปมาส่งสารข้ามมณฑลแบบนี้ แสดงว่าเขากำลังพยายามประคองสถานการณ์ประวัติศาสตร์นี้อยู่เหมือนกัน แต่การใช้พลังระดับนั้นในยุคที่กระแสเวลาบิดเบี้ยว... เขาต้องรับภาระหนักมากแน่ ๆ!”



            “ใช่! และเขากำลังรอพวกเราอยู่!”



            ให้ตายสิ ในที่สุดเราก็เข้าใกล้เขาแล้ว ศึกที่ว่านเฉิงนี่แหละที่เราจะได้เจอพรรคพวกสายสปีดคนนั้น สงสารเทพอิออนจริง ๆ ที่ต้องมาเห็นพวกเราวิ่งวุ่นกู้โลกกันแบบนี้ แต่เอาเถอะ ในเมื่อพรรคพวกเรากำลังลำบากและต้องการความช่วยเหลือ เราจะมัวช้าไม่ได้!



            โมนีก้ายิ้มกว้างออกมาพลางคว้าแขนรุ่นน้อง “กระโดดขึ้นม้าเลยอาริเอล! เพื่อความแนบเนียนเรายังต้องซ้อนท้ายกันไปก่อน ทนเจ็บก้นอีกนิดนะสาวน้อย เราจะควบตามพี่สามไปให้ติด ชนิดที่ว่าถ้าเราไปถึงว่านเฉิงแล้วเจอตัวเขาเมื่อไหร่ ฉันจะพุ่งเข้าไปช่วยซัพพอร์ตทันที!”



            “ทราบแล้วค่ะ! ฉันจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางทางเราไปหาเขาเองค่ะ!” อาริเอลตอบรับด้วยความฮึกเหิมตามนิสัยอสุรกายที่พร้อมออกศึก 



            เมื่อเสียงแตรเขาสัตว์แผดคำรามก้องไปทั่วค่ายพักแรม โมนีก้าก็รู้ทันทีว่านาฬิกาแห่งโชคชะตาเริ่มนับถอยหลังแล้ว เธอรีบโดดขึ้นซ้อนท้ายม้าของอาริเอลพลางกระชับอ้อมกอดแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังทางทิศใต้ที่ห่างไกลออกไป "ไปกันเลยอาริเอล! มุ่งหน้าสู่ว่านเฉิง ไปช่วยพรรคพวกสายสปีดของเรากัน!"



            ทว่าก่อนที่ขบวนทัพจะควบทะยานออกไป หลิวเป้ย์ที่เตรียมจะขึ้นม้าก็หันมามองสองสาวด้วยความกังวล "แม่นางโม่หนิง แม่นางอาลี่... ศึกที่ว่านเฉิงคราวนี้ใหญ่หลวงนัก ทัพกบฏมีจำนวนมหาศาลกว่าที่ยอดเขาต้าซิงหลายเท่า ข้าเกรงว่ามันจะอันตรายเกินไปสำหรับสตรีเช่นพวกท่าน หากพวกท่านจะรออยู่ที่เมืองนี้..."



            "ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะท่านพี่ใหญ่" โมนีก้ารีบขัดขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูมีหลักการที่สุด "ท่านลืมไปแล้วหรือคะว่าทหารอาสาที่เพิ่งได้สติมานั้น ร่างกายและจิตใจยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ข้ากับอาลี่มีวิชาปรุงยาและการรักษาแบบฉบับต้าฉิน หากพวกเราไม่อยู่เคียงข้างเพื่อคอยดูแลกำลังพลที่บาดเจ็บ หรือถ้าอาถรรพ์แบบเดิมมันโผล่มาอีก ใครจะช่วยท่านพี่สามแก้ทางได้ทันล่ะคะ?"



            อาริเอลรีบรับลูกทันทีตามประสาคู่หู "ใช่เจ้าค่ะท่านหลิวเป้ย์! ม้าของตัวนี้ฝีเท้าเร็วมาก ฉันสามารถช่วยส่งยาหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากสมรภูมิได้เร็วกว่าทหารทั่วไปแน่ ๆ อีกอย่าง... ฉันไม่อยากทิ้งท่านพี่สามไปตอนนี้เจ้าค่ะ!"



            จางเฟยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วนพลางตบตักปัง "พี่ใหญ่! ให้พวกนางไปเถอะ! แม่นางโม่หนิงมีดาบวิเศษ ส่วนเจ้าสิงโตน้อยอาลี่ก็มีพละกำลังขาที่ข้ายังยอมรับ ถ้ามีพวกนางอยู่ด้วย ข้าว่าทัพเราจะเหมือนเสือติดปีกนะ!"



            หลิวเป้ย์นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยรอยยิ้มละมุน "ในเมื่อพวกท่านมีปณิธานแรงกล้าที่จะช่วยเหลือราษฎรและกองทัพข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็มิอาจปฎิเสธได้... น้องสาม ฝากเจ้าดูแลแม่นางทั้งสองด้วย"



            "ไว้ใจข้าได้เลยพี่ใหญ่!"



            โมนีก้าแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจพลางคิด 'เกือบไปแล้วไง ถ้าไม่ได้ตามไปมีหวังคลาดกับพรรคพวกสายสปีดนั่นแน่ ๆ รอก่อนนะนายนักวิ่งความเร็วแสง! ฉันกำลังจะไปช่วยแล้ว อย่าเพิ่งแบตหมดกลางทางล่ะ!'



            และแล้วขบวนทัพอาสา 500 นายเริ่มเคลื่อนพลออกจากค่ายด้วยความเร็วสูง ฝุ่นตลบอบอวลไปตามเส้นทางเดินทัพ โมนีก้าไม่ได้มองเพียงทัศนียภาพของประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่เธอใช้เนตรแห่งฟีบี้ กวาดมองหาเส้นแสงสีทองที่อาจจะทิ้งร่องรอยจาง ๆ ไว้ในอากาศ เธอสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคพวกของเธอเพิ่งผ่านทางนี้ไปไม่นาน



            ตลอดการเดินทาง จางเฟยหันมาตะโกนคุยเป็นระยะ "แม่นางโม่หนิ่ง! อาลี่! เกาะให้แน่นๆ นะ ทางไปว่านเฉิงมันขรุขระ ข้าจะพาพวกท่านไปดูว่าการรบที่แท้จริงน่ะ มันดุเดือดยิ่งกว่าที่ยอดเขาต้าซิงร้อยเท่า!"



            โมนีก้าตะโกนตอบกลับด้วยรอยยิ้มขำ ๆ "จัดไปค่ะท่านพี่สาม! ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าสมรภูมิใหญ่จะหน้าตาเป็นยังไง!"



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

รอต่อวันไป
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลเข้าร่วมศึกยอดเขาต้าซิงสำเร็จ เมื่อกลับมาก็ได้ข่าวเรื่องการเรียกตัวไปที่ว่านเฉิง เมื่อได้ยินเรื่องคนส่งสารทั้งสองคนก็ตกลงเข้าร่วมเดินทางไปยังว่านเฉิงทันที ความวุ่นวายไว้ให้เทพอิออนมาแก้ไขเอาเองแล้วกัน


[เข้าร่วมกองทัพ เดินทางไปว่านเฉิง]

[อยู่ในกองทัพอาสาของสามพี่น้อง]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-11 10:16
God
แต่หากเขารู้เหตุการณ์ เกรงว่าหลังจบศึกผ้าเหลืองการจะปราบสิบขันทีของวีรชนและเริ่มต้นยุคสมัยแห่งความโกลาหลจะเป็นไปได้ยาก เกรงว่าทิศทางที่สิบขันทีเป็นใหญ่จะเกิดขึ้นจริงๆ  โพสต์ 2026-1-11 10:15
God
และเจ้ากับเพื่อนจะต้องหาทางทำให้มันลืมทุกอย่างที่อ่านด้วย เจ้าหมอนั่นมีชื่อเสียงความจำดีเยี่ยม ถึงก่อความวุ่นวายสะเทือนยุคสมัยและเป็นต้นเหตุการล่มสลายได้ถึงเพียงนี้   โพสต์ 2026-1-11 10:15
God
พยายามสร้างชื่อเสียงในลั่วหยางให้เป็นที่ดึงดูดจางร่างผู้นั้น ก่อนศึกโจรโพกผ้าเหลืองจบต้องชิงตำราสื่อจี้ฉบับสมบูรณ์ที่มีบันทึกจนจบยุคสามก๊กกลับมา   โพสต์ 2026-1-11 10:13
God
จางร่าง หรือก็คือ จางกงกงมหาขันทีใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าสิบขันทีในยุคนี้ ก่อนจะเกิดจราจลเขาพลัดหลงไปยังยุคศตวรรษที่ 21 และกลับมาพร้อมกับคัมภีร์ประวัติศาสตร์สื่อจี้ เจ้าคงรู้ดีใช่ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้น  โพสต์ 2026-1-11 10:11
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-11 17:57:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 18 : จางอะไรนะ...จางกงกงเราะ

วันที่ xx ฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) • ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ ค่ายพักแรม มณฑลจี้โจว

            การเคลื่อนทัพข้ามผ่านมณฑลจี้โจวมุ่งหน้าสู่เมืองว่านเฉิงนั้น มิใช่ภาพการเดินทัพที่ราบรื่นเหมือนการเดินสวนสนามในค่ายจูปิเตอร์ แต่มันคือการยาตราทัพท่ามกลางฝุ่นดินที่คละคลุ้งและไอแดดที่แผดเผา ทหารอาสา 500 นายเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบตามการวางตำแหน่งของกวนอวี่ ที่เน้นความระแวดระวังรอบด้าน ตลอดเส้นทางโมนีก้าเห็นภาพชาวนาที่ทิ้งคันไถมาถือหอก แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็มีความหวังเมื่อมองไปที่แผ่นหลังของหลิวเป้ย์



            เมื่อตะวันเริ่มลับขอบฟ้าที่เส้นขอบฟ้าของทุ่งหญ้าจี้โจว เมืองเย่เฉิง ขบวนทัพก็หยุดลงใกล้กับชัยภูมิเนินเขาเพื่อตั้งค่ายพักแรมตามพิชัยสงคราม จางเฟยสั่งการทหารให้ขุดดินทำร่องสนามและปักขวากหนามอย่างคล่องแคล่ว แสงจากคบเพลิงเริ่มถูกจุดขึ้นทีละดวงจนเห็นเป็นแนวยาว



            โมนีก้าและอาริเอลนั่งลงบนขอนไม้ใกล้กับกองไฟเล็ก ๆ ของพวกเธอ หญิงสาวผมแดงถอนหายใจยาวพลางพยายามนวดไหล่ที่ตึงเครียดจากชุดที่รัดแน่น เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ค่ายที่เต็มไปด้วยเสียงโลหะกระทบกัน เสียงม้าศึกพ่นลมหายใจ และกลิ่นสาบโคลนปนกลิ่นควันไฟ “คุณอาริเอล...” โมนีก้ากระซิบเรียกอาริเอลเป็นภาษาอังกฤษ เสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความทึ่ง “มันจริงจนฉันอึ้งไปเลยว่ะ... ดูนั่นสิ ทหารพวกนั้นไม่ได้มีพลังพิเศษ หรือชุดเกราะวิเศษจากวัลแคน แต่พวกเขากำลังเตรียมตัวเข้าสู่สมรภูมิด้วยความเชื่อมั่นในตัวผู้ชายสามคนนั้น” โมนีก้าเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยอารมณ์บางอย่าง 



            “นี่สินะ... สงครามของจริงที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกไว้ทุกรายละเอียด”



            อาริเอลที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดเศษดินออกจากขาสัมฤทธิ์วิเศษเงยหน้าขึ้น แววตาสีแดงหม่นสะท้อนแสงไฟวูบวาบ “ฉันรู้สึกได้ถึงความกลัวที่ลอยอยู่ในอากาศค่ะคุณโมนีก้า... แต่มันแปลกมาก ความกลัวนั้นมันถูกกลบด้วยความภักดีที่พวกเขามีต่อท่านหลิวเป้ย์ ในค่ายจูปิเตอร์เราสู้เพื่อเกียรติยศและระบบระเบียบ ตัวตนของเรา แต่คนที่นี่... พวกเขาสู้เพื่อชีวิตและครอบครัวจริง ๆ”



