[บันทึกการเดินทาง] ปริศนาม่านหมอกแห่งไทม์สแควร์

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:41




 ปริศนาม่านหมอกแห่งไทม์สแควร์







คำพยากรณ์

ณ ใจกลางมหานครแห่งแสงสี ยามเมื่อเหมันต์เยือกเย็นแผ่ปกคลุม  

ภัยร้ายแฝงเร้นในเสียงหัวเราะ อากาศที่ควรเย็นกลับนำพาหมอกหนา  
บดบังทัศนวิสัยแม้แต่ดวงตาแห่งท้องฟ้า  

สิ่งไร้ชีวิตกลับกลายเป็นเครื่องมือแห่งความโกลาหล  
เด็กน้อยคือภาพสะท้อนแห่งจุดจบ  

จงระวัง เผ่าพันธุ์ตัวจ้อย ผู้กุมความลับแห่งหายนะ  
หัวหน้าผู้โหดเหี้ยม หมายปลดปล่อยความวุ่นวาย  

บุตรแห่งปัญญา เจ้าคือผู้กอบกู้  
จงใช้สติและไหวพริบ มองทะลุผ่านม่านหมอก  
มิตรสหายจักมา พร้อมแสงสว่าง ร่วมกันต่อกรกับความมืดมิด  

ชะตาแห่งมหานคร อยู่ในกำมือเจ้า  
จงเลือกเส้นทาง ด้วยความกล้าหาญและปัญญา

ผู้เดินทาง

(1) คูเปอร์ โจนส์

(2) คาเลบ อิเอียสัน

(3) เมเรซ บริโอเทียร์ เชอร์วาล




{"โอเค เรามีแผนแล้วใช่มั้ย? แผน A ใช่มั้ย? ซึ่งถ้าพูดให้หรูๆ ก็คือ 'บุกเข้าไปอย่างฉลาดหลักแหลมและออกมาพร้อมความสำเร็จ แบบไม่มีใครรู้ตัว' ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ? แต่ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ แอบเข้าไป ไม่ให้โดนจับ ไม่ทำอะไรพัง ไม่เจออะไรแปลกๆ ที่จะฆ่าเรา แล้วก็หนีออกมาสวยๆ


แล้วถ้าแผนนั้นล่ม เราก็ไปแผน B...ซึ่งก็คือการแกล้งเป็นคนบ้าแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต ใช่มั้ย? แค่เช็คเฉยๆ นะ เผื่อมันจะกลายเป็นแผน B แทนโดยอัตโนมัติ..."}


By คูเปอร์... คนที่เท่ที่สุดในค่าย ถ้าไม่นับแมวข้างโรงอาหาร













ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา ลงทะเบียน

×

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 12205 ไบต์และได้รับ 8 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-1-16 22:08
โพสต์ 2025-1-17 17:31:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:42




Prologue


ในยามเช้าราว 7.00 น. ของค่ายฮาล์ฟบลัด อากาศอันหนาวเย็นเสียดแทงผิวจนคูเปอร์ต้องขยับตัวไปมาเพื่อคลายความหนาว เขายืนพิงหอกอยู่ใกล้ๆต้นสนธาเลีย สายตาเหลือบมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่มีแสงตะวันลอดผ่านมาตลอด24ชั่วโมง แม้จะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ยังดูแปลกตาก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ภารกิจแรกของเขาในฐานะเดมิก็อด เริ่มต้นด้วยความหนาวเย็นและความประหม่าที่เขาไม่อยากแสดงออก

"มันคงเป็นความผิดของฉันที่ดันไปขอคำพยากรณ์ในช่วงหน้าหนาว บางทีฉันควรไปขอช่วงที่อากาศมันน่าเดินกว่านี้หน่อย" คูเปอร์พึมพำกับตัวเองพลางหมุนหอกไปมาในมือ ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับข้อความปริศนาคำพยากรณ์ที่ตนได้ไปรับมาเมื่อหลายวันก่อน แม้จะจำได้ทุกคำ แต่ก็ยังหาความหมายที่ชัดเจนไม่ได้อยู่ดี

เสียงฝีเท้าบนกรวดดึงเขาออกจากความคิด คาเลบกับเมเรซกำลังเดินเข้ามา คาเลบยิ้มจางๆ แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกสบายใจ ส่วนเมเรซดูเหมือนจะไม่ใส่ใจอะไรมาก นอกจากเสื้อแจ็กเก็ตหนังกับโชคเกอร์สีดำที่เข้ากันดีกับต่างหูระยิบระยับ คูเปอร์แอบคิดในใจว่ามันดูแฟชั่นจ๋าเกินไปสำหรับการเดินทางที่น่าจะลำบาก


"นายมานานแล้วเหรอ" คาเลบเป็นคนเปิดบทสนทนา ใบหน้าเปื้อนยิ้มบ่งบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกถึงความตึงเครียดของคำพยากรณ์เหมือนที่คูเปอร์รู้สึก

"ไม่นานหรอก" คูเปอร์ตอบเรียบๆ พลางลูบด้ามหอกในมือ "แล้วพวกนายล่ะ? พร้อมกันหรือยัง"

เมเรซแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ "พร้อมเหรอ นายหมายถึงพร้อมจะเดินไปถึงไทม์สแควร์ในหน้าหนาวนี่น่ะนะ"

"ก็...ใช่ เราไม่มีตัวเลือกอื่นนี่" คูเปอร์เลิกคิ้ว "ทางที่ดีที่สุดคือเดินไปตามแผน" เขาดึงสมุดบันทึกเล่มเล็กออกจากกระเป๋า เปิดไปหน้าที่มีร่างเส้นทางที่เขาวาดไว้ "นี่คือระยะทางที่เราต้องเดิน ก็น่าจะใช้เวลา"

"เดิน?" เมเรซตัดบท "อย่าบอกนะว่านายคิดจริงๆ ว่าเราจะเดินเท้าไปนิวยอร์กในสภาพแบบนี้"

"ใช่ ฉันคิดจริง และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร" คูเปอร์ตอบเรียบๆ


"ไม่ใช่เรื่องใหญ่? นายพูดเหมือนว่าเราทั้งหมดในนี้ไม่ได้มีพลังต้านทานหนาวสักหน่อยที่ความหนาวธรรมดาไม่สามารถอะไรเราได้" เมเรซยกมือขึ้นกอดอก ดวงตาสองสีมองคูเปอร์อย่างประเมิน "หรือว่านายลืมไปแล้วว่าหน้าหนาวแบบนี้มันฆ่าคนได้"


"ฉันไม่ได้ลืม" คูเปอร์ตอบทันที "แต่การเดินเท้าเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา ในเมื่อการใช้พาหนะอาจดึงดูดความสนใจจากมอนสเตอร์"

คาเลบที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้นมาบ้าง "แต่ก็จริงนะ ถ้าต้องเดินจริงๆ เราอาจจะแข็งตายก่อนถึงไทม์สแควร์"

"ดูเหมือนจะมีแค่ฉันคนเดียวสินะ ที่คิดเรื่องความปลอดภัยของทีมมากกว่าความสะดวกสบาย" คูเปอร์ตอบกลับพลางถอนหายใจ

"โอเค ถ้านายมีไอเดียที่ดีกว่านี้ ก็ว่ามาเลย"

เมเรซยักไหล่ "ง่ายมาก เราก็แค่ไม่เดิน นายเคยได้ยินเรื่องแท็กซี่สามพี่น้องเทาบ้างหรือเปล่า"

คูเปอร์เลิกคิ้ว "หมายถึงแท็กซี่ที่ขับโดยพี่สาวตาบอดนั่นน่ะเหรอ ถึงจะไม่เคยขึ้นก็เถอะแต่มันดูเสี่ยงมากเลยนะ"


"ก็ใช่ แต่มันเสี่ยงน้อยกว่าการเดินเท้าในหน้าหนาว" เมเรซว่า ก่อนจะหันไปหาคาเลบ "ฉันว่าถ้าคุยดีๆ พวกเขาน่าจะพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิดนะ"

คูเปอร์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า "ก็ได้ แต่ฉันเตือนไว้ก่อนนะว่าเราไม่ควรไว้ใจอะไรที่ไม่ใช่มนุษย์เกินไป"

"ไว้ใจเถอะน่า ฉันจัดการเอง" เมเรซยักไหล่ ก่อนจะเริ่มเรียกแท็กซี่นั้น…

เมเรซเดินนำออกไปยังถนนที่เงียบสงัด เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าอันสว่างไสวก่อนจะตะโกนว่า 'Stêthi 'Ô hárma diabolês' พร้อมโยนดรักม่าลงไปบนถนน 

"ต้องเสียงดังขนาดนั้นเลยเหรอ" คูเปอร์พึมพำแต่ไม่ได้จริงจังนัก

"นายก็ต้องเรียนรู้ไว้บ้างล่ะ ถ้าจะเรียกแท็กซี่สามพี่น้องเทา เสียงเบาๆ ไม่เข้าข่ายแน่" เมเรซตอบพร้อมกับยักคิ้วให้คาเลบที่หัวเราะเบาๆ อยู่ข้างๆ

ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นก็แทรกเข้ามาในบรรยากาศ รถแท็กซี่สีเทาเข้มที่ดูเก่าและเหมือนจะพังอยู่รอมร่อพุ่งออกมาจากเงามืดอย่างรวดเร็ว มันจอดชะงักตรงหน้าพวกเขาอย่างแม่นยำจนหินกรวดกระเด็นไปทุกทิศทาง

"เชิญขึ้นมาได้เลย!" เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากคนขับ เป็นหญิงชราที่มีผ้าคลุมศีรษะสีดำสนิทปิดใบหน้าไว้จนเหลือเพียงดวงตาเดียวที่เผยออกมา คูเปอร์สังเกตว่าตรงเบาะหน้ามีอีกสองคนที่หน้าตาเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกนั่งอยู่ พวกเธอผลัดกันยื่นหัวออกมาสำรวจกลุ่มเดมิก็อดตรงหน้า

"เด็กพวกนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประสบการณ์เลยนะ" หญิงที่นั่งตรงกลางพูดขึ้น

"เงียบเถอะ! ให้เขาพูดก่อน" คนขับดุเสียงดังแล้วหันมามองคูเปอร์ "จุดหมายอยู่ไหน บอกมาเร็วๆ เราไม่มีเวลามาก"
คูเปอร์ขยับเข้ามาใกล้รถแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เมเรซก็แทรกขึ้นก่อน "ถนน 42 ใกล้กับไทม์สแควร์ พอจะไปส่งเราได้ไหม"

หญิงคนขับหัวเราะเสียงเย็น "ใกล้ไทม์สแควร์? เธอรู้ไหมว่าตรงนั้นเต็มไปด้วยหมอกและสัตว์ประหลาดที่แฝงตัวอยู่ ถ้าเราไปส่งตรงจุดนั้น มันจะเป็นอันตรายต่อเราด้วย"

"งั้นส่งพวกเราตรงที่ใกล้ๆก็พอ ตึกหรือสวนสักที่" คูเปอร์พูดแทรกบ้าง เสียงของเขามั่นคงขึ้น
หญิงชราสามคนมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าแทบพร้อมกัน 

"ตกลง ขึ้นมาเลยเด็กๆ"

ทั้งสามหนุ่มรีบก้าวขึ้นรถไปนั่งเบียดกันตรงเบาะหลัง คูเปอร์นั่งตรงกลาง ระหว่างคาเลบที่ดูตื่นเต้นและเมเรซที่ทำตัวสบายเหมือนกำลังนั่งรถลิมูซีน เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าและเริ่มเปิดอ่าน

ณ ใจกลางมหานครแห่งแสงสี ยามเมื่อเหมันต์เยือกเย็นแผ่ปกคลุม
ภัยร้ายแฝงเร้นในเสียงหัวเราะ อากาศที่ควรเย็นกลับนำพาหมอกหนา
บดบังทัศนวิสัยแม้แต่ดวงตาแห่งท้องฟ้า...

คูเปอร์ไล่อ่านคำพยากรณ์ที่จดไว้ในสมุด เสียงจากไครอนเมื่อคืนยังชัดเจนในหัวเขา เขาพยายามเรียบเรียงความหมายของแต่ละท่อน

"เด็กน้อยคือภาพสะท้อนแห่งจุดจบ…" เขาพึมพำ

"นายพูดถึงอะไรอยู่" คาเลบถามพร้อมกับเอนตัวมามองสมุดของคูเปอร์

"คำพยากรณ์ มันมีบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน" คูเปอร์ตอบโดยไม่ละสายตาจากกระดาษ "เหมือนทุกอย่างจะเชื่อมโยงกัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันจะเกิดขึ้นยังไง"

"คำพยากรณ์มักเป็นแบบนั้นแหละ" เมเรซพูดพลางลูบต่างหูเงินที่แกว่งไปมา "แต่เอาจริงนะ นายควรพักสมองก่อน ถึงไทม์สแควร์เมื่อไหร่ก็ค่อยคิดต่อ"

เอี๊ยด!!


เสียงเบรกกระชากทำให้คูเปอร์สะดุ้ง สมุดบันทึกเกือบหลุดจากมือ เขาหันไปมองคนขับที่ยังคงนั่งนิ่งอย่างไร้อารมณ์

"พวกคุณทำไมถึงขับแบบนั้นล่ะ!" คูเปอร์ถามเสียงดัง

"นี่เป็นครั้งแรกของนายใช่ไหม" เมเรซหันมายิ้มบางๆ "กัดฟันไว้แน่นๆ แล้วเชิญรับประสบการณ์สุดพิเศษที่เดมิก็อดควรสัมผัสสักครั้งได้เลย"

ไม่ทันที่คูเปอร์จะตอบกลับ รถแท็กซี่สามพี่น้องเทาก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วที่น่าหวาดเสียว มันหลบหลีกสิ่งกีดขวางบนถนนได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่มุมที่พุ่งตัวแหลมคมจนผู้โดยสารเบาะหลังแทบปลิวออกจากที่นั่ง

"พวกเธอขับรถแบบนี้ตลอดเลยเหรอ!" คูเปอร์ตะโกนถาม พลางยึดเบาะอย่างแน่น

"ชินแล้วจะสนุกเอง!" คนขับตะโกนตอบกลับมาพร้อมหัวเราะเสียงแหบ

คาเลบหัวเราะเบาๆ "ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมรถคันนี้ถึงไม่มีลูกค้าประจำ"

"นายคิดผิดแล้วล่ะ" เมเรซตอบพลางยิ้ม "ถ้าพวกเราไม่รอด ก็จะไม่มีลูกค้าคนต่อไปต่างหาก"

คูเปอร์พยายามข่มความกลัวในใจ ขณะที่รถยังคงซิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ เขาเหลือบมองสมุดบันทึกในมือ ก่อนจะสูดหายใจลึกเพื่อพยายามตั้งสติและกลับไปจดจ่อกับคำพยากรณ์อีกครั้ง

คูเปอร์ก้มลงมองสมุดบันทึกในมืออีกครั้ง ข้อความคำพยากรณ์ที่จดไว้ดูราวกับจะเต้นไปมาด้วยแรงสั่นของรถที่พุ่งตัวไปอย่างบ้าคลั่ง เขากัดฟันแน่นและพยายามอ่านสิ่งที่บันทึกไว้

"ณ ใจกลางมหานครแห่งแสงสี ยามเมื่อเหมันต์เยือกเย็นแผ่ปกคลุม..." เสียงของเรเชลเมื่อไม่กี่วันก่อนแทรกเข้ามาในความคิด

"มหานครแห่งแสงสี หมายถึงไทม์สแควร์ชัดเจน เพราะที่นั่นเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งในนิวยอร์ก อันนี้ไม่ต้องสืบอะไรมาก"

คูเปอร์พยักหน้าในใจ สอดคล้องกับข่าวที่เขาได้ยินจากร้านอินเตอร์เน็ตในค่ายว่าหมอกหนาที่เกิดขึ้นนั้นบดบังแม้แต่ภาพจากดาวเทียม
คูเปอร์นึกถึงอีกท่อนหนึ่งที่ไครอนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ 

"สิ่งไร้ชีวิตกลับกลายเป็นเครื่องมือแห่งความโกลาหล เด็กน้อยคือภาพสะท้อนแห่งจุดจบ..." ไครอนเชื่อว่าคำนี้อาจชี้ถึงร้านที่มีชื่อว่าฮีบี้ที่น่าจะตั้งอยู่แถวไทม์แสควร์  ซึ่งถ้าใช่ที่นี่ก็น่าจะเป็นประเด็นหลักของปัญหานี้ เพราะอย่างนั้นเขาก็ต้องเข้าไป แต่จะทำยังไงนี่แหละเพราะโดยรอบถูกล้อมตอนนี้ก็ใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่ายซะที่ไหน


"ส่วน 'เด็กน้อยคือภาพสะท้อนแห่งจุดจบ' นั้นยังคลุมเครือ แต่คำว่าเด็กน้อยอาจไม่ได้หมายถึงเด็กจริงๆ แต่เป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง เช่น ความไร้เดียงสาที่ถูกบิดเบือน หรือบางสิ่งที่คนมองข้ามเพราะเห็นว่าไม่มีอันตราย ถ้าฟังจากที่คุณไครอนเคยบอกอาจจะหมายถึงการย้อนวัย? "
คูเปอร์รู้สึกว่าสิ่งที่เขาจำได้มานั้นซับซ้อนเกินไปในสถานการณ์ที่รถยังคงสั่นสะเทือน

"จงระวัง เผ่าพันธุ์ตัวจ้อย ผู้กุมความลับแห่งหายนะ..." ท่อนนี้
ถ้าจะให้คูเปอร์ตีความเองก็คงจะประมาณว่าเป็นอสูรกายตัวจิ๋วทำนองนั้น ซึ่งเขาก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นตัวอะไร บางทีอาจจะเป็นไอ้ตัวประเภทเดียวกับที่ชายหนุ่มพึ่งสู้มาเมื่อไม่นานมานี้

คูเปอร์ปิดสมุดบันทึกหัวหน้าผู้โหดเหี้ยม หมายปลดปล่อยความวุ่นวาย" เขาพึมพำ ก่อนจะตัดสินใจปะติดปะต่อสิ่งที่เหลือในหัว แต่ไม่ทันจะได้คิดอะไรไปไกล รถกลับสะเทือนหนักขึ้น

"โอ๊ย!" เขาร้องเมื่อสมุดบันทึกเกือบร่วงหล่นจากมือ เสียงเครื่องยนต์ยังคงคำรามแข่งกับเสียงหัวเราะของสามพี่น้องเทา

"ในเมื่ออ่านไม่ได้ก็หลับตานึกเอาก็ได้วะ" คูเปอร์บ่นพึมพำพร้อมหลับตา พยายามตั้งสมาธิกลางความวุ่นวาย
เสียงของคาเลบที่ตะโกนบอกให้ระวัง เสียงของเมเรซที่แซวว่าเขาอาจกลายเป็นคนอ้วกแตกในรถแท็กซี่ และเสียงหัวเราะแหบๆ ของคนขับ ทั้งหมดประดังเข้ามาในหูจนเขาอดคิดไม่ได้ว่า "หรือว่าการผจญภัยครั้งนี้จริงๆ แล้วคือการเอาชีวิตรอดจากแท็กซี่คันนี้กันแน่"


รถยังคงพุ่งไปข้างหน้า การผจญภัยของคูเปอร์ผู้นี้กำลังจะเปิดบทเริ่มต้นขึ้นแล้ว…

(กลยุทธ์การรบ)
{ใช้สิทธิ์คิดวิเคราะห์ คำพยากรณ์เบื้องลึก}

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา ลงทะเบียน

×

แสดงความคิดเห็น

God
ส่งข้อมูล PM¬ แล้ว  โพสต์ 2025-1-18 19:02
โพสต์ 40127 ไบต์และได้รับ 32 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-1-17 17:31
โพสต์ 40,127 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-1-17 17:31
โพสต์ 40,127 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-1-17 17:31
โพสต์ 40,127 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก สายตาแห่งนกฮูก  โพสต์ 2025-1-17 17:31
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-1-18 19:57:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:43



บทที่ 1 

รถแท็กซี่สามพี่น้องเทาค่อยๆ ชะลอความเร็ว ก่อนจะหยุดจอดกะทันหันที่มุมหนึ่งของถนนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับไทม์สแควร์ แรงกระชากสุดท้ายทำเอาคูเปอร์ตัวเซจนหัวชนเพดานรถเบาๆ  

"ถึงแล้ว ลงได้เลยเด็กๆ" คนขับพูดเสียงแหบพร่า ดวงตาที่มองผ่านกระจกหลังเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

สามหนุ่มรีบก้าวออกมาจากรถแท็กซี่ราวกับชีวิตพึ่งได้รับการไถ่โทษ คูเปอร์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อากาศเย็นจัดในช่วงเช้าของนิวยอร์กดูสดชื่นกว่าเดิมหลายเท่า เขาก้มมองพื้นราวกับขอบคุณที่ยังมีชีวิตยืนอยู่บนโลกนี้  

"ถ้าจะพูดให้ถูก นี่เป็นประสบการณ์ที่ฉันจะ 'ไม่มีวันลืม' ไปตลอดกาล" ชายหนุ่มคิดขณะตั้งสติหลังจากการเดินทางที่เหมือนฝันร้าย  

"คูเปอร์ นายโอเคไหม" คาเลบถามพลางยิ้มกว้าง แม้แต่เขาที่ดูเป็นคนมองโลกในแง่ดียังมีสีหน้าโล่งอกที่หลุดจากรถคันนั้นมาได้

คูเปอร์ยกมือขึ้นขยับคอเล็กน้อยก่อนตอบ "โอเค... คิดว่านะ แต่ฉันนึกว่าตัวเองจะได้เป็นสายด่วนลงนรกแทนที่จะด่วนไปนิวยอร์กแล้วเนี่ย"  

เมเรซที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ เอียงศีรษะมองพลางหัวเราะเบาๆ "ยินดีต้อนรับสู่โลกของเดมิก็อด นายจะได้เจออะไรที่แย่กว่านี้อีกมาก เชื่อฉันสิ"  

คาเลบเหลือบมองสมุดบันทึกในมือคูเปอร์แล้วถามขึ้นอย่างสนอกสนใจ "ว่าแต่นายคิดอะไรออกบ้างไหมตอนนั่งสมาธิบนรถนั่น"

คูเปอร์กระชับสมุดในมือ พยักหน้าเบาๆ "จริงๆ ฉันคิดอะไรออกมานิดหน่อยนะ" เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ "ฉันนึกออกว่าคำว่า 'อากาศที่ควรเย็นกลับนำพาหมอกหนา' มันอาจเกี่ยวกับแอร์รั่วจากร้านๆ หนึ่ง ชื่อร้าน ‘Habe Jaebies’"  

"ร้านนั้นเกี่ยวอะไรกับคำพยากรณ์ล่ะ" เมเรซถามเสียงเรียบ แต่ดวงตาสองสีฉายแววสงสัย

"ร้านนั้นเป็นของเทพีฮีบี้" คูเปอร์อธิบาย "จากที่ฉันเคยอ่านในบันทึกของรุ่นพี่เพอร์ซี่กับแอนนาเบธ ร้านนี้มีมนต์บางอย่างที่ทำให้คนภายในร้านกลายเป็นเด็กอายุราวๆ 9-10 ขวบ เหมือนกับเทพีฮีบี้ที่เป็นเทพแห่งความเยาว์วัย"  

"แล้วถ้ามันไม่ใช่มนต์ล่ะ" คาเลบถามต่อ

"ถ้ามันเป็นอากาศที่รั่วออกมาแทน..." คูเปอร์หยุดพูด สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ "มันอาจจะหมายถึงว่าหมอกที่ปกคลุมไทม์สแควร์ทำให้คนกลายเป็นเด็กทั้งย่านนั่น หรือเลวร้ายกว่านั้น... ทั่วทั้งนิวยอร์ก"

"เด็กทั้งเมือง?" เมเรซเบิกตากว้าง "ถ้าพวกผู้ใหญ่กลายเป็นเด็กไปหมดแล้ว มันคงวุ่นวายชะมัด"  

"และ 'เผ่าพันธุ์ตัวจ้อย ผู้กุมความลับแห่งหายนะ' ก็อาจหมายถึงพวกก็อบลินที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอก" คูเปอร์พูดเสียงเครียด "ฉันได้ยินคำเตือนว่ามอนสเตอร์พวกนี้โหดเหี้ยม แม้จะตัวเล็กแต่พวกมันฉลาดมาก" พูดจบเขาก็นึกถึงอนิเมะญี่ปุ่น เรื่องหนึ่ง ที่ชื่อ Gxxxxn Sxxyxr บางทีในชีวิตจริงก็ไม่อาจต่างกันมาก


แม้จะเชื่อมโยงอะไรได้มากขึ้น แต่ยังมีอีกหลายจุดที่ยังคลุมเครือ อย่างไรก็ดี คูเปอร์รู้ดีว่าตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาทางเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกปิดล้อม พวกเขามองไปรอบๆ ถนนที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ทุกมุม  

"พวกเราต้องหาทางหลบเลี่ยงสายตาของพวกเขาให้ได้" คูเปอร์พูดพลางกวาดตามองสถานการณ์

"หรือบางทีเราอาจจะต้องปลอมตัว" เมเรซเสนอขึ้น "แค่เปลี่ยนลุคเล็กน้อย เจ้าหน้าที่พวกนั้นคงไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร"  

"นายพูดเหมือนง่าย แต่ไม่ลืมใช่ไหมว่าเรามีกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด แค่เดินเฉียดก็โดนเห็นแล้ว" คาเลบพูดพลางถอนหายใจ "แถมเราก็รอให้ค่ำไม่ได้ เพราะตอนนี้โลกมันเป็นกลางวัน 24 ชั่วโมง เราใช้ความมืดบังตัวไม่ได้"  

"งั้นเราต้องสร้างแผนที่ทำให้เราเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้" คูเปอร์พูดก่อนจะเริ่มคิดถึงทางเลือกที่มี  

การเดินทางครั้งนี้ยังอีกยาวไกล และพวกเขาจะต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังที่สุด...  




คูเปอร์ยืนกอดอกพิงกำแพงตึกใกล้กับมุมถนน ดวงตาสีเทาจ้องไปที่ไทม์สแควร์ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงตึก หมอกหนาสีเทาอ่อนลอยละล่องปกคลุมไปทั่วบริเวณจนแทบมองไม่เห็นรายละเอียด เขาเห็นแวบๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบเดินตรวจตราอย่างระมัดระวัง บางคนมีวิทยุสื่อสาร บางคนมีอุปกรณ์ที่ดูเหมือนเครื่องตรวจจับบางอย่าง

"ถ้าเราเดินเข้าไปตรงๆ พวกเขาจะเห็นเราในสามวินาที" เมเรซเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความกังวลเล็กน้อย  

"แล้วถ้าเราแกล้งทำเป็นเจ้าหน้าที่ล่ะ?" คาเลบเสนอ  

"ดี แต่ปัญหาคือเราจะเอาเครื่องแบบพวกนั้นมาจากไหน" คูเปอร์ตอบ "เราต้องหาวิธีที่แนบเนียนกว่านั้น ถ้าจะปลอมตัว เราต้องไม่ให้ผิดสังเกตแม้แต่นิดเดียว"  


"และนายคิดออกหรือยังว่าทางไหน?" เมเรซถาม พลางลูบโชคเกอร์หนังบนคอไปมา  

คูเปอร์กวาดตามองไปรอบๆ "เราอาจจะใช้ระบบท่อระบายน้ำใต้ดิน..” ชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเขาเองก็ใช่จะรู้เรื่องโครงสร้างท่อระบายน้ำนี่หว่า แทนที่จะได้ไปไทม์สแควร์อาจจะได้หลงทางและเหม็นตายคาท่อนั่นล่ะ..

