[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2025-12-30 16:47:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-9 22:25

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 02 : เสียงเรียกตอนดึก ๆ

วันที่ 23 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงกลางคืน เวลา 03.00 น. เป็นต้นไป เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

            ระหว่างการพักผ่อนความเงียบของห้องพักHyatt Grand Central New York ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง มันเป็นความเงียบที่ถูกประกอบขึ้นจากเสียงเมืองที่ยังไม่หลับ แสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามส่องลอดผ่านม่านหนาทิ้งเงาสี่เหลี่ยมซีดจางบนผนังสีอ่อน เตียงสองเตียงวางขนานกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าปูสีขาวตึงเรียบจนแทบไม่มีรอยยับ โคมไฟหัวเตียงให้แสงนวลต่ำพอจะไม่แสบตา โต๊ะทำงานข้างหน้าต่างยังมีแก้วน้ำที่โมนีก้าวางไว้ก่อนนอน ข้าวของทุกชิ้นอยู่ในตำแหน่งที่มันควรอยู่ บ่งบอกถึงการพักค้างคืนธรรมดาแบบนักเดินทางในเมืองใหญ่ ไม่ใช่สนามรบและไม่ควรมีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น



            โมนีก้านอนตะแคงอยู่บนเตียงฝั่งซ้าย ผมสีเบอร์กันดี้กระจายบนหมอนและกลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่หวานติดผิวผสานกับกลิ่นผ้าปูที่นอนสะอาดใหม่ ร่างกายของเธอคลายตัวลงหลังจากการนั่งรถไฟจากนิวโรม ความคิดหยุดหมุนอย่างที่ควรจะเป็นในยามพักผ่อน อีกฝั่งหนึ่งมีอาริเอลนอนหงายอย่างเป็นธรรมชาติ แขนวางข้างลำตัว จังหวะหายใจสม่ำเสมอ ไม่มีท่าทีระแวงหรือกังวล ราวกับโลกภายนอกไม่อาจแตะต้องได้ในช่วงเวลานี้



            กระทั่งบางอย่างแทรกเข้ามา



            โมนีก้า… โมนีก้า… โมนีก้า… 



            เสียงเรียกชื่อของโมนีก้านั้นดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโสตประสาท ไม่ใช่เสียงดังแบบมีทิศทางหรือเสียงจากอากาศหรือผนัง แต่มันเป็นเสียงที่เหมือนถูกวางลงตรงกลางสติของคนที่กำลังนอนหลับอยู่



            โมนีก้า… โมนีก้า… โมนีก้า… 



            น้ำเสียงนั้นไม่อ่อนโยน ไม่ดุดัน แต่มันนิ่งเกินไป เรียบเกินไป จังหวะของมันสม่ำเสมอ เย็นเรียบ และย้ำซ้ำเหมือนตั้งใจจะปลุกคนที่กำลังหลับอยู่ จนทำให้หัวใจของโมนีก้ากระตุกวูบเหมือนพลาดจังหวะเต้นไปหนึ่งครั้ง ร่างของโมนีก้าสะดุ้งขึ้นทันที จนลมหายใจขาดห้วง มือกำผ้าห่มแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงกว่าปกติแต่ไม่ถึงขั้นตื่นตระหนก ดวงตาสีเทาเงินเปิดกว้างในความมืดกึ่งสว่าง เธอใช้เวลาสองสามวินาทีปรับสายตาให้ชินกับแสงในห้อง เรียกสติกลับมาเร็วกว่าคนทั่วไป ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความรำคาญปนระแวงแบบที่คนผ่านเหตุการณ์น่ารำคาญมานับไม่ถ้วน



            สายตาสีเทาเงินกวาดมองไปรอบห้องอย่างระวัง เตียงอีกฝั่งยังมีอาริเอลนอนอยู่ ร่างสูงของอีกฝ่ายขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีสัญญาณของการตื่นหรือเเกร็งตัว มันไม่มีแรงกดดันในอากาศแบบเวลามีอสุรกายแทรกซึมเข้ามา โมนีก้าฝืนกลืนน้ำลายช้า ๆ แล้วขยับตัวลงจากเตียงอย่างเงียบที่สุด เท้าเปล่าของเธอสัมผัสพรมเย็นเล็กน้อย ความรู้สึกนั้นช่วยดึงสติของเธอกลับมาได้บ้าง



            เธอหยุดยืนกลางห้อง ปล่อยให้สายตาปรับเข้ากับแสงสลัว เงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ตรงมุมห้องเผยให้เห็นหญิงสาวผมแดงเบอร์กันดี้ในเสื้อผ้านอนเรียบ ๆ ท่าทางตื่นตัวเกินกว่าจะเรียกว่าคนเพิ่งสะดุ้งจากฝันร้าย กำไลสีเทาเข้มที่ข้อมือยังอยู่ที่เดิม สัมผัสเย็นของโลหะทำให้เธอรู้สึกมั่นคงขึ้นอีกเล็กน้อย หากมีอะไรโผล่มาจริง ๆ เธอก็ไม่ใช่คนมือเปล่า



            “ไม่ใช่เสียงธรรมดาแน่…” โมนีก้าพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง เสียงของเธอแหบเล็กน้อยเหมือนคนเพิ่งตื่น แต่ชัดเจนพอจะได้ยินตัวเองพูด เธอไม่ได้กลัวในแบบตื่นตระหนก หากเป็นความระแวงแบบคนที่เคยชินกับเหตุไม่ปกติ ร่างกายของโมนีก้ายังไม่แสดงอาการตึงเครียดสุดขีด ไม่มีพลังพืชหรือพลังธรณีหลุดออกมาโดยอัตโนมัติ แปลว่าลึก ๆ แล้วสัญชาตญาณของเธอยังไม่รับรู้ถึงภัยตรงหน้า



            เธอเดินไปใกล้หน้าต่างเล็กน้อย ใช้นิ้วแหวกม่านออกเพียงช่องแคบ มองลงไปยังถนนด้านล่าง เมืองนิวยอร์กยามดึกยังไม่หลับ เสียงรถห่าง ๆ เสียงไซเรนที่ดังเป็นช่วง ๆ และแสงไฟที่ไม่เคยดับสนิท ทุกอย่างเป็นโลกปกติ โลกมนุษย์ที่วุ่นวายตามแบบของมัน ไม่มีร่องรอยของพลังเทพหรือเหมอกผิดปกติ ไม่มีการบิดเบือนของทัศนียภาพ หากแต่เสียงเรียกนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในหัว เหมือนเสียงสะท้อนที่เพิ่งจางไป



            โมนีก้าหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึก พยายามแยกแยะความรู้สึกในอก ไม่ใช่เสียงของเอสต้า เธอมั่นใจเรื่องนั้น เสียงนี้ไม่แฝงอารมณ์ ความป่วนหรือความคึกคะนอง ไม่มีการแทรกแซงบุคลิกของเธอ มันนิ่งและตรงเกินไป คล้าย…การเคาะประตูจากที่ไกล



            “เรียกชื่อกันกลางดึกแบบนี้ ไทำบาปเลยนะปลุกคนที่ตื่นเนี้ย” เธอพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงเบา เรียบ และค่อนข้างเหนื่อยมากกว่าหวาดกลัว



            โมนีก้านั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงอีกครั้ง หันหลังพิงหัวเตียงอย่างที่ตั้งใจจะจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบเพราะไม่ค่อยจะมี เสียงเรียกก่อนหน้านั้นยังทิ้งแรงสะเทือนบางอย่างไว้ในอก ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความรู้สึกว่าถูกเลือกอย่างไม่มีคำอธิบาย เธอกำลังจะสูดลมหายใจลึกเพื่อปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน ทว่าในความเงียบนั้นเอง เสียงเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ชัดเจนกว่าเดิม ราวกับลดระยะห่างลงมาเหลือแค่ปลายประสาทรับรู้



            จงเดินทางมายังพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน… จงเดินทางมา… เร่งมาเร็วเข้า…



            คราวนี้มันไม่ใช่แค่การเรียกชื่อ แต่เป็นถ้อยคำเต็มประโยค น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ไม่ได้เร่งเร้าแบบตะโกน แต่กดดันด้วยความสม่ำเสมอเหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินไม่หยุด ทุกพยางค์ก้องอยู่ด้านในหัวของโมนีก้าไม่ได้ผ่านหูหรือมีทิศทางต้นกำเนิดให้จับต้อง



            โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า “พิพิธภัณฑ์อะไรล่ะนั้น…” ชื่อสถานที่ฟังดูเป็นของโลกมนุษย์ธรรมดาเกินไปสำหรับการเรียกกลางดึกแบบนี้ เธอไม่เคยไปที่นั่น ไม่เคยมีเหตุผลต้องไป และไม่ชอบสถานที่ที่มีคนเยอะหรือของจัดแสดงที่ต้องอ่านป้ายยาว ๆ อยู่แล้วด้วย



            เธอขยับตัวหยิบแท็บเล็ตเดดาลัสอิคารัสมิเรอร์จากกระเป๋าสะพายข้างที่วางอยู่บนเก้าอี้ใกล้เตียง หน้าจอสัมฤทธิ์วิเศษสว่างขึ้นอย่างเงียบงัน แสงสะท้อนสีทองอ่อนทาบบนผิวซีดของเธอ โมนีก้าเปิดโหมดแผนที่ ป้อนชื่อสถานที่ตามที่เสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก นิ้วเรียวเลื่อนหน้าจอด้วยท่าทางคุ้นเคยเหมือนกำลังใช้กูเกิลแมพในชีวิตประจำวัน แผนที่เมืองนิวยอร์กขยายออกมาอย่างชัดเจน เส้นถนนหนทางและจุดหมายถูกเน้นด้วยสัญลักษณ์สีอ่อน



            American Museum of Natural History ปรากฏบนหน้าจอพร้อมข้อมูลที่อยู่ 200 Central Park West, New York, NY 10024 ฝั่งตะวันตกของเซ็นทรัลพาร์ค ตัวเลขระยะทางแสดงขึ้นมาด้านล่างชัดเจน ห่างจากตำแหน่งปัจจุบันของเธอไม่ถึงสี่กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ไม่ว่าจะด้วยรถหรือวิธีอื่น



            “ใกล้ขนาดนี้เองเหรอ…” โมนีก้าพึมพำ น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิดมากกว่าประหลาดใจ ในหัวเริ่มคำนวณเส้นทางโดยอัตโนมัติ สมองส่วนที่ชินกับภารกิจเริ่มทำงานทันที ทั้งที่หัวใจยังไม่เห็นด้วยสักเท่าไร



            และไม่นานเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกราวกับตั้งใจทดสอบความอดทน



            จงเดินทางมา… เร่งมาเร็วเข้า…



            หนึ่งนาทีต่อมา มันกลับมาอีกเป็นคำเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือคำอธิบายเพิ่ม เหมือนนาฬิกาปลุกที่ตั้งซ้ำทุกหกสิบวินาทีอย่างใจเย็น



            โมนีก้าหลับตาลงแน่น เธอเอนศีรษะพิงหัวเตียงแล้วถอนหายใจแรงกว่าปกติ “โอเค ๆ รู้แล้ว จะไปก็ได้ พอสักทีร” เธอพูดออกมาเสียงต่ำแต่ชัดเจน ความสุภาพตามนิสัยเริ่มหลุดออกมาเพราะความรำคาญที่ออกมา “หยุดพูดสักทีเถอะน่า มันน่ารำคาญมากนะ” ประโยคนั้นหลุดออกไปพร้อมอารมณ์ขุ่นที่กดไว้ตั้งแต่เสียงเรียกครั้งแรก เธอไม่ได้ตะโกนแต่ก็ไม่เบาพอจะกลืนไปกับความเงียบของห้อง



            ผลลัพธ์คือคนที่นอนอีกเตียงหนึ่งมีการขยับทันที... 



            อาริเอลสะดุ้งตื่นตกใจ เธอลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีแดงก่ำยังพร่าเล็กน้อยจากการหลับ แต่สัญชาตญาณนักรบทำให้เธอปรับตัวได้ในเสี้ยววินาที “เกิดอะไรขึ้นคะโมนีก้า” เสียงของอาริเอลยังแหบเล็กน้อย แต่ท่าทางตื่นตัว มือข้างหนึ่งแตะกำไลเทสเซราโดยอัตโนมัติ



            โมนีก้าหันไปมองอีกฝ่ายอย่างรู้สึกผิดนิด ๆ เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยกแท็บเล็ตขึ้นเล็กน้อยเหมือนเป็นคำอธิบาย “ขอโทษค่ะ ปลุกคุณขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ” น้ำเสียงกลับมาเรียบและสุภาพตามเดิม แต่ยังมีเศษความหงุดหงิดหลงเหลือ “มี… ใครบางอย่างเรียกฉันไม่หยุด ให้ไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ” เธอไม่พูดถึงน้ำเสียงในหัวอย่างละเอียดเพราะมันไม่จำเป็นและยังไม่อยากขยายความเกินกว่าที่ควรในตอนนี้ 



            สิ่งที่แน่ชัดที่สุดในวินาทีนั้นคือโมนีก้าไม่อาจนอนต่อได้อีกแล้ว แม้เสียงเรียกจะเงียบหายไปหลังจากเธอหลุดบ่นออกมาอย่างไม่ไว้หน้า แต่ความรู้สึกเหมือนถูกสายตาบางอย่างจับจ้องยังคงแน่นอยู่กลางอก คล้ายเงาที่ไม่ปรากฏรูปร่างแต่หนักพอจะกดทับความคิดทุกเส้นให้มุ่งไปทางเดียว 



            โมนีก้าสูดลมหายใจช้า ๆ พยายามควบคุมจังหวะหัวใจให้กลับมาอยู่ในระดับที่คุ้นเคย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาริเอลที่นั่งอยู่บนเตียงอีกฝั่ง ดวงตาสีเทาเงินของเธอนิ่งและชัดเจนกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด



            “เราจะออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้ค่ะ คุณอาริเอล” โมนีก้าพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพตามนิสัย แต่หนักแน่นจนไม่เปิดช่องให้ลังเล “เราจะไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้พักไปพอสมควรแล้ว น่าจะยังมีแรงอยู่ ที่นั่นห่างจากตรงนี้แค่สี่กิโลเองค่ะ” เธอพูดพลางยกแท็บเล็ตเดดาลัสขึ้นให้เห็นแผนที่อีกครั้ง เส้นทางสั้นกระชับตัดผ่านถนนยามดึกของนิวยอร์กและแนวต้นไม้ของเซ็นทรัลพาร์ค มันใกล้เกินกว่าจะเพิกเฉย และไกลพอจะไม่ใช่เรื่องที่ควรเดินแบบไม่เตรียมตัว 



            อาริเอลมองหน้าจอเพียงครู่เดียวก่อนจะพยักหน้าโดยไม่ซักถามเพิ่มเติม “ได้ค่ะ” คำตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน แววตาของเธอไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่แล้ว เหมือนร่างกายปรับเข้าสู่โหมดภารกิจโดยอัตโนมัติ



            ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน โมนีก้าเดินไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ น้ำเย็นกระทบผิวทำให้สติที่ฟุ้งอยู่ก่อนหน้าถูกดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอมัดผมแดงเบอร์กันดี้เชอร์รี่ให้เรียบร้อย ตรวจดูบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สใต้เสื้อผ้าให้แน่ใจว่ายังเข้าที่แนบผิว จากนั้นหยิบโค้ทเนื้อดีมาสวมทับ กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานที่ติดผิวมาตลอดยังคงจาง ๆ ไม่แรงเกินไป เธอเช็กกำไลดาบสุริยคติที่ข้อมือให้แน่ใจว่ากลไกยังตอบสนองดี ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาพาดไหล่ น้ำหนักคุ้นเคยของแท็บเล็ตและอุปกรณ์ด้านในทำให้เธอรู้สึกมั่นคงขึ้นเล็กน้อย



            อาริเอลเองก็เตรียมตัวอย่างรวดเร็ว เธอล้างหน้า สะบัดผมบลอนด์ทองให้พ้นใบหน้า ขาข้างสัมฤทธิ์วิเศษขยับอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมาแต่เดิม กำไลเทสเซราถูกปรับตำแหน่งให้พร้อมใช้งาน เสื้อยืดค่ายจูปิเตอร์และกางเกงยีนส์ขาสั้นทำให้เธอดูกลมกลืนกับโลกมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน ไม่มีเค้าความเป็นเอมพูซาหลงเหลือให้ใครสังเกตเห็น



            เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งสองก็ออกจากห้อง ปิดประตูโรงแรม Hyatt Grand Central New York อย่างเงียบที่สุด โถงทางเดินในยามดึกเงียบสงบ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นเงามันเป็นแนวยาว ลิฟต์พาพวกเธอลงสู่ชั้นล่างอย่างไร้เสียงพูดคุยใด ๆ จนกระทั่งประตูกระจกของโรงแรมเปิดออก อากาศยามดึกของนิวยอร์กก็พัดเข้ามาทันที เย็นแต่ไม่ถึงกับกัดผิว เสียงเมืองลดระดับลงเหลือเพียงเสียงรถห่าง ๆ และลมหวิวผ่านตึกสูง



            โมนีก้าก้าวออกไประหว่างทางก่อน รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นฟุตบาทของถนนอย่างมั่นคง เธอปรายตามองถนนที่ทอดยาวไปข้างหน้า แสงไฟถนนเรียงรายเหมือนเส้นนำทาง เส้นทางบนแผนที่ในหัวเริ่มซ้อนทับกับภาพตรงหน้าโดยอัตโนมัติ ปลายทางอยู่ฝั่งตะวันตกของเซ็นทรัลพาร์ค พิพิธภัณฑ์ขนาดมหึมาที่หลับใหลอยู่ท่ามกลางเงาไม้และประวัติศาสตร์นับร้อยปี ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามทางเท้า มุ่งหน้าออกจากย่านแกรนด์เซ็นทรัลเข้าสู่ความเงียบของสวนสาธารณะยามดึก เมืองที่ไม่เคยหลับใหลดูสงบผิดปกติในช่วงเวลานี้ แสงไฟสะท้อนเงาต้นไม้ทอดยาวบนพื้นถนน



            ถนนหน้าโรงแรมค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ด้านหลังเมื่อทั้งสองก้าวออกมาเต็มตัว แสงไฟจากป้าย Hyatt Grand Central New York ส่องสะท้อนพื้นหินเปียกความชื้นยามดึกก่อนจะถูกกลืนไปกับเงาตึกสูง โมนีก้าขยับโค้ทให้กระชับขึ้นเล็กน้อย อากาศไม่ถึงกับหนาวจัด แต่ก็เย็นพอให้รู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในช่วงเวลาที่เมืองควรหลับใหลมากกว่าจะตื่นรับแขก เธอปรายตามองถนนที่ทอดยาวเบื้องหน้า แล้วถอนหายใจเบา ๆ อย่างคนที่ยังทำใจกับสถานการณ์ไม่ได้ทั้งหมด



            “คือฉันขอพูดตรง ๆ นะคะคุณอาริเอล” โมนีก้าเอ่ยขึ้นระหว่างก้าวเดิน เสียงส้นรองเท้าของเธอกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ “พิพิธภัณฑ์พวกนี้เปิดสิบโมงเช้าแท้ ๆ แล้วจะเรียกให้ไปตอนนี้ทำไมก็ไม่รู้ มันกลางดึกมากเลยนะคะ ปกติเวลานี้คนเขานอนกันแล้ว”



            อาริเอลเหลือบมองโมนีก้าเล็กน้อย มุมปากของเธอขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่ได้ถึงกับขำ แต่ก็มีแววเอ็นดู “ถ้ามองในมุมของพวกมนุษย์ก็คงใช่ค่ะ แต่ถ้าเป็นพวกเราเอมพูซา…เรื่องเวลาไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่เท่าไรนัก” เธอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะเสริม “อีกอย่าง ถ้ามีเสียงเรียกแบบนั้นตอนกลางคืน ก็มักจะไม่ใช่เรื่องที่รอถึงเช้าได้”



            โมนีก้าหลุดเสียง “เฮ้อ” ออกมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ 



            “นั่นแหละค่ะที่น่าห่วง ฉันนี่ล่ะไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย เรียกมากลางดึก ไม่บอกเหตุผล แถมยังเลือกสถานที่ที่คนปกติควรเข้าไม่ได้อีก” เธอหันไปมองทางเซ็นทรัลพาร์คที่เริ่มปรากฏแนวต้นไม้สีเข้มอยู่ไกล ๆ “ถ้าเป็นฉันนะ อย่างน้อยก็จะเลือกเวลาที่มันดูปกติกว่านี้หน่อย”



            ทั้งสองเดินเลียบถนนใหญ่ไปเรื่อย ๆ เสียงรถมีเพียงประปราย แสงไฟถนนส่องผ่านกิ่งไม้ของสวนสาธารณะเกิดเป็นเงาซ้อนกันบนทางเท้า เมื่อก้าวเข้าใกล้ขอบเซ็นทรัลพาร์ค บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที เสียงเมืองเบาลง เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ และเสียงฝีเท้าของพวกเธอที่ดังชัดขึ้นในความเงียบ



            อาริเอลมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวังโดยอัตโนมัติ แม้ท่าทางภายนอกจะดูเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา แต่สายตาของเธอไม่เคยหยุดประเมินพื้นที่ “อย่างน้อยเส้นทางนี้ก็ตรงดีค่ะ ไม่ต้องอ้อมมากใกล้ด้วยนะคะ เดินผ่านสวนไปฝั่งตะวันตกก็ถึงแล้ว” เธอพูดขึ้น



            “อืม…ดีอย่างเดียวของการเดินตอนนี้คือคนไม่เยอะมั้งคะ” โมนีก้าพึมพำพลางก้มดูแผนที่ในแท็บเล็ตเดดาลัสอีกครั้ง เส้นทางสีฟ้าบนหน้าจอขยับตามตำแหน่งของเธออย่างแม่นยำ “ถ้าเป็นกลางวัน ฉันคงบ่นมากกว่านี้อีก เรื่องคน เรื่องเสียง เรื่องรถ” เธอเงยหน้าขึ้น มองแนวต้นไม้สูงที่ทอดยาวขนาบทางเดิน “แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่ดีค่ะ ว่าจะมีอะไรดีพอให้เรียกฉันออกมาจากเตียงตอนนี้”



            อาริเอลหัวเราะเบา ๆ พลางเริ่มพูดอย่างปลอบใจ “ถ้าเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ก็คงเกี่ยวกับเดมิก็อดมากกว่าหนึ่งคน ภารกิจของเราแน่ ๆ ค่ะ”



            โมนีก้าส่ายหน้าเล็กน้อยแบบเหนื่อยใจ “หวังว่าจะเป็นแบบนั้นค่ะ ไม่ใช่อะไรแนว ‘ผ่านมาเห็นพอดีเลยเรียกมา’ อะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเซอร์ไพรส์ตอนดึก ๆ เอาเสียเลย” 



            บทสนทนาค่อย ๆ เบาลงเมื่ออาคารขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เงาสถาปัตยกรรมอันคุ้นตาของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันทอดตัวนิ่งอยู่หลังแนวต้นไม้ กำแพงหินสีอ่อนดูเงียบสงบผิดกับภาพผู้คนพลุกพล่านในเวลากลางวัน โมนีก้าชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ดวงตาสีเทาเงินจับจ้องอาคารตรงหน้าอย่างพิจารณา



            อาคารหินสีอ่อนของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ราวกับสัตว์ยักษ์ที่หลับใหลอยู่กลางความมืด แสงไฟสปอตไลต์สีขาวสาดขึ้นไปตามแนวเสาและซุ้มประตูโค้ง ทำให้รายละเอียดของสถาปัตยกรรมดูคมชัดเกินกว่าจะเรียกว่าเงียบสงบได้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน บริเวณโดยรอบกลับไร้ผู้คน ถนนหน้าอาคารโล่งจนได้ยินเสียงสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจังหวะอยู่ไกล ๆ ลมยามดึกพัดผ่านต้นไม้ริมถนน เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบที่ไม่ตั้งใจให้ใครฟัง



            โมนีก้ายืนอยู่ตรงบันไดหน้าทางเข้า เงยหน้ามองป้ายพิพิธภัณฑ์สีแดงที่แขวนอยู่เหนือประตูหลัก ดวงตาสีเทาเงินสะท้อนแสงไฟจนดูนิ่งและจริงจังกว่าตอนเดินทางมาเล็กน้อย “ถึงแล้วสินะคะ” เธอพูดเบา ๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่ากับคนข้าง ๆ “ก็ได้…อย่างน้อยก็เดินมาถึงแล้ว จะให้เสียแรงเดินเปล่าก็คงไม่ใช่ฉัน”



            อาริเอลหยุดยืนข้างโมนีก้าเธอมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวังโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในสายตามนุษย์ทั่วไป ที่นี่ก็เป็นแค่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการยามดึก แต่สัญชาตญาณของเผ่าเอมพูซาทำให้เธอรู้สึกได้ว่าพื้นที่ตรงหน้ามีบางอย่างมากกว่านั้น “ดูเงียบเกินไปนิดนะคะ ไม่มีแม้แต่ยามเดินตรวจ” เธอเอ่ยเสียงต่ำอย่างระแวง



            โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่ว ๆ “นั่นแหละค่ะที่ทำให้ฉันไม่สบายใจ ปกติสถานที่แบบนี้ ต่อให้ปิดก็ควรจะมีคนเฝ้าบ้าง ไม่ใช่โล่งแบบนี้ นี้ยามอู้หรือไงกันคะเนี้ย?” เธอหันไปมองประตูหลักซึ่งถูกล็อกแน่น ไฟภายในอาคารดับเกือบทั้งหมด เหลือเพียงแสงสลัวจากโถงด้านหน้า “แล้วเสียงนั่นก็ไม่ใช่แนวจะนัดให้มายืนชมด้านนอกซะด้วย” 



            อาริเอลชะงักไปเล็กน้อยก่อนถามอย่างลังเล “งั้น…เราจะเข้าไปยังไงดีคะ” น้ำเสียงของเธอไม่ได้ค้าน แต่ก็แฝงความไม่แน่ใจอยู่ชัดเจน “หมายถึง แบบ…เราต้องแอบเข้าไปจริง ๆ เหรอคะ”



            โมนีก้าถอนหายใจยาว ก่อนจะยกมือกุมขมับนิดหนึ่ง “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะคุณอาริเอล” เธอตอบตามตรง “ถ้ามีใครออกมาต้อนรับ หรือมีประตูเปิดเองอะไรแบบนั้น ฉันจะสบายใจกว่านี้มาก แต่ตอนนี้มันไม่มีอะไรเลย นอกจากเสียงเรียกกับอาคารปิดสนิทตรงหน้าเราเนี่ย” เธอเหลือบมองรอบตัวอีกครั้ง ประเมินมุมกล้อง มุมไฟ และทางเข้าด้านข้างอย่างรวดเร็ว 



            “ดูจากสภาพแล้ว ถ้าจะรอให้มีคนมาเปิดให้ เราคงได้ยืนกันจนฟ้าสว่าง”



            อาริเอลเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “ปกติฉันไม่ค่อยชอบละเมิดสถานที่แบบนี้เท่าไหร่ค่ะ” เธอพูดตรง ๆ “แต่ถ้าเป็นเรื่องคำเรียก…ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้”



            “เชื่อฉันเถอะค่ะ ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน แบบนี้มันบังคับกัให้ทำอาชญากรรมชัด ๆ” โมนีก้าตอบทันที น้ำเสียงมีแววบ่นปนจริงจัง “ฉันโตมากับกฎระเบียบพอสมควรนะคะ ไม่ใช่สายแอบเข้าที่คนอื่นตอนกลางดึก แต่สถานการณ์มันไม่ค่อยให้ทางเลือกเท่าไหร่” เธอชี้ไปทางประตูด้านข้างของอาคารซึ่งอยู่ในเงามืดมากกว่า “ตรงนั้นน่าจะมีทางเข้าเจ้าหน้าที่ หรืออย่างน้อยก็หน้าต่างที่ไม่โดดเด่นเกินไป” ทั้งสองยืนเงียบไปชั่วครู่ เสียงเมืองที่ห่างออกไปทำให้พื้นที่ตรงหน้าดูเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง โมนีก้าสูดลมหายใจลึก กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่จาง ๆ จากตัวเธอผสมกับกลิ่นหินเย็นและต้นไม้ยามค่ำคืนอย่างประหลาด 



            “เอาแบบนี้นะคะ เราเข้าไปเงียบที่สุดเท่าที่ทำได้ ดูสถานการณ์ก่อน ถ้ามีอะไรผิดปกติจริง ๆ เราถอยทันที ฉันไม่คิดจะเสี่ยงแบบไม่จำเป็น”



             “ได้ค่ะ ฉันจะคอยดูหลังให้” อาริเอลพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทางชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่ให้พากันบุกรุกสถานที่ราชการในยามวิกาล




สรุปรวม

เพิ่มเติม : สุดยอดไปเลย เจอมันแบบเสมอต้นเสมอปลาย

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มาตามเสียงเรียกร้อง.... (รอแอดมินต่อ)
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลมาพักที่โรงแรมซึ่งติดกับสถานีรถไฟแกรนด์เซนทรัลชื่อ Hyatt Grand Central New York จากนั้นช่วงกลางดึกประมาณตี 2-3 โมนีก้าได้ยินเสียงเรียกอะไรบางอย่างว่าให้ไปที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกา ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เดินไปแค่ 1 ชั่งโมงก็ถึงแล้ว (ประมาณ 4 กิโลเมตร) ทั้งสองเลยเดินกันไปแล้วก็เครียดพอสมควรว่าจะเข้าไปยังไงดี แต่ก็แอบเข้าไปจนได้เพื่อที่จะดูว่าทำไมหรือเสิ่งใหนมันเรียกโมนีก้าไปกันแน่

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2025-12-30 17:42
God
ดู PM  โพสต์ 2025-12-30 17:29
โพสต์ 102583 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-30 16:47
โพสต์ 102,583 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-30 16:47
โพสต์ 102,583 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2025-12-30 16:47
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-30 22:40:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 03 : นี่มันก็อปปี้ Night at the Museum ชัด ๆ

วันที่ 23 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงกลางคืน เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป American Museum of Natural History เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

             ประตูด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ถูกแงะเปิดอย่างเงียบเชียบเกินกว่าที่ควรจะเป็น กลไกล็อกแบบต้องยอมแพ้ให้กับหมอกบิดเบือนการรับรู้ของเดมิก็อดโดยไม่ส่งเสียงเตือนใด ๆ โมนีก้าก้าวเข้าไปเป็นคนแรก พื้นหินอ่อนเย็นจัดใต้ส้นรองเท้าสูงทำให้เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย กลิ่นฝุ่นเก่า โลหะ และขี้ผึ้งเก่าอบอวลอยู่ในอากาศ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือมันมีลมหายใจประหลาด



             ทันทีที่ดวงตาสีเทาเงินปรับเข้ากับความมืด โมนีก้าและอาริเอลก็ผงะโดยไม่ตั้งใจ รูปปั้นหินอ่อนของนักรบกรีกที่ควรยืนนิ่งกลับขยับคอช้า ๆ เสียงหินเสียดสีกันดังแผ่วเหมือนคนแก่ขยับข้อ เขาหันหน้ามามองทางเดินด้วยแววตาหม่นคล้ายเบื่อโลก หุ่นขี้ผึ้งของสุภาพสตรีวิกตอเรียนกะพริบตาอย่างเชื่องช้า กระโปรงยาวลากพื้นขณะเดินผ่านตู้จัดแสดง ส่วนโครงกระดูกทีเร็กซ์กลางโถงจัดแสดงหลักนั้น… มันกำลังก้มลงมาเหมือนกำลังตรวจสอบป้ายคำอธิบายของตัวเอง



             เสียงฝีเท้าการเดิน เสียงโลหะ เสียงกระดูก เสียงถอนหายใจดังปะปนกันไปทั่วทั้งอาคาร ไม่ใช่เสียงคุกคาม แต่เป็นเสียงอ่อนล้า เหมือนทุกอย่างในนี้ถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาโดยไม่มีใครถามความสมัครใจหรือมันอาจจะกำลังอ่อนแรง



             โมนีก้าหยุดเดินแล้วถอนหายใจยาว “นี่มันก๊อป Night at the Museum ชัด ๆ เลยนะ” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงครึ่งเอือมครึ่งระแวง มือหนึ่งยกขึ้นแตะกำไลดาบสุริยคติอย่างอัตโนมัติ ดวงตากวาดมองรอบตัวอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินว่ามีอะไรไม่ควรแตะบ้าง



             อาริเอลก้าวเข้ามาข้างหลัง ระวังฝีเท้าเป็นพิเศษ ขาข้างสัมฤทธิ์กระทบพื้นเบา ๆ แต่มั่นคง ดวงตาสีแดงก่ำของเธอมองภาพตรงหน้าด้วยความตึงเครียดแบบนักรบ “น่าจะเป็นพลังของเทพนะคะ” เธอกล่าวเสียงต่ำ “ลักษณะมันไม่เหมือนคำสาปถาวร พวกนี้ดู… เหนื่อยมากกว่าอาฆาตมาดร้ายเลยค่ะ”



             โมนีก้าพยักหน้าช้า ๆ เห็นด้วยขณะมองรูปปั้นฟาโรห์ที่กำลังยืดไหล่เหมือนคนปวดคอ “พลังเทพแน่ ๆ แหละค่ะ” เธอตอบเรียบ ๆ “ไม่งั้นก็ของวิเศษที่พวกเทพทำตกไว้แล้วไม่เก็บกลับ แบบที่ชอบทำกันนั่นแหละ” น้ำเสียงนั้นแฝงความหงุดหงิดเล็กน้อยแบบคนที่ต้องมาเก็บกวาดความซวยแทนคนอื่น



             ขณะเดินลึกเข้าไป เสียงห่อเหี่ยวชัดขึ้น รูปปั้นนักปรัชญากรีกสององค์นั่งถกเถียงกันอย่างเอื่อยเฉื่อยเรื่องความหมายของการมีชีวิตอยู่ หุ่นขี้ผึ้งของทหารสงครามโลกที่หนึ่งยืนพิงผนัง ถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งผ่านเวรดึก โมนีก้ารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนแผ่ว ๆ ใต้ฝ่าเท้า ผืนดินรับรู้ถึงความผิดปกติและส่งสัญญาณขึ้นมาผ่านสายเลือดของเซเรส มันไม่ใช่ภัยในทันที แต่เป็นความไม่สมดุลที่สะสมมานาน 