            โมนีก้าพยักหน้าพลางหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยกองไฟ เทพอิออนเป็นยังไงบ้างนะ ที่ต้องแบกรับน้ำหนักของโชคชะตาที่หนักอึ้งขนาดนี้ไว้ในกงล้อแห่งเวลา ทุกย่างก้าวของทหารพวกนี้คือฟันเฟืองที่กำลังหมุนไปสู่จุดจบของยุคสมัย และเราดันมาตกอยู่ใจกลางฟันเฟืองนั้นพอดี เธอมองไปยังกระโจมกลางที่เห็นเงาของหลิวเป้ย์ กวนอวี่ และจางเฟยกำลังก้มลงดูแผนที่ด้วยความเคร่งเครียด



            บรรยากาศในค่ายพักแรมที่มณฑลจี้โจวเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงปะทุของกองไฟที่ส่องกระทบใบหน้าเคร่งขรึมของโมนีก้า เธอไม่ได้เพียงแค่ทึ่งกับความสมจริงของประวัติศาสตร์ แต่เธอกำลังทบทวนถึงภาระอันหนักอึ้งจากคำพยากรณ์ที่เธอกับอาริเอลแบกรับมา โมนีก้าขยับเข้าไปใกล้กองไฟมากขึ้น พลางกระซิบกับอาริเอลด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าแต่หนักแน่น “ฉันรู้มาตลอดว่ามันต้องยิ่งใหญ่และอันตรายขนาดนี้อาริเอล... คำพยากรณ์นั่นมันชัดเจนอยู่แล้ว ‘โลกถูกบิดเบือน พันธนาการแห่งสมดุลแตกสลาย’ สิ่งที่เราเห็นตอนนี้มันแค่จุดเริ่มต้นของรอยรั่วที่กำลังโหมกระหน่ำ”



            เธอนึกถึงถ้อยคำในคำพยากรณ์ที่ดังก้องอยู่ในหัว ‘บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร’



            “นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องรีบไปหาหนุ่มนักวิ่งคนนั้น” โมนีก้ากล่าวต่อ แววตาสีเทาเงินฉายประกายเด็ดเดี่ยว “เขาคือบุตรแห่งผู้ส่งสารที่คำพยากรณ์บอกไว้ และตอนนี้เขากำลังติดอยู่ในกับดักของยุคสามก๊กนี้เพียงลำพัง ถ้าเราไม่ไปช่วยเขา กงล้อแห่งกาลเวลาที่บิดเบี้ยวนี้จะบดขยี้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เพื่อนเรา แต่รวมถึงประวัติศาสตร์ทั้งหมดด้วย”



            อาริเอลขยับเข้ามาใกล้โมนีก้าอีกนิด สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังงานเวลาที่แผ่ออกมาจากตัวรุ่นพี่ “ฉันจะระวังหลังให้คุณเองค่ะคุณโมนีก้า ไม่ว่าศึกข้างหน้าจะใหญ่แค่ไหน หรือพวกเอมปูซ่าที่รับใช้โครนอสหรือใครจะโผล่มาอีก ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายวัฏจักรที่ควรจะเป็นเด็ดขาด เราต้องปลดปล่อยพันธนาการแห่งกาลตามที่คำพยากรณ์บอกไว้ให้ได้”



            ในความเงียบยามค่ำคืนของจี้โจว โมนีก้าสัมผัสได้ถึงพลังงานเทพอิออน ในร่างกายที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันเริ่มสอดคล้องกับจังหวะที่บิดเบี้ยวของโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามของมนุษย์ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับภัยเงียบจากความมืดที่กำลังกัดกินรากฐานของกาลเวลา



            “กรีกและโรมจักต้องร่วมมือ...” โมนีก้าพึมพำท่อนหนึ่งในคำพยากรณ์ “เราสองคนคือตัวแทนของความร่วมมือนั้นอาริเอล เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองว่านเฉิง ทุกย่างก้าวของเราจะเข้าใกล้บุตรแห่งผู้ส่งสารมากขึ้น และเราจะเริ่มเยียวยากลไกแห่งกาลที่แตกหักนี่ไปด้วยกัน” เธอมองไปยังยอดไม้ที่ไหวเอนตามลม สัญชาตญาณแห่งโชคชะตากำลังร้องบอกว่า สิ่งที่ตามหาอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ภัยที่กำลังยึดครองโลกใบนี้ก็กำลังจับตามองพวกเธออยู่เช่นกันในเงามืดของสมรภูมิที่กำลังจะมาถึง



            ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่เมืองเย่เฉิน แสงคบเพลิงรอบค่ายทหารอาสาสั่นไหวตามแรงลมที่พัดมาจากแม่น้ำหวงเหอ โมนีก้าปลีกตัวออกมาจากกระโจมพักรบที่แออัด เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงริมเนินเขาที่พอมองเห็นประกายระยิบระยับของสายน้ำประวัติศาสตร์ที่กำลังไหลรินอยู่เบื้องล่าง แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ไปทั่วทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทำให้ภาพค่ายทหารแบบโบราณดูงดงามและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน



            เธอยกข้อมือขวาขึ้นมาช้า ๆ แสงจันทร์ตกกระทบลงบนกำไลสีเทาเข้มที่ดูเรียบง่ายทว่าทรงพลัง โมนีก้าใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามผิวสัมผัสที่เย็นเยียบของโลหะจากอุกกาบาตอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้เพื่อกวนประสาทศัตรู หรือเพื่อปกปิดความกังวลเหมือนอย่างทุกที แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความถวิลหา



            “ป่านนี้ที่โลกปี 2026 จะเป็นยังไงบ้างนะปีใหม่แล้วใช่ไหม...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ จนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลม “เลสเตอร์... ป่านนี้นายคงกำลังบ่นเรื่องผิวที่โดนแดดเผา หรือไม่ก็กำลังจัดทรงผมหน้ากระจก แล้วป่าวประกาศให้เทือกเขาเอทนาฟังอยู่ล่ะมั้งว่าตัวเองหล่อขนาดไหน”


            โมนีก้าหลุดหัวเราะคิกคักออกมาเมื่อนึกถึงใบหน้าของ อะพอลโล่ในร่างมนุษย์ที่แสนจะหลงตัวเองแต่กลับซุ่มซ่ามและน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน ความคิดถึงแล่นพล่านไปทั่วอกจนเธอรู้สึกวูบวาบอย่างประหลาด สำหรับเดมิก็อดสาวที่ต้องมาติดอยู่ในยุคโบราณที่ไร้อินเทอร์เน็ต ไร้ไฟฟ้า และไร้ซึ่งอ้อมกอดที่คุ้นเคย การมองดูของต่างหน้าชิ้นนี้คือความบันเทิงเพียงอย่างเดียวที่ปลอบประโลมใจได้



            “ฉันมาติดอยู่ในยุคสามก๊ก รบกับคนกู้โลกอยู่เนี่ย ถ้านายรู้เข้าคงจะทำหน้าเหวอแล้วร้องไห้ฟูมฟายหาว่าฉันทิ้งให้นายอยู่คนเดียวแน่ ๆ” เธอพูดกับกำไลราวกับว่ามันคือตัวแทนของแฟนหนุ่ม “แต่อย่าเพิ่งรีบหาใครใหม่มาแทนล่ะ ไม่งั้นกลับไปได้เมื่อไหร่ ฉันจะเอาดาบสุริยคติที่นายให้นี่แหละ สับกีตาร์ตัวโปรดของนายให้เละเลยคอยดู” เธอยกกำไลขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากเบา ๆ สัมผัสถึงไออุ่นจาง ๆ ที่หลงเหลืออยู่จากพลังงานของเทพเจ้า ความโหยหาดั่งคลื่นที่ซัดสาดทำให้เธออยากจะกดปุ่มเคลื่อนย้ายกลับไปหาเขาเสียเดี๋ยวนี้ แต่คำพยากรณ์และชะตากรรมของเพื่อนที่ติดอยู่ที่นี่ทำให้เธอยังขยับไปไหนไม่ได้



            “คิดถึงจังเลยไอ้เทพตกสวรรค์เอ๊ย... อย่าพึ่งรีบซ่อมเครื่องดนตรีแล้วรอฉันหน่อยนะ อย่าเพิ่งไปทำตัวซื่อบื้อให้ใครที่ไหนหลอกเอาล่ะ”



            โมนีก้ายืนนิ่งรับลมหนาวอยู่ครู่ใหญ่ ปล่อยให้ความคิดถึงทำงานของมันอย่างเต็มที่ท่ามกลางบรรยากาศจีนโบราณที่แสนจะขัดกัน รอยยิ้มของเธอยังคงค้างอยู่แบบนั้น ความรักที่มีต่อเลสเตอร์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงยึดเหนี่ยวความเป็นโมนีก้าเอาไว้ไม่ให้กลืนหายไปกับกระแสเวลาของยุคสามอาณาจักรนี้



            แม้จะผ่านเวลามาสักพักเธอก็ยังคงยืนเหม่อมองท้องฟ้าที่พร่างพราวด้วยหมู่ดาวพลางลูบกำไลสีเทาเข้มในมือ ความอบอุ่นจางๆ จากพลังของเลสเตอร์ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจที่ว้าเหว่ได้เป็นอย่างดี ทว่าในขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่ใน MV เพลงคิดถึงแฟน ของตัวเองอยู่นั้น บรรยากาศรอบข้างก็พลันนิ่งสนิท ราวกับเสียงแมลงและลมหนาวถูกกดปุ่มปิดเสียงกระทันหัน



            เบื้องหน้าของเธอ แสงสว่างจาง ๆ ก่อตัวขึ้นเป็นร่างของชายวันกลางคนผู้หนึ่ง เขามีใบหน้าคมคายที่ดูเยาว์วัยแต่เหี่ยวแห้ง ทว่าแฝงไปด้วยความร่วงโรยอย่างน่าประหลาด ผิวพรรณนวลลออราวกับภาพวาดสลับกับปีกขนาดใหญ่ที่สื่อถึงการเกิดใหม่และการดับสูญก็ไม่อยู่นั้นคือเทพอิออนบุคลาธิษฐานแห่งเวลาวัฏจักรปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีที่ดูเคร่งเครียดกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น



            “โมนีก้า... ยามนี้สายลมแห่งโชคชะตาเริ่มพัดพาวนผิดทิศเสียแล้ว” เสียงของอิออนกังวานทว่าดูอ่อนแรงราวกับผู้ที่แบกรับภาระนิรันดร์ไว้บนบ่า



            โมนีก้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้ากวน ๆ กลับมาจริงจัง “อ้าว ท่านเทพกาลเวลา โผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้ ตกใจหมดเลยค่ะ! แล้วทำไมทำหน้าเหมือนแบตเตอรี่จะหมดแบบนั้นล่ะคะ?”



            อิออนไม่ได้ขำไปกับเธอ แววตาที่เป็นกลางของเขาฉายแววกังวล “จงฟัง... เจ้าต้องไปยังลั่วหยาง โดยเร็วที่สุด ยามนี้ประวัติศาสตร์ไม่ได้เพียงแค่บิดเบี้ยว แต่มันกำลังจะพังทลายลงจากภายใน มนุษย์ผู้นั้น... จางร่าง (จางกงกง) หัวหน้าสิบขันทีผู้อื้อฉาว เขาได้พลัดหลงไปยังยุคศตวรรษที่ 21 ผ่านรอยแยกที่ยังไม่ถูกปิด และเขากลับมาพร้อมกับสิ่งที่อันตรายที่สุด... คัมภีร์ประวัติศาสตร์สื่อจี้ฉบับสมบูรณ์ ที่บันทึกเหตุการณ์ไปจนถึงจุดจบของยุคสามก๊ก”



            โมนีก้าเบิกตากว้างจนเกือบจะถลน “เดี๋ยวนะคะ! ศตวรรษที่ 21? ตำราสื่อจี้ฉบับสปอยล์แหลกจนจบยุคนั่นน่ะเหรอ? นี่มันยิ่งกว่าโดนโกงข้อสอบอีกนะท่าน!”



