[บันทึกการเดินทาง] Winter’s Prison, Lightning’s Key

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-20 06:47

Winter’s Prison Lightning’s Key

Kyra Xolotl
Co-Authors: Amelia Mary Earhart • Ruby Su
La glace d’un moule ancien se brise sous la foudre. La fonte n’est pas une défaite, mais le vrai soi qui se libère de l’ombre du passé.

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา ลงทะเบียน

×

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 11745 ไบต์และได้รับ 8 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-8 03:16
โพสต์ 2026-1-20 06:41:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-23 22:05

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทนำ

วันที่ 09 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงเช้า เป็นต้นไป ค่ายฮาล์ฟบลัด ลองไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา บทนำ: นิมิตแห่งกระจกเงาที่แตกสลาย

           แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านยอดเขาฮาล์ฟบลัด ทอดเงายาวไปตามทางเดินหินกรวดที่มุ่งหน้าสู่ทางออกของค่าย คีอาร์เดินตามแผ่นหลังที่มั่นคงของเอมีเลียและท่าทางหยิ่งทะนงของรูบี้ ซู อย่างเงียบเชียบ มือเรียวขาวซีดกระชับสายกระเป๋าสะพายลายแตงโมใบเล็กไว้แน่น ขณะที่ลมหนาวพัดผ่านใบหน้าจนแว่นสายตาทรงกลมเริ่มขึ้นฝ้าจาง ๆ



           ทว่าภายใต้ท่าทางที่ดูเรียบร้อยและใสซื่อนั้น จิตวิญญาณของคีอาร์กลับจมลึกลงไปในห้วงความคิดที่หนาวเหน็บกว่าอากาศภายนอกหลายเท่า ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมายังคงฉายซ้ำในหัวดุจภาพหลอนที่สลัดไม่หลุด



           ในห้วงแห่งนิมิตหรืออาจจะเป็นเพียงความฝันที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังแห่งบอเรอัส คีอาร์ลืมตาขึ้นมาพบว่าห้องนอนรวมของบ้านพักหมายเลข 28 ถูกเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง ผนังไม้และเพดานถูกปกคลุมด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าใสที่หนาเตอะ แสงสว่างสลัวสะท้อนผ่านเกล็ดหิมะที่เกาะพราวไปทั่วทุกตารางนิ้วจนดูเหมือนวังน้ำแข็งที่หลุดออกมาจากนิทานปรัมปราที่เย็นเยือก



           ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเบาๆ คีอาร์เห็นร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนเด่นสง่าอยู่กลางห้อง สตรีคนนั้นคือ เคานเตสเคียร์สเทน โซล็อตล์ มารดาของเธอ ผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงนอร์เวย์ที่เคร่งครัดและเย็นชา เคียร์สเทนในชุดกำมะหยี่สีดำสนิทกำลังถือสิ่วที่ทำจากน้ำแข็งบริสุทธิ์ บรรจงสลักรูปปั้นน้ำแข็งขนาดเท่าตัวจริงตรงหน้าอย่างตั้งใจ



           รูปปั้นนั้นคือตัวของคีอาร์เอง... ในท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบที่สุด ท่าทางที่นอบน้อม กิริยาที่สง่างาม และใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกใด ๆ มันคือแม่พิมพ์เก่าที่เคียร์สเทนพยายามหล่อหลอมลูกสาวของตนให้เป็นมาตลอดชีวิต



           ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูกภายในวังน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ เคานเตสเคียร์สเทนยืนจดจ่ออยู่เบื้องหน้าหน้ารูปปั้นน้ำแข็งขนาดเท่าตัวจริงด้วยแววตาที่ส่องประกายคลุ้มคลั่ง มือของเธอสั่นระริกขณะที่บรรจงกรีดสิ่วลงบนพื้นผิวที่เย็นเยือกอย่างหมกมุ่น ปากก็พึมพำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาดั่งคนเสียสติ



           “ต้องไร้ที่ติ... ต้องไร้ที่ติ… ต้องไร้ที่ติ… ต้องไร้ที่ติ… ต้องไร้ที่ติ… ไร้ที่ติ… ไร้ที่ติ… ไร้ที่ติ… ต้องสมบูรณ์แบบกว่านี้สิคีอาร์!” 



           เคียร์สเทนแผดเสียงหัวเราะในลำคอที่ฟังดูน่าขนลุก “แกเป็นผลงานชิ้นเอกของฉัน เป็นตุ๊กตาที่ฉันตั้งใจสลักขึ้นมากับมือ แกไม่มีสิทธิ์ขยับ ไม่มีสิทธิ์คิด และไม่มีสิทธิ์มีความรู้สึกทั้งนั้น! อยู่ในแม่พิมพ์ที่ฉันสร้างให้ซะ... เป็นแค่สิ่งของที่สวยงามและว่างเปล่าของฉันคนเดียว!”



           ในจังหวะที่เธอกำลังจะสลักเส้นสายสุดท้ายลงบนใบหน้าที่นิ่งสนิทของรูปปั้น ท้องฟ้าจำลองเหนือวังน้ำแข็งกลับฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง แสงสว่างสีทองจ้าสาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่ดังสนั่นจนวังน้ำแข็งทั้งหลังสั่นสะเทือน สายฟ้าขนาดมหึมาฟาดเปรี้ยงลงมากลางใจห้อง ปะทะเข้ากับรูปปั้นน้ำแข็งของคีอาร์จนเกิดเสียงแตกกระจายดังก้องไปทั่วอาณาเขต



           เปรี๊ยง!!!!