“เอาจริงหรอ ท่อระบายน้ำมันไม่ได้เหมือนในหนังนะ” คาเลบกล่าวพร้อมแสดงท่าทีหยะแหยง



คูเปอร์ขมวดคิ้วแน่น เขาหันมองหมอกหนาที่ปกคลุมไทม์สแควร์อีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ เราไม่ใช้ท่อระบายน้ำ" เขาพูดพลางเก็บสมุดบันทึกเข้ากระเป๋า "ฉันไม่มีความรู้เรื่องโครงสร้างใต้ดินของนิวยอร์กมากพอ และถ้าพลาดขึ้นมา เราอาจจะหลงในนั้นจนกลายเป็นศพก่อนจะถึงจุดหมาย"  

"ดี ฉันไม่อยากให้เสื้อแจ็กเก็ตตัวนี้เปื้อนโคลนเหม็นๆ หรอก" เมเรซยิ้มกวนๆ แต่แววตายังจริงจัง  

คูเปอร์ยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาพยายามนึกถึงสิ่งที่เรียนรู้มาจากหนังหรืออะไรก็ตามที่เขาเคยผ่านหูผ่านตามาก่อน อะไรก็ได้ที่จะทำให้เขาแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ ความคิดก็วาบขึ้นมา  

"ร้านค้า!" เขาพูดออกมาดังๆ ก่อนจะเงียบเสียงลงพลางมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง

"ร้านค้า?" คาเลบเลิกคิ้ว "นายหมายถึงอะไร"  

"ร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่รอบไทม์สแควร์ หลายแห่งมีทางเดินเชื่อมไปยังพื้นที่ที่เราเข้าไปถึงได้โดยไม่ผ่านเจ้าหน้าที่" คูเปอร์อธิบาย “ฉันเคยดูหนังเรื่องนึงมาน่ะ ถึงจะจำไม่ได้ก็เถอะว่าเรื่องไหน..”

"แน่ใจเหรอว่ามันใช้ได้จริง" เมเรซถาม สีหน้าเขาดูไม่มั่นใจนัก  

"ไม่แน่ใจ แต่ไม่มีทางอื่นแล้ว" คูเปอร์ตอบหนักแน่น "และถึงมันจะไม่ได้เชื่อมตรงๆ อย่างน้อยเราก็สามารถหาทางหลบจากสายตาเจ้าหน้าที่ได้"  



พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกเล็กๆ ข้างตึก ใกล้ถึงไทม์สแควร์ยิ่งขึ้นทุกที แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของเจ้าหน้าที่ที่เดินลาดตระเวน คูเปอร์มองหาร้านเล็กๆ ตามที่เขาจำได้

"นั่นไง!" เขาชี้ไปที่ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ร้านหนึ่ง ป้ายหน้าร้านดูเก่าคร่ำคร่า มีฝุ่นเกาะตามขอบหน้าต่าง แต่ไฟในร้านยังเปิดอยู่

"ดูไม่น่าไว้ใจเลย" คาเลบพึมพำ

"ยิ่งดี ถ้าไม่น่าไว้ใจ คนอื่นก็ไม่สนใจเหมือนกัน" คูเปอร์ตอบ

คูเปอร์หยุดนิ่งเมื่อเท้าก้าวเข้าไปในร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ กลิ่นอับๆ ผสมกลิ่นไม้เก่าทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในสถานที่ที่ถูกลืม เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังเบาๆ เมื่อพวกเขาเปิดเข้ามา แต่กลับไม่มีใครออกมาต้อนรับ ไม่มีชายชรา ไม่มีใครเลย  

"นี่มัน...ร้านร้าง?" คาเลบกระซิบเบาๆ พลางเหลือบมองไปรอบๆ  

"ดูเหมือนไม่มีคนอยู่นะ" เมเรซเอ่ยพลางใช้นิ้วไล้ไปตามชั้นวางของที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา "แต่มันก็ดูไม่เหมือนว่าถูกทิ้งมานาน บางชั้นมีรอยถูกจับเมื่อไม่นานมานี้"  

คูเปอร์ไม่ตอบ เขากวาดตามองรอบร้าน ภายในเต็มไปด้วยของกระจุกกระจิกที่ดูแปลกตา ตุ๊กตาเล็กๆ วางเรียงรายบนชั้นในสภาพที่ดูเหมือนพร้อมจะล้มลงเมื่อมีลมพัดผ่าน บรรยากาศในร้านเงียบสงัดอย่างผิดธรรมชาติ  

“มันเงียบเกินไป” คูเปอร์เอ่ยเบาๆ เสียงของเขาแทบจะกลืนไปกับบรรยากาศ  

"คิดว่าที่นี่จะมีทางไปที่ไหนหรือเปล่า" คาเลบถาม ขณะที่เดินไปตรวจดูตรงหลังเคาน์เตอร์  

"อาจจะ" คูเปอร์ตอบ แต่สายตาของเขาถูกดึงดูดไปยังบางอย่างที่มุมห้องด้านหลัง มันคือบานประตูไม้เก่าที่ดูเหมือนจะถูกใช้งานอยู่บ่อยครั้ง  

"นั่นไง" เขาพูดพลางชี้ "อาจจะมีอะไรอยู่หลังประตูนั้น"  

"ฟังดูดี แต่ฉันไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย" เมเรซพูดพลางกอดอก "มันเหมือนมีใครบางคนมองเราอยู่ตลอดเวลา"  

คูเปอร์หยุดนิ่ง ดวงตาสีเทาของเขาสำรวจรอบร้านอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไร เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกแปลกๆ นี้มาจากบรรยากาศของร้านหรือบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่  

"พวกนายได้ยินไหม?" คาเลบพูดขึ้น เสียงของเขาเบาแต่แฝงด้วยความตึงเครียด  

"ได้ยินอะไร" คูเปอร์ถาม

"เหมือนเสียง...ขยับบางอย่าง" คาเลบตอบ ขณะที่พวกเขาทั้งสามเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ฟังดูเหมือนเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด  

"เราไม่มีเวลามาคิดมากแล้ว" คูเปอร์พูดเสียงหนักแน่น ก่อนจะก้าวไปที่ประตูไม้เก่าและลองผลักมัน  

ประตูเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวไปในหมอก เสียงลมหวีดหวิวแผ่วเบาจากอีกฟากของทางเดิน ทำให้บรรยากาศน่าขนลุกยิ่งขึ้น  

คูเปอร์หันกลับไปมองเพื่อนร่วมทีม "เราไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไร แต่ไม่มีทางอื่นแล้ว"  

"ก็ดี ฉันชอบความไม่แน่นอนอยู่แล้ว" เมเรซพูด แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความระวัง  

"ถ้าจะไปกัน ก็รีบไปก่อนที่เสียงนั่นจะกลับมาอีก" คาเลบพูดพร้อมกุมธนูในมือแน่น  

ทั้งสามคนมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทางเดินแคบๆ ที่นำไปสู่หมอกโดยไม่มีเสียงใดดังตามมา…

คูเปอร์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองเมเรซและคาเลบด้วยสีหน้าจริงจัง "โอเค ก่อนที่เราจะเริ่ม ฉันคิดว่ามีบางอย่างที่ฉันต้องพูดออกมา"  

เมเรซเลิกคิ้ว "นายคิดอะไรอยู่?"  

คาเลบหัวเราะเบาๆ "นี่นายจะให้สุนทรพจน์เหรอ? เรากำลังจะเข้าไปในหมอกนะ ไม่ใช่สนามประชุม"  

คูเปอร์ยกมือขึ้นห้าม "ฟังฉันก่อน นี่มันสำคัญจริงๆ โอเค เรามีแผนแล้วใช่มั้ย? แผน A ใช่มั้ย? ซึ่งถ้าพูดให้หรูๆ ก็คือ 'บุกเข้าไปอย่างฉลาดหลักแหลมและออกมาพร้อมความสำเร็จ แบบไม่มีใครรู้ตัว' ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ?" เขามองหน้าทั้งสองคนสลับไปมา รอคำตอบ  

"เอ่อ...ใช่ ฟังดูดี" คาเลบตอบด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจนัก  

"แต่ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ..." คูเปอร์สูดหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ "แอบเข้าไป ไม่ให้โดนจับ ไม่ทำอะไรพัง ไม่เจออะไรแปลกๆ ที่จะฆ่าเรา แล้วก็หนีออกมาสวยๆ"  

เมเรซยืนกอดอกมองเขานิ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ "แผนนี้ฟังดู...ง่ายดีนะ แต่ฉันรู้สึกเหมือนมันมีจุดที่เราจะพลาดได้เยอะเลย"  

"ฉันยังไม่จบ!" คูเปอร์ยกนิ้วขึ้นขัดจังหวะ "ถ้าแผน A ล่ม เราก็ไปที่แผน B...ซึ่งก็คือการแกล้งเป็นคนบ้าแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต"  

คาเลบหลุดหัวเราะ "นายพูดจริงเหรอ?"  

"แน่นอนสิ" คูเปอร์ตอบพร้อมยักคิ้ว "ฉันหมายถึง แค่เช็คเฉยๆ นะ เผื่อมันจะกลายเป็นแผน B แทนโดยอัตโนมัติ"  

เมเรซส่ายหัวเบาๆ "ถ้าเรารอดกลับไปได้ ฉันจะเขียนเรื่องนี้ลงในบันทึกของฉันแน่ๆ ว่าแผนของนายมันเป็นที่สุดของความสร้างสรรค์"  

คูเปอร์ยักไหล่ "งั้นก็ดี เพราะมันอาจจะเป็นแผนเดียวที่พาเรารอดไปได้จริงๆ"  

ทั้งสามหัวเราะเบาๆ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ดูเหมือนจะช่วยคลายความตึงเครียดได้บ้าง คูเปอร์หันกลับไปมองทางเดินแคบๆ ด้านหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา  

"พร้อมนะ?" เขาถามอีกครั้ง  

"ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม" เมเรซตอบ

"ไปกันเถอะ" คาเลบเสริม  

พวกเขาก้าวเข้าสู่หมอกโดยไม่มีเสียงใดๆ ดังตามมา…



—-----


คูเปอร์ก้าวเข้าสู่เขตหมอกของไทม์สแควร์ ความหนาวเย็นแทรกซึมไปถึงกระดูก ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เสียงลมหวีดหวิวและความเงียบสงัดที่ผิดธรรมชาติทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฉากในวิดีโอเกมแนวสยองขวัญ หมอกหนาทึบจนมองแทบไม่เห็นอะไรนอกจากเงาลางๆ ของอาคารสูงที่โผล่ขึ้นมาเพียงเล็กน้อย  

"นี่มัน...อะไรกัน" คูเปอร์พึมพำกับตัวเอง แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดกับบางสิ่งเบื้องหน้า เขาเบิกตากว้างก่อนจะอุทานออกมา "เห้ย! ทำไมเด็กทารกเต็มไปหมดเลยล่ะ!"  

เสียงของเขาแหลมสูงผิดปกติ คูเปอร์ชะงักเมื่อรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำแบบเดิม เขารีบก้มลงมองตัวเอง และสิ่งที่เห็นทำเอาเขาแทบไม่เชื่อสายตา ร่างกายของเขากลายเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ อายุราวหกขวบ  

"บ้าชะมัด...นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย" เขาพูดพลางหันไปมองสมาชิกทีม คาเลบและเมเรซที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็มองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพวกเขาก็กลายเป็นเด็กเหมือนกัน  

"นี่นาย...นายกลายเป็นเด็กด้วยเหรอ" คาเลบถาม น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนเด็กวัยประถมที่พยายามทำเสียงจริงจัง

"แล้วนายคิดว่าฉันจะอยากเป็นแบบนี้เหรอ" เมเรซตอบพลางจับคอเสื้อที่ตอนนี้ใหญ่กว่าร่างกายของตัวเอง  

คูเปอร์ขบฟันแน่น พยายามคิดหาคำตอบอย่างรวดเร็ว ภาพเด็กทารกมากมายที่คลานเตาะแตะไปทั่วบริเวณสร้างความกดดันมหาศาล บางคนดูเหมือนจะยังมีความทรงจำหลงเหลือ แต่บางคนกลับดูไร้การรับรู้ ราวกับกลายเป็นเพียงเด็กทารกธรรมดา  

"หรือว่าถ้าเราอยู่ที่นี่นานพอ เราจะกลายเป็นทารกเหมือนพวกเขา..." คูเปอร์คิดพลางมองรอบๆ อย่างสิ้นหวัง  

"เราต้องรีบไปที่ร้านฮีบี้" คูเปอร์พูดเสียงหนักแน่น "มันต้องมีคำตอบอยู่ที่นั่น...แต่ปัญหาคือ เราจะไปทางไหนในหมอกหนาขนาดนี้"  

ทั้งสามพยายามเดินไปข้างหน้า หมอกหนาราวกับผ้าม่านปกคลุมจนมองอะไรไม่เห็น บางครั้งเงาของอาคารหรือรถที่ถูกทิ้งร้างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แต่ก็ไม่ช่วยให้รู้สึกอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย เสียงร้องแหลมเล็กของเด็กทารกที่ดังก้องในหมอกทำให้ทุกย่างก้าวยิ่งชวนให้หวาดหวั่น  

"พวกเรากำลังแข่งกับเวลา" คูเปอร์พูดพลางกระชับมือรอบด้ามหอกที่ตอนนี้ดูใหญ่เกินไปในมือเล็กๆ ของเขา "เราต้องรีบหาทางออกจากที่นี่ ก่อนที่เราจะกลายเป็นหนึ่งในเด็กทารกพวกนั้น..."  

หมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงทุกขณะ คูเปอร์หันไปมองเพื่อนร่วมทีมที่เริ่มแสดงสีหน้ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครปริปากบ่น พวกเขาเดินต่อไปอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที…


คูเปอร์จ้องมองไปข้างหน้า หมอกหนาปกคลุมทุกอย่างจนเหมือนโลกทั้งใบกลายเป็นเพียงผืนผ้าสีเทาหม่น เขาพยายามก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง แต่พื้นถนนลื่นและเย็นเฉียบจนการทรงตัวไม่ใช่เรื่องง่าย  

เสียงร้องของเด็กทารกที่ดังแว่วมาเป็นระยะทำให้บรรยากาศน่าขนลุกขึ้นไปอีก คูเปอร์พยายามรวบรวมสมาธิ มองหาสัญญาณบางอย่างที่จะบอกเขาว่าร้านฮีบี้อยู่ทางไหน  

"มันเหมือนเขาวงกตเลย" คาเลบพูดขึ้นเบาๆ ดวงตาสีฟ้าของเขามองไปรอบๆ อย่างไม่มั่นใจ "ทุกอย่างดูเหมือนกันไปหมด เราจะหาเจอได้ยังไง"  

"อย่าหยุดมอง" คูเปอร์ตอบ "พวกเราต้องมีอะไรให้ยึดไว้ อย่างป้าย หรือ..." เขาเงียบไปเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเงาลางๆ ของบางสิ่งที่ดูเหมือนป้ายร้านค้าอยู่ข้างหน้า  

พวกเขาเดินไปทางนั้น แต่เมื่อใกล้ถึงกลับพบว่ามันเป็นเพียงป้ายโฆษณาเก่าๆ ที่เอียงจนแทบล้ม  

"บ้าเอ๊ย" เมเรซสบถ "หมอกนี่มันเล่นกับเราได้ทุกทางจริงๆ"  

"มันต้องมีอะไรที่เรามองไม่เห็น" คูเปอร์พูด เขากัดฟันแน่นพยายามคิดอย่างรวดเร็ว  


ทั้งสามคนเดินต่อไป เสียงฝีเท้าดังก้องในหมอกเหมือนกำลังสะท้อนกลับมาหาพวกเขาเอง บางครั้งคูเปอร์คิดว่าได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในหมอก แต่พอหันไปมองก็ไม่พบอะไร  

"พวกนายได้ยินไหม" คูเปอร์ถามเสียงเบา

"ได้ยินสิ" คาเลบตอบทันที "มันเหมือน...เสียงอะไรบางอย่างกำลังเดินอยู่รอบๆ เรา"  

"หรือว่าเป็นก็อบลิน" เมเรซพูดพลางขยับมีดเล่มเล็กในมือ  

"ฉันก็ไม่รู้ แต่มันไม่ดีแน่ถ้าเราอยู่นานเกินไป" คูเปอร์ตอบ ดวงตาสีเทาของเขาจับจ้องไปยังเงาลางๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในหมอก  


เสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ทั้งสามหยุดเดินทันที คูเปอร์หันขวับไปมองพร้อมยกหอกในมือขึ้นเตรียมพร้อม  

"ใครน่ะ!" เขาตะโกน  

ไม่มีคำตอบ นอกจากเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ฟังดูเหมือนเด็กเล็กๆ  

"ฉันไม่ชอบเลย" เมเรซพูดเบาๆ ดวงตาของเขาส่องประกายระวังตัว "เราต้องรีบหาทางไปจากที่นี่"  

"ฉันรู้แล้ว แต่เราต้องรู้ทิศทางก่อน" คูเปอร์ตอบพลางมองไปรอบๆ แต่หมอกหนาทำให้การมองเห็นยากเหลือเกิน เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาเปิด แต่ตัวอักษรในนั้นกลับพร่ามัวเหมือนถูกหมอกกลืนกิน  

"ยอดเยี่ยมไปเลย ตอนนี้เรามีแค่ดวงตาเล็กๆ ของเด็กหกขวบกับหมอกที่เหมือนกับจะกลืนพวกเราเข้าไปทุกวินาที" คาเลบพูดพร้อมถอนหายใจหนัก  

เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คูเปอร์หันไปมอง เงาดำลางๆ ปรากฏขึ้นในหมอก แต่ไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่าเป็นอะไร  

"พวกนายเห็นเหมือนฉันไหม" เขาถาม

"เห็น" คาเลบตอบด้วยน้ำเสียงตื่นตัว "แต่มันคืออะไร"  

"อย่าเพิ่งเดา" คูเปอร์กระซิบ "ไม่ว่าอะไรก็ตาม เราต้องระวังไว้ก่อน"  

เงานั้นหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหายลับไปในหมอก ทำให้พวกเขาต้องรีบเดินหน้าต่อโดยเร็ว เสียงหัวเราะเล็กๆ ดังไล่หลังมาเหมือนจะเยาะเย้ยพวกเขา  


พวกเขาเดินต่อไปในความเงียบที่ตึงเครียด เสียงฝีเท้าของตัวเองดังสะท้อนในหมอกหนาเหมือนกำลังเดินวนอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีวันสิ้นสุด คูเปอร์ขยับหอกในมือแน่น พยายามตั้งสติให้มากที่สุด  

"เราต้องรีบหาทางไปร้านฮีบี้" คูเปอร์พูดพลางมองรอบๆ "ถ้าเราช้ากว่านี้ พวกเราอาจกลายเป็นเด็กทารกเป็นเพื่อนกับคนบนพื้นแน่ ๆ ..."  

เสียงหมอกหวีดหวิวรอบตัวพวกเขาเหมือนกำลังเร่งเร้าให้รีบเร่ง ก่อนที่อะไรบางอย่างในหมอกจะกลืนกินพวกเขาไปตลอดกาล...  

แสดงความคิดเห็น

เป็นโรลที่ .พนมมือ. ครับ/ไหว้สา สรรเสริญ (( พล็อตเกร๋มากอะครับ หมอกหนากับแอร์รั่ว  โพสต์ 2025-1-19 14:46
God
((ปลดล็อกความลับหมอก: ทุกการเดินในหมอกอาจจะทำให้คุณพบเห็นภาพหลอนจากความทรงจำอยู่เป็นนิจ))  โพสต์ 2025-1-18 22:21
โพสต์ 61079 ไบต์และได้รับ 48 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-1-18 19:57
โพสต์ 61,079 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-1-18 19:57
โพสต์ 61,079 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-1-18 19:57
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-8 23:46:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:42




บทที่ 2


เสียงหมอกหวีดหวิวรอบตัวพวกเขาเหมือนกำลังเร่งเร้าให้รีบเร่ง ก่อนที่อะไรบางอย่างในหมอกจะกลืนกินพวกเขาไปตลอดกาล  


คูเปอร์เดินนำทาง ดวงตาสีเทาของเขากวาดมองไปทั่ว แม้ทุกสิ่งรอบตัวจะถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบจนมองเห็นเพียงระยะไม่เกินไม่กี่ก้าว เสียงรองเท้าของพวกเขาดังสะท้อนอยู่ในความเงียบ เสียงร้องไห้แหลมเล็กของเด็กทารกดังมาจากที่ไกลๆ ราวกับเป็นเสียงกระซิบจากอีกโลกหนึ่ง  


"นี่มันเหมือนฝันร้ายเลยนะ" คาเลบพูดเบาๆ ขณะที่พยายามมองหาเงาอะไรบางอย่างในหมอก "เราเดินมานานแค่ไหนแล้ว"  


"นานพอที่ฉันเริ่มไม่รู้ว่าเรายังเดินไปข้างหน้าหรือวนกลับที่เดิม" เมเรซตอบ ดวงตาสองสีของเขาดูระแวดระวัง  


"อย่าหยุดมองรอบตัว" คูเปอร์ตอบเสียงเรียบ แต่ความจริงแล้วเขาเองก็รู้สึกไม่มั่นคงเช่นกัน "เราต้องหาทางออกจากหมอกนี่ก่อนที่มันจะทำให้เราสูญเสียสติ"  


"นี่นายพูดถึงหมอกหรือตัวเรากันแน่" เมเรซแซวเสียงเบา แต่ไม่มีใครหัวเราะ  


พวกเขาเดินต่อไปในความเงียบ เสียงหมอกที่ครางแผ่วและเสียงร้องไห้ของทารกยังคงก้องไปทั่ว ไทม์สแควร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยแสงสีและเสียงโหวกเหวกของผู้คน ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนเมืองร้างที่หลุดออกมาจากฝันร้าย  


คูเปอร์หยุดเดินทันทีเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป เขาหันหลังกลับมา แต่ไม่พบเมเรซและคาเลบอีกแล้ว  


"เฮ้! เมเรซ! คาเลบ!" เขาตะโกน แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ  



คูเปอร์กัดฟันแน่น พยายามเดินย้อนกลับไปตามทางที่คิดว่าเคยผ่านมา แต่ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะทำให้เขาหลงลึกลงไปในหมอกมากขึ้น เสียงหัวเราะเล็กๆ ดังแว่วอยู่ในอากาศ เงาดำวูบไหวไปมาในมุมสายตา แต่เมื่อเขาหันไปมองก็ไม่พบอะไร  


"ไม่เอาน่า..." เขาพึมพำ พยายามกลั้นความกลัว เขาหยุดยืนนิ่ง หลับตาแน่นและตั้งสมาธิเงี่ยหูฟัง  


ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงหัวเราะ เสียงคำราม หรือเสียงร้องไห้ของทารก แต่เป็นเสียงเล็กๆ ของเด็กที่เขาคุ้นเคย  


คูเปอร์ลืมตาขึ้น สิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง ภาพเบื้องหน้าคือเวทีเล็กๆ ในโรงเรียนมัธยมของเขาเอง แสงไฟบนเวทีสาดส่องไปยังตัวเขาในวัยเด็ก เขาสวมชุดสีสดใส ผมของเขาถูกหวีให้ยุ่งเล็กน้อย และใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้ม  


เสียงของเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ "ถ้าความฝันของเราไปกระทบใครเข้า โปรดอย่าโกรธเคืองเลย เราเป็นเพียงเงาจากป่าเท่านั้น"  


คูเปอร์จำได้ทันที นี่คือบทบาท "พัค" ตัวตลกแห่งป่าจาก A Midsummer Night's Dream การแสดงครั้งแรกของเขาบนเวทีในปีสุดท้ายของมัธยม เสียงหัวเราะของผู้ชมดังมาจากเงามืด และตัวเขาในวัยเด็กก็กำลังพูดต่อด้วยความมั่นใจ  


"เมื่อจบการแสดงนี้ไป ขอให้พวกท่านคิดเพียงว่า...ทุกอย่างเป็นเพียงภาพฝัน หากมีสิ่งใดที่ทำให้ขุ่นเคือง เราก็ขออภัย"  


เด็กชายคูเปอร์ค้อมศีรษะและยิ้มกว้าง เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วห้อง คูเปอร์ที่ยืนมองอยู่ในตอนนี้นิ่งงันไปชั่วขณะ เขาจำได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความฝันที่จะเป็นนักแสดงของเขา  


"ทำไม...ทำไมภาพนี้ถึงโผล่มาที่นี่" เขาพึมพำ ดวงตาสีเทาจับจ้องภาพความทรงจำที่ค่อยๆ จางลง  



ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง คูเปอร์หายใจลึกพยายามตั้งสติ เขาเริ่มเข้าใจบางอย่าง "หมอกนี่...มันกำลังดึงความทรงจำของเราออกมา มันกำลังเล่นกับจิตใจของเรา"  


ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว เสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้น เงาดำพุ่งออกมาจากหมอกอย่างรวดเร็ว มันคือก็อบลิน คูเปอร์กระชับหอกในมือและตั้งท่า แต่ด้วยขนาดร่างกายที่เล็กลง การใช้หอกกลายเป็นเรื่องยากลำบาก  


ก็อบลินเคลื่อนไหวราวกับนักล่า มันกระโดดไปมาในหมอกเหมือนเต้นระบำเยาะเย้ย คูเปอร์กัดฟันแน่น พยายามตั้งสมาธิและจับจังหวะ  


"คูเปอร์!" เสียงของคาเลบดังขึ้นจากอีกด้าน  


"ฉันอยู่นี่!" เขาตะโกนกลับ  


"เดี๋ยวช่วย!" เสียงของเมเรซดังตามมา  



คูเปอร์โล่งใจเมื่อทั้งสองปรากฏตัวจากหมอก แต่ไม่ทันได้พูดอะไรก็อบลินอีกสองตัวปรากฏขึ้น เสียงคำรามของพวกมันดังแหวกความเงียบ  


พวกเขาทั้งสามยืนหลังชนกัน ทำมุมสามเหลี่ยม มือจับอาวุธของตัวเองแน่น  


"นี่มันเหมือนหนังเลยเนอะ" คาเลบพูดพร้อมรอยยิ้ม  


"ตอนนี้ใช่เวลาพูดหรือไง!" เมเรซแหวกลับ  


"ฉันว่าเราจะสนิทกันมากขึ้นถ้ารอดไปได้" คูเปอร์เสริมติดตลก  


ก็อบลินตัวแรกกระโจนใส่คูเปอร์ในพริบตา มันเคลื่อนไหวเร็วจนแทบมองไม่ทัน คูเปอร์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว หอกในมือสะบัดออกไปป้องกันตัว แต่ด้วยขนาดร่างกายที่เล็กลง การจับและควบคุมหอกกลับทำได้ลำบากปลายหอกเฉี่ยวผ่านใบหน้าก็อบลินไปเพียงนิดเดียว  


"เข้ามาอีกสิ!" คูเปอร์ตะโกนและพยายามทรงตัวใหม่ แต่ไม่ทันที่เขาจะตั้งหลัก ก็อบลินตัวที่สองกระโดดเข้ามาจากด้านข้าง  


"ระวัง!" คาเลบตะโกนขณะยกธนูขึ้นเล็ง เขาปล่อยลูกธนูออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกศรพุ่งผ่านหมอกและเฉียดไหล่ของก็อบลินตัวที่สองไปอย่างน่าเสียดาย  


"ฉันยิงไม่โดน!" คาเลบพูดเสียงตื่น แต่เมเรซที่อยู่ใกล้กลับไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาพุ่งตัวเข้าไปขวางระหว่างคูเปอร์กับก็อบลิน มีดสั้นคู่ในมือของเขาวาดโค้งผ่านกลางอากาศก่อนจะเฉือนแขนของมันจนเลือดของก็อบลินซ่านกระเซ็น  


ก็อบลินคำรามด้วยความเจ็บปวด มันถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนรถที่จอดอยู่ มันมองเมเรซด้วยสายตาอาฆาต  


"ฉันว่ามันโกรธนายแล้วล่ะ" คูเปอร์พูดพลางกลืนน้ำลาย เขารีบกระชับหอกในมือแน่น  


"ดีเลย ฉันชอบให้พวกมันโกรธ ยังไงซะก็อบลินกับบุตรแห่งอะโฟรไดท์ก็เป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว" เมเรซตอบเสียงเรียบ ขณะที่ใช้มีดฟันไปที่ก็อบลินตัวที่สามที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง  