            “ถูกต้อง” อิออนแสดงท่าทีเศร้าใจซึ่งหาได้ยากจากเทพผู้ไร้อารมณ์ 



            “เจ้าคงรู้ดีใช่ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากสิบขันทีผู้ละโมบรู้ล่วงหน้าถึงจุดจบของตนเอง ยามนี้จางร่างกำลังใช้ข้อมูลนั้นสร้างชื่อเสียงในลั่วหยางเพื่อดึงดูดผู้มีอำนาจ หากศึกโจรโพกผ้าเหลืองจบลงโดยที่เขายังมีตำรานั้นอยู่ แผนการปราบสิบขันทีของเหล่าวีรชนจะล้มเหลว ยุคสมัยแห่งความโกลาหลที่ควรจะเป็นวัฏจักรเพื่อสร้างดุลยภาพใหม่จะถูกแทนที่ด้วยรัชสมัยอันมืดมิดของขันทีอย่างถาวร”



            อิออนเว้นจังหวะพลางมองดูนาฬิกาทรายที่มองไม่เห็นในมือ “เจ้ากับอาริเอลต้องชิงตำราสื่อจี้นั่นกลับมาให้ได้ก่อนศึกผ้าเหลืองจะจบสิ้น และที่สำคัญ... เจ้าต้องหาทางทำให้เขาลืมทุกอย่างที่อ่านด้วย มนุษย์ผู้นี้มีชื่อเสียงเรื่องความจำที่เป็นเลิศ หากเขายังจำได้แม้เพียงบรรทัดเดียว ประวัติศาสตร์ก็ยังตกอยู่ในอันตราย”



            โมนีก้าเริ่มพยักหน้าตามด้วยสีหน้าจริงจัง เธอเริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้ว่าทำไมทุกอย่างถึงดูเร่งรีบและผิดปกติไปหมด 



            “โอเคค่ะ สรุปคือต้องไปขโมยหนังสือสปอยล์คืน แล้วล้างสมองเจ้ากงกงนั่นด้วยสินะคะ... ว่าแต่ ท่านเป็นเทพแห่งนิรันดร์ไม่ใช่เหรอ? แค่ดีดนิ้วเปรี้ยงเดียวทุกอย่างก็กลับมาที่เดิมแล้ว ทำไมต้องใช้เดมิก็อดกาก ๆ อย่างฉันด้วยล่ะคะ?”



            อิออนทอดถอนใจ “ยามนี้กาลเวลายังบาดเจ็บสาหัส วัฏจักรที่บิดเบี้ยวทำให้พลังของข้าลดถอยลงจนไม่อาจแทรกแซงโดยตรงได้มากนัก ข้าทำได้เพียงเฝ้ามองและชี้ทางให้แก่เจ้า... พลังของข้าเหลือไม่มากพอจะซ่อมรอยร้าวนี้ด้วยตนเอง”



            โมนีก้ามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธอเห็นความลำบากของเทพที่พยายามจะรักษาความเป็นระเบียบของโลกใบนี้ไว้ “เข้าใจแล้วค่ะ สงสารท่านจริงๆ นะคะที่ต้องมาเจอความรวนระดับมัลติเวิร์สแบบนี้... เอาเป็นว่าหน้าที่นี้ฉันจะจัดการเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นจางกงกงหรือสิบขันทีหน้าไหน ถ้าคิดจะมาป่วนเวลาจนฉันไม่ได้กลับไปหาเลสเตอร์ล่ะก็... แม่นางโม่หนิง (?) คนนี้จะจัดหนักให้จำทางกลับบ้านไม่ถูกเลยค่ะ!”



            “ไปพักผ่อนเถอะค่ะท่านเทพ เดี๋ยวทางนี้ลูกสาวเซเรสจัดให้เอง!” สิ้นคำอิออนพยักหน้าช้า ๆ ก่อนร่างของเขาจะค่อย ๆ จางหายไปเป็นละอองแสง ทิ้งให้โมนีก้ายืนอยู่กับความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ในหัวของเธอไม่มีเพลง MV อีกต่อไป มีเพียงแผนการจู่โจมลั่วหยางและการลักพาตัวสปอยล์ประวัติศาสตร์เท่านั้น



            โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจูนสีหน้า จากที่เคยยืนอมยิ้มเพ้อฝันถึงเลสเตอร์ เธอรีบปั้นหน้าให้ดูเคร่งขรึม คิ้วหมวดมุ่นราวกับแบกความทุกข์ของชาวโลกไว้บนบ่า เธอเดินกึ่งวิ่งกลับเข้าไปในส่วนในของค่ายพักแรม จุดหมายคือร่างยักษ์ที่นั่งโดดเด่นอยู่หน้ากองไฟ เบื้องหน้าของเธอจางเฟยกำลังหัวเราะร่วนพลางแทะข้าวโพดปิ้งหัวปลีโตอย่างเอร็ดอร่อย โดยมี อาริเอล นั่งอยู่ข้างๆ ในมือของเอมปูซ่าสาวมีข้าวโพดปิ้งอีกฝักที่พยายามแทะอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้เขี้ยวอสุรกายจาง ๆ



            “คุณโมนีก้า! มาสิคะ ข้าวโพดนี่หวานมากเลย ท่านจางเฟยบอกว่าเป็นพันธุ์ดีจาก..." อาริเอลร้องเรียกพลางชูข้าวโพดในมือ แต่แล้วคำพูดก็หยุดชะงักเมื่อเห็นรอยย่นบนหน้าผากของโมนีก้า 



            โมนีก้าไม่ตอบอาริเอล แต่เธอเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าจางเฟยแล้วประสานมือโน้มตัวลงคำนับอย่างนอบน้อมผิดวิสัย "ท่านพี่สาม..." เสียงของเธอกดต่ำและสั่นเครือเล็กน้อย (ซึ่งแน่นอนว่าเธอแกล้งทำ) "ข้ามีเรื่องสำคัญระดับชะตาแผ่นดินต้องแจ้งแก่พวกท่าน... ข้าขอความกรุณา เข้าพบท่านพี่ใหญ่หลิวเป้ย์และท่านพี่รองกวนอวี่โดยด่วนที่สุดได้หรือไม่เจ้าคะ?"



            จางเฟยที่กำลังจะอ้าปากกัดข้าวโพดถึงกับชะงักค้าง เขาขยี้ตาพลางมองสตรีตรงหน้าอย่างงงงวย "เฮ้ย? แม่นางโม่หนิง ทำไมหน้าท่านถึงดูเหมือนคนเพิ่งเห็นผีมาเช่นนั้นล่ะ? ข้าวโพดไม่อร่อยหรือไร หรือมีโจรแอบมุดรั้วเข้ามา!"



            "มันร้ายแรงกว่านั้นมากเจ้าค่ะท่านพี่สาม" โมนีก้าเงยหน้าขึ้น แววตาสีเทาเงินของเธอสั่นไหว (ด้วยพลังการแสดงระดับออสการ์) "เรื่องนี้ส่งผลต่ออนาคตของพวกท่านทุกคน รวมถึงราชวงศ์ฮั่นที่ท่านรัก ข้าจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ต่อหน้าพี่น้องทั้งสามคนพร้อมกัน... ในกระโจมกลางเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ"



            อาริเอลรีบวางข้าวโพดลงทันที เธอรู้ใจโมนีก้าดีว่าถ้าเซนจูเรี่ยนสาวคนนี้เริ่มเล่นใหญ่ แปลว่างานงอกของจริงมาถึงแล้ว "คุณโมนีก้า... เรื่องที่คำพยากรณ์บอกไว้เหรอคะ?"



            โมนีก้าพยักหน้าช้าๆ อย่างหนักอึ้ง "ใช่... รอยรั่วที่เลวร้ายที่สุดมันกำลังจะพังทลายลงที่ลั่วหยาง"



            จางเฟยเมื่อเห็นท่าทางเคร่งเครียดของโมนีก้า 'เล่นใหญ่ขนาดนี้ พี่สามต้องเชื่อแน่ ๆ' เขาก็รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจนม้านั่งเกือบกระเด็น "เอาล่ะ! ในเมื่อท่านว่าอย่างนั้น ข้าก็มิอาจนิ่งนอนใจได้ มา! ตามข้ามา พี่ใหญ่กับพี่รองกำลังวางแผนการเดินทัพข้ามแม่น้ำหวงเหออยู่พอดี ถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้ท่านหน้าซีดได้ขนาดนี้ ข้าจางอี้เต๋อก็อยากจะรู้นักว่ามันคือเรื่องอัปปรีย์อันใด!"



            จางเฟยเดินนำลิ่วไปทางกระโจมกลางด้วยท่าทางกระโชกโฮกฮาก โมนีก้าแอบหันไปขยิบตาให้อาริเอลหนึ่งทีแบบลับหลังจางเฟย เป็นสัญญาณ



            'เตรียมตัวนะ งานนี้เราต้องปั่นประสาทพวกกงกงกันยาว ๆ' ก่อนจะรีบกลับมาทำหน้าเศร้าสร้อยเดินตามท่านพี่สามเข้าไปสู่บทสนทนาที่จะเปลี่ยนทิศทางของยุคสมัย



            ภายในกระโจมกลางที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานและแผนที่ไม้ไผ่ที่กางเต็มโต๊ะหลิวเป้ย์ เงยหน้าขึ้นจากแผนที่ด้วยสีหน้าสงบ ขณะที่กวนอวี่ยืนกอดอกลูบเคราจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาคมกริบประดุจใบง้าว



            โมนีก้าก้าวเข้ามาหยุดตรงกลางกระโจม เธอประสานมือคำนับอย่างลึกซึ้งพลางปรับน้ำเสียงให้ดูสั่นพร่าเล็กน้อยเพื่อความสมจริง "ท่านพี่ใหญ่ ท่านพี่รอง... ข้ามีเรื่องร้อนใจต้องแจ้งแก่พวกท่าน ข้าแอบได้ยินข่าวลือหนาหูจากเหล่านักเดินทางและสายสืบที่ผ่านทางมาว่า ยามนี้ที่ลั่วหยางกำลังเกิดเรื่องวิปริต จางร่าง มหาขันทีใหญ่หัวหน้าสิบขันที พยายามสร้างชื่อเสียงดึงดูดผู้คนด้วยวิธีประหลาด"



            เธอเว้นจังหวะพลางลอบสังเกตปฏิกิริยา "ข้าได้ข่าวว่าเขามีตำราโบราณลึกลับบางอย่างอยู่ในมือ... ตำราที่อาจกุมความลับในการชี้เป็นชี้ตายเหนือแผ่นดินนี้ได้ทั้งหมด หากตำรานั้นยังอยู่กับคนฉ้อฉลเช่นเขา แผนการกู้ชาติของวีรชนอาจจะล่มสลายลงก่อนจะเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ ข้าจึงอยากขออนุญาต... แยกตัวเดินทางล่วงหน้าไปยังลั่วหยางเพื่อจัดการเรื่องนี้เจ้าค่ะ" ความเงียบปกคลุมกระโจมไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงอาริเอลที่ยืนอยู่ข้างหลัง แอบแทะเมล็ดข้าวโพดปิ้งเข้าปากอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่อสุรกายจะทำได้



            กวนอวี่หรี่ตาลงเขาแผ่รังสีคุกคามจาง ๆ ออกมา "แม่นางโม่หนิง... ท่านเป็นเพียงแม่ค้าที่พลัดหลงมาจากต้าฉินมิใช่หรือ? เหตุใดข่าวลือจากวังหลวงลั่วหยางซึ่งอยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ จึงมาเข้าหูท่านได้เร็วกว่าสายสืบของกองทัพ? อีกทั้งเรื่องตำรากุมชะตาแผ่นดิน... มันฟังดูเกินขอบเขตของแม่ค้าพเนจรไปมากนัก"



            หลิวเป้ย์ขยับยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความพินิจพิจารณา "น้องรองกล่าวมีเหตุผล แม่นางโม่หนิ่ง ท่านมีความลับอันใดปกปิดพวกเราอยู่หรือไม่? ในยามศึกเช่นนี้ ความจริงคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการร่วมสาบานเป็นพี่น้อง"



            โมนีก้ารู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อที่เริ่มผุด (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการแสดง) เธอรู้ว่าการต้อนของกวนอวี่นั้นไม่ได้ล้อเล่น เธอจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดทางปรัชญาที่คาดไม่ถึงออกมา



            "ได้โปรดเชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ..." โมนีก้าเงยหน้าขึ้น สบตากับหลิวเป้ย์และกวนอวี่ด้วยความจริงจังที่ไร้แววล้อเล่น "ข้าบอกรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ แต่ท่านพี่รอง... ท่านพี่ใหญ่ ท่านเคยสงสัยไหมว่าเหตุใด 'ประวัติศาสตร์จึงถูกบันทึกโดยผู้ชนะเสมอ'? แล้วผู้ใดเล่าที่จะรู้ว่าใครบันทึก" คำพูดนั้นทำให้กวนอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ขณะที่หลิวเป้ย์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย



            "ข้าอาจไม่ใช่แค่แม่ค้าพเนจรจากแดนไกลอย่างที่ท่านเห็น... แต่ข้าคือผู้ที่มองเห็นรอยจารึกที่ยังไม่ถูกเขียนขึ้น" โมนีก้ากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ถ้าตำรานั่นยังอยู่ในมือของจางร่าง ประวัติศาสตร์ที่ท่านกำลังจะสร้างด้วยเลือดและน้ำตา จะถูกบิดเบือนจนไม่มีใครจดจำความดีงามของพวกท่านได้เลย ข้าต้องไปจัดการ... เพื่อให้ความถูกต้องยังเป็นของผู้ชนะที่แท้จริง"



            จางเฟยที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ทุบโต๊ะดังปัง! "ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะเรื่องผู้ชนะบันทึกอะไรนั่น! แต่ถ้าแม่นางโม่หนิงบอกว่าเจ้ากงกงนั่นมันมีของดีที่เอาไว้แกล้งพวกเรา ข้าว่าเราก็น่าจะส่งนางไปจัดการมันเสีย! นางมีวิชาประหลาด พี่ใหญ่ ท่านก็เห็นฝีมือนางมาแล้ว!"