             ถ้าเป็นของวิเศษมันต้องมีจุดศูนย์กลาง 



             โมนีก้าชะลอฝีเท้า มามองไปรอบโถงใหญ่ที่เพดานสูง เสาเรียงรายและแสงจันทร์สาดลอดหน้าต่างกระจกสีลงมาเป็นลวดลายแตกหักบนพื้น



             ทันใดนั้น โครงกระดูกทีเร็กซ์ส่งเสียงครางต่ำ ขยับหางยาวปัดโดนเสาอย่างไม่ตั้งใจ เสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วอาคาร ทำให้หุ่นขี้ผึ้งหลายตัวสะดุ้งเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ โมนีก้ายกมือขึ้นทันทีเพราะหากมันจะมาหาเธอคงไม่ตลก “โอเค ๆ ใจเย็นนะ” เธอพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่นแบบที่ใช้กับทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ “พวกเราไม่ได้มาหาเรื่อง แค่โดนเรียกมา” อาริเอลมองเธอด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยืนตำแหน่งคุ้มกันอย่างเงียบ ๆ พร้อมสนับสนุนหากสถานการณ์เปลี่ยนไป



             เสียงสะท้อนจากหางกระดูกของทีเร็กซ์ยังไม่ทันจางหาย ความเงียบที่ตามมากลับถูกฉีกออกอย่างนุ่มนวล ราวกับใครบางคนก้าวข้ามเวลาเข้ามามากกว่าจะเดินเข้ามา



             ร่างชายในชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ปรากฏขึ้นจากเงาระหว่างตู้จัดแสดง ใบหน้าของเขาคุ้นตาในแบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้จะต่างจากภาพในความทรงจำของโมนีก้าเล็กน้อย โครงหน้าคมยังอยู่ครบ ดวงตาสีอ่อนที่ดูเหมือนสะท้อนแสงได้แม้ในที่มืด แต่รอยเวลาปรากฏชัดขึ้น ริ้วบาง ๆ ตรงหางตา ผิวที่ไม่ตึงเท่าภาพในหัวเธอ และแววสายตาที่หนักแน่นขึ้น ราวกับคนที่มองเห็นการเกิดและดับมานับไม่ถ้วน



             โมนีก้ารู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่มนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย 



             หล่อดีนะ… แก่นิดหน่อยแต่ยังดูดีอยู่ 



             เมื่อคิดแบบนั้นเธอก็ส่ายหัวเบา ๆ กับตัวเองเหมือนจะไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป



             ชายคนนั้นหยุดยืนอย่างสงบ มือทั้งสองประสานไว้ด้านหน้า ท่าทางไม่คุกคาม ไม่รีบร้อน และไม่แสดงความระแวงใด ๆ ต่อเดมิก็อดกับเอมพูซาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ราวกับพวกเธอเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่เขารอคอย “ขอต้อนรับสู่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน” เสียงของเขานุ่ม ลึก และราบเรียบอย่างประหลาด ไม่มีอารมณ์ขึ้นลง แต่กลับทำให้ทุกคำฟังชัดเจน “เมื่อตกดึก ที่แห่งนี้ควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิต เรื่องราว และการเคลื่อนไหวของยุคสมัยต่าง ๆ”



             เขาเหลือบตามองรอบตัว รูปปั้นที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า หุ่นขี้ผึ้งที่เหมือนคนหมดแรง และโครงกระดูกยักษ์ที่ยืนค้ำอยู่กลางโถง “แต่ในค่ำคืนนี้ แม้แต่พวกเขาก็คงรับรู้ได้ว่า… เวลากำลังสั่นคลอน”



             ขณะเขาพูด โครงกระดูกทีเร็กซ์ก็ก้าวเข้ามาใกล้จริง ๆ คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความคุกคาม แต่มันก้มศีรษะลงต่ำอย่างเก้งก้าง ขากรรไกรกระดูกเคลื่อนไหวเบา ๆ ก่อนจะใช้หัวกะโหลกขนาดมหึมาคลอเคลียแขกผู้มาใหม่อย่างเชื่องช้าเหมือนสัตว์แก่ที่กำลังขอความอบอุ่น โมนีก้ามองภาพนั้นแล้วถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสุภาพแต่แฝงความตรงไปตรงมา “เป็นเพราะท่านอ่อนแอสินะคะ”



             คำถามนั้นไม่ได้กล่าวหา แต่เป็นการสรุปจากสิ่งที่เธอเห็นและรู้สึกผ่านดวงเนตรแห่งฟีบี้ และผืนดินใต้เท้ากำลังอ่อนแรง พลังที่ควรจะไหลเวียนกลับซบเซา



             ชายในชุดรปภ.หันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะพยักหน้าเพียงเล็กน้อย “ใช่…และข้าคืออิออน” เขากล่าวต่อ ราวกับการเอ่ยชื่อนั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของวัฏจักร “สถานที่แห่งนี้คือที่พำนักของข้า ศูนย์กลางแห่งเวลาของโลกในยุคปัจจุบัน และที่ทำงานของข้า” อาริเอลยืนนิ่งอยู่ข้างโมนีก้า ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องทุกท่าทีอย่างระวัง แม้จะไม่พูดอะไร แต่ท่าทางของเธอชัดเจนว่าเข้าใจดีว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าสิ่งใด ไม่ใช่ศัตรูแต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่ควรประมาท



             อิออนทอดสายตามองสิ่งมีชีวิตรอบตัวอีกครั้ง “ข้าไม่ได้อ่อนแอเพราะการต่อสู้ หรือการบาดเจ็บ” เสียงของเขายังคงเรียบ “แต่เพราะความไม่สมดุล เวลาที่ควรจะหมุนเวียน กลับถูกรบกวน วัฏจักรที่ควรจะสมบูรณ์… ถูกฝืน” ทีเร็กซ์ส่งเสียงครางต่ำอีกครั้ง เหมือนยืนยันคำพูดนั้นของเทพอิออน



             โมนีก้ากำมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกคุ้นเคยกดทับลงมาในอก ความรู้สึกแบบเดียวกับทุกภารกิจใหญ่ที่เธอเคยเจอ “งั้นก็หมายความว่า…” เธอเว้นจังหวะ “ต้นตอไม่ได้อยู่แค่ที่นี่ แต่ส่งผลถึงทั้งระบบของเวลาใช่ไหมคะ”



             เทพอิออนมองโมนีก้าพลางพยักหน้า อีกครู่หนึ่งต่อมาความเงียบในพิพิธภัณฑ์หนาแน่นขึ้นราวกับอากาศถูกอัดแน่นด้วยแรงกดของกาลเวลา ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นช้า ๆ ท่าทางนั้นไม่ใช่การร่ายเวทที่โอ่อ่าหรือแสดงพลังอะไรให้ตื่นตา หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวเรียบง่าย เหมือนคนที่ทำสิ่งเดิมซ้ำมานับไม่ถ้วนจนไม่จำเป็นต้องใส่อารมณ์ใด ๆ ลงไปอีก ทันทีที่มือของอิออนขยับ อากาศรอบตัวโมนีก้าเปลี่ยนไปอย่างแผ่วเบา ไม่ได้มีแสงหรือแรงสั่นสะเทือนรุนแรง มีเพียงความรู้สึกเหมือนบางสิ่งบางอย่างถูกเขียนทับลงบนตัวเธอ 



             ความรู้สึกนั้นเย็นและนิ่ง ไหลผ่านผิวหนัง เส้นประสาท และลึกลงไปถึงระดับที่โมนีก้าไม่อาจอธิบายได้ว่าคือร่างกายหรือจิตใจ เธอรับรู้เพียงว่ามีอะไรบางอย่างถูกฝังไว้โดยไม่สร้างความเจ็บปวด



             ในห้วงรับรู้ของโมนีก้า ปรากฏความเข้าใจขึ้นมาเองราวกับข้อความแจ้งเตือนที่ไม่ต้องอ่านคู่มือ เงื่อนไขการทำงานเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เมื่อเธอหรืออาริเอลเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ผิดที่ผิดเวลา กลไกนี้จะตอบสนองทันที ทำหน้าที่เป็นทริกเกอร์ส่งสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุเหล่านั้นกลับไปยังจุดกำเนิดของมันโดยอัตโนมัติ



             อาริเอลเมื่อได้รับเธอขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสีแดงก่ำหรี่ลงอย่างระแวดระวัง เธอรับรู้ถึงสิ่งเดียวกัน แม้จะไม่พูดออกมา แต่ท่าทางที่ตั้งมั่นขึ้นบอกชัดว่าเธอเข้าใจบทบาทใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภารกิจนี้แล้ว



             “ข้าไม่อาจตรวจสอบได้ว่าจุดใดของวัฏจักรกำลังมีปัญหาอย่างแท้จริง” อิออนกล่าวต่อ เสียงของเขาแหบลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับก่อนหน้า “พลังของข้าอ่อนแรงเกินไปในตอนนี้ สถานที่แห่งนี้ยังพอช่วยพยุงสมดุลของข้าไว้ได้ เพราะมันอัดแน่นไปด้วยกระแสเวลา แต่สิ่งนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน” เขาหยุดพูดชั่วครู่ เหมือนร่างกายต้องการเวลาตามลมหายใจ แม้เขาจะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการนับเวลา แต่สังขารที่เลือกใช้กลับแสดงความทรุดโทรมอย่างไม่ปิดบัง “พลังแห่งโครนอสที่หลงเหลืออยู่ในกายข้า กำลังเรียกร้องจะกลับไปหานายของมัน”



             คำพูดนั้นทำให้โมนีก้าขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นผ่านอก เธอไม่ได้เอ่ยถามต่อ แต่จดจำทุกคำไว้ในใจ



             “จงมุ่งหน้าสู่นครแห่งแรงลม” อิออนกล่าวต่อ น้ำเสียงกลับมาเรียบอีกครั้ง “สายลมจะนำทางพวกเจ้าไปยังจุดที่เวลาบิดเบี้ยว” หลังจากพูดจบ ร่างของเขาหันหลังช้า ๆ เดินไปยังโถงจัดแสดงด้านใน ที่ซึ่งมีบัลลังก์โบราณตั้งอยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัวของพิพิธภัณฑ์ ทุกย่างก้าวดูหนักขึ้น ราวกับแรงโน้มถ่วงของยุคสมัยทั้งหมดกำลังกดทับลงบนไหล่ของเขา เมื่ออิออนทรุดตัวนั่งลงบนบัลลังก์นั้น เสียงโลหะเก่าขยับตัวเบา ๆ ดังสะท้อนในความเงียบ



             เขาไอออกมา เสียงแหบและแผ่ว ไหล่กระเพื่อมเล็กน้อยอย่างคนที่พยายามฝืนสังขารให้อยู่ต่ออีกสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดประโยคสุดท้าย "ขอให้โชคดี”



             หลังจากนั้น ร่างของอิออนก็เอนพิงบัลลังก์ ดวงตาปิดลง การเคลื่อนไหวทั้งหมดหยุดนิ่ง ราวกับเขาหลับไปจริง ๆ และพิพิธภัณฑ์ทั้งแห่งก็เงียบลงตามไปด้วย รูปปั้นและหุ่นจัดแสดงรอบตัวชะลอการเคลื่อนไหวลงอีกครั้ง บรรยากาศเหมือนกำลังเข้าสู่ช่วงพักของวัฏจักร



             โมนีก้ายืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันไปทางอาริเอล “นี่ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจคำพยากรณ์แหละค่ะ” น้ำเสียงของเธอยังสุภาพ แต่แฝงความจริงจังชัดเจน “เราควรออกไปก่อนฟ้าสางหรือตอนเช้าดีกว่านะคะ”



             อาริเอลพยักหน้าทันที “ได้เลยค่ะ”



             ทั้งสองหันหลังให้บัลลังก์และร่างที่หลับใหลของอิออน เดินกลับไปตามทางเดิม ฝีเท้าเงียบลงโดยอัตโนมัติราวกับตัวอาคารทั้งหลังรับรู้ว่าศูนย์กลางของมันกำลังอ่อนแรง โถงพิพิธภัณฑ์ที่เคยเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวอืดช้าของรูปปั้นและโครงกระดูกเริ่มกลับสู่สภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น แสงไฟสีอำพันจากโคมโบราณส่องสะท้อนพื้นหินอ่อนเป็นเงายาว ทิ้งกลิ่นฝุ่นเก่าและโลหะเย็นเอาไว้ในอากาศ โมนีก้าเดินนำหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองซ้ายขวาอย่างเป็นนิสัย แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้วแต่ร่างกายของเธอยังไม่ยอมคลายความระวังง่าย ๆ



             ระหว่างที่กำลังจะพ้นจากโถงจัดแสดงหลัก เธอเผลอชะลอฝีเท้าเมื่อสายตาไปสะดุดกับบูธหินอ่อนด้านข้าง รูปปั้นอะพอลโลในท่าประทับนั่งถือพิณตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น แต่มีบางอย่างผิดไปจากความทรงจำเดิม 



             แทนที่จะเป็นหินนิ่งสนิท กลับมีร่างชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนฐานจัดแสดงนั้นจริง ๆ ผิวกายขาวซีดสะท้อนแสงไฟจนดูราวกับแกะจากหินอ่อนทั้งแท่ง กล้ามเนื้อและสัดส่วนสมบูรณ์แบบเกินมนุษย์ทั่วไป เส้นผมสีทองอ่อนปล่อยยาวอย่างไม่แคร์แรงโน้มถ่วง ดวงตาคมสว่างมองลงมาด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยเกินไป ยังไม่ทันที่โมนีก้าจะเอ่ยอะไร เสียงพิณก็ดังขึ้นเป็นคอร์ดสั้น ๆ นุ่มลึก ก่อนเจ้าของร่างนั้นจะเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพอใจในตัวเอง 



             “ยินดีต้อนรับสู่โถงแห่งแสงและเสียง แขกผู้มาเยือนยามราตรี ข้าคืออะพอลโล เวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ศิลปินและกาลเวลาจะสร้างได้” เขาขยับตัวเล็กน้อย พิณในอ้อมแขนสะท้อนประกายทองราวกับตั้งใจเรียกความสนใจ



             โมนีก้าหยุดยืนทันที ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความตกใจ แต่เป็นความเหนื่อยหน่ายแบบที่เกิดขึ้นเมื่อเจอสิ่งที่รู้ว่าต้องรับมือแน่ ๆ เธอมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างรวดเร็วแล้วถอนหายใจเบา ๆ “ขอโทษนะคะ พวกเรารีบ ขอผ่านทางหน่อย” น้ำเสียงของโมนีก้านั้นสุภาพและตั้งใจจะจบการสนทนาให้เร็วที่สุด



             แต่รูปปั้นมีชีวิตตรงหน้ากลับหัวเราะเบา ๆ ราวกับได้ยินเรื่องตลก “ปฏิเสธข้าอย่างนั้นหรือ เจ้ารู้ไหมว่ามีผู้คนกี่พันปีที่ยอมเดินทางข้ามทะเลเพื่อฟังข้าบรรเลงเพลงสักบท” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวลงจากฐานจัดแสดงอย่างไร้เสียงและเพียงก้าวเดียวก็ยืนขวางทางออกเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ อาริเอลที่ยืนอยู่ด้านหลังหัวเราะแห้ง ๆ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดี ขณะที่โมนีก้ารู้สึกเลือดเริ่มสูบฉีดขึ้นหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยายามบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่อะพอลโลตัวจริง เป็นแค่ภาพสะท้อนของมนต์และความทรงจำ แต่ทุกท่าทาง น้ำเสียง และแววตาหลงตัวเองนั้นช่างเหมือนเสียเหลือเกิน



             “เดี๋ยวก่อนสิ ข้ายังไม่ได้มอบสิ่งที่คู่ควรแก่การพบพานของเรา” รูปปั้นอะพอลโลกล่าวต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของเธอ “บทเพลงนี้ ข้าเคยใช้มันจีบดาฟเน่ ผู้เป็นแรงบันดาลใจความรักอันน่ายกแย่งครั้งแรกของข้า และแปลกดี…เจ้ามีกลิ่นไลแลคแบบเดียวกับนาง” ประโยคนั้นเหมือนชนวนความรู้สึก โมนีก้ากัดฟันแน่น ความร้อนวาบแล่นขึ้นมาจากอกถึงปลายหู มือข้างหนึ่งกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ภาพของเลสเตอร์ผุดขึ้นมาในหัวทันที ความทรงจำถึงคำพูดโอ้อวด เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มที่เธอทั้งรักทั้งอยากจะเอามืออุดปากเขาในบางครั้ง เธอรู้ดีว่าควรปล่อยผ่าน เพราะตรงหน้านี้ก็แค่รูปปั้น แต่หัวใจกลับไม่ยอมทำตามเหตุผล



             “ไม่ต้องค่ะ และอย่าเอาฉันไปเปรียบกับใครทั้งนั้น” โมนีก้าตอบอย่างชัดเจน



             รูปปั้นอะพอลโลเลิกคิ้วอย่างสนใจ รอยยิ้มยิ่งกว้างขึ้นเหมือนยิ่งถูกท้าทาย “โอ้ นั่นยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่” เขายกพิณขึ้น เตรียมจะดีดสาย



             โมนีก้าสูดลมหายใจลึก บังคับตัวเองให้ตั้งสติ ความหึงหวงยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก แต่ถูกกดทับด้วยเหตุผลและประสบการณ์ เธอขยับก้าวไปด้านข้าง เตรียมจะหลบหลีกและเดินต่อโดยไม่ให้เกมของรูปปั้นนี้ยืดเยื้อเกินจำเป็น ในใจคิดเพียงอย่างเดียวว่า ถ้าเลสเตอร์อยู่ตรงนี้ เธอคงจะลากเขาออกไปจากโถงนี้ด้วยตัวเอง



             อาริเอลที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังสังเกตเห็นความตึงในท่าทางของโมนีก้าได้ชัดเจน แม้สีหน้าของอีกฝ่ายจะพยายามเก็บอาการไว้ก็ตาม ดวงตาสีเงินที่ปกติจะนิ่งและอ่านยากกลับแข็งขึ้นเล็กน้อย ไหล่ตึงเหมือนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างเอาไว้ อาริเอลจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำและระวัง “คุณโมนีก้า เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”



             โมนีก้าหันไปมองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นอะไรค่ะ” เธอตอบสั้นๆ แบบกระชับ แล้วขยับตัวตั้งใจจะเดินอ้อมผ่านออกไปให้พ้นโถงนั้นเสียที กลิ่นไลแลคที่ติดกายเธอจางลงเมื่อก้าวถอย 



             แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้น รูปปั้นอะพอลโลก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง ร่างกายที่สมบูรณ์แบบเกินจริงขยับมาดักหน้าอย่างจงใจ เสียงพิณในมือสั่นเบา ๆ เหมือนหัวเราะเยาะท่าทางโมนีก้า “ทำไมรีบขนาดนั้นล่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความขบขัน ดวงตาคมส่องประกายหลงตัวเองอย่างไม่ปิดบัง “หรือว่าเจ้าเขิน กลัวหัวใจเต้นแรงเพราะข้า” เขายกมือขึ้นแตะอกตัวเองอย่างโอ้อวด ท่าทางเหมือนมั่นใจว่าคำพูดนั้นต้องโดนเป้าแน่



             โมนีก้าหยุดกึกทันทีที่ได้ยิน เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์ “ฉันไม่อยากฟังคุณค่ะ” น้ำเสียงยังสุภาพ แต่แฝงความแข็งกร้าวที่ไม่เปิดช่องให้ถกเถียง “และตอนนี้อารมณ์ของฉันกำลังคุกรุ่นอยู่ ขอทางหน่อยนะคะ”



             รูปปั้นอะพอลโลเลิกคิ้วขึ้นอีกข้าง รอยยิ้มยิ่งดูพอใจเหมือนยิ่งถูกปฏิเสธก็ยิ่งสนุก “แหม่ ทำอย่างกับไม่ชอบที่ข้าบอกว่าเจ้าเหมือนดาฟเน่เลย” เขาพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจคำเตือน “เจ้ารู้ไหม ดาฟเน่เป็นหญิงงามเพียงใด นางเป็นนางไม้ที่งดงามบริสุทธิ์ รูปร่างเพรียวบางราวกับถูกสลักจากธรรมชาติ ดวงตาสีเขียวที่เหล่มองเล็กน้อย จมูกที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่กลับมีเสน่ห์ และกลิ่นของนาง…กลิ่นไลแลคที่ทำให้ข้าหลงใหลยิ่งกว่าอะโฟรไดทีเสียอีก”



             คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีดที่ค่อย ๆ กรีดอารมณ์ที่โมนีก้ากดเอาไว้ตั้งแต่ต้น เธอกำมือแน่น เล็บจิกฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ ความคิดเดียวผุดขึ้นมาในหัวซ้ำ ๆ ว่า นี่มันไม่ใช่แค่รูปปั้น แต่มันคือเวอร์ชันหลงตัวเองของคนคนเดียวกับแฟนเธอ และนั่นแหละที่ทำให้มันน่าหงุดหงิดเป็นพิเศษ



             “พอได้แล้ว อะพอลโล่” เสียงของโมนีก้าดังขึ้นกะทันหัน มันชัดและแข็งจนสะท้อนก้องในโถงหินอ่อน เธอไม่สนใจมารยาทหรือตำแหน่งหรือคำเรียกใด ๆ ตอนนี้อีกต่อไป ก่อนจะหันหลังให้ทันทีและก้าวเดินออกไปอย่างไม่ลังเล



             รูปปั้นอะพอลโลชะงักไปเสี้ยววินาที สีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจอย่างแท้จริง ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าเรียกชื่อเขาตรง ๆ โดยไม่เติมคำใด ๆ ต่อท้าย



             อาริเอลที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้แต่กระพริบตาอย่างงุนงง ก่อนจะรีบเดินตามโมนีก้าไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งรูปปั้นอะพอลโลไว้กลางโถงจัดแสดง พร้อมเสียงพิณที่ยังค้างอยู่ในอากาศ และความเงียบที่กลับมาครอบงำพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง เธอเดินตามโมนีก้าออกมาจนพ้นแนวอาคารพิพิธภัณฑ์ แสงเช้าสาดกระทบผิวหินสีอ่อนของด้านหน้าอธิษฐานสถานทางวิชาการนั้นจนดูสะอาดตาเกินกว่าจะเชื่อว่าภายในเพิ่งผ่านค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตจากยุคสมัยอื่นมาได้ อากาศยามเช้าเย็นบาง ๆ ปะทะผิว 



             โมนีก้าขยับไหล่เล็กน้อยเหมือนจะสะบัดความรู้สึกค้างคาออกไป แต่กลิ่นไลแลคที่ติดกายเธอกลับยิ่งชัดขึ้นเมื่ออารมณ์ยังไม่สงบเท่าไรนัก



             อาริเอลเหลือบมองสีหน้าของเธออย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอ่ยถามตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้คาดคั้น “คุณโมนีก้า เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูเหมือนจะหงุดหงิดนิดหน่อย”



             โมนีก้าหยุดเดิน สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ หนึ่งครั้งเหมือนจัดระเบียบความคิด เธอรู้ดีว่าคำตอบจริงมันไม่ใช่เรื่องที่ควรเล่าออกไปตรง ๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ “พอดีฉันรำคาญคนหลงตัวเองน่ะค่ะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ตั้งใจให้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยน้ำเสียงสุภาพตามนิสัยเหมือนทุกครั้ง



             แต่ข้างในกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย ความรู้สึกคุกกรุ่นยังวนอยู่ในอกอย่างดื้อรั้น ภาพคำพูดเมื่อครู่ เสียงพิณ ท่าทางโอ้อวด และโดยเฉพาะการถูกเปรียบเทียบกับดาฟเน่ มันติดค้างอยู่ในหัวเธอมากเกินกว่าจะสลัดทิ้งได้ง่าย ๆ โมนีก้ารู้ดีว่าเรื่องนั้นเป็นตำนาน เป็นอดีต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะมีตัวตนเสียอีก แต่ความคิดกลับไม่ฟังเหตุผล ความรู้สึกหึงหวงมันโผล่ขึ้นมาแบบไม่ขออนุญาต เธอไม่ชอบการถูกเอาไปวางซ้อนกับใคร ไม่ชอบการถูกมองผ่านภาพของผู้หญิงคนอื่น แม้จะเป็นนางไม้ในตำนานก็ตาม ในหัวของเธอมันไม่ได้ดังเป็นคำพูด แต่มันดื้อรั้นพอจะทำให้จังหวะหัวใจของเธอเสียสมดุล



             โมนีก้าเดินต่อโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม ปล่อยให้ความคิดไหลไปเอง เธอรู้ว่าตัวเองไม่ได้โกรธเลสเตอร์ ไม่ได้โกรธอดีตของเขา แต่โกรธความรู้สึกของตัวเองที่ยังเผลอหวั่นไหวง่ายเกินไป ทั้งที่ผ่านอะไรมามากด้วยกัน เธอเกลียดความคิดที่ว่าใครบางคนจะมองเธอเป็นแค่เงาของใครอีกคน และยิ่งเกลียดตัวเองที่คิดมากกับเรื่องนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง เธอรู้ดีว่าเลสเตอร์เลือกเธอในฐานะโมนีก้า ไม่ใช่ใครอื่น



             อาริเอลที่เดินเคียงข้างสังเกตความเงียบของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยน้ำเสียงนุ่มลง “ถ้าอย่างนั้น เราไปหาอะไรกินก่อนจะออกเดินทางไปชิคาโก้ดีไหมคะ อย่างน้อยก็ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง”



             โมนีก้าชะลอฝีเท้า ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยและระบายยิ้ม “นั่นสินะคะ” เธอตอบตามจริง เพราะลึก ๆ ก็รู้ว่าการปล่อยให้หัวตัวเองวนอยู่กับเรื่องเดิมไม่ช่วยอะไร “เอางั้นก็ได้ค่ะ”



             ทั้งสองคนจึงเดินออกจากบริเวณพิพิธภัณฑ์ไปพร้อมกัน ทิ้งอาคารหินอ่อนและค่ำคืนประหลาดไว้ด้านหลัง เสียงเมืองเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ รถแล่นผ่าน ผู้คนเดินสวนกันตามปกติของโลกมนุษย์ โมนีก้าปรับท่าทางให้ผ่อนคลายขึ้น แม้ความรู้สึกในใจจะยังไม่หายไปทั้งหมด แต่เธอก็เลือกก้าวต่อไปข้างหน้า อย่างน้อยก็พร้อมจะเริ่มวันใหม่ด้วยสิ่งที่จับต้องได้มากกว่าเรื่องในตำนานที่ควรปล่อยให้มันอยู่ในอดีตต่อไป




สรุปรวม

เพิ่มเติม : ฝันร้ายภัณฑารักษ์...

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

มีคนหึง 101 อะพอลโลคือบอกกุโดนอีกละ
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลแอบเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกายามเกือบเช้า แล้วคราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือเธอพบกับพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (แม่งโคตรเหมือน Night at the Museum) แล้วทั้งสองก็พบกับเทพอิออน เหมือนว่าที่นี่คือที่ทำงานของเขาซะงั้น เขาเอ่ยบอกเรื่องเวลาและความอ่อนแอของตนเอง และให้พลังบางอย่างประทับไว้จะได้เจอคนที่ควรตามหาในห้วงเวลาที่จะไป โมนีก้าและอาริเอลเลยเอ่ยขอบคุณ


เมื่อเดินออกมาโมนีก้าและอาริเอลพบรูปปั้นเทพอะพอลโล ทว่ามันเป็นแค่รูปปั้นที่นิสัยเหมือนตัวจริงสมัยก่อนอย่างกับแกะ แถมเขาพยายามจะร้องเพลงให้โมนีก้าฟัง และยิ่งมันเป็นเพลงที่แต่งให้ดาฟเน่ โมนีก้าเลยไม่ชอบ เลยเดินหนีออกมาเลย บ่งบอกว่าตอนนี้เธอหึงแฟน ใช่... หึง และไม่ชอบที่ตัวเองขี้หึงทั้งที่มันก็แค่หุ่นรูปปั้นด้วย

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[GOD-58] อิออน / ไอออน

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
ดูเหมือนจะมีแรคคูนตัวหนึ่งเกาะหลังโมนีก้าออกมาด้วย เมื่ออาริเอลและโมนีก้าสังเกตเห็น ก่อนร่างมันสลายไปทิ้งไว้เพียงขี้ผึ้งที่ถูกละลายเมื่อต้องแสงตะวันแรกเริ่ม  โพสต์ 2025-12-31 00:18
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2025-12-31 00:16
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-58] อิออน / ไอออน เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2025-12-31 00:16
โพสต์ 115810 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-30 22:40
โพสต์ 115,810 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-30 22:40
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2025-12-31 20:19:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 03.1 : คริสมาสต์และผ่อนคลาย

วันที่ 23-24 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

           มุมถนนย่านมิดทาวน์ยามเช้าดูมีชีวิตแบบที่โมนีก้าคุ้นเคยดี แสงแดดอ่อนสะท้อนผ้าใบสีน้ำเงินหน้าร้านอาหารเช้า โต๊ะไม้และเก้าอี้หวายถูกจัดเรียงเป็นระเบียบ กลิ่นกาแฟคั่วสดกับขนมอบลอยปะปนกับอากาศเย็นบาง ๆ ของเมืองที่เพิ่งตื่น ผู้คนแต่งตัวหลากหลาย เดินสวนกันด้วยจังหวะเร่งบ้างช้าบ้างตามแบบนิวยอร์กในปีนี้ โมนีก้านั่งฝั่งริมทาง รองเท้าส้นสูงของเธอวางชิดกันอย่างเป็นระเบียบ เสื้อโค้ทของเธอพาดไหล่แบบชิล ๆ กลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่หวานของเธอกลมกลืนไปกับกลิ่นอาหารจนแทบไม่โดดออกมาเหมือนเมื่อคืนก่อน



           ทว่าจานอาหารตรงหน้าโมนีก้าแทบไม่ขยับ ทั้งที่ปกติเธอเป็นคนกินเก่งโดยเฉพาะมื้อเช้า ไข่และขนมปังยังอยู่ที่เดิมเพราะสายตาของโมนีก้ากลับจับไปที่อาริเอลซึ่งนั่งตรงข้ามมากกว่า อาริเอลดูไม่เหมือนตัวเองนัก ดวงตาสีแดงก่ำที่ปกติจะกวาดมองรอบข้างด้วยความระวัง กลับหยุดนิ่งอยู่ที่กลุ่มวัยรุ่นโต๊ะถัดไป พวกเขาหัวเราะเสียงดัง สวมเสื้อสีส้มสดที่มีสัญลักษณ์คุ้นตา มันเป็นภาพที่โมนีก้าไม่ต้องใช้เวลาเดาเลยว่าคืออะไร



           อาริเอลจ้องกลุ่มเดมิก็อดจากค่ายฮาล์ฟบลัดอยู่นานเกินปกติ มือที่จับแก้วน้ำหยุดค้างไว้เหมือนลืมตัว เธอไม่ได้ยิ้มหรือขมวดคิ้วสงสัย แค่จ้องมองด้วยแววตาที่ปนกันระหว่างความโหยหา ความลังเล และความระวังแบบคนที่กลัวจะคิดถึงมากเกินไป



           โมนีก้าเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม น้ำเสียงเรียบ สุภาพตามนิสัย “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ คุณอาริเอล ดูเงียบ ๆ ไปหน่อย”



           อาริเอลสะดุ้งนิดหนึ่งเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าถูกจับได้ สายตาจึงละออกมาจากกลุ่มนั้น เธอเม้มปากก่อนพูดช้า ๆ อย่างเลือกคำ “ฉันแค่…คิดอะไรนิดหน่อยค่ะ” โมนีก้าไม่เร่งเร้า เธอรู้ดีว่าความเงียบแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาริเอลก็ไม่ใช่คนที่จะพูดออกมาง่าย ๆ ถ้าไม่พร้อม เธอรอจนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายเอ่ยต่อเอง



           “เมื่อวาน…เรื่องคำเชิญของเทพอะพอลโลที่สวนเซ็นทรัลพาร์ค” อาริเอลพูดเสียงเบา “ฉันอยากไปค่ะ แต่ก็รู้ว่าเรามีภารกิจคำพยากรณ์อยู่ ฉันไม่อยากนอกลู่นอกทาง ไม่อยากให้ค่ายต้องเป็นห่วง และก็ไม่อยากให้เหล่าเทพคิดว่าเราไม่จริงจัง”



           จากมุมมองของโมนีก้า เธอเห็นชัดเจนว่าอาริเอลอยากไปมากแค่ไหน มันไม่ใช่ความอยากเที่ยวหรืออยากสนุก แต่เป็นความอยากสัมผัสความปกติ ความรู้สึกว่าได้อยู่ใกล้โลกของพวกเดมิก็อดคนอื่น ได้ยืนอยู่ในที่ที่ไม่ต้องระแวงว่าตัวเองจะถูกมองเป็นคนนอก เธอเห็นความรู้สึกผิดซ้อนทับอยู่ในท่าทางนั้น และมันทำให้โมนีก้านึกถึงตัวเองในหลายช่วงชีวิต



           โมนีก้าพ่นลมหายใจออกช้า ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ถ้าช้าวันเดียว…คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งคะ” คำพูดนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่ในใจของเธอกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก ส่วนหนึ่งที่โมนีก้าอยากไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่เพราะสวนเซ็นทรัลพาร์คหรือคำเชิญของเทพ แต่เพราะคนบางคนที่นั่น คนที่เธอเรียกว่าเลสเตอร์ คนที่เธอต้องเก็บความสัมพันธ์นี้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด ความคิดนั้นทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่เธอไม่แสดงออกมาแม้แต่นิดเดียว



           อาริเอลเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกายขึ้นชัดเจน “จริงหรอคะ”