           แรงกระแทกนั้นทำให้รูปปั้นที่เคยเรียบเนียนเริ่มปรากฏรอยปริร้าวลึกซึ้งลามไปทั่วเรือนร่าง น้ำแข็งที่เคียร์สเทนเชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดกลับเริ่มหลอมละลายกลายเป็นหยดน้ำเมื่อต้องกระแสความร้อนจากอัสนีที่ทรงพลัง



           “ไม่!!! หยุดเดี่ยวนี้นะ!” เคียร์สเทนกรีดร้องจนสุดเสียง ใบหน้าที่เคยดูสง่างาม บัดนี้บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยความโกรธแค้น เธอโผเข้าหาเศษน้ำแข็งที่กำลังละลาย พยายามจะใช้มือเปล่ากอบกำมันไว้ราวกับจะยื้อชีวิตผลงานชิ้นเอกที่เธอมองเป็นเพียงเครื่องมือ “ใครกล้ามาแตะต้องสมบัติของฉัน! ใครกล้าทำลายลูกสาวที่ฉันสร้างขึ้นมา!” เธอโวยวายอย่างไร้สติ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความบ้าอำนาจพลางข่วนตะกุยไปบนพื้นที่เริ่มแตกร้าว 



           “นังเด็กนี่ต้องเป็นน้ำแข็งที่นิ่งสงบเท่านั้น! เราคือชนชั้นสูง! สายเลือดของเราสูงส่ง! มันต้องเชื่อฟังฉัน! แกไม่มีวันเป็นอิสระไปจากฉันได้หรอกคีอาร์! ไม่มีวัน!” เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความริษยาและครอบงำของมารดาดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงที่กำลังพังทลาย ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไปพร้อมกับเศษเสี้ยวของวังน้ำแข็งที่หลอมละลายหายไปในพริบตา



           พรึ่บ!



           คีอาร์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงฝีเท้าของเอมีเลียหยุดลงที่ป้ายรถประจำทางหน้าค่าย เธอขยับแว่นสายตาให้เข้าที่พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ไอเย็นจากลมหายใจช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ลงได้



           ‘ไร้สาระสิ้นดี... เป็นเพียงแค่การตอบสนองของจิตใต้สำนึกต่อคำพยากรณ์ที่ซุสเอ่ยเมื่อวานเท่านั้น’
คีอาร์สรุปในใจด้วยตรรกะที่พยายามจะผลักความหวาดกลัวออกไป ‘การหลอมละลายมิใช่ความพ่ายแพ้งั้นหรือ? เป็นคำสอนที่ขาดประสิทธิภาพเอาเสียเลย’



           เธอมองไปยังเอมีเลียที่กำลังยืนเช็กตารางรถด้วยท่าทางร่าเริง และรูบี้ ซู ที่ยืนกอดอกนิ่งราวกับรูปปั้นที่ไร้ชีวิต คีอาร์กระชับกระเป๋าแตงโมไว้แนบอกพลางปั้นรอยยิ้มใสซื่อขึ้นมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง แม้ในใจจะยังคงหวาดหวั่นต่อรอยร้าวที่เกิดขึ้นในฝัน แต่คีอาร์ก็พร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่กระดานหมากใบใหม่ที่ควิเบก โดยมีสายฟ้าและกระบี่เทียนหวงเป็นหมากสำคัญในมือของเธอ



สรุปรวม

เพิ่มเติม : -

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
รอเปิดดันจิตวิญญาณพายุ
Quest Summary
สรุป
คีอาร์ เอมีเลียและรูบี้ เดินทางออกจากบ้านใหญ่ไปที่หน้าประตูค่ายจะได้รอรถประจำทางเพื่อพาออกเดินทาง คีอาร์หวนคิดถึงความฝัน (บทนำ) เมื่อเช้าแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ
[ขอเปิดดันเจี้ยนพบ จิตวิญญาณพายุ (ไม่รู้กี่ตัว)] ที่บ้าคลั่งพยายามจะแช่แข็งทางเข้าค่ายฮาล์ฟบลัด

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 41626 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-20 06:41
โพสต์ 41,626 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-20 06:41
โพสต์ 41,626 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-20 06:41
โพสต์ 41,626 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-20 06:41
โพสต์ 41,626 ไบต์และได้รับ +5 EXP +4 เกียรติยศ +4 ความศรัทธา จาก แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส  โพสต์ 2026-1-20 06:41
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-20 14:55:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-23 22:06

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 1 : ออกเดินทาง

วันที่ 09 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงสาย เป็นต้นไป ต้นทาง ค่ายฮาล์ฟบลัด ลองไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา ออกเดินทางไป → สถานีขนส่งพอร์ตออโทริตี แมนแฮตตัน นิวยอร์ก