            หลิวเป้ย์มองโมนีก้านิ่งนาน ราวกับพยายามมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอ เขาเห็นความมุ่งมั่นและความกังวลที่จริงแท้ สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมา "ประวัติศาสตร์ผู้ชนะบันทึกงั้นหรือ... เป็นวาทะที่ลึกซึ้งนัก แม่นางโม่หนิง แม้ข้าจะยังไม่เข้าใจที่มาของท่านทั้งหมด แต่ข้าเชื่อในสายตาที่มองเห็นความยุติธรรมของท่าน"



            กวนอวี่ค่อย ๆ คลายมือที่กอดอกลง แม้จะยังมีท่าทีสงสัยแต่ก็ยอมรับในความกล้า "หากท่านยืนยันเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ห้าม... แต่ทางไปลั่วหยางยามนี้เต็มไปด้วยอันตรายจากทั้งทัพกบฏและขุนนางที่เน่าเฟะ ท่านจะไปกันเพียงสองคนจริงหรือ?"



            โมนีก้าแอบยิ้มในใจเมื่อเห็นว่าแผนการชักแม่น้ำเริ่มได้ผล เธอกลับมาทำท่าทางนอบน้อมอีกครั้ง "ข้ากับอาลี่ถนัดการเดินทางแบบสองคนเจ้าค่ะ” โมนีก้าค่อย ๆ คลายมือที่ประสานกันออก แววตาของเธอที่เคยมุ่งมั่นแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเทิดทูนอย่างที่ใจจริงรู้สึก เธอประสานมือคำนับอีกครั้งอย่างแช่มช้าและสง่างามที่สุดเท่าที่เคยทำมาตลอดการเดินทางครั้งนี้ 



            “ท่านพี่ทั้งสาม... ตลอดระยะเวลาที่ข้าได้ร่วมเดินทางและรับใช้เคียงข้างพวกท่าน ข้ามิได้เพียงแค่เห็นการสู้รบ แต่ข้าได้ซึมซับปณิธาน ความซื่อสัตย์ และความเมตตาที่พวกท่านมีต่อราษฎร” โมนีก้าเอ่ยเสียงนุ่มนวล “คำสอนและวิถีแห่งวีรชนของพวกท่าน ข้าจะนำไปปรับใช้ในภารกิจที่ลั่วหยางครั้งนี้ บุญคุณที่พวกท่านเมตตาชุบเลี้ยงแม่ค้าพเนจรเช่นข้าและอาลี่ ข้าจะไม่มีวันลืมเลือนเลยเจ้าค่ะ”



            อาริเอลที่ยืนเคี้ยวข้าวโพดอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหยุดนิ่ง เธอรับรู้ได้ถึงความตื้นตันใจที่ส่งออกมาจากตัวรุ่นพี่สาว จึงรีบวางข้าวโพดลงแล้วก้มศีรษะคำนับตามอย่างนอบน้อม “พวกเราจะใช้สิ่งที่เรียนรู้จากพวกท่าน... ปกป้องสิ่งที่ควรจะเป็นเจ้าค่ะ”



            หลิวเป้ย์มีสีหน้าตื้นตันใจยิ่งนัก เขาเดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือลงบนไหล่ของโมนีก้าเบา ๆ ตามวิสัยของผู้มีเมตตาธรรม “แม่นางโม่หนิง ท่านกล่าวเกินไปแล้ว เป็นพวกข้าต่างหากที่ต้องขอบใจท่าน ความกล้าหาญของสตรีที่ยอมเสี่ยงภัยเพื่อบ้านเมืองที่ไม่ใช่มาตุภูมิของตนนั้น ยิ่งใหญ่กว่าขุนพลบางคนเสียอีก จงไปเถอะ... หากใจท่านยึดมั่นในธรรม สวรรค์ย่อมคุ้มครอง”



            กวนอวี่ลูบเครายาว พยักหน้าช้า ๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความยอมรับ “คำสอนของพวกข้านั้นเป็นเพียงหลักการ แต่การนำไปใช้ให้เกิดผลคือปัญญาของท่านเอง ข้าเชื่อมั่นว่าคนที่มีแววตาเด็ดเดี่ยวเช่นท่าน ย่อมจัดการเรื่องที่ลั่วหยางได้สำเร็จ จงรักษาตัวให้ดี”



            จางเฟยหัวเราะร่าเสียงดังสนั่นกระโจมจนตะเกียงวูบไหว เขาตบหน้าอกตัวเองเสียงดังปึก “ฮ่า ๆ ๆ! ฟังแล้วชื่นใจนัก! แม่นางโม่หนิง ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องบุญคุณอะไรนั่นหรอก แค่ไปลั่วหยางแล้วอย่าให้เจ้ากงกงนั่นมันมารังแกท่านได้ก็พอ! ถ้ามันกล้าแตะต้องท่านแม้เพียงปลายเล็บ กลับมาบอกข้า ข้าจะควบม้าไปพังประตูเมืองลั่วหยางให้ดู!”



            โมนีก้ายิ้มออกมาอย่างจริงใจ ความอบอุ่นในอกทำให้เธอรู้สึกว่าภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อแค่ซ่อมเวลา แต่ทำเพื่อปกป้องอนาคตของคนดี ๆ เหล่านี้ด้วย “ขอบพระคุณท่านพี่ทั้งสามค่ะ... ข้ากับอาลี่ถนัดการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและไร้ร่องรอย เราจะรีบจัดการทุกอย่างให้จบก่อนที่สงครามโพกผ้าเหลืองจะสิ้นสุด แล้วจะกลับมาสมทบทัพของพวกท่านให้ทันเวลาค่ะ แต่หากไม่กลับแต่เห็นผลลัพท์ออกมาว่าก็ขอให้พวกท่านอย่าระแวงเลย พวกข้าทำดีที่สุดแน่นอนเจ้าค่ะ”



            เธอกับอาริเอลถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวแล้วคำนับลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากกระโจมกลางท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นของสามพี่น้องสวนท้อ



            เมื่อพ้นเขตกระโจม โมนีก้าก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึก แววตาเปลี่ยนกลับมาเป็นสัญชาตญาณนักล่าแบบเดมิก็อดทันที “เอาล่ะอาริเอล... หมดเวลาซึ้งแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม ภารกิจลักพาตัวสปอยล์สามก๊กเริ่มต้นขึ้นเดี๋ยวนี้!”



            “ค่ะคุณโมนีก้า! ฉันพร้อมวิ่งแล้วค่ะ!” อาริเอลตอบรับพลางกระชับชุดให้ทะมัดทะแมง เตรียมตัวพุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ลั่วหยางภายใต้เงาจันทร์ที่กำลังเคลื่อนคล้อย



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

รอต่อวันไป
Quest Summary

สรุป

เมื่อถึงเมืองเย่เฉิง โมนีก้าและอาริเอลก็พักผ่อนกับกองทัพของเล่าปี่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเทพอิออนมาหาโมนีก้าที่กำลังยืนทำ MV คิดถึงแฟนหนุ่มอยู่ บอกว่าต้องไปจัดการ จาง(กงกง) ที่ลั่วหยาง เพราะเขาได้บันทึกประวัติศาสตร์ไป โมนีก้าก็โอเค แล้วก็ไปขอแยกตัวกับทางทั้งสามพี่น้องมุ่งหน้าสู่ลั่วหยาง และบอกว่านางต้องไปจริง ๆ เป็นนัยน์ ๆ ให้คนฉลาดได้รับรู้ว่าเธอพยายามจะรักษาประวัติศาสตร์อยู่


[ออกจากกองทัพที่กำลังเดินทางไปว่านเฉิง]

[มุ่งหน้าสู่เมืองลั่วหยาง]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[GOD-58] อิออน / ไอออน

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-11 18:20
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-58] อิออน / ไอออน เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-11 18:20
โพสต์ 133964 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-11 17:57
โพสต์ 133,964 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-11 17:57
โพสต์ 133,964 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-11 17:57
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-12 10:06:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-12 10:08

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 19 : จางอะไรนะ...จางกงกงเราะ

วันที่ xx ปลายฤดูร้อน (เดือนเจ็ด ชีเยว่ เดือนสิงหาคม ) ปีศักราชจงผิงที่ 1 (ค.ศ. 184) ณ แผ่นดินฮั่น

             เส้นทางจากเมืองเย่เฉิงมุ่งหน้าสู่ลั่วหยางนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นควันและไอแดดที่แผดเผา อาริเอลในร่างจำแลงที่ถูกหมอกบังตาอำพรางไว้จนดูเหมือนเด็กสาวร่างเล็กสูงเพียง 157 เซนติเมตร นั่งประจำที่บนอานม้าศึกสีดำทมิฬที่ได้มาจากจางเฟยอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าการคุมม้าของเธอแสดงถึงพละกำลังของอสุรกายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดผ้าไหมจีนสีอ่อนที่เล่าเปี่ยมอบให้



             ส่วนโมนีก้านั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง มือเรียวบางกอดเอวอาริเอลไว้แน่น ใบหน้าที่เคยดูสะอาดสะอ้านบัดนี้เต็มไปด้วยคราบฝุ่นจาง ๆ เธอขมวดคิ้วพลางบ่นพึมพำผ่านกลิ่นหอมของดอกไลแลคและเบอร์รี่ที่ยังคงติดทนบนผิวแม้จะอยู่ในสภาพสมบุกสมบัน “คุณอาริเอลคะ... เบาหน่อยได้ไหมอ่ะ ก้นฉันจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่แล้วนะ” โมนีก้าบ่นอุบพลางขยับตัวบนหลังม้าอย่างทุลักทุเล “เดินทางสมัยนี้มันลำบากโคตร ๆ เลย ขาดการคมนาคมที่ได้มาตรฐาน ไม่มีแอร์ ไม่มีเบาะหนังนุ่ม ๆ แถมชุดจีนนี่สวยก็จริงแต่มันรุ่มร่ามจนฉันอยากจะเขี่ยทิ้งให้หมด ถ้าไม่ใช่เพราะท่านพี่ใหญ่เล่าเปี่ยมอบให้ด้วยน้ำใจล่ะก็... ฮึ่ย! ฉันคิดถึงเบาะรถเฟอร์รารี่ในกระเป๋าจะแย่อยู่แล้ว!”