           “จริงสิคะ” โมนีก้าตอบโดยไม่ลังเล “เราพักแถวโรงแรมเซ็นทรัลพาร์คนิวยอร์กสักคืนก็ได้ ไม่แพงมาก ถือว่าเป็นการพักผ่อนก่อนเจอเรื่องหนัก ๆ ต่อไป ฉันก็อยากไปเหมือนกันค่ะ” เธอเลือกพูดแบบนั้น เพราะไม่อยากให้อาริเอลรู้สึกว่าตัวเองกำลังถ่วงภารกิจ หรือกำลังทำอะไรผิด โมนีก้ารู้ดีว่าความรู้สึกผิดแบบนั้นกัดกินใจคนเก่งที่สุด และเธอไม่อยากเห็นอาริเอลต้องแบกรับมันไว้เพียงคนเดียว



           อาริเอลยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ เป็นรอยยิ้มที่ดูเบากว่าเดิม เหมือนมีอะไรบางอย่างในอกคลายตัวลง “ขอบคุณนะคะ”



           โมนีก้ารับรอยยิ้มนั้นไว้ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย ความคิดแล่นเร็วตามนิสัยของเธอ แล้วก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองเหมือนคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป “งั้นเดี๋ยวเราไปซื้อชุดไปงานกันนะคะ ไม่รู้แหละว่างานอะไร แต่ในจดหมายที่พวกเดมิก็อดได้กันมันเขียนชัดว่าต้องแต่งตัวดี ๆ” เธอขยับไหล่เบา ๆ ราวกับไม่อยากให้เรื่องนี้ดูจริงจังเกินไป “ไหน ๆ ก็คริสต์มาสแล้ว แต่งให้เข้าธีมหน่อยก็น่าจะโอเคนะคะ”



           อาริเอลชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า ดวงตาสีแดงก่ำฉายแววลังเลเพียงชั่ววินาทีแล้วก็ผ่อนคลายลง “ได้เลยค่ะ ฟังดู…ดีนะคะ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ตื่นเต้นจัด แต่มีความคาดหวังบางอย่างซ่อนอยู่



           หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ทั้งสองคนก็ลุกออกจากร้าน แสงแดดเช้าสะท้อนกระจกตึกสูงสองข้างทาง เสียงเมืองกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้ง โมนีก้าเดินนำอย่างคล่องแคล่ว รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นฟุตปาธเป็นจังหวะมั่นใจ ส่วนอาริเอลก้าวตามมาข้าง ๆ ร่างสูงเด่นแต่ท่าทางผ่อนคลายกว่าตอนก่อนอาหารเช้าอย่างเห็นได้ชัด



           ร้านแรกที่พวกเธอแวะเข้าไปเป็นร้านเสื้อผ้าโทนอบอุ่น ตกแต่งด้วยไฟประดับและสีแดงเขียวแบบเทศกาล โมนีก้าเลือกกวาดตามองอย่างรวดเร็ว แยกชุดที่ดูเป็นทางการเกินไปออกโดยไม่ต้องคิดมาก เธอหยิบเดรสสีเข้มเรียบ ๆ ขึ้นมาพาดแขนแล้วหันไปพูดกับอาริเอล “งานแบบนี้ น่าจะไม่ต้องทางการจนเหมือนงานพิธีนะคะ เอาอะไรที่ใส่แล้วขยับตัวสะดวกหน่อย เผื่อมีเรื่องไม่คาดคิด”



           ระหว่างที่อาริเอลลองพิจารณาชุด โมนีก้าก็เดินดูชั้นหนังสือเล็ก ๆ มุมร้านที่วางของตกแต่งธีมเทศกาลปะปนกับหนังสือ เธอหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมา เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ว่าด้วยเส้นทางการค้าระหว่างตะวันตกกับจีนในช่วงราชวงศ์เก่า ๆ “อันนี้น่าสนใจนะคะ” เธอพูดเหมือนคิดดัง “เผื่อภารกิจพาเราไปไกลกว่าที่คิด อย่างน้อยจะได้ไม่งงกับบริบท”



           อาริเอลมองภาพนั้นแล้วรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ความตึงเครียดที่ตัวเธอพยายามกดไว้ตั้งแต่เช้าค่อย ๆ คลายลง เพราะสิ่งที่โมนีก้าทำไม่ได้ทำให้ภารกิจถูกลืม แต่กลับถูกสอดแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กดดัน



           จากนั้นพวกเธอแวะร้านขายของนำเข้าแถวใกล้ ๆ โมนีก้าลองชวนคุยกับพนักงานเชื้อสายจีนสั้น ๆ เรื่องหนังสือกับของประดับเทศกาล ใช้คำง่าย ๆ ผิดถูกบ้างแต่ก็ไม่ซีเรียส เธอหัวเราะเบา ๆ กับความไม่คล่องของตัวเองแล้วหันมาบอกอาริเอล “แค่ให้คุ้นหูคุ้นปากไว้ก่อนค่ะ เผื่อเราต้องไปเจอสถานการณ์จริง จะได้ไม่ตื่นเกินไป” อาริเอลพยักหน้าเข้าใจ เธอเริ่มรู้สึกว่าการเดินซื้อของครั้งนี้ไม่ใช่การหนีภารกิจอย่างที่กลัว แต่เป็นการเตรียมตัวอีกรูปแบบหนึ่ง การได้เห็นโมนีก้าคอยบาลานซ์ระหว่างเรื่องงานกับเรื่องพักผ่อน ทำให้ความกังวลในใจเธอลดลงอย่างชัดเจน



           เมื่อถุงช้อปปิ้งเพิ่มขึ้นในมือ ทั้งสองคนก็เดินออกจากร้านด้วยจังหวะสบาย ๆ เมืองนิวยอร์กยังคงเคลื่อนไหวรอบตัว แต่บรรยากาศระหว่างพวกเธอเบาลงกว่าช่วงเช้าอย่างเห็นได้ชัด สำหรับอาริเอล มันเป็นครั้งแรกในรอบนานที่การเตรียมตัวออกภารกิจไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว และสำหรับโมนีก้า มันเป็นเรื่องปกติที่เธอทำได้ดีเสมอ นั่นคือการทำให้เรื่องหนักพอจะจริงจัง และเรื่องเบาพอจะหายใจได้พร้อมกันในวันเดียวกัน



           

           ……



           ช่วงเย็นเกือบค่ำของวันคริสต์มาสอีฟ เมืองนิวยอร์กค่อย ๆ เปลี่ยนอุณหภูมิจากความวุ่นวายของกลางวันเป็นความหนาวที่นุ่มลง แสงไฟจากตึกสูงเริ่มส่องสว่างเด่นชัดขึ้นทุกนาที เส้นขอบฟ้าดูอบอุ่นอย่างประหลาดทั้งที่อากาศเย็นจัด โมนีก้าและอาริเอลก้าวออกมาจากโรงแรมแถวเซ็นทรัลพาร์กพร้อมกัน ประตูบานใหญ่ปิดลงด้านหลังอย่างเงียบงัน เหมือนตัดโลกภายในออกจากบรรยากาศเทศกาลด้านนอกโดยสิ้นเชิง



           เสื้อผ้าของโมนีก้าในคืนนี้เข้ากับบรรยากาศคริสต์มาสอีฟอย่างประหลาด โค้ทสีแดงเข้มตัดเย็บเนี้ยบคลุมทับชุดด้านใน ผมสีเบอร์กันดี้เชอร์รี่ถูกจัดทรงให้ทิ้งตัวอ่อน ๆ รอบกรอบหน้า ผ้าพันคอสีอ่อนผูกอย่างเรียบร้อยช่วยขับผิวขาวซีดให้ดูโดดเด่น ดวงตาสีเทาเงินสะท้อนแสงไฟรอบตัวอย่างสงบแต่มีชีวิตชีวา กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานอ่อน ๆ ลอยตามตัวเธอไปทุกย่างก้าวอย่างเป็นธรรมชาติ



           ข้างกันนั้น อาริเอลในลุคที่ต่างออกไปจากชุดฝึกหรือเสื้อยืดค่ายจูปิเตอร์โดยสิ้นเชิง ผมสีบลอนด์ทองยาวสลวยปล่อยลงมารับกับหมวกซานต้าเรียบ ๆ และเสื้อสเวตเตอร์สีแดงลายคริสต์มาสที่ดูอบอุ่นแต่ไม่ฉูดฉาดเกินไป ใบหน้าของเธอดูอ่อนโยนขึ้นเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนทั่วไป ไม่มีเค้าโครงของอสุรกาย ไม่มีร่องรอยของสนามรบ มีเพียงหญิงสาวรูปร่างสูงที่กำลังเดินเที่ยวในคืนเทศกาลเหมือนใคร ๆ



           ทั้งสองคนถือแก้วโกโก้อุ่นไว้ในมือ ไอร้อนลอยขึ้นมาเป็นสายบาง ๆ ทุกครั้งที่ขยับแก้ว โมนีก้าจิบเล็กน้อย รสหวานขมผสมกันช่วยคลายความหนาวได้ดีกว่าที่คิด เธอเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อเริ่มเห็นผู้คนหนาแน่นขึ้นตามแนวทางเดิน เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นดังสลับกับเสียงดนตรีคริสต์มาสที่ลอยมาเป็นช่วง ๆ ระหว่างทางสายตาของโมนีก้ากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเงียบ ๆ 



           ผู้คนจำนวนไม่น้อยดูเหมือนนักท่องเที่ยวหรือชาวนิวยอร์กทั่วไป แต่ก็มีบางกลุ่มที่ทำให้เธอชะงักเล็กน้อย เสื้อสีส้มของค่ายฮาล์ฟบลัดโผล่ให้เห็นประปราย เครื่องประดับที่ดูธรรมดาแต่แฝงพลังบางอย่าง หรือท่าทางที่ระวังตัวเกินกว่าคนทั่วไป ทั้งหมดนั้นบอกเธอชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่การรวมตัวของมนุษย์ธรรมดา



           อาริเอลเองก็ดูจะรับรู้บรรยากาศนั้นเช่นกัน เธอกระชับแก้วโกโก้ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับไม่ได้ตึงเครียด มีเพียงความตื่นเต้นปนกังวลบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ โมนีก้าเหลือบมองเธอ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างที่ทำเสมอเวลาต้องการบอกอีกฝ่ายว่าไม่เป็นไร



           เมื่อเดินมาใกล้ขึ้น แนวต้นไม้สูงของเซ็นทรัลพาร์กเริ่มปรากฏชัด แสงไฟประดับตามรั้วและกิ่งไม้ส่องประกายสีทองตัดกับท้องฟ้ายามค่ำที่เริ่มมืดลง เสียงจากในสวนดังชัดขึ้น ทั้งเสียงดนตรี เสียงผู้คน และพลังงานบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาเกินกว่างานคริสต์มาสทั่วไป



           โมนีก้าหยุดยืนตรงทางเข้า รั้วเหล็กสีเข้มของเซ็นทรัลพาร์กอยู่ตรงหน้า ด้านในเต็มไปด้วยแสงไฟและเงาของผู้คนที่เคลื่อนไหวไปมาเหมือนทะเลเล็ก ๆ ของเดมิก็อดจากหลากหลายที่มา เธอยกแก้วโกโก้ขึ้นจิบอีกครั้ง สูดลมหายใจลึก รับเอาความหนาว ความอบอุ่น และความคาดหวังของค่ำคืนนี้เข้าไปพร้อมกัน ก่อนจะก้าวต่อเข้าไปข้างในอย่างสงบและมั่นคง โดยมีอาริเอลเดินเคียงข้างไม่ห่างกันเลย




สรุปรวม

เพิ่มเติม : รอบนี้ฝันร้าย มนก...

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

นรกของ มนก แน่นอน 55+
Quest Summary

สรุป

อาริเอลอยากไปเจออะพอลโล่เข้าร่วมเทศกาลเหมือนเหล่าเดมิก็อด โมนีก้าก็เลยไปด้วยเหมือนกันและไม่ทำให้อาริเอลเครียด เธอเองก็อยากไปหาเลสเตอร์เหมือนกัน และหวังว่าเขาจะไม่ทำอะไรน่าอายนะ...

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 64467 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-31 20:19
โพสต์ 64,467 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2025-12-31 20:19
โพสต์ 64,467 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2025-12-31 20:19
โพสต์ 64,467 ไบต์และได้รับ +15 EXP +20 ความศรัทธา จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2025-12-31 20:19
โพสต์ 64,467 ไบต์และได้รับ +4 EXP +7 ความกล้า +7 ความศรัทธา จาก ผืนป่าลวงตา  โพสต์ 2025-12-31 20:19
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-3 10:35:00 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-5 02:24

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนพิเศษที่ 03.3 : อึ้ง ทึ่ง กิมกี่ ซีเซ็ก ฉาย 2

วันที่ 24 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงค่ำ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกิ

              เสียงปรบมือยังคงก้องสะท้อนอยู่รอบสวน เหมือนคลื่นที่ยังไม่ยอมสงบลงง่าย ๆ แสงสีทองค่อย ๆ จางหาย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอุ่นแผ่วของพลังศักดิ์สิทธิ์ปะปนกับอากาศหนาวของคืนคริสต์มาสอีฟ ผู้คนเริ่มเคลื่อนไหวแยกย้าย พูดคุยกัน บ้างยังตื่นเต้น บ้างถกเถียงถึงความยิ่งใหญ่ของการแสดงเมื่อครู่ (หรือความเสร่อไม่แน่ใจ) แต่ในจุดหนึ่งใกล้ทางเดินหลัก โมนีก้ายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ร่างบางสูงเพียง 162 เซนติเมตรดูเหมือนถูกแช่แข็งไว้ในท่วงท่ากึ่งทรงตัวกึ่งจะล้ม ส้นรองเท้าสูงปักแน่นกับพื้นหิมะ ดวงตาสีเทาเงินเหม่อลอยไร้โฟกัส ราวกับภาพตรงหน้าถูกตัดการเชื่อมต่อไปแล้วครึ่งหนึ่งของสมอง



              อาริเอลที่เพิ่งหยุดปรบมือหันกลับมาหาเธอด้วยสีหน้าที่ยังคงเปล่งประกาย ความตื่นเต้นยังไม่จางจากดวงตาสีแดงก่ำ เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายหนึ่งก้าว แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นว่าโมนีก้าไม่ตอบสนองอะไรเลย ไม่ขยับหรือกระพริบตา แม้แต่ลมหายใจก็ดูตื้นผิดปกติ



              “คุณโมนีก้า?” อาริเอลเรียกเสียงเบาลงโดยอัตโนมัติ มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาแตะปลายแขนเสื้อโค้ทของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าถ้าแตะแรงไปอีกนิด รูปปั้นตรงหน้าจะล้มลงแตกเป็นเสี่ยง ๆ “คุณ… เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”



              ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง ครั้ง อั้งงง



              โมนีก้ายังคงยืนนิ่งสนิท สายตาว่างเปล่าราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วจริง ๆ ภายในหัวเธอไม่มีประโยคสมบูรณ์เหลืออยู่ มีเพียงเศษความคิดกระจัดกระจายปะทะกันไปมา เสียงสูง เสียงปรบมือ แสงไฟ พลุรูปหน้าเขา ทุกอย่างวนซ้ำแบบไม่เรียงลำดับ ความอายที่มากเกินจะจัดการได้ถาโถมจนสมองเลือกจะปิดระบบชั่วคราว



              อาริเอลเริ่มกังวลขึ้นมาจริง ๆ จนเธอขยับเข้าไปใกล้โมนก้าอีกนิด โน้มตัวลงเล็กน้อยให้ระดับสายตาใกล้กันมากขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นครึ่งล้อครึ่งห่วงตามนิสัย “คุณโมนีก้า… คุณช็อคเพราะความรุ่งโรจน์ของท่านอพอลโลเหมือนฉันใช่ไหมคะ? หรือว่าเสียงสูงเมื่อกี้มันกระแทกหูคุณจนอื้อไปแล้ว?”



              ประโยคนั้นเหมือนมีใครเอาสวิตช์ไฟมาตบกลับเข้าไปในสมองโมนีก้าอย่างแรง เธอกระพริบตาช้า ๆ หนึ่งครั้ง สองครั้ง กล้ามเนื้อคอขยับฝืด ๆ ก่อนจะหันมองอาริเอลอย่างเชื่องช้า สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อปนสิ้นหวังลึก ๆ ข้างใน 



              ห๊าาาาาาา!! ช็อคเพราะความรุ่งโรจน์งั้นเหรอ??!!


              ไม่โว้ยยย… 



              โมนีก้าอยากจะพูดออกไปว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ลำคอแห้งผาก เสียงไม่ยอมออกมา ความคิดที่แล่นผ่านหัวกลับเป็นประโยคหยาบ ๆ ที่เธอไม่มีแรงแม้แต่จะเรียบเรียงให้สุภาพ โคตรเสร่อ นั่นคือคำเดียวที่ชัดเจนที่สุดในใจเธอ ความหล่อ ความเก่ง ความเป็นเทพเจ้า เธอไม่เถียง แต่มันมากเกินไป มากจนเธออยากมุดลงไปใต้หิมะแล้วหายไปจากสวนนี้ตลอดกาลเลย



              ทว่า…


              ความเข้าใจผิดมีมากกว่าอ่ะดิ



              อาริเอลเห็นสายตานั้นก็เข้าใจผิดไปอีกทาง เธอหัวเราะเบา ๆ พยายามคลายบรรยากาศ “ฉันว่า… ท่านเทพดูจะรักตัวเองมากกว่าที่ฉันรักข้าวโพดปิ้งอีกนะคะ” เธอพูดพร้อมยักไหล่นิด ๆ เป็นมุกจืด ๆ แต่จริงใจแบบที่เธอใช้เสมอเวลาพยายามปลอบใครสักคน “แต่ก็นะ… ท่านเป็นเทพเจ้านี่นา”



              คำพูดนั้นของอาริเอลฟังดูเบา แต่ข้างในอาริเอลกลับมีอะไรบางอย่างหดตัวลงเล็กน้อย เสียงของอะพอลโลยังคงก้องอยู่ในหัวเธอ ไม่ใช่ในฐานะการแสดง แต่ในฐานะต้นฉบับของพลังที่เธอควรจะมี เสน่ห์เสียงที่เอมพูซ่าอย่างเธอถูกพรากไปตั้งแต่เกิดและไม่เคยมีมัน เธอรับรู้ได้ถึงช่องว่างนั้นอย่างชัดเจน ช่องว่างระหว่างอสุรกายที่ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองทุกลมหายใจ กับเทพเจ้าที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย ความรู้สึกอิจฉาแผ่ว ๆ ปะปนกับความเศร้าที่ไม่เคยพูดออกไป



              แต่ถึงอย่างนั้น สายตาของเธอก็ยังกลับมาที่โมนีก้าเป็นอันดับแรกในตอนนี้



              “ส่วนพวกเราก็แค่…” อาริเอลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้ “คนที่ต้องตามเก็บกวาดความวุ่นวายหลังจากนี้อยู่ดีค่ะ ไปกันเถอะนะคะ คนเริ่มแยกย้ายแล้ว” เธอเอื้อมมือไปแตะหลังมือของโมนีก้าอย่างแผ่วเบา แค่ยืนอยู่ตรงนั้นให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายยังไม่ล้มลงจริง ๆ



              โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึกช้า ๆ ในที่สุดระบบภายในก็เริ่มกลับมาออนไลน์ทีละส่วน กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานติดผิวของตัวเองช่วยดึงสติกลับมาเล็กน้อย เธอกะพริบตาอีกครั้ง ขยับไหล่ให้ผ่อนคลายลงนิดหนึ่ง แล้วพยักหน้าช้า ๆ อย่างยอมแพ้ “…ไปกันค่ะ” เสียงเธอเบากว่าปกติ แต่ยังพอจับได้ “ขอเดินก่อนที่ฉันจะล้มจริง ๆ ก็แล้วกัน”



              ทว่า คำพูดของโมนีก้ายังไม่ทันจางหายจากอากาศเย็นจัดของสวน เสียงฝีเท้าของทั้งสองก็ดังก้องเบาลงเมื่อก้าวลึกเข้ามาในพื้นที่ที่แสงไฟสลัวกว่าเดิม ตรงส่วนของสวนที่ผู้คนเริ่มบางตา เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยจากลานด้านหน้าค่อย ๆ ถูกกลืนหาย เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านกิ่งไม้เปลือยใบและเสียงหิมะกรอบแกรบใต้รองเท้า



              โมนีก้ายังเดินช้า ๆ สติของเธอนั้นยังกลับมาไม่ครบถ้วน ดาบสุริยคติที่ข้อมือซ้ายยังคงอยู่ในสภาพกำไลนิ่งสงบ เธอกำลังจะถอนหายใจอีกครั้ง ทว่าทันใดนั้น เงาหนึ่งก็เคลื่อนไหวออกมาจากมุมมืดใกล้แนวต้นไม้



              ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาอย่างไม่เร่งรีบ แสงไฟสีอุ่นจากเสาโคมสาดลงบนใบหน้าและเรือนผมสีทองอ่อนที่ยุ่งนิด ๆ แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ยากจะบอก เสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มสวมทับเสื้อยืดเรียบ ๆ กางเกงธรรมดาที่ไม่น่าจะดึงดูดสายตาใครได้ แต่ทุกอย่างกลับไม่อาจปิดบังออร่าบางอย่างที่ติดตัวเขามาโดยกำเนิดได้ รูปลักษณ์แบบชายหนุ่มธรรมดาในเมืองใหญ่กลับดูเหมือนถูกขยายความหล่อจนเกินมาตรฐานของคำว่าธรรมดาไปหลายเท่า



              เลสเตอร์…



              โมนีก้าชะงักฝีเท้าในเสี้ยววินาทีที่เห็นเขา ร่างบางของเธอเหมือนถูกดึงให้หยุดนิ่ง ดวงตาสีเทาเงินเบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งค้างอีกครั้งแบบคนที่สมองไม่รู้ควรจะประมวลผลอารมณ์ไหนก่อน ระหว่างความโล่งใจ ความอาย ความหงุดหงิด และความรักที่ยังปะปนยุ่งเหยิงอยู่ในอก



              อาริเอลตอบสนองเร็วกว่ามาก เสียงขาสัมฤทธิ์วิเศษของเธอกระแทกพื้นหิมะดัง “ฉึก!” อย่างชัดเจน ร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งเอื้อมไปดึงโมนีก้าให้มาอยู่ด้านหลังตามสัญชาตญาณปกป้องทันที ดวงตาสีแดงก่ำเบิกกว้าง ความทรงจำเก่า ๆ จากโลกบาดาลและการถูกพิพากษาแล่นกลับมาอย่างไม่ขออนุญาต 



              “ท… ท่านอะพอลโล!” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามยืดตัวให้ดูมั่นคง “มาทำอะไรที่นี่คะ? ฉัน… ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะ! ฉันเลือกข้างเฮเซลแล้ว!” คำพูดหลุดออกมาเร็วเกินความคิด ราวกับกลัวว่าหากไม่รีบย้ำ จุดยืนของตัวเองจะถูกตั้งคำถามอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย อาริเอลนั้นเกร็งไหล่ มือที่จับโมนีก้าไว้แน่นขึ้นเล็กน้อยไปด้วยความประหม่า



              อะพอลโลหยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม เขายกมือขึ้นเล็กน้อยในท่าทางสบาย ๆ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มลงกว่าตอนอยู่บนเวทีอย่างเห็นได้ชัด “ใจเย็นก่อน สาวน้อย…” เขาพูดช้า ๆ ชัดเจน “ไม่ต้องกลัวข้าหรอก ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อลงโทษใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่เลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องอย่างเจ้า” สายตาสีฟ้าของเขามองอาริเอลตรง ๆ ไม่ได้กดดันแต่ก็ไม่เลี่ยงหนีไป 



              “ข้าขอชื่นชมในความกล้าหาญนะ เอมพูซ่า… เจ้าทำหน้าที่เพื่อนได้ดีมาก” คำพูดนั้นทำให้อาริเอลชะงักไปชั่วขณะ มือที่ดึงโมนีก้าไว้คลายลงเล็กน้อย ความตึงเครียดในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความงุนงงปนไม่มั่นใจ เธอไม่ชินกับการได้รับคำชื่นชมจากเทพเจ้า โดยเฉพาะในน้ำเสียงที่ไม่ได้ดูเหนือกว่า ไม่ได้ดูตัดสิน เหมือนเทพเจ้าที่เข้าใจอะไรมากกว่าปกติ 



              อะพอลโลจึงขยับสายตามาที่โมนีก้าในที่สุด เพียงแค่สบตากัน ความรู้สึกหลายอย่างก็ไหลเข้ามาพร้อมกันอย่างเงียบงัน เขายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นในแบบที่เธอรู้จักดีเกินไป รอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป และก็ยังเลือกจะทำต่อ “แต่ตอนนี้…” เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย 



              “ข้าขออนุญาตยืมตัวเพื่อนของเจ้าสักครู่ได้ไหม?” เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่ออย่างตั้งใจ 



              “พอดีข้ามีเรื่องสำคัญมากที่อยากจะคุยกับเธอ… แค่สองคนน่ะ” คำว่า สำคัญมาก ทำให้หัวใจของโมนีก้ากระตุกเบา ๆ เธอขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง อะพอลโลก็ขยับเข้ามาอีกก้าว ระยะห่างลดลงจนเธอรับรู้ได้ถึงความอุ่นของเขาแม้ในอากาศหนาว มือของเขาเอื้อมออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เร่ง ไม่บังคับ เป็นท่าทางคุ้นเคยของคนที่มั่นใจว่ามีสิทธิ์จะขอ และคาดหวังคำตอบอยู่แล้ว



              “มานี่สิ” น้ำเสียงนั้นต่ำและนุ่ม “จับมือข้า”



              โมนีก้ามองมือตรงหน้า สมองที่เพิ่งจะกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งกลับส่งสัญญาณเตือนหลายอย่างพร้อมกัน ความอายจากการแสดงเมื่อครู่ยังไม่จาง ความหงุดหงิดยังค้างอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพ่นลมหายใจยาวหนึ่งครั้ง ราวกับดึงตัวเองกลับจากขอบเหวของอารมณ์ที่ซ้อนทับกันยุ่งเหยิง มือที่สั่นเล็กน้อยถูกบังคับให้หยุดนิ่ง



              โมนีก้าเงยหน้าขึ้นมองอะพอลโลแค่เสี้ยววินาที ก่อนจะหันไปหาอาริเอลด้วยสีหน้าที่พยายามนิ่งให้มากที่สุด แม้ดวงตาสีเทาเงินจะยังสะท้อนความวุ่นวายใจอยู่ลึก ๆ ก็ตาม “คุณอาริเอลคะ เดี๋ยวมานะคะ สักครู่หนึ่ง” น้ำเสียงสุภาพตามแบบของเธอ กลับมาคงที่อย่างน่าประหลาด “คุณลองเดินเล่นชมไฟไปก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันมา” 



              คำพูดนั้นไม่รีบร้อนจนดูแปลก และไม่อธิบายจนเกินไป เธอไม่เปิดช่องให้อาริเอลโต้แย้ง เพียงแค่ขยับตัวไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ มือบางยกขึ้นไปจับมือที่ยื่นค้างอยู่ตรงหน้า ความอุ่นของฝ่ามืออีกฝ่ายแล่นผ่านผิวทันที ทำให้หัวใจที่พยายามคุมจังหวะอยู่ก่อนหน้าเต้นแรงขึ้นอีกครั้งโดยไม่ขออนุญาต



              อะพอลโลไม่ได้ดึงมือของโมนีก้าไป เขาเพียงแค่หุบมือเข้าหากันอย่างพอดี ก่อนจะพาเธอเดินออกไปช้า ๆ ตามแนวทางเดินที่แสงไฟเริ่มเบาบางลง ทุกก้าวที่เดินห่างจากเสียงผู้คนและแสงสว่างด้านหน้า อากาศยิ่งเงียบขึ้น เสียงฝีเท้าบนหิมะและลมหายใจของตัวเองชัดเจนกว่าที่ควรจะเป็น มันเป็นความเงียบที่ทำให้โมนีก้ารู้ตัวว่าตัวเองกำลังปล่อยให้สถานการณ์นี้พาไป โดยยังไม่แน่ใจนักว่าปลายทางจะเป็นแบบไหน



              ทว่า… ตอนนี้คนที่ลำบากที่สุด คือคนที่อยู่ด้านหลังน่ะสิ



              ด้านหลัง อาริเอลยืนนิ่งราวกับถูกสาป เส้นผมสีบลอนด์ทองที่เคยสะท้อนแสงไฟอบอุ่นของเทศกาลกลับเปลี่ยนเฉดเป็นม่วงครามเข้มอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนอารมณ์สับสนที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องแผ่นหลังของทั้งสองที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในมุมมืดของสวน 



              “เมื่อกี้… ท่านอะพอลโล… กับโมนีก้า…?” เธอกระซิบกับอากาศ เสียงเบาราวกับกลัวว่าคำถามนั้นจะมีใครได้ยินแล้วตอบกลับมาจริง ๆ



              อาริเอลหัวเราะแห้ง ๆ ให้ตัวเอง พยายามไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป “แฮ่ะ ๆ… สงสัยฉันจะกินขนมหวานมากเกินไปจนหลอนแน่ ๆ เลย” มือขยี้ตาแรงกว่าที่จำเป็นเล็กน้อย ราวกับจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพลวง “หรือว่าโมนีก้าไปทำท่าไหนให้ท่านเทพขัดใจหรือเปล่า?”



              แต่ยิ่งอาริเอลคิด ภาพท่าทางเมื่อครู่ยิ่งย้อนกลับมาชัดเจนเกินกว่าจะปัดทิ้งได้ง่าย ๆ มือที่จับกันอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาที่อะพอลโลมองโมนีก้า สายตาแบบนั้น… อึก… เธอกลืนน้ำลาย “แต่จับมือแบบนั้น… สายตาแบบนั้น… นั่นมันสายตาคนคลั่งรักชัด ๆ!”



              อาริเอลกอดตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติ ขาลาในกางเกงของเธอย่ำไปมาบนพื้นหิมะอย่างกระวนกระวาย เสียงกรอบแกรบดังสม่ำเสมอ เธอยังไม่กล้าฟันธงอะไรทั้งสิ้น เพราะสำหรับเธอ เรื่องแบบนี้มันเหลือเชื่อเกินไป เทพเจ้ามักเจ้าชู้ เรื่องเล่ามีอยู่ทั่วทุกยุคสมัย ความเป็นห่วงโมนีก้าจึงแล่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าเพื่อนของเธอจะต้องเจออะไรที่ไม่ยุติธรรมอีกครั้งหรือเปล่า



              แต่ในอีกมุมหนึ่ง ลึกลงไปใต้ความกังวลนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ มันน่าสนใจอย่างประหลาด น่าสนใจจนเธอเองยังไม่กล้ายอมรับเต็มปากว่ากำลังคิดอะไรอยู่ อาริเอลสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งหลัก ก่อนจะหันไปมองไฟคริสต์มาสที่ประดับอยู่รอบสวน แสงสีอบอุ่นสะท้อนบนหิมะขาวโพลน ราวกับเตือนว่าไม่ว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น โลกก็ยังหมุนต่อไป



              

              …….



              แสงไฟสีอำพันที่พันรอบกิ่งไม้ทำให้มุมสวนเงียบสงบในเซ็นทรัลพาร์คดูอุ่นขึ้นกว่าความหนาวของหิมะที่ปกคลุมพื้น ทางเดินกรวดขาวสะท้อนแสงเป็นริ้วบาง ๆ ใต้รองเท้าของทั้งคู่ อะพอลโลพาโมนีก้ามาหยุดใกล้ม้านั่งไม้ที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ตามพนัก พื้นที่ตรงนี้เหมือนถูกแยกออกจากโลกด้านนอก เสียงผู้คนจากงานเมื่อครู่เลือนหาย เหลือเพียงลมหายใจที่พ่นไอขาวและเสียงไฟประดับกระพริบเบา ๆ เหนือศีรษะ โมนนีก้าปล่อยมือเขาอย่างระวัง หัวใจยังเต้นไม่เข้าจังหวะ ความอายจากการแสดงก่อนหน้าไล่ต้อนความคิดจนเธอต้องตั้งหลักใหม่



              อะพอลโลยืนหันหน้าเข้าหาโมนีก้า เขาอยากจะรอฟังว่าโมนีก้าจะบอกว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหน แสงไฟจับกรอบหน้าให้ดูนุ่มลงกว่าตอนอยู่บนเวที ทว่าอยู่ ๆ ความโอ้อวดที่พาเขามาทั้งคืนเหมือนลดระดับลงเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ อะพอลโลยกมือขึ้นลูบต้นคออย่างคนไม่แน่ใจ แล้วหัวเราะแห้ง ๆ เบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงที่พยายามอ่อนลง 



              “โมนี่… คุณดู… เอ่อ… เหมือนอยากจะสาปผมให้เป็นต้นลอเรลเลยนะ โชว์เมื่อกี้มัน… แย่มากเลยเหรอ หรือว่าพลุรูปหน้าผมมันดูแก้มยุ้ยไปหน่อย พลุมันแสดงความหล่อของผมมาไม่หมดใช่ไหม” คำพูดนั้นยังคงมีเค้าความหลงตัวเอง แต่มีรอยลังเลแทรกอยู่ชัดเจน



              โมนีก้าหลับตาชั่วครู่ สูดลมหายใจยาว กลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่หวานที่ติดผิวเธอผสมกับอากาศเย็นจนทำให้สมองเย็นตาม เธอลืมตาขึ้นมองเขาตรง ๆ ดวงตาสีเทาเงินสะท้อนแสงไฟเป็นประกายแข็ง “เลสเตอร์” เธอเรียกชื่อเขาเต็ม ๆ เสียงนิ่งแต่ชัด “มันไม่ได้แย่ แต่มัน… ใหญ่เกินไป” เธอหยุดคิด เลือกคำอย่างระวังเพราะไม่อยากให้มันไปกระทบจิตใจของแฟนหนุ่ม



              “คุณทำเหมือนโลกทั้งใบต้องหยุดเพื่อมองคุณคนเดียว แล้วฉันก็ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วแบบ—” โมนีก้าชะงัก เพราะไม่รู้จะพูดอะไร เธอยกมือขึ้นกุมขมับของตัววเอง “—เหมือนคนที่ต้องอธิบายให้ทั้งสวนรู้ว่าฉันไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับความเสร่อทั้งหมดนั้น”



              อะพอลโลกะพริบตา ความทรงจำในคราบเจ้าเด็กเลสเตอร์ขี้แพ้ที่มีสิวและพุงย้อยผุดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ท่าทางโอหังของเทพลดลงไปอีกขั้นหนึ่ง “… ผมทำเกินไปใช่ไหม ผมแค่คิดว่า… คืนคริสต์มาสอีฟ มันควรจะยิ่งใหญ่ ผมลืมไปว่ามนุษย์… เอ่อ… คนที่ผมรัก อยากได้ความเงียบมากกว่าความอลังการที่น่าประทับใจ...” เขาพูดช้าลง น้ำเสียงจริงใจขึ้น



              คำว่าคนที่ผมรักนั้นทำให้โมนีก้าชะงักเล็กน้อยความโมโหที่ค้างอยู่คลายลงเล็กน้อย แต่ความอายยังไม่ยอมถอย เธอส่ายหน้า “ฉันไม่ได้ต้องการความเงียบขนาดนั้น ฉันแค่ไม่อยากให้คุณเอาตัวเองไปตั้งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทุกครั้ง” เธอเงยหน้ามองไฟเหนือกิ่งไม้ “คืนนี้มันควรจะเป็นเรื่องของการอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าใครสมบูรณ์แบบกว่าใครไม่ใช่หรอคะ?”