คาเลบหยิบลูกธนูอีกดอกขึ้นมา เขาถอยหลังไปสองก้าวเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม แต่ก็อบลินตัวแรกกลับใช้โอกาสนี้พุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว "โอ๊ย! นี่มันเร็วเกินไปแล้ว!" คาเลบร้องออกมาเมื่อถูกมันผลักจนล้ม  


"จับมันไว้!" คูเปอร์ตะโกน เขารีบวิ่งเข้าไปช่วยเพื่อน หอกในมือแทงไปข้างหน้าอย่างจัง ปลายหอกปักเข้าที่ขาของก็อบลินจนมันส่งเสียงกรีดร้อง แต่ก่อนที่เขาจะถอนหอกออก ก็อบลินตัวที่สองก็เข้ามาโจมตีจากด้านหลัง  


"ฉันช่วยเอง!" เมเรซตะโกนก่อนจะกระโดดเข้าไปขวาง หันตัวว่องไวราวกับนักเต้น มีดสั้นในมือของเขาปักลงที่สีข้างของมันอย่างแม่นยำ  



การต่อสู้ในหมอกทวีความดุเดือด เสียงคำรามและเสียงอาวุธกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณ ก็อบลินทั้งสามตัวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าหมอกนี้ช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้พวกมัน  


"คูเปอร์ ระวังข้างหลัง!" คาเลบตะโกนเมื่อเห็นก็อบลินตัวหนึ่งพุ่งมาทางคูเปอร์  


ครึ่งเทพกัดฟัน หมุนตัวฟาดด้ามหอกไปด้านหลังเต็มแรงจนกระแทกเข้ากลางตัวของมัน มันกระเด็นไปชนกับเสาไฟที่ล้มคว่ำอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พักหายใจ ก็อบลินอีกตัวก็กระโจนเข้าใส่จากด้านหน้า  


"ฉันว่าเราต้องจบมันให้เร็วที่สุด" เมเรซพูดเสียงดังก่อนจะขว้างมีดสั้นของเขาอีกเล่มไปที่ก็อบลินตัวนั้น มีดปักเข้ากลางอกของมันพอดี มันกรีดร้องก่อนจะล้มลง  




คาเลบเล็งลูกธนูอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งสมาธิให้มั่นก่อนจะปล่อยลูกศรออกไป ลูกศรพุ่งตรงเข้าที่ลำคอของก็อบลินตัวสุดท้าย มันทรุดลงกับพื้น ร่างของมันสั่นสะท้านก่อนจะค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นฝุ่น  


หลักฐานการพิชิต


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=800



ตัวที่หนึ่ง


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=802


ตัวที่สอง


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=803



ตัวที่สาม


























ทั้งสามคนยืนหอบหายใจหนัก ท่ามกลางหมอกที่ยังคงปกคลุม คูเปอร์มองดูหอกในมือของตัวเองที่มีรอยเลือดสีเขียวเปื้อนอยู่ เขาเงยหน้ามองเมเรซและคาเลบที่ดูเหนื่อยไม่ต่างกัน  


"บอกตามตรง ฉันไม่อยากเจอพวกนี้อีกเลย" คาเลบพูดพลางเก็บลูกธนูเข้ากระบอก  


"ยังไงก็เถอะ เราต้องรีบไปต่อ" คูเปอร์พูดเสียงหนักแน่น เขาหันกลับไปมองทางข้างหน้า 


"ก่อนที่จะมีอะไรแย่กว่านี้โผล่มาอีก"




คูเปอร์หันไปมองเมเรซและคาเลบทันทีที่พวกเขาจัดการกับก็อบลินเสร็จเรียบร้อย หัวใจของเขายังคงเต้นแรง ไม่ใช่เพราะการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นพวกเขาหายไปทั้งที่ควรจะเดินมาด้วยกัน  


"เมื่อกี้...พวกนายหายไปไหนกันมา?" คูเปอร์ถาม พลางหอบหายใจเล็กน้อย "พวกนายเดินตามฉันอยู่แท้ๆ แล้วจู่ๆ ก็หายไปเหมือนถูกหมอกกลืนเข้าไป"  


เมเรซกับคาเลบมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนที่เมเรซจะเป็นฝ่ายพูดก่อน "ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ตอนที่ฉันรู้ตัวอีกที ฉันก็อยู่คนเดียวแล้ว ฉันพยายามตะโกนเรียกพวกนาย แต่ไม่มีใครตอบ ฉันเดินวนไปวนมาเหมือนอยู่ในเขาวงกต"  


คาเลบพยักหน้าเห็นด้วย "เหมือนกันเลย ฉันคิดว่าฉันเดินตามพวกนายอยู่ แต่พอกะพริบตาอีกที ฉันกลับยืนอยู่กลางถนนที่เงียบกริบ ไม่มีใครอยู่รอบตัวเลย"  


"นายเห็นอะไรไหม" คูเปอร์ถามต่อ น้ำเสียงจริงจัง  


คาเลบลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ฉันเห็นบางอย่าง...มันเป็นภาพในอดีตของฉัน ฉันไม่แน่ใจว่ามันเป็นภาพหลอนหรือแค่ความทรงจำที่ถูกขุดขึ้นมา แต่ฉันไม่อยากพูดถึงมันตอนนี้"  


เมเรซเองก็มีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย "ฉันก็เห็นอะไรบางอย่างเหมือนกัน แต่ไม่สำคัญหรอก เอาเป็นว่าหมอกนี่มันไม่ได้แค่ทำให้เราหลงทาง แต่มันเล่นกับความทรงจำของเราด้วย"  


คูเปอร์พยักหน้า แม้เขาเองก็มีคำถามมากมายแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหาคำตอบ พวกเขายังต้องเดินหน้าต่อ  




ทั้งสามเดินฝ่าหมอกต่อไป แต่ความรู้สึกกดดันกลับเพิ่มขึ้นทุกวินาที ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นหนึ่งในเด็กทารกที่คลานไปทั่วไทม์สแควร์ คูเปอร์รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกของอากาศที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูก แต่กลับรู้สึกร้อนรุ่มในอก ใจของเขาเต้นแรงราวกับม้าศึกที่ตื่นสนาม  


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามควบคุมสติ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ตัวว่าความกดดันกำลังไหลทะลักออกมา เมเรซที่เดินอยู่ด้านหลังจับสังเกตได้ เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น  


"ใจเย็นหน่อยเถอะคูเปอร์ ถ้านายยังเครียดแบบนี้ นายอาจจะกลายเป็นเด็กทารกก่อนเราจะไปถึงร้านเสียอีก"  


น้ำเสียงของเมเรซฟังดูขี้เล่น แต่คูเปอร์รู้ดีว่ามันเป็นมากกว่าการหยอกล้อ เมเรซกำลังใช้พลังพิเศษของสายเลือดอะโฟรไดท์ มนตร์เสน่ห์ที่ช่วยทำให้คนรู้สึกสงบ  


ผลของมันออกแทบจะทันที หัวใจของคูเปอร์ที่เต้นรัวเริ่มช้าลง ความเครียดที่กัดกินสมองเริ่มบรรเทาลง เขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เมเรซเบาๆ  


"ขอบใจ" คูเปอร์พูดสั้นๆ  


"ไม่เป็นไร" เมเรซตอบพร้อมยักไหล่ "ถือว่าฉันช่วยกันไว้ไม่ให้นายกลายเป็นเด็กทารกตัวจิ๋ว"  




เมื่อจิตใจกลับมาเป็นปกติ คูเปอร์เริ่มครุ่นคิดอีกครั้ง ตอนนี้พวกเขากำลังเดินโดยไร้จุดหมาย หากพวกเขายังเดินไปแบบนี้ แทนที่จะไปถึงร้านของเทพฮีบี้ พวกเขาอาจจะหลงทางจนย้อนวัยกลายเป็นทารกจริงๆ  


ทันใดนั้น คูเปอร์พลันได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว เสียงที่คุ้นเคย… ใช่เพราะมันเป็นเสียงของเขาเอง แต่กลับเป็นเสียงที่ฟังดูสุขุมและโตกว่า  


"เชื่อใจสัญชาตญาณของตัวเองสิ" 


เสียงนั้นสั้นและหายไปเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับก้องกังวานอยู่ในจิตใจของเขา  


คูเปอร์หยุดเดินทันที  


"หยุด!" เขาสั่ง  


คาเลบกับเมเรซหยุดเดินตามด้วยสีหน้างุนงง  


"มีอะไร?" คาเลบถาม  


คูเปอร์ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาของเขาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย "ทางที่ควรไปไม่ใช่ทางนี้...เราควรไปทางนั้นมากกว่า" เขายกนิ้วชี้ไปอีกทิศหนึ่งซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาไม่ต่างกัน  


เมเรซขมวดคิ้ว "นายแน่ใจเหรอ? เราเดินมานานแล้ว ถ้าเราเลี้ยวผิดอีกที เราอาจจะหลงไปไกลกว่านี้นะ"  


คาเลบกลับดูท่าทางตื่นเต้นมากกว่า "แต่มันก็ดีกว่าที่เราจะเดินต่อไปแบบไม่มีเป้าหมายนะ ลองเสี่ยงดูเถอะ"  


คูเปอร์พยักหน้า "เชื่อฉันเถอะน่า ฉันไม่รู้ว่าทำไม แต่ฉันรู้สึกว่าทางนั้นคือทางที่ถูกต้อง"  


เมเรซถอนหายใจ ก่อนจะยกมือขึ้นยอมแพ้ "โอเคๆ ถ้านายมั่นใจขนาดนั้นก็ลองดูก็ได้"  



เมื่อมีจุดหมาย ทั้งสามก็ออกวิ่งทันที พวกเขารุดหน้าไปตามทิศทางที่คูเปอร์ชี้ แม้ว่าหมอกยังคงหนาทึบและบดบังการมองเห็น แต่ครั้งนี้ทุกก้าวที่พวกเขาวิ่งเหมือนมีแรงผลักดันมากขึ้น  


ไม่นานนัก เงาของอาคารเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นในสายตา ด้านหน้ามีป้ายอันเอี่ยมอ่อง แขวนอยู่ แม้ตัวอักษรจะเลือนรางจากหมอก แต่คูเปอร์ก็สามารถอ่านมันได้ทันที  


"Habe Jaebies"  


"นั่นไง! เรามาถูกแล้ว!" คาเลบตะโกนอย่างดีใจ  


เมเรซเป่าปากเบาๆ "ดูเหมือนว่านายจะมีสัญชาตญาณที่ใช้ได้เหมือนกันนะ คูเปอร์"  


คูเปอร์ยิ้มมุมปาก แม้จะยังไม่รู้ว่าข้างในร้านจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้พวกเขามาถูกทางแล้วจริงๆ  


พวกเขาหยุดยืนอยู่หน้าร้าน ก่อนที่คูเปอร์จะเอื้อมมือไปเปิดประตู…




"ไม่ว่าข้างในจะเป็นยังไง ระวังตัวกันไว้ให้ดี" คูเปอร์พูดเสียงเรียบขณะที่มือจับด้ามหอกแน่น  


เมเรซกลอกตาเล็กน้อย "ฉันเตรียมใจไว้แล้วล่ะ แต่หวังว่ามันจะไม่น่ากลัวเท่าข้างนอกนะ"  


คาเลบยิ้มบางๆ "ขอแค่ไม่มีอะไรพุ่งมาโจมตีทันทีที่เปิดประตู ฉันก็พอใจแล้ว"  


คูเปอร์ไม่ตอบ เขาหายใจเข้าลึกๆ แล้วผลักประตูเข้าไป  



Habe Jaebies

  


เมื่อคูเปอร์ผลักประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เขารับรู้ได้คือ กลิ่นหอมหวานของขนมสายไหมและน้ำอัดลม ที่ปะปนอยู่ในอากาศ พร้อมกับแสงไฟนีออนวูบวาบที่ส่องสว่างภายในร้าน  


แม้ภายนอกจะถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ แต่ภายใน "Habe Jaebies" กลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นโลกอีกใบ บรรยากาศเหมือนงานเทศกาลที่ไม่มีวันจบสิ้น  


พวกเขาเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  


เสียงเครื่องเล่นอาร์เคดยังคงทำงาน ตู้เกมกระพริบแสงไฟสลับสี แท่นเต้น Dance Dance Revolution ฉายแสงเป็นจังหวะพร้อมเสียงบีทของเพลงจากลำโพง โต๊ะพินบอลมีลูกบอลวิ่งไปมาเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเล่นอยู่  


"นี่มัน...น่าขนลุกชะมัด" คาเลบพึมพำ ดวงตาสีฟ้าของเขากวาดมองรอบตัว  


"มันเงียบเกินไป" คูเปอร์เสริม แม้ว่าร้านนี้จะเต็มไปด้วยแสงสีและเสียง แต่บรรยากาศกลับให้ความรู้สึกเวิ้งว้างและว่างเปล่า  


เมเรซยืนกอดอก มองไปทางบูธคาราโอเกะที่ยังเปิดหน้าจอแสดงคะแนนของเพลงสุดท้ายที่ถูกร้อง "คะแนนเต็มเลยแฮะ สงสัยคนสุดท้ายที่ร้องคงเก่งเอาเรื่อง"  


"หรือไม่ก็เป็นเทพีฮีบี้เอง" คูเปอร์เดา "เธอชอบร้องคาราโอเกะอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"  


พวกเขายังคงเดินสำรวจต่อไป เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องในพื้นที่กว้างใหญ่ของร้าน ขณะที่พวกเขาเดินผ่านโซนต่างๆ โต๊ะพินบอลที่ยังคงทำงานเอง แท่นเกมแข่งรถที่มีพวงมาลัยหมุนไปมา แต่ไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้น  


"โอเค มันแปลกขึ้นเรื่อยๆ แล้ว" คาเลบพูดเสียงต่ำ "มันเหมือนที่นี่กำลังเล่นอยู่เอง..."  




พวกเขาเดินผ่านเครื่องเล่นต่างๆ ไปยังด้านหลังของร้านซึ่งเป็นโซน VIP ของ Habe Jaebies ที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ตรงกลางมีประตูที่มีสัญลักษณ์ของเทพีฮีบี้สลักอยู่ 


คูเปอร์ลังเลก่อนจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู บางอย่างในใจของเขากำลังเตือนให้เตรียมพร้อมกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง  


"ถ้าเราเปิดเข้าไปแล้วเจออะไรแปลกๆ ฉันจะไม่แปลกใจเลยนะ" คาเลบพูดเสียงเบา  


คูเปอร์ผลักประตูเข้าไปช้าๆ  

 


สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือ ห้องที่เงียบสนิทและว่างเปล่า แต่ตรงกลางของห้องมีตะกร้าใบเล็กวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยที่ดูหรูหราพร้อมหมอนนุ่มๆ  


ข้างในตะกร้านั้น...  


เด็กทารกเพศหญิงวัยหนึ่งเดือน กำลังนอนดิ้นอยู่ในผ้าห่มสีทอง  


แม้ร่างจะเล็ก แต่พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากเธอ ผ้าอ้อมที่ปักด้วยลวดลายกรีกโบราณเรืองแสงจางๆ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เคยเป็นเทพีแห่งเยาว์วัย  


คูเปอร์ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้และมองเด็กทารกในตะกร้าอย่างพินิจ ผ้าอ้อมสีทองที่ปักด้วยลวดลายกรีกโบราณไม่เหลือที่ให้สงสัยอีกแล้วนี่คือเทพีฮีบี้แน่นอน


คูเปอร์แทบไม่ต้องใช้เวลาคิด "นั่นเธอแน่ๆ"  


คาเลบมองเด็กทารกตรงหน้าด้วยความตกตะลึง "อย่าบอกนะว่า...เทพีฮีบี้?"  


เมเรซยกมือขึ้นกุมขมับ "ให้ตายเถอะ...เกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่"  

  


"เธอ...กลายเป็นเด็กทารกได้ยังไง?" คาเลบยังคงพูดอย่างไม่อยากเชื่อ  


"อย่าบอกนะว่าหมอกนี่มีผลกับเธอด้วย" เมเรซพูดเสียงเครียด "แต่เธอเป็นเทพีไม่ใช่เหรอ?"  


"ใช่ แต่เทพีฮีบี้มีเงื่อนไขพิเศษ" คูเปอร์ตอบ ดวงตาเทาส่องประกายครุ่นคิด "เธอเป็นเทพีที่ต้องเด็กที่สุดในพื้นที่ที่เธออยู่ ถ้ามีเด็กเล็กกว่ามาอยู่ใกล้เธอ เธอจะกลายเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่าทันที"  



คูเปอร์หรี่ตามองเด็กทารกตรงหน้า "เพราะเทพีฮีบี้ต้องอ่อนเยาว์กว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวเธอเสมอ และตอนนี้...ไทม์สแควร์เต็มไปด้วยเด็กทารก"  


เมเรซหน้าซีดลง "หมายความว่า ยิ่งมีเด็กเล็กอยู่ในรัศมีของเธอมากเท่าไหร่ เธอก็จะย้อนวัยลงไปเรื่อยๆ จนตอนนี้..."  


"เธอกลายเป็นเด็กแรกเกิด" คูเปอร์พูดเสียงเครียด  


  


คาเลบขมวดคิ้ว "ถ้าเป็นแบบนั้น แปลว่าตราบใดที่ยังมีเด็กที่อายุน้อยกว่าเธออยู่ในบริเวณนี้ เธอจะไม่สามารถกลับคืนร่างเดิมได้?"  

 


เมเรซถอนหายใจแรง "แปลว่า มีใครบางคนเอาทารกมาอยู่ในเขตของเทพีฮีบี้จนทำให้เธอกลายเป็นแบบนี้..."  


คาเลบขมวดคิ้ว "งั้นเราต้องหาต้นตอของปัญหานี้ ถ้าเรายังอยู่เฉยๆ เธอคงทำอะไรไม่ได้ในร่างนี้”


คูเปอร์มองเทพีตัวน้อยที่ยังคงดิ้นไปมาอยู่ในตะกร้า เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไป ก่อนจะช้อนร่างของเทพีขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เทพีฮีบี้ตัวเล็กจนพอดีอ้อมแขนของเขา แต่ถึงอย่างนั้น พลังงานศักดิ์สิทธิ์จากร่างของเธอก็ยังรับรู้ได้อย่างชัดเจน



"ใช่ และปัญหาคือ..." คูเปอร์อุ้มเทพีตัวน้อยขึ้นมาในอ้อมแขน เธอเบะปากน้อยๆ แต่ไม่ได้ร้องไห้


"บางอย่างที่อายุน้อยยิ่งกว่าทารกซุกซ่อนอยู่ในไทม์สแควร์"  




ขณะที่เขาอุ้มเทพีตัวน้อย คูเปอร์เพ่งสายตาออกไปทั่วห้อง ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า เขายังมองข้ามอะไรไปบางอย่าง


"บางอย่างที่อายุน้อยกว่าทารก...คืออะไรกันแน่?"


หัวใจของคูเปอร์เต้นรัว คำถามมากมายประดังเข้ามาในหัวของเขา  


พวกเขาอาจจะช่วยเทพีฮีบี้ได้แล้ว...แต่ต้นตอของปัญหานี้ยังไม่ถูกแก้ไข  


และถ้าพวกเขาหาทางแก้ไม่ได้… พวกเขาอาจจะติดอยู่ที่นี่เหมือนกัน


“ไม่เป็นไรนะครับ เทพีฮีบี้…” คูเปอร์พูดกับเทพีด้วยน้ำเสียงที่ดูจะอ่อนน้อมที่สุด ความจริงเขาอยากพูดว่า ‘ไม่เป็นไรนะท่าน พวกผมมาช่วยแล้ว' แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้วนั้น.. ถ้าไม่มัวชักช้าพวกเขาทั้งหมดน่าจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเทพีองค์นี้เป็นแน่



"ฉันมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า..."


-------------

--------------


ใช้ สายตาแห่งนกฮูก กวาดสายตามองทั้งบริเวณห้องเผื่อพบเบาะแส


เปิดใช้งานหากเข้าเงื่อนไข


BELIEVER โบนัสความโปรดปราน +15



ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ โบนัสความโปรดปราน +15


เป้าหมาย เทพีฮีบี้








ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา ลงทะเบียน

×

แสดงความคิดเห็น

God
บางทีเบาะแสที่สำคัญอาจจะอยู่ในกลุ่มก๊อบลิน แต่พวกมันไปกบดานที่ไหนกันล่ะ  โพสต์ 2025-2-9 00:12
God
จากสายตานกฮูก คุณพบรอยเท้าก๊อบลินจำนวนมาก ดูเหมือนพวกก๊อบลินน่าจะเป้นต้นเหตุ  โพสต์ 2025-2-9 00:12
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-19-1] ฮีบี้ เพิ่มขึ้น 30 โพสต์ 2025-2-9 00:11
โพสต์ 108406 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-2-8 23:47
โพสต์ 108,406 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-2-8 23:47
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-10 02:11:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:44


บทที่ 3


จากสายตาอันเฉียบแหลมราวนกฮูก คูเปอร์พบรอยเท้าจำนวนมาก ดูเหมือนพวกมันน่าจะเป็นต้นเหตุ



“หรือว่า… นี่มันรอยเท้าของพวกก็อบลินนี่”



เขาก้มลงมองเทพีตัวน้อยที่ยังคงหลับตาพริ้มในตะกร้าสีทองที่เขานำมาอุ้มอยู่ เทพีฮีบี้ดูสงบจนน่าแปลกใจ หรือบางทีเธออาจรับรู้ถึงสถานการณ์แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้  


"ฟังนะครับเทพีฮีบี้" คูเปอร์พูดเบาๆ พลางค่อยๆ วางตะกร้าลงบนโต๊ะ "ผมต้องเดินสำรวจสักหน่อย และถ้าอุ้มท่านไปด้วยผมอาจจะพลาดอะไรสำคัญๆ ได้ ท่านไม่ต้องกังวลนะ ผมจะไม่ปล่อยให้เป็นอะไรแน่นอน"  


เทพีน้อยขยับมือเล็กน้อยราวกับตอบรับ  


คูเปอร์ยิ้มบางๆ "ฉันจะถือว่านั่นคือ ‘ตกลง’ ก็แล้วกัน"  



"ฉันเจอรอยเท้าของก็อบลินเต็มไปหมด" คูเปอร์บอกเพื่อนร่วมทีม หลังจากพวกเขามารวมตัวกันตรงกลางร้าน "มันดูเหมือนจะเคลื่อนที่ไปทั่วร้าน บางรอยเท้าก็มีรอยคราบน้ำติดอยู่ แสดงว่าพวกมันอาจขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งที่มีความชื้น"  


เมเรซกอดอก "ฉันไม่ชอบเลยที่รู้ว่าก็อบลินพวกนี้เดินเพ่นพ่านอยู่แถวนี้"  


"แล้วนายอยากให้พวกมันใช้บริการร้านนี้แบบลูกค้าหรือไง?" คาเลบแซว  


คูเปอร์กลอกตา "เอาเป็นว่าตอนนี้เราต้องแยกกันสำรวจ ค้นหาทุกซอกทุกมุมของร้าน เผื่อจะเจออะไรที่บ่งบอกว่าพวกมันเข้ามาทางไหน"  


"แล้วถ้าฉันเจอประตูที่มีป้าย ‘ก็อบลินเข้า-ออก’ ล่ะ?" คาเลบถามติดตลก  


"ฉันจะซื้อช็อกโกแลตให้ทั้งกล่องเลย" คูเปอร์ตอบ  


"งั้นฉันจะตั้งใจหาสุดชีวิต" คาเลบพูดก่อนจะเดินออกไปสำรวจ  




คูเปอร์กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน Habe Jaebies อย่างระมัดระวัง เสียงเครื่องเล่นอาร์เคดยังคงทำงาน ไฟกระพริบวูบวาบ แต่กลับไม่มีวี่แววของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนเมืองร้างที่ยังคงมีสัญญาณไฟจราจรทำงานอยู่ ทั้งที่ไม่มีรถวิ่ง  


แต่สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือรอยเปื้อนบนพื้น  


เมื่อเพ่งมองดีๆ รอยเปื้อนนั้นไม่ได้เป็นเพียงฝุ่นละอองธรรมดา แต่เป็น รอยเท้าของก็อบลิน  มันเล็กกว่ามนุษย์ แต่มีรอยกรงเล็บลากไปตามพื้นเป็นแนวยาว ดูจากจำนวนรอยเท้าแล้ว คูเปอร์มั่นใจว่าพวกมันไม่ได้มาแค่ตัวสองตัว  


"ทำไมภารกิจแรกถึงเจอแต่พวกนายกันนะ" คูเปอร์พึมพำเบาๆ ก่อนจะเริ่มด่วนสำรวจร้านฮีบี้ระหว่างนั้นก็วกกลับไปดูเทพีที่นอนอยู่ในตระกร้าเป็นระยะ ๆ


หลังจากใช้เวลาสักพักใหญ่ในร้าน เขาก้มลงมองเทพีฮีบี้ที่นอนหลับอยู่ในตะกร้าสีทองที่เขาพึ่งอุ้มขึ้นมาหลังจากวางไว้ เพราะรู้สึกเป็นห่วง ทารกตัวน้อยยังคงสงบนิ่ง แม้แต่เสียงอาร์เคดรอบตัวก็ไม่ได้ทำให้เธอสะดุ้งตื่น คูเปอร์จ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่งจนเหมือนอาจจะทำให้นางตื่น เมื่อเป็นดังนั้นคูเปอร์จึงตัดสินใจวางตะกร้าลงบนโต๊ะข้างๆ  


"ขอโทษนะอีกครั้งนะฮีบี้ ฉันต้องใช้สองมือ" เขาพูดเสียงเบา "ฉันสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรแน่นอน แค่อยู่ตรงนี้ก่อนนะ"  


เทพีน้อยไม่ตอบกลับ แน่นอนว่าเธอพูดอะไรไม่ได้ในร่างนี้ แต่เมื่อเธอกระพริบตาสะลึมสะลือเล็กน้อย และขยับนิ้วเล็กน้อยราวกับรับรู้ คูเปอร์ก็ถือว่านั่นเป็นสัญญาณตกลง  


"ดี เด็กดี" เขายิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับไปกวาดตามองพื้นอีกครั้ง  


"พวกมันเดินไปทั่วร้านเลยแฮะ"  


เสียงของเมเรซดังขึ้นจากด้านหลัง คูเปอร์หันไปมองก็พบว่าเพื่อนร่วมทีมของเขากำลังเดินเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต อีกข้างหนึ่งหมุนมีดเล่น  


"ฉันเห็นรอยพวกนี้เหมือนกัน" คาเลบเสริม ขณะที่เดินมาจากอีกฝั่ง "แต่ปัญหาคือพวกมันขึ้นมาทางไหนกันแน่?"  


"นั่นแหละที่เราต้องหา" คูเปอร์พยักหน้า "เราแยกกันสำรวจดู ฉันว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมไปยังที่ซ่อนของพวกมัน"  


เมเรซถอนหายใจ "เข้าใจแล้วๆ งั้นถ้าใครเจออะไรน่าสนใจ ก็ตะโกนเรียกละกัน"  


ทั้งสามแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง คาเลบเดินไปยังโซนอาร์เคด ขณะที่เมเรซตรงไปยังบูธคาราโอเกะ ส่วนคูเปอร์เลือกเดินไปยังห้องเก็บของด้านหลังร้าน  


คูเปอร์ก้าวเข้าไปในห้องเก็บของ เสียงรองเท้าของเขากระทบพื้นเป็นจังหวะมั่นคง บรรยากาศในนี้แตกต่างจากส่วนอื่นของร้าน ไม่มีไฟกระพริบ ไม่มีเสียงเกมอาร์เคด มีเพียงเงาสลัวและกลิ่นของกระดาษลังเก่าๆ  


เขาสำรวจไปรอบๆ ใช้มือไล้ไปตามผนังและชั้นวางสินค้า ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับ รอยขีดข่วนบนพื้น รอยข่วนที่ดูเหมือนเกิดจากของหนักถูกลากไปมา  


เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้น ก่อนจะพบว่ารอยข่วนเหล่านั้นสิ้นสุดที่ ประตูไม้เก่าๆ บานหนึ่ง


มันดูแตกต่างจากส่วนอื่นของร้าน ฝุ่นจับเต็มไปหมด แต่ขอบด้านล่างของมันกลับสะอาดผิดปกติ เหมือนมีบางสิ่งถูกลากเข้าออกจากที่นี่บ่อยๆ


"นี่มันอะไรล่ะเนี่ย..." คูเปอร์พึมพำ  


"เจอน่าสนใจอะไรเหรอ?" เสียงของเมเรซดังขึ้นจากข้างหลัง คูเปอร์หันไปมองก็เห็นว่าเมเรซกับคาเลบเดินกลับมาพร้อมกัน  


"ฉันเจอรอยเท้าเต็มไปหมด แต่สุดท้ายแล้วมันก็มาจบที่นี่" คูเปอร์พยักพเยิดไปทางประตู  


"ให้เดานะ" เมเรซกอดอก "มันไม่ได้เปิดออกง่ายๆ ใช่ไหม?"  