             อาริเอลหัวเราะเบา ๆ แววตาสีแดงฉานที่วาวโรจน์อยู่ใต้หมอกบังตาฉายแววเอ็นดูโมนีก้า “อดทนหน่อยนะคะคุณโมนีก้า ถ้าเราใช้รถตอนนี้คนทั้งมณฑลจี้โจวคงช็อกจนตายกันหมดแน่ ๆ ค่ะ ว่าแต่... คุณโมนีก้าดูเครียดเรื่องด่านตรวจจังเลยนะคะ ตั้งแต่ออกจากเย่เฉิงพูดเรื่องนี้หลายรอบเลย ประวัติศาสตร์ช่วงนี้มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”



             โมนีก้าถอนหายใจยาวพลางมองไปที่ขอบฟ้าที่แม่น้ำหวงเหอกำลังไหลเชี่ยวอยู่เบื้องหน้า “ยิ่งกว่าร้ายแรงอีกอาริเอล ยิ่งเราข้ามแม่น้ำหวงเหอไปถึงลั่วหยางได้เมื่อไหร่ ความตึงเครียดจะสูงปรี๊ดเลยล่ะ ตามที่ฉันเคยอ่านคู่มือประวัติศาสตร์มา (ซึ่งปกติฉันเกลียดการอ่านคู่มือมากนะ แต่นี่มันเรื่องคอขาดบาดตาย) ถ้าถึงตามที่าเราคาดก็จะเป็นช่วงเดือน 7 ปี ค.ศ. 184 ถ้าเทียบกับเวลาของเราก็ประมาณเดือนสิงหาคมนั่นแหละ” เธอกระชับกอดเอวอาริเอลแน่นขึ้นเพื่อป้องกันการตกม้าก่อนจะบรรยายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง



             “ตอนนั้นพระเจ้าเลนเต้เพิ่งแต่งตั้งโฮจิ๋นพี่ชายของพระนางโฮเฮาให้เป็นมหาอุปราช เพื่อคุมอำนาจทหารเบ็ดเสร็จในเมืองหลวง มีการสั่งตรวจค้นบ้านเรือนทุกหลังอย่างหนักเพื่อหาพวกลัทธิทางสันติหรือกบฏโพกผ้าเหลืองที่แฝงตัวอยู่ หลังจากความลับรั่วไหลว่ามีขันทีบางคนติดต่อกับเตียวก๊กเพื่อจะแอบเปิดประตูเมืองให้พวกโจรเข้ามายึดจากภายใน แล้วด่านตรวจทุกจุดรอบลั่วหยางจะเข้มงวดมาก ใครที่ไม่มีตราประทับหรือท่าทางพิสัยผิดปกติจะถูกจับขังหรือประหารทันทีโดยไม่ต้องไต่สวนเลยค่ะ”



             “เพราะงั้นนอกจากเรื่องก้นที่กำลังจะพังของฉัน เราต้องระวังตัวเรื่องการถูกมองว่าเป็นไส้ศึกด้วย” โมนีก้ากล่าวพลางเขี่ยปลายเล็บที่เริ่มมีรอยบิ่น “พวกสิบขันทีน่ะหูไวตาไวเป็นบ้า ยิ่งจางกงกงคนนั้นมีตำราสื่อจี้ที่สปอยล์อนาคตอยู่กับตัว เขาคงยิ่งระแวงไปหมดทุกอย่าง น่าสงสารเทพอีออนจริง ๆ ที่ต้องมาเห็นประวัติศาสตร์ที่มีคนแอบเปิดสูตรโกงแบบนี้... แต่เอาเถอะ ถ้าจะโกงล่ะก็ แม่จะโกงกลับให้ดู”



             อาริเอลพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น “เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะพยายามทำตัวให้ไร้ร่องรอยที่สุด แต่ถ้ามีใครกล้ามาแตะต้องคุณโมนีก้า หรือมาขวางทางเราล่ะก็... ขาสัมฤทธิ์ของฉันนี่แหละจะดีดพวกมันให้กระเด็นไปถึงลั่วหยางเลย”



             “ใจเย็นนะคุณอาริเอลเราต้องเน้นเนียนเข้าไว้ค่ะ” โมนีก้ายิ้มแห้ง ๆ พลางนึกถึงเลสเตอร์ขึ้นมาครามครัน ‘ป่านนี้นายคงกำลังส่องกระจกอยู่ที่ไหนสักแห่งสินะเลสเตอร์... รอก่อนเถอะ ฉันจะรีบจัดการเจ้ากงกงนั่นแล้วกลับไปจิกหัวนายมาสกินชิพให้หายคิดถึงเลย คอยดู!’



             การเดินทางผ่านที่ราบภาคกลางในเดือน 5 เข้าสู่เดือน 6 ของปี ค.ศ. 184 คือบททดสอบความอดทนขนานแท้ ฤดูร้อนในมณฑลจี้โจวแผดเผาจนหน้าดินแตกระแหง ฝุ่นสีเหลืองคลุ้งไปตามรอยเท้าพยับแดดเต้นระริกอยู่บนถนนที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด



             หลังจากการรอนแรมอยู่หลายวัน อาริเอลก็บังคับม้าพาโมนีก้ามาถึงเมืองเฉาเกอ อดีตราชธานีอันรุ่งเรืองของราชวงศ์ซาง แม้ในยุคฮั่นตะวันตกเฉาเกอจะเป็นเพียงหัวเมืองในเขตเหอเน่ย แต่ซากกำแพงเมืองเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ก็สะท้อนถึงความเกรียงไกรในอดีต ทว่าบรรยากาศในยามนี้กลับเงียบเหงาและตึงเครียด ชาวบ้านต่างปิดประตูลงกลอนแน่นหนาเนื่องจากหวาดเกรงกองโจรโพกผ้าเหลืองที่อาจโผล่มาปล้นสดมภ์ได้ทุกเมื่อ



             “โอ๊ย... อาริเอล ฉันว่าก้นฉันไม่ได้แค่พังนะ แต่มันสลายร่างไปแล้วแน่ ๆ” โมนีก้าบ่นอุบพลางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมสีน้ำตาล แดดฤดูร้อนทำให้ผิวขาวซีดของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ “ดูเมืองนี่สิ แดดเปรี้ยงขนาดนี้แต่คนหายไปไหนหมด เสียงจักจั้นร้องดั่งระงมจนฉันจะประสาทกิน คิดถึงน้ำแข็งไส คิดถึงแอร์ คิดถึงห้องนอนที่กองร้อยสองสุด ๆ เลย!”



             “อดทนนะคะคุณโมนีก้า” อาริเอลเอ่ยปลอบพลางดึงหมวกฟางที่ซื้อมาใหม่ลงมาบดบังดวงตาสีแดง “เราใกล้ถึงแม่น้ำหวงเหอแล้วค่ะ ถ้าข้ามไปได้ล่ะก็ ถนนสู่ลั่วหยางก็จะอยู่แค่เอื้อม”



             ทั้งคู่เดินทางต่อเนื่องอีกหลายวันรอนแรมผ่านป่าละเมาะและหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งกลิ่นควันไฟและเสียงคลื่นกระทบฝั่งของแม่น้ำหวงเหอลอยมาตามลม ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือสายน้ำสีขุ่นข้นขนาดมหึมาที่ไหลเชี่ยวพาดผ่านแผ่นดิน ท่ามกลางหมอกแดดสีทองที่ท่าเรือป๋อหม่า บัดนี้กลายเป็นฐานบัญชาการย่อยของทหารหลวง



             ค่ายทหารหลวงตั้งเรียงรายดูน่าเกรงขาม ธงรบสีแดงปักแน่นไปตามแนวชายฝั่ง ทหารในชุดเกราะสัมฤทธิ์เดินตรวจตราถือกองหอกยาวเหยียด ตรวจค้นเกวียนและผู้สัญจรไปมาอย่างถี่ยิบเพื่อดักจับไส้ศึกของเตียวก๊ก



             “คุณโมนีก้าคะ ทหารเยอะมากเลยค่ะ ดูท่าทางเขาจะตรวจหนักจริง ๆ อย่างที่คุณบอก” อาริเอลกระซิบพลางเริ่มเกร็งกล้ามเนื้อขา



             “เตรียมตัวนะอาริเอล ได้เวลา The Great Performance แล้ว” โมนีก้าปรับเปลี่ยนบุคลิกทันที เธอขยี้ผมให้ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย จัดแจงเสื้อผ้าไหมที่เล่าเปี่ยมอบให้สะบัดฝุ่นเข้าใส่จนดูลมละมุนแต่มีคราบสกปรกเหมือนคนหนีตายมาจริง ๆ เธอก้มหน้าทำท่าทางตื่นตระหนกและดูเปราะบางที่สุดเท่าที่ธิดาแห่งเซเรสจะทำได้



             การละครสัส ๆ …

             


             เมื่อม้าเคลื่อนมาถึงด่านตรวจ นายทหารหัวหน้ากองที่มีใบหน้าดุดันเดินออกมาขวางทางพลางชูหอกขึ้น “หยุด! พวกเจ้ามาจากที่ใด ยามนี้ลั่วหยางมีคำสั่งประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามคนพเนจรเข้าเมืองโดยไม่มีตราประทับ!”



             โมนีก้าแสร้งทำเป็นสะดุ้งสุดตัว มือเรียวบางบีบไหล่อาริเอลจนสั่น เธอเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาสีเทาเงินที่คลอไปด้วยน้ำตาที่เธอแอบพึมพำกับตัวเองว่า ‘เพื่อกลับไป ฉันทำได้’ “ทะ...ท่านนายทหารผู้กล้า พวกเราเป็นเพียงแม่ค้าผู้เคราะห์ร้ายจากแดนต้าฉินเจ้าค่ะ!”



             เธอบีบเสียงให้สั่นเครือ “พวกเราหนีมาจากเมืองทางเหนือ เกวียนสินค้าและผู้ติดตามของพวกเราถูกกองโจรโพกผ้าเหลืองปล้นจนหมดสิ้น พวกโจรใจทรามพวกนั้นชิงเอาทุกอย่างไป แม้แต่ผ้าไหมที่ฉันสวมอยู่พวกเขาก็เกือบจะ... ฮืออออ” โมนีก้าแกล้งสะอึกสะอื้นพลางเอาหน้าซบหลังอาริเอล “พวกเราเหลือเพียงม้าตัวเดียวที่หนีออกมาได้ มีเพียงเป้าหมายเดียวคือไปพึ่งพิงญาติที่ลั่วหยาง ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถอะค่ะ พวกเราไม่มีอาวุธ ไม่มีอะไรเหลือเลย”



             ตอแหลการละคร 101 บาย โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม…



             อาริเอลที่นั่งนิ่งอยู่แอบทึ่งในฝีมือการแสดงระดับรางวัลลูกโลกทองคำของโมนีก้า เธอรีบก้มหน้าลงให้ดูสำรวมที่สุด “ได้โปรดเถอะค่ะท่าน ข้าต้องรีบพาคุณหนูไปที่ลั่วหยางก่อนที่นางจะล้มป่วยไปมากกว่านี้”



             นายทหารหลวงกวาดสายตามองสตรีทั้งสองคนอย่างละเอียด เขาเห็นเสื้อผ้าไหมชั้นดีที่บัดนี้เลอะโคลนและฝุ่น แววตาที่ดูตื่นตระหนกของโมนีก้า และที่สำคัญคือพวกนางดูไม่มีพิษมีภัยและมีรูปโฉมงดงามแปลกตาแบบชาวตะวันตกที่หลงทางมาจริง ๆ 



             “จากแดนต้าฉินงั้นรึ... ช่างน่าสงสารนัก ไอ้พวกโจรโพกผ้าเหลืองมันทำชั่วได้ไม่เว้นแม้แต่คนต่างบ้านต่างเมือง” หัวหน้ากองทหารลดหอกลงพลางถอนหายใจ “ยามนี้ทางเหนือมีแต่กองเพลิง เจ้าไปเถอะ ข้ามเรือเที่ยวถัดไปเสีย แต่อย่าได้ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ในลั่วหยางล่ะ ยามนี้ท่านมหาอุปราชโฮจิ๋นสั่งกวดขันหนักยิ่งนัก”



             “ขอบพระคุณท่านผู้เมตตาค่ะ! บุญคุณนี้พวกเราจะไม่มีวันลืมเลย!” โมนีก้ารีบประสานมือคำนับด้วยท่าทางนอบน้อมที่สุด



             เมื่อฝีเท้าของม้าศึกก้าวพ้นแผ่นไม้กระดานขึ้นสู่ตัวเรือข้ามฟากขนาดใหญ่ที่กำลังโคลงเคลงไปตามแรงซัดของกระแสน้ำหวงเหอ โมนีก้าที่เมื่อครู่ยังนั่งตัวสั่นงันงก สะอึกสะอื้นจนตัวโยนราวกับนกปีกหักท่ามกลางดงหอก ก็พลันยืดตัวตรงขึ้นทันที เธอถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ก่อนจะใช้ชายแขนเสื้อผ้าไหมราคาแพงซับน้ำตาที่หางตาอย่างลวก ๆ แล้ววินาทีนั้นเอง... ใบหน้าปานเทพธิดาผู้โศกเศร้าก็บิดเบี้ยวกลายเป็นยิ้มแสยะชั่วร้าย (เป็นไปดั่งกลอุบาย) แบบที่ตัวร้ายในการ์ตูนดิสนีย์ยังต้องชิดซ้าย ดวงตาสีเทาเงินของเธอวาวโรจน์ด้วยความสะใจปนสมเพชพวกทหารที่หลงกล



             “หึ... หึหึ... ฮ่าๆๆๆ!” โมนีก้าหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งแต่ยังคงโทนเสียงกระซิบ “เป็นไงล่ะอาริเอล! สกิลการแสดงระดับค่ายจูปิเตอร์ต้องเหวี่ยงถ้วยทองคำใส่หน้าฉันเนี่ย มันกินขาดใช่ไหมล่ะ? บอกเลยว่าออเดรย์ เฮปเบิร์น ยังต้องอาย หรือจะส่งฉันไปชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาสตรีตอแหลแห่งปีฉันก็คว้าชัยมาได้แบบสวย ๆ!”