              อะพอลโลหัวเราะเบา ๆ อย่างยอมรับความจริง เขาขยับเข้าใกล้โมนีก้าครึ่งก้าวแต่หยุดไว้ ไม่ล้ำเส้นเธอในตอนนี้ “บทเรียนจากเม็กกับเพื่อน ๆ ในค่าย… ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้วนะ” เขาพูดเสียงต่ำเพราะมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ บทเรียนสำคัญที่เลสเตอร์ได้เรียนรู้จากเม็ก และเพื่อน ๆ ในค่ายคือเรื่องของความผูกพัน ในคืนคริสต์มาสอีฟที่มนุษย์ให้ความสำคัญกับการอยู่กับคนที่รัก จิตวิญญาณส่วนที่เป็นเลสเตอร์จะร่ำร้องให้เขาละทิ้งหน้าที่เทพเจ้าชั่วคราว เพื่อมาใช้เวลาเงียบๆ กับคนที่เป็นโลกทั้งใบของเขาในตอนนี้ 



              “ความผูกพันมันไม่ได้ต้องการสปอตไลท์” เขามองเธออย่างระวัง “ผมอยากจะ… ขอโทษคุณ”



              โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนถอนหายใจยาว “ขอโทษทำไมล่ะคะ? คุณไม่ได้ทำอะไรผิดขนาดต้องขอโทษนะ ฉันก็ไม่ได้พูดให้คุณหยุดเป็นคุณสักหน่อยไม่ใช่หรอ?” เธอยิ้มมุมปาก แล้วขยับมือลูบแก้มเขา “แค่ลดระดับความหลงตัวเองลงสักนิด แล้วจำไว้ว่าฉันยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้อยู่ในแถวคนดูเสมอไปก็ได้นะคะ”



              คำพูดนั้นทำให้เขายิ้มกว้างขึ้น แต่เป็นรอยยิ้มที่พยายามสงบ เขายื่นมือออกมาอีกครั้งไปทางที่นั่ง  “งั้น… นั่งพักสักหน่อยไหม แม่สาวไลแลค…เอ่อ ถ้าคุณไม่รำคาญนะ” ก่อนที่จะใช้พลังให้เกล็ดน้ำแข็งบนม้านั่งมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยไออุ่นจาง ๆ ที่ทำให้ไม้ไม่เย็นจัดจนเกินไป เขานั่งลงข้างโมนีก้าโดยเว้นระยะห่างไว้นิดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เป็นการให้เกียรติที่เขาเรียนรู้มาอย่างยากลำบากจากโลกมนุษย์



              อะพอลโลมองมือของตัวเองที่วางบนเข่า นิ้วเรียวยาวที่เคยดีดพิณจนสวรรค์เคลิบเคลิ้มกลับสั่นน้อย ๆ อย่างประหม่า “คุณรู้ไหมโมนี่...” เขาเปรยขึ้น ทำลายความเงียบที่เริ่มปกคลุมทั้งสองตอนนี้ “ตอนที่เป็นเลสเตอร์ ผมเคยคิดว่าถ้าผมได้พลังกลับคืนมา ผมจะเสกทุกอย่างให้เป็นทอง จะทำให้ทุกคนก้มกราบในความสมบูรณ์แบบของผม... แต่พอมานั่งข้างคุณตรงนี้ ผมกลับรู้สึกว่าไอ้รัศมีบ้าบอพวกนั้นมันเกะกะชะมัด” เขาหันมามองเธอ แววตาสีฟ้าครามนั้นไม่มีรอยจองหองเหลืออยู่ “ผมกลัว... กลัวว่าถ้าผมไม่ดูใหญ่พอ คุณจะลืมไปว่าผมคือใคร หรือกลัวว่าความเป็นมนุษย์ที่แสนธรรมดาของผมมันจะทำให้คุณเบื่อ”



              โมนีก้านิ่งฟัง เสียงหัวใจของเธอเริ่มเต้นช้าลงอย่างมั่นคง เธอสัมผัสได้ถึงความเปราะบางในน้ำเสียงนั้น เพราะมันคือเลสเตอร์คนเดิมที่แอบซ่อนอยู่ใต้สูทสีทองเนี้ยบกริบของเทพอะพอลโลเสมอมา เธอจึงทำในสิ่งที่อะพอลโลไม่คาดคิด โมนก้าเอื้อมมือไปจับแก้มทั้งสองข้างของเขา ยืดมันออกเบา ๆ จนใบหน้าเทพเจ้าบิดเบี้ยวไปจากสัดส่วนทองคำที่เขาบ่นนักหนา



              “คุณน่ารักมากเลยค่ะ เลสเตอร์...” เธอยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสจนทำให้อะพอลโลลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ “ตอนนั้นฉันอายจริง ๆ นะ มันเกินไปมาก แต่ในเมื่อคุณรู้ตัวว่ามันชวนเขินและทำไปเพราะแคร์ฉัน... ฉันก็จะไม่ว่าอะไรนายแล้วค่ะ”



              อะพอลโล่กระพริบตาปริบ ๆ แก้มที่ถูกยืดทำให้น้ำเสียงที่เขาพยายามจะเท่กลายเป็นเสียงอู้อี้ “อ่อยเอ้มอ๊ะ... (ปล่อยผมนะ)” เขาพยายามจะดุแต่กลับหลุดหัวเราะออกมาเอง เมื่อโมนีก้าปล่อยมือและเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานใส่เขาแบบที่ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้เห็น ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วอกของเทพเจ้า มันไม่ใช่ความร้อนจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นความร้อนจากความรู้สึกที่ถูกรักในแบบที่เขาเป็น “โชคดีจัง...” เขาพึมพำขณะลูบแก้มตัวเองเบา ๆ “โชคดีที่สุดของผมปีนี้คือมีโมนีก้าเป็นของขวัญ”



              “ฉันก็โชคดีที่ได้พบคุณเหมือนกันค่ะ” โมนีก้าตอบกลับทันควันยิ้ม ๆ 



              คำพูดนั้นเหมือนสวิตช์ที่เปิดระบบคลั่งรักของเลสเตอร์ให้ทำงานหนักกว่าเดิม เขาเขยิบเข้าไปชิดเธอจนไหล่เกยกัน ความกังวลเรื่องภารกิจพยากรณ์ที่โมนีก้ากำลังจะไปทำเริ่มจุกอยู่ที่คอหอย แต่ก่อนจะพูดเรื่องงาน เลสเตอร์ตัดสินใจว่าเขาต้องตักตวงช่วงเวลานี้ไว้ก่อน “อาจจะถึงหนึ่งเดือนใช่ไหมภารกิจนั้น...” เขาพึมพำ เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าหิมะรอบข้างจะได้ยิน “โมนี่ คุณรู้ไหมว่าหนึ่งเดือนของมนุษย์ สำหรับเทพเจ้าที่เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่าคิดถึงอย่างผมน่ะ มันนานเหมือนต้องคำสาปให้ไปอยู่ในทาร์ทารัสเลยนะ”



              โมนีก้าเลิกคิ้ว ยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุก “เอาแค่จูบมุมปากดีไหมคะ... พอกล่อมให้เทพเจ้าจอมงอนรอไหวไหม?” เธอแกล้งยักคิ้วท้าทาย พลางแลบลิ้นใส่เขานิด ๆ อย่างซุกซนเหมือนแมวที่เพิ่งขโมยหัวใจของเขาไปซ่อนไว้



              ดาเมจความน่ารักนั้นรุนแรงเสียจนรัศมีสีอำพันรอบตัวเลสเตอร์สว่างวาบขึ้นมาอึดใจหนึ่ง เขาหน้าร้อนผ่าว ลืมสิ้นทุกบทกวีที่เคยแต่งมาทั้งชีวิต “คุณ... คุณท้าทายผมเหรอ?” เขาพยายามทำเสียงให้ดูอันตรายแบบที่เทพเจ้าควรจะเป็น แต่มือกลับเอื้อมไปกุมมือเธอไว้แน่น “จูบมุมปากน่ะมันแค่มัดจำครับที่รัก” เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากชนกับเธอ ลมหายใจอุ่นๆ รินรดผิวจนโมนีก้าเริ่มรู้สึกถึงความร้อนที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาบ้าง 



              “แต่ในฐานะเทพเจ้าแห่งศิลปะ ผมไม่ชอบทำงานค้างคา... และผมไม่ยอมปล่อยให้แมวซน ๆ อย่างคุณไปทำภารกิจโดยที่ยังมีหนี้ติดค้างผมอยู่แบบนี้หรอก” เลสเตอร์ใช้ปลายนิ้วเชยคางเธอขึ้นเบา ๆ แววตาของเขาเปลี่ยนจากหมาน้อยขี้น้อยใจ กลายเป็นเทพเจ้าผู้สูงศักดิ์ที่พร้อมจะมอบทุกสิ่งให้เพียงเพื่อรั้งเวลาตรงนี้ไว้ให้นานที่สุด



              “ถ้าหนึ่งเดือนนี้คุณไปแลบลิ้นใส่ใครคนไหนล่ะก็... ผมจะตามไปร่ายบทกวีกล่อมประสาทหมอนั่นให้หูอื้อไปเจ็ดวันเลย คอยดูสิ” เขาขู่ด้วยเสียงทุ้มต่ำก่อนจะยิ้มกริ่ม “แต่ตอนนี้... ผมขอเก็บดอกเบี้ยก่อนที่คุณจะหนีไปหน่อยละกันนะ” เลสเตอร์โน้มตัวลงมา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงอากาศบางเบา ลมหายใจอุ่นๆ ของเทพเจ้าปัดผ่านริมฝีปากของโมนีก้า เธอหลับตาลงเตรียมรับสัมผัสที่แสนจะโรแมนติกกลางหิมะ...



              

              …..


              และในจังหวะที่ปากกำลังจะแตะกันนั่นเอง!


              พรึ่บ!


[ข้อความจากผู้บรรยาย: ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากฉากนี้ติดลิขสิทธิ์ความหวานระดับโปร MAX หากท่านอยากรู้ว่าดอกเบี้ยที่ว่ารสชาติเป็นอย่างไร... โปรดรอไปอีกจนกว่าจะจบภารกิจนะครับ บรัยยย!]


สรุปรวม

เพิ่มเติม : มีแฟนเป็นเทพต้องทน โดนอะไรชนก็ต้องไม่ตาย

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ตัดให้ขาดเลยฉับ ๆ 
Quest Summary

สรุป เมื่อจบการแสดง อาริเอลก็รู้สึกดีที่ได้ดู แม้ว่าจะเห็นความต่างชั้นและเห็นเสียงที่เธอไม่มีทางมี อาริเอลน้อยใจเรื่องที่ตัวเองใช้พลังสำหรับเอมพูช่าไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าโมนีก้าค้างเลยเรียกสติ โมนีก้าได้สติจนทั้งสองคนจะออกจากสวน แต่ทว่ากลับมีอะพอลโลที่ใส่ชุดธรรมดามาหา อาริเอลตกใจ เพราะเธอกลัวว่าเทพจะมาจัดการเธอ แต่ไม่เลย อะพอลโลขอพาตัวโมนีก้าไปเพราะมีเรื่องสำคัญ อาริเอลสงสัยเล็กน้อย แต่โมนีก้าบอกว่าเดี๋ยวมาเลยไม่ได้อะไร


ส่วนฉากของทั้งโมนีก้าและอะพอลโลก็แค่พลอดรักกันแค่นั้นแหละ 

Loot & Rewards
     รางวัลไม่มี
Relationship Gains

[God-09] อะพอลโล

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

(ใส่มาทำไมไม่รู้แต่อยากใส่ 555+)


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-4 00:06
โพสต์ 124617 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-3 10:35
โพสต์ 124,617 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-3 10:35
โพสต์ 124,617 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2026-1-3 10:35
โพสต์ 124,617 ไบต์และได้รับ +1 Point จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2026-1-3 10:35
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-6 08:05:03 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-6 08:08

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 04 : ความลับและการเดินทาง

วันที่ 25 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองนิวยอร์ก ไปยัง เมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา

             เช้าวันคริสต์มาสค่อย ๆ คลี่ตัวเข้ามาอย่างเงียบสงบ แสงอ่อนลอดผ่านผ้าม่านบางของห้องโรงแรมกลางเมืองนิวยอร์ก โมนีก้าลืมตาตื่นพร้อมความรู้สึกหนักแน่นแปลกประหลาดในอก เหมือนคืนที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงความฝัน เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สูดกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงผสมกลิ่นไลแลคจาง ๆ ที่ติดผิวตัวเองมาตลอด ก่อนจะขยับตัวหันไปมองเตียงข้าง ๆ อาริเอลตื่นอยู่แล้ว แถมยังนั่งตัวตรงหลังตรงเกินกว่าปกติอีกด้วย มือของอาริเอลวางบนตักอย่างเรียบร้อยเกินเหตุ ดวงตาสีแดงก่ำเหลือบมองมาอย่างระแวดระวังนิด ๆ เหมือนกำลังรอคำอธิบายอะไรบางอย่างที่ยังไม่มา 



             โมนีก้ายิ้มบาง ๆ ให้เป็นเชิงทักทาย “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณอาริเอล” เสียงเธอปกติ สุภาพเหมือนทุกวัน แต่เมื่อคืนก่อนที่จะแยกย้ายกับเลสเตอร์กลับมาโรงแรมกับอาริเอล เธอทำเพียงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ เป็นสัญญาณเงียบว่าเรื่องนั้นยังไม่ถึงเวลาพูด ในตอนนั้นอาริเอลพยักหน้ารับ ยิ้มตอบแบบเกร็ง ๆ เล็กน้อย ความเงียบนั้นไม่อึดอัด แต่เต็มไปด้วยคำถามที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ



             การเช็คเอาต์เป็นไปอย่างเรียบง่าย โมนีก้าเก็บของอย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้าพับเรียบ เครื่องประดับเก็บเข้ากล่องเล็ก ๆ ตามนิสัยที่ไม่ชอบความรก เธอสวมโค้ตกันหนาวสีเข้ม ทิ้งกลิ่นหอมอ่อนของเบอร์รี่ไว้ตามทางเดิน อาริเอลสะพายกระเป๋าใบเดิม กางเกงยีนส์ตัวเก่า เสื้อยืดค่ายจูปิเตอร์ที่ผ่านการใช้งานมาไม่น้อย คอยเดินตามอย่างระมัดระวัง ขาสัมฤทธิ์ของเธอกระทบพื้นเป็นจังหวะเบา ๆ เสมอ 



             เมื่อออกจากล็อบบี้ อากาศเย็นจัดปะทะหน้า อาริเอลเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “เราต้องไปสถานีรถประจำทางสินะคะคุณโมนีก้า รถไฟคงไปไม่ถึงชิคาโก้…” น้ำเสียงนั้นมีความคุ้นเคยของคนที่เตรียมใจจะเดินทางไกลด้วยวิธีธรรมดาที่แสนลำบากแบบที่เคยทำมา



             โมนีก้าหยุดเดินนิด ๆ พลางหันกลับไปมองด้วยรอยยิ้มใจเย็นที่ดูเหมือนขำ ๆ เล็กน้อย “ไม่ต้องทำแบบนั้นหรอกค่ะ” เธอพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทาง พาอาริเอลเลี้ยวออกจากเส้นหลัก ไปยังลานจอดรถของโรงแรมที่อยู่ในมุมอับ ซึ่งเงียบและแทบไม่มีคนผ่าน เธอหยุดยืนตรงจุดหนึ่ง เอื้อมมือไปยังร่องอกของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ หยิบแคปซูลโลหะขนาดเล็กออกมา มันดูไม่ต่างจากของจุกจิกชิ้นหนึ่งเลนด้วยซ้ำ เธอกดมันด้วยนิ้วเดียวแล้วโยนลงพื้นอย่างไม่รีรอ 



             ตู้ม!



             เสียงกระทบเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกลุ่มควันและไอน้ำจาง ๆ ที่แผ่กระจายออกมา ก่อนที่รูปร่างของรถสปอร์ตจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าทั้งสองคน รถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ ที่หากไม่มีหมอกบังตาจะเห็นเป็น Ferrari 458 สีดำด้านประกายม่วงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ราวกับถูกหล่อขึ้นจากเงาและไฟ ออร่าความร้อนจาง ๆ แผ่ออกมาจากตัวรถเหมือนเตาหลอมของเทพเฮเฟตัส ที่มีเส้นสายดุดันแต่สง่างาม ผิวโลหะดูดแสงจนแทบสะท้อนความแพงระยับออกมาเป็นรูปธรรม



             ทว่าในตอนนั้นโมนีก้าก็รับรู้ถึงแรงสะดุ้งข้างตัว 



             อาริเอลยืนนิ่งสนิท ดวงตาสีแดงก่ำเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า มองดูรถ Ferrari 458 สีดำด้านที่แผ่ออร่าความรวยออกมาข่มขวัญเธอ ขาลาข้างหนึ่งของเธอเผลอดีดพื้นหิมะดัง ปึ้ก! ตามสัญชาตญาณเวลาเจอเรื่องช็อกจัด ในหัวของเธอตอนนี้ไม่ได้มีแค่ภาพการตามล่าอสุรกายอีกต่อไป แต่มันมีภาพใบหน้าของท่านอะพอลโลลอยเด่นขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม และภาพโมนีก้าที่ถือบัตรเครดิตทองคำขอบเพชร 



             หรือว่า... ท่านอะพอลโลให้เงินซื้อสิ่งนี้มา? หรือโมนีก้าเป็นลูกหลานมหาเศรษฐีในนิวโรม? ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันทำให้อาริเอลรู้สึกว่าโมนีก้าคือบุคคลระดับ VIP ที่เธอต้องดูแลให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนร่วมภารกิจ แต่ในฐานะคนที่มีความสำคัญระดับสูง



             แต่เดี๋ยวนะ รถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์... 1,200 ดีนาเรียส?! อาริเอลคำนวณในใจอย่างบ้าคลั่ง นั่นมันซื้อน้ำตาฟีนิกซ์มาอาบแทนน้ำเปล่าได้เป็นปีเลยนะ! แล้วนี่มันรถสปอร์ตวัลแคนสั่งทำพิเศษ... กันกระสุน กันความร้อน หดได้อีก?!



             เธอเหลือบมองโมนีก้าที่ยืนกดแคปซูลหน้าตาเฉย พลางนึกไปถึงเหตุการณ์จุ๊ ๆ เมื่อคืน แล้วภาพในหัวอาริเอลก็สรุปผลออกมาเป็นตัวอักษรสีทองตัวเบ้อเร่อว่า



              [โมนีก้า = เด็กเสี่ยของเทพอะพอลโล!]



             จากเดิมที่คิดว่าโมนีก้าเป็นแค่ลูกครึ่งเทพที่ดูภูมิฐาน ตอนนี้ในสายตาอาริเอล โมนีก้าคือตู้เอทีเอ็มที่มีชีวิตและมีเส้นสายระดับจักรวาลไปเรียบร้อยแล้ว



             “ฉัน… ฉันขึ้นไปนั่งได้จริง ๆ เหรอคะ?” เสียงของอาริเอลสั่นอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้แค่ถามตามมารยาท แต่มันคือความตระหนกที่ปนเปไปกับความเจียมตัวที่ฝังรากลึก “ขาข้างนี้ของฉันมันจะไปครูดเบาะหรือเปล่า แล้วถ้า… ถ้าไฟบนหัวฉันลุกขึ้นมา มันจะละลายระบบพรางตาไหมคะ” เอมพูซ่าสาวก้มมองขาข้างที่เป็นสัมฤทธิ์วิเศษของตัวเองสลับกับขาสีซีดที่มีกีบเท้าลาอย่างไม่มั่นใจ กางเกงยีนส์ขายาวที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักดูจะเข้ากันไม่ได้เลยกับเบาะหนังอัลคันทาร่าสีเข้มด้านใน ในหัวของอาริเอลตอนนี้ภาพรอยยิ้ม จุ๊ ๆ กับเหตุการณ์ของอะพอลโลเมื่อคืนแวบกลับเข้ามาซ้ำ ๆ พร้อมกับการสรุปผลแบบใหม่ที่ทำให้เธอแทบอยากจะคุกเข่าลงตรงนั้น



             ชัดเจน... ชัดยิ่งกว่าแสงอาทิตย์เที่ยงวัน อาริเอลคิดพลางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ รถพรีเมียมขนาดนี้ ราคาหลักพันดีนาเรียส... นี่มันไม่ใช่สวัสดิการเดมิก็อดธรรมดาแล้ว นี่มันรถพระที่นั่งของว่าที่เมียหลวงชัด ๆ! ท่านเทพคงเปย์ให้เป็นค่าทำขวัญเมื่อคืนแน่ ๆ



             โมนีก้าหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เสียงหัวเราะสดใสของเธอช่วยทำลายบรรยากาศที่เกร็งจนแทบจะระเบิดของอาริเอลได้เล็กน้อย “ขึ้นเถอะค่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอก มาเถอะน่า” เธอพูดพลางเดินไปเปิดประตูฝั่งคนขับอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางของโมนีก้าดูผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด เธอหันมายกมือเชื้อเชิญให้อาริเอลไปนั่งข้างๆ โดยไม่มีท่าทีโอ้อวดแม้แต่นิดเดียว สำหรับโมนีก้า รถคันนี้อาจเป็นแค่เครื่องมือ แต่สำหรับอาริเอล มันคือความศักดิ์สิทธิ์ที่เธอไม่กล้าแตะต้อง



             ขณะที่โมนีก้าก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย ปรับเบาะด้วยท่วงท่าที่คุ้นเคยราวกับใช้มันมานานนับปี อาริเอลกลับเริ่มปฏิบัติการขึ้นรถที่ระมัดระวังที่สุดในโลก เธอค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งราวกับกลัวว่าถ้าลงน้ำหนักแรงเกินไป รถคันนี้จะสลายกลายเป็นฝุ่นผง เธอพยายามรวบขาสัมฤทธิ์ของตัวเองให้ชิดที่สุดเพื่อไม่ให้ส่วนแหลมคมไปสะกิดโดนอะไรเข้า



             “ขออนุญาต... วางก้นนะคะคุณโมนีก้า” อาริเอลพึมพำเสียงเบา แผ่นหลังเกร็งเป๊ะไม่กล้าพิงเบาะเต็มแรง เปลวไฟบนหัวของเธอหรี่ลงจนเกือบมอดสนิทเพราะเธอกลัวความร้อนจะไปทำลายระบบปรับอากาศเวทมนตร์ สายตาของเธอมองโมนีก้าด้วยความยำเกรงที่เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว



             ตายละอาริเอล...แกต้องดูแลโมนีก้าให้ดียิ่งกว่าไข่ในหินนะ ภารกิจชิคาโกครั้งนี้ ถ้าโมนีก้ามีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ มีหวังท่านอะพอลโลได้เปลี่ยนแกเป็นเอมพูซ่าย่างถ่านชาร์โคลแน่ ๆ!  เธอเตือนตัวเองในใจ



             ถนนช่วงเช้าค่อย ๆ เปิดออกจากเงาตึกสูงของนิวยอร์ก เสียงเมืองที่เคยหนาแน่นถูกทิ้งไว้ด้านหลัง เหลือเพียงเสียงยางรถสัมผัสผิวถนนอย่างสม่ำเสมอ โมนีก้านั่งหลังพวงมาลัยของวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ด้วยท่าทางผ่อนคลายกว่าที่อาริเอลคาดคิด มือเรียววางมั่นคง น้ำหนักการเหยียบคันเร่งคงที่ เธอไม่เร่งรีบ หรือไม่แสดงอาการอยากโชว์สมรรถนะของรถแม้แต่น้อย เพราะสำหรับเธอ การขับรถเช้าวันคริสต์มาสไม่ใช่การทดสอบพลัง แต่เป็นการพาใครบางคนเดินทางกลับอย่างปลอดภัย 



             โมนีก้าจิ้มนิ้วเรียกจีพีเอสขึ้นบนหน้าจอคอนโซล เสียงระบบนำทางตอบรับอย่างสุภาพ โมนีก้าบอกให้ปักหมุดปลายทางที่ชิคาโก้ เลือกเส้นทางที่ไม่ต้องเร่งความเร็ว ความเร็วตามข้อกฎหมายทุกประการ เธอเลือกโหมดขับขี่ที่นุ่มนวล ลดการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เรียบขึ้นเหมาะกับถนนยาวไกล มากกว่าความตื่นเต้นชั่วครู่



             ภายในห้องโดยสารเงียบสงบ แสงเช้าไหลผ่านกระจกหน้าเป็นริ้วอ่อน กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานจากผิวของโมนีก้าลอยคลออยู่ในอากาศ ตัดกับกลิ่นไหม้จาง ๆ คล้ายเขม่าควันจากอาริเอลที่พยายามควบคุมอุณหภูมิร่างกายอย่างเคร่งเครียด เอมพูซ่าสาวนั่งหลังตรงเกินจำเป็น มือวางนิ่งบนต้นขา ราวกับกลัวว่าเพียงขยับเล็กน้อยจะทำให้สิ่งหรูหรานี้เสียหาย 



             โมนีก้าเหลือบมองด้วยดวงตาสีเทาเงินผ่านกระจกสะท้อน เธอไม่จำเป็นต้องใช้เนตรแห่งฟีบี้ก็รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดนั้น ความคิดของอาริเอลลอยไปไกล เหมือนกำลังแบกน้ำหนักของความไม่คู่ควรไว้ทั้งร่าง แต่เมื่อโมนีก้าเพ่งมองด้วยพลังแฝงเพียงเล็กน้อย แสงสีทองอ่อนก็เผยให้เห็นเจตนาที่ไม่ซับซ้อนเลย ความกลัวที่จะถูกเกลียด ความพยายามไม่ให้เป็นภาระ และความต้องการพิสูจน์ว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่ในสายตาผู้อื่น



             “คุณอาริเอลคะ ผ่อนคลายหน่อยนะคะ” โมนีก้าพูดเสียงนุ่ม โดยไม่ละสายตาจากถนน “นั่งแบบนั้นเดี๋ยวขาก็เป็นตะคริวหรอก” เธอไม่ได้ตำหนิหรือสั่ง เพียงแค่เตือนอย่างคนที่ห่วงใยคนเป็นกิจ



             อาริเอลขยับตัวเล็กน้อย แต่ยังดูเกร็งอยู่ ดวงตาสีแดงเหลือบมองเบาะหนังแล้วตอบเสียงอ่อย “ฉัน… ฉันกลัวเบาะคุณจะพังน่ะค่ะคุณโมนีก้า” น้ำเสียงนั้นซื่อเกินจะปิดบังความคิด “รถคันนี้… ท่านอะพอลโล… เอ่อ… ท่านคงจะทรงพระเมตตามากเลยนะคะที่ให้…” ทันทีที่ประโยคนั้นจบลงอย่างไม่มั่นใจ ราวกับกลัวว่าความจริงจะใหญ่เกินกว่าที่เธอควรเอ่ยถึง



             โมนีก้าหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงนั้นไม่ดัง แต่มีความสบายใจปนอยู่ “คิดไปถึงขั้นนั้นได้ยังไงคะเนี่ย” เธอพูดอย่างเป็นกันเอง “ฉันซื้อคันนี้เองค่ะ จากการทำภารกิจในค่ายนั่นแหละ”



             “พอดีฉันดวงดีนิดหน่อยตอนนำทีมฉันกับซูกิกองร้อย 1 ไปปฏิบัติหน้าที่ตรงมหาสมุทรอินเดียน่ะค่ะ เราบังเอิญเจอแร่ทองคำจักรพรรดิที่ถูกลืมไว้ได้ตั้ง 2,000 ก้อน ทางค่ายเลยให้รางวัลฉันมาหนักหน่อยแต่ไม่เยอะนะคะ” โมนีก้าโกหกหน้าตายเรื่องจำนวนเงินที่เหลือ แต่เธอเลือกจะบอกความจริงในฐานะเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่ 2 เพื่อให้อาริเอลมองเธอในฐานะผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมค่ายที่พึ่งพาได้ ไม่ใช่เด็กเสี่ยอย่างที่อาริเอลจินตนาการไว้เมื่อกี้



             “เพราะฉะนั้น… เลิกเกร็งได้แล้วค่ะ วันนี้คริสต์มาสทั้งที เราจะขับรถไปชิคาโกแบบผู้หญิงสองคนไปเที่ยวกัน ภารกิจน่ะเอาไว้ทีหลังนะคะ”



             น้ำเสียงของโมนีก้าไม่ดัง ไม่ได้พยายามทำให้มันฟังดูยิ่งใหญ่หรือปลอบใจเกินจริง มันเป็นโทนเดียวกับที่เธอใช้สั่งให้ลูกกองร้อยพักเมื่อเห็นทุกคนใกล้ล้าเกินไป เป็นความสุภาพที่มีน้ำหนักพอจะทำให้คนฟังเชื่อโดยไม่ต้องถามซ้ำ เธอเอื้อมมือไปกดเปิดเครื่องเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วเรียวแตะปุ่มโดยไม่ต้องมองถนนนานเกินจำเป็น เพลงที่ดังขึ้นเป็นจังหวะสดใสพอเหมาะ Santa Tell Me ของ Ariana Grande ไหลเข้ามาในห้องโดยสาร กลบความเงียบที่ตึงอยู่ตั้งแต่รถออกจากโรงแรมจนแทบหายไปในพริบตา



             โมนีก้าชอบเพลงแบบนี้ ไม่ต้องลึกหรือตีความมาก ไม่ต้องคิดตาม มันเป็นเสียงที่ปล่อยให้หัวใจพักได้ชั่วคราว และเธอไม่อยากให้อาริเอลต้องนั่งตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ เหมือนกำลังรอการตัดสินโทษ เธอไม่อยากให้ความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นในฐานะเพื่อนร่วมค่ายและเพื่อนร่วมทาง ต้องถูกขึงไว้ด้วยความกลัวหรือภาพลักษณ์ของหัวหน้ากองร้อยและเด็กเสี่ยของอะพอลโลตลอดเวลา เธอเหลือบตามองคนข้างตัวเพียงครู่เดียวก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับถนน ดวงตาสีเทาเงินสะท้อนแสงแดดอ่อนยามเช้าที่ลอดผ่านกระจกหน้า รถแล่นออกจากเมืองอย่างมั่นคง ไม่เร็ว ไม่เร่ง เหมือนเจ้าของพวงมาลัยตั้งใจจะบอกโดยไม่พูดว่า วันนี้ไม่ใช่วันสำหรับการหนีหรือการไล่ตามอะไรทั้งนั้น



             อาริเอลนั่งเงียบไปพักใหญ่ ร่างสูงที่เคยเกร็งจนแทบไม่กล้าขยับค่อย ๆ ผ่อนลงอย่างช้า ๆ ไหล่ที่ตึงคลายตัวลงกับเบาะหนังนุ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่ขึ้นรถมา ในหัวของเธอ ตัวเลขยังคงลอยวนไม่เลิก 



             … ทองคำ 2,000 ก้อน… ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเล็กลงอย่างที่เคยเป็น แต่กลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตะลึงและชื่นชมอย่างไม่รู้ตัว โมนีก้าไม่ได้แค่น่ารักรวย แต่เธอเก่งพอจะคุมกองร้อยที่ขึ้นชื่อว่าเกือบจะหยิ่งที่สุดในค่ายได้ด้วย อาริเอลคิดอย่างซื่อตรง



             ภาพของโมนีก้าในสายตาอาริเอลเริ่มเปลี่ยนไป เป็นดอกไม้ที่เคยดูอ่อนหวานจากภายนอก แต่กลับมีรากลึกและแข็งแรงกว่าที่คิด เธอพิงหลังลงกับเบาะของรถอย่างเต็มที่ สูดลมหายใจเข้าอย่างระมัดระวังเป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้า ความรู้สึกดูถูกตัวเองที่ติดมานานค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงความรู้สึกปลอดภัยแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย



             โมนีก้าได้ยินเสียงถอนหายใจนั้น แม้จะไม่ได้หันไปมอง เธอก็ยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ตัว มุมปากยกขึ้นนิดเดียวเหมือนคนที่โล่งใจเงียบ ๆ มากกว่าภูมิใจ เธอไม่ได้ต้องการให้ใครมองเธอเป็นคนพิเศษ ไม่อยากเป็นเด็กเสี่ย ไม่อยากเป็นสัญลักษณ์ของอภิสิทธิ์ใด ๆ เธอแค่อยากให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รู้ว่า บนถนนสายนี้ ไม่มีใครต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่มีใครต้องระแวงว่าจะทำผิดพลาด รถสปอร์ตสีด้านแล่นออกสู่ทางหลวง เสียงเพลงยังคงดังคลอเบา ๆ กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่จากผิวของโมนีก้าผสมกับกลิ่นอุ่นของภายในรถอย่างพอดี และในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ทั้งสองคนต่างปล่อยให้คริสต์มาสเป็นเพียงวันธรรมดาที่อบอุ่น



             บรรยากาศภายในรถสปอร์ต Ferrari 458 ยามมุ่งหน้าไปตามเส้นทางหลวง I-80 W ดูจะผ่อนคลายขึ้นมากด้วยเสียงเพลงป็อปจังหวะสนุกสนาน โมนีก้าเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยหุ้มหนังอย่างเป็นจังหวะ ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีนู้ดสวยขยับร้องตามเนื้อเพลงอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าความตึงเครียดของภารกิจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเธอเลยแม้แต่น้อย



             “Head in the clouds, got no weight on my shoulders... I should be wiser and realize that I've got...”