             แสงแดดอ่อนแรงยามเช้าของเดือนมกราคมทอดผ่านยอดเขาฮาล์ฟบลัด ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับไปไม่ถึงกลุ่มคนสามคนที่เพิ่งก้าวพ้นเขตอาคมของค่ายออกมา คีอาร์เดินตามหลังรุ่นพี่ทั้งสองด้วยท่วงท่าสงบเสงี่ยม มือเรียวขาวซีดกระชับสายกระเป๋าสะพายลายแตงโมไว้มั่น ขณะที่ดวงตาสีเทาอมเขียวหลังเลนส์แว่นกลมโตยังคงจดจ้องไปยังถนนเบื้องหน้าที่พวกเธอต้องรอรถประจำทาง



             ฉับพลันนั้น อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงจนเกิดเป็นไอสีขาวทุกครั้งที่หายใจ ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจนหูอื้ออึง คีอาร์หรี่ดวงตาลงพลางใช้นิ้วขยับกรอบแว่นให้เข้าที่ เมื่อสัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่งที่กำลังก่อตัวผ่านสัมผัสแห่งสายลม



             “พวกมันมาแล้วค่ะ” คีอาร์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชาที่มากกว่าอากาศรอบตัว



             เบื้องหน้าทางเข้าค่าย กลุ่มก้อนพลังงานสีดำทมิฬสี่ร่างควบแน่นขึ้นท่ามกลางพายุหมุนขนาดย่อม พวกมันคือธุเอลไลจิตวิญญาณแห่งพายุที่ไร้ระเบียบ ร่างกึ่งอากาศธาตุที่มีปีกกว้างแผ่รังสีแห่งความตายออกมาพร้อมกระแสไฟฟ้าสีฟ้าหม่น พวกมันแผดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังกึกก้องประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง พยายามจะใช้ไอเย็นบ้าคลั่งเข้าแช่แข็งทุกสรรพสิ่งรวมถึงทางเข้าค่ายฮาล์ฟบลัด



             “สายเลือดเทพที่น่าสมเพช... พวกเจ้าจะกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งประดับหน้าค่ายในเช้านี้!” หนึ่งในพวกมันตะโกนอวดดีด้วยความโกรธเกรี้ยว



             “เหรอจ๊ะ? ฉันว่าพวกเธอคงต้องไปหัดพยากรณ์อากาศมาใหม่นะ” เอมีเลียขยับยิ้มมั่นใจพลางควงพวงกุญแจทำให้เปลี่ยนเป็นหอกอัสนีที่ส่องประกายสว่างวาบออกมา เธอชูโล่เอจิสขึ้นเบื้องหน้ารัศมีแห่งอำนาจของเมดูซ่าสั่นประสาทอสุรกายจนพวกมันชะงักไปวูบหนึ่ง 



             ทางด้านรูบี้ ซู ไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เธอเพียงแค่ปรายตามองอสุรกายเหล่านั้นด้วยสายตาหยิ่งทะนงดุจมองอากาศธาตุ ก่อนจะสะบัดกระบี่เทียนหวงออกจากฝัก อาภรณ์หงส์เหินสีแดงเพลิงพริ้วไหวท่ามกลางลมพายุที่กำลังก่อตัว รูบี้พุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรกด้วยพละกำลังเหนือมนุษย์ การเคลื่อนไหวของเธอพริ้วไหวดุจยิมนาสติกระดับโลกที่ประสานเข้ากับวูซูอันดุดัน



             การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ คีอาร์ยืนนิ่งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุด สมองของเธอประมวลผลการเคลื่อนไหวของศัตรูทุกตัวอย่างละเอียด ‘ความเร็วเชิงมุมของเป้าหมายที่สองเพิ่มขึ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์... ไร้ประสิทธิภาพสิ้นดี’ เธอคิดพลางวาดมือไปในอากาศ ปลดปล่อยคมมีดวายุที่อัดแน่นด้วยมวลอากาศคมกริบพุ่งเข้าตัดผ่านร่างกึ่งอากาศธาตุของธุเอลไลตัวหนึ่งจนมันแผดร้องด้วยความเจ็บปวด



             เอมีเลียโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะกระแทกสายฟ้าสีฟ้าครามจากหอกเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่สายฟ้าปะทะกับร่างพายุ ลมแรงก็ระเบิดออกส่งละอองทองฟุ้งกระจาย ขณะที่รูบี้ ซู ก็เคลื่อนที่ดุจหงส์เพลิงกระบี่หงส์ฟ้าของเธอวาดผ่านลำตัวของศัตรูพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งแอรีสที่แผดเผาจนวิญญาณพายุไม่อาจตั้งตัวได้ทัน



             เพียงไม่ถึงห้านาที ความโกลาหลเบื้องหน้าก็สิ้นสุดลง ธุเอลไลทั้งสี่ตัวสลายกลายเป็นละอองทองคำฟุ้งกระจายไปตามลมหนาว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความสะอาดสะอ้านของพื้นที่รอบข้างที่ไม่มีรอยแผลจากการต่อสู้แม้แต่น้อย แต่ละคนยืนนิ่งในท่าทางสง่างามไร้ซึ่งรอยขีดข่วน รูบี้เก็บกระบี่เข้าฝักอย่างเงียบเชียบพลางกลอกตามองบนเบา ๆ ราวกับจะบอกว่าศัตรูเหล่านี้ไม่คู่ควรแก่การเสียเวลาแม้แต่น้อย เธอยืนพิงร่มของเธอและกลับมามองคีอาร์เป็นอากาศธาตุตามเดิม