             โมนีก้าพูดจบก็ยกมือขึ้นกรีดนิ้วจัดแต่งปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ด้วยท่าทางจองหองสุดขีด พลางปรายตาไปมองพวกทหารที่ท่าเรือซึ่งยังคงทำหน้าเศร้าสร้อยสงสารพวกเธอไม่หาย “พวกทหารหน้าซื่อพวกนั้นน่ะ แข็งแกร่งแค่เกราะข้างนอกนั่นแหละ แต่ข้างในน่ะกลวงโบ๋! เจอสูตรสำเร็จสาวสวยต่างแดนผู้น่าสงสารเข้าไปหน่อยก็มืออ่อนตีนอ่อนเปิดทางให้เดินผ่านยังกับปูพรมแดง” โมนีก้ายักคิ้วให้ท้องฟ้าหนึ่งทีอย่างผู้ชนะ 



             “น่าสงสารประวัติศาสตร์จริง ๆ ที่ต้องมีฉันมาเป็นตัวบัคด้วยความสวยสังหารแบบนี้ ชิ! ถ้าเลสเตอร์เห็นฉันตอนนี้นะ เขาคงจะรีบลงมากราบแทบเท้าแล้วยกตำแหน่งเทพีแห่งการละครให้ฉันแทนคาไลโอพีไปแล้ว!”


(หน้าอาริเอลหลังโมนีก้าพูด)


             อาริเอลที่นั่งกุมบังเหียนม้าอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหน้าเหวอ เธอหันมามองเพื่อนร่วมทางที่เพิ่งรู้จักนิสัยใจคอกันได้ไม่นานด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก อาริเอลยิ้มแห้ง ๆ พลางขยับตัวออกห่างโมนีก้าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกขนลุก “เอ่อ... คุณโมนีก้าคะ” อาริเอลพึมพำพลางปาดเหงื่อที่ขมับ “เมื่อกี้ฉันนึกว่าคุณจะหัวใจสลายตายไปจริง ๆ ซะอีกนะนั่น... พลิกอารมณ์เร็วขนาดนี้ ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนที่คุณบอกว่ารักฉันเหมือนเพื่อนนี่... คุณการละครใส่ฉันด้วยหรือเปล่าคะเนี่ย?”



             “ว้าย! อาริเอล อย่าเอาฉันไปเปรียบกับพวกมือสมัครเล่นสิคะ” โมนีก้าหันมาขยิบตาชั่วร้ายให้เพื่อนสาว “กับเพื่อนน่ะความจริงใจ 100% แต่กับพวกผู้ชายบ้าอำนาจในประวัติศาสตร์พวกเนี้ย... ความตอแหลคืออาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าดาบอิมพีเรียลโกลด์อีกนะจ๊ะ ดูสิ กิริยา ท่าทาง การจีบปากจีบคอเมื่อกี้... ฉันให้คะแนนตัวเองสิบเต็มสิบไม่หัก!” โมนีก้าหัวเราะคิกคักพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ความคิดถึงที่มีต่อเลสเตอร์ดูเหมือนจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานในการปั่นหัวคนอย่างสนุกสนาน



             “เอาล่ะอาริเอล เลิกทำหน้าสยองขวัญแบบนั้นได้แล้ว รีบพาม้าข้ามไปฝั่งนู้นเถอะ ฉันชักจะอยากเห็นหน้าเจ้ากงกงที่ว่านั่นแล้วล่ะ อยากรู้จังว่าถ้าเจอลูกรักพระเจ้าอย่างฉันไปหยอดน้ำตาใส่สักสองสามหยด เขาจะยอมส่งตำราสื่อจี้นั่นให้ฉันแต่โดยดีหรือเปล่า... หรือถ้าไม่ให้ ฉันก็จะจิกหัวเขามาตบด้วยความสวยนี่แหละ!” โมนีก้าสะบัดชายผ้าไหมพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ท่าทางภาคภูมิใจในความกะล่อนของตัวเองสุด ๆ จนอาริเอลที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องขยี้ตามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอไม่เคยเห็นมุมนางร้ายการละครของเพื่อนสาวคนนี้ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน



             อาริเอลมองยิ้มเจ้าเล่ห์ของโมนีก้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ พลางคิดในใจว่า ‘เทพีเซเรสคะ... ลูกสาวท่านนี่มันสุดยอดจริง ๆ... ฉันเริ่มจะสงสารเจ้ากงกงนั่นขึ้นมาตะหงิด ๆ แล้วสิ’ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงใครบางคนที่โลกเดิม... ใครบางคนที่โมนีก้าโหยหาอยู่ตลอดเวลาอย่างเลสเตอร์หรือเทพอะพอลโลผู้ตกสวรรค์นั่นเอง พลันอาริเอลก็ถึงกับบางอ้อ เธอจำวีรกรรมความหลงตัวเองและการเล่นใหญ่ระดับรัชดาลัยเธียเตอร์ของอะพอลโลได้ดีจากสิ่งที่เห็นเองและคำบอกเล่าของเหล่าเดมิก็อดในค่ายจูปิเตอร์และค่ายฮาล์ฟบลัด



             "คุณโมนีก้าคะ..." อาริเอลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อกึ่งสยอง "ฉันว่าฉันรู้แล้วล่ะว่าคุณติดนิสัยใครมา พลังการแสดงเบอร์ใหญ่รัชดาลัยเรียกแม่ขนาดนี้... คุณถอดแบบมาจากเลสเตอร์ไม่มีผิดเพี้ยนเลยนะคะเนี่ย นี่ถ้าเขามาเห็นคุณตอแหลใส่ทหารหลวงเมื่อกี้ เขาคงจะซึ้งจนน้ำตาไหลแล้วมอบรางวัลเทพีแห่งการละครยอดเยี่ยมประจำปีให้คุณตัดหน้าพวกมิวส์ไปเลยล่ะค่ะ"



             โมนีก้าชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "ตายจริงอาริเอล! เธอสังเกตเห็นเหรอ? ใช่สิ! อยู่กับคนหลงตัวเองที่เอะอะก็ร่ายกลอน เอะอะก็ดีดพิณเล่นใหญ่แบบนั้นทุกวัน ถ้าฉันไม่พัฒนาทักษะการละครให้ทันเขา ฉันจะคุมเขาอยู่ได้ยังไงล่ะจ๊ะ?" เธอขยิบตาให้เพื่อนสาวอย่างเป็นต่อ "คิดซะว่ามันเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม... เอ้ย! ทางความสัมพันธ์ก็แล้วกัน นิสัยเล่นใหญ่เนี่ยมันโรคติดต่อชัด ๆ แต่บอกเลยนะว่าเวอร์ชันของฉันน่ะพรีเมียมกว่าเลสเตอร์เยอะ รายนั้นน่ะแสดงจนโป๊ะแตกบ่อยจะตาย แต่ของฉันน่ะ... เนียนกริบจนประวัติศาสตร์ยังบันทึกไม่ได้"



             อาริเอลยิ้มแห้งพยักหน้ายอมรับในความมั่นใจนั้น ในใจก็แอบคิดว่าบางทีเทพเจ้าอาจจะไม่ได้น่ากลัวเท่าผู้หญิงที่ติดนิสัยเทพเจ้ามาแบบโมนีก้าก็ได้ "ก็นั่นแหละค่ะ..." อาริเอลมองไปที่มหานครลั่วหยางที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ "ถ้าคุณติดเชื้อเล่นใหญ่มาจากท่านอะพอลโลจริง ๆ ฉันว่าสิบขันทีที่ว่าแน่ ก็คงจะกลายเป็นแค่ตัวประกอบในละครเวทีของคุณโมนีก้าเท่านั้นแหละค่ะ"



             “อุ๊ย! พูดดีมากอาริเอล!" โมนีก้าตบมือแปะ ๆ "เอาเป็นว่าถ้าฉันเริ่มบทใหม่เมื่อไหร่ เธอแค่คอยรับมุกฉันก็พอ ส่วนที่เหลือ... ปล่อยให้สัญชาตญาณความละครในสายเลือดฉันทำงานเอง!"



             ทั้งสองคุยกันจนเรือข้ามฟากพาพวกเธอเข้าใกล้ฝั่งลั่วหยางขึ้นทุกที บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนจากความเงียบเหงาของชนบทเป็นความวุ่นวายของเมืองหลวง โมนีก้าจัดแจงปั้นหน้าให้กลับมาดูเป็นคุณหนูผู้โศกเศร้าอีกครั้งในพริบตา จนอาริเอลถึงกับขนลุกซู่กับความไวในการเปลี่ยนหน้ากากของเพื่อนสาว และแล้วฝีเท้าของม้าศึกสีดำปะทะเข้ากับพื้นดินเหนียวอันแฉะชื้นของฝั่งเอียนจินพร้อมกับเสียงบ่นอุบอิบที่ดังมาจากคนซ้อนท้าย โมนีก้าพยายามตะเกียกตะกายลงจากหลังม้าอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้ชายชุดผ้าไหมสีเบจสุดหรูของเธอต้องเปื้อนโคลนประวัติศาสตร์ไปมากกว่านี้



             "ฉันอยากจะประท้วงเทพอีออนจริง ๆ อาริเอล นี่เราแค่ข้ามแม่น้ำมาได้นะ ยังไม่ถึงลั่วหยางเลยด้วยซ้ำ" โมนีก้าปาดเหงื่อที่ไรผมพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ท่าเรือเอียนจินที่เต็มไปด้วยคราบตะไคร่และกลิ่นคาวน้ำ "ในคู่มือบอกว่าจากตรงนี้ไปลั่วหยางน่ะ ต้องใช้เวลาเดินทางอีกอย่างน้อย 4-5 วันเชียวนะ ก้นฉันที่เพิ่งจะสมานตัวจากการนั่งม้าเมื่อกี้ กำลังจะเข้าสู่สภาวะวิกฤตการณ์เนื้อเยื่อก้นอีกรอบแล้วงั้นเราะ"



             อาริเอลยิ้มแห้งๆ พลางดึงบังเหียนม้าให้เดินตามรุ่นพี่สาวไป "อดทนหน่อยนะคุณโมนีก้า ถ้าเทียบกับคำพยากรณ์ที่ว่าโลกบิดเบือนการเจ็บก้นอาจจะเป็นเรื่องเล็กที่สุดที่เราต้องเจอในสัปดาห์นี้ก็ได้ค่ะ"



             พวกเธอเริ่มออกเดินทางลัดเลาะลงใต้ไปตามลุ่มน้ำทางภาคกลาง แสงแดดแผดเผาของเดือน 7 (ซึ่งตรงกับเดือนสิงหาคมในปฏิทินของพวกเรานี้แหละ) ทำให้บรรยากาศรอบตัวระอุราวกับอยู่ในเตาหลอมของเฮเฟตัส ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปใกล้เขตเจิ้งโจวหรือหยงหยางซึ่งเป็นปราการด่านสำคัญก่อนเข้าสู่ลุ่มน้ำลั่วเหอ 