             อาริเอลที่นั่งเกร็งจนตะคริวแทบจะกินขาลาไปครึ่งซีกมองดูภาพนั้นด้วยความมึนตึบ เธอพยายามรวบรวมความกล้าเพื่อจะถามสิ่งที่มันคาใจมาตั้งแต่เมื่อคืน สิ่งที่เธอจำได้จากข่าวลือ (ที่โมนีก้าเองก็ชอบฟัง) ในค่ายจูปิเตอร์ “เอ่อ... คุณโมนีก้าคะ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?” อาริเอลเอ่ยขึ้นขัดจังหวะเพลง “คือ... ฉันจำได้ว่าคุณคบกับแฟนหนุ่มพักอยู่กองร้อย 5 นี่คะ? คนที่ดู... เอ่อ... เป็นระเบียบ ๆ หน่อย ทำไมอยู่ ๆ ถึงเลิกกัน แล้วคุณถึงมาคบกับ... ท่านอะพอลโลได้ล่ะคะ?”



             โมนีก้าชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นเสียงหัวเราะที่ดูสดใสปนความเอ็นดูในความซื่อของเพื่อนร่วมทาง “ฮ่า ๆๆ! เลสเตอร์น่ะเหรอคะ?” โมนีก้าถามกลับ พลางหักพวงมาลัยแซงรถบรรทุกอย่างนิ่มนวล “คุณถามว่าทำไมฉันถึงทิ้งพ่อหนุ่มกองร้อย 5 มาหาเทพอะพอลโลงั้นเหรอ?”



             “ก... ก็ใช่ค่ะ มันดูข้ามขั้นไปหน่อยนะคะ จากลูกครึ่งเทพไปเป็น... เทพเจ้าที่มีบัลลังค์ในโอลิมปัสน่ะค่ะ” อาริเอลตอบ พลางทำมือกดเครื่องคิดเลขในอากาศเพื่อพยายามหาตรรกะ



             โมนีก้าอมยิ้ม มุมปากของเธอมีความลึกลับซ่อนอยู่เหมือนเดิม เธอเหลือบมองอาริเอลด้วยดวงตาสีเทาเงินที่ดูรู้ทันทุกอย่าง “คุณอาริเอลคะ... คุณไม่เคยสงสัยเลยเหรอว่าทำไมเลสเตอร์ที่เคยมีข่าวว่าเป็นแค่เด็กรับใช้ของเม็ก แมคแคฟฟรีย์ ค่ายฮาล์ฟบลัด ที่เรียนอยู่นิวโรมตอนนี้ ถึงได้ชอบหายไปตอนกลางคืนบ่อย ๆ เดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย แถมบางทีกลับมาก็มีกลิ่นหอมของแสงแดดติดตัวมาด้วยทั้งที่ฝนตก?”



             อาริเอลนิ่งค้างไปในทันที สมองของเอมพูซ่าสาวเริ่มทำการประมวลผลอย่างหนักหน่วง ข่าวลือเรื่องเด็กหนุ่มท่าทาง (เคย)เซ่อซ่าที่ชื่อเลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส ที่เคยมาป่วนอยู่ในค่ายจูปิเตอร์เมื่อไม่กี่ปีก่อนเริ่มไหลกลับเข้ามา เลสเตอร์คนที่ดูเหมือนจะทำอะไรไม่เป็น... เลสเตอร์คนที่ชอบโดนสั่ง (เขาชอบบอกว่าไม่มีใครสั่งเขาได้ก็ตาม)... และเลสเตอร์คนที่เคยมีข่าวกับโมนีก้า 



             “ด... เดี๋ยวเข้านะคะ...” อาริเอลเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า มือสั่นจนต้องคว้าที่จับเหนือประตูรถไว้แน่น “อย่าบอกนะว่า... เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส คนนั้น... กับท่านอะพอลโล... คือคนเดียวกัน?!”



             โมนีก้ายักไหล่นิด ๆ อย่างมีจริต แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร พลางฮัมเพลงท่อนต่อไปของเพลงอาริอาน่า “I got one less problem without you...” เธอไม่ได้ตอบเป็นคำพูดชัดเจน แต่นั่นคือคำยืนยันที่ดังที่สุดสำหรับอาริเอล



             “เลิกค้างได้แล้วค่ะคุณอาริเอล เรายังมีทางอีกไกล” โมนีก้าพูดกลั้วหัวเราะ “ช่วยเช็ค GPS หน่อยสิคะว่าอีกกี่กิโลจะถึงจุดพักรถถัดไป ก่อนถึงเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ คงใช้เวลาสักพักเลย มันห่างจากนิวยอร์ก 745 ไมล์เลยนะ ฉันอยากได้ลาเต้ร้อน ๆ หวานร้อยสักแก้ว... อ้อ แล้วก็ลองหาดูด้วยนะว่าแถวนั้นมีร้านที่มีเมนูเห็ดอร่อย ๆ บ้างไหม”



             อาริเอลรีบก้มหน้าก้มตาจิ้มหน้าจอ GPS อย่างลนลาน “ค่ะ! รับทราบค่ะคุณโมนีก้า! เดี๋ยวฉันจะหาร้านที่มีเมนูเห็ดที่อร่อยที่สุดในรัฐเพนซิลเวเนียให้เลยค่ะ!” รถสปอร์ต Vulcan’s Ember ทะยานไปบนทางหลวง I-80 ทิ้งความตกตะลึงไว้เบื้องหลัง ขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มขยับจาก 1 เป็น 2 โดยที่อาริเอลยังคงใจสั่นไม่หายกับความลับที่เพิ่งได้รับรู้!



             ทว่าในขณะที่หลังจากนั้นถนนหลวง I-80 W ทอดตัวยาวราวกับเส้นริบบิ้นสีเทาที่ผ่าเข้าไปในฤดูหนาว สองข้างทางเป็นป่าโปร่งกับทุ่งหิมะที่ถูกแสงแดดอ่อนยามสายสะท้อนจนดูสว่างตา รถแล่นด้วยความเร็วคงที่ เสียงยางสัมผัสพื้นถนนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนจังหวะหัวใจที่เริ่มนิ่งลงหลังผ่านเช้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น



             อาริเอลยังคงนั่งหลังตรงกว่าปกติ มือหนึ่งจับที่จับเหนือประตูรถแน่น ราวกับกลัวว่าความจริงเมื่อครู่จะเหวี่ยงเธอหลุดออกจากเบาะได้ทุกเมื่อ สายตาสีแดงก่ำมองไปข้างหน้า แต่โฟกัสกลับไม่อยู่ที่ถนนเลยแม้แต่น้อยหลังวาง GPS ไป เพราะในหัวของเธอ ชื่อสองชื่อซ้อนทับกันอย่างไม่ยอมเข้าที่ เลสเตอร์ กับ อะพอลโล ภาพเด็กหนุ่มท่าทางงง ๆ ในค่ายจูปิเตอร์ทับซ้อนกับเทพเจ้าที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างเมื่อคืนก่อนอย่างไร้ความปราณีต่อสติคนดู (แน่นอนว่าใช่) 



             “คุณโมนีก้าคะ ถะ… ถ้าอย่างนั้น…” เสียงของอาริเอลเบากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด “เมื่อคืนที่คุณทำปากจุ๊ ๆ ใส่ฉัน… ก็เพราะเรื่องนี้เหรอคะ”



             โมนีก้าหัวเราะออกมาอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะสั้น ๆ แต่จริงใจ เธอไม่หันมามองทันที ยังจดจ่อกับถนนตรงหน้าเหมือนเดิม มือจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง ราวกับเรื่องที่เพิ่งถูกเปิดเผยนั้นเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตประจำวันของเธอ “ก็ประมาณนั้นค่ะ” เธอตอบเรียบ ๆ “มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันอยากให้ใครแตกตื่นกันไปทั้งค่ายน่ะนะคะ แล้วคุณอาริเอลก็… ดูจะรับข้อมูลหนักเกินไปนิดหนึ่งในตอนนี้”



             อาริเอลกลืนน้ำลายลงคอ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งตกใจ ทั้งเหลือเชื่อ และบางอย่างที่คล้ายความโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อย… คุณโมนีก้าก็ไม่ได้ถูกหลอก เธอคิดในใจ ความกังวลเรื่องเทพเจ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้และไม่เคยผูกมัดใครนาน ๆ ค่อย ๆ คลายลง แม้จะยังไม่หายไปเสียทีเดียว แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่เรื่องของอำนาจหรือการครอบงำ หากเป็นเรื่องของความสมัครใจอย่างชัดเจน



             “งั้น… คุณไม่กลัวเหรอคะ” อาริเอลถามต่อ น้ำเสียงระมัดระวัง “การคบกับเทพเจ้า มันไม่เหมือนกับคนธรรมดา หรือเดมิก็อดทั่วไปเลยนะคะ”



             โมนีก้านิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะลังเลจะตอบ แต่เหมือนกำลังเลือกคำตอบอยู่ในหัว ภาพเหตุการณ์ที่เคยผ่านมากับเลสเตอร์ขยับเข้ามาเรื่อย ๆ รันเป็นฉาก ๆ ก่อนเธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้น 



             “กลัวสิคะ” เสียงของเธอราบเรียบ ไม่ได้พยายามปิดบังอะไรเลย “ฉันกลัวหลายอย่าง กลัวจะถูกมองว่าเป็นภาระ กลัวว่าจะไม่สำคัญพอเมื่อเทียบกับอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าสำหรับเขา กลัวว่าเขาจะไปมีคนอื่น กลัวว่าความรักของฉันกับเขา... มันเป็นแค่ทางผ่านสำหรับเราสองคน แต่สุดท้าย… ฉันเลือกดูว่าเขาปฏิบัติกับฉันยังไง มากกว่าดูว่าเขาเป็นใคร ยอมรับจุดบกพร่องของเขาไม่ว่าเขาจะเป็นมนุษย์หรือเทพ ต่อให้ไม่หล่อหรือมีอำนาจ” โมนีก้าเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ “เลสเตอร์น่ะ อาจจะเป็นอะพอลโลสำหรับโลกทั้งใบ แต่กับฉัน เขาก็ยังเป็นคนที่ชอบบ่นเรื่องไม่อยากมีสิวขึ้น ชอบหายไปแล้วกลับมาทำหน้าเหมือนลูกหมาโดนจับได้ว่าหนีเที่ยวอยู่ดี หรือเวลาโดนดุเรื่องทำอะไรโอเวอร์ก็ยังหู่ลู่ตกเหมือนหมาโกลเด้นตัวใหญ่ ๆ”



             คำพูดนั้นทำให้อาริเอลหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เสียงหัวเราะของเธอฟังดูโล่งขึ้นกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ความตึงในไหล่ค่อย ๆ หายไป เธอพิงหลังลงกับเบาะอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความเกร็ง แต่เป็นความสบายใจ “ถ้าเป็นแบบนั้น…” เธอพูดเบา ๆ “ฉันคิดว่าคุณเลือกได้ไม่แย่นะคะ มั้งนะคะ”



             โมนีก้าเหลือบตามองอาริเอลเล็กน้่อย ดวงตาสีเทาเงินมีแววขอบคุณบาง ๆ ซ่อนอยู่ “ขอบคุณค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ ก่อนจะกลับไปฮัมเพลงตามจังหวะที่ดังคลออยู่ในรถอีกครั้ง



             ถนนยังคงทอดยาวไปข้างหน้า เมืองนิวยอร์กค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง พร้อมกับความลับที่ไม่หนักเท่าเดิมแล้ว เส้นทางสู่คลีฟแลนด์ยังอีกไกล แต่ในห้องโดยสารคันนี้ บรรยากาศกลับเบาลงอย่างชัดเจน เหลือเพียงเสียงเพลง เสียงเครื่องยนต์ และความเข้าใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ระหว่างผู้หญิงสองคนที่กำลังมุ่งหน้าไปข้างหน้าในแบบของตัวเอง




สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เปิดใจเพื่อนสาวเล็กน้อยถึงปานกลาง
Quest Summary

สรุป

เช้าวันที่ 25 วันคริสมาสต์ โมนีก้าและอาริเอลเดินทางออกจากนิวยอร์ก มุ่งหน้าไปเมืองชิคาโก้ด้วยรถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ โมนีก้าไม่ได้ขับเร็วเพราะมันเป็นวันคริสมาสต์ ซึ่งต้องระมัดระวัง พวกเธอไม่ได้คิดว่าจะไปถึงเมืองชิคาโก้ในวันนี้ แต่น่าจะเป็นพรุ่งนี้ เพราะว่ามันห่างไกล ทั้งสองมีแพลนเรื่องการเดินทางไว้ว่าจะพักนอนกันที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ซึ่งอยู่ห่างจากนิวยอร์ก ประมาณ 745 กิโลเมตร


ระหว่างการเดินทางโมนีก้าโดนอาริเอลเข้าใจผิด อาริเอลคิดว่าโมนีก้าเป็นเด็กเสี่ยของเทพอะพอลโล แต่เธอบอกว่าไม่ใช่ และบอกเป็นนัยน์เกี่ยวกับตัวตนของอะพอลโลและเลสเตอร์ แต่ไม่ได้บอกความจริงไป แต่อาริเอลก็เดาได้ เธอไม่ได้โง่ อาริเอลเข้าใจเรื่องนี้ แต่ก็แปลกใจนิดหน่อยที่ทำไมถึงเลือกคบกับอะพอลโล


โมนีก้าเลยเล่าความรู้สึกของเธอกับเลสเตอร์ให้ฟังระหว่างทางเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของเธอกับอาริเอล เพราะเธอไม่อยากทำให้อาริเอลเกร็ง

[อยู่ระหว่างการเดินทางจาก นิวยอร์ก ไปจนถึง เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ที่ถนนหลวง I-80 W]

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-6 10:52
God
ดูเหมือนกระแสเวลาบิดเบี้ยวจะส่งผลกระทบทำร้ายหมอกบังตาด้วยเหมือนกันหรือเปล่านะ เรารีบจัดการตรงนี้ก่อนดีกว่าก่อนดีกว่า อาวุธเราทำอะไรมนุษย์ไม่ได้... คงต้องหลบกระสุนตำรวจแล้ว งานนี้คงยาก  โพสต์ 2026-1-6 10:51
God
อาริเอลจำรอยแตกบนท้องฟ้าแบบนั้นได้ ดูเหมือนนั่นจะเป็นรอยที่บ่งบอกว่าหมอกบังตาถูกทำร้ายจนแตกออก หมอกบังตาเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนพวกเรา เธออธิบายจากประสบการณ์ที่หมอกบังตาในซานฟรานชิสโกเคยแตกมาแล้ว  โพสต์ 2026-1-6 10:50
God
บางส่วนหันมาเล็งเป้าใส่คุณและเอ็มพูซา หยุดอย่าขยับเจ้าเด็กกับอสุรกาย!!  โพสต์ 2026-1-6 10:49
God
แก้ปัญหาวิกฤตตรงหน้าหาทางส่งคนยุคหิน 9 คนนั้นกลับไปก่อนโดยเธอต้องหาทางสัมผัสตัวพวกเขาให้ได้ แต่ดูท่าจะเป็นงานยากพวกเขากำลังอาละวาดบนทางด่วน และมีตำรวจที่รับมือคนยุคหินอยู่  โพสต์ 2026-1-6 10:48
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-6 14:34:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 05 : การเดินทาง หวนคืนสู่วานร

วันที่ 25 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงสาย เวลา 11.40 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองนิวยอร์ก ไปยัง เมืองชิคาโก้ ตอนนี้ถึง เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

            ถนน I-80 W แผ่กว้างออกไปตรงหน้าเหมือนลำน้ำเหล็กสีเทาที่ไม่มีวันสิ้นสุด รถยนต์หลายเลนเรียงตัวแน่นเป็นสายยาว เสียงเครื่องยนต์ต่ำ ๆ ซ้อนทับกันเป็นคลื่นอื้ออึงที่แทรกเข้ามาในห้องโดยสารเป็นระยะ แสงแดดช่วงสายส่องสะท้อนผิวถนนจนดูพร่าเล็กน้อย โมนีก้านั่งหลังพวงมาลัยด้วยท่าทางผ่อนคลายกว่าตอนเช้า ไหล่ที่เคยตึงเริ่มคลาย มือเรียวจับพวงมาลัยอย่างมั่นคงในจังหวะคงที่ รถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ แล่นไปตามกระแสการจราจรอย่างสุภาพ ไม่เร่งรีบ เหมือนเจ้าของรถตั้งใจจะปล่อยให้การเดินทางวันนี้ค่อย ๆ ไหลไปตามอารมณ์



            “อีกเดี๋ยวเราน่าจะแวะกินข้าวเที่ยงกันที่เพนซิลเวเนียนะคะ” โมนีก้าพูดขึ้น น้ำเสียงสบาย ๆ เหมือนคุยเรื่องเล็กน้อย “ขับมาก็สามชั่วโมงกว่า ๆ แล้ว ใกล้จะสี่ชั่วโมง เดี๋ยวคุณอาริเอลจะหิวเอา”



            อาริเอลพยักหน้ารับทันที สีหน้าที่เคยเกร็งตั้งแต่เช้าดูผ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเริ่มขยับตัวได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ต้องคอยเกร็งหลังหรือเกร็งขาเหมือนช่วงแรก ดวงตาสีแดงก่ำเหลือบมองวิวสองข้างทางที่เปลี่ยนจากเมืองเป็นทุ่งโล่งสลับป่าโปร่ง “ได้เลยค่ะคุณโมนีก้า ฉันก็เริ่มหิวเหมือนกันแล้วค่ะ”



            บรรยากาศในรถช่วงนั้นค่อนข้างสงบ เพลงเบา ๆ จากลำโพงช่วยกลบเสียงจราจรด้านนอก กลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่จากผิวของโมนีก้ายังคงอบอวลอยู่บาง ๆ ผสมกับกลิ่นโลหะอุ่น ๆ ของเครื่องยนต์ ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งรถเริ่มชะลอความเร็วลงอย่างผิดปกติ



            จากการเคลื่อนตัวสม่ำเสมอ กลายเป็นการหยุดแล้วคืบไปทีละนิด รถทุกเลนเบียดแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง เส้นทางตรงหน้ากลายเป็นแถวไฟเบรกสีแดงยาวสุดสายตา โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปข้างหน้าก่อนจะเหลือบดูแผนที่บนหน้าจอ “แปลกนะเนี่ย” เธอพึมพำ “ตอนแรกฉันนึกว่ารถติดเพราะคริสต์มาส คนเดินทางเยอะ แต่แบบนี้มันติดนานเกินไปแล้ว”



            เวลาผ่านไป รถยังแทบไม่ขยับ เสียงถอนหายใจของคนขับคันข้าง ๆ ลอยเข้ามาเป็นระยะ หนึ่งชั่วโมง จนกระทั่งถึงหกชั่วโมงเต็มที่รถยังคงย่ำอยู่ที่เดิม โมนีก้าพิงหลังกับเบาะ ถอนหายใจยาวก่อนจะหลุดบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้ “นี่มันไม่ใช่รถในกรุงเทพของไทยนะเว้ย” น้ำเสียงหงุดหงิดปนขำ “ถ้าเป็นบ้านฉันยังพอเข้าใจ แต่นี่มันทางหลวงสหรัฐฯ นะคะ”



            อาริเอลเริ่มขยับตัวไม่สบายใจ ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง เพราะตอนนี้สัญชาตญาณของอสุรกายกึ่งเทพทำให้เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ “คุณโมนีก้า…” เธอเอ่ยเบา ๆ “มันเงียบเกินไปนะคะ รถติดขนาดนี้ แต่ฉันไม่เห็นเจ้าหน้าที่หรือรถฉุกเฉินเลยหรือเกิดอะไรขึ้นกันคะ”



            โมนีก้าพยักหน้าช้า ๆ ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว เธอจำได้ดีถึงประสบการณ์ก่อนหน้า “ฉันเคยเจอแบบนี้มาก่อนค่ะ” เธอพูดเสียงต่ำลงเล็กน้อย “รอบที่เดินทางกับเลสเตอร์… ตอนนั้นจู่ ๆ ก็เจอฟีนิกซ์หรือพวกแวนมีเทอร์บุกกลางทาง รถติดยาวแบบไม่มีเหตุผลเหมือนกัน เอายังไงดีคะ?”



            อาริเอลกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะพยักหน้าอย่างตัดสินใจ “เราน่าจะต้องไปสำรวจด้านหน้าค่ะคุณโมนีก้า ถ้ามีอะไรผิดปกติจริง ๆ จะไดัจัดการทันก่อนที่คนทั่วไปจะเดือดร้อน” เธอชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมองรถ “แต่… รถจะทำยังไงดีคะ” 



            โมนีก้าไม่ตอบอาริเอลทันที เธอเอื้อมมือไปแตะคอนโซลกลาง ดวงตาสีเทาเงินนิ่งและมั่นใจ “ไม่ต้องห่วงค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นชัดเจน “Auto-Pilot Golem Mode” ทันทีที่คำสั่งหลุดจากปาก หน้าจอรถสว่างขึ้น เสียงผู้หญิงเรียบ ๆ ดังตอบกลับจากระบบ 



            “Auto-Pilot Golem Mode พร้อมใช้งาน กรุณาระบุคำสั่ง”



            “พวกเราจะไปสำรวจด้านหน้า” โมนีก้าพูดต่อโดยไม่ลังเล “เปิดระบบขับอัตโนมัติ ควบคุมให้รถยังเคลื่อนตัวตามการจราจรปกติ และแสดงภาพว่ามีคนขับอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวค่อยมารับฉันตรงจุดที่ฉันส่งสัญญาณเรียก” เมื่อโมนีก้าพูดจบมีจังหวะหยุดสั้น ๆ ก่อนเสียงระบบตอบกลับ



            “รับทราบ โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ระบบขับอัตโนมัติเริ่มทำงาน”



            พวงมาลัยขยับเล็กน้อยด้วยตัวเอง รถค่อย ๆ เคลื่อนตามคันหน้าอย่างแนบเนียน ราวกับมีคนขับนั่งอยู่ตลอดเวลา โมนีก้าปลดเข็มขัดนิรภัยอย่างเป็นจังหวะไม่เร่งรีบ ก่อนจะหันไปมองอาริเอลด้วยสายตานิ่ง ๆ ที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้ 



            “ไปกันเถอะค่ะ ดูเหมือนว่ามื้อเที่ยงของเราจะต้องเลื่อนออกไปก่อน แต่ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจริง ๆ ฉันไม่อยากปล่อยให้มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนเต็มถนนแบบนี้” 



            อาริเอลพยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะก้าวลงจากรถตามโมนีก้า แถวรถบนทางหลวงยาวเหยียดนิ่งสนิทราวกับภาพถ่ายที่หยุดเวลาไว้ เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังอื้ออึงเหลือเพียงเสียงสตาร์ตเป็นครั้งคราว เสียงบีบแตรแผ่ว ๆ ที่ฟังดูเหนื่อยล้าเสียมากกว่าหงุดหงิด โมนีก้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง รองเท้าส้นสูงเหยียบพื้นยางมะตอยร้อนอุ่นจากแดดที่ส่องค้างมาตั้งแต่เช้า กลิ่นควันไอเสียผสมกับกลิ่นเหงื่อของผู้คนที่ลงมายืนอออยู่ข้างถนนลอยปะปนกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง



            สองข้างทางเต็มไปด้วยภาพชวนปวดหัว คนบางส่วนยืนพิงรถด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย บางคนเปิดฝากระโปรงนั่งห้อยขาเอาน้ำดื่มมาจิบช้า ๆ ราวกับยอมรับชะตากรรมไปแล้ว เด็กเล็กนั่งร้องงอแงอยู่เบาะหลัง มีคนเปิดท้ายรถหยิบกระดาษทิชชูวิ่งหลบไปหลังพุ่มไม้เตี้ย ๆ ข้างทางอย่างไม่แคร์ศักดิ์ศรี ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนปัสสาวะข้างล้อรถอย่างจนใจ ผู้หญิงอีกคนยืนคุยโทรศัพท์เสียงหงุดหงิด บ่นว่าหกชั่วโมงแล้วนะ นี่มันอะไรกันเนี่ย



            โมนีก้ามองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบ ๆ ในใจเธออดคิดไม่ได้ว่ามนุษย์เมื่อถูกบังคับให้อยู่นิ่งนานเกินไป ก็พร้อมจะลดมาตรฐานชีวิตลงได้อย่างรวดเร็วผิดคาด



            อาริเอลเดินตามหลังมาเงียบ ๆ ขาลาสัมผัสพื้นถนนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เธอกวาดตามองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวังมากกว่าคนทั่วไป สัญชาตญาณของเอมพูซ่าทำให้เธอรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่ไม่ใช่แค่รถติดธรรมดา บรรยากาศมันตึงแปลก ๆ เหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่เหนือหัวของผู้คนทั้งหมด



            ทั้งสองเดินฝ่าฝูงชนไปเรื่อย ๆ ระยะทางยาวไกลเกินกว่าที่ควรจะเดินในวันปกติ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า เหงื่อเริ่มซึมตามไรผมของโมนีก้า แม้เธอจะพยายามรักษาท่าทางให้ดูสงบและไม่ตื่นตระหนก เสียงพูดคุยด้านหลังค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านทุ่งโล่งข้างทาง และเสียงไซเรนจากระยะไกล



            เมื่อเดินมาได้เกือบสิบกิโลเมตร ภาพด้านหน้าก็เริ่มชัดขึ้น ตำรวจจำนวนหนึ่งตั้งแนวกั้นอยู่ไกล ๆ เจ้าหน้าที่กำลังอพยพคนธรรมดาออกจากพื้นที่ เสียงตะโกนสั่งการดังเป็นช่วง ๆ โมนีก้าหรี่ตาลง พยายามเพ่งมองสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความโกลาหล



            แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว



            “กุกุกาก้า! อู๊ก ๆ !” เสียงร้องตะโกนที่ไร้รากเหง้าทางภาษาศาสตร์ดังสะท้อนก้องไปทั่วทางหลวงที่ควรจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีมนุษย์ โมนีก้าชะงักฝีเท้า ดวงตาสีเทาเงินของเธอเบิกกว้าง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือชายร่างกำยำ 9 คน ผิวกร้านแดดรุงรังยิ่งกว่าคนจรจัดที่ไม่ได้อาบน้ำมาสามทศวรรษ พวกเขาสวมเพียงกางเกงหนังสัตว์เน่าๆ ที่ดูเหมือนจะถลกมาจากซากกวางข้างทาง ในมือถือขวานหินและกระบองไม้ที่ดูโฮมเมดแบบสุด ๆ พวกเขากำลังกระโดดถีบรถเก๋งคันหนึ่งพลางส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังล่าแมมมอธตัวเขื่อง



            โมนีก้ายืนค้าง แสงสีทองจากเนตรแห่งฟีบี้ วูบขึ้นมาวับหนึ่งเพื่อพยายามมองหาความจริง แต่สิ่งที่เธอมองเห็นกลับมีแต่ความว่างเปล่า... ความจริงใจที่ดิบเถื่อนจนสมองเธอประมวลผลไม่ออก



            นี่มัน... นี่มันอะไรกันวะคะ? โมนีก้าอุทานในใจ สายตาของเธอเริ่มฉายแววสิ้นหวังอย่างรุนแรง เธอเป็นคนรักความสวยงาม ชอบรองเท้าส้นสูง ชอบความ Classy แต่ตอนนี้เธอกำลังยืนประจันหน้ากับมนุษย์ยุคหินที่กำลังพยายามใช้ปากแดกกระจกมองข้างรถโตโยต้า



            “คุณโมนีก้าคะ...” อาริเอลกระซิบ เสียงสั่นด้วยความสับสนไม่แพ้กัน เปลวไฟบนหัวเธอหรี่ลงจนเกือบมอดเหมือนกำลังไว้อาลัยให้สติปัญญาของมนุษยชาติ “นี่คือ... อสุรกายสายพันธุ์ใหม่ที่โครนอสปลุกขึ้นมาเหรอคะ? หรือเป็นคำสาปของเทพีองค์ไหน? ทำไมพวกเขาหวนคืนสู่วานร”



            โมนีก้าค่อย ๆ หันหน้าไปหาอาริเอลช้า ๆ สีหน้าของเธอคือคำจำกัดความของคำว่าหมดอาลัยตายอยาก เธอไม่ได้รู้สึกถึงพลังงานเทพเจ้า หรือออร่าของอสูรกายจากปรภพเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เธอรู้สึกคือความเสร่อที่รุนแรงจนอยากจะมุดลงไปใต้ชั้นดินตะกอน “คุณอาริเอลคะ...” โมนีก้าเอ่ยเสียงเบาหวิวเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง 



            “ฉันว่าเราไม่ได้อยู่ในภารกิจของค่ายจูปิเตอร์แล้วล่ะ... นี่มันภาพยนตร์ฝรั่งเศสแนวตลกเรื่อง RRRrrrr!!! ชัด ๆ ! นี่ฉันต้องสู้กับพวกที่บูชาหินและใช้ขวานหินเคาะหัวคนในวันคริสต์มาสจริง ๆ เหรอคะ? ไหนล่ะความรุ่งโรจน์? ไหนล่ะความสง่างามของบุตรีแห่งกรุงโรม?”



            โมนีก้ามองภาพชายยุคหินคนหนึ่งที่กำลังพยายามจะเอาหัวโหม่งป้ายจราจร แล้วเธอก็ยกมือขึ้นกุมขมับ “เลสเตอร์... ถ้าคุณดูอยู่บนโอลิมปัส ช่วยบอกทีว่านี่คือมุกตลกวันคริสต์มาสของท่านพ่อนายใช่ไหม? ฉันยอมไปสู้กับเมดูซ่าหรือเซนทอร์ตกมันยังจะดูจัดการง่ายกว่าการต้องมากุกุกาก้ากับคนพวกนี้เลย”



            ส่วนอาริเอลก็ได้แต่ยืนทำตาปริบ ๆ มองเซนจูเรี่ยนสาวที่กำลังยืนตัดพ้อต่อโชคชะตาอยู่ริมถนนสายหลักของอเมริกา ความสิ้นหวังในแววตาของโมนีก้านั้นชัดเจนยิ่งกว่าตอนเจอปีศาจตนไหน ๆ เพราะสำหรับโมนีก้า... ความยุ่งยากที่ไร้รสนิยมแบบนี้ล่ะคือศัตรูตัวฉกาจที่สุดในชีวิตเธอ



            โมนีก้ายังยืนกุมขมับอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนที่อาริเอลจะขยับเข้ามาใกล้และยกมือขึ้นชี้ไปบนท้องฟ้าอย่างเงียบ ๆ โมนีก้าชะงักคำบ่นคาอยู่ในลำคอ เธอเงยหน้าตามทิศทางนั้น แสงแดดสีซีดที่ควรจะนิ่งเรียบกลับถูกตัดด้วยรอยบางอย่าง รอยร้าวสีขาวซีดเหมือนกระจกแตกขยายตัวช้า ๆ อยู่กลางอากาศ เส้นแยกไม่เป็นระเบียบ พาดผ่านชั้นเมฆอย่างไม่ควรจะเป็นไปได้ มันไม่ส่องแสงไม่อะไรเลย แต่ให้ความรู้สึกผิดที่ผิดทางอย่างรุนแรง เหมือนโลกทั้งใบกำลังถูกงัดออกจากรอยต่อที่ไม่ควรถูกแตะต้อง



            โมนีก้าหรี่ตาลง ดวงตาสีเทาเงินจับจ้องรอยนั้นนิ่ง ความหงุดหงิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นวาบในอก ความรู้สึกแบบเดียวกับตอนอ่านรายงานภารกิจของเทพอีออนครั้งแรกไหลย้อนกลับมา “ถ้าเป็นรอยแยกแบบนี้…” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงไซเรนไกล ๆ “มันก็อธิบายได้ว่าทำไมมนุษย์ยุคหินถึงมาโผล่กลางอินเตอร์สเตตได้”



            อาริเอลพยักหน้า สีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้ง “ถ้ากาลเวลาถูกฉีกแบบหยาบ ๆ คนพวกนั้นอาจถูกดึงข้ามมาโดยไม่รู้ตัวค่ะ ไม่ใช่การอัญเชิญ แค่… ถูกโยนออกมาผิดยุค” น้ำเสียงของเธอมีทั้งความกังวลและความสงสารปะปนกัน



            โมนีก้าสูดหายใจลึก เธอไม่ชอบงานที่ยุ่งเหยิง ไม่ชอบปัญหาที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แต่ภารกิจนี้ไม่มีทางเลี่ยงได้ “งั้นก็ชัดแล้วล่ะค่ะ มันเกี่ยวกับภารกิจซ่อมเวลาแน่นอน” เธอเหลือบมองไปรอบ ๆ ผู้คนเริ่มส่งเสียงดังขึ้น บางคนยกโทรศัพท์ถ่ายคลิป บางคนชี้นิ้วไปทางกลุ่มมนุษย์ยุคหินด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บรรยากาศเริ่มไม่ปลอดภัยในแบบที่เธอไม่ชอบเอาเสียเลย 



            “ปลอมตัวก่อนนะคะ อย่างน้อยก็อย่าให้ใครจำหน้าได้”


( หมวก + แว่นดำ + หมวกดำ = มิจจี้ออกโหนกระแส 101)


            โมนีก้าหยิบหน้ากากผ้าสีเข้มจากกระเป๋าโค้ทขึ้นมาสวม ปิดครึ่งล่างของใบหน้าอย่างรวดเร็ว ใส่แว่นกันแดดด้วย หมวกพร้อม มิจจี้ 101 (โคตรไม่น่าไว้วางใจสุด ๆ) ท่าทางคล่องแคล่วราวกับทำมานับครั้งไม่ถ้วน กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่ยังติดอยู่รอบตัว แม้จะถูกกลบด้วยกลิ่นควันและฝุ่น อาริเอลก็ทำตาม เธอดึงหน้ากากขึ้นปิดปากและจมูก ปอยผมสีบลอนด์ทองปลิวตามลมเล็กน้อย ขาทั้งสองข้างยืนมั่นคงแม้ภายในจะเริ่มตึงเครียด ทั้งสองขยับเข้าไปปะปนกับกลุ่มคนที่ถูกอพยพ เสียงพูดคุยดังอื้ออึงจนแยกไม่ออกว่าใครพูดอะไร ความโกลาหลทำให้การมีอยู่ของพวกเธอกลืนไปกับฝูงชนได้ง่ายเกินคาด



            แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง เสียงผู้ชายวัยกลางคนที่ดังเกินไปและเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบผิดที่ผิดทาง “เฮ้ ๆ ดูนั่นสิ เสื้อม่วงนั่น!” โมนีก้าชะงักการเดินโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะเพราะโดนคนสังเกตเห็น



            ทำไมกัน?