"ถ้ามันเปิดออกง่าย ก็อบลินคงโดนจับไปแล้วล่ะ" คาเลบพูดพลางเดินเข้าไปใกล้ประตู เขาลองจับลูกบิดแล้วออกแรงดึง แต่มันไม่ขยับแม้แต่น้อย  


"ล็อกจากด้านใน" คาเลบบอก  


คูเปอร์ยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองพรรคพวก "งั้นเราต้องหาทางเปิดมัน... และคำถามต่อไปก็คือ เราจะเข้าไปดีไหม?"  


เมเรซถอนหายใจแรงๆ "โอเค ตอนนี้เราคิดว่าก็อบลินน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งบริเวณนี้ และถ้าเราจะหาต้นเหตุของปัญหาก็คงต้องเข้าไป แต่ปัญหาคือ..."  


เขาหันไปมองทิศที่มีตะกร้าที่มีเทพีฮีบี้อยู่ข้างใน  


"เราจะพาเธอเข้าไปด้วยดีไหม?"  


คาเลบขมวดคิ้ว "ถ้าสมมุติว่านี่เข้าไปแล้วเป็นทางเชื่อมกับทางระบายน้ำใต้ดิน มันคงไม่ได้สะอาดนักหรอก เทพีฮีบี้เขาจะมีปัญหาอะไรไหมถ้าไปเจออะไรทำนองนั้น"



"แถมเทพีคงไม่ชอบกลิ่นนั่นแน่ๆ" เมเรซเสริม "และถ้าเธอร้องขึ้นมาล่ะ?"  


คูเปอร์กอดอกมองไปรอบๆ พลางคิด "ถ้าประตูนี้เชื่อมกับอะไรแบบนั้นจริงก็เถอะ แต่เราก็ปล่อยเธอไว้ข้างบนไม่ได้เหมือนกัน หมอกนี่อันตราย และเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาอีก"  


"ทางเลือกคือ..." คาเลบเอ่ย "พกเธอไปด้วย แล้วทำให้เธอสบายที่สุด"  


คูเปอร์พยักหน้า "งั้นฉันจะพาเธอไปเอง ถ้ามีปัญหาอะไรพวกนายช่วยปกป้องเราด้วยละกัน"  


"ถ้านายคิดว่าไหวนะ" เมเรซยิ้มขำ 


คูเปอร์เดินกลับไปอุ้มตะกร้าทองขึ้นมาอีกครั้ง เทพีฮีบี้ยังคงนอนนิ่ง แต่ขยับมือน้อยๆ ราวกับรับรู้ว่ากำลังจะถูกพาไปที่ไหนสักแห่ง  


"โอเค ทีนี้เราต้องเปิดประตูนี่ให้ได้ก่อน"  


ทั้งสามคนช่วยกันสำรวจขอบประตู คูเปอร์ใช้หอกงัด คาเลบลองหาอะไรบางอย่างมาเคาะ ส่วนเมเรซพยายามเขย่ามัน แต่ไม่ว่าจะทำยังไง ประตูก็ยังคงแน่นหนา  


"มีอะไรล็อกอยู่ข้างในแน่ๆ" คูเปอร์พูด "ต้องมีทางเปิดมันจากด้านบน"  


คาเลบเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเพดาน "...หรือบางที อาจจะมีอีกทาง"  


เขาชี้ไปยังช่องลมด้านบนสุดของผนัง มันเป็นช่องระบายอากาศที่แคบพอจะมุดเข้าไปได้  


"ฉันคิดว่ามันน่าจะเชื่อมทางที่จะไปยังห้องข้างหลังประตู" คาเลบพูดต่อ "ถ้ามีใครมุดลงไปได้ เราอาจจะไปเปิดพอที่เปิดประตูจากอีกฝั่ง "  


"โอเค ใครไป?" เมเรซถาม  


ทุกสายตาหันมาที่คาเลบ  


"อะไร? ทำไมนายมองฉันแบบนั้น?"  


"นายตัวเบาที่สุด" คูเปอร์ยิ้มมุมปาก "นายไปสิ"  


คาเลบกลอกตาแต่ก็ยอมปีนขึ้นไป มันใช้เวลาสักพัก แต่สุดท้าย...  


แกร๊ก!


เมื่อประตูไม้เก่าเปิดออก เสียงบานพับที่ขึ้นสนิมดังขึ้นเบาๆ คูเปอร์ก้าวเข้าไปเป็นคนแรก มือยังคงกระชับหอกแน่น ภายในเป็นพื้นที่เล็กๆ คล้ายห้องเก็บของ แต่สิ่งที่สะดุดตาคือ ฝาทางลงที่น้ำระบายขนาดใหญ่พอที่ตัวเด็กๆอย่างเขาในตอนนี้ลงไปได้ เปิดทิ้งไว้


ขอบท่อมีรอยขีดข่วนเหมือนมีบางสิ่งปีนขึ้นลงอยู่บ่อยๆ รอยเท้าก็อบลินที่พวกเขาตามหามาตลอดมุ่งตรงมาที่นี่ ไม่ผิดแน่ นี่ต้องเป็นเส้นทางที่พวกมันใช้เข้าออกระหว่างพื้นดินกับทางระบายน้ำเบื้องล่าง  


เมเรซก้มลงมองขอบท่อก่อนจะเป่าปากเบาๆ "โอเค... ฉันคงไม่ต้องเดานะว่ามันลึกแค่ไหน"  


คาเลบหยิบไฟฉายออกมาส่องลงไป แม้แสงจะส่องลงไปไกลพอสมควร แต่ด้านล่างก็ยังคงเป็นความมืดมิด  เสียงน้ำหยดดังเป็นระยะ ผนังด้านในของท่อเต็มไปด้วยคราบสกปรกและสนิม บันไดเหล็กขึ้นสนิมทอดยาวลงไป ลึกจนมองไม่เห็นก้นท่อ  


"เราจะลงไปจริงๆ ใช่ไหม?" คาเลบถาม  


คูเปอร์ถอนหายใจ "เรามาถึงขนาดนี้แล้ว จะถอยก็คงไม่ใช่"  


"งั้น... ใครลงไปก่อนล่ะ?" เมเรซเลิกคิ้ว "ดูจากความแคบของปากท่อแล้ว คงลงได้ทีละคนเท่านั้น"  


คูเปอร์ มองไปที่ปากท่อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับคาเลบและเมเรซ "โอเค ถ้าไม่มีใครอาสา ฉันจะลงก่อนเอง"  


เมเรซยักไหล่ "อาสาเลย ฉันไม่ขัด"  


คาเลบหัวเราะเบาๆ "โอเค นายไปก่อน แล้วฉันจะตามลงไป"  


คูเปอร์สูดลมหายใจลึก เขาสบตากับเทพีฮีบี้ที่ยังคงอยู่ในตะกร้าในอ้อมแขนของเขา “ไม่เป็นไรนะครับ เรากำลังจะลงไปหาทางช่วยท่าน"  


เทพีน้อยไม่ตอบ แต่ขยับนิ้วมือเล็กๆ 


คูเปอร์ยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับไปที่ปากท่อ จากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวลงไปตามบันไดเหล็กขึ้นสนิม  ตามด้วยคาเลบและเมเรซที่ตามลงไปอย่างระมัดระวัง  


พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยความลึกลับของทางระบายน้ำใต้ดิน



พื้นเหล็กของบันไดขึ้นสนิมเย็นเฉียบ ฝ่าเท้าของคูเปอร์สัมผัสได้ถึงความชื้นจากอากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของน้ำเสีย พวกเขาทั้งสามค่อยๆ ไต่ลงมาทีละขั้นโดยมีแสงไฟจากคาเลบเป็นตัวนำทาง  


เมื่อเท้าของเขาสัมผัสพื้น คูเปอร์เงยหน้าขึ้นมองรอบตัว ท่อระบายน้ำใต้ดินแห่งนี้กว้างใหญ่และซับซ้อนกว่าที่เขาคิด ผนังคอนกรีตถูกปกคลุมด้วยคราบน้ำสกปรก ละอองไอน้ำลอยขึ้นจากน้ำเสียที่ไหลผ่านร่องระบายน้ำ เสียงหยดน้ำจากเพดานดังก้องไปทั่ว  


เมเรซและคาเลบก้าวลงมาสมทบ พวกเขาทั้งหมดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คูเปอร์จะพูดขึ้น  


“ตอนนี้เราอยู่ใต้ดินแล้ว คำถามคือ... เราจะไปทางไหน?”  


เขากวาดตามองรอบๆ ด้วยสายตาที่สามารถมองเห็นในความมืดได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเมื่อเส้นทางเหล่านี้เป็นเหมือนเขาวงกตที่ทอดยาวออกไปในทุกทิศทุกทาง  


"ถึงฉันจะเห็นในที่มืดได้ แต่ถ้าจะให้เดินสุ่มหาแบบไร้ทิศทางก็คงไม่ใช่เรื่อง"  


ก่อนที่คูเปอร์จะพูดอะไรต่อ เมเรซยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เงียบ ดวงตาสองสีของเขาหลับลงพร้อมกับการหายใจเข้าออกช้าๆ ราวกับกำลังโฟกัสอะไรบางอย่าง  


คูเปอร์และคาเลบยืนนิ่งไม่ขยับ มีเพียงเสียงน้ำหยดที่ยังคงดังก้อง เมเรซขยับศีรษะเล็กน้อยคล้ายกำลังจับตำแหน่งของเสียง  


ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาลืมตาขึ้น "ฉันได้ยินเสียงบางอย่างจากทางนั้น" เขาพยักพเยิดไปทางหนึ่ง "มันเบามาก แต่ถ้าฉันเดาไม่ผิด น่าจะเป็นเสียงฝีเท้า"  


"ก็อบลิน?" คาเลบถาม  


"มีความเป็นไปได้สูง" เมเรซตอบ  


"งั้นเราก็มีทางให้ไปแล้ว" คูเปอร์กระชับหอกในมือ ก่อนจะปรับอ้อมแขนที่อุ้มตะกร้าทองซึ่งบรรจุเทพีฮีบี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่มั่นคง  


พวกเขาเริ่มเดินไปตามทิศที่เมเรซบอก แม้จะมีทิศทางของเสียงเป็นแนวทาง แต่เส้นทางวกวนของท่อระบายน้ำทำให้การเดินทางไม่ใช่เรื่องง่าย บางจุดมีทางแยกที่พวกเขาต้องตัดสินใจเลือก บางครั้งต้องปีนข้ามท่อขนาดใหญ่หรือเดินผ่านสะพานเหล็กแคบๆ ที่ดูเหมือนจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ  


"ฉันเกลียดที่แบบนี้ชะมัด" คาเลบบ่นพึมพำ ขณะที่พยายามเดินอย่างระวังไม่ให้รองเท้าของเขาจุ่มลงไปในน้ำเน่า  


"ถ้าเราไปถึงที่หมายแล้วไม่พบอะไร ฉันจะโกรธมาก" เมเรซเสริมเสียงนิ่ง  


คูเปอร์ไม่ได้ตอบ เขาตั้งสมาธิอยู่กับการเดินหน้าและคอยปรับอ้อมแขนที่อุ้มเทพีไปด้วย  


หลังจากเดินลัดเลาะมาเป็นระยะหนึ่ง พวกเขาก็หยุดลงเมื่อเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตสามตัว ก็อบลินสามตัวกำลังเดินลาดตระเวนอยู่ตรงหน้า  


คูเปอร์ขมวดคิ้ว พวกมันดูมีระเบียบวินัยกว่าที่เขาคิด มันไม่ได้เดินสะเปะสะปะเหมือนพวกก็อบลินปกติ แต่ดูเหมือนกำลังตรวจตราบางสิ่ง  


"เราจัดการพวกมันยังไงดี?" คาเลบกระซิบ  


"เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้" คูเปอร์ตอบ "เราไม่รู้ว่ามีตัวอื่นอยู่แถวนี้หรือเปล่า ถ้าทำให้เสียงดังพวกมันอาจเรียกพวกมาเพิ่ม"  


เมเรซพยักหน้า ก่อนจะชักมีดสั้นของเขาออกมา คาเลบเตรียมคันธนู ขณะที่คูเปอร์ปรับท่าจับหอกให้มั่นคงมากขึ้น  


การต่อสู้อันเงียบเชียบเริ่มต้นขึ้น 


คูเปอร์พุ่งเข้าไปก่อน พุ่งหอกแทงทะลุอกของตัวหนึ่งอย่างแม่นยำ เสียงของมันขาดห้วงก่อนที่มันจะทันร้องเตือนพวกพ้อง 


เมเรซใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เขาอ้อมไปด้านหลังของอีกตัวก่อนจะปักมีดเข้าที่คอของมัน การโจมตีรุนแรงและเฉียบขาดจนไม่มีเสียงร้องเล็ดรอดออกมา


คาเลบง้างคันธนูเตรียมยิงใส่ตัวสุดท้าย แต่ก็อบลินตัวนั้นเหมือนจะรู้ตัวแล้ว มันเบิกตากว้างก่อนจะกระโจนถอยหลังและเตรียมวิ่งหนี  


"บ้าเอ๊ย มันกำลังจะหนีไปทางนั้น รีบตามไปกัน" คาเลบสบถ เขารีบยิงลูกธนูออกไป แต่มันเฉียดไปเพียงนิดเดียว เพราะความมืดของทางน้ำทำให้การเล็งเป็นเรื่องยาก  


คูเปอร์กระชับตะกร้าแน่นก่อนจะพุ่งตามไป เมเรซและคาเลบรีบตามหลัง  


การไล่ล่าในเงามืดเริ่มต้นขึ้น  


พวกเขาวิ่งตามมันไปตามเส้นทางที่วกวน ก็อบลินตัวนั้นมีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ในท่อระบายน้ำ มันกระโดดข้ามท่อได้อย่างง่ายดายและพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว  


"อย่าปล่อยมันไป!" คูเปอร์ตะโกนขณะพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดโดยไม่ทำให้เทพีในตะกร้าสะเทือนมากเกินไป  


เมเรซใช้ความเร็วของตัวเองพยายามไล่ให้ทัน แต่ก๊อบลินก็รู้จักเส้นทางนี้ดี มันเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา วิ่งลอดใต้ท่อ ทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาหาทางอ้อม  


แต่ในที่สุด ก็อบลินตัวนั้นก็ก้าวพลาด มันสะดุดท่อขาดที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นและล้มลง  


คาเลบที่ตามมาทันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขายิงลูกธนูออกไปทันที ลูกศรปักเข้ากลางหลังของมันอย่างแม่นยำ ร่างของก็อบลินกระตุกก่อนจะแตกสลายเป็นฝุ่น  


หลักฐานการพิชิต


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=805


ตัวที่ 1


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=806


ตัวที่ 2


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=807


ตัวที่ 3



พวกเขาหยุดยืนหอบหายใจ  


"มันพาเรามาไกลกว่าที่คิดแฮะ" เมเรซพูดพลางยืดตัว  


คูเปอร์กวาดตามองรอบๆ ตรงหน้าของพวกเขาคือพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ดูแตกต่างจากทางเดินแคบๆ ก่อนหน้านี้


"ฉันคิดว่า... นี่อาจเป็นแหล่งกบดานของพวกมัน" คาเลบพูดเสียงเบา  


คูเปอร์เพ่งมองไปรอบๆ กลิ่นสาปของก็อบลินแรงขึ้นกว่าเดิม พื้นเต็มไปด้วยร่องรอยของการเดินไปมา และในเงามืดด้านหน้า อาจมีบางอย่างขยับ


หัวใจของคูเปอร์เต้นรัว นี่อาจเป็นที่ที่พวกเขาจะพบคำตอบของทุกอย่าง  


แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรออกมา เมเรซก็เอ่ยขึ้น "ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่า... พวกเรากำลังจะได้รู้คำตอบแล้ว"  


สามสหายกับอีกหนึ่งเทพียืนอยู่หน้าทางเข้า เตรียมตัวเพื่อตอบโต้เมื่อจะเจอตัวอะไรกระโจนเข้ามา เขาหวังว่าความพยายามในครั้งนี้จะไม่สูญเปล่านะ


—--------


—--------




BELIEVER โบนัสความโปรดปราน +15




ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ โบนัสความโปรดปราน +15




เป้าหมาย เทพีฮีบี้

แสดงความคิดเห็น

God
เมื่อคุณลงไปคุณจะเผชิญกับจุดท่อระบายน้ำที่หมอกหนาที่สุดทำให้เห็นภาพหลอนจากอดีตความกลัยวัยเด็กสะท้อนออกมาเป็นความจริง และอายุพวกคุณรู้สึกว่าร่างกายคุณลดลง 1 ปีอีกแล้วตอนนี้  โพสต์ 2025-2-10 11:03
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-19-1] ฮีบี้ เพิ่มขึ้น 30 โพสต์ 2025-2-10 11:02
โพสต์ 101154 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-2-10 02:11
โพสต์ 101,154 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-2-10 02:11
โพสต์ 101,154 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-2-10 02:11
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-11 18:44:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:44





บทที่ 4 - 1



หมอกหนาทึบเบื้องหน้าราวกับมีชีวิต มันโอบล้อมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในเงามืด อากาศเย็นเฉียบราวกับสัมผัสของน้ำแข็งไหลผ่านเส้นเลือด และในเสี้ยววินาทีที่คูเปอร์ก้าวเข้าไป ทุกอย่างรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไป  


ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปครู่หนึ่ง  


นี่มัน... ห้องเก็บของที่บ้านของเขา  


ดวงตาสีเทาของคูเปอร์เบิกกว้าง ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ผนังสีซีด เฟอร์นิเจอร์ที่คลุมด้วยผ้าเก่าๆ และแสงจากหน้าต่างบานเล็กที่ส่องผ่านม่านฝุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่จุดเดียว  


มือของเขากระชับด้ามหอกโดยอัตโนมัติ แต่แล้วความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็แล่นเข้ามา หอกที่ปกติคุ้นมือกลับให้ความรู้สึกแปลกไป มันดูใหญ่ขึ้น หนักขึ้นเหมือนว่า—  


คูเปอร์รีบหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกที่ตั้งพิงอยู่มุมห้อง  


เด็กชายวัยห้าขวบจ้องกลับมาที่เขา  


หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นทันที ความหนาวเย็นไล่ขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง เขาเด็กลงอีกแล้ว  


มือเล็กๆ ของเขาจับด้ามหอกได้ไม่แน่นเหมือนเคย เสื้อผ้าที่เขาสวมที่ดูตัวโคร่งขึ้น เท้าของเขาสัมผัสพื้นไม้เย็นเฉียบ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก และสิ่งที่ทำให้เขาหวาดหวั่นที่สุดในตอนนี้คือ  


เพื่อนร่วมทีมของเขาหายไปอีกแล้ว  


“เมเรซ คาเลบ” คูเปอร์เรียกเสียงเบา แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเอง  


เขาหายใจถี่ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความอึดอัดเริ่มกัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ  


เขาเหลือเพียงตัวเอง และเทพีฮีบี้ที่ยังคงนอนอยู่ในตะกร้าทอง  


คูเปอร์พยายามข่มใจไม่ให้ตื่นตระหนก เขากวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เขาเห็นทำให้ร่างกายของเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าก่อนหน้านี้  


นี่คือห้องเก็บของในวันที่เขาเคยติดอยู่ในนี้ ในวันที่กลายเป็นฝันร้ายของเขา  


วันที่ฆาตกรต่อเนื่องแอบเข้ามาในบ้านของเขา  


ความทรงจำแผ่ขยายรอบตัวเขาเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำ คืนนั้นฝนตกหนัก ไฟในบ้านดับพรึ่บกลางดึก เขาถูกบอกให้ซ่อนอยู่ที่นี่ก่อนที่เจมส์และมาเรีย พ่อแม่บุญธรรมของเขาจะออกไปทำธุระ พวกเขาไม่รู้เลยว่าทันทีที่พวกเขาออกจากบ้าน จะมีบุคคลอีกคนที่ไม่ได้รับเชิญแอบเข้ามา  


คูเปอร์พยายามเปิดประตู แต่มันถูกล็อก  


มือของเขาเริ่มสั่น หอกในมือดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆ  


“...ฉันติดอยู่ในนี้อีกแล้ว”  


เสียงหายใจเล็กๆ จากในตะกร้าทำให้เขาหันไปมอง เทพีฮีบี้ยังคงอยู่กับเขา ดวงตาสีม่วงของเธอจ้องมองเขาอย่างสงบ  


"เธอ... ไม่กลัวเหรอ" คูเปอร์เอ่ยถาม  


ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่นางกะพริบตาช้าๆ ราวกับจะบอกว่า ฉันอยู่ตรงนี้  


คูเปอร์หัวเราะเบาๆ แม้จะไม่มีความขบขันเลยในสถานการณ์นี้ “โชคดีจริงๆ ที่ท่านยังอยู่ ผมไม่อยากเผชิญหน้ากับไอ้นั่นคนเดียว”  


เพียงแค่คิดถึงมัน ความทรงจำในวัยเด็กก็แล่นกลับมา  


เสียงฝีเท้า เสียงลมหายใจต่ำลึก เสียงของมันที่กระซิบจากอีกฝั่งของประตู  


และในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง  


"คูเปอร์..."  


เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากด้านนอกประตู  


คูเปอร์กลั้นหายใจ เขารู้ว่าเสียงนี้เป็นของใคร  


ฆาตกรคลั่ง วิลเลียม โครว์ฟอร์ด  


เขาไม่ตอบ มือกำด้ามหอกแน่นขึ้น  


"ไม่ต้องกลัวไปหรอก ฉันแค่อยากคุยเท่านั้นเอง"  


เสียงของมันยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เหมือนกับในคืนนั้นที่มันเคยพูดผ่านประตูมา มันนุ่มนวลแต่กลับเย็นยะเยือก ราวกับเสียงของงูที่กำลังรัดเหยื่อของมัน  


"เปิดประตูเถอะเด็กน้อย ฉันเป็นเพื่อนของพ่อแม่นายไง"  


คูเปอร์เม้มปากแน่น ทุกเซลล์ในร่างของเขากำลังบอกให้หนีไป แต่ไม่มีที่ให้หนี  


เขาหันไปมองฮีบี้ นางยังคงมองเขาอยู่  


“ขอโทษนะฮีบี้ แต่นี่มันเป็นเรื่องของฉัน”  


เขาตัดสินใจพุ่งโจมตีก่อนที่มันจะได้เข้ามา  


แต่ก่อนที่เขาจะขยับตัว เสียงหวานใสที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น  


"อย่าห่วงข้า"  


คูเปอร์เบิกตากว้าง เทพีฮีบี้พูด  


ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยอะไร ตะกร้าทองในอ้อมแขนของเขาก็หายไป นางจากไปแล้ว  


ประตูเปิดออก ร่างของฆาตกรปรากฏขึ้นในเงามืด  


มันยังคงเหมือนเดิม ดวงตาคมกริบแฝงความวิกลจริต เสื้อโค้ทเก่าขาดรุ่งริ่ง รอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุก  


"เอาล่ะเด็กน้อย" มันพูดเสียงเบา "วางอาวุธซะ"  


"ไม่มีวัน" คูเปอร์ตอบ ก่อนจะพุ่งเข้าหามันทันที  


หอกในมือของเขาฟาดออกไปในแนวขวาง มันหลบได้อย่างฉิวเฉียดก่อนจะหัวเราะเบาๆ  


"นายโตขึ้นนะ... หรือว่าควรจะพูดว่า นายยังเด็กลงเรื่อยๆ กันแน่"  


คูเปอร์ไม่เสียเวลากับคำพูดของมัน เขาฟาดหอกลงอีกครั้ง คราวนี้เขากะจังหวะได้ดีขึ้น ปลายหอกเฉือนผ่านร่างของมัน และสิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือ ร่างกายของมันบิดเบี้ยวเหมือนหมอกที่ถูกรบกวน  


มันไม่ใช่ของจริง... มันเป็นแค่ภาพจากหมอกนี้เท่านั้น  


แต่ถึงจะเป็นภาพลวงตา มันก็ทำร้ายเขาได้  


การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด คูเปอร์ต้องใช้ความคล่องแคล่วแทนพละกำลังของร่างกายที่เล็กลง เขาหลบ พลิกตัว โจมตีซ้ำๆ  


และสุดท้าย เขาปักหอกทะลุร่างของมัน  


เสียงกรีดร้องของมันดังขึ้นก่อนที่ร่างของมันจะแตกกระจายกลายเป็นหมอกดำ  



คูเปอร์กระพริบตาถี่ๆ หัวใจของเขายังคงเต้นแรงจากการต่อสู้เมื่อครู่ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยเงามืดและฝันร้ายอีกต่อไป  


เขาอยู่บนยอดเขา… และน่าจะไม่ใช่เขาธรรมดาทั่วไปด้วย


สายลมเย็นจัดพัดผ่านผิวกายของเขา พาเอากลิ่นของฟ้าฝนและอากาศบางเบาของที่สูงลิบลิ่วมาแตะจมูก รอบตัวของเขาไม่มีผนัง ไม่มีเพดาน มีเพียงท้องฟ้าเปิดกว้างสุดสายตา เบื้องล่างคือทะเลเมฆสีเงินที่ก่อตัวเป็นชั้นหนา ราวกับพรมขาวไร้ที่สิ้นสุด มันลอยตัวสูงเหนือพื้นโลกที่เขาไม่อาจมองเห็นได้ ทุกอย่างกว้างใหญ่จนทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงไปอีก  


เมฆหมอกเบื้องล่างพลิ้วไหวไปตามแรงลม ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลง เสี้ยวหนึ่งของม่านเมฆจะกระจายออกเผยให้เห็นเสี้ยวของพื้นเบื้องล่าง ก่อนที่มันจะปิดตัวลงอีกครั้งเหมือนม่านเวทีที่ถูกดึงเข้าหากัน เสียงฟ้าร้องดังสะท้อนรอบทิศทาง แรงสั่นสะเทือนจากมันสัมผัสถึงกระดูก  


ท้องฟ้าเหนือศีรษะเป็นสีครามเข้ม ดวงอาทิตย์ซึ่งควรจะอยู่ตรงกลางฟ้าเปล่งประกายแสงสีทองที่ร้อนแรง แต่กลับไม่เผาไหม้ให้รู้สึกแสบตาหรือระคายผิว ราวกับมันถูกควบคุมให้เป็นแสงที่เหมาะสมที่สุดกับที่แห่งนี้ รังสีของมันกระทบยอดเสาหินอ่อนสูงตระหง่านที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า แต่ละต้นสลักลวดลายซับซ้อนและเรืองแสงจางๆ ด้วยพลังอำนาจบางอย่าง  


คูเปอร์หันมองรอบตัว ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขาส่งกลิ่นอายของความเป็น "สรวงสวรรค์" ศาลาหินอ่อนที่ตั้งอยู่เรียงรายบ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมกรีกโบราณในแบบที่ไร้ซึ่งกาลเวลา รูปปั้นของเหล่าทวยเทพเรียงตัวอยู่สองข้างของระเบียงทอดยาว เสาหินสูงลิ่วแต่ละต้นแกะสลักเป็นลวดลายของพฤกษาและสัตว์ในตำนาน ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีทองระเรื่อคล้ายจะเป็นเวลาใกล้ค่ำ แต่กลับไม่มีดวงตะวันลับขอบฟ้า  