             “จัดการได้สะอาดสะอ้านสมเป็นทีมเราเลยนะ” เอมีเลียยิ้มกว้างพลางขยิบตาให้คีอาร์อย่างร่าเริง ส่วนคีอาร์ก็ทำเพียงแค่ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่และจัดระเบียบเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเขียวให้เรียบร้อย เธอไม่ได้แสดงความยินดีหรือความตื่นเต้นใด ๆ ออกมาผ่านใบหน้าที่ดูใสซื่อนั้น



             “เราทำเวลาได้ดีทีเดียวค่ะรุ่นพี่ ทันรถเที่ยวนี้พอดีเลย ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายแย่ที่ต้องรอนานกว่านี้ในสภาพอากาศแบบนี้” คีอาร์เอ่ยเสียงนุ่มนวลพลางกวาดสายตามองไปทางถนนใหญ่ “และรถประจำทางที่จะนำเราเข้าสู่ตัวเมืองกำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งนาทีค่ะ กรุณาเตรียมตัวด้วยนะคะ” เธอกระชับสายกระเป๋าแตงโมพลางเดินนำหน้าไปยังป้ายรถเมล์อย่างสงบเงียบ ทิ้งให้ภาพลักษณ์ของเด็กสาวที่ดูอ่อนแอปกปิดตัวตนที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งจากนอร์เวย์ไว้มิดชิดภายใต้แสงแดดรำไรของเช้าวันเดินทาง



             ไม่นานเสียงเครื่องยนต์ดีเซลของรถโดยสารประจำทางคำรามก้องมาแต่ไกล ท่ามกลางบรรยากาศเหน็บหนาวของเช้าวันใหม่ในลองไอซ์แลนด์ คีอาร์ยืนตัวตรงอย่างสง่างามที่ป้ายหยุดรถ มือที่สวมถุงมือไหมพรมกระชับสายกระเป๋าสะพายลายแตงโมไว้มั่น ขณะที่สายตามองตรงไปยังจุดที่มวลความร้อนจากท่อไอเสียกำลังบิดเบือนภาพอากาศเบื้องหน้า เอมีเลียขยับหมวกแก๊ปสีเทาของเธอลงเล็กน้อยพลางผิวปากอย่างอารมณ์ดี ส่วนรูบี้ก็ยืนนิ่งเป็นหินอยู่ห่างออกไปสามก้าว ใบหน้าเรียบเฉยของเธอไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ นอกจากความเบื่อหน่ายที่ต้องมารอระบบขนส่งมวลชนที่ล่าช้ากว่าความใจร้อนของนักรบอย่างเธอ



             เมื่อรถโดยสารสีขาวสลับน้ำเงินจอดเทียบป้าย ประตูอัตโนมัติเปิดออกพร้อมเสียงฟึ่ดของระบบลม คีอาร์ก้าวขึ้นรถเป็นคนแรกตามด้วยกิริยาที่ดูอ่อนน้อมนุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติ เธอเลือกที่นั่งริมหน้าต่างในช่วงกลางของตัวรถ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เธอกำหนดไว้แล้วว่ามีความปลอดภัยสูงและสามารถสังเกตการณ์รอบตัวได้ดีที่สุด



             แม้ในความเป็นจริงเอมีเลียจะสามารถพาพวกเธอบินไปถึงควิเบกได้ด้วยมอเตอร์ไซค์อัสนีวายุหรืออาจจะหาทางขึ้นเครื่องบินได้ไม่ยากในฐานะบุตรีแห่งซุส แต่สำหรับเดมิก็อดคนอื่น ๆ อย่างรูบี้และคีอาร์ การล่วงล้ำน่านฟ้าของจอมเทพโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอาจเป็นความเสี่ยงที่ไร้ประสิทธิภาพ แผนการเดินทางแบบโรดทริปจึงเป็นคำตอบที่มั่นคงที่สุดสำหรับการข้ามพรมแดนสู่แคนาดาในครั้งนี้



             “ขอพี่นั่งด้วยคนนะคุณหนู” เอมีเลียไม่รอคำอนุญาต เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะข้างๆ คีอาร์ทันที กลิ่นอายของลมและโอโซนจาง ๆ จากแจ็กเก็ตหนังของเธอทำให้บรรยากาศรอบตัวคีอาร์เริ่มปั่นป่วน



             คีอาร์เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อประหยัดพื้นที่ แววตาสีเทาอมเขียวหลังเลนส์แว่นกลมโตจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนเธอจะจมลงไปในห้วงความคิดเกี่ยวกับแผนผังเมืองและพิกัดภูมิศาสตร์ ‘การเดินทางจากลองไอซ์แลนด์เข้าสู่แมนแฮตตันเพื่อต่อรถขึ้นเหนือ... ใช้เวลาโดยประมาณสี่ชั่วโมงสามสิบนาที หากไม่พบอุปสรรคทางพลศาสตร์’