            “ฉันเคยเห็นในเน็ต เมื่อหลายปีก่อน ตอนซานฟรานซิสโก” ชายคนนั้นพูดต่อ เสียงตื่นเต้นเหมือนคนเพิ่งต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายได้ “พวกคนใส่เสื้อม่วงแบบนี้ มันอยู่กับอสุรกายจริง ๆ ด้วย!” เสียงฮือฮาเริ่มดังตามมา มีคนหันมามอง บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดวิดีโอทันที



            “เห็นไหมล่ะ ฉันพูดไม่ผิด! ผู้หญิงคนนั้นคือแม่มด อีกคนก็ปีศาจเอมพูซาในตำนานแน่ ๆ!”



            โมนีก้ารู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อทั้งตัวแข็งไปชั่วขณะ ในหัวเธอไม่มีความกลัว มีแต่ความรำคาญที่พุ่งขึ้นมาแทนที่ “โอเค นี่มันเริ่มไม่ตลกแล้วนะ” เธอคิดอย่างหงุดหงิด ความเข้าใจผิดแบบไร้หลักฐานนี่แหละที่เธอเกลียดที่สุด คนที่เอาเศษข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาปะติดปะต่อจนกลายเป็นความจริงในหัวตัวเอง



            บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตลกร้ายกลายเป็นความกดดันที่แสนอันตรายในพริบตาเดียว ภายใต้หน้ากากผ้าสีเข้ม โมนีก้าสัมผัสได้ถึงหยดเหงื่อที่เย็นเฉียบไหลผ่านขมับ เธอเกลียดสถานการณ์แบบนี้ที่สุด สถานการณ์ที่ไร้การควบคุมและเต็มไปด้วยอคติที่พร้อมจะปะทุเป็นความรุนแรง



            “เฮ้! นังปีศาจเอมพูซา! ดูขาสิมันใส่กางเกงหลอกตาอยู่!” เสียงตะโกนของชายคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีก้อนหินเล็ก ๆ ถูกโยนมาโดนไหล่ของอาริเอล



            อาริเอลสะดุ้งสุดตัว เธอไม่ได้เจ็บกายแต่ความรู้สึกภายในกลับแตกสลายอย่างรุนแรง ดวงตาสีแดงก่ำสั่นระริก เธออุตส่าห์พยายามทำตัวให้กลมกลืน พยายามพิสูจน์ตัวเอง พยายามเป็นคนที่ดีขึ้นในค่ายจูปิเตอร์ แต่เพียงแค่เสียงตะโกนจากคนแปลกหน้าคนเดียว กลับกระชากเธอกลับไปอยู่ในจุดที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอสุรกายอีกครั้ง



            ทำไม… อาริเอลคิดด้วยความรู้สึกแย่จนแทบจะยืนไม่อยู่ ต่อให้ฉันใส่เสื้อค่าย ต่อให้ฉันช่วยซ่อมหมอกบังตา ต่อให้ฉันเลือกข้างเฮเซล... สุดท้ายในสายตามนุษย์ ฉันก็ยังเป็นแค่ปีศาจที่น่ารังเกียจอยู่ดีเหรอ?



            ไหล่ของอาริเอลห่อลงอย่างน่าสงสาร ความมั่นใจที่โมนีก้าอุตส่าห์ช่วยเติมให้บนรถ พังทลายลงไม่มีชิ้นดี เปลวไฟบนหัวเธอวูบไหวเป็นสีม่วงหม่นเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เธออยากจะวิ่งหนีไปจากตรงนี้ วิ่งกลับไปซ่อนตัวในเงามืดที่ไม่มีใครมองเห็นเธอ



            “อย่ามองนะคะอาริเอล” เสียงของโมนีก้าดังขึ้นข้างหู นุ่มนวลแต่เด็ดขาดอย่างประหลาด โมนีก้าใช้นิ้วมือที่สั่นเล็กน้อยแตะลงบนกำไลดาบสุริยคติ ดวงตาสีเทาเงินของเธอวูบเป็นแสงสีทองอ่อนจากเนตรแห่งฟีบี้ เธอไม่ได้มองเพื่อหาความจริงจากชายคนนั้น เพราะความจริงคือเขามันพวกฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด เป็นประเภทที่เธอเกลียดที่สุด แต่เธอมองเพื่อสัมผัสถึงความกลัวที่กำลังลามปามอยู่ในฝูงชนเหมือนไฟลามทุ่ง



            น่ารำคาญ... น่ารำคาญที่สุด โมนีก้าสบถในใจ ความอ่อนไหวของเธอถูกท้าทาย แต่ความใจเด็ดดวงที่เป็นข้อบกพร่องร้ายแรงกลับทำงานแทน เธอไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครมาพรากตัวตนของเธอ หรือทำลายเพื่อนร่วมทางของเธอได้ง่าย ๆ



            “อาริเอล ฟังฉันนะ” โมนีก้าขยับเข้าไปใกล้จนกลิ่นไลแลคโอบล้อมตัวเอมพูซ่าสาวไว้ “อย่าให้เสียงของคนที่วัน ๆ เอาแต่เล่นอินเทอร์เน็ตเข้าพันทิปเถียงกับคนใน Reddit ทำตัวเป็นนักเลงคีบอร์ด ฟังไม่ศัพท์แปลความไม่ได้ เอาความรู้จากการเจน AI กาก ๆ มาตัดสินว่าคุณเป็นใคร คุณคือคนของค่ายจูปิเตอร์ คนของโรม คุณคือกองร้อยสำรองของค่ายเรา และตอนนี้... คุณคือเพื่อนร่วมภารกิจของฉันที่ทุกคนไว้ใจให้คุณมากับฉัน”



            โมนีก้าเงยหน้าขึ้น จ้องมองชายคนนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง แม้จะใส่หน้ากากอยู่แต่รังสีความกดดันจากเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่ 2 ก็แผ่ออกมาจนคนรอบข้างเริ่มถอยกรูด “ในเมื่ออยากเห็นแม่มดนัก...” โมนีก้าพึมพำลอดไรฟัน เสียงของเธอนิ่งสนิทจนน่าขนลุก “ฉันก็อยากจะสงเคราะห์ให้ดูว่าบทลงโทษของคนที่พูดจาเลอะเทอะในวันคริสต์มาสมันเป็นยังไงดูสักทีจริง ๆ”



            อาริเอลมองแผ่นหลังของโมนีก้า ความรู้สึกแย่ ๆ เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง เธอเห็นโมนีก้าที่มักจะรักความสบายและรอยยิ้ม กำลังยืนหยัดปกป้องเธออย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หัวใจของอาริเอลเต้นแรง … มันไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความภักดีที่เริ่มสลักลึกลงในจิตวิญญาณ “ไปกันค่ะอาริเอล” โมนีก้าคว้าข้อมือเพื่อนสาวร่วมทางไว้แน่น “เรามีงานต้องทำ และถ้าใครขวาง... ฉันจะทำให้มันจำวันคริสต์มาสปีนี้ไปจนตาย!”



            อาริเอลที่เริ่มมีสติเธอเงยหน้ามองบนฟ้าอย่างสงสัยและเหมือนจำอะไรบางอย่างได้ ก่อนสูดหายใจลึกหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้น เสียงของเธอพยายามนิ่งแม้ภายในจะสั่น “คุณโมนีก้า… ฉันจำรอยแตกแบบนั้นได้ค่ะ” เธอหันกลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง รอยร้าวสีขาวซีดยังคงขยายตัวช้า ๆ เหมือนบาดแผลที่ไม่มีวันสมาน “หมอกบังตาเคยแตกแบบนี้มาก่อนที่ซานฟรานซิสโก มันไม่ใช่แค่ภาพลวงตา หมอกบังตาเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิต พอมันถูกกระแสเวลาบิดเบี้ยวกระแทกเข้าใส่ มันจะฉีกขาด… และสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ในยุคนี้ก็จะหลุดออกมา”



            โมนีก้าที่เดินเงียบ ๆ ความเย็นวาบไหลผ่านสันหลัง เธอไม่ต้องใช้เนตรแห่งฟีบี้ก็พอจะเชื่อมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ รอยแยก คนยุคหิน ความโกลาหลบนทางด่วน และตำรวจที่กำลังสับสนกับสถานการณ์ที่ไม่มีในคู่มือฝึกใด ๆ “ถ้าอย่างนั้นกระแสเวลานี่ก็ทำร้ายหมอกบังตาไปพร้อมกันสินะคะ” เธอพูดเสียงต่ำ ดวงตาสีเทาเงินจับจ้องพื้นที่เบื้องหน้าอย่างประเมินสถานการณ์ “เราปล่อยไว้ไม่ได้จริง ๆ”



            อาริเอลพยักหน้าเร็วขึ้น “ใช่ค่ะ เราต้องจัดการตรงนี้ก่อนที่มันจะลุกลาม อาวุธของเราทำอะไรมนุษย์ไม่ได้อยู่แล้ว แถมมีตำรวจเต็มไปหมด งานนี้คงต้องหลบกระสุนไปด้วยเพราะยังไงพวกเขาก็คงไม่…” เธอปรายตามองแนวรถตำรวจที่จอดขวางถนน เสียงวิทยุสื่อสารดังระงมสลับกับเสียงตะโกนสั่งการ



            “แล้วเราต้องทำยังไงคะ” โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยถามอาริเอลขอคำปรึกษา


            “ส่งคนยุคหินทั้งเก้าคนนั้นกลับไปให้ได้ก่อนค่ะ” อาริเอลตอบทันที  “ถ้ารอยแยกยังเปิดอยู่ การสัมผัสโดยตรงอาจเป็นจุดยึดให้พวกเขาถูกดึงกลับไปยังยุคเดิมได้ แต่คุณต้องแตะตัวพวกเขาให้ได้” เธอหยุดพูดเมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้า ชายยุคหินกำลังอาละวาด โยนเศษโลหะใส่รถยนต์ที่ถูกทิ้งไว้ เสียงคำรามปนเสียงหัวเราะแปลกประหลาดดังสะท้อนบนทางด่วน “ซึ่งดูท่าจะไม่ง่ายเลยค่ะ…”



            โมนีก้าเหลือบมองอาริเอลแล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ ใต้หน้ากากแมสสีดำ “ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันจัดการเอง คุณอาริเอลคอยระวังตัวก็พอ”



            ยังไม่ทันที่อาริเอลจะตอบ เสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “หยุด! อย่าขยับ!” เสียงผู้ชายห้าว ๆ พร้อมเสียงโลหะขยับกระทบกัน “วัยรุ่นผมแดงที่ปิดหน้า กับ… ตัวอะไรนั่น! วางมือไว้ที่ศีรษะเดี๋ยวนี้!”



            โมนีก้าสะดุ้งเล็กน้อย สัญชาตญาณการรบทำงานทันที เธอคว้าข้อมืออาริเอลแล้วดึงตัวลงต่ำ 



            “วิ่ง!”



            ทั้งสองพุ่งไปด้านข้าง เสียงปืนดังขึ้นเป็นชุด กระสุนพุ่งเฉี่ยวอากาศเหนือศีรษะ เสียงแตกกระทบโลหะของรถยนต์ที่ถูกทิ้งไว้ดังสนั่น โมนีก้ากดตัวลงหลบหลังรถซีดานคันหนึ่ง ประตูเปิดอ้า กระจกแตกเป็นใยแมงมุม กลิ่นดินปืนและฝุ่นลอยคลุ้ง



            อาริเอลทรุดตัวลงข้างเธอ หัวใจเต้นแรงจนได้ยินในหู “คุณโมนีก้า…!”



            “ไม่เป็นไรค่ะ แค่เสียงดังไปหน่อย” โมนีก้าพูดทั้งที่ชีพจรเต้นแรง เธอชะโงกหน้าออกไปมองเล็กน้อย เห็นเงาตำรวจเคลื่อนไหวเป็นแนว เสียงสั่งการสับสนดังไม่ขาดสาย “โอเค สถานการณ์นี้แย่กว่าที่คิด แต่ยังพอคุมได้” เธอหลับตาชั่วครู่เพื่อตั้งสติ ความคิดไหลเร็วเป็นเส้นตรงศัตรูไม่ใช่ตำรวจ คนยุคหินไม่ใช่ตัวร้ายแต่คือเหยื่อของรอยแยกเวลา 



            “อาริเอลฟังนะคะ ฉันจะเบี่ยงความสนใจ เพื่อไปยังตรงนั้น คุณคอยดูหลังให้ฉัน และถ้ามีอะไรผิดปกติ ถอยทันที เข้าใจไหมคะ” โมนีก้ากระซิบกับอาริเอล



            “เข้าใจค่ะ ฉันจะไม่ให้ใครเข้าใกล้คุณได้” อาริเอลกลืนน้ำลายก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น



            เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งใกล้ ๆ กับโมนีก้าและอาริเอล จนกระสุนเฉี่ยวหลังคารถจนเกิดรอยบุบ โมนีก้าสูดหายใจลึก มือซ้ายแตะกำไลดาบสุริยคติ ความเย็นจากโลหะทำให้จิตใจนิ่งขึ้นอย่างประหลาด เธอไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็น เธอก็ไม่เคยถอยหรอกนะ



            โมนีก้าขยับไหล่เล็กน้อยราวกับคลายความตึงเครียด “เอาล่ะ... ได้เวลาทำความสะอาดทางด่วนแล้ว” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏใต้หน้ากากก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเทาเงินนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในวันที่ไร้ลม มือขวาของเธอขยับเพียงนิดเดียว ปลายนิ้วแตะอากาศเบา ๆ ราวกับกำลังเรียกบางสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจมองเห็น ใต้พื้นคอนกรีตที่แตกร้าวจากการจราจรหนักและแรงกระแทกของความโกลาหล มดนับหมื่นเริ่มไหลออกมาจากรอยแยกเล็ก ๆ ตามขอบถนน ซอกล้อรถ และพุ่มหญ้าที่ขึ้นแทรกริมทาง มดคันไฟ มดแดง มดดำ ทุกสายพันธุ์ที่พอจะหาทางขึ้นมาได้ต่างเคลื่อนตัวเป็นกระแสเดียวกันเหมือนคลื่นสีดำแดงที่มีจังหวะของมันเอง



            “เฮ้ย! อะไรน่ะ! มดเหรอ? มดมาจากไหนเยอะแยะวะ!” เสียงตำรวจตะโกนลั่นตามมาด้วยเสียง “ปัดโธ่เอ๊ย!” และเสียงตบขากางเกงดัง “แปะ! แปะ!” พัลวัน เสียงโวยวายของตำรวจดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน คนบางคนกระโดดถอยหลัง บางคนสลัดขากางเกงด้วยท่าทางตื่นตระหนก เสียงสบถปะปนกับเสียงสั่งการที่เริ่มแตกตื่น การเล็งปืนเสียจังหวะ ความสนใจทั้งหมดถูกดึงออกจากผู้หญิงผมแดงที่หลบอยู่หลังรถ โมเมนต์นั้นเองที่โมนีก้าพุ่งออกมา เธอเคลื่อนไหวเร็วชิดพื้นถนนราวกับเงาที่หลุดจากแสงอาทิตย์



            ขณะวิ่ง ร่างกายของเธอหดตัวลงเล็กน้อยอย่างแนบเนียน ความสูงที่ลดลงทำให้เส้นสายร่างกายเปลี่ยนไปจนสายตาของคนที่กำลังวุ่นวายไม่อาจจับภาพได้ถนัด เสื้อผ้าแนบลำตัวเคลื่อนไหวไปพร้อมกันอย่างไร้ช่องโหว่ 



            เธอมุดผ่านช่องว่างระหว่างรถด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ จนกระทั่งถึงจุดที่กลุ่มคนยุคหินกำลังคำราม “อู๊กก้า! กุกุ!” พวกเขาฟาดกระบองใส่ตัวถังรถดัง “ปัง! เคร้ง!” จนโมนีก้าหยุดกะทันหันจนฝุ่นตลบ เธอทรุดตัวลงกดฝ่ามือกับพื้นถนน “กลับไปในที่ที่พวกคุณควรอยู่ซะ!” 



            ทันทีที่ชายยุคหินคนหนึ่งหันมาจะวิ่งหนี “โครม!” เสียงคอนกรีตระเบิดออกพร้อมกับรากไม้สีน้ำตาลเข้มที่พุ่งพรวดขึ้นมาเหมือนงูยักษ์ มันรัดข้อเท้าพวกคนยุคหินดัง “ฟึ่บ!” และเสียงกระดูกลั่นเบาๆ จากแรงรัดที่แน่นหนา กลุ่มชายป่าเถื่อนทั้งเก้าร้องลั่นด้วยความตกใจ “อ๊ากกกก!” ก่อนจะล้มตึงลงพื้นพร้อมกันดัง “ตึ้ก!” เสียงร้องปะปนความตกใจดังระงม แต่ไม่อาจขยับหนีไปไหนได้



            โมนีก้าเคลื่อนตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว เธอแตะไหล่ แขน หรือหลังของแต่ละคนเพียงครั้งเดียว “หนึ่ง... สอง... สาม...” จนครบเก้าครั้งเก้าคนไม่ขาดไม่เกิน ทุกการสัมผัสหนักแน่นพอจะเป็นจุดยึด แต่เบาพอจะไม่ทำร้ายกัน ดวงตาของเธอสะท้อนแสงสีเขียวอ่อนวูบหนึ่งจากพลังของเซเรสที่ไหลผ่านผิวหนังสู่รอยแยกของกาลเวลา



            เมื่อการสัมผัสครบถ้วน โมนีก้าถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วโบกมือขึ้นอย่างสง่างาม ท่าทางเรียบง่ายแต่มั่นคง พลังแห่งธรรมชาติแผ่กระจายออกไปจากจุดศูนย์กลางรอบตัวเธอ อากาศสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่ภาพของทางด่วนจะถูกกลืนหายไป ต้นไม้สูงตระหง่านผุดขึ้นจากความว่างเปล่า ใบไม้หนาแน่นบดบังสายตา พื้นถนนแปรเปลี่ยนเป็นดินชื้น กลิ่นหญ้าและดินสดใหม่ลอยอบอวล เสียงลมพัดผ่านพุ่มไม้ เสียงนกร้องก้องกังวานราวกับป่าจริงที่มีชีวิต



            ภายในป่าลวงตา เสียงคำรามและความโกลาหลค่อย ๆ เงียบลง กลุ่มคนยุคหินทั้งเก้าถูกแรงดึงที่มองไม่เห็นรั้งไว้กลางอากาศ แสงสีขาวซีดแผ่ขยายเป็นวงบาง ๆ รอบร่างพวกเขา อากาศบิดงอราวกับผืนผ้าถูกดึงรั้งจากอีกฝั่งหนึ่งของกาลเวลา รากไม้ที่พันธนาการอยู่ไม่จำเป็นต้องคลายออกด้วยซ้ำ เพราะในชั่วอึดใจต่อมา ร่างเหล่านั้นก็ถูกดึงหายไปพร้อมกันอย่างไร้เสียง เหลือไว้เพียงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ และกลิ่นดินสดที่ยังลอยค้างอยู่ในอากาศ



            โมนีก้าไม่รอให้ภาพนั้นจางหายจนหมด เธอหันควับไปหาอาริเอล “อาริเอล! ไป!” มือขยับไปคว้าข้อมือเพื่อนร่วมทางอย่างแม่นยำ ดวงตาสีเทาเงินสบกันเพียงเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ ทั้งสองเข้าใจตรงกัน ป่าลวงตายังไม่สลาย มันคือม่านสุดท้ายที่เปิดทางให้การถอยออกมาอย่างไร้ร่องรอย



            ทั้งคู่ก้าวถอยหลังพร้อมกัน เงาร่างของพวกเธอถูกกลืนไปกับแนวต้นไม้ ใบไม้และเถาวัลย์ขยับปิดช่องว่างราวกับป่ามีเจตจำนงของตัวเอง เพียงไม่กี่ก้าว ร่างของโมนีก้าและอาริเอลก็เลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ ไม่มีเสียงฝีเท้าหรือเงาให้ตามตัว ไม่มีแม้แต่กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่ที่เคยอวลอยู่



            แล้วป่าลวงตาก็เริ่มสลายตัว ต้นไม้โปร่งแสงแตกกระจายเป็นละออง ใบหญ้าจางหายเหมือนหมอกยามเช้า เสียงลมและนกเงียบลงในพริบตา ภาพของทางด่วนกลับคืนสู่สายตาอีกครั้ง รถที่ถูกทิ้งไว้เรียงราย ตำรวจที่ยืนชะงักด้วยสีหน้างุนงง และความว่างเปล่าตรงหน้าที่ไม่อาจอธิบายได้ เสียงป่าค่อย ๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นเสียง “วูบ...” เหมือนฟองอากาศแตก ป่าลวงตาสลายตัวไปจนหมดกลายเป็นละอองทองจาง ๆ ทิ้งให้เหล่าตำรวจยืนถือปืนค้าง ท่ามกลางเสียงไซเรนที่ยังคงดัง “วี้หว่อ... วี้หว่อ...” อย่างไร้จุดหมาย



            ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว ไม่มีคนยุคหิน ไม่มีผู้หญิงผมแดง ไม่มีอสุรกายขาสัมฤทธิ์ เหลือเพียงร่องรอยความเสียหายบนรถบางคัน รอยบุบ รอยแทะโลหะที่ดูไม่เข้ากับโลกปัจจุบัน และคำถามนับร้อยที่ไม่มีใครตอบได้



            “หายไปแล้ว...” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ “พวกเขามัน... ไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ด้วย” บนทางหลวง I-80 เหลือเพียงรอยบุบของเหล็ก และความเงียบงันที่น่าขนลุกในวันคริสต์มาส ทิ้งไว้เพียงปริศนาที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจหาคำตอบได้ว่า...ผู้หญิงผมแดงกับปีศาจสาวผมทองนั้นหายไปที่ไหนกันในพริบตาเดียว



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

แปะ ๆ วานรทั้ง 9 คน
(ต้องรอต่อไหมนะ ถ้าไม่ต้องรอต่อเพิ่ม คสพ พอ)
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าขับรถสปอร์ตวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ ออกจากนิวยอร์กมาได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง กะว่าจะพักกินอาหารเที่ยงที่เพนซิลเวเนีย ทว่าอยู่ ๆ ตอนที่เข้าเมืองก็รถติดมากถึง 6 ชั่วโมง จนโมนีก้ากับอาริเอลสงสัย ทั้งสองเลยลงจากรถ แล้วก็ปลอมตัวด้วยการใส่แว่นกันแดดและ Mask ปิดหน้า หมวกดำ แว่นกันแดด เพื่อความคล่องตัว (เกือบจะเป็นมิจจี้)


โมนีก้าและอาริเอลก็เดินไปเกือบ 10 กิโล พบว่ามีคนยุคหิน 9 คน ที่โจมตีรถยนต์เพราะคิดว่าเป็นสัตว์ประหลาดกินได้ พวกตำรวจต้องกั้นพื้นที่ แล้วผู้คนก็ตะโกนเห็นโมนีก้าและอาริเอล หมอกไม่ทำงาน และท้องฟ้าก็มีรอยร้าว ทั้งสองเลยต้องช่วยกัน ส่งคนยุคหินกลับยุคของตัวเองเพื่อให้สถานะการณ์ตรงนี้คลี่คลาย แต่ก็ต้องหลบจากตำรวจด้วยเหมือนกัน จนทำสำเร็จเพราะใช้พลังของโมนีก้า


และหลังจากนั้นก็ใช้ข้อดีของฝืนป่าลวงตาในการหลบหนีออกจากตรงนี้ไปอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอยไม่เอิกเริกและไม่เห็นหน้าโมนีก้าและอาริเอลเลย

[อยู่ระหว่างการเดินทาง ที่ถนนหลวง I-80 W เมืองเพนซิลเวเนีย]

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
ในขณะที่ทั้งสองกำลังวิ่งหนี ก่อนจะซนเข้ากับร่างสองคนอย่างจัง (ดูใน PM)  โพสต์ 2026-1-6 15:26
โพสต์ 157704 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-6 14:34
โพสต์ 157,704 ไบต์และได้รับ +15 EXP +20 เกียรติยศ +30 ความศรัทธา จาก หน้ากากอนามัย  โพสต์ 2026-1-6 14:34
โพสต์ 157,704 ไบต์และได้รับ +3 EXP [ถูกบล็อค] เกียรติยศ [ถูกบล็อค] ความกล้า จาก หมวกแก๊ป  โพสต์ 2026-1-6 14:34
โพสต์ 157,704 ไบต์และได้รับ +9 EXP [ถูกบล็อค] เกียรติยศ [ถูกบล็อค] ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-6 14:34
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-6 20:44:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 06 : ว้ายยเขินนนแก

วันที่ 25 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเย็น เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองนิวยอร์ก ไปยัง เมืองชิคาโก้ ตอนนี้ถึง เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

             แรงวิ่งยังค้างอยู่ในขา ลมหายใจของโมนีก้าขาดห้วงเล็กน้อยเมื่อเธอลากอาริเอลฝ่าร่มเงาป่าลวงตาที่กำลังสลาย แสงแดดลอดผ่านใบไม้จำลองเป็นริ้ว ๆ กลิ่นดินชื้นกับหญ้าถูกแต่งแต้มด้วยไอเวทที่จางลงทุกก้าว เสียงไซเรนไกล ๆ กลายเป็นพื้นหลังที่เบาลงจนแทบไม่เหลือ เธอหันหน้ากลับมาครั้งหนึ่งเพื่อเช็กว่าอาริเอลยังอยู่ข้างหลัง มือยังจับกันแน่น ก่อนจะพุ่งออกจากแนวเงามืดสู่พื้นที่เปิดโล่ง



             แล้วทุกอย่างก็หยุดลงพร้อมกัน


             “ปึ้ก!”



             โลกทั้งใบเหมือนถูกดึงเบรกมือกะทันหัน โมนีก้าชนเข้ากับแผงอกกว้างของใครบางคนอย่างจัง แรงกระแทกนั้นหนักแน่นและอบอุ่นจนเธอเผลอถอยกรูด ขณะที่อาริเอลที่ตามหลังมาก็ชนซ้ำเข้าที่หลังเธอจนเซไปข้างหน้า มือที่จับกันไว้คลายออกโดยอัตโนมัติ “ขอโทษค่ะ! / ขอประทานโทษอย่างสูงค่ะ!” ทั้งคู่รีบละล่ำละลักบอก เสียงเบาและเร็วตามสัญชาตญาณของการไม่อยากถูกจับได้ โมนีก้าก้มหน้าลงซ่อนใต้หมวกแก๊ปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณี



             และนั่นคือตอนที่สมองของบุตรีแห่งเซเรสหยุดประมวลผลไปดื้อ ๆ


             “โอ้โห... เหี้ย…พะเจ้า...” โมนีก้าครางในลำคอ เสียงหัวใจกระแทกซี่โครงรัวแรงยิ่งกว่ากลองรบของค่ายจูปิเตอร์


  

(ขออนุญาตกรี๊ด)


             ชายตรงหน้าไม่ได้แค่หล่อ... แต่นี่มันคืออาชญากรรมทางสายตาชัด ๆ! เขาเหมือนกับภาพวาดของเทพเจ้าที่ถูกอัปเกรดทุกพิกเซลจนเกินขีดจำกัดมนุษย์ โครงหน้าคมสัน ดวงตาที่ดึงดูดใจ และเส้นผมที่ยุ่งนิดๆ อย่างมีรสนิยม หากโมนีก้าเคยคิดว่า Ben Barnes คือที่สุดของโลกใบนี้ ชายคนนี้ก็คือเวอร์ชันที่เอา Ben Barnes ไปชุบตัวในบ่อศักดิ์สิทธิ์แล้วเติมเสน่ห์แบบดาร์ก ๆ เข้าไปอีกสิบเท่า



             ในหัวของโมนีก้าตอนนี้เหมือนมีเสียงกรีดร้องของติ่งตัวแม่ดังสนั่น นี่มันอะไรกันคะเนี่ย! หล่อลากระดับรัชทายาทนรก หรือหล่อจนซาตานต้องยอมแพ้! หล่อแบบไม่ต้องขออนุญาตใครบนโลกใบนี้เลยหรอ!



             แม้จะมีหน้ากากปิดปากและแว่นดำบังตาอยู่ แต่แก้มของเธอกลับร้อนวูบจนแทบจะไหม้ มือที่เย็นเฉียบเริ่มสั่นน้อยๆ ความรู้สึกคลั่งรักไอดอลพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองมีแฟนเป็นถึงเทพเจ้า ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัวอย่างไร้สติว่า 



             เลสเตอร์คะ... ฉันขอโทษจริงๆ แต่ผู้ชายคนนี้หล่อจนฉันอยากจะสลักชื่อเขาลงบนก้อนทองคำจักรพรรดิแล้วกราบไหว้ทุกวันเลยค่ะ! ข้างๆ ชายหนุ่มระดับทำลายล้างคนนั้น คือหญิงสาวที่สวยคมแบบสงบนิ่ง เธอยืนอยู่อย่างเงียบเชียบแต่กลับแผ่ออร่าความเยือกเย็นจนพื้นที่รอบตัวดูนิ่งสงบอย่างประหลาด ดวงตาคู่คมของเธอมองทะลุผ่านหน้ากากและหมวกของโมนีก้าเข้าไปเหมือนกำลังสแกนวิญญาณ



             โมนีก้าพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับมา เธอรีบดึงปีกหมวกแก๊ปลงเพื่อซ่อนสายตาที่กำลังหิวกระหายในความหล่อของตัวเอง พยายามเตือนตัวเองว่าเธอคือเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่ 2 ที่มีภารกิจกู้กาลเวลารออยู่ และเธอก็มีเจ้าของแล้ว!



             นิ่งไว้โมนีก้า... ท่องไว้ เซเรส... เลสเตอร์… อะพอลโล... กองร้อยที่ 2... เธอสูดหายใจลึก กลิ่นไลแลคจากตัวเธอฟุ้งกระจายออกมาด้วยความตื่นเต้น แต่แม่เจ้า... เขาหล่อจริง ๆ นะเว้ย หล่อจนอยากจะชวนไปเก็บเห็ดด้วยกันสักชาติเศษ ๆ เลย!



             อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างหลังมองสถานการณ์อย่างงุนงง เธอเห็นเพียงโมนีก้าที่ยืนนิ่งแข็งเป็นหินและแผ่รังสีความฟินออกมาจนผิดปกติ ทั้งที่พวกเธอกำลังหลบหนีตำรวจอยู่แท้ ๆ!