             …ความแตกต่างของบรรยากาศก็ยิ่งชัดเจน ถ้าที่จี้โจวคือสงครามกลางทุ่งนา ที่นี่ก็คือรัฐตำรวจในคราบยุคโบราณดี ๆ นี่เอง



             ตลอดสองข้างทางที่เป็นเนินเขาสูงชันและป่ารกทึบ โมนีก้าสังเกตเห็นทหารหลวงในชุดเกราะสีแดงเข้มและดำขลับตระเวนหน้าตาตื่นอยู่ทุก ๆ สองร้อยเมตร หอกของพวกเขาส่องประกายวาววับล้อกับแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงจนพืชพรรณรอบข้างเริ่มเหี่ยวเฉา ซึ่งในฐานะธิดาแห่งเซเรส โมนีก้าสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของผืนดินที่กำลังถูกเหยียบย่ำด้วยความระแวง



             "ดูสายตาพวกทหารนั่นสิอาริเอล" โมนีก้ากระซิบพลางปรับหน้ากากคุณหนูผู้น่าสงสารให้แน่นขึ้นเมื่อเห็นกองทหารม้าลาดตระเวนควบสวนทางไป "นี่คือเดือน 7 ของปี 184... เดือนที่โฮจิ๋นสั่งปิดล้อมลั่วหยางให้กลายเป็นคุกเหล็ก หลังจากที่พวกเขารู้ว่ามีไส้ศึกโพกผ้าเหลืองแฝงตัวอยู่ในวังหลวง บรรยากาศมันตึงเครียดจนฉันรู้สึกเหมือนอากาศมีรสสัมผัสของโลหะเลยล่ะ"



             ทุก ๆ ด่านตรวจที่พวกเธอผ่าน ทหารจะไม่ได้แค่ดูหน้า แต่จะมีการเช็คสัมภาระอย่างละเอียดชนิดที่ว่าถ้าโมนีก้าซ่อนแฮมเบอร์เกอร์ไว้สักชิ้น คงได้กลายเป็นเรื่องอภินิหารระดับมณฑลไปแล้ว แต่อาศัยหมอกบังตาและจริตการละครเบอร์ใหญ่ของโมนีก้าที่แสร้งทำเป็นลมแดดบ้าง หรือบีบน้ำตาเล่าเรื่องท่านแม่ที่รออยู่ที่ลั่วหยางบ้าง ทำให้พวกเธอรอดผ่านมาได้จนถึงเขตหยงหยาง



             ในคืนที่สี่ของการเดินทาง พวกเธอตั้งค่ายเล็ก ๆ หลบมุมอยู่หลังโขดหินใหญ่ที่มองเห็นเส้นทางมุ่งสู่ลุ่มน้ำลั่วเหอ โมนีก้านั่งลูบกำไลดาบสุริยคติพลางมองดูแสงไฟจากคบเพลิงของทหารหลวงที่ปักวนรอบด่านหยงหยางราวกับมังกรไฟ



             "ที่ลั่วหยางตอนนี้... จางกงกงคงกำลังนั่งอ่านสปอยล์ประวัติศาสตร์ในตำราสื่อจี้นั่นอย่างสบายใจแน่ ๆ" โมนีก้าบ่นพลางเคี้ยว Energy Bar หลากรสที่เหลืออยู่ "เขารู้ว่าโฮจิ๋นจะขึ้นเป็นใหญ่ เขารู้ว่าเตียวก๊กจะแพ้ และเขาก็อาจจะรู้วิธีที่จะฆ่าทุกคนที่ขวางทางเขา... ทำไมเราต้องมาเห็นฟันเฟืองนิรันดร์ถูกทรายเม็ดใหญ่ที่ชื่อว่าความโกงเข้ามาขัดขวัญขนาดนี้ด้วยวะเนี้ย"



            อาริเอลพยักหน้าพลางตรวจเช็คกีบม้า "ถ้าเขาจำอนาคตได้ทั้งหมดแบบที่ท่านเทพบอกจริง ๆ ลั่วหยางที่เรากำลังจะไปถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็อาจจะเป็นกับดักขนาดใหญ่ที่เขาวางไว้รอเราก็ได้นะคะคุณโมนีก้า"



             โมนีก้าแสยะยิ้มชั่วร้ายแบบที่อาริเอลเริ่มจะชิน "ก็นั่นแหละที่ฉันต้องการอาริเอล เขาอาจจะมีสปอยล์... แต่เขาไม่มีดาบอุกกาบาตกับเอมพูซ่าสายบู๊แบบพวกเราแน่ ๆ ถ้าเขาอยากจะเล่นบทผู้หยั่งรู้อนาคต ฉันก็นี่แหละ... จะเป็นคนเขียนตอนจบใหม่ให้เขาเองด้วยการละครระบือโลกบอกเลย" หลังพูดจบลมแรงพัดมาจากแม่น้ำลั่วเหอที่อยู่ไกลออกไป หอบเอาไอเย็นมาปะทะผิว โมนีก้าหลับตาลงพยายามส่งใจไปถึงเลสเตอร์ในโลกที่ไกลแสนไกล ก่อนจะเตรียมตัวสำหรับการเดินทางวันสุดท้าย... วันที่พวกเธอจะได้เห็นกำแพงเมืองลั่วหยางที่ยิ่งใหญ่และดำมืดที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์



             และแล้วในที่สุด ท่ามกลางม่านฝุ่นสีเหลืองและพยับแดดที่เต้นระริกเหนือเส้นขอบฟ้า กำแพงเมืองมหึมาที่สร้างจากดินอัดและอิฐสีมอซอก็ปรากฏแก่สายตา มันทอดยาวราวกับมังกรยักษ์ที่นอนหมอบปกป้องราชธานี ยอดหอคอยสูงตระหง่านประดับด้วยธงทิวสีแดงฉานสลักอักษรฮั่นปลิวไสว และเบื้องหน้าของพวกเธอก็คือประตูเซี่ยเหมิน ประตูทางทิศเหนือที่เปรียบเสมือนด่านแรกสู่หัวใจของมณฑลซือลี่



             เมื่อเห็นยอดประตูเมืองชัดถนัดตา โมนีก้าที่กอดเอวอาริเอลอยู่แทบจะปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตันใจ เธอซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเพื่อนสาวแล้วครางเครือเหมือนคนใกล้ตาย



             "โอ้... เทพจูปิเตอร์ เทพีเซเรส... ในที่สุด! ประตูเมือง! สิ่งก่อสร้างที่มีหลังคา! อาริเอล หยุดม้าเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันไม่อยากขยับเขยื้อนกระดูกเชิงกรานอีกแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!" โมนีก้าโวยวายเสียงหลง "20 กว่าวัน! 20 กว่าวันที่ก้นของฉันต้องกระแทกกับอานม้าแข็งๆ นี่ ฉันรู้สึกเหมือนเนื้อเยื่อส่วนล่างของฉันมันกลายเป็นแพนเค้กแบน ๆ ไปหมดแล้ว!"



             อาริเอลค่อยๆ ชะลอม้าลงตามคำขอ เธอหันมามองโมนีก้าที่กำลังตะเกียกตะกายลงจากหลังม้าด้วยท่าทางเหมือนปูที่บาดเจ็บ "ใจเย็น ๆ ค่ะคุณโมนีก้า เราถึงแล้วจริง ๆ ค่ะ ดูสิ ทหารที่หน้าประตูเข้มงวดกว่าที่หยงหยางอีกนะคะ"



             ในขณะที่โมนีก้ายืนเท้าเอวพลางพยายามบิดตัวให้กระดูกเข้าที่ เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะทำให้เธอเบ้หน้า "ให้ตายสิอาริเอล 20 วันที่ผ่านมานี่มันทารุณกรรมชัดๆ นอกจากเรื่องก้นแล้วนะ สิ่งที่ฉันรับไม่ได้ที่สุดคือการต้องกลายเป็นนักขุดหลุมมือโปรกลางพงหญ้าเนี่ยแหละ! ฉันว่าตอนนี้ฉันขุดหลุมส้วมชั่วคราวจนคล่องกว่าพวกมดในบัญชาของฉันซะอีก มิน่าล่ะคนสมัยก่อนถึงขยันสร้างกำแพงเมือง เพราะการหาที่ทำธุระส่วนตัวมันลำบากขนาดนี้นี่เอง"


             

             “โธ่... คุณโมนีก้าคะอย่าบ่นงั้นเลย... ฉันล่ะยอมใจคุณจริง ๆ” อาริเอลบ่นพลางขยับชุดให้เข้าที่ “ตอนแรกฉันนึกว่าเราจะต้องมานั่งใช้ชีวิตแบบคนถ้ำ ติดเชื้อในกระแสเลือดตายเพราะความสกปรกไปซะแล้ว แต่ที่ไหนได้ ตลอดทางที่ผ่านมาฉันกลับรู้สึกเหมือนพกเซเว่นอีเลฟเว่นส่วนตัวมาด้วยเลยค่ะ ทั้งสายฉีดก้นพกพาเอย ทิชชู่หนานุ่มเอย ไหนจะอาหารกระป๋องรสเลิศนั่นอีก... นี่คุณเตรียมตัวมาดีเกินไปจนฉันเริ่มจะอึ้งแล้วนะเนี่ย”



             โมนีก้าที่กำลังจัดตำแหน่งของสำคัญในเสื้อชั้นในให้เข้าที่ถึงกับยืดอกขึ้นอย่างภูมิใจ เธอสะบัดผมหนึ่งทีแล้วหันมายิ้มแบบผู้ชนะ “คนมันเตรียมตัวมาดีอ่ะค่ะอาริเอล ใครจะยอมมานั่งขุดหลุมแล้วใช้ไม้ไผ่เหลาเช็ดก้นแบบคนสมัยนี้กันล่ะ? ฝันไปเถอะ!” โมนีก้าลดเสียงต่ำลงแล้วขยิบตาให้เพื่อน “ก็นี่ไง... ฉันถึงต้องซ่อนแหวนดาราจรัสไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดในร่างกายฉันนี่ไง ขืนใส่ไว้ที่นิ้วแล้วมีทหารคนไหนจำได้ว่าเป็นเพชรม่วงนะ ฉันคงโดนลากไปตัดนิ้วแล้ว”



             โมนีก้าหัวเราะคิกคักพลางนึกถึงคลังแสงในห้วงมิติลูกบาศก์ของเธอ “แล้วเธอก็อย่ามาทำเป็นบ่นหน่อยเลยอาริเอล ฉันก็เห็นเธอใช้สายฉีดก้นนั่นอย่างมีความสุขทุกเช้านี่นา แถมยากันยุงที่ฉันพ่นให้ตอนนอนในป่าหยงหยางนั่นน่ะ ถ้าไม่มีมัน ป่านนี้เธอคงกลายเป็นบุฟเฟต์ให้ยุงสมัยฮั่นรุมทึ้งจนตัวลายเป็นตุ๊กแกไปแล้วนะ”



             อาริเอลหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ก็จริงค่ะ... ยุงยุคนี้ตัวเท่าแมลงวันเลย ขอบคุณพระเจ้าจริง ๆ ที่คุณโมนีก้าขี้บ่นและขี้สะอาดขนาดนี้ ไม่งั้นฉันคงสภาพดูไม่ได้แน่ ๆ แต่ไอ้สายฉีดก้นนั่นน่ะ... มันคือสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยชีวิตฉันไว้จริง ๆ ค่ะ”



             “เห็นไหมล่ะ? อยู่กับโมนีก้าไม่มีคำว่าลำบากจ้ะ” โมนีก้ายืดอกขึ้นพลางตบเบาๆ ที่หน้าอกตัวเองเพื่อเช็คว่าแหวนยังอยู่ดี “ฉันจัดสรรให้เพื่อนสาวใช้ด้วยกันเสมอ ไม่มีทางใช้คนเดียวหรอกน่า เราจะไปบุกลั่วหยางด้วยความหอมและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์จะเคยมีมา!”