             ในขณะเดียวกัน รูบี้ก็เลือกที่นั่งแถวหลังสุดเพียงลำพัง เธอวางร่มที่ซ่อนกระบี่เทียนหวงไว้ข้างกายด้วยท่าทางหยิ่งทะนง ดวงตาคมกริบของบุตรีแห่งแอรีสไม่ได้จ้องมองทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไป ทว่าเธอกลับคอยกวาดสายตามองผู้โดยสารคนอื่น ๆ บนรถราวกับนักล่าที่กำลังระแวดระวังภัย สำหรับเธอ คนอ่อนแอที่นั่งเบียดเสียดกันบนรถคันนี้เป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ แต่หน้าที่ในการคุ้มกันภารกิจคือเกียรติยศที่เธอไม่อาจละเลย



             “นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นน้ำแข็งเลยนะ” เอมีเลียชวนคุยพลางเอนหลังพิงเบาะอย่างผ่อนคลาย “ตื่นเต้นบ้างไหมล่ะ? ควิเบกน่ะขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมเก่าแก่และหิมะที่หนากว่าที่นี่เยอะเลยนะ พี่ว่ามันน่าจะเหมาะกับลมหนาวของเธอดี...หืม? เป็นอะไรไปคุณหนู? หน้าซีดเชียว พายุเมื่อกี้ทำเธอเพลียเหรอ?” เอมีเลียถามพลางขยับแว่นกันแดดทรงนักบินขึ้นไปไว้บนหน้าผาก



             “เปล่าค่ะรุ่นพี่ ฉันเพียงแค่กำลังคิดว่าเราควรจะเตรียมตัวอย่างไรเมื่อถึงควิเบก เพราะที่นั่นน่าจะหนาวกว่าที่ค่ายมาก ฉันไม่อยากให้เราต้องเจอกับเรื่องที่ไม่คาดฝันโดยที่ยังไม่ได้เตรียมพร้อมน่ะค่ะ” คีอาร์ตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงนุ่มนวลของเธอยังคงรักษาระยะห่างไว้อย่างเหนียวแน่น



             รถโดยสารประจำทางเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าทิ้งห่างจากเขตอาคมของค่ายฮาล์ฟบลัดไปทุกขณะ ภาพทุ่งหญ้าและป่าสนถูกแทนที่ด้วยหมู่อาคารสำนักงานและป้ายโฆษณาดิจิทัลของปีใหม่และการเดินทางไกลที่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งของมนุษย์เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความแตกต่างของสามสาวเดมิก็อดที่ต้องร่วมชะตากรรมเดียวกันในภารกิจนี้


สรุปรวม

เพิ่มเติม : -

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ออกเดินทาง 101
Quest Summary
สรุป
ตอนที่คีอาร์ เอมีเลีย และรูบี้รอรถที่หน้าค่ายก็พบกับจิตวิญญาณแห่งพายุ 4 ตนคลั่งคิดจะแช่แข็งหน้าประตูค่าย คีอาร์ เอมีเลีย และรูบี้ ก็เลยช่วยกันกำจัดอย่างไม่ยากเย็น จากนั้นพวกเธอก็ขึ้นรถประจำทางมุ่งหน้าสู่สถานีรถในลองไอแลนด์เพื่อจะได้ต่อรถไฟควิเบก
[ออกเดินทางสู่ลองไอแลนด์]

Loot & Rewards
กำจัด จิตวิญญาณแห่งพายุ (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
ได้รับ เหรียญเงินแห่งไอโอเลีย จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 6 ชิ้น
ได้รับ ผลึกสายฟ้า จำนวน 8 ชิ้น 8 x 2 = 16 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ เหรียญเงินแห่งไอโอเลีย 3 ชิ้น, ผลึกสายฟ้า 8 ชิ้น
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

God
(หาก LUK 90+ จะได้รับไอเท็ม x2 ยกเว้น กระบอกบรรจุลมสี่ทิศและเหรียญเงินแห่งไอโอเลีย)  โพสต์ 2026-1-20 15:05
โพสต์ 52837 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-20 14:55
โพสต์ 52,837 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-20 14:55
โพสต์ 52,837 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-20 14:55
โพสต์ 52,837 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-20 14:55
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-21 08:51:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-23 22:06

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 2 : ออกเดินทาง 2

วันที่ 09 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงสาย เป็นต้นไป ต้นทาง ค่ายฮาล์ฟบลัด ลองไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา ออกเดินทางไป → สถานีขนส่งพอร์ตออโทริตี แมนแฮตตัน นิวยอร์ก

           รถโดยสารประจำทางเคลื่อนตัวผ่านไอหมอกจาง ๆ ของช่วงสายทิ้งภาพความสงบของลองไอซ์แลนด์ไว้เบื้องหลังเพื่อมุ่งสู่ความวุ่นวายของแมนแฮตตัน ภายในรถที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องยนต์และแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ คีอาร์นั่งตัวตรงอยู่ริมหน้าต่าง มือเรียวประคองกระเป๋าสะพายลายแตงโมไว้บนตักอย่างทะนุถนอม สายตาภายใต้เลนส์แว่นกลมโตเหม่อมองทิวทัศน์ที่เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเทาของตึกระฟ้า



           เอมีเลียที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังฮัมเพลงเบา ๆ ในลำคอ พลางขยับถุงมือหนังให้กระชับ ดูเหมือนเธอจะสนุกกับการเดินทางแบบบนดิน นี้ไม่น้อย ส่วนรูบี้ ซู ยังคงครองพื้นที่เบาะหลังสุดเพียงลำพัง ท่าทางหยิ่งทะนงของเธอทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปทักทาย



           ทว่า… ปัง!



           เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นมาจากเพลาล้อหลังจนตัวรถบัสสะบัดอย่างรุนแรง กลิ่นไหม้ของยางที่เสียดสีกับพื้นถนนคละคลุ้งเข้ามาในห้องโดยสาร รถส่ายไปมาครู่หนึ่งก่อนจะไหลไปจอดสงบนิ่งอยู่ริมทางหลวงที่เงียบเชียบ พนักงานขับรถวัยกลางคนสบถออกมาพลางตบพวงมาลัยด้วยความหงุดหงิด เขาหันมามองผู้โดยสารเพียงสามคนในรถด้วยสีหน้าลำบากใจ “บ้าจริง! ยางระเบิดครับสาว ๆ คงต้องรบกวนให้ทุกคนลงจากรถไปรอด้านนอกก่อนนะ ผมต้องเช็กความเสียหายแล้วโทรแจ้งอู่ให้ส่งรถมาลาก หรือไม่ก็ส่งรถคันใหม่มารับพวกคุณ” พนักงานขับรถเอ่ยพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมติดต่อศูนย์บริการ 



           “ขออภัยในความไม่สะดวกจริง ๆ ครับ ผมจะพยายามจัดการให้เร็วที่สุด”



           “ให้ตายสิ นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแล้วมั้ง” เอมีเลียสบถเบา ๆ เธอไม่รอให้พนักงานขับรถมาเปิดประตูให้ แต่กลับเดินตรงไปถีบประตูรถที่ติดขัดจากแรงกระแทกให้เปิดออกด้วยพละกำลังที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป จนพนักงานขับรถได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองสาวร่างสูงในแจ็กเก็ตหนังเดินนำออกไป



           คีอาร์ก้าวลงจากรถเป็นคนถัดมาด้วยท่าทางสง่างาม มือเรียวที่ขาวซีดจัดระเบียบชุดไหมพรมสีเขียวให้เข้าที่ เธอไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกเหมือนเด็กสาวทั่วไป แต่กลับขยับแว่นสายตาทรงกลมเพื่อปรับโฟกัสสายตา ขณะที่รูบี้ก็ก้าวตามลงมาเป็นคนสุดท้ายดุจเงาที่ไร้เสียง ดวงตาคมกริบของบุตรีแห่งแอรีสกวาดมองไปรอบตัวด้วยสัญชาตญาณนักรบ



           ไอเย็นของเดือนมกราคมพัดปะทะใบหน้าขณะที่ทั้งสามยืนอยู่ริมถนน คีอาร์เดินตรงไปยังล้อหลังที่ควันยังกรุ่นอยู่ เธอหย่อนตัวลงนั่งยอง ๆ อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ชายกระเป๋าลายแตงโมเปื้อนฝุ่น ก่อนจะใช้นิ้วเรียวชี้ไปยังรอยแผลที่ปรากฏบนเนื้อยาง “มันไม่ใช่การระเบิดจากแรงดันภายในค่ะรุ่นพี่” คีอาร์เอ่ยเสียงนุ่มทว่าเย็นเฉียบ แววตาหลังเลนส์แว่นฉายแววการวิเคราะห์ที่เฉียบคม “รอยฉีกขาดเรียบและลึกแบบนี้... มันเหมือนโดนของมีคมขนาดใหญ่จงใจฟันลงมามากกว่า และดูจากทิศทางแล้ว มันถูกคำนวณมาเพื่อหยุดรถคันนี้โดยเฉพาะเลยละค่ะ”



           “หึ... ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ” เอมีเลียยักไหล่พลางมองพนักงานขับรถที่เดินปลีกตัวออกไปโทรศัพท์ไกล ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ามีบางอย่างกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่จากพุ่มไม้ “กลิ่นของพวกเรามันดึงดูดเรื่องยุ่งยากเก่งกว่าแม่เหล็กเสียอีก ยิ่งมากันสามคนแบบนี้ พวกอสุรกายคงนึกว่าเราเป็นบุฟเฟต์นานาชาติเคลื่อนที่แน่ ๆ”



           และแล้วจากพุ่มไม้ที่รกชัฏข้างทาง เสียงหัวเราะแหลมเล็กที่ชวนให้กระดูกสันหลังหนาวสั่นดังแทรกผ่านลมหนาวออกมา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเตี้ยม่อต้อผิวสีเขียวซีดที่มีดวงตาวาววับด้วยความละโมบ คีอาร์กวาดสายตาเพียงแวบเดียวผ่านเลนส์แว่น เธอก็ระบุจำนวนศัตรูที่ซุ่มอยู่ออกมาได้อย่างแม่นยำ “สามสิบสองตัวค่ะ... เป็นฝูงก๊อบลินที่ดูจะเตรียมตัวมาดีเกินไปสำหรับอสุรกายชั้นต่ำนะคะ” คีอาร์พ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวพลางลุกขึ้นยืนตัวตรง หน้ากากเด็กสาวใสซื่อเลือนหายไปชั่วขณะ เผยให้เห็นแววตาที่สงบนิ่งดุจผืนน้ำแข็งที่กำลังรอเวลาแตกกระจาย “แต่แปลกจัง ปกติก๊อบลินพวกนี้จะไม่กล้าโจมตีเดมิก็อดกลุ่มใหญ่แบบนี้ ยิ่งดักยางรถแบบมีแผนการยิ่งไม่ใช่สันดานของพวกมันเลย”



           เอมีเลียยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เธอขยับพวงงกุญแจหอกอัสนีออกมาในมือ ประกายสายฟ้าเริ่มเต้นระยิบระยับรอบปลายหอกสีทอง “ไม่แปลกหรอกคุณหนู พวกเดมิก็อดน่ะมีกลิ่นเฉพาะตัว ยิ่งเป็นลูกมหาเทพอย่างพี่ กลิ่นมันคงเหมือนสเต็กเนื้อชั้นดีที่เดินได้สำหรับพวกมันนั่นแหละ” เอมีเลียเอ่ยพลางขยิบตา “สงสัยคราวนี้ท่านพ่อจะแผ่รังสีออกมาแรงไปหน่อย พวกมันเลยแห่กันมาเหมือนแมลงวันตอมไฟแบบนี้”



           “ไร้สาระ...” รูบี้ ซู พึมพำเสียงเย็นชาขณะก้าวออกมาด้านหน้า เธอสะบัดกระบี่เทียนหวงออกจากฝัก ความพริ้วไหวของอาภรณ์หงส์เหินทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางความมืดมัวของเช้าวันใหม่ “ถอยไปซะคนอ่อนแอ... ฉันจะจัดการเอง”



           การต่อสู้เริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วราวกับพายุที่พัดผ่าน รูบี้พุ่งทะยานเข้าหากลุ่มก๊อบลินดุจหงส์เพลิง กระบี่ของเธอวาดผ่านอากาศสร้างบาดแผลลึกเกินกว่าพวกมันจะตั้งตัวได้ทัน ขณะที่เอมีเลียคอยใช้ควบคุมอสนีบาตฟาดใส่ตัวที่พยายามจะลอบกัดจากวงนอก เสียงสายฟ้าเปรี้ยงปร้างสลับกับเสียงร้องโหยหวนของเหล่ากสุรกาย ส่วนคีอาร์ก็ไม่ได้ยืนอยู่เฉย ๆ เธอวาดมือเรียกคมมีดวายุตัดผ่านมวลอากาศที่หนาวเย็น สร้างพายุใบมีดอากาศที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าบดเคี้ยวกลุ่มก๊อบลินที่อยู่ไกลออกไปอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวของเธอยังคงความสง่างามและนิ่งสงบดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย



           เพียงสองนาทีกว่า ๆ ถนนเส้นนั้นก็เหลือเพียงละอองทองคำที่ฟุ้งกระจายไปตามลม ก๊อบลินทั้ง 32 ตัวถูกกำจัดจนสิ้นซากโดยที่ทั้งสามคนแทบไม่มีรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า “สองนาทีสี่สิบแปดวินาทีค่ะ” คีอาร์เอ่ยพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับละอองทองออกจากเลนส์แว่น “ถือว่าเร็วกว่าที่ฉันคาดการณ์ไว้เล็กน้อยค่ะ”



           “ฝีมือยังไม่ตกนะคุณหนู” เอมีเลียเก็บหอกกลับคืนสู่รูปลักษณ์นาฬิกาสปอร์ตพลางส่งยิ้มกว้าง “และดูเหมือนว่าดวงของเรายังไม่แย่จนเกินไปนะ รถบัสคันใหม่กำลังมาพอดีเลย” เสียงแตรจากรถโดยสารอีกคันที่กำลังแล่นมาแต่ไกลทำให้พวกเธอยิ้มออกมาได้ คีอาร์กระชับกระเป๋าแตงโมไว้มั่นพลางมองไปยังรุ่นพี่ทั้งสอง ภายใต้หน้ากากที่นอบน้อม เธอเริ่มตระหนักว่าการเดินทางครั้งนี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่การมีสายฟ้าและกระบี่ที่แข็งแกร่งอยู่เคียงข้าง ก็นับเป็นแผนผังยุทธวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เธอจะหาได้ในตอนนี้ พวกเธอทั้งสามก้าวขึ้นรถคันใหม่ มุ่งหน้าเข้าสู่แมนแฮตตันเพื่อเริ่มต้นบทต่อไปของภารกิจควิเบกที่รออยู่เบื้องหน้า



สรุปรวม

เพิ่มเติม : -

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ออกเดินทาง 101
Quest Summary
สรุป
ระหว่างการเดินทางรถบัสที่ คีอาร์ เอมีเลียและรูบี้นั่งเกิดยางแตกแบบผิดธรรมชาติ เลยต้องเปลี่ยนรถ และเมื่อลงจากรถก็พบฝูงก๊อบลินพวกเขาเลยช่วยกันกำจัดแล้วก็ขึ้นรถคันใหม่มุ่งหน้าสู่แมนฮัตตัน
[เดินทางไปยัง port Authority Bus Terminal (PART) แมนฮัตตัน]
Loot & Rewards
กำจัด ??? (มีค่า LUK ??+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ xx
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 45284 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-21 08:51
โพสต์ 45,284 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-21 08:51
โพสต์ 45,284 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-21 08:51
โพสต์ 45,284 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-21 08:51
โพสต์ 45,284 ไบต์และได้รับ +5 EXP +4 เกียรติยศ +4 ความศรัทธา จาก แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส  โพสต์ 2026-1-21 08:51
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-21 14:24:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-23 22:07