             โมนีก้าถอยหลังครึ่งก้าว รีบก้มศีรษะอีกครั้ง “ขอโทษนะคะ” เสียงของเธอเริ่มปรับตัวเป็นเสียงสุภาพปนตื่นเต้น และพยายามกลับสู่โหมดมืออาชีพที่สุดเท่าที่จะทำได้ในวินาทีที่หัวใจยังเต้นแรงไม่ยอมหยุด เธอขยับหลบ เปิดทางอย่างรู้มารยาท แต่สายตายังเผลอชะงักค้างอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งนานพอให้เธอมั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง



             ทั้งสองคนไม่กระเทือนเลย ทั้งที่โมนีก้าก็ไม่ใช่คนแรงน้อย ไม่แม้แต่จะดูสะดุ้งจากการชน ราวกับแรงปะทะเมื่อครู่ไม่เคยมีน้ำหนักพอจะทำอะไรได้เลย ความคิดแล่นวาบขึ้นมาในหัวของโมนีก้าอย่างชัดเจนจนแทบจะหลุดเป็นคำพูด



             หล่อขนาดนี้ ถ้ายังเป็นมนุษย์ธรรมดา โลกคงแตกไปนานแล้ว...เหี้ยเอ้ยยย ตรงสเป็ค



             ในขณะนั้นแสงเย็นของยามสนธยาคลี่ตัวปกคลุมพื้นที่ราวกับผืนผ้าโปร่งสีอำพัน เงาของอาคารและต้นไม้ทอดยาวบนพื้นทางเดิน เสียงเมืองค่อย ๆ ลดระดับลงเหลือเพียงความอื้ออึงห่างไกล โมนีก้าถอยร่นออกมาอีกก้าวโดยสัญชาตญาณ นิ้วมือกระชับขอบแขนเสื้อคลุมของตัวเองแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะสมองของเธอกำลังพยายามประมวลผลสิ่งที่เห็นตรงหน้าอย่างเร่งด่วน



             ทั้งสองคน… ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น



             สายตาของโมนีก้าลากจากใบหน้าลงมาตามลำตัวอย่างช้า ๆ คราวนี้เธอมองเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร่างทั้งคู่ลอยอยู่เหนือพื้นหินราวกับแรงโน้มถ่วงเป็นเพียงข้อเสนอที่พวกเขาเลือกจะไม่รับ ผิวกายสีทองเรียบเนียนสะท้อนแสงเย็นอย่างนุ่มนวล ไม่แสบตา ไม่เจิดจ้า แต่มีความสว่างคงที่เหมือนโลหะล้ำค่าที่ผ่านการขัดจนสมบูรณ์แบบ ผมสีเข้มยาวประบ่าของชายสะท้อนแสงเป็นเงาละเอียด ใบหน้าคมลึก งดงามในแบบที่ไม่จำเป็นต้องขอคำอธิบาย ส่วนหญิงสาวข้างกายมีเส้นสายที่สมดุลอย่างน่าประหลาด งามสงบ เยือกเย็น และหนักแน่นในเวลาเดียวกัน



             ในหัวของโมนีก้ามีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างดื้อดึง ขออนุญาตไม่นับอะพอลโลนะ… เพราะนี่มันคนละแนวกันเลย



             อะพอลโลคือความหล่อแบบแสงอาทิตย์ เสียงหัวเราะ ความโอ้อวด และพลังชีวิตที่ล้นเกินปกติ แต่สองคนตรงหน้าคือความหล่อที่นิ่งเงียบ และกดทับบรรยากาศรอบตัวให้ต่ำลงโดยไม่ต้องออกแรง ราวกับความจริงบางอย่างกำลังยืนอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ และโลกเป็นฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหา



             ทว่าไม่นานแขนของโมนีก้าถูกแตะเบา ๆ จากด้านข้างทำให้เธอออกจากภวังค์ อาริเอลขยับเข้ามาใกล้ เสียงของเธอต่ำและเร็ว “คุณโมนีก้า… ดูเท้าค่ะ”



             โมนีก้าก้มมองตามคำบอก และหัวใจก็เต้นหนักขึ้นอีกจังหวะ ขาของทั้งสองทอดลงมาถึงข้อเท้า แล้ว… หายไป ไม่มีเท้า ไม่มีฝ่าตีนแตะพื้น ไม่มีเงาที่ควรจะสอดคล้องกับตำแหน่งนั้น การลอยตัวไม่ใช่การใช้เวทพรางตาแบบหยาบ ๆ แต่เป็นสภาพการมีอยู่ที่สมบูรณ์ในตัวเอง



             อาริเอลขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ไหล่เกือบชนโมนีก้า ท่าทางนั้นไม่ใช่ความขลาด แต่เป็นสัญชาตญาณของผู้ที่เคยผ่านสนามรบ เธอเลือกตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดอย่างเป็นธรรมชาติ และใช้ร่างของโมนีก้าเป็นแนวกำบังเงียบ ๆ



             ร่างชายที่สวมทูนิกสีขาวขยับเล็กน้อย การเคลื่อนไหวของเขาไร้เสียง ไร้แรงกระเพื่อมของอากาศ ก่อนที่เสียงจะดังขึ้น นุ่ม ทุ้ม และมั่นคงทรงเสน่ห์ (มากค่ะ) “พวกเจ้าตั้งใจเรียกเรามารึ?” คำถามนั้นไม่กดดัน แต่กลับทำให้พื้นที่โดยรอบเงียบลงอย่างประหลาด เหมือนเสียงอื่น ๆ เลือกจะถอยออกไปเอง



             หญิงสาวในเสื้อคลุมพัลลาขยับตาม รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏที่มุมปาก ดวงตาของเธอกวาดผ่านฝูงชนด้านหลังด้วยความสนใจแบบผ่อนคลายเกินไปสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ “นานมากแล้วนะ ที่ไม่มีใครเคยคิดจะทำ” น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นความแปลกใจปนขบขันอย่างแท้จริง “ถึงกับทลายมนต์บังตา เพื่อเรียกพวกเราเชียวนะ”



             หัวใจของโมนีก้าหนักอึ้งลงโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างไหลผ่านสันหลัง ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนของสัญชาตญาณลึก ๆ ที่กำลังเตือนว่า เธอกำลังยืนอยู่ต่อหน้าสิ่งที่ไม่ควรถูกเรียกมาเล่น ๆ



             ชายในทูนิกสีขาวเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับให้เกียรติในการแนะนำตัว “ข้าเวริอัส เทพแห่งความสัตย์จริง” และหญิงสาวข้างกายเขาก็เอ่ยต่อ “ข้าอเลเธีย เทพีแห่งความสัตย์ซื่อ”



             ชื่อของเทพทั้งสองไม่ได้กระแทกเข้าที่หู แต่กลับสลักลึกลงในจิตวิญญาณของโมนีก้าอย่างหนักหน่วง ราวกับมีปลายมีดแหลมคมจารึกนามเหล่านั้นลงบนแผ่นหินในใจเธอ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความกลัวอย่างโจ่งแจ้ง แต่มันคือแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้ปอดของเธอทำงานลำบากขึ้น เหมือนเธอกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้ากระจกเงาบานยักษ์ที่ไม่เพียงสะท้อนรูปกาย แต่พร้อมจะกระชากเอาความลับทุกเศษเสี้ยวออกมาแฉโดยไม่ขออนุญาต



             อาริเอลที่อยู่ข้างกายแข็งทื่อเป็นหินไปในทันที ดวงตาสีแดงก่ำเบิกกว้างด้วยความสยดสยองที่พุ่งทะลุขีดจำกัด สัญชาตญาณอสุรกายของเธอกรีดร้องจนเจ็บขมับ มันร้องเตือนว่าสิ่งที่เห็น... หากเป็นเพราะสิ่งที่เธอรู้สึก เอมพูซาอย่างเธอไม่ต้องพึ่งคัมภีร์ ไม่ต้องท่องตำนาน แค่การยืนอยู่ตรงนี้ สัญชาตญาณก็ร้องเตือนจนแทบเจ็บขมับ



             ไม่ใช่… ไม่ใช่เลย



             ชายที่อ้างตนว่าเป็นเทพแห่งความสัตย์จริงนั้นแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายที่เสียดแทงจิตใจอาริเอลอย่างรุนแรง ความขัดแย้งพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก เสียงในหัวตะโกนก้องอย่างชัดเจน 



             ท่านโกหก! ท่านไม่ใช่ความจริง... ท่านคือ โดลอส เทพแห่งการหลอกลวง



             มือของอาริเอลขยับโดยไม่รู้ตัว เธอตั้งใจจะกระซิบบอกโมนีก้า แต่ทว่าเพียงแค่อึดใจเดียว สายตาของเทพหนุ่มก็ตวัดมาจับจ้องที่เธอโดยตรง แรงกดดันทางจิตพุ่งเข้าใส่หน้าผากอาริเอลเหมือนค้อนหนักที่ฟาดลงมา พร้อมเสียงกระซิบที่ดังสนั่นในมโนสำนึก 



             อย่าได้คิดเปิดโปงข้า... สหายเอมพูซ่าน้อย หากเจ้ายังอยากมีลมหายใจอยู่ในยุคนี้



             อาริเอลสะดุ้งสุดตัว ร่างสูงใหญ่ของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ มือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งบีบแขนโมนีก้าแน่นจนเล็บแทบจะจมลงในเนื้อผ้า เธอหายใจหอบถี่ ดวงตาสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวที่ล้ำลึกเกินกว่าอำนาจเทพเจ้าทั่วไป มันคือความกลัวจากการถูกมองทะลุเข้าไปถึงบาปและความทรงจำเลวร้ายที่เธออยากจะฝังกลบเอาไว้ตลอดกาล



             โมนีก้ารับรู้ได้ทันทีจากแรงบีบที่แขนว่านี่ไม่ใช่แค่ความตื่นเต้น แต่มันคือสัญญาณขอความช่วยเหลือที่สิ้นหวังที่สุดของอาริเอล ดวงตาสีเทาเงินของเธอวูบไหว แสงสีทองจากเนตรแห่งฟีบี้ตอบสนองโดยสัญชาตญาณเพื่อสแกนเจตนาของชายตรงหน้า ทว่าภาพที่ได้กลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยวจนมองไม่ออก บอกไม่ได้ แต่มันยืนยันชัดเจนว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นไม่ใช่ความจริง



             ไม่ใช่เพราะพลังถูกปิด แต่เพราะมันไม่ตรง มองเจตนาไม่ออก แต่รู้ว่าไม่ใช่



             หัวใจของโมนีก้าหนักอึ้งทันที สัญชาตญาณจากสายเลือดของเทพเจนัส เทพแห่งทางเลือกและประตู กระซิบเตือนเธอชัดเจนว่าทางเลือกตรงหน้ามีเพียงเส้นเดียว... คือการตามน้ำ เธอรู้ดีว่าเธอสู้ไม่ได้เลย แม้แต่จะขยับตัวต่อต้านยังเป็นเรื่องยาก โมนีก้าผ่อนลมหายใจลงอย่างเยือกเย็น เธอทำสิ่งที่เธอถนัดที่สุด นั่นคือการตีเนียนอย่างมีชั้นเชิง เธอก้าวถอยหลังครึ่งก้าวแล้วย่อตัวคำนับอย่างงดงามและมีมาดที่สุดเท่าที่บุตรีแห่งกรุงโรมจะทำได้ ท่าทางของเธอไม่ได้ดูต่ำต้อยจนน่ารังเกียจ แต่เป็นการให้เกียรติในระดับที่เทพเจ้าต้องพึงพอใจ



             “เป็นเกียรตินักที่ได้พบพวกท่านค่ะ” เสียงของเธอนุ่มนวลและราบเรียบอย่างน่าเหลือเชื่อ “ฉัน โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม ธิดาแห่งเซเรส ผู้สืบสายเลือดแห่งเทพเจนัส เซนจูเรี่ยนกองร้อยที่สองแห่งค่ายจูปิเตอร์” เธอเลื่อนมือไปแตะหลังมืออาริเอลเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลมให้ใจเย็นลง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูจริงใจอย่างที่สุด “และนี่คือคุณอาริเอล เพื่อนร่วมทางของฉันค่ะ”


(แผล่บๆๆๆ)


             สีหน้าของเทพทั้งสองแปรเปลี่ยนไปเพียงชั่วเสี้ยววินาที ความแปลกใจวาบผ่านไปอย่างรวดเร็วที่เห็นเดมิก็อดสาวตรงหน้ายังรักษามาดและวาจาได้คมคายขนาดนี้ โมนีก้าเห็นช่องว่างนั้นและรีบรุกต่อทันที



             “ฉันคิดว่า... อาจมีความเข้าใจผิดกันเล็กน้อยค่ะท่านเทพทั้งสอง” เธอพูดพลางแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจอย่างเป็นธรรมชาติ “ห้วงเวลาที่แปรปรวนในขณะนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าเวทนาเหลือเกิน รวมถึงรอยแยกที่ดึงเอาสิ่งต่าง ๆ ออกมาผิดยุคผิดสมัย พวกเราเพียงแค่ทำหน้าที่เก็บกวาดความวุ่นวายเล็กน้อย ไม่ได้มีเจตนาจะรบกวนเวลาอันสูงค่าของพวกท่านเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนพลังมิติที่แตกสลายอาจจะเป็นตัวกระตุ้น... ให้ท่านทั้งสองต้องลงมาดูด้วยองค์เองเช่นนี้”



             เธอยิ้มอย่างที่รู้ขอบเขต ไม่ก้าวล่วงและไม่แสดงปฎิกิริยาสงสัย “ฉันและเพื่อนกำลังเดินทางเพื่อแก้ไขต้นตอของความวิบัติครั้งนี้ตามคำพยากรณ์ลับที่ได้รับมาค่ะ รายละเอียดอาจจะไม่เหมาะจะกล่าวท่ามกลางฝูงชนมนุษย์ที่วุ่นวายเหล่านี้ แต่การที่ได้พบพวกท่านนับว่าเป็นพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันคริสต์มาสของพวกเราอย่างแท้จริงค่ะ” คำพูดลื่นไหลราวกับน้ำผึ้งชั้นเลิศของโมนีก้าแฝงไว้ด้วยการประจบที่แนบเนียนชนิดที่ว่า น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก จนถึงขีดสุด เธอรู้ดีว่าเทพทั้งสองย่อมมองออกว่าเธอรู้ แต่เขาก็ต้องชื่นชมในศิลปะการโกหกหน้าตายของเธอเช่นกัน เพราะมันคือการให้เกียรติในรูปแบบที่เทพแห่งการหลอกลวงโปรดปรานที่สุด



             นั่นคือการเล่นละครตบตาไปพร้อมกับเขาอย่างสมบทบาท



             เอาสิคะ... โมนีก้าคิดในใจพลางรักษาอาการสำรวมโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเทพโดลอสที่เป็นขั้วตรงข้าม ในเมื่อท่านอยากเล่นบทเทพแห่งความจริง ฉันก็จะถวายบทสาวกผู้จงรักภักดีให้เองค่ะ ต่อให้ท่านคือจอมลวงโลกที่หล่อลากดินขนาดไหน แต่ถ้ามันทำให้ฉันกับอาริเอลเดินออกจากตรงนี้ได้แบบอวัยวะครบ 32 ฉันจะปั้นน้ำเป็นตัวให้ท่านดูจนท่านต้องยอมยกนิ้วให้เลย!



             เธอเดิมพันหมดหน้าตักว่าการเยินยออีโก้และกิริยาที่ลื่นไหลราวกับทาน้ำมันของเธอ จะเป็นตั๋วเครื่องบินที่เร็วที่สุดที่จะพาเธอออกจากรัศมีทำลายล้างนี้ มือที่แตะแขนอาริเอลส่งแรงบีบเบา ๆ เป็นจังหวะ เหมือนจะบอกเพื่อนร่วมทางว่า 



             นิ่งไว้... ปล่อยให้พี่ที่เป็นมืออาชีพจัดการเองไอ้น้อง เรื่องตอแหลพี่ก็อาจจะมีเลือดเทพแห่งการตอแหลอยู่ในตัวก็ได้!!!



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

เลียแข้งเลียขาเทพ แผล่บๆๆๆๆๆๆ
Quest Summary

สรุป

อ่านโรลเพราะมีรอต่อ เอาง่าย ๆ รู้ว่าไม่ใช่แต่ไม่รู้เจตนาไม่รู้ว่าใครเพราะงั้นเลยตีเนียนเลียแข้งเลียขาซะเลย แผล่บ ๆ ท่านเทพค้าฟฟฟฟ ไปเลิฟฟฟ ถวายตัวเอง(ผปค) ใส่พานนน

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[God-23] โดลัส

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[GOD-56] อะพาเต้ / เฟราส์

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-6 23:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-56] อะพาเต้ / เฟราส์ เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-6 23:11
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-23] โดลัส เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-6 23:10
โพสต์ 93952 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-6 20:44
โพสต์ 93,952 ไบต์และได้รับ +15 EXP +20 เกียรติยศ +30 ความศรัทธา จาก หน้ากากอนามัย  โพสต์ 2026-1-6 20:44
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-7 00:50:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-1-7 00:52

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 07 : ฟุ้งมากกก บอกเลย

วันที่ 25 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเย็น เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองนิวยอร์ก ไปยัง เมืองชิคาโก้ ตอนนี้ถึง เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

            โดลัสที่สวมบทเทพแห่งความจริงหัวเราะหึออกมาเบา ๆ เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับเสียดแทงประสาทอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของใครที่มีเมตตา หากเป็นเสียงของคนที่กำลังสนุกกับการเห็นผู้อื่นเดินอยู่บนปลายมีดที่ตนถือ เขามองโมนีก้าด้วยสายตาพึงพอใจราวกับกำลังดูการแสดงที่ถูกใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสบายอารมณ์ “ถึงแม้เราจะชอบตอนที่มนต์บังตาแตกมากกว่านะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับพูดถึงเรื่องอากาศ “เพราะนั่นทำให้เราทรงพลัง…ในฐานะเทพแห่งความจริงอย่างแท้จริง”



            สายตาคมคู่นั้นเหลือบมองไปรอบ ๆ อย่างพินิจพิจารนา ก่อนจะยิ้มมุมปาก “แต่เพื่อไม่ให้โลกนี้โกลาหลเกินไป เราจะช่วยซ่อมแซมมันสักหน่อยก็แล้วกัน ได้เวลาสร้างความลวงหลอกครั้งใหญ่แล้ว” ทว่าภายในใจของเขาหัวเราะอย่างรื่นเริง



            การมีมนต์บังตาอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีแหล่งพลังไร้ขีดจำกัดอยู่ในมือ คิ ๆ



            อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างโมนีก้ากำหมัดแน่น ความทรงจำเก่าแล่นวาบขึ้นมาในหัว เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยแย้งออกไป ทั้งที่ไม่กล้าเอ่ยนามของอีกฝ่าย “พวกท่าน…จะซ่อมแซมจริงหรือคะ ไม่เอาแบบตอนเหตุการณ์ที่ซานฟรานซิสโกตอนนั้นแล้วนะ”



            โดลัสหัวเราะขึ้นทันที เสียงนั้นดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แฝงความขบขันอย่างไม่ปิดบัง “ไม่ต้องห่วงหรอกสาวน้อย เราจะเบาแรง” เขาเอียงศีรษะเหมือนกำลังปลอบเด็ก “ครั้งก่อนน่ะ จัดเต็มโชว์ไปหน่อย ก็ในรอบสามพันปีมันเพิ่งมีเหตุการณ์มนต์บังตาแตก เลยอดใจไม่ไหว” รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น 



            “แต่ครานี้…เราจะเบา ๆ ละกัน มั้งนะ” คำว่า มั้งนะ หลุดออกมาอย่างจงใจ คล้ายเข็มที่กรีดลงบนเส้นประสาทของคนฟังอย่างอาริเอล



            จากนั้นเทพทั้งสอง ชายในทูนิกสีขาวและหญิงในเสื้อคลุมพัลลา ก็หันหน้าเข้าหากันพร้อมกันราวกับซ้อมมา มือของทั้งคู่ประสานกันแน่น ก้าวเข้าใกล้กันช้า ๆ จนหน้าผากแตะกันพอดี



            “เจ้าคือคู่คิดของข้า” โดลัสเอ่ย เสียงต่ำและหนักแน่น


            “เจ้าเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตข้า” อาพาเต้ตอบรับทันที น้ำเสียงนุ่มลึกไม่แพ้กัน


            รอยยิ้มเดียวกันปรากฏบนใบหน้าของทั้งสอง รอยยิ้มที่สวยงามและผิดที่ผิดทาง



            ทันใดนั้น ความดันอากาศรอบตัวก็ลดฮวบลงอย่างรุนแรง โมนนีก้ารู้สึกเหมือนมีใครดึงลมหายใจออกจากปอด โลกทั้งใบสั่นสะเทือน เสียง “ตูม!” ดังสนั่นจนทุกอย่างสั่นไหว เธอหลับตาโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างเสียหลักทรุดลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นอย่างหมดรูป ก่อนที่แขนแข็งแรงของอาริเอลจะรีบเข้ามาพยุงร่างเธอไว้ทัน ภาพสุดท้ายก่อนสติจะตั้งหลักได้ มีเพียงรอยยิ้มของเทพทั้งสองที่ยังคงลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของอากาศ รอยยิ้มของผู้ที่กำลังเริ่มการแสดงอย่างแท้จริง



            เมื่อโมนีก้ารู้สึกตัวอีกครั้ง สิ่งแรกที่กระแทกเข้าใส่โสตประสาทไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นแสงสีจ้าที่สดใสจนแสบตา กลิ่นน้ำตาลไหม้ ป๊อปคอร์น และสายไหมลอยฟุ้งกระจายในอากาศจนเลี่ยนคอ เธอพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีแนวออเคสตราที่ร่าเริงเกินจริงเหมือนหลุดออกมาจากหนังดิสนีย์ในช่วงเปิดตัวปราสาท



            โลกทั้งใบที่เธอเคยรู้จักก็กลายเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ฉบับดิสนีย์แลนด์ไปเสียแล้วหรอ!



            กลิ่นควันรถที่เคยชวนสำลักหายวับไป แทนที่ด้วยกลิ่นป๊อปคอร์นเคลือบคาราเมลและสายไหมรสเบอร์รี่ที่หอมหวานจนน้ำลายสอ เสียงไซเรนตำรวจถูกมิกซ์ใหม่ให้กลายเป็นดนตรีออเคสตราสุดอลังการเหมือนฉากเปิดตัวปราสาทในตำนาน แสงแดดฤดูหนาวที่เคยซีดเซียวถูกฟิลเตอร์ Dreamy ครอบไว้จนกลายเป็นสีชมพูละมุนตา ทุกอย่างรอบตัวระยิบระยับเหมือนมีใครเอาเพชรนับล้านเม็ดมาโปรยทิ้งไว้บนพื้นทางหลวง I-80



            “นี่ฉันตายแล้วขึ้นสวรรค์ หรือเทพเพิ่งจะซื้อลิขสิทธิ์สวนสนุกมาเปิดกลางทางด่วนนะเนี่ย? ผิดลิขสิทธิ์ไหมนะ” โมนีก้าพึมพำพลางตะปบกำไลดาบที่ข้อมือ เมื่อพบว่ามันยังอยู่เธอก็ใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย แต่พอก้มมองตัวเองเท่านั้นแหละ… “ว้ายยย! ชุดฉัน!” เธอกลายเป็นผลส้มสีแสดยักษ์พองลมที่กลมดิ๊กจนแขนเกือบจะกางไม่ออก! เสื้อโค้ทหรูหายไป กลายเป็นผิวสัมผัสนุ่มนิ่มของชุดมาสคอตผลไม้ที่มีกลิ่นส้มจาง ๆ ติดมาด้วย แม้ความหรูหราจะหายวับไปแต่ในใจโมนีก้ากลับแอบคิดว่า 



            ก็น่ารักดีนะ... แบรนด์เนมคอลเลกชันใหม่รึเปล่า?

 

            “คุณโมนีก้าคะ... นั่นคุณเหรอ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้าง ๆ โทนเสียงนั้นทุ้มต่ำและจริงจัง แต่มันช่างขัดกับรูปลักษณ์ที่เห็นเหลือเกิน 



            โมนีก้าหันขวับไปมองแล้วเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาดัง ๆ สิ่งที่เธอเห็นคืออาริเอล เอมพูซ่าสาวผู้น่าเกรงขาม บัดนี้กำลังยืนตระหง่านอยู่ในชุดมาสคอตมะละกอสีส้มอมเขียวขนาดเท่าคนจริง มีแขนขาโผล่ออกมา และขาสัมฤทธิ์วิเศษของเธอก็กลายเป็นรองเท้าตัวการ์ตูนหัวโตสีเหลืองอ๋อยที่เดินแล้วมีเสียง ปี๊บ ๆ “คุณอาริเอล! เธอคือมะละกอ!” โมนีก้าอุทานพลางเอามือปิดปาก (ทั้งที่อยู่ในชุดส้มน่ะนะ แขนไม่น่าถึง) “นี่มัน... ค็อกเทลผลไม้รวมในแดนมหัศจรรย์ชัด ๆ!”



            อาริเอลในร่างมะละกอเตาะแตะเข้ามาใกล้ พยายามจะทำหน้าเคร่งเครียดแต่มันดูตลกมาก “ดูเหมือนมนต์บังตาฉบับปรับปรุงของพวกเขาจะทำงานดีเกินไปหน่อยค่ะ ทุกอย่างกลายเป็นโลกนิทานที่มนุษย์จะไม่มีวันตั้งคำถาม” เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงกังวล “รถฟักทอง รถมาการอง... แม้แต่นกยังร้องเพลงเป็นจังหวะแจ๊สเลยค่ะ!” สิ้นคำนั้นของอาริเอล โมนีก้าจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ รถยนต์พันกว่าคันบัดนี้กลายเป็น รถฟักทองสีทอง และ รถมาการองหลากสี ที่ดูน่ากินจนอยากจะลงไปเลีย ผู้คนที่เคยโกรธแค้นและแตกตื่น ตอนนี้ทุกคนสวมหน้ากากแฟนซีและเต้นระบำรำฟ้อนกันอย่างลืมตาย ราวกับว่าความทุกข์ใจคือสิ่งผิดกฎหมายในเขตนี้



            ไกลออกไปบนเวทีกลางลานที่ส่องสว่างราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สอง เทพทั้งสองในชุดทูนิกที่งดงามเกินจะพรรณนาพากันยืนโบกมืออย่างสง่างาม แสงสีทองรอบตัวพวกเขาพริ้วไหวเหมือนละอองดาว ทุกครั้งที่พวกเขาขยับตัว ฝูงชน (รวมถึงตำรวจที่บัดนี้ถือไม้คทารูปอมยิ้ม) ก็จะพากันโห่ร้องเรียกชื่ออย่างคลั่งรัก



            โมนีก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยภายใต้หมวกส้ม หัวใจของเธอเต้นช้าลงอย่างระวัง แม้เธอจะรักความสนุกและสิ่งสวยงาม แต่ความสุขที่ถูกยัดเยียดให้ในชุดผลไม้รวมแบบนี้มันทำให้เธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลก ๆ “สวยน่ะมันก็สวยอยู่นะคุณอาริเอล...” โมนีก้าเอ่ยพลางพยายามทรงตัวในชุดส้มกลม ๆ “แต่ถ้าต้องเต้นรำไปจนถึงชิคาโกในร่างส้มกับมะละกอเนี่ย ฉันว่าเทพอีออนคงจะขำจนตกโอลิมปัสแน่ ๆ เราต้องหาทางออกไปจากดิสนีย์แลนด์เมากาวนี่ให้ได้แล้วค่ะ!”



            และเมื่อบอกแบบนั้นทั้งสองก็ต้องไปที่จุดของพลังให้ได้ ไม่งั้นต้องฟุ้งเฟ้ออยู่ที่นี่ไม่มีทาง!!



            ท่ามกลางเสียงดนตรีออเคสตราที่โหมกระหน่ำอย่างรื่นเริง โมนีก้าในชุดมาสคอตส้มยักษ์พยายามทรงตัวกลิ้งไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล โดยมีอาริเอลในร่างมะละกอสีส้มอมเขียวคอยพยุงกึ่งลากกันไปเป้าหมายของพวกเธอคือเวทีแสงสีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทางด่วนลูกกวาด ที่ซึ่งเทพจอมปลอมทั้งสองกำลังยืนเสวยสุขอยู่ ทว่า ยิ่งเข้าใกล้เวทีมากเท่าไหร่ บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งหนักขึ้นอย่างประหลาด ไม่ใช่ความหนักของแรงโน้มถ่วง แต่เป็นความหนักของความสุขที่เอ่อล้นจนจุกอก แสงสีรอบตัวเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น กลิ่นวานิลลาและน้ำตาลไหม้เข้มข้นขึ้นจนโมนีก้ารู้สึกเวียนหัว



            “คุณโมนีก้า... ฉัน... ฉันเดินต่อไม่ไหวแล้วค่ะ” อาริเอลครางอึดอัดออกมาจากลำคอ ร่างชุดมะละกอของเธอทรุดฮวบลงกับพื้นหินอ่อนขัดเงา



            “แข็งใจไว้ค่ะคุณอาริเอล เราต้อง... เราต้องไปถามให้รู้เรื่อง...” โมนีก้าพยายามฝืนก้าวขาที่พองลมของเธอ แต่แล้วเข่าของเธอก็ทรุดลงตามไปอีกคน ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับว่าร่างกายปฏิเสธที่จะขยับเขยื้อนเข้าใกล้ความจริงที่ถูกฉาบไว้ด้วยความลวงตา



            “พวกท่านจัดเต็มเกินไปแล้ว...” อาริเอลหอบหายใจ ดวงตาสีแดงก่ำเหม่อลอย “แค่พยายามจะเข้าไปใกล้ รัศมีของมนต์บังตาก็ดีดเราออกมา... มันหนาแน่นเกินไปค่ะ เหมือนเรากำลังเดินทวนกระแสพายุสายไหมเลย”



            ในขณะที่สติเริ่มพล่าเลือน กระแสมนต์บังตาที่ไหลวนอยู่รอบตัวก็เริ่มแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ โมนีก้าเริ่มรู้สึกว่าความนุ่มนิ่มของชุดส้มนี้มันก็สบายดีจังเลยนะ แสงไฟพวกนี้ก็สวยเหลือเกิน... เพลงแจ๊สที่นกชิปมังก์กำลังร้องอยู่ก็ไพเราะจนอยากจะหลับตาพริ้มแล้วเต้นรำไปตลอดกาล ความกังวลเรื่องภารกิจและเลสเตอร์เริ่มถูกแทนที่ด้วยความหอมหวานจอมปลอม



            ช่างมันเถอะภารกิจ... อยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีออก... ความคิดนั้นเริ่มกัดกินสำนึกของโมนีก้าทีละน้อย


            “เฮ้! พวกเจ้าสองคนน่ะ! อย่าเพิ่งสติหลุดไปกับของหวานพวกนั้นสิ!”



            เสียงตะโกนทรงพลังหนึ่งดังแทรกผ่านดนตรีออเคสตราเข้ามา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจแต่แฝงความร้อนรน โมนีก้าและอาริเอลสะดุ้งสุดตัวเหมือนถูกน้ำเย็นจัดราดรดกลางหัว พวกเธอเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง ท่ามกลางละอองดาวระยิบระยับ ชายหนุ่มรูปงามที่โมนีก้าเพิ่งจะแอบติ่งไปเมื่อครู่ กำลังควบม้าสีขาวบริสุทธิ์ตรงมาทางพวกเธอ เจ้าชายแคสเปียนจากนาร์เนีย กรี๊ด ๆ เขาสวมเกราะสีเงินวาววับขลิบทองดูราวกับเจ้าชายในนิทานปรัมปราที่หลุดออกมาจากหน้าหนังสืออย่างสมบูรณ์แบบ (ใช่แล้วเจ้าชายขี่ม้าขาวของผมมันก็ต้องคนนี้แหละ) 


(ขออนุญาตฟุ้งเฟ้อ 5555)


            แต่สิ่งที่ทำให้โมนีก้าต้องอ้าปากค้างไม่ใช่ความหล่อของเจ้าชายขี่ม้าขาว ทว่าคือสภาพของพวกเธอในตอนนี้ “อาริเอล... ทำไมเธอกลายเป็น... แบบนั้นไปได้ล่ะคะ?” โมนีก้าอุทานพลางชี้ไปที่เพื่อนร่วมทาง



            ชุดมาสคอตมะละกอหายวับไปแล้ว ตอนนี้อาริเอลอยู่ในชุดเมดสาวสีขาวดำสไตล์วิคตอเรียนที่มีระบายลูกไม้ฟูฟ่องสุดอลังการ มีผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาดตาประดับด้วยริบบิ้นสีแดงสดที่เอว และบนหัวที่มีเปลวไฟลุกโชนก็มีที่คาดผมลูกไม้จิ๋วประดับอยู่ด้วย อาริเอลหน้าแดงซ่านจนแทบจะกลืนไปกับสีตา เธอก้มมองชุดตัวเองก่อนจะมองกลับมาที่โมนีก้าด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก “คุณโมนีก้า... คุณเองก็... ไม่ต่างกันเลยค่ะ”



            โมนีก้าก้มลงสำรวจตัวเองทันที แล้วเธอก็แทบจะร้องกรี๊ดออกมา (ด้วยความสับสนปนฟินนิด ๆ) ชุดส้มพองลมถูกเปลี่ยนเป็นชุดเมดสาวสีม่วงครามตามโทนสีที่เธอชอบเป๊ะ ๆ กระโปรงสั้นเหนือเข่าพองลมดูขี้เล่น ถุงน่องสีขาวบริสุทธิ์ยาวขึ้นมาถึงต้นขาโชว์พื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์เขียนผ่องน่าซุก (ฮ๊า) และมีระบายลูกไม้ประดิดประดอยทุกกระเบียดนิ้ว 



            “นี่มัน... มนต์บังตาขั้นที่สองเหรอคะ? จากมาสคอตผลไม้กลายเป็นคาเฟ่เมดเนี่ยนะ!” โมนีก้าตะโกนถามเจ้าชายขี่ม้าขาวที่เพิ่งจะหยุดม้าอยู่ตรงหน้าพวกเธอ



            เจ้าชายขี่ม้าขาวผู้นั้นกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ชุดเกราะสีเงินของเขาสะท้อนแสงวิบวับดูเจิดจ้าเสียจนโมนีก้าตาพร่า ใบหน้าของเขาช่างดูละอ่อนและหล่อเหลาอย่างร้ายกาจ มันคือใบหน้าเดียวกับโดลัสที่เธอเพิ่งแอบติ่งไปเมื่อครู่ แต่เป็นเวอร์ชันที่เด็กกว่า คล้ายกับ Ben Barnes ในบทเจ้าชายแคสเปียนที่เพิ่งหลุดออกมาจากแผ่นฟิล์มเป๊ะ ๆ “ดึงสติหน่อยสิ! พวกเจ้าทั้งสอง!” เจ้าชายตะโกนก้อง เสียงของเขากังวานจนทำให้เมฆสายไหมบนฟ้าสั่นสะเทือน



            โมนีก้าพยายามกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ เพื่อเรียกสติ แต่กระแสมนต์บังตารอบตัวในตอนนี้มันไม่ได้ไหลนิ่งสงบเหมือนลำธารในวันปกติ แต่มันกลับเชี่ยวกรากเหมือนกระแสน้ำป่าสีขาวโพลนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ที่ต้องสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ



            ทุกครั้งที่โมนีก้าเริ่มตระหนักว่านี่มันไม่ใช่ความจริง ร่างกายของเธอจะรู้สึกเหมือนมีแรงกดทับมหาศาลหนักหลายตันกดลงที่บ่า ภาระระหว่างความจริงกับความลวงมันหนักเกินกว่าที่ร่างมนุษย์กึ่งเทพจะแบกรับไหว เธอทรุดเข่าลงกับพื้นหินอ่อนสีพาสเทลครั้งแล้วครั้งเล่า ชุดเมดระบายลูกไม้สีม่วงครามของเธอแผ่กระจายเต็มพื้น



            “คุณโมนีก้า... มัน... มันหนักมากค่ะ...” อาริเอลครางออกมาในชุดเมดสีขาวดำ มือของเธอกำพื้นหินจนเล็บแทบหัก กระแสมนต์บังตาสีขาวขุ่นไหลวนรอบตัวพวกเธอเหมือนพายุหมุน ในพื้นที่นี้ พลังงานความลวงมันหนาแน่นเกินไปจนเกิดรอยราวสีขาวในอากาศ เป็นจุดที่มนต์บังตาแตกตัวออกจนคนธรรมดาเริ่มมองเห็นสิ่งผิดปกติวูบวาบไปมา



            ความสมดุลของโลกกำลังจะพังเพราะเทพสององค์บนเวทีนั่น! คือพวกท่านซ่อมมนต์บังตาเสร็จแล้วล่ะ แต่ดูเหมือนจะเพลินมือไปหน่อย เล่นใหญ่จัดเต็มจนพลังมันล้นทะลักออกมาแบบกู๋ไม่กลับแล้วมั้งเนี้ย โอ้ยย



            โมนีก้าสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายจากสายเลือดแห่งเซเรสและเจนัส เธอยันตัวขึ้นยืนอย่างมั่นคงแม้ขาจะสั่นพะเยิบ แสงสีเทาเงินในดวงตาโชนแสงทะลุแว่นดำออกมาอย่างทรงพลัง ก่อนที่เธอจะสะบัดแว่นทิ้งไปอย่างรำคาญตา เธอเงยหน้ามองไปยังเวทีทองคำที่เทพโดลัส (ซึ่งเธอยังปักใจเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความจริง แต่ก็ไม่ถึงขั้นนั้น) กำลังเริงร่าอยู่กับบทบาทราชาแห่งทุ่งลาเวนเดอร์อาณาจักรดิสนีย์ออนไอซ์



            “ขอความกรุณาหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะค้าาาาา! ท่านนนนนนนนน!!” โมนีก้าตะโกนสุดเสียง แบบคนเสียงแปดหลอดกินไปต์ออแกรนเข้าไปทั้งลำ เสียงของเธอดังแหวกอากาศที่คลุ้งด้วยกลิ่นน้ำตาลไหม้ ปลายเสียงมีความเกรี้ยวกราดแบบฉบับธิดาแห่งโรมที่สติกำลังจะขาดผึง (ไม่ได้โกรธ แค่ดึงสติในทุ่งลาเวนเดอร์ยากโคตร ๆ


           “พวกท่านใช้พลังกันเยอะเกินไปแล้วค่ะ! รู้ค่ะว่าเก่ง! รู้ค่ะว่าพวกคุณท่านสแตนด์อินได้ทุกบทบาทเป็นธรรมชาติสุด ๆ !” เธอหอบหายใจแรงพลางชี้หน้าไปทางเวทีอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดใด ๆ “แต่พวกท่านก็พาวเวอร์เกิ๊นนนน! คุณท่านคะ! มนต์บังตามันไกลทะลักเพราะพลังมันล้นแล้วเนี่ยท่าน! พวกท่านเลิกเล่นเป็นคนในนิทาน แล้วลดพลังของพวกท่านทีย์ค่ะ!! ฉันขอร้องงง”




สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

ฟุ้งเฟ้อ ๆ รอต่อ ๆ
Quest Summary

สรุป

เอาง่าย ๆ ก็คือ มีคนมันส์มือ จนเผลอใช้พลังเยอะเกินจนตอนนี้อยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์ 555 โคตรแย่ โมนีก้าเข้าไปใกล้ไม่ไหว เพราะจิตใจมันก็กาวอยู่แล้วโลยตะโกนเสียงแปดหลอดใส่เลย

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[God-23] โดลัส

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[GOD-56] อะพาเต้ / เฟราส์

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-56] อะพาเต้ / เฟราส์ เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-7 12:39
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-23] โดลัส เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-7 12:39
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-1-7 12:38
โพสต์ 95870 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-7 00:50
โพสต์ 95,870 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-7 00:50
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-7 14:09:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 08 : เธอมาได้ทันเวลาพอดีย์(?)