รอบตัวของเขาเต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่ยากจะอธิบาย มันไม่ใช่ความร้อน ไม่ใช่ความเย็น แต่เป็นความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางพลังงานอันไร้ขอบเขต ทุกย่างก้าวของเขาสัมผัสกับพื้นหินอ่อนที่ราบเรียบและแข็งแกร่งจนไม่น่าจะถูกสึกกร่อนด้วยกาลเวลา  


และจากท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านม่านเมฆลงมา ร่างสูงตระหง่านของชายผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากแสง  



คูเปอร์ไม่ได้ทันตั้งตัว ร่างของเขารู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็น คลื่นพลังอันหนักหน่วงไหลเวียนในอากาศจนทำให้รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอก ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหยุดพัด เสียงของโลกเงียบลง เสียงฟ้าร้องที่เคยดังก้องกลับจางหายไปในวินาทีที่บุรุษผู้นั้นก้าวออกมาจากแสง  


ชายร่างสูงใหญ่ กอปรด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่งราวกับถูกแกะสลักจากหินศักดิ์สิทธิ์ ไหล่กว้างและแผงอกที่มีพลังแฝงอยู่ทุกอณูของร่าง สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวขลิบทองที่สะบัดไปตามแรงลม แม้ว่าทั่วกายจะดูสงบนิ่งแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนพายุที่พร้อมจะก่อตัวขึ้นทุกเมื่อ เส้นผมสีเงินของเขาปล่อยยาวอย่างเป็นธรรมชาติ มงกุฎที่ทำจากทองคำและสายฟ้าประดับอยู่บนศีรษะส่งแสงเรืองรอง ดวงตาสีฟ้าประกายราวกับท้องฟ้าหลังพายุสงบ ขณะที่ทั่วกายของเขารายล้อมไปด้วยสายฟ้าที่พลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต เปลวสายฟ้ารอบตัวเขาล้อมเป็นชั้นเหมือนออร่าที่ไม่มีสิ่งใดกล้าล่วงล้ำ  


เขาไม่ได้เดินออกมาจากเงาหรือความมืด เขาก้าวออกมาจากแสงสว่างอันบริสุทธิ์ที่ทำให้รอบตัวของเขาดูเจิดจ้าราวกับเป็นดวงตะวันที่สองของโลก  


แม้ไม่มีใครบอกคูเปอร์ก็รู้ทันที  


เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าองค์ราชันแห่งโอลิมปัส  


ซุส ราชาแห่งทวยเทพ



คูเปอร์กำหอกแน่นขึ้นกว่าเดิม แม้จะรู้ดีว่ามันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังมหาศาลเช่นนี้ หัวใจของเขาเต้นแรง ร่างกายที่เล็กลงทำให้เขารู้สึกอ่อนแอราวกับเป็นเพียงใบไม้ที่พร้อมจะปลิวไปตามแรงพายุ  


เขากำลังยืนอยู่บนโอลิมปัส ท่ามกลางพลังอำนาจที่สูงส่งที่สุดเท่าที่โลกนี้จะมีได้  


เขาพยายามหาเหตุผลว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อคิดย้อนกลับไป ภาพเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ก็ยังชัดเจนอยู่ในหัว ก่อนหน้านี้เขาต่อสู้กับฆาตกรในวัยเด็กของตัวเอง ภาพในอดีตถูกนำมาทำให้เป็นจริงด้วยพลังของหมอก  


แล้วเทพีฮีบี้ล่ะ  


ถ้านี่เป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุด หากเมื่อก่อนหน้านี้เขาต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายของตัวเอง แล้วเธอล่ะต้องเผชิญหน้ากับอะไร  


คูเปอร์รู้สึกหนาวเยือกตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงกระดูกสันหลัง  


หากนี่เป็นภาพที่เกิดจากหมอก นั่นหมายความว่ามันอาจจะเป็นความทรงจำที่ฝังลึกที่สุดของเทพีฮีบี้ บางสิ่งที่เธอไม่อยากเผชิญหน้า บางสิ่งที่อาจมีผลกระทบต่อตัวตนของเธอมากกว่าที่เขาคาดคิด  


มือของเขาเริ่มสั่น แม้จะพยายามข่มมันไว้ แต่แรงกดดันจากสายฟ้าที่ล้อมรอบร่างของเทพเจ้าตรงหน้าทำให้ทุกเส้นประสาทของเขาสั่นสะท้านไปหมด  


คูเปอร์แทบอยากจะทิ้งหอกและกระโดดลงจากเขานี้ไปให้รู้แล้วรู้รอด  


แต่ก่อนที่จิตใจของเขาจะเตลิดไปไกลกว่านั้น เสียงของฮีบี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง  


"อย่าปล่อยให้ความกลัวควบคุมเจ้า"  


เสียงของเธอไม่ได้มาจากที่ใดที่หนึ่ง แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของเขา ราวกับเป็นเสียงกระซิบที่ลอดผ่านม่านหมอกที่กำลังบดบังความจริง  


"สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงภาพปรากฏการณ์ที่เกิดจากหมอกที่ดึงเอาความกลัวในวัยเด็กออกมาให้กลายเป็นจริง ซุสในที่นี้เป็นเพียงเงา แม้จะมีพลังมากเมื่อเทียบกับพวกเจ้า แต่ก็ไม่ได้ทัดเทียมอะไรกับตัวจริงแม้แต่น้อย หากเจ้า 'ฝืน' สักหน่อย เจ้าอาจจะชนะมันได้ แม้อาจจะบาดเจ็บตัวก็ตาม"  


คูเปอร์กัดฟันแน่น ดวงตาสีเทาของเขาสะท้อนภาพของเทพเจ้าที่กำลังทอดมองเขาด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ  


จะให้เขาสู้กับซุส ต่อให้เป็นเพียงเงาของซุสก็ตาม มันก็บ้าสิ้นดี!  


แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าหากสิ่งนี้เป็นภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากหมอกจริงๆ ก็หมายความว่ามันไม่ได้ไร้เทียมทาน และไม่ว่าอย่างไร เขาจะต้องหาทางทำลายมันให้ได้  


มือของเขากระชับด้ามหอกอีกครั้ง แม้ร่างกายจะยังสั่นอยู่เล็กน้อย แต่จิตใจของเขากลับเริ่มนิ่งขึ้น  


เขาต้องสู้  


และการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นในชั่วพริบตา  


ร่างสูงของเทพเจ้าสะบัดมือเบาๆ และเพียงเท่านั้น อากาศรอบตัวของคูเปอร์ก็ร้อนระอุขึ้นในทันที สายฟ้าฟาดลงมาตรงที่ที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ แรงระเบิดจากอัสนีทำให้พื้นหินอ่อนแตกกระจาย คูเปอร์กระโจนออกไปด้านข้างทันที ร่างเล็กของเขาพุ่งต่ำก่อนจะกลิ้งตัวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ  


เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าแตะพื้น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ แม้ว่าจะอยู่บนโอลิมปัสที่ควรจะเย็นสบาย แต่แรงกดดันของสายฟ้าทำให้เขาหายใจแทบไม่ออก  


ก่อนที่เขาจะได้ตั้งหลัก อัสนีอีกลูกก็ฟาดลงมา คราวนี้มันใกล้กว่าเดิม  


เขาหลบพ้นหวุดหวิด แต่แรงกระแทกของมันทำให้เขาต้องเซถอยหลัง เท้าของเขาลื่นไถลไปกับพื้นหินอ่อน ก่อนที่เขาจะสามารถตั้งหลักได้อีกครั้ง  


"เจ้าน่าจะทำได้ดีกว่านี้"  


เสียงของเทพเจ้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงฟ้าคำราม  


และจากนั้น มันก็เป็นเหมือนเกมไล่ล่า  


ซุสไม่เคลื่อนไหวมากนัก เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่ทำให้การต่อสู้เป็นฝ่ายเดียวคือสายฟ้าของเขา  


มันพุ่งมาจากทุกทิศทาง บางลูกฟาดลงจากฟากฟ้า บางลูกพุ่งตรงมาจากปลายนิ้วของเขา คูเปอร์ต้องใช้ทุกสิ่งที่เขามีในการหลบหลีก มันไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็นการเอาชีวิตรอด  


ทุกครั้งที่เขาพยายามเข้าประชิดตัว สายฟ้าก็จะฟาดลงมาก่อนที่เขาจะไปถึง  


ทุกครั้งที่เขาพยายามหาช่องว่างในการโจมตี พายุสายฟ้าก็จะหมุนวนบดบังร่างของเทพเจ้าไว้  


มันเป็นการต่อสู้ที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะชนะ  


แต่แล้ว ในระหว่างที่เขากำลังพยายามหาทางรับมือกับอัสนีอันร้ายกาจ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหูของเขา  


เสียงของชายหญิงคู่หนึ่ง  


เขาไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่ามันคือเสียงของใคร  


"เจ้าควรจะเห็นแก่ลูกของเราบ้าง อย่างน้อยก็คราวนี้"  


เสียงของหญิงสาวคนนั้นฟังดูหนักแน่น แต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และแม้แต่คูเปอร์ก็รับรู้ได้ถึงความสิ้นหวังที่แฝงอยู่  


"ข้าทำในสิ่งที่ข้าต้องการ ไม่มีใครบังคับข้าได้"  


เสียงทุ้มของชายอีกคนตอบกลับมา  


แล้วก็มีเสียงกรีดร้อง  


เสียงของเด็ก  


หัวใจของคูเปอร์กระตุก  


และเขาก็เริ่มเข้าใจ  


นี่คือเสียงจากความทรงจำของเทพีฮีบี้  


สิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุด  


ขณะที่เสียงนั้นยังคงดังก้องไปทั่วโอลิมปัส ร่างของซุสในเงามืดก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาจ้องมองลงมาที่คูเปอร์ ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะขยับ  


"หากยังฝืนจะรื้อฝอยหาตะเข็บ เด็กในมือของข้าจะมีชะตาเช่นไร ราชินีสวรรค์คงรู้ดี"  


และเสียงต่อมาก็คือเสียงร่ำไห้ของเฮร่า  


เสียงของคนเป็นแม่ที่เจ็บปวดอย่างถึงที่สุด  


คูเปอร์กัดฟันแน่น แม้จะยังไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงแรงสะท้อนจากอารมณ์ของผู้เป็นแม่กลัวการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญที่สุดไป  


และในวินาทีนั้นเอง ที่เขาคิดว่าเขาเห็นช่องว่างในการโจมตี  


เขาพุ่งไปข้างหน้า หมุนตัวและฟาดหอกไปที่ร่างของเทพเจ้า  


แต่เขารู้ตัวช้าเกินไป  


มันคือหลุมพราง  


บางสิ่งที่มองไม่เห็นพันธนาการร่างของเขาในพริบตา  


เขาถูกดึงรั้งไว้ โซ่สีทองเรืองแสงปรากฏขึ้นมาจากอากาศรอบตัวและรัดแน่น  


ซุสเงยหน้าขึ้น ชูมือขึ้นเหนือศีรษะ  


สายฟ้าในมือของเขาเจิดจ้าเสียจนแทบมองไม่เห็น  


มันกำลังจะผ่าลงมากลางกะโหลกของเขา  


แต่ทันใดนั้นเอง โอลิมปัสก็สลายไป  


แสงอรุณเจิดจ้าสาดส่องทั่วทิศ ทำให้หมอกควันที่บดบังทุกสิ่งสลายไปหมด  


เสียงของคูเปอร์ตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว  


"คาเลบ!”



แสงสีทองสว่างวาบขึ้นจนแทบทำให้คูเปอร์มองไม่เห็นอะไรไปชั่วขณะ สายตาของเขาพร่ามัวไปชั่วเสี้ยววินาที แต่ทันทีที่ภาพกลับมาเป็นปกติ สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้าก็ทำให้เขาถึงกับชะงักค้าง  


ร่างของคาเลบเรืองรองราวกับเป็นดวงตะวันจำแลง แสงอบอุ่นและเปล่งประกายออกมาจากผิวกายของเขา คล้ายรัศมีสุริยะที่กระจายเป็นวงกว้างจนแม้แต่หมอกที่หนาทึบก่อนหน้านี้ก็ถูกสลายไปโดยสิ้นเชิง เส้นผมสีทองของเขาสะท้อนแสงนั้นจนดูราวกับเปลวเพลิงสีอำพัน ในมือของเขากระชับคันศรที่ส่องประกายแสงอ่อนโยน แต่ทรงพลัง  


ลูกศรของเขายังคงตรึงอยู่กับสาย คมปลายของมันชี้ตรงไปยังร่างของซุสที่ถูกขัดจังหวะจากการโจมตีเมื่อครู่ อัสนีที่เทพเจ้าถืออยู่ในมือยังคงส่งประกายพลังออกมา แต่ดูเหมือนว่าแรงปะทะจากแสงของคาเลบทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาชะงักลงไปชั่วขณะ  


คูเปอร์อ้าปากค้าง หัวใจของเขายังเต้นแรงจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทุกสิ่งยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในอก แต่ก่อนที่เขาจะได้เปิดปากพูดอะไรออกไป สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งที่อยู่ข้างคาเลบ  


เมเรซ  


เขายืนอยู่ตรงนั้น ร่างของเขาสูงเท่าปกติ ต่างจากคูเปอร์ที่ยังคงติดอยู่ในร่างของเด็กวัยห้าขวบ  


"นาย..." คูเปอร์พึมพำ ดวงตาสองสีของเมเรซสะท้อนแสงสีทองของคาเลบอย่างงดงาม  


"ไม่ต้องแปลกใจ" เมเรซตอบเสียงเรียบ ริมฝีปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยขณะที่ใช้มือปัดเสื้อแจ็กเก็ตตัวเองให้เข้าที่ "ฉันใช้พลังของฉันเอง"  


คูเปอร์เบิกตากว้างขึ้นอีก "พลัง?"  


"การแปลงกาย ฉันสามารถกำหนดรูปลักษณ์ของตัวเองได้ในระยะเวลาหนึ่ง" เมเรซตอบเรียบๆ ก่อนจะเหลือบตามองคูเปอร์ที่ยังคงอยู่ในร่างเล็ก "แน่นอนว่าฉันช่วยนายไม่ได้"  


คูเปอร์รู้ว่าเมเรซไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเท่าไร เขายังอยู่ในร่างเด็ก ร่างกายยังคงไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นได้  


เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาถามว่าทำไมคาเลบถึงมีแสงเรืองรองออกจากตัว หรือทำไมเมเรซถึงสามารถกลับคืนสู่ร่างปกติได้  


สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำ คือถอยจากระยะประชิด  


ทันทีที่ร่างของคูเปอร์หลุดจากพันธนาการของโซ่สีทอง เขาไม่รอช้าที่จะถีบตัวออกห่างจากร่างของเทพเจ้าที่กำลังฟื้นตัวจากการโจมตีเมื่อครู่  


เขายังหายใจหอบอยู่ ทุกแรงกดดันจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ยังคงฝังอยู่ในกล้ามเนื้อของเขา  


"ต้องถอยก่อน" คาเลบพูดเสียงเข้ม "ตราบใดที่หมอกยังไม่หมดไปทั้งหมด เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน"  


คูเปอร์ไม่ได้เถียงอะไร เขาเพียงแต่พยักหน้า ก่อนจะรีบกระชับหอกของตัวเองแล้วถอยร่นไปอยู่ในแนวหลังข้างๆ เมเรซ  


ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังร่างของซุสที่เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง พลังของเขายังคงสั่นสะเทือนทั่วอากาศ ราวกับจะบอกว่าการต่อสู้นี้ยังไม่จบง่ายๆ  


คูเปอร์กลืนน้ำลายลงคอ  


พวกเขายังต้องสู้ต่อไป



—--------


—--------




BELIEVER โบนัสความโปรดปราน +15




ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ โบนัสความโปรดปราน +15




เป้าหมาย เทพีฮีบี้


แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-19-1] ฮีบี้ เพิ่มขึ้น 30 โพสต์ 2025-2-11 21:16
โพสต์ 121878 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-2-11 18:44
โพสต์ 121,878 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-2-11 18:44
โพสต์ 121,878 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-2-11 18:44
โพสต์ 121,878 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก สายตาแห่งนกฮูก  โพสต์ 2025-2-11 18:44
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-11 19:07:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-2-11 20:19

บทที่ 4 - 2



หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนนี้ได้รับการคัดลอกมาจากบันทึกของเมเรซ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าตัวอย่างถูกต้อง (หลังจากที่ผมสัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนคำพูดของเขา และยอมเลี้ยงชานมให้หนึ่งแก้ว) หากพบว่ามีข้อความที่ดูหลงตัวเองมากกว่าปกติ ขอให้เข้าใจว่านี่คือ "สไตล์การเล่าเรื่อง" ของเขา ไม่ใช่การแต่งเติมของผมแต่อย่างใด



เมเรซก้าวเข้าสู่หมอกหนา เสี้ยววินาทีต่อมาทุกสิ่งรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน กลิ่นอับของท่อระบายน้ำสาบสูญไป เหลือเพียงอากาศเย็นเฉียบของยามค่ำคืน สายลมกระโชกแรงปะทะกับผิวกาย ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าตัวเองอยู่กลางแจ้ง  


แสงจันทร์เพ็ญสีเงินยวงสาดส่องลงมาจากเบื้องบน  


เขายืนอยู่บนดาดฟ้าของตึกสูง  



เมื่อปรายตาไปมองข้าง ๆ ก็ไร้วี่แววของทั้ง คูเปอร์ และ คาเลบ หากให้คิดแล้วคงกรณีเดียวกันกับที่พวกเขาเคยพลัดหลงในหมอกตอนเดินอยู่บนไทม์สแควร์ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เห็นภาพหลอนธรรมดา แต่สามารถรับรู้และสัมผัสได้ถึงความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมไม่ต้องทายก็รู้ว่า ‘หมอก’ บริเวณนี้ เข้มข้นกว่าที่ๆแล้วมา



เมเรซกวาดตามองไปรอบๆ มันช่างเงียบงัน ไร้เสียงรถรา เสียงเมือง เสียงของผู้คน ไม่มีอะไรเลย มีเพียงตัวเขากับแสงจันทร์บนท้องฟ้า  



เขาแค่นยิ้มออกมา แค่เห็นสถานที่แห่งนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาอยู่ที่ไหน  


หมอกเฮ็งซวยนี่มันล้วงลึกถึงขนาดนั้นเลยสินะ  


เมเรซก้มมองมือตัวเอง ขนาดมือเล็กลงจนจับมีดได้ไม่ถนัดเหมือนปกติ ขนาดตัวก็ลดลงจนเสื้อผ้าเริ่มหลวมโครก เขาเหลือบมองเงาตัวเองสะท้อนบนพื้นกระจกของดาดฟ้า เด็กชายวัยห้าขวบจ้องมองกลับมาด้วยนัยน์ตาสองสี  


“ให้ตายสิ” เขาพึมพำเสียงต่ำ “ฉันชักจะรำคาญแล้วนะ”  


แม้จะไม่แน่ใจว่าเกิดจากการอยู่ในหมอกนานเกินไป หรือเพราะที่นี่เป็นจุดศูนย์กลางของมัน แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงอย่างเดียว  


ออกจากที่นี่ให้ได้  


หมอกหนาตัวขึ้นกะทันหันราวกับมันกำลังตอบรับความคิดของเขา ก่อนจะค่อยๆ รวมตัวเป็นรูปร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง  


นางยืนอยู่ตรงนั้น สวมชุดกระโปรงเรียบหรูแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นชา ผมดำขลับถูกรวบขึ้นสูงเป็นทรงที่เคยทำให้เขาขยะแขยงทุกครั้งที่เห็น  


อดีตพี่เลี้ยงของเขา  


ริมฝีปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบิดเบี้ยว เสียงของเธอดังขึ้น ทว่ากลับเป็นคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา  


"ถ้าไม่มีแก ถ้าไม่มีแก ถ้าไม่มีแก..."  


เมเรซหัวเราะเบาๆ ขณะที่จ้องมองเธออย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันก็อยากรู้เหมือนกันนะว่าถ้าไม่มีฉัน แล้วชีวิตเธอจะดีกว่านี้จริงรึเปล่า”  


เสียงของเธอดังขึ้นอีก คำพูดเริ่มแตกกระจายเป็นเศษเสี้ยวของเสียงหวีดหวิวรอบตัว  


"ถ้าไม่มีแก! ถ้าไม่มีแก ฉันจะได้ทุกอย่าง!"  


เมเรซถอนหายใจยาว ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกอะไร เพียงแต่เขา “เลิกสนใจ” ไปตั้งนานแล้ว ความเกลียดชังที่เขามีต่อเธอมันเหลือเพียงเศษซากที่เย็นเยียบ ทุกอย่างจบลงในวันที่เธอหายไปจากชีวิตของเขา ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปล่อยให้มันกลับมามีอิทธิพลอีก  


“รีบจบๆ เถอะ” เมเรซกล่าวเสียงเรียบ "ถือซะว่าได้มาชำระบัญชีแค้นก็แล้วกัน"  



ร่างเล็กของเขาเริ่มแปรเปลี่ยน  


เส้นผมสีชมพูอ่อนยาวสลวยขึ้น ร่างกายขยายขนาดกลับคืนสู่รูปร่างเดิม ดวงตาสองสีของเขาฉายประกายวาววับราวกับอัญมณีต้องแสงจันทร์ เสื้อผ้าของเขากลับมาพอดีกับร่างกาย นิ้วเรียวยาวควงมีดในมืออย่างคุ้นชิน  


เมื่อหวนคืนสู่สถานะที่พร้อมต่อสู้ เมเรซกระตุกยิ้ม มุมปากของเขาเผยอขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะขยับ  


เขาพุ่งไปข้างหน้า  


คมมีดแรกฟาดฉับลงมาพร้อมกับแสงจันทร์สะท้อนผ่านใบมีด เงาของหญิงสาวกระโจนหลบ ทว่าความเร็วของเมเรซทำให้เธอถอยแทบไม่ทัน  


มีดสองเล่มหมุนเป็นวงในมือของเขา ควงวูบไปมาราวกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย คมของมันเฉือนผ่านอากาศด้วยความเร็วที่ยากจะจับตาได้ ทุกครั้งที่เงาของหญิงสาวขยับเข้าใกล้เพื่อโจมตี คมมีดก็จะวาดเส้นเฉียบคมตัดผ่านช่องว่างก่อนที่เธอจะไปถึง  


ในสายตาของเมเรซ เธอไม่ได้ต่างจากอดีตพี่เลี้ยงของเขาเลยสักนิด  


และเขาก็จัดการเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า  


แต่แทนที่ร่างของเธอจะสลายไป มันกลับมีเงาอื่นปรากฏขึ้นเพิ่ม  


จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่  


ร่างของเธอปรากฏขึ้นซ้อนกันจนกระจายเต็มพื้นที่ของดาดฟ้า  


เงาของผู้หญิงคนนั้นกำลังหลอมรวมกัน  


ร่างที่เกิดจากหมอกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบางสิ่งที่แข็งแกร่งขึ้น มันขยับรวดเร็วขึ้น ดวงตาของมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ  


ก่อนที่เธอจะกระโจนเข้าใส่  


เมเรซเบี่ยงตัวหลบในจังหวะสุดท้าย ร่างของเธอพุ่งทะยานไปข้างหน้า แต่แรงกระแทกของมันกลับทำให้ราวระเบียงหักสะบั้น  


ร่างของหญิงสาวร่วงลงไปในความเวิ้งว้างของเมืองเบื้องล่าง  


เมเรซยืนอยู่ตรงขอบดาดฟ้า มองตามเธอที่ค่อยๆ จมหายลงไปในความมืด  


เขาหัวเราะออกมาอย่างขันขื่น ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ "ดูเหมือนว่าคนที่ร่วงลงไปน่าจะเป็นแกมากกว่านะ สมน้ำหน้า"  


ใช่แล้ว สาเหตุที่เขาเกลียดหน้าผู้หญิงคนนี้เข้าไส้ก็เพราะแบบนี้  


หญิงสาวผู้โหยหาความรัก ผู้อยากเป็นที่หนึ่งในใจของพ่อเขา มองกระทั่งลูกของชายที่ตัวเองหลงใหลเป็นศัตรู จนนำไปสู่ความพยายามผลักเขาตกตึก  


ซึ่งก็ไม่ใช่ที่ไหน  


แต่เป็น "ที่นี่"  


เมเรซกดลิ้นกับเพดานปาก หัวเราะในลำคอ  


ยังไม่ทันได้พักหายใจ เงาดำรอบตัวก็เริ่มขยับอีกครั้ง  


ร่างจากหมอกเริ่มเคลื่อนไหว  


เงาแรกพุ่งเข้าหาเขา ตามมาด้วยเงาที่สอง สาม และสี่  


แสงจันทร์กระทบใบมีดในมือของเขาขณะที่ร่างของเขาหมุนตัวเข้าโจมตี  


เสียงคมมีดเฉือนผ่านร่างของศัตรูดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คมของมันตัดผ่านหมอกสีดำที่พยายามเข้าห้อมล้อมเขา ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว มีเพียงเสียงลมหายใจที่สงบนิ่งของเมเรซ  


เงาหมอกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์จำนวนมากขึ้นทุกที พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นจนแทบจะกลืนกินทุกตารางนิ้วของดาดฟ้า รูปร่างของมันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ สีหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวไปมา บางครั้งก็เป็นใบหน้าของอดีตพี่เลี้ยงของเขา บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นเงามืดที่ไร้ใบหน้า แต่ถึงแม้รูปกายจะเปลี่ยนแปลงไป แต่แววตาของพวกมันยังคงฉายแววเกลียดชัง  


เมเรซขยับนิ้วเรียวยาวควงมีดในมือทั้งสองเล่ม หัวใจเต้นเป็นจังหวะคงที่ นัยน์ตาสองสีของเขากวาดไปทั่วพื้นที่ เขารู้ว่าต่อให้ตัวเองเก่งแค่ไหน แต่หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อแบบนี้ "ไม่มีทางที่จะชนะได้"  


หมอกนี่แปลกเกินไป มันทำให้ความกลัวกลายเป็นจริง และมันก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นร่างเดียวกันหมดด้วย  


แปลว่าต่อให้เขาฆ่าพวกมันไป พวกมันก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างและเพิ่มจำนวนขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าเขาจะหมดแรง  


"น่ารำคาญชะมัด" เมเรซพึมพำเบาๆ  


และแล้วฝูงเงาจำนวนมากก็กระโจนเข้ามาหาเขาพร้อมกัน  


เมเรซตวัดมีดเป็นวง ปลายคมของมันตัดผ่านร่างของเงาด้านหน้าทันที หมอกดำแหวกออกจากกันเป็นสองส่วน ร่างนั้นแตกกระจายเป็นฝุ่นควัน แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียวร่างใหม่ก็โผล่ขึ้นแทนที่อย่างไร้ร่องรอย  


เขาไม่รอให้พวกมันเข้ามาปิดล้อม ก่อนที่เงาที่สองจะกระโจนเข้าหาเขาก็ฉวยจังหวะหมุนตัวไปด้านข้าง ใช้แรงเหวี่ยงส่งมีดเล่มหนึ่งแทงทะลุช่องว่างระหว่างพวกมัน  


คมมีดเฉือนร่างของเงาที่สาม แต่มันไม่ได้ล้มลง  


เมเรซขมวดคิ้ว ร่างนี้แข็งแกร่งกว่าปกติ?  