             พวกเธอสองคนหันไปมองประตูเซี่ยเหมินที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อเห็นแถวของทหารตรวจตราอย่างเข้มงวด โมนีก้าปรับสีหน้าจากการพูดเรื่องส้วมและยากันยุงให้กลายเป็นคุณหนูผู้โศกเศร้าในเสี้ยววินาที จนอาริเอลต้องรีบปรับอารมณ์ตามให้ทัน



             “เอาล่ะอาริเอล... เก็บเรื่องทิชชู่สามชั้นไว้ในใจก่อน” โมนีก้ากระซิบพลางก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ด่านตรวจ “ได้เวลาสวมบทแม่ค้าชาวต้าฉินผู้เคราะห์ร้ายที่หนีโจรมาพึ่งใบบุญเมืองหลวงแล้ว ลุย!” ทั้งสองเคลื่อนขบวนม้าศึกสีดำเข้าไปหาเหล่านายทหารที่ยืนเรียงรายราวกับกำแพงเหล็ก แววตาของโมนีก้าเริ่มสั่นระริกด้วยน้ำตา (ปลอม) ที่สั่งได้ดั่งใจนึก ขณะที่อาริเอลพยายามทำหน้าซื่อๆ ตามสไตล์บอดีการ์ด (?) ผู้ซื่อสัตย์



             แถวของผู้คนที่รอเข้าเมืองลั่วหยางนั้นยาวเหยียดประดุจขบวนงูยักษ์ที่เลื้อยผ่านฝุ่นหนา โมนีก้าในคราบสตรีผู้โศกเศร้ากวาดสายตาคมกริบภายใต้เปลือกตาที่ดูอ่อนแรง เธอมองเห็นความเน่าเฟะของระบบราชการฮั่นผ่านแววตาของพวกทหารรักษาประตู พวกนั้นไม่ได้มองหาไส้ศึกโพกผ้าเหลืองด้วยความรักชาติหรอก แต่มองหาช่องทางทำมาหากินต่างหาก สายตาที่จ้องมองเกวียนของพ่อค้าแต่ละเล่มเหมือนจะประเมินราคาสินบนอยู่ตลอดเวลา



             “อาริเอล... ดูพวกนั้นสิ” โมนีก้ากระซิบ แววตาที่สั่นระริกด้วยน้ำตาปลอมแอบซ่อนความเหยียดหยามเอาไว้ “สายตาหิวเงินแบบนั้นน่ะ อ่านง่ายยิ่งกว่าเมนูอาหารในโรงอาหารค่ายจูปิเตอร์ซะอีก ความจริงใจน่ะไม่มี แต่ถ้าเป็นเงินใต้โต๊ะล่ะก็... ทางสะดวกแน่จ้ะ”



             เมื่อถึงคิวของพวกเธอ นายทหารร่างท้วมคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางหน้าม้าศึกสีดำทมิฬไว้ เขาใช้ด้ามหอกเคาะพื้นเสียงดัง ปัง! พลางตะโกนเสียงเข้ม “หยุด! สตรีสองนางนี้มาจากที่ใด? ท่าทางมอมแมมแต่ขี่ม้าศึกชั้นดี... หรือพวกเจ้าจะเป็นสายลับกบฏแฝงตัวมา!”



             โมนีก้าเริ่มก็เล่ยเริ่มการละครทันที! เธอบีบน้ำตาจนหยดลงอาบแก้มในวินาทีนั้นเอง ร่างกายที่เคยผ่าเผยพลันห่อเหี่ยวดูอ่อนแอจนแทบจะร่วงจากหลังม้า “ทะ...ท่านนายทหารผู้มีเมตตา ข้าเป็นเพียงแม่ค้าผู้น่าสงสารจากแดนต้าฉินเจ้าค่ะ! ข้าดั้นด้นข้ามทะเลและทะเลทรายมาเพื่อค้าขายในแดนฮั่นอันรุ่งเรือง แต่กลับถูกพวกโจรโพกผ้าเหลืองใจทรามปล้นสะดมระหว่างทาง... พวกมันชิงเอาสินค้าไหมและเครื่องหอมไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงชีวิตที่บอบช้ำกับม้าตัวนี้ที่หนีรอดมาได้... ฮืออออ”



             นายทหารหรี่ตามองพลางทำท่าจะไล่ส่ง “ไม่มีสินค้า? ไม่มีตราประทับขุนนาง? เช่นนั้นก็เข้าเมืองไม่ได้! ไสหัวไปเสียก่อนที่ข้าจะจับพวกเจ้าขังคุกข้อหาต้องสงสัย!”



             “ช้าก่อนเจ้าค่ะท่าน!” โมนีก้าร้องลั่นพลางตะเกียกตะกายเปิดย่ามผ้าใบเล็กๆ ออกมา ท่าทางดูรนรานและหวาดกลัว “ในย่ามนี้ข้ามีเพียงห่อของทะเลเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกโจรไม่ได้สนใจ... หากท่านเมตตาแม่ค้าตัวเล็กๆ ที่ไร้ทางไป เมืองก็น่ากลัวเหลือเกิน ได้โปรดช่วยเหลือพวกข้าเถอะนะคะ ข้ามีแค่นี้ติดตัวจริง ๆ...” เธอยื่นห่อผ้าเก่า ๆ สีมอมแมมส่งให้ทหารคนนั้น นายทหารรับไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ทันทีที่เขาเปิดผ้าออก แสงสะท้อนจากผลึกสีขาวละเอียดราวกับหิมะก็ทำให้เขาถึงกับชะงัก!



             มันคือเกลือบริสุทธิ์เกลือชั้นดีจากซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในอเมริกาที่โมนีก้าแอบดูดเข้าห้วงมิติแหวนมาเป็นกระสอบ ๆ! ในยุค ค.ศ. 184 เกลือคือทองคำสีขาว ยิ่งเกลือที่มีความขาวสะอาด ไร้สิ่งเจือปน และเป็นเกล็ดละเอียดขนาดนี้ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ก็ยังหามาครอบครองได้ยากยิ่ง!!! 



             จงพ่ายแพ้ให้กับโลกทุนนิยมซะเถอะ เจ้าพวกทหารกังฉินนน!!!



             โมนีก้าแอบแสยิ้มในใจอย่างชั่วร้าย ‘หึ... เกลือชั้นดีจากโลกศตวรรษที่ 21 เชียวนะไอ้หนู ขาวกว่าเมฆบนยอดเขาโอลิมปัสอีกมั้งเนี่ย รู้อยู่แล้วว่าเกลือคือไอเทมกู้โลกของยุคนี้ มอบให้หน้าด้าน ๆ  โดยไม่ถูกมองว่าเป็นสินบนด้วย เพราะข้าบอกแล้วไงว่าเป็นห่อของทะเลที่เหลืออยู่!’



             อาริเอลที่ยืนคุมม้าอยู่ข้างๆ ถึงกับเบิกตากว้าง (ภายใต้หมอกบังตา) ความคิดในหัวของเธอพุ่งพล่านราวกับตัวละครในอนิเมะญี่ปุ่นที่เพิ่งค้นพบความอัจฉริยะของตัวเอก ‘เหยดเข้! คุณโมนีก้าฉลาดเป็นกรดเลย! มิน่าล่ะ... ตอนอยู่โลกนู่นถึงได้สั่งเกลือมาตุนไว้เยอะจนฉันนึกว่าจะเอามาทำโรงงานดองปลา ที่แท้มันคือทองคำขาวของโลกนี้เองเหรอเนี่ย! สุดยอด... สุโก้ยยยย!’



             นายทหารที่เมื่อครู่ยังทำท่าขึงขัง บัดนี้รีบเอาผ้าปิดห่อเกลือนั้นไว้แน่นราวกับกลัวใครจะมาแย่ง สายตาที่ดุดันเปลี่ยนเป็นแวววาวด้วยความโลภจอมปลอม “เอ้อ... แม่นางผู้น่าสงสาร ข้าเห็นใจยิ่งนัก ความจริงคนต่างแดนที่ถูกปล้นจนสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นพวกเจ้า ทางการลั่วหยางย่อมต้องให้การดูแล...” เขากระแอมไอพลางทำท่าทางสำรวม “ในเมื่อเจ้ามีใจภักดีต่อแดนฮั่นและต้องการความคุ้มครอง ข้าก็จะอนุโลมให้... รีบเข้าไปเสีย! แล้วอย่าได้ทำตัวมีพิรุธล่ะ!”



             เขากวักมือเรียกทหารคนอื่น ๆ ให้เปิดทางให้ม้าศึกสีดำผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ส่วนโมนีก้าน่ะหรอ… โมนีก้าแสร้งทำเป็นปาดน้ำตาพลางก้มศีรษะขอบคุณ “ขอบพระคุณท่านผู้มีเมตตาเจ้าค่ะ! บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต!”



             เมื่อตัวม้าก้าวผ่านประตูเซี่ยเหมินเข้ามาสู่ถนนหลักของเมืองหลวง กลิ่นอายของความเจริญรุ่งเรืองที่ผสมผสานกับความโกลาหลก็ปะทะเข้ากับพวกเธอ โมนีก้าเปลี่ยนจากสีหน้าสะอึกสะอื้นกลับมาเป็นยิ้มแสยะเจ้าเล่ห์ทันทีในพริบตาแปปหนึ่งก่อนพูดภาษาอังกฤษ “เป็นไงล่ะอาริเอล? เกลือป่นธรรมดา ๆ ในโลกเรา กลายเป็นกุญแจทองคำในโลกนี้เฉยเลย” โมนีก้ายืดตัวตรงพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “นี่แหละคือพลังของการเตรียมตัวระดับโมนีก้า! เห็นไหมว่าความเน่าเฟะของมนุษย์น่ะ ใช้ได้ดีเสมอในทุกยุคสมัย”



             อาริเอลหันมามองด้วยสายตาทึ่งจัด “ฉันยอมใจจริงๆ ค่ะคุณโมนีก้า แผนสูงมาก! แล้วตอนนี้เราถึงลั่วหยางแล้ว... ขั้นตอนต่อไปของละครลิงลวงโลกคืออะไรดีคะ?”



             โมนีก้ากวาดสายตามองไปตามถนนที่เต็มไปด้วยจวนขุนนางและร้านรวงหรูหรา แววตามุ่งมั่นของเธอฉายประกาย “หาที่พักชั้นเลิศก่อนจ้ะ ฉันต้องการอาบน้ำอุ่นๆ และใช้ทิชชู่สามชั้นของฉันให้หนำใจ หลังจากนั้น... เราจะไปเยี่ยมเยียนจวนของท่านมหาขันทีจางร่างกัน อยากรู้จังว่าสปอยล์ประวัติศาสตร์ของเขา จะสู้สปอยล์จากอนาคตของฉันได้ไหม!”



             และแล้วสองสาวจากโลกเดมิก็อดในชุดจีนโบราณควบม้าฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าสู่ใจกลางราชธานี ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่มองมาอย่างสงสัยและใคร่รู้(ความจริงคือไม่มี) ... เกมการชิงตำราสื่อจี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว ณ ลั่วหยาง



สรุปรวม

เพิ่มเติม : คือ...ยังไม่เข้าเนื้อเรื่องหลัก กุเขียนไป 30 หน้าแล้ว ไอ้สัส T_T กูจะตายแล้วเบื่อชิบหาย

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ส่งตอนต่อไปมาซะดี ๆ ถึงลั่วหยางแล้ว
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอบขี่มาออกมาจากเมืองเย่เฉิงมุ่งหน้าสู่ลั่วหยาง การเดินทางนั้นนานมากประมาณ 20 กว่าวัน ข้ามแม่น้ำจางเหอ (ด่านตรวจจี้โจว) ผ่านเมืองเฉาเกอ ข้ามฝากที่ท่าเรือป๋อหม่า ผ่านด่านเฮ็กกวน เข้าสู่ประตูเมืองลั่วหยางทางทิศเหนือ ประตูเซี่ยเหมิน) กว่าจะเดินทางถึงจากฤดูใบไม้ผลิก็กลายเป็นฤดูร้อนเสียแล้ว และมาถึงเมืองลั่วหยางช่วงเดือน 7 (สิงหาคม) โดยที่ระหว่างทางบทบาทของโมนีก้าและอาริเอลคือแม่ค้าชาวต้าฉินที่โดนปล้นไม่มีอะไรติดตัวต้องเดินทางเข้าตัวเมืองลั่วหยางเพื่อหนีตาย


[เข้าสู่เมืองลั่วหยางแล้ว]

Loot & Rewards

(ยังไม่มี)

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-12 14:40
โพสต์ 157898 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-12 10:06
โพสต์ 157,898 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-12 10:06
โพสต์ 157,898 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-12 10:06
โพสต์ 157,898 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-12 10:06
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้