วันที่ 25 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเย็น เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองนิวยอร์ก ไปยัง เมืองชิคาโก้ ตอนนี้ถึง เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

             เสียงดนตรีออเคสตราที่เคยบรรเลงอย่างอ่อนหวานกลับบิดเบี้ยวและแตกซ่านเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ทันทีที่คำด่าของโมนีก้าสิ้นสุดลง แสงสว่างจ้าสีขาววาบขึ้นจนต้องหยีตา โลกนิทานที่เคยฉาบไว้ด้วยพาสเทลพังทลายลงชั่วขณะ เผยให้เห็นเศษซากความจริงของทางหลวง I-80 ที่เต็มไปด้วยรถติดสาหัส ทว่ามันกลับคงอยู่เพียงอึดใจเดียว ความว่างเปล่าตรงหน้าถูกแทนที่ด้วยความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม



             ท่ามกลางหมอกควันสีขาวที่ค่อย ๆ จางลง ปรากฏรถบัสคันมหึมาจอดขวางกลางถนน แต่นี่ไม่ใช่รถบัสขนส่งมวลชนทั่วไป มันคือรถแห่ที่ตกแต่งด้วยไฟแสงสีเสียงจัดเต็มระดับคอนเสิร์ตเคลื่อนที่แบบเจ็ดสีคอนเสิร์ต ลำโพงไซส์ยักษ์แผดเสียงเบสจนพื้นคอนกรีตสั่นสะเทือน และที่น่าตกตะลึงที่สุดคือ บนดาดฟ้ารถคันนั้นมี ผลมะม่วงขนาดมหึมากำลังยืนถือไมค์ ร่ายรำด้วยท่วงท่าสุดเร้าใจ



             “ยังจำไม่เคยลืมเลือน คอยเตือนตัวเองเอาไว้ ที่เธอเรียกฉันลำใย ฉันเก็บเอาไว้ในใจเรื่อยมา” 



             เสียงร้องกังวานในจังหวะหมอลำประยุกต์ดังสนั่นหวั่นไหว ผลมะม่วงทั้งโยกย้ายส่ายสะโพกโยกย้ายอย่างเป็นจังหวะ ดูแล้วทั้งกาวทั้งน่าเหลือเชื่อจนแม้แต่อาริเอลยังยืนอ้าปากค้าง



             “เจ้า?!... เจ้าตามมันมาหรอ” เทพฝาแฝดโดลัสและอาพาเต้ที่ยืนอยู่บนเวทีทองคำถึงกับชะงัก ส่วนคำที่สองหันมาคุยกับโมนีก้าซะด้วย... ใครวะ? รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความงุนงง พวกเขาไม่ยอมถูกแย่งซีนง่าย ๆ จึงเริ่มโหมกระหน่ำร่ายมนต์บังตา สร้างฉากละครเพลงบรอดเวย์ขึ้นมาสู้ พยายามจะกลบเสียงหมอลำด้วยดนตรีคลาสสิกที่ทรงพลังกว่าเดิม แต่ทว่า... ความพยายามของพวกเขากลับไร้ผล เมื่อผลมะม่วงบนรถแห่นั้นเริ่มส่องแสงสีทองเจิดจ้า รูปลักษณ์ที่เคยนุ่มนิ่มแปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มผู้มีเสน่ห์ล้นเหลือ ผิวพรรณเนียนกริบไร้ที่ติ เส้นผมลอนสวยรับกับใบหน้าคมสัน และที่โดดเด่นที่สุดคือแผงอกและหน้าท้องที่อัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อเป็นลูก ๆ ถึง 8 ลูกอย่างไร้ที่ติ (มีกลับมาแล้วนะเค๊ฟฟ)



             นั่นคือ เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส ในเวอร์ชันที่โมนีก้าไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นร่างที่รวมความมั่นหน้าของเทพเจ้าเข้ากับความล่ำสันของนายแบบฟิตเนสระดับโลก เลสเตอร์กระชับไมค์ในมือ สายตาที่จ้องไปยังเทพฝาแฝดเต็มไปด้วยความท้าทาย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะขับขานบทเพลงไฮกุในเวอร์ชันที่หลงตัวเองที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์โอลิมปัสเคยบันทึกไว้…



             โอ้… ไม่นะ


             "รูปงามนามเลสเตอร์ กล้ามท้องสวยส่องประกาย ข้าคือที่สุด"



             เขาเอื้อนเสียงสูงปรี๊ดจนแก้วหูแทบระเบิด หากเป็นนกสติมฟาเลียก็คงตายห่ายกรัง พร้อมกับทำท่าโพสต์โชว์ซิกแพค (ที่แสนภูมิใจ) ประกอบจังหวะดนตรีที่เร้าใจขึ้นเรื่อย ๆ พลังงานความหลงตัวเองแผ่ออกมาเป็นออร่าสีทองหนาทึบจนมนต์บังตาของโดลัสและอาพาเต้เริ่มปริแตก เพราะสู้ความ "มั่น" ของเทพอาทิตย์อุทัยในร่างมนุษย์ไม่ไหว…



             “บ้าเอ้ย…” เทพฝาแฝดเริ่มมีสีหน้าซีดเผือด พวกเขาพยายามจะร้องโต้ตอบ แต่เสียงของเลสเตอร์นั้นทรงพลังและน่ารำคาญในเวลาเดียวกันจนทำลายสมาธิการร่ายมนต์ไปจนสิ้น กระแสเวลาและมนต์บังตาที่เคยเชี่ยวกรากเริ่มสงบลงเพราะความรัดทดใจที่ต้องทนฟังบทกวีชมตัวเองไม่จบไม่สิ้นวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับโดนทรมานในทาทารัสชั่วกัปชั่วกัลป์



             "พอ! หยุด! ข้าทนฟังไม่ไหวแล้ว!" โดลัสตะโกนพลางยกมือกุมขมับ



             "รสนิยมแบบนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าคำลวงที่ข้าเคยสร้างมาเสียอีก!" อาพาเต้เสริมด้วยสีหน้าพะอืดพะอมกับเลสเตอร์ เทพทั้งสองพ่นลมหายใจก่อนขยับมือโบกมือสลายทุกอย่างในทันที แสงสีทองและป่าลวงตาเลือนหายไปพร้อมกับร่างของเทพแฝดที่หนีหายไปในพริบตาเมื่อเจอคอนเสิร์ตไม่ได้รับเชิญมาแทรกกลางทุ่งลาเวนเดอร์



             เสียงดนตรีหมอลำประยุกต์ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับการล่มสลายของมิติพาสเทลจอมปลอม โมนีก้ายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความลวงตา มือเรียวเลื่อนขึ้นมาปิดใบหน้าจนมิด นิ้วมือสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างการอยากจะก้มกราบขอบคุณที่เขามาช่วย กับความอยากจะเอาหน้ามุดลงไปในชั้นดินตะกอนเพื่อหนีความอาย



             เมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติบนทางด่วนที่เงียบสงัด มะม่วงยักษ์ทั้งก็เริ่มจางหายไปในสายตาของโมนีก้าและอาริเอล เผยให้เห็นร่างชายหนุ่มสุดล่ำที่ยืนอยู่บนหลังคารถบัสขยิบตาให้พวกเธออย่างผู้ชนะ โมนีก้ายืนนิ่ง มองเลสเตอร์ที่กำลังทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ความสมบูรณ์แบบของร่างกายพลางฮัมเพลงชมตัวเองไม่หยุด แววตาที่เคยฉายแววคลั่งรักในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเอือมระอาอย่างถึงที่สุด



             “ให้ตายเถอะค่ะ... นั้นคุณ... เลสเตอร์” โมนีก้าพึมพำลอดไรนิ้วมือ เสียงของเธอดูสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก “ช่วยหุบพุง... เอ๊ย หุบกล้ามแล้วลงมาคุยกันดี ๆ ได้ไหมคะ! คุณพี่จะโชว์พาวแข่งกับเทพเจ้าคนอื่นไปถึงไหนกัน!” 



             เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส ในร่างทองสุดล่ำบึก หัวเราะร่วนเสียงดังดุจแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เขาดีดตัวลงจากหลังคารถบัสอย่างสง่างาม ท่าทางราวกับนักยิมนาสติกเหรียญทองโอลิมปิก เท้าของเขาสัมผัสพื้นหินพื้นถนนอย่างนุ่มนวล ก่อนจะขยับจัดระเบียบเส้นผมลอนสวยที่ไม่มีความยุ่งเหยิงแม้แต่นิดเดียว



             อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างโมนีก้าถึงกับตัวแข็งทื่อ เธอพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ในชุดเมดระบายลูกไม้ แม้สายตาจะจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความยำเกรงตามสัญชาตญาณอสุรกายที่รับรู้ถึงพลังงานอันยิ่งใหญ่ แต่ลึก ๆ เธอก็รู้สึกเกร็งจนแทบจะกลายเป็นหิน



             เลสเตอร์ก้าวเข้ามาหาทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มมั่นหน้า เขาขยับไหล่โชว์กล้ามโต ๆ อย่างจงใจกวนตีนแฟนสาว “จัดคอนเสิร์ตอลังการงานสร้างขนาดนี้ไม่คิดจะชวนแฟนตัวเองเลยนะโมนีก้า ใช่ไหม? แม่สาวไลแลคของผม” เขาเอ่ยน้ำเสียงระรื่นพลางกวาดตามองแฟนสาวด้วยสายตาพึงพอใจ “ดีนะที่ผมบังเอิญผ่านมาแถวนี้พอดีเลยแวะมาร่วมแจม ว้า... เสียดายจัง สองพี่น้องนั่นรีบเผ่นไปซะก่อน ข้ายังไม่ทันได้โชว์เพลงใหม่สุดฮิตที่เพิ่งแต่งเสร็จเมื่อเช้านี้เลยนะเนี่ย!”



             “ไม่ต้องร้องเลยนะ! ห้ามร้องเด็ดขาดเลย!” โมนีก้ารีบสวนกลับทันควัน แววตาสีเทาเงินฉายรอยดุใส่แฟนหนุ่ม “เมื่อวานฉันก็หูอื้อไปครึ่งวันครึ่งคืนแล้วค่ะ คราวนี้ขอเถอะนะเลสเตอร์ ภารกิจเรายังไม่เสร็จ!”



             ขณะที่ทั้งสามกำลังโต้ตอบกันอยู่ แสงสีขาวจาง ๆ ของมนต์บังตาที่เลสเตอร์ทิ้งท้ายไว้เริ่มทำงานอย่างทรงพลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งได้สติเริ่มหันมามองทางพวกเขาด้วยสีหน้าสับสน แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ปีศาจเอมพูซาขาลาหรือแม่มดในชุดพาสเทลอีกต่อไป “เฮ้ย! นั่นไง สองคนนั้น! เฮ้ย เจ้าปีศาจหายไปแล้ว!” นายตำรวจคนหนึ่งตะโกนพลางชี้นิ้วมาทางพวกเธอ “แต่เอ๊ะ... นั่นใครน่ะ? นักร้องร็อกสตาร์เหรอ?” มนต์บังตาทำให้เจ้าหน้าที่มองเห็นอาริเอลเป็นเพียงหญิงสาวชาวมนุษย์ธรรมดาในชุดที่ดูแปลกตาเล็กน้อย ส่วนเลสเตอร์ก็ดูเหมือนศิลปินชื่อดังที่บังเอิญมาติดเกาะอยู่กลางทางด่วน



             เลสเตอร์หันไปมองกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่กำลังวิ่งตรงมาด้วยความวุ่นวาย เขาหันกลับมาส่งยิ้มเจ้าเสน่ห์ให้โมนีก้าอีกครั้ง “งั้นเอาไว้พวกเธอพร้อมเมื่อไหร่ค่อยบอกผมนะ เดี๋ยวผมจะจัดเต็มเพลงใหม่จากอัลบั้มล่าสุดให้ฟังแบบเอ็กซ์คลูซีฟเลย ตอนนี้ดูเหมือนทางนั้นจะต้องการตัวพวกเธอแล้วล่ะ” เขาพยักพะเผยไปทางตำรวจ “ผมว่าพวกเธอควรจะเผ่นก่อนที่คำถามพวกตำรวจจะยาวกว่าบทกวีอันเพอร์เฟ็คของผมนะ”



             “เราต้องไปแล้วค่ะ!” โมนีก้าหันไปบอกอาริเอลที่กำลังยืนเลิ่กลั่ก อาริเอลรีบคว้ามือโมนีก้าไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความเร่งรีบ “ไปกันเถอะค่ะคุณโมนีก้า ก่อนที่พวกเขาจะมาขนาดนั้น!”



             “เดี๋ยวนะ แป๊บนึงค่ะ!” โมนีก้าร้องห้าม พลางยื้อตัวไว้สุดแรงจนกระโปรงเมดบานพองลมเหมือนร่มชูชีพ เธอหันกลับไปหาเลสเตอร์ที่กำลังยืนโพสต์ท่านายแบบนิตยสารรายเดือนท้าทายแสงแดดอยู่ วินาทีนั้น โมนีก้าตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่แผนการรบของค่ายจูปิเตอร์ก็ไม่ได้ระบุไว้ เธอพุ่งตัวเข้าไปหาเทพหนุ่ม เขย่งปลายเท้าขึ้นสุดตัวแล้วกดริมฝีปากจูบลงบนปากของเลสเตอร์อย่างรวดเร็ว มันแรงและเร็วเสียจนเสียง ‘จุ๊บ’ ดังสนั่นก้องไปถึงหูพวกตำรวจที่วิ่งมา



             เลสเตอร์ถึงกับยืนเซ ตัวแข็งทื่อเหมือนรูปปั้นอพอลโลในพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งถูกฟ้าผ่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อกที่คาดไม่ถึง “ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยที่อุตส่าห์มาร้องเพลงช่วยแฟนนะคะ! แล้วเจอกันค่ะ!” โมนีก้าทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มซุกซนที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นอีก 20% ก่อนจะหันหลังกลับแล้วโกยแน่บตามอาริเอลหายเข้าไปในซอกรถบรรทุกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า



             เลสเตอร์ยืนนิ่งสนิทอยู่กลางถนนท่ามกลางความโกลาหล มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ อย่างเหม่อลอย ความอุ่นที่หลงเหลืออยู่ทำให้อีโก้ของเขาพุ่งทะลุเพดานโอลิมปัสไปเรียบร้อยแล้ว “อา... เสน่ห์ของผมนี่มันอันตรายระดับอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ” เลสเตอร์พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน “ขนาดอยู่ในสภาพของเลสเตอร์ คุณยังห้ามใจไม่อยู่เลยสินะเนี่ย ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่คนมันหล่อระเบิดระเบ้อขนาดนี้”



             เขาขยิบตาให้กล้องวงจรปิดที่อยู่แถวนั้นหนึ่งที ก่อนจะฮัมเพลงไฮกุบทใหม่ที่เนื้อหาหลงตัวเองยิ่งกว่าเดิม


             “จูบนี้ช่างแสนหวาน... เพราะข้าหล่อล้ำเลิศเลอ... เทพบุตรสุดปัง”



             พูดจบ ร่างล่ำบึกของเขาก็สลายตัวกลายเป็นประกายแสงสีทองหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของแดดอ่อน ๆ และเสียงดนตรีแจ๊สจาง ๆ ที่ทำให้ตำรวจกลุ่มแรกที่มาถึงต้องยืนเกาหัวด้วยความงุนงงเพราะตอนนี้ทุกอย่างหายไปแล้ว…



             ทั้งแม่มด

             ทั้งปีศาจ

             ทั้งเทพแฝดประหลาด

             ทั้งเทพหลงตัวเองสุดลิ่มทิ้มประตู



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

จบสักที กาวมาสองวันละ 555
Quest Summary

สรุป

จบแล้วจ้า หนีตำรวจรอดสักกะทีย์

Loot & Rewards

(ไม่มีจ้า)


Relationship Gains

[God-23] โดลัส

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[GOD-56] อะพาเต้ / เฟราส์

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25

โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15


[NPC-82] เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

สรุปรวมค่าความสัมพันธ์ หาร 2 = เพิ่มความสัมพันธ์ +14


[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-7 14:57
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-56] อะพาเต้ / เฟราส์ เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-7 14:56
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-23] โดลัส เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2026-1-7 14:55
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-82] เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส เพิ่มขึ้น 14 โพสต์ 2026-1-7 14:55
โพสต์ 68652 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-7 14:09
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-1-7 17:37:58 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 09 : พักสักที

วันที่ 25 เดือน ธันวาคม ปี 2025 • ช่วงเย็น เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป อยู่ระหว่างการเดินทางจาก เมืองนิวยอร์ก ไปยัง เมืองชิคาโก้ ตอนนี้ถึง เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา

            ท้องฟ้ายามดึกปกคลุมทางหลวงด้วยสีน้ำเงินหม่น ไฟถนนทอดยาวเป็นเส้นต่อเนื่องเหมือนกระดูกสันหลังของเมือง เสียงไซเรนที่ไล่ตามเมื่อครู่ค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคนที่กำลังวิ่งฝ่าความมืด โมนีก้ารู้สึกเหมือนปอดจะไหม้ ขาเริ่มหนัก รองเท้าส้นสูงไม่ใช่อุปกรณ์ที่เหมาะกับการหนีตำรวจกลางถนน แต่เธอก็ยังไม่หยุด จนกระทั่งเงาสีดำด้านพุ่งออกมาจากทางแยกข้างหน้า ไฟหน้ารถดับสนิท ร่างรถสปอร์ตจอดนิ่งราวกับสัตว์นักล่าที่รออยู่ก่อนแล้ว



            “มาทันเวลาพอดีเลยนะ” โมนีก้าพึมพำแทบไม่เป็นเสียง



            ประตูรถเปิดขึ้นเอง กลไกด้านในขยับราวกับมีชีวิต ระบบ Auto-Pilot Golem Mode ทำงานเงียบกริบ เธอแทบจะทิ้งตัวลงบนเบาะคนขับ ขณะที่อาริเอลกระโจนเข้าที่นั่งข้าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว ประตูปิดสนิททันที รถพุ่งออกไปโดยแทบไม่ต้องออกแรงเหยียบคันเร่ง เสียงยางเสียดกับถนนดังสั้น ๆ ก่อนทุกอย่างจะถูกกลืนไปด้วยความเร็ว



            โมนีก้ากุมพวงมาลัย มือยังสั่นเล็กน้อยจากความเหนื่อยและอะดรีนาลีน “โอเค เราหนีได้แล้ว อย่างน้อยคืนนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรกับตำรวจเพิ่ม” เธอหายใจเข้าลึก ๆ พยายามดึงสติกลับมา



            อาริเอลพยักหน้า พลางมองกระจกหลังที่ว่างเปล่า “เส้นทางโล่งแล้วค่ะ ไม่มีใครตามมา”



            รถสปอร์ตสีดำด้านพุ่งเข้าสู่เส้นถนนทางหลวง I-80 W ไฟถนนสะท้อนบนฝากระโปรงเป็นริ้วแสงยาว เมืองด้านหลังค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ ความเงียบเข้ามาแทนที่ โมนีก้าปรับความเร็วให้คงที่ มุ่งหน้าออกจากเพนซิลเวเนีย ปลายทางคือคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ความคิดเรื่องเทพ เรื่องหมอกบังตา และโลกเทพนิยายถูกกดไว้ชั่วคราว เธอต้องโฟกัสกับถนนตรงหน้า



            ไม่นานนัก เงาดำสองเงาปรากฏขึ้นข้างทาง เสียงคำรามต่ำ ๆ แทรกเข้ามาในห้องโดยสาร ร่างสูงผอมผิดสัดส่วนคลานออกมาจากเงามืด ดวงตาเรืองแสงสีซีดสะท้อนแสงไฟถนน ผิวหนังหยาบกร้านเหมือนหินผุ ปีกสยายกลางท้องฟ้า นั่นไม่ใช่สัตว์ธรรมดา 



            “แวนมิเทอร์” โมนีก้าพ่นลมหายใจออก “สองตัวด้วย ซวยจริง” โมนีก้าพูดบ่นอุบ เธอเหยียบเบรก รถชะลอลงและจอดข้างทางอย่างแม่นยำ ประตูเปิดออกพร้อมกัน โมนีก้าก้าวลงจากรถ มือสะบัดข้อมือขวา กำไลสีเทาเข้มแผ่ขยายกลายเป็นดาบสุริยคติในพริบตา โลหะสัมฤทธิ์ผสมอุกกาบาตสะท้อนแสงไฟเป็นประกายเย็น



            อาริเอลยืนข้างเธอ กำไลเทสเซราบนข้อมือเปล่งแสงจาง ๆ ขาข้างสัมฤทธิ์วิเศษปักลงกับพื้นอย่างมั่นคง “ฉันจัดการตัวซ้าย คุณโมนีก้าดูตัวขวานะคะ” ทั้งสองไม่ต้องพูดอะไรมาก ในขณะที่แวนมิเทอร์ตัวแรกพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ อาริเอลรับการปะทะเต็มแรง หมัดของเธอกระแทกเข้าที่อกสัตว์ประหลาด เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างนั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร แต่ยังไม่ล้ม มันคำรามและพยายามโถมกลับมา



            อีกตัวพุ่งใส่โมนีก้า เธอขยับเท้าหลบอย่างแม่นยำ ดาบสุริยคติตวัดขึ้นรับ กรงเล็บกระแทกกับคมดาบเกิดประกายไฟ เธอหมุนข้อมือ ปล่อยพลังสะสมในดาบเป็นคลื่นกระแทก ร่างแวนมิเทอร์ถูกซัดกระแทกกับราวกั้นถนน “อยู่นิ่ง ๆ สิ ฉันอยากรีบไปถึงคลีฟแลนด์ก่อนฟ้าสว่าง” โมนีก้าบ่นอย่างหงุดหงิด



            อาริเอลไม่รอช้า เธอใช้แรงจากขาข้างสัมฤทธิ์กระโจนสูง ก่อนฟาดศอกลงใส่คอศัตรูอย่างรุนแรง เสียงคำรามขาดห้วง ร่างนั้นทรุดลงกับพื้น ก่อนจะสลายเป็นฝุ่นสีเทาทอง อีกตัวพยายามลุกขึ้น โมนีก้าไม่เปิดโอกาสให้มันตั้งตัว ดาบสุริยคติแทงทะลุอก ปลดปล่อยพลังดูดซับแล้วสวนกลับในระยะใกล้ เสียงระเบิดสั้น ๆ ดังขึ้น ร่างแวนมิเทอร์แตกสลายไปพร้อมกัน



            ทุกอย่างจบลงภายในไม่ถึงห้านาที ความเงียบกลับมาอีกครั้ง เหลือเพียงกลิ่นฝุ่นและลมเย็นของทางหลวงยามดึก โมนีก้าปล่อยดาบให้หดกลับเป็นกำไล หายใจยาวครั้งหนึ่ง “เรียบร้อยค่ะ คุณอาริเอลขึ้นรถเถอะ ก่อนจะมีอะไรโผล่มาอีก”



            อาริเอลพยักหน้า ดวงตาแดงก่ำสงบนิ่งกว่าเดิม ทั้งสองกลับขึ้นรถ ประตูปิด เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ ก่อนรถจะพุ่งออกไปอีกครั้ง



            ไฟถนนบนเส้น I-80 W ค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะจากช่วงโล่งเป็นความถี่ถี่ขึ้น แสงสีส้มสะท้อนกระจกหน้ารถเป็นริ้วต่อเนื่อง เมืองคลีฟแลนด์ค่อย ๆ ปรากฏเป็นเงาอาคารต่ำสลับสูงอยู่ไกลออกไป ท้องฟ้ายังมืดสนิท แต่ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีสีเทาเงินบาง ๆ แทรกอยู่เหมือนสัญญาณว่าคืนนี้กำลังจะหมดลง โมนีก้าขับรถด้วยความเร็วคงที่ มือจับพวงมาลัยแน่นแต่ท่าทางผ่อนคลายกว่าช่วงก่อนหน้า ความเงียบในรถไม่อึดอัด เป็นความเงียบของคนที่ร่างกายล้าแต่ใจเริ่มปลอดภัย เธอเหลือบมองแผงหน้าปัดครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ “อีกแป๊บเดียวก็ถึงแล้วนะคะคุณอาริเอล อดทนอีกหน่อย”



            อาริเอลพยักหน้า ดวงตาสีแดงก่ำสะท้อนแสงไฟนอกหน้าต่าง “แค่นี้สบายมากแล้วค่ะ เมื่อเทียบกับคืนนี้ที่ผ่านมา” น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงความโล่งใจชัดเจน



            โมนีก้าเลี้ยวออกจากทางหลักเข้าสู่ถนนรอง เสียงรถค่อย ๆ เบาลง รอบข้างเริ่มเป็นพื้นที่เปิด โล่งกว่าในตัวเมือง อาคารโรงแรมสูงไม่มากนักตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่ แสงไฟหน้าทางเข้าอบอุ่นและนิ่ง ต่างจากความวุ่นวายที่พวกเธอเพิ่งผ่านมา ป้าย Crowne Plaza Cleveland Airport ปรากฏเด่นท่ามกลางความมืด ตัวอาคารโทนสีอ่อนดูเรียบ สุภาพ ไม่โอ่อ่าเกินไป ลานจอดรถกว้างและค่อนข้างว่าง มีรถเพียงไม่กี่คันจอดกระจายอยู่ โมนีก้าขับเข้าไปจอดในมุมที่ไม่สะดุดตา ดับเครื่อง แล้วเอนหลังพิงเบาะยาว ๆ ราวกับเพิ่งปล่อยน้ำหนักทั้งคืนออกจากไหล่



            เธอให้คำสั่งรถสปอร์ตสีดำด้านค่อย ๆ หดตัวลงอย่างเงียบงันก่อนจะกลายเป็นแคปซูลเพียงชิ้นเดียว โมนีก้าเก็บมันไว้ในร่องอกใต้เสื้อโค้ตตามความเคยชิน สีหน้าไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เหมือนเป็นกิจวัตรก่อนเข้านอนมากกว่าการซ่อนยานพาหนะเวทมนตร์ 



            ทั้งสองเดินเข้าไปในโรงแรม ประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิด เสียงภายในเงียบสงบ แสงไฟโถงล็อบบี้นุ่มตา พื้นพรมสีเข้มดูดซับเสียงฝีเท้าได้ดี เคาน์เตอร์ต้อนรับมีพนักงานกะดึกนั่งอยู่เพียงคนเดียว โมนีก้าเดินเข้าไปด้วยท่าทางสุภาพแต่ล้าเล็กน้อย เธอขอห้องพักสองเตียงสำหรับสองคน พร้อมอาหารเช้า พนักงานพยักหน้าตอบรับก่อน ทำรายการให้โดยไม่ถามอะไรเกินจำเป็น กุญแจการ์ดสองใบถูกส่งมาให้พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ



            ลิฟต์พาพวกเธอขึ้นไปชั้นบน เสียงเครื่องยนต์ลิฟต์สม่ำเสมอ เมื่อประตูเปิดออก ทางเดินยาวปูพรมสีอ่อน เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง ห้องพักอยู่ไม่ไกลนัก



            และตอนที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นสะอาดของห้องใหม่ลอยออกมา ห้องกว้างพอเหมาะ เตียงคู่สองเตียงปูผ้าขาวเรียบร้อย หัวเตียงโทนไม้เข้ม ผนังสีอ่อนตัดกับไฟหัวเตียงสีวอร์ม หน้าต่างบานใหญ่ปิดม่านไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นแสงไฟเมืองไกล ๆ ห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วน มีแสงไฟขาวสะอาดสะท้อนกระจกบานใหญ่ โมนีก้าวางกระเป๋าคาดของตนเองลงข้างเตียง ถอนโค้ตออกแล้วพาดไว้บนเก้าอี้ เธอหันไปมองอาริเอลพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูอ่อนแรงแต่จริงใจ “คืนนี้นอนก่อนดีกว่าค่ะ เช้าหรือสาย ๆ ค่อยออกเดินทางต่อ สมองฉันเริ่มไม่ไหวแล้ว”



            อาริเอลยิ้มตอบ พยักหน้า “เห็นด้วยค่ะ ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าขาลาไม่ควรใช้งานต่อแล้วคืนนี้”



            ทั้งสองแยกกันไปอาบน้ำ เสียงฝักบัวดังแผ่วผ่านผนัง ความอุ่นของน้ำช่วยคลายความตึงที่สะสมมาทั้งคืน เมื่อออกมา โม นีก้าเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบง่าย กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานยังติดผิวอ่อน ๆ เธอทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไม่คิดอะไรอีกแล้ว ไฟห้องถูกหรี่ลง เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมข้างเตียง เมืองภายนอกยังไม่หลับ แต่ในห้องนี้ ความเหนื่อยล้าชนะทุกความคิด โมนีก้าหลับตาลง ปล่อยให้ร่างกายจมสู่ที่นอนอย่างเต็มที่ คืนที่ยาวและโกลาหลจบลงตรงนี้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงเช้าใหม่ที่กำลังจะมาในไม่ช้า



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains

วันคริสมาสต์ที่แสนวุ่นวาย เช้าที่จะถึงนี้โรลทำสีผมดีกว่า
Quest Summary

สรุป

โมนีก้าและอาริเอลวิ่งหนีตำรวจด้วยความรวดเร็ว และเมื่อหนีได้แล้วรถก็มารับ จากนั้นก็เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ระหว่างการเดินทางเมื่อเข้าสู่เมืองคลีฟแลนด์กลับพบแวนมีเทอร์สองตัวเลยจัดการไป ทำให้ถึงเมืองคลีฟแลนด์ช้ากว่ากำหนอด อีกเพียง 10 นาทีก็ขึ้นวันใหม่แล้ว ทั้งสองพักกันที่โรงแรมนอกเมืองคลีฟแลนด์


[แวะนอนพักผ่อนที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ คืนวันที่ 25]

Loot & Rewards

กำจัดแวน มีเทอร์ 2 ตัว (มีค่า LUK 69+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)

ได้รับ เยื่อบุปีกแวนมีเทอร์ จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 6 ชิ้น

สรุปสิ่งที่ได้รับ เยื่อบุปีกแวนมีเทอร์ 3 ชิ้น

Relationship Gains

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)

พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5

กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-1-7 18:24
โพสต์ 56725 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-7 17:38
โพสต์ 56,725 ไบต์และได้รับ +15 EXP +25 ความศรัทธา จาก ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง  โพสต์ 2026-1-7 17:38
โพสต์ 56,725 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความกล้า จาก Vulcan's Ember  โพสต์ 2026-1-7 17:38
โพสต์ 56,725 ไบต์และได้รับ +8 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก ควบคุมมด  โพสต์ 2026-1-7 17:38
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้