แต่ก่อนที่จะได้วิเคราะห์อะไรไปมากกว่านั้น แรงกระแทกหนักๆ ก็พุ่งเข้าใส่จากด้านหลัง  


เขาถูกซัดจนถอยหลังไปหลายก้าว  


"โอ้... ดีเลย" เมเรซแสยะยิ้ม แตะปากตัวเองที่มีเลือดไหลซิบๆ ก่อนจะหันกลับไปจ้องพวกมัน "พวกแกกำลังทำให้ฉันอารมณ์เสียแล้วนะ"  


เงาจากหมอกไม่ปล่อยโอกาสให้เขาหายใจ พวกมันโถมเข้ามาพร้อมกัน หวังจะใช้จำนวนเข้ากดดัน  


เมเรซถีบตัวพุ่งไปข้างหน้า หมุนตัวหลบคมเงาที่พยายามตะปบเขา ก่อนจะใช้จังหวะนั้นแทงมีดเข้าไปที่ข้อต่อของเงาที่เข้าประชิดตัว  


คมมีดปักลึก มันกระตุกเฮือก แต่แทนที่ร่างมันจะสลาย มันกลับใช้มือขยุ้มเข้าที่ข้อมือของเมเรซแน่น  


"ให้ตายสิ"  


เงาอีกตัวพุ่งเข้าหาเขาจากทางซ้าย มือของมันเปลี่ยนรูปร่างเป็นกรงเล็บแหลมคมและตวัดลงมาที่เขา  


เมเรซสะบัดมือที่ติดอยู่กับเงาตัวแรกออกแล้วใช้ไหวพริบของตัวเองพลิกตัวไปด้านข้าง  


กรงเล็บของเงาตัวที่สองปักเข้าใส่ร่างของตัวแรกแทน  


เงาที่โดนโจมตีหันไปจ้องมันด้วยความโกรธ ก่อนที่ร่างมันจะสลายกลายเป็นควันดำ  


"โอ้ แบบนี้ก็น่าสนุกขึ้นมาหน่อยแล้วสิ" เมเรซหัวเราะเบาๆ  


เขากระโดดถอยหลังไปตั้งหลัก ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย ปลายเท้าของเขาแนบสนิทกับพื้นดาดฟ้า ร่างกายขยับเข้าจังหวะการร่ายรำที่แผ่วเบาและทรงพลัง


หากพวกมันจะใช้จำนวนเข้าสู้ งั้นเขาก็ต้องใช้เทคนิคของตัวเองเพื่อจัดการกับพวกมันทั้งหมดในคราวเดียว  


ฝูงเงาเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง  


แต่คราวนี้เมเรซเป็นฝ่ายโจมตีก่อน  


เขาหายวับไปจากสายตา เงาดำพุ่งผ่านจุดที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้โดยไม่ทันตั้งตัว  


เสียงของมีดเฉือนผ่านร่างของพวกมันดังก้อง  


เมเรซพุ่งออกจากเงามืด วาดมีดในมือเป็นเส้นโค้งแปรเปลี่ยนเป็นการร่ายรำกลางแสงจันทร์ คมมีดของเขาฟาดฟันทุกเงาที่ขวางทาง ทุกครั้งที่เขาหมุนตัวผ่าน เงาอีกตัวจะล้มลงกลายเป็นฝุ่นควัน  


การเคลื่อนไหวของเขาเร็วขึ้น จนเงาที่เหลือเริ่มตั้งตัวไม่ทัน  


เขากระโจนขึ้นสูงกลางอากาศ แล้วใช้แรงส่งจากแรงโน้มถ่วงเพิ่มพลังให้กับการโจมตีสุดท้าย  


ปลายมีดของเขาตวัดฉับเป็นเสี้ยวจันทร์  


ร่างสุดท้ายของเงาสลายไปในทันที ทุกอย่างเงียบลงราวกับม่านของฉากการแสดงได้ปิดลง เสียงลมหายใจของเมเรซหนักขึ้นเล็กน้อยจากการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง  


เขายืนนิ่งอยู่กลางดาดฟ้า มีดในมือของเขาแนบอยู่ข้างตัวอย่างผ่อนคลาย แม้ว่ากล้ามเนื้อจะยังคงตึงจากการใช้ร่างกายอย่างหนัก  


แต่แล้ว—  


เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ  


มันเป็นเสียงกรีดร้องแหลมสูง  


เมเรซเงยหน้าขึ้นทันที แสงจันทร์ที่ส่องผ่านม่านหมอกเผยให้เห็นเงาเคลื่อนไหวอยู่เบื้องบน  


และก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ร่างของบางสิ่งก็ร่อนลงมาจากท้องฟ้า  


มันไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองตัว แต่มาเป็นฝูง  


ฮาร์ปี้  


เมเรซแค่นเสียงในลำคอ ดวงตาสองสีของเขาทอประกายเย็นชา  


“ให้ตายสิ” เขาพึมพำเสียงต่ำ ร่างกายตึงเครียดขึ้นทันทีที่สายตาจับจ้องไปยังฝูงสิ่งมีชีวิตครึ่งมนุษย์ครึ่งนกเหล่านั้น “หลังจากสู้กับเงาบ้าๆ พวกนั้นแล้ว ฉันยังต้องมาสู้กับพวกนกบ้านี่อีกเหรอ”  


ฮาร์ปี้เป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่เร็วเป็นพิเศษ อีกทั้งเล็บของพวกมันก็แหลมคมพอจะฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ ได้ง่ายๆ ต่อให้เขาจะเก่งการต่อสู้ประชิดตัวขนาดไหน แต่การสู้กับศัตรูที่บินได้และพุ่งโจมตีจากทุกทิศทางย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย  


และจากจำนวนของพวกมันในตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขากำลังจะมีปัญหามากกว่าที่คิด  


ฮาร์ปี้ตัวแรกพุ่งลงมา  


เมเรซกระโดดถอยหลังหลบเล็บแหลมของมันที่ตวัดผ่านอากาศ ทว่าทันทีที่เท้าแตะพื้น ฮาร์ปี้อีกสองตัวก็โฉบลงมาพร้อมกัน  


เขาหมุนตัวหลบหนึ่งตัว ขณะที่คมมีดของเขาตวัดขึ้นสกัดกรงเล็บของอีกตัวที่พยายามจ้วงเข้ามาที่ไหล่ของเขา  


เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเมื่อมีดปะทะกับกรงเล็บเหล็กของพวกมัน เมเรซใช้แรงทั้งหมดในตัวผลักร่างของฮาร์ปี้ตัวนั้นออกไป แต่ก่อนที่เขาจะได้โจมตีซ้ำ ฮาร์ปี้อีกสามตัวยกตัวขึ้นสูงแล้วพุ่งโฉบลงมาพร้อมกัน  


เมเรซรู้ดีว่าเขาจะหลบพ้นตัวแรก แต่ตัวที่สองและสามนั้นเขาไม่มีทางพ้นแน่  


เขากัดฟัน ก่อนจะตัดสินใจกระโดดถอยหลังโดยใช้แรงจากขาข้างเดียว ทำให้ร่างของเขาหล่นลงต่ำกว่าปกติในเสี้ยววินาทีสุดท้าย  


ฮาร์ปี้ทั้งสามตัวโจมตีพลาดไป  


แต่การถอยหลังของเมเรซก็ทำให้เขาเสียจังหวะไปเล็กน้อย  


และนั่นก็ทำให้ฮาร์ปี้ตัวหนึ่งสบโอกาส  


มันพุ่งลงมาจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว เกือบจะเร็วเกินกว่าที่เขาจะตั้งตัวทัน  


เมเรซตวัดมีดขึ้นแต่ไม่เร็วพอ  


กรงเล็บของมันเฉือนลงบนต้นแขนของเขา  


เมเรซกัดฟันแน่นเมื่อความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว  


เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาเปื้อนแขนเสื้อ แต่เขาไม่มีเวลามาใส่ใจมัน  


ฮาร์ปี้ตัวอื่นเริ่มรวมตัวกันใหม่ พวกมันกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์ มันไม่ได้โจมตีแบบสุ่มเหมือนเมื่อครู่ แต่เริ่มโอบล้อมเขาจากทุกทิศทาง  


พวกมันกำลังไล่ต้อนเขา  


เมเรซหรี่ตาลง ดวงตาของเขาฉายประกายเย็นเยียบ  


"ถ้าคิดว่าฉันจะยอมให้พวกแกเล่นเกมไล่ล่ากับฉันได้ล่ะก็... คิดผิดแล้วล่ะ"  


เขาปิดเปลือกตาลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างกายของเขาจะเริ่มเปล่งแสงจางๆ  


และเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง  


รูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป  


ร่างของเขาเล็กลงเล็กน้อย ผิวกายเปล่งประกายระยับราวกับอัญมณีที่สะท้อนแสงจันทร์ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย แต่รัศมีที่แผ่ออกมากลับทำให้เขาดูเหนือกว่าฮาร์ปี้เหล่านั้น เขาใช้สิ่งเหล่านี้ในการข่มขวัญเหล่าฮาร์ปี้


พวกมันชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาของพวกมันเริ่มฉายแววหวาดระแวง  


เมเรซไม่รอให้พวกมันตั้งตัว  


เขาพุ่งเข้าใส่  


ปลายมีดของเขากรีดผ่านขาของฮาร์ปี้ตัวหนึ่ง มันกรีดร้องก่อนจะร่วงลงสู่พื้น  


ตัวที่สองพยายามโฉบเข้าโจมตีจากด้านข้าง แต่เมเรซก็หมุนตัวหลบอย่างชำนาญ ก่อนที่ปลายเท้าของเขาจะกระแทกเข้ากับปีกของมัน ส่งมันปลิวออกไปกระแทกกับขอบดาดฟ้า  


ตัวที่สามพยายามจ้วงกรงเล็บใส่เขาจากทางด้านหลัง  


แต่ก่อนที่มันจะสัมผัสตัวเขา  


เมเรซก็หายไปจากตรงนั้น  


ร่างของเขาปรากฏขึ้นอีกครั้งที่อีกฝั่งของดาดฟ้า ดวงตาสองสีของเขาทอประกายแห่งชัยชนะ  


และในที่สุด  


ฮาร์ปี้ที่เหลือก็ค่อยๆ สลายไป  


หมอกเริ่มจางลง  


เมเรซหายใจเข้าออกลึกๆ ขณะที่มองรอบตัว ฝุ่นควันจากร่างของฮาร์ปี้ที่สลายไปยังคงลอยค้างอยู่กลางอากาศ  


เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า  


แสงจันทร์ยังคงส่องสว่างเหมือนเดิม  


ในเมื่อตัวเองสู้จนไม่มีอะไรออกมาแล้ว… ต้องทำยังไงถึงจะหาทางออกไปได้?  


คิดได้ไม่นาน ฉากหลังก็ค่อยๆ พลันหายไป แสงตะวันอันเจิดจ้าล้อมรอบร่างกายของเขา 


“ดูเหมือนเพื่อนร่วมทีมผมทองคนนั้นจะเป็นคนทำนะเนี่ย” มเรซกล่าวพลางหลับตา



—--------


—--------






แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 101997 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-2-11 19:07
โพสต์ 101,997 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-2-11 19:07
โพสต์ 101,997 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-2-11 19:07
โพสต์ 101,997 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก สายตาแห่งนกฮูก  โพสต์ 2025-2-11 19:07
โพสต์ 101,997 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2025-2-11 19:07
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-11 19:19:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-2-11 20:26

บทที่ 4 - 3



หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนนี้ได้รับการถ่ายทอดจากคำบอกเล่าของคาเลบ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว (เพราะเขาเป็นดิสเล็กเซีย อ่านภาษากรีกก็ไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็พอๆ กัน เลยให้ผมเป็นคนช่วยเขียนให้) รายละเอียดทั้งหมดเป็นไปตามที่เขาเล่า… หรืออย่างน้อยก็ตามที่เขา คิดว่า มันเกิดขึ้น ถ้ามีข้อสงสัยหรืออยากตรวจสอบความจริง ไปถามเจ้าตัวเอง ผมไม่เกี่ยว!


คาเลบลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาของเขายังพร่ามัวจากการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของสิ่งรอบตัว จากอากาศอับชื้นและกลิ่นเหม็นของท่อระบายน้ำ ตอนนี้กลับกลายเป็นลมเย็นสบายของฤดูใบไม้ร่วง  


เขาขยับตัวอย่างเชื่องช้า มองไปรอบกาย  


เขาไม่ได้อยู่ใต้ดินอีกต่อไปแล้ว  


เขาอยู่ในโรงเรียน  


โรงเรียนประถมที่เขาเคยเรียน  


แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่คาเลบจำได้ชัดเจน นี่คือสนามเด็กเล่นที่เขาเคยวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ รั้วไม้สีขาวยังคงอยู่ สนามหญ้ายังเขียวขจี และอาคารเรียนยังดูเหมือนเดิมทุกประการ  


แต่มีบางอย่างผิดปกติ  


มันเงียบเกินไป  


เวลาเที่ยงแบบนี้ควรจะมีเสียงเด็กๆ วิ่งเล่น เสียงลูกฟุตบอลกระทบพื้น หรือเสียงหัวเราะคิกคักจากมุมใดมุมหนึ่งของสนาม  


แต่ไม่มีเลย  


เงียบสนิทราวกับที่นี่ไม่มีใครอยู่  


คาเลบขมวดคิ้ว หันไปทางด้านหลังอย่างสงสัย "เฮ้ คูเปอร์ เมเรซ รู้สึกเหมือนว่า—"  


เขาชะงัก  


ความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่ตอบกลับมา  


ไม่มีเสียงของคูเปอร์ ไม่มีเสียงของเมเรซ  


หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง  


"พวกนายอยู่ไหน?" เขาตะโกน แต่เสียงของเขาสะท้อนกลับมาเพียงลำพัง  


พวกเขาหายไป  


คาเลบกลืนน้ำลายลงคอ เขาไม่ได้ตื่นตระหนก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกวูบโหวงในใจ  


นี่มันเหมือนกับตอนที่พวกเขาหลงในหมอกบนไทม์สแควร์เลย แต่นี่มันแตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่ภาพหลอน แต่มันเป็น สถานที่จริง ที่เขารู้จัก เป็นสถานที่ที่เขาสามารถสัมผัสได้ กลิ่นอายของไม้จากอาคารเรียน ความเย็นจากลมที่พัดผ่านแขน ทุกอย่างมันเหมือนจริงเกินไป  


เขาต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้  


คาเลบเดินเข้าไปในอาคารเรียน ประตูกระจกบานใหญ่สะท้อนเงาของเขาออกมา  


เงาของเด็กชายวัยห้าขวบ  


คาเลบสะดุ้งถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขากวาดสายตามองแขนขาตัวเอง ขนาดตัวของเขาเล็กลงอีกครั้ง เสื้อผ้าหลวมโพรก คันธนูที่สะพายอยู่บนหลังดูใหญ่ขึ้นจนผิดสัดส่วน  


“โอ้ ให้ตายสิ” คาเลบถอนหายใจ “มันแย่ลงเรื่อยๆ แล้วสินะ”  


เขาสูดหายใจลึก คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น หมอกในที่นี้มันกำลังเล่นอะไรกับเขาอยู่?  


คาเลบยื่นมือไปแตะกระจก มันเย็นเฉียบและสมจริงเกินไป  


นี่คือภาพลวงตาจริงๆ เหรอ?  


เขายังคงครุ่นคิด แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าไม่มีประโยชน์จะยืนอยู่ที่เดิม คาเลบเดินสำรวจไปทั่วอาคาร เขาเดินผ่านโถงทางเดินที่เต็มไปด้วยล็อกเกอร์ของนักเรียนผ่านบอร์ดที่เคยติดรูปภาพกิจกรรมต่างๆ  


แต่ทุกอย่างว่างเปล่า  


เขาเดินผ่านห้องพยาบาล ผ่านห้องพักครู ก่อนจะหยุดยืนอยู่หน้าห้องเรียนห้องหนึ่ง  


ประตูห้องเปิดอ้าไว้เล็กน้อย  


นี่มันห้องเรียนเก่าของเขา  


คาเลบชะโงกหัวเข้าไปข้างใน เขาไม่ได้เห็นมันมานานแล้ว โต๊ะเรียนยังอยู่ที่เดิม ตำแหน่งที่เขาเคยนั่งริมหน้าต่างยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  


ทุกอย่างยังเหมือนตอนที่เขาเห็นมันเป็นครั้งสุดท้าย  


เขาก้าวเข้ามาในห้อง เดินช้าๆ ไปตามแถวโต๊ะเรียน นิ้วเรียวลากผ่านโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากฝีมือเด็กๆ  


เขาจำได้ว่าเขาเคยนั่งตรงนี้ เคยเขียนตัวโน้ตลงบนกระดาษ เคยนั่งฟังเสียงชอล์กขีดลงบนกระดานดำ  


เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ  


เสียงของครูที่คอยบอกให้เขาตั้งใจเรียน  


แต่ตอนนี้...  


เงียบ  


คาเลบถอนหายใจยาว มันเงียบเกินไป  


และในจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง  


คาเลบสะดุ้งโหยง หันขวับไปจับคันธนูแน่น  


ที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือหญิงสาวคนหนึ่ง  


อดีตครูประจำชั้นของเขา  


คาเลบกระพริบตา สีหน้าของเขาสับสนอยู่ครู่หนึ่ง  


"ครู..."  


เธอยิ้มให้เขาอย่างใจดี เหมือนอย่างที่เธอเคยทำ  


“คาเลบ” เสียงของเธออ่อนโยน  


คาเลบขมวดคิ้ว ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถาม  


ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่? เธอไม่ควรจะอยู่ที่นี่  


แต่เขายังไม่ทันจะพูดอะไร เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างแทรกออกมาจากลำคอของเธอ  


เสียงแปลกๆ  


เสียงที่ฟังแทบไม่ออกว่าเป็นคำพูด  


แต่เขาจับใจความได้  


"วันนี้แหละ..."  


คาเลบเลิกคิ้วขึ้นโดยอัตโนมัติ  


เขารู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ครูของเขา


เขาขยับมือไปจับลูกศรทันที แต่ก่อนที่จะทันได้ดึงมันออกมา ร่างของครูก็พุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว  


คาเลบกระโดดถอยหลังอย่างเฉียบพลัน มือข้างหนึ่งกระชับคันธนูแน่น  


ร่างที่อยู่ตรงหน้าของเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป  


มันคือมอนสเตอร์  


เขาต้องสู้  


แต่ปัญหาคือ... เขาติดอยู่ในห้องเรียนที่มีพื้นที่แคบเกินไป  


คาเลบพุ่งตัวไปที่ประตู แต่พบว่ามันล็อกไว้  


เขาหมุนตัวกลับมาพร้อมลูกศรในมือ คันธนูของเขาถูกง้างเต็มที่ ปลายลูกศรเรืองแสงวาบด้วยพลังงาน  


เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้  


และเขาต้องออกจากที่นี่ให้ได้  


เขาไม่ยอมให้หมอกบ้าบอนี่กลืนกินเขาไปแน่  


คาเลบง้างสายธนูสุดแรง เท้าทั้งสองข้างจิกลงกับพื้นไม้ของห้องเรียน เสี้ยววินาทีก่อนที่ลูกธนูจะพุ่งออกไป สัตว์ประหลาดที่เคยเป็นครูประจำชั้นของเขาก็กระโจนเข้ามาด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ  


ลูกธนูพุ่งฉิวออกจากมือของเขา ปลายคมของมันเฉียดใบหน้าบิดเบี้ยวของอสูรกายไปเพียงเส้นผม มันไม่ได้ล้มลงหรือบาดเจ็บแม้แต่น้อย  


คาเลบกัดฟัน ดวงตาสีฟ้าของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาดำพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว  


ตู้ม!  


ร่างของเขาถูกกระแทกเข้ากับโต๊ะเรียนอย่างแรง จนล้มระเนระนาด เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด ความเจ็บแล่นขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง แต่เขาไม่มีเวลาจะมามัวคราง เขาพยายามขยับตัวเพื่อจะตั้งหลักใหม่ แต่เงาดำนั้นกลับเข้าประชิดตัวเขาเร็วกว่าที่คาด  


เล็บแหลมคมตวัดลงบนแขนของเขา เสื้อแขนยาวของเขาขาดวิ่นและเลือดซึมออกมาเป็นแนว คาเลบกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดกระตุ้นสัญชาตญาณของเขาให้ต่อสู้ แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรได้ ร่างของอสูรกายก็พุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้ง  


พลั่ก!  


ร่างของคาเลบถูกกดลงกับพื้น โต๊ะเก้าอี้รอบข้างกระเด็นไปคนละทิศละทาง  


เล็บของมันเคลื่อนมาที่คอของเขา กรงเล็บเย็นเฉียบราวกับเหล็กเย็นจิกลงบนผิวหนัง มันออกแรงบีบช้าๆ และยิ้มด้วยความพึงพอใจ  


"ในที่สุด... แกก็โตพอที่จะโดนกิน"  


เสียงแหบต่ำของมันกระซิบอยู่เหนือใบหูของเขา  


คาเลบพยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้นเล็บของมันก็ยิ่งจิกลึกลงไป  


เขากำลังจะตาย 


สมองของเขาส่งเสียงเตือน แต่ร่างกายของเขากลับไม่ยอมขยับ  



ภาพหนึ่งก็พลันแวบเข้ามาในหัวของเขา  



-แฟลชแบล็ก-


เด็กชายวัยหกขวบยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องเรียน ดวงตากลมโตสีฟ้าสะท้อนแสงไฟจากเพดาน มือเล็กกำดินสอสีอยู่แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว  


ข้างนอกหน้าต่าง ฝนกำลังตก ฟ้ามืดครึ้มแม้ว่าจะเป็นช่วงกลางวัน สายฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นครั้งคราว  


"ทำไมมันเงียบจัง..." คาเลบพึมพำกับตัวเอง  


เขาไม่ควรจะอยู่ที่นี่ตามลำพัง  


ช่วงพักกลางวัน ทุกคนควรจะออกไปเล่นกันที่สนามหญ้า แล้วทำไมเขาถึงยังอยู่ที่นี่?  


เด็กชายพยายามคิด แต่หัวของเขามึนงงอย่างประหลาด ความทรงจำก่อนหน้านี้พร่าเลือน  


เขาจำได้ว่าเขากำลังระบายสีอะไรบางอย่างบนกระดาษ... แล้วหลังจากนั้นล่ะ?  


เสียงฟ้าคำรามดังก้อง คาเลบสะดุ้งสุดตัว ดินสอสีในมือร่วงหล่นลงบนโต๊ะ  


และจากนั้น...  


เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นในโถงทางเดิน 


ตึก... ตึก... ตึก...


เด็กชายตัวเล็กหันไปมองที่ประตูห้องเรียน กระจกตรงบานประตูเผยให้เห็นเงาของบางสิ่งกำลังเดินผ่านไป  


มันตัวสูงมาก สูงกว่าผู้ใหญ่ทั่วไปเสียอีก  


คาเลบไม่กล้าขยับ เสียงหัวใจของเขาเต้นดังจนแทบจะกลบเสียงฝนด้านนอก  


เสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าห้อง  


เงานั้นหยุดยืนอยู่ตรงนั้น  


คาเลบแทบกลั้นหายใจ  


ประตูเปิดออกช้าๆ...  


เอี๊ยดดด... 


เด็กชายกระโดดลงจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ขาเล็กพาเขาวิ่งไปหลบใต้โต๊ะเรียนแถวหลังสุด  


เขาซุกตัวแน่น ใบหน้ากดลงกับหัวเข่าของตัวเอง  


บางสิ่งก้าวเข้ามาในห้อง  


มันไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินไปรอบๆ เสียงรองเท้าหนักๆ ขูดไปกับพื้นกระเบื้อง  


มันกำลังหาอะไรบางอย่าง...  


คาเลบหลับตาแน่น พยายามไม่ส่งเสียง  


แต่หัวใจของเขาเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนมันจะกระเด้งออกมาจากอก  


“เด็กๆ…”  


เสียงนั้นแหบพร่า เย็นเยียบ และผิดมนุษย์อย่างประหลาด  


"ออกมาสิ... ครูไม่ทำอะไรหรอก..." 


คาเลบกลั้นลมหายใจ ตัวสั่นเทา  


เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินผ่านโต๊ะเรียนไปช้าๆ  


มันกำลังสำรวจห้อง  


เขาได้ยินเสียงลมหายใจของมัน เสียงข้อต่อของมันดังกึกกักทุกครั้งที่มันขยับ  


กลิ่นบางอย่างโชยมาตามอากาศ...  


กลิ่นเหมือนสนิมเหล็ก ผสมกับกลิ่นเหม็นสาบของบางสิ่งที่เน่าเปื่อย  


คาเลบหลับตาแน่น เขาอยากให้ทุกอย่างหายไป  


เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าของเขา  


"เจอแล้ว..."  


เงาดำพุ่งเข้าใส่เขา!  


เด็กชายกรีดร้องลั่น มือน้อยๆ ตะเกียกตะกายพยายามหนี แต่บางสิ่งกระชากขาของเขาออกจากที่ซ่อน  


เขาถูกลากออกมาจากใต้โต๊ะ ร่างเล็กๆ ดิ้นรนขณะที่มือที่เย็นเฉียบของบางสิ่งกำลังบีบเข้าที่ข้อมือของเขา  


“ไม่เอา! ปล่อยฉัน!”  


เขากรีดร้องสุดเสียง แต่ไม่มีใครได้ยิน  


มันยกเขาขึ้นจากพื้น แขนเล็กๆ ของเขาไขว่คว้าอากาศ พยายามหาที่เกาะเพื่อหนี  


แต่เขาอ่อนแรงเกินไป  


"เจ้ากลิ่นหอมดีจริงๆ..."  


เสียงนั้นกระซิบอย่างพึงพอใจ  


ดวงตาของคาเลบเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของมัน  


ใบหน้าของครูประจำชั้นของเขา


แต่ผิวของเธอเป็นสีคล้ำผิดปกติ ดวงตาขาวโพลน ไร้แววของมนุษย์  


ริมฝีปากของเธอยิ้มกว้างจนผิดธรรมชาติ เผยให้เห็นฟันเรียวแหลมเรียงตัวกันแน่น  


เด็กชายกรีดร้อง เสียงของเขาแหบพร่า  


เขาสะบัดตัวอย่างแรง หัวใจเต้นเร็วรัวจนแทบจะหยุดทำงาน  


ทุกอย่างหมุนคว้าง...  


และแล้ว... ทุกอย่างก็ดับวูบไป    


  


-แฟลชแบล็กจบลง-


คาเลบเบิกตากว้าง  


นั่นคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเขา


เขาลืมมันไปแล้ว... ไม่สิ เขาบังคับให้ตัวเองลืม  


มันคือความทรงจำที่ถูกกดทับไว้เพื่อปกป้องตัวเองจากความกลัว  


แต่ตอนนี้มันกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง  


ร่างของคาเลบสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของเล็บที่บีบอยู่ที่คอ แต่เป็นเพราะ ความกลัวที่ฝังรากลึก  เขากลัวจริงๆ  กลัวจนร่างกายไม่ยอมขยับ   


   



แต่เขายอมแพ้ไม่ได้  


เขาไม่อาจยอมแพ้ ณ ที่แห่งนี้ ให้กับบางสิ่งที่เป็นเพียงเศษซากของอดีต ให้กับหมอกบ้าๆ นี่ที่จ้องจะลากเขากลับไปจมอยู่กับความกลัว  


เพราะหากเขายอมแพ้...  


ภาพนิมิตก็ฉายขึ้นในหัวของเขา  


มันไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่ภาพความทรงจำที่ถูกขุดขึ้นมา แต่มันเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ภาพที่มีโอกาสจะเป็นจริง หากเขาเลือกที่จะไม่สู้  


คูเปอร์และเมเรซนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอุโมงค์ใต้ดิน ร่างของพวกเขานิ่งสนิทราวกับไร้ลมหายใจ หมอกดำหนาทึบปกคลุมไปทั่ว ทุกสิ่งรอบข้างเงียบงันอย่างผิดปกติ  


และที่นั่น...  


กลางใจหมอก  


มีบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งยืนอยู่  


ร่างสูงใหญ่ปานภูผา รัศมีของเขาแผ่ขยายออกมาจนทำให้หมอกดำดูจางหายไปชั่วขณะ ร่างของเขาเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า แต่กลับให้ความรู้สึกเยือกเย็นอย่างประหลาด  


เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวปักดิ้นทอง คาดสายคาดเอวหนังประดับตราสัญลักษณ์สายฟ้า เรือนผมสีเงินไหลยาวถึงบ่าคล้ายกระแสฟ้าผ่าที่แข็งตัวเป็นเส้นไหม  


และที่มือของเขา...  


สายฟ้า 


คาเลบเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตระหนก  


นั่น... มันอะไรกัน?  


เขามั่นใจว่านี่ไม่ใช่เทพสายฟ้าตัวจริง เพราะพลังงานที่เขาสัมผัสได้ยังคงห่างไกลจากอำนาจแท้จริงของราชาแห่งทวยเทพ  


แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังแข็งแกร่งมากอยู่ดี  


บุรุษผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าลุกวาวราวกับถูกสลักไว้ด้วยสายฟ้า เขายกสายอัศนีขึ้นเหนือศีรษะ ท้องฟ้าเบื้องหลังสั่นสะเทือนด้วยพลังมหาศาล  


“ไม่มีใครสั่งข้าได้” เสียงทุ้มต่ำดังออกมา  


ก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมาอย่างรุนแรง  




คาเลบสะดุ้งเฮือกออกจากภวังค์  


เขาต้องเปลี่ยนแปลงมันให้ได้  


สิ่งที่เขาเห็นคือทางหนึ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่ถ้าเขาไม่ยอมให้มันเป็นจริง... เขาสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้  


เขาต้องเริ่มจากตัวเอง  


ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา มันเป็นเสียงที่ชัดเจนราวกับกระซิบอยู่ข้างหู  

  

[โอ้ อพอลโล่ เจ้าแห่งแสง!  

เพลิงท่านแผ่ทั่วทุกแห่ง  

พลังเทพ ประทานมา  

จงลุกโชน ในกายาข้า!]


คาเลบไม่รู้ว่าทำไมตนถึงเข้าใจความหมายของมัน แต่ริมฝีปากของเขาก็ขยับตามเองโดยอัตโนมัติ  


ขณะที่มือของอสูรกายยังคงบีบแน่นที่ลำคอของเขา  


แสงสว่างพลันปะทุออกจากร่างของเขา 


มันไม่ใช่แค่การเปล่งแสงเฉยๆ แต่มันคือการปลดปล่อยพลังของลูกแห่งสุริยเทพ  


รัศมีสุริยะลุกโชน 


ร่างของเขาเรืองรองราวกับดวงอาทิตย์ดวงย่อมๆ แสงสีทองอำไพปะทุออกจากผิวหนัง เปล่งประกายจนแสงไฟในห้องเรียนดูหม่นลงไปถนัดตา  


พลังงานไหลเวียนไปทั่วร่าง ทำให้กล้ามเนื้อของเขารู้สึกคล่องตัวขึ้น ความเจ็บปวดจากบาดแผลพลันจางหาย เขารู้สึกเหมือนสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น คมชัดขึ้น  


และที่สำคัญ


แสงอันเจิดจ้าทำให้อสูรกายตรงหน้าหรี่ตาลง มันกำลังตาพร่า 


คาเลบอาศัยจังหวะนั้นกระชากตัวเองออกจากเงื้อมมือของมัน ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักมันกระเด็นไปด้านหลัง  


ร่างอสูรกายกระแทกเข้ากับกระดานดำอย่างแรง  


คาเลบไม่ปล่อยโอกาสให้มันตั้งตัว เขากระโจนไปหยิบคันธนูที่ร่วงอยู่บนพื้น ง้างสายสุดแรง ลูกศรในมือของเขาส่องสว่างเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิง  


ฉึก!  


ลูกศรปักเข้าไปกลางอกของอสูรกาย  


มันแผดเสียงกรีดร้อง ดิ้นพล่านราวกับถูกไฟลวก ก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆ สลายไปเป็นละอองหมอก  


คาเลบหายใจหอบมองไปรอบๆ แม้จะกำจัดมันไปได้ แต่เขายังรู้สึกถึงพลังของหมอกที่กดทับอยู่รอบตัว  


มันยังไม่จบ  


ถ้าจะออกจากที่นี่… เขาต้องทำลายต้นตอของมัน  


คาเลบเงยหน้าขึ้น มองเพดานห้องเรียนเหนือศีรษะ  


“หมอกเอ๋ย! ศรแห่งสุริยัน จักฉีกม่านมายา! !”  


เขาง้างคันธนู แสงอาทิตย์สว่างวาบขึ้นจากลูกศรที่ปลายนิ้ว เปลวสุริยะพลุ่งพล่านรอบกาย ก่อนที่ลูกศรจะพุ่งออกไปด้วยความเร็วแสง  


ฟึ่บ!


มันทะลุเพดานขึ้นไป แสงสว่างกระจายไปทั่วทุกทิศ  


ราวกับอรุณรุ่งที่ฉีกม่านรัตติกาล  


เสียงกรีดร้องของหมอกดังขึ้นรอบตัว ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มสั่นสะเทือน  


ภาพพื้นหลังกำลังสลาย รั้วโรงเรียน พื้นสนามเด็กเล่น โต๊ะเรียน กระดานดำ ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงก่อนจะสลายหายไป  


จนเหลือเพียงความว่างเปล่า  




คาเลบลืมตาขึ้นอีกครั้ง และพบว่าตัวเองกลับมายืนอยู่กลางอุโมงค์ใต้ดิน  


หมอกที่เคยปกคลุมอยู่ก่อนหน้านี้จางหายไปแทบหมดแล้ว ราวกับถูกกวาดล้างโดยแสงอาทิตย์  


คาเลบหอบหายใจ กวาดสายตามองรอบตัว ก่อนที่เขาจะตั้งสติและรีบมุ่งหน้าไปสมทบกับเพื่อนร่วมทีม  


เขาไม่รู้ว่าคูเปอร์และเมเรซเจอกับอะไรบ้างในหมอกนั้น  


แต่มีอย่างหนึ่งที่เขามั่นใจ  


พวกเขาต้องออกไปจากที่นี่… พร้อมกัน 


—--------


—--------


แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 142019 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-2-11 19:19
โพสต์ 142,019 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-2-11 19:19
โพสต์ 142,019 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-2-11 19:19
โพสต์ 142,019 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก สายตาแห่งนกฮูก  โพสต์ 2025-2-11 19:19
โพสต์ 142,019 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2025-2-11 19:19
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-11 19:30:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-7-13 14:45


บทที่ 5



หลังจากคูเปอร์กระชากตัวเองออกจากโซ่ทองที่เคยพันธนาการเขาไว้ ลมหายใจของเขาหนักและถี่ สัมผัสเย็นวาบจากโลหะยังคงหลงเหลืออยู่บนผิว แต่เขาไม่มีเวลามาสนใจความรู้สึกนั้น  


สิ่งแรกที่เขาทำคือถอยออกจากระยะประชิดของศัตรู ร่างของซุสหมอกยังยืนตระหง่านอยู่กลางอุโมงค์ใต้ดิน เปลวสายฟ้ายังคงแผ่กระจายออกมาจากร่างของมัน ม่านพลังงานระยิบระยับล้อมรอบร่างสูงใหญ่ ราวกับเป็นเกราะที่ยากจะแหวกผ่าน  


เขาต้องรวมทีมให้เร็วที่สุด  


คูเปอร์พุ่งตัวไปยังตำแหน่งของเมเรซและคาเลบ ทั้งสองคนกำลังตั้งหลักกันอยู่ในระยะปลอดภัย ดวงตาของทั้งคู่ยังจับจ้องไปที่ร่างของซุสหมอกที่กำลังเปล่งพลังออกมา  


"นายรอดมาได้สินะ" เมเรซเอ่ยขึ้น ดวงตาสองสีของเขายังเต็มไปด้วยความระแวง  


"ฉันน่าจะตายไปสามรอบแล้วด้วยซ้ำ" คูเปอร์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว พลางหอบหายใจ "แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเล่น"


"ว่าแต่เทพีฮีบี้ไปไหน?" เมเรซถาม


"ไม่รู้เหมือนกัน" คูเปอร์ตอบตามตรง "แต่เธอส่งข้อความมาทางจิตบอกว่าไม่ต้องห่วง คิดว่าเธอคงหาที่หลบที่ปลอดภัยไปแล้ว หรือไม่ก็เห็นว่ามันอันตรายเกินกว่าจะอยู่ใกล้ๆ พวกเราเลยหนีไปตั้งหลัก"


"ก็สมควรอยู่" คาเลบพูดเสียงเครียด  


คาเลบมองเขานิ่งๆ ก่อนจะถามเสียงต่ำ "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"  


คูเปอร์กวาดตามองรอบตัว ก่อนจะอธิบายสั้นๆ "จากที่ฉันเห็น นี่เป็นซุสที่เกิดจากความกลัวของฮีบี้ แต่ต่างจากภาพลวงตาของพวกเราตรงที่ฮีบี้เป็นเทพ ความกลัวของเธอเลยคงอยู่ได้นานกว่าและมีพลังมากกว่า"  


เมเรซขมวดคิ้ว "แต่นี่มันผิดปกติไม่ใช่เหรอ? ปกติหมอกหายไปแล้วพวกภาพลวงตาก็ควรจะสลายไปด้วย"  


"ใช่" คูเปอร์พยักหน้า "แต่ให้เดา ร่างนี้อาจจะไม่ได้ยึดติดแค่หมอก แต่เป็นความกลัวของเทพด้วย"  


"แปลว่า?" คาเลบเร่งให้เขาอธิบายต่อ  


"แปลว่ามันแข็งแกร่งกว่าพวกเรา" คูเปอร์พูดตรงๆ "แต่เท่าที่ฟังจากฮีบี้ เธอบอกว่าร่างนี้ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ถ้าเรา 'ฝืน' สักหน่อย"  


เมเรซเลิกคิ้ว "ฝืนที่ว่านี่หมายความว่าไง?"  


"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" คูเปอร์ยักไหล่ "แต่มีแค่ทางเดียวที่จะหาคำตอบ"  


ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ สายฟ้าก็ฟาดลงมาจากเพดานอุโมงค์ พื้นใต้เท้าสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว  



การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง  


คูเปอร์เป็นคนแรกที่เคลื่อนไหว เขาพุ่งไปทางซ้าย หลบสายฟ้าที่ฟาดลงมาเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะสัมผัสตัว คาเลบและเมเรซเองก็กระโจนไปในทิศทางตรงกันข้าม  


"กระจายตัว!" คูเปอร์สั่งเสียงดัง "อย่าอยู่ใกล้กันเกินไป!"  


คาเลบใช้จังหวะนี้ตั้งคันศรของเขา ลูกศรสีทองเปล่งแสงเจิดจ้าขณะที่เขาง้างสายเต็มแรง ก่อนจะปล่อยออกไปอย่างรวดเร็ว  


ลูกศรพุ่งเข้าหาซุสหมอกอย่างแม่นยำ แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวเป้าหมาย สายฟ้าก็พุ่งออกมาจากมือของซุส และทำลายลูกศรเป็นผุยผงกลางอากาศ  


คาเลบกัดฟันแน่น "เล่นยากชะมัด"  


"ถ้าจะโจมตีจากระยะไกลไม่ได้ ก็ต้องประชิด!" คูเปอร์พูดขึ้น ก่อนจะพุ่งเข้าหาศัตรู  


เมเรซสบถ "พุ่งเข้าไปแบบนั้นเลย? ให้ตายเถอะ" แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ร่างของเขาก็พลันเปล่งประกาย ก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างให้คล่องตัวขึ้นเพื่อให้สามารถหลบหลีกได้ง่ายขึ้น  



คูเปอร์ตวัดหอกของเขาพุ่งเข้าโจมตีโดยตรง ซุสหมอกยกแขนขึ้นรับ หอกของเขาปะทะเข้ากับเกราะพลังงานประกายฟ้าของอีกฝ่าย เกิดเสียงระเบิดของพลังงานดังสนั่น  


แรงกระแทกทำให้คูเปอร์ต้องกระโดดถอยกลับ เขาตั้งหลักใหม่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ขา เพื่อพยายามทำให้ซุสเสียสมดุล  


แต่ซุสหมอกก็เร็วพอจะรับมือกับเขา  


มือของมันพุ่งลงมาเร็วราวกับสายฟ้า หวังจะจับตัวเขาให้ได้ คูเปอร์หมุนตัวหลบอย่างฉิวเฉียด ปลายหอกของเขาฟาดเข้าที่แขนของอีกฝ่ายจนเกิดรอยไหม้เล็กๆ  


ซุสหมอกแค่หันมามองเขาเล็กน้อย  


ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะยกขึ้น  


เปรี้ยง!  


สายฟ้าพุ่งออกจากฝ่ามือของมันโดยตรง  


คูเปอร์เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง แต่ก็ยังถูกแรงกระแทกจนต้องกลิ้งไปกับพื้น  



เมเรซอาศัยจังหวะนี้พุ่งเข้าโจมตีแทน เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายลม มีดสั้นของเขาส่องประกายขณะที่เขาฟันเข้าใส่เป้าหมาย  


ซุสหมอกปัดมีดของเมเรซออกไป แต่ไม่ทันสังเกตว่าเมเรซใช้ความสามารถแปลงร่างชั่วขณะ เปลี่ยนให้แขนของตนเองยืดยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มระยะโจมตี  


มีดเล่มที่สองตวัดเข้าฟันที่สีข้างของซุสหมอก  


ฉึก!  


มันสะบัดตัวออก หันมองเมเรซด้วยสายตาเย็นชา พลังสายฟ้าสีทองแล่นไปทั่วร่างของมันก่อนที่มือข้างหนึ่งจะสะบัดออกไปทางเขา  


เปรี้ยง! 


สายฟ้าพุ่งเข้าใส่เมเรซโดยตรง  


"โอ้ ให้ตายสิ!" เมเรซสบถก่อนจะใช้พลังแปลงร่างอีกครั้ง คราวนี้เขาย่อขนาดตัวเองให้เล็กลงเพียงเสี้ยววินาที ทำให้สายฟ้าผ่านหัวเขาไปอย่างฉิวเฉียด ก่อนที่เขาจะกลับคืนร่างเดิมแล้วพุ่งไปตั้งหลักใหม่  


"อย่าให้มันมีจังหวะได้ตั้งตัว!" เมเรซตะโกน  


  


คาเลบได้ยินเสียงของเมเรซ เขาง้างคันศรขึ้นอีกครั้ง ลูกศรของเขาไม่ได้เล็งตรงไปที่ซุสหมอก แต่พุ่งเข้าใส่เพดานอุโมงค์เหนือหัวของมัน  


เพดานอุโมงค์ใต้ดินถล่มลงมา!


เศษหินขนาดใหญ่หล่นลงมาเป็นสาย ซุสหมอกแหงนหน้าขึ้น พลังงานสายฟ้าสีทองพวยพุ่งออกจากร่างของมัน ขับไล่หินที่ร่วงลงมาได้เกือบหมด  


แต่ไม่ได้ทั้งหมด  


หินก้อนหนึ่งกระแทกเข้ากับไหล่ของมัน  


โอกาสมาแล้ว  


"เข้าโจมตีพร้อมกัน!" คูเปอร์ตะโกน  


สามสหายพุ่งเข้าหาซุสหมอกพร้อมกัน  


คูเปอร์แทงหอกของเขาเข้าไปจากด้านข้าง เมเรซพุ่งเข้าหาจากอีกฝั่ง ขณะที่คาเลบง้างลูกศรอาบแสงสุริยันเตรียมปล่อยออกไปอีกครั้ง  


แต่ในตอนนั้นเอง...  

คูเปอร์แทบจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นกระหน่ำอยู่ในหู ขณะที่ซุสหมอกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ร่างสูงใหญ่ของมันตั้งตระหง่านกลางอุโมงค์ใต้ดิน เปลวสายฟ้ายังคงลุกโชนรอบกาย แต่มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป  


หมอกที่เคยคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณเริ่มไหลเข้าหามันราวกับถูกดึงดูด พื้นอุโมงค์สั่นสะเทือนเล็กน้อย หมอกหนาทึบหมุนวนรอบร่างของซุสหมอก ก่อตัวเป็นกระแสเวียนคล้ายพายุสายฟ้าขนาดย่อม พลังของมันค่อยๆ ขยายตัวขึ้น ราวกับกำลังสะสมพลังขั้นสุดท้าย  


คูเปอร์สังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่สัญญาณที่ดี  


“มันกำลังทำอะไรน่ะ?” คาเลบถามเสียงเครียด ขณะที่ดวงตาสีฟ้าของเขาจับจ้องไปที่กระแสพลังงานรอบตัวซุสหมอก  


คูเปอร์ขบฟันแน่น ก่อนจะพูดออกมา “มันกำลังเสริมพลังให้ตัวเอง”  


เมเรซขมวดคิ้ว ดวงตาสองสีของเขาเป็นประกายแสงสะท้อนจากสายฟ้าที่หมุนวน “แบบนั้นไม่แปลว่าเราจะยิ่งปราบมันยากขึ้นเหรอ?”  


คูเปอร์พยักหน้า “ใช่ แต่นั่นก็หมายความว่ามันเริ่มหมดแรงแล้วเหมือนกัน”  


“ยังไง?” คาเลบเร่งให้เขาอธิบาย  


"มันเกิดจากหมอกใช่ไหม? หมอกเป็นแหล่งพลังงานของมัน ถ้ามันต้องดูดซับหมอกเพิ่มเข้าไปขนาดนี้ นั่นอาจหมายความว่ามันกำลังจะถึงขีดจำกัด มันต้องเติมพลังตัวเองเพื่อจะสู้ต่อ นั่นแปลว่าการโจมตีของพวกเราได้ผล”  


คาเลบชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ  


“งั้นก็แปลว่าเราใกล้จะจัดการมันได้แล้วสินะ”  


“ก็ไม่แน่” เมเรซพูดพลางเหลือบมองพายุสายฟ้าที่หมุนวนอยู่รอบตัวซุสหมอก “เพราะมันกำลังจะปล่อยไม้ตายใส่เรา”  


เสียงของเมเรซแทบจะถูกกลบไปด้วยเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้า พื้นอุโมงค์ใต้ดินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ราวกับทุกสิ่งกำลังสั่นคลอน  


คูเปอร์สูดหายใจลึก พยายามข่มอาการเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดจากรอยช้ำและบาดแผลที่สะสมมาตลอดการต่อสู้ ดวงตาสีเทาของเขาเพ่งมองไปยังศัตรูตรงหน้า  


“อย่าลืมว่าเราลงมาที่นี่เพื่อหาแหล่งกบดานของก็อบลิน” เขากล่าวหนักแน่น “พยายามอย่าทำให้ที่นี่พังเกินไป เราต้องหาเบาะแส ถ้าทุกอย่างกลายเป็นซากไปหมด งานของเราจะยิ่งยากขึ้น”  


“โอเค โอเค เข้าใจแล้ว” เมเรซถอนหายใจ ก่อนจะหมุนมีดสั้นในมือคล่องแคล่ว “งั้นก็มาเถอะ ให้มันจบๆ ไป”  


คาเลบพยักหน้า ดึงลูกศรออกจากกระบอกศร “พร้อมเสมอ”  


พายุสายฟ้ารอบตัวซุสหมอกเริ่มสงบลง มันไม่ได้หายไป แต่เหมือนถูกดูดซึมเข้าไปในร่างของมันแทน  


และเมื่อมันเงยหน้าขึ้น  


ทุกอย่างก็ระเบิดออกมา  


เปรี้ยง! 


สายฟ้าฟาดลงมาจากเพดานอุโมงค์ใต้ดินอย่างรุนแรง ร่างของซุสหมอกเคลื่อนที่เร็วจนแทบมองไม่ทัน พุ่งเข้าใส่คูเปอร์อย่างไม่มีการลังเล  


คูเปอร์กระโจนหลบได้ทันเพียงเสี้ยววินาที ปลายหอกของเขาสะบัดออกไปในจังหวะเดียวกัน หวังโจมตีสวนกลับ  


แต่ซุสหมอกกลับยกมือขึ้นคว้าหอกของเขาไว้กลางอากาศ  


และออกแรงกระชาก  


คูเปอร์เสียหลัก ถูกเหวี่ยงไปชนกับผนังอุโมงค์  


เมเรซใช้จังหวะนี้พุ่งเข้าโจมตีแทน เขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว มีดสั้นสองเล่มในมือวาดเป็นเส้นสายวูบไหว แต่ซุสหมอกตอบสนองได้เร็วกว่า  


หมัดของมันพุ่งเข้าใส่เมเรซด้วยความเร็วสูง  


เมเรซใช้พลังแปลงร่างให้ตัวเองเล็กลงในเสี้ยววินาที ก่อนจะหมุนตัวหลบไปอีกด้าน แต่แรงกระแทกจากสายฟ้ายังคงซัดเขาปลิวไปชนกับพื้นอุโมงค์  


คาเลบเห็นโอกาส เขาเร่งง้างสายธนู ลูกศรสุริยะในมือเปล่งแสงเจิดจ้า  


“รับไปซะลูกธนูของฉัน ไปเลย!!”  


ลูกศรพุ่งออกไปตรงเข้าใส่ซุสหมอก  


แต่ก่อนที่มันจะถึงตัว มันกลับถูกสายฟ้าของซุสหมอกต้านเอาไว้กลางอากาศ  


ดวงตาของคาเลบเบิกกว้าง  


“เฮ้! ฉันยิงศรพลาดได้ที่ไหนกันเนี่ย!?”  


“ไม่ใช่นายที่พลาดหรอก” คูเปอร์คำราม ลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง “มันแค่ยังแข็งแกร่งเกินไป”  


เขากัดฟันแน่น ก่อนจะตัดสินใจพุ่งเข้าไปอีกครั้ง  


หอกในมือของเขาถูกกระชับมั่น เขาหลบเลี่ยงสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะกระโจนขึ้นกลางอากาศ ปลายหอกพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย  


ซุสหมอกยกแขนขึ้นป้องกัน  


แต่เมเรซเคลื่อนที่ไปด้านหลังของมันแล้ว  


ปลายมีดของเขาฟาดเข้าที่หลังของซุสหมอกอย่างแม่นยำ  


ซุสหมอกเซไปข้างหน้าเล็กน้อย  


และคาเลบก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดมือ  


ลูกศรสุริยะอีกดอกพุ่งออกไป  


ตรงเข้ากลางอกของซุสหมอก  


เปรี้ยง!


ร่างของมันชะงักกึก พลังงานสายฟ้าแตกกระจายออกเป็นเส้นสาย หมอกที่เคยปกคลุมรอบตัวมันสั่นไหว  


มันพยายามจะขยับ แต่คูเปอร์ไม่ปล่อยให้มันทำแบบนั้น  


เขาพุ่งเข้าประชิดตัว ตวัดหอกออกไปอีกครั้ง  


และคราวนี้ ปลายหอกของเขาฟันเข้ากลางร่างของซุสหมอกโดยตรง  


ซุสหมอกคำรามก้อง ก่อนที่ร่างของมันจะเริ่มแตกสลาย  


หมอกสีทองลอยกระจายออกไปทีละน้อย ร่างสูงใหญ่ของมันจางลงเรื่อยๆ  


และในที่สุด มันก็หายไป  


เหลือไว้เพียงความเงียบงัน  


คูเปอร์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หายใจหอบหนัก ขณะที่เมเรซทิ้งตัวพิงกำแพงอย่างหมดแรง คาเลบเองก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ คันศรของเขาถูกวางพาดไว้บนตัก  

พวกเขาสามคนสบตากัน ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วอุโมงค์ใต้ดิน มีเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งสามที่ดังสะท้อนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศมืดสลัว  


คาเลบเป็นคนแรกที่ทิ้งตัวลงนั่งพิงกำแพงอุโมงค์ คันศรถูกวางพาดไว้บนตัก เขาเหยียดขาออกเต็มที่ ปล่อยให้ร่างกายที่เครียดเกร็งมาตลอดการต่อสู้ได้คลายตัวลงเสียที  


"เราทำได้" เขาพูดเสียงแผ่ว หัวเราะเบาๆ ให้กับตัวเอง "ให้ตายสิ ฉันคิดจริงๆ นะว่าพวกเราจะโดนย่างสดซะแล้ว"  


เมเรซที่นั่งลงข้างๆ ยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ หยาดเหงื่อไหลผ่านขมับของเขา เขาหลุบตามองมีดสั้นคู่ใจในมือ พึมพำเสียงแผ่ว "ยอมรับเลยนะ... นี่เป็นหนึ่งในศึกที่เหนื่อยที่สุดที่ฉันเคยเจอ"  


คูเปอร์ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ ขยับไหล่ไปมาเพราะแรงกระแทกก่อนหน้านี้ยังคงทำให้กล้ามเนื้อเขาตึงเครียด "พวกนายสบายดีไหม?"  


"สบาย? นายพูดจริงดิ?" เมเรซแค่นหัวเราะ "ถ้าไม่นับว่าฉันอยากหลับตรงนี้เลยก็คงโอเคล่ะมั้ง"  


คาเลบหัวเราะเบาๆ พลางเอนศีรษะพิงกำแพง "ฉันจะไม่แปลกใจเลยถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นคุณปู่ไปแล้วจริงๆ หมอกนั่นทำเอาฉันเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองควรจะอายุเท่าไหร่"  


คูเปอร์พยักหน้าเห็นด้วย "ฉันเองก็เริ่มรู้สึกว่าหอกนี่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มถือไม่ถนัดแล้ว"  


เมเรซเหลือบตามองคูเปอร์ ก่อนจะยกมือขึ้นกดขมับ "ให้ตายเถอะ เราต้องหาทางออกจากอิทธิพลของหมอกให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกเราจะย้อนวัยจนต้องคลานแทนเดิน"  


คาเลบยกมือขึ้นพลางกลอกตา "โอ้ พระเจ้า อย่าพูดให้ฉันจินตนาการภาพนั้นเลย ฉันไม่อยากกลับไปใส่ผ้าอ้อมอีกครั้งแน่ๆ"  


คูเปอร์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะยกมือขึ้นกดไหล่ที่เจ็บเพราะแรงกระแทก "แต่ก็ต้องยอมรับเลยนะ… เราประสานงานกันได้ดีจริงๆ"  


เมเรซหันมามองคูเปอร์อย่างแปลกใจ "นี่นายพึ่งสังเกตเหรอ?"  


"ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้" คูเปอร์ตอบเสียงเรียบ "แต่พึ่งมีเวลาพูดตอนนี้ไงล่ะ"  


คาเลบยิ้มมุมปาก "นั่นมันก็จริง..."  


พวกเขานั่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ซึมซับความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลือจากการต่อสู้เมื่อครู่  


เมเรซถอนหายใจ "ให้ตายเถอะ ฉันไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีกแล้ว"  


คูเปอร์เลิกคิ้ว "หมายความว่าไง?"  


"หมายถึงต่อสู้กับอะไรที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์มอนสเตอร์ที่ฉันอยากเจอน่ะสิ" เมเรซตอบพลางยกมือขึ้นหมุนข้อมือ "ปกติฉันชอบสู้แบบมีกลยุทธ์ แต่หมอนั่น …" เขาพยักเพยิดไปทางจุดที่ซุสหมอกหายไป "มันโคตรไม่ยุติธรรม"  


คาเลบหัวเราะในลำคอ "อืม ใช่ มันเป็นบอสที่เราไม่ได้เตรียมตัวรับมือ"  


คูเปอร์เอนตัวพิงกำแพง หัวเราะแผ่วเบา "ก็ถือว่าเป็นบททดสอบที่ดีนะ"  


"บททดสอบที่ฉันไม่อยากได้เลย" เมเรซพูดพลางถอนหายใจ "นายคิดว่าไง คาเลบ?"  


คาเลบไหวไหล่ "ฉันก็ไม่อยากได้เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าพวกเรารอดมาได้ก็พอ"  


คูเปอร์พยักหน้า ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น "โอเค ได้เวลาทำงานต่อแล้ว"  


คาเลบเงยหน้ามองเขาอย่างหมดแรง "นายจะบ้าเหรอ? เราพึ่งจะสู้กับซุสหมอกไปนะ"  


"ใช่" คูเปอร์ตอบเรียบๆ "แต่ถ้าพักนานกว่านี้ ร่างกายเราจะเริ่มปวดล้า แล้วตอนนั้นล่ะ เราจะลุกกันไม่ไหวแน่ๆ"  


เมเรซพ่นลมหายใจแรง "เออ เอาก็เอา ฉันไม่อยากเป็นคนเดียวที่นั่งแปะอยู่ตรงนี้หรอก"  


คูเปอร์ยิ้มมุมปาก "นั่นแหละ ฉันถึงพูดว่าแยกย้ายกันไปหาเบาะแสเถอะ"  


คาเลบยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า "โอเค นายเป็นหัวหน้าภารกิจ นายพูดอะไรก็ว่าตามนั้น"  


ทั้งสามคนมองไปรอบๆ อุโมงค์ สถานที่ที่พวกเขาต่อสู้กันเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือร่องรอยจากพลังของซุสหมอก พื้นที่บางจุดไหม้เกรียมจากสายฟ้า ผนังอุโมงค์มีรอยแตกกระจายไปทั่ว  


แต่ถึงอย่างนั้น… พวกเขาก็ต้องหาสิ่งที่พวกเขาตามหาให้พบ  


คูเปอร์หายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้า "ไปกันเถอะ"  


เมเรซและคาเลบพยักหน้า ก่อนที่ทั้งสามจะเริ่มต้นสำรวจอุโมงค์ต่อไป  แม้จะเหนื่อยล้าแค่ไหนก็ตาม เพราะ พวกเขาต้องหาต้นตอและวิธีแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้! และอาจรวมถึงพวกต้นเรื่องทั้งหลายด้วย


—--------


—--------


เริ่มปฏิบัติการค้นหาเบาะแส & ต้นตอ

แสดงความคิดเห็น

โรลหน้าน่าจะได้กลับไปเป็น เอ็มบริโอ้...  โพสต์ 2025-2-11 21:25
God
ดูเหมือนร่างกายจะเล็กลงอีก 1 ปีอีกแล้ว*------------  โพสต์ 2025-2-11 21:18
โพสต์ 102,868 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-2-11 19:30
โพสต์ 102,868 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก สายตาแห่งนกฮูก  โพสต์ 2025-2-11 19:30
โพสต์ 102,868 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2025-2-11 19:30
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
โพสต์ 2025-2-12 13:48:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2025-2-12 14:49

บทที่ 6  


ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ ร่างกายของคูเปอร์กับคาเลบก็ยิ่งหดเล็กลง เด็กชายทั้งสองที่ก่อนหน้านี้อายุราว 5 ขวบ ตอนนี้กลายเป็นเด็กวัย 4 ขวบไปแล้ว  


คูเปอร์ขมวดคิ้วเป็นปม พยายามปรับสมดุลร่างกายขณะที่หอกคู่ใจเริ่มหนักเกินไปสำหรับมือเล็กๆ ของเขา เขาต้องจับมันให้มั่นคงขึ้นกว่าเดิม เปลี่ยนวิธีถือไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร หอกที่เคยเหมาะมือก็ยังดูใหญ่โตเกินไป  


"ให้ตายสิ" เขาพึมพำ "ฉันอยากจะฟันไอ้เจ้าหมอกนี่ให้กระจุยจริงๆ"  


"ใจเย็นน่า" เมเรซที่ยังคงอยู่ในร่างเต็มวัยบอกเสียงเรียบ แม้เจ้าตัวจะดูไม่เดือดร้อนกับเรื่องอายุ แต่เขาก็รู้ว่าหากปล่อยให้คูเปอร์กับคาเลบตัวหดลงไปกว่านี้ล่ะก็ พวกเขาคงหมดสภาพจะต่อสู้แน่ๆ  


"ฉันใจเย็นอยู่แล้ว" คูเปอร์ตอบ แต่ฟังดูหงุดหงิดสุดๆ  


คาเลบที่เดินข้างๆ ก็ถอนหายใจ "ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นเด็กอีกแล้วแบบนี้ ไม่ชอบเลยจริงๆ"  


"รู้สึกแย่สุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ?" คูเปอร์ถาม  


"ใช่" คาเลบพยักหน้าแรง "แต่ฉันก็ยังโอเคอยู่ เพราะยังใช้ธนูได้"  


"แล้วคิดว่าหมอกนี่มันจะทำให้เราหดไปถึงขนาดไหนกันแน่?" เมเรซถามพลางมองเพื่อนร่วมทีมที่ตัวเล็กลงเรื่อยๆ  


"ถ้ายังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็เดาไม่ยากหรอก" คูเปอร์กำหมัดแน่น "จนกว่าพวกเราจะคลานแทนเดินไง"  


"ถ้าถึงจุดนั้น ฉันว่าเราคงไม่ต้องสู้แล้วล่ะ เพราะคงร้องไห้อยากกินนมไปก่อน" คาเลบพูดเสียงแผ่ว  


"อย่าแม้แต่จะพูดถึงมัน" คูเปอร์บ่นอุบ  


พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สองข้างทางของอุโมงค์ยังคงเงียบงัน บรรยากาศเย็นเยียบจากความชื้นในอากาศทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ทุกย่างก้าวของพวกเขาถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนา และยิ่งเดินเข้าไปไกลเท่าไหร่ หมอกก็ยิ่งดูหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ  


"ได้ยินเสียงอะไรไหม?" คูเปอร์ถามเมเรซที่เดินนำหน้า  


เมเรซหลับตา ใช้สมาธิเพ่งฟังทุกเสียงในอุโมงค์ ความสามารถของเขาทำให้เขาได้ยินเสียงที่คนอื่นอาจจับสังเกตไม่ได้ เสียงหยดน้ำ เสียงลมพัดผ่านท่อระบายน้ำ เสียงฝีเท้าของพวกเขาเอง  


และ…  


เสียงบางอย่างจากอีกทางหนึ่ง  


เมเรซลืมตาขึ้น หันศีรษะไปทางขวามือ "ฉันได้ยินเสียงบางอย่างจากทางนั้น"  


"เสียงอะไร?" คาเลบถาม  


"เสียงของก็อบลิน" เมเรซตอบทันที  


คูเปอร์ตื่นตัวขึ้นมา "มีกี่ตัว?"  


เมเรซนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "จากที่ได้ยิน... มีแค่เสียงเดียว"  


"งั้นเราไปดูกัน" คูเปอร์กระชับหอก ก่อนจะออกเดินนำ  


พวกเขาเดินไปตามเสียงอย่างเงียบเชียบ ระวังทุกย่างก้าวไม่ให้เกิดเสียงดังเกินไป เมื่อเข้าใกล้จุดที่เสียงนั้นดังขึ้น พวกเขาก็เริ่มเห็นเงาหนึ่งวูบไหวอยู่ท่ามกลางหมอก  


มันคือก็อบลิน  


พวกเขาไม่ผิดแน่  


คูเปอร์หยุดนิ่ง ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของอุโมงค์ มีร่องรอยของการอยู่อาศัยอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ลังไม้ กองฟืน เครื่องมือเก่าๆ และแม้แต่โครงสร้างที่ดูเหมือนจะเป็นที่พักของพวกก็อบลิน  


นี่คือสถานที่กบดานของพวกมัน และการที่มันเหลือตัวเดียวก็อาจจะแปลได้ว่า.. พวกเขาได้จัดการที่เหลือไปหมดแล้ว


และบางที... อาจเป็นที่ซ่อนของบางสิ่งที่พวกเขากำลังตามหา  


คูเปอร์ขยับตัวอย่างระมัดระวัง พยายามลอบเข้าไปให้ใกล้โดยไม่ให้ก็อบลินตัวนั้นรู้ตัว  


พวกเขาเหนื่อยเต็มที และไม่อยากใช้แรงมากหากไม่จำเป็น ถ้าสามารถจัดการมันเงียบๆ ได้คงจะดีที่สุด  


แต่แค่ก้าวเข้าไปเพียงก้าวเดียว ก็อบลินตัวนั้นก็พลันหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว  


มันรู้ตัวแล้ว!


"ย๊ากกก!!"  


มันคำรามและพุ่งเข้าใส่คูเปอร์ในทันที  


ปัง!  


คูเปอร์ใช้หอกตั้งรับแรงกระแทกของมัน แม้ตัวเขาจะเล็กลง แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ยังคงอยู่  


แต่ทันทีที่เขาปะทะกับมัน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้านี่ไม่ธรรมดา  


มันแข็งแกร่งกว่าก็อบลินที่พวกเขาเคยเจอมา มันมีระเบียบการต่อสู้ มันมีสติปัญญา และมันอ่านการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ดี  


นี่อาจเป็นหัวหน้าของพวกมัน 


การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด พวกเขาต้องใช้ทั้งความเร็วและไหวพริบเพื่อรับมือกับมัน แม้จะเหนื่อยจากศึกก่อนหน้า แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก  


และแล้วสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจที่สุดก็เกิดขึ้น  


ก็อบลินตัวนั้นพูดขึ้นมา  


"ข้าคือเชน หัวหน้าก็อบลินแห่งที่นี่" มันประกาศเสียงดัง ดวงตาเล็กๆ ของมันวาวโรจน์ด้วยความเจ้าเล่ห์  


คูเปอร์ขมวดคิ้วแน่น เขาไม่คิดว่ามันจะพูดออกมาแบบนี้  


"เจ้าจะพูดอะไร ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังมองหาบางอย่างที่นี่" เชนกล่าว พร้อมกับกวาดสายตามองพวกเขาทีละคน  


คูเปอร์หัวเราะในลำคอ แม้ตัวจะเป็นเด็ก แต่สมองยังเป็นเด็กโข่ง เขาเดาได้ไม่ยากว่ามันพยายามจะใช้คำพูดเพื่อทำให้พวกเขาสับสน  


แต่น่าเสียดาย… เขาไม่ได้ตกหลุมพรางง่ายๆ แบบนั้น  


คูเปอร์แสยะยิ้มเล็กๆ ก่อนจะพูดขึ้น “นายกุมความลับอะไรบางอย่างไว้แน่ ใช่ไหมล่ะ?”  


ใบหน้าของเชนกระตุกเล็กน้อย  


"จงระวัง เผ่าพันธุ์ตัวจ้อย ผู้กุมความลับแห่งหายนะ" คูเปอร์พึมพำออกมา "หัวหน้าผู้โหดเหี้ยม หมายปลดปล่อยความวุ่นวาย... แปลว่านายต้องปิดบังอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ"  


เชนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม  


คูเปอร์เริ่มสังเกตว่าตลอดเวลาที่มันพูด มันแทบไม่ขยับไปจากตำแหน่งเดิมเลย  


เขาหรี่ตาลง  


มันกำลังปกป้องบางสิ่งอยู่  


เขาส่งซิกไปให้คาเลบ ก่อนจะกระซิบเบาๆ “นายลองแอบเข้าไปข้างหลังมันหน่อยได้ไหม? ฉันคิดว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น”  


คาเลบพยักหน้า ก่อนจะเริ่มย่องเข้าไป…  



คาเลบสูดหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมลมหายใจให้เงียบที่สุด เขาไม่ค่อยถนัดเรื่องการแอบย่องเท่าไรนัก แต่สำหรับในตอนนี้เขาคือคนเดียวที่น่าจะแอบลอบเข้าไปได้ดีที่สุด คาเลบ กระชับคันศรไว้ในมือ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวต่ำลง เพ่งสมาธิไปที่เป้าหมาย  


เชนยังคงพูดไม่หยุด มันใช้กลยุทธ์หว่านล้อม พยายามทำให้คูเปอร์และเมเรซไขว้เขวเพื่อหาช่องว่างในการโจมตี  


"เจ้าคิดว่าพวกเจ้ามาที่นี่เพราะพวกข้าทำให้เกิดหมอกนั่นงั้นหรือ?" เชนพูดขึ้น น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "เจ้าจะบอกว่าก็อบลินตัวเล็กๆ อย่างข้ามีพลังมากพอที่จะทำให้ทั้งไทม์สแควร์ปกคลุมไปด้วยหมอกมนตรางั้นรึ?"  


คูเปอร์จ้องมันนิ่ง “ใช่ นายอาจไม่ได้ทำคนเดียว แต่มีบางอย่างที่เชื่อมโยงกับพวกนายแน่”  


เชนหัวเราะเสียงต่ำ "ข้าแค่ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์เท่านั้นเอง"  


"พูดแบบนี้แปลว่ามันมีต้นตอจริงๆ ใช่ไหม?" เมเรซถามเสียงเรียบ  


เชนยักไหล่ "บางที ข้าก็แค่เปิดประตูให้มันออกมาก็เท่านั้นเอง"  


คำพูดนั้นทำให้คูเปอร์หรี่ตาลง แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางอย่าง  


เชนแทบไม่ขยับตัวออกจากจุดที่มันยืนอยู่เลยตั้งแต่แรก  


มันกำลังปกป้องบางอย่าง…


คาเลบที่กำลังแอบเข้าไปใกล้รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาย่องไปตามเงามืดของอุโมงค์ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังที่สุด ขณะที่เข้าไปใกล้แผ่นผนังด้านหลังของเชน  


จากตรงนี้เขาสัมผัสได้ถึงลมเบาๆ ที่พัดออกมาจากบางสิ่ง  


เขาหรี่ตาลง และเมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นท่อระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่ในกำแพง  


ท่อแอร์…  


คาเลบแทบจะอ้าปากค้างเมื่อคิดเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน  


"ไอ้พวกนี้ไม่ได้สร้างหมอกขึ้นมาเอง..." เขาพึมพำกับตัวเอง "พวกมันแค่เจาะท่อแอร์ของร้านฮีบี้ แล้วปล่อยให้มนต์ของเทพีแพร่กระจายออกมา..."  


หมอกที่ปกคลุมไทม์สแควร์ทั้งหมด ไม่ใช่หมอกที่เกิดจากเวทมนตร์ของก็อบลิน แต่มันเป็นผลกระทบจากมนต์ของฮีบี้ที่ถูกปล่อยออกมาโดยไม่มีการควบคุม  


แต่ปัญหาคือ ท่อพวกนี้ใหญ่มาก พอที่ทำให้หมอกแพร่กระจายไปทั่วเมืองได้  


แล้วจะปิดมันยังไง? 


คาเลบพยายามคิดหาทางแก้ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้เชนจับได้ว่าเขาอยู่ข้างหลัง  


เขาเหลือบมองเข้าไปในท่อด้านใน เห็นพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ยังคงทำงานอยู่  


และที่แย่กว่านั้น...  


รูที่ก็อบลินพวกนี้เจาะไว้นั้นใหญ่จนหมอกสามารถทะลักออกมาได้อย่างต่อเนื่อง  


“ให้ตายเถอะ” คาเลบพึมพำ “นี่มันงานช้างชัดๆ”  


เขาส่งซิกไปทางคูเปอร์และเมเรซโดยใช้สัญญาณมือ  


คูเปอร์เห็นแล้วพยักหน้าเล็กๆ  


ตอนนี้ต้องทำให้เชนถอยออกจากจุดนั้น 


"เฮ้ เชน" คูเปอร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเป็นน้ำเสียงที่มีเล่ห์เหลี่ยม "ฉันว่าเจ้าก็อบลินอย่างนายดูฉลาดดีนะ ถ้านายบอกเรามาว่าที่นี่ซ่อนอะไรไว้ ฉันอาจจะช่วยนายได้นะ"  


เชนหรี่ตาลง "ช่วยข้า?"  


"แน่นอน" คูเปอร์ไหวไหล่ "ในเมื่อเรามีศัตรูร่วมกัน บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องต่อสู้ก็ได้"  


เมเรซเหลือบตามองคูเปอร์เหมือนจะถามว่า นายคิดอะไรอยู่?  


แต่แล้วเขาก็เข้าใจ  


คูเปอร์กำลังถ่วงเวลา  


เชนขมวดคิ้วพลางจ้องมองคูเปอร์อย่างจับผิด ดูเหมือนมันจะลังเล  


และจังหวะนั้นเอง คาเลบก็พุ่งเข้าไปใกล้ท่อแอร์ด้านหลัง  


เขาเพ่งสมาธิ ใช้พลังของลูกอะพอลโล สร้างแสงเรืองรองขึ้นมาเล็กๆ เพื่อดูว่าด้านในของท่อเป็นยังไง  


เขาเห็นช่องเปิดที่ก็อบลินพวกนี้ทำไว้ และมันกว้างพอให้มนต์ของฮีบี้ไหลทะลักออกมา  


ถ้าจะหยุดหมอกนี้ เราต้องปิดรูพวกนี้ให้หมด  


คาเลบสูดหายใจลึก ก่อนจะพึมพำ “โอเค ได้เวลาทำงานจริงๆ ละ”  



คาเลบมองเข้าไปในท่อแอร์ที่พ่นหมอกออกมาอย่างต่อเนื่อง รูที่ถูกเจาะมีขนาดใหญ่พอสมควร และเขารู้ทันทีว่าการปิดมันไม่ใช่เรื่องง่าย  


ต้องหาทางอุดรูนี้ให้ได้ ไม่งั้นหมอกก็จะยังไหลออกมาต่อไปเรื่อยๆ  


เขากวาดตามองไปรอบๆ สังเกตสิ่งของที่อาจใช้ได้ อุโมงค์แห่งนี้เต็มไปด้วยเศษซากขยะ โครงเหล็กเก่า และอุปกรณ์บางอย่างที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้ คาเลบพยายามคิดหาทางที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งมันให้ได้โดยไม่ต้องพึ่งเวทมนตร์มากเกินไป  


บางที… อาจต้องใช้พลังของฉันเอง 


เขากระชับคันศรในมือ สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดเบาๆ  


“เอาล่ะจุดแรกก็ตรงนี้…"  


พลังงานสีทองเริ่มไหลเวียนรอบตัวเขา ลูกศรแห่งแสงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้ว  


ต้องยิงให้แม่นที่สุด ต้องให้ศรปะทะกับจุดเชื่อมต่อของท่อ เพื่อให้มันปิดรูได้พอดี 


เขาคำนวณวิถีศร ใช้ความแม่นยำที่ฝึกฝนมานับปี ก่อนจะปล่อยลูกศรออกไป  


พึ่บ! 


ลูกศรแสงพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว มันกระแทกเข้ากับขอบท่อ รัศมีพลังงานกระจายตัวและเกิดเป็นแรงระเบิดขนาดเล็กที่ทำให้ขอบโลหะของท่อขยับเข้ามาปิดรู รอยรั่วที่ปล่อยหมอกออกมาถูกอุดบางส่วน  


แต่มันยังไม่เพียงพอ  


คาเลบขมวดคิ้ว ก่อนจะยิงลูกศรออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเล็งให้ต่ำกว่าเดิม เป้าหมายคือการให้ขอบโลหะของท่อพับตัวเข้าหากันจนหมอกไม่สามารถทะลักออกมาได้อีก  


ปัง! 


แรงระเบิดเล็กๆ ทำให้ขอบท่อบิดเข้าหากัน รูที่ถูกเจาะไว้ถูกปิดจนเกือบสมบูรณ์ เหลือเพียงช่องเล็กๆ เท่านั้นที่ยังพอมีหมอกซึมออกมา  


"แค่นี้ยังไม่พอ" คาเลบพึมพำ ก่อนจะเหลือบมองไปยังข้างๆ เห็นเศษซากโลหะเก่าที่น่าจะพอใช้ได้  


เขารีบเข้าไปดึงมันขึ้นมา ก่อนจะใช้พลังของตนเองในการบีบให้มันแนบสนิทกับรอยรั่ว  


ครืด…  


โลหะที่ถูกดัดแปลงอย่างลวกๆ ถูกกดทับลงไปที่ช่องเปิด คาเลบใช้ศรแสงยิงอัดลงไปอีกครั้งเพื่อให้ความร้อนจากพลังงานทำให้โลหะหลอมตัวเข้ากับขอบท่อ  


ไม่นาน…  


หมอกที่เคยไหลทะลักออกมาก็ค่อยๆ ลดลง


คาเลบถอนหายใจแรงด้วยความโล่งอก พยายามทรงตัวให้มั่นคง แม้จะเหนื่อยจากการใช้พลังไปเยอะ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่า  


เขาหันไปมองเพื่อนร่วมทีม คูเปอร์และเมเรซที่กำลังตรึงเชนเอาไว้  


"ฉันปิดรอยรั่วแล้ว!" คาเลบตะโกนบอก  


คูเปอร์พยักหน้า "ดี! แต่นายมั่นใจนะว่ามันจะไม่รั่วอีก?"  


"เท่าที่ฉันทำได้ตอนนี้ มันน่าจะอยู่ได้นานพอสมควร!" คาเลบตอบกลับ  



คูเปอร์เบี่ยงสายตากลับมาที่เชน แม้หมอกจะจางลงแล้ว แต่เจ้าหัวหน้าก็อบลินก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันจ้องพวกเขาด้วยดวงตาเรืองแสงสีเหลือง ขณะที่กรามขบเข้าหากันแน่น  


“ก็ได้…” เชนคำรามเบาๆ “ข้ายอมรับว่าพวกเจ้าไม่ใช่พวกเด็กน้อยธรรมดา”  


“อ้อ ขอบใจที่ชม” คูเปอร์แค่นเสียง “แต่ขอโทษทีนะ พวกเราไม่มีเวลามายืนฟังคำพูดโม้ๆ ของนาย”  


เชนหัวเราะต่ำ “ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าหนีออกไปง่ายๆ หรอก!”  


ทันใดนั้น ก็อบลินร่างเตี้ยก็พุ่งตัวเข้าหาคูเปอร์อย่างรวดเร็ว คูเปอร์ที่ตัวเล็กลงไปมากทำให้ตั้งรับลำบาก เขาเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง แต่แรงปะทะของเชนก็ยังทำให้เขาเสียหลักจนต้องใช้หอกยันตัวเองไม่ให้ล้ม  


“เวรเอ๊ย…” คูเปอร์เอ่ยคำสบถ แม้ตัวจะเล็กลง แต่เขาก็ยังพยายามควบคุมจังหวะหอกของตัวเองให้ได้  


คาเลบและเมเรซเห็นสถานการณ์ไม่ดี พวกเขาจึงพุ่งเข้ามาช่วยทันที คาเลบยิงลูกธนูออกไป เชนกระโจนหลบได้อย่างง่ายดาย แต่จังหวะนั้นเอง เมเรซก็พุ่งเข้ามาทางด้านหลัง แทงมีดสั้นของเขาเข้าใส่สีข้างของก็อบลิน  


ฉึก!  


เชนคำรามด้วยความเจ็บปวดก่อนจะกระแทกตัวกลับไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เมเรซผละออกและตั้งท่าใหม่  


"เกือบแล้ว" เมเรซพึมพำ "มันเร็วมากจริงๆ"  


คูเปอร์ที่ได้จังหวะพลิกตัวกลับมาตั้งหลักอีกครั้ง เขากระชับหอกในมือแล้วพุ่งเข้าใส่เชน หัวหอกแทงออกไปเป็นแนวตรง แต่ก็อบลินตัวจ้อยหมุนตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว  


"เร็วก็จริง แต่ก็แค่เร็ว" คูเปอร์พูดก่อนจะสบตากับคาเลบและเมเรซ  


พวกเขาพยักหน้าให้กันโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม  


"งั้นก็จบกันตรงนี้เลยแล้วกัน" คาเลบพูดพลางยกคันศรขึ้น  


เมเรซก้าวขยับไปด้านข้าง ล้อมเชนไว้จากสองทาง  


เชนหรี่ตาลง ดูเหมือนมันจะรู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในวงล้อม แต่มันยังคงไม่ลดท่าทีดุร้ายลงเลยแม้แต่น้อย  


“ข้ายังไม่จบง่ายๆ หรอก!” เชนตะโกน ก่อนจะกระโจนขึ้นสูง มันหมายจะกระแทกลงมากลางวงของพวกเขา  


แต่จังหวะนั้นเอง  


“เอาไปกินซะ! รับไปธนูของฉัน" 


ลูกศรแห่งแสงพุ่งทะยานออกจากมือของคาเลบ กระแทกเข้ากลางลำตัวของเชนพอดิบพอดี  


ตูม!  


ร่างของเชนถูกแรงระเบิดจากพลังสุริยะกระแทกลงกระแทกพื้นอย่างแรง  


"ยังไม่พอ" เมเรซพึมพำ ก่อนจะพุ่งเข้าหาพร้อมมีดสั้นในมือ  


ฉึก!


มีดของเขาปักเข้าที่จุดสำคัญของเชน เสียงร้องคำรามของก็อบลินดังก้องไปทั่วอุโมงค์ ก่อนที่ร่างของมันจะเริ่มสั่นไหว  


คูเปอร์ก้าวเข้าไปหา ก่อนจะใช้ปลายหอกปักลงที่อกของมันอย่างแม่นยำ  


ฉึก!


เชนกระตุกเฮือก ร่างของมันเริ่มเปล่งแสงสีเขียวอ่อน ก่อนจะค่อยๆ สลายไปเป็นฝุ่น  


ในที่สุด ก็อบลินหัวหน้าผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็หายไปจากที่นี่แล้ว  


หลักฐานการพิชิต


https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:fight&aid=814



คูเปอร์ถอนหายใจยาว ถอนหอกออกมาแล้วปักมันลงกับพื้นเพื่อพยุงตัวเอง  


"จบซะที..." เขาพึมพำ  


คาเลบทรุดตัวลงนั่งบนพื้น หอบหายใจ "บอกตามตรง ฉันไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีกแล้ว"  


เมเรซหมุนข้อมือของตัวเองไปมา "ก็ไม่แย่เท่าไหร่… แต่เอาเป็นว่าฉันก็ไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีกเหมือนกัน"  


คูเปอร์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น "เอาล่ะ พวกเราไม่มีเวลากินลมชมวิว เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"  


เมเรซพยักหน้า "ใช่ และก็ควรหาทางออกจากอิทธิพลของหมอกให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกเราจะเด็กลงไปมากกว่านี้"  


คาเลบหยัดตัวขึ้นแล้วตบบ่าคูเปอร์เบาๆ "ไปกันเถอะ"  


พวกเขาสามคนสบตากัน ก่อนจะเริ่มเดินออกจากอุโมงค์ไปสู่แสงสว่างที่รออยู่เบื้องบน  



—--------


—--------


แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 115097 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-2-12 13:48
โพสต์ 115,097 ไบต์และได้รับ +10 EXP +15 เกียรติยศ +10 ความกล้า +10 ความศรัทธา จาก กลยุทธ์การรบ  โพสต์ 2025-2-12 13:48
โพสต์ 115,097 ไบต์และได้รับ +10 EXP +8 เกียรติยศ +8 ความศรัทธา จาก ยาดม  โพสต์ 2025-2-12 13:48
โพสต์ 115,097 ไบต์และได้รับ +12 EXP +12 ความกล้า +12 ความศรัทธา จาก สายตาแห่งนกฮูก  โพสต์ 2025-2-12 13:48
โพสต์ 115,097 ไบต์และได้รับ +8 EXP จาก โรคสมาธิสั้น  โพสต์ 2025-2-12 13:48
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เครื่องวาร์ปฉุกเฉิน
น้ำมันหอมกลิ่นสุริยะ
กางเกงเดินป่า
แหวนดาราจรัส(D)
ชุดบำรุงอาวุธ
เรือมินิบานาน่า
Daedalus's Legacy
มีดสั้นสัมฤทธิ์
บทเพลง
การควบคุมอาวุธ (จำกัด)
ปัญญาแห่งการรบ
ร่างจำแลง
มาลาแห่งอัสสัมชัญ
กลยุทธ์การรบ
การสื่อสารและควบคุมนกฮูก
โรคสมาธิสั้น
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
แว่นกันแดด
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
โล่อัสพิส
หอกกรีก
อัจฉริยะ
ล็อคเก็ตรูปหัวใจ
รองเท้าเซฟตี้
ต่างหูเงิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x2
x1
x30
x30
x2
x1
x2
x1
x5
x10
x1
x2
x1
x5
x5
x2
x27
x9
x4
x3
x4
x5
x10
x2
x30
x47
x6
x5
x10
x4
x1
x1
x2
x5
x28
x3
x5
x5
x5
x5
x6
x4
x1
x2
x20
x2
x3
x1
x1
x30
x1
x2
x5
x6
x4
x12
x2
x10
x20
x1
x1
x1
x2
x1
x3
x6
x5
x5
x31
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้