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 3 : ออกเดินทาง 3

วันที่ 09 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงบ่าย เป็นต้นไป สถานีขนส่งพอร์ตออโทริตี แมนแฮตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ออกเดินทางไป → ควิเบก แคนนาดา

            ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานีขนส่งพอร์ตออโทริตี ในมหานครแมนแฮตตันช่วงบ่าย กลิ่นอายของน้ำมันเครื่อง ควันรถ และฝูงชนที่เร่งรีบดูจะขัดกับบรรยากาศอันสูงศักดิ์ที่คีอาร์พยายามรักษาไว้ เธอเดินตามเอมีเลียและรูบี้ ซู เข้าไปในโถงผู้โดยสารอย่างเงียบเชียบ มือเรียวกระชับสายกระเป๋าสะพายลายแตงโมพลางขยับแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่ เธอจัดการซื้อตั๋วรถประจำทางมุ่งหน้าสู่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา อย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่าที่ประณีตไร้ที่ติ ก่อนจะเดินกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมเดินทางที่รออยู่ตรงที่นั่งพัก



            ระหว่างที่รอรอบรถเที่ยวบ่าย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาตรวจเอกสารตามระเบียบ คีอาร์ยื่นหนังสือเดินทางสหรัฐฯ ของเธอด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูใสซื่อและนอบน้อม ขณะที่เอมีเลียยักไหล่ส่งให้ด้วยท่าทางมั่นใจแบบนักบิน และรูบี้เพียงแค่ปรายตามองด้วยดวงตาสีเทาอมน้ำตาลอันคมกริบที่ดูหยิ่งทะนง เนื่องจากทั้งสามถือสัญชาติอเมริกัน การตรวจสอบจึงผ่านพ้นไปได้โดยไม่มีปัญหา



            ทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงไม่นาน



            "รุ่นพี่คะ... มีบางอย่างผิดปกติค่ะ" คีอาร์เอ่ยกระซิบ เสียงของเธอเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งขณะที่สายตาจดจ้องไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายที่เพิ่งก้าวเข้ามาในโถงพักผู้โดยสาร



            สัมผัสแห่งสายลมของคีอาร์บอกเธอว่าอากาศรอบตัวชายกลุ่มนั้นไม่ได้อุ่นขึ้นจากการหายใจ แต่มันกลับมีความร้อนสะสมแปลกๆ เหมือนเครื่องจักรที่กำลังทำงานหนัก กลิ่นโอโซนและน้ำมันหล่อลื่นจาง ๆ แผ่ออกมาจากร่างที่ดูเหมือนมนุษย์เหล่านั้น



            รูบี้ขยับกายเล็กน้อย ผมสีดำยาวของเธอสลวยพริ้วไหวตามจังหวะการหันมอง รูปลักษณ์ที่งดงามและสง่างามดั่งจอมยุทธ์หญิงในนิตยสารแฟชั่นระดับสูงของเธอบัดนี้กลับแผ่ซ่านด้วยรังสีแห่งสงคราม "นั่นไม่ใช่คน..." รูบี้เอ่ยเสียงเรียบพลางกระชับร่มในมือ "มันคือเศษเหล็กที่พยายามจะเลียนแบบสิ่งมีชีวิต"



            เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นายก้าวเดินด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอเกินไปจนดูน่าขนลุก ดวงตาของพวกมันวาวโรจน์ด้วยแสงสีแดงจางๆ ที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หมวกบังแดด พวกมันคือเดดแมชชีน อสุรกายจักรกลสังหารที่เฮเฟตัสโยนทิ้งไว้ในปี 2024 แต่บัดนี้พวกมันกลับแฝงตัวมาเพื่อล่าล้างเดมี่ก็อต



            "ทางซ้ายมีทางเดินไปลานโหลดกระเป๋าที่ยังไม่เปิดใช้งานค่ะ... ที่นั่นกว้างพอและไม่มีคน" คีอาร์ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ทั้งสามแสร้งเดินเลี่ยงออกจากโถงผู้โดยสารอย่างเป็นธรรมชาติ มุ่งหน้าเข้าสู่โซนซ่อมบำรุงที่มืดสลัวและไร้ผู้คน เมื่อประตูเหล็กบานใหญ่ปิดลง กลุ่มตำรวจทั้ง 7 ก็หยุดชะงัก ผิวหนังเทียมของพวกมันเริ่มปริแตกออก เผยให้เห็นโครงสร้างโลหะผสมพิเศษและสายเคเบิลที่พันเกี่ยวกันอย่างน่าสยดสยอง



            "ข้อผิดพลาดของเฮเฟตัสจะถูกแก้ไข... ด้วยเลือดของพวกเจ้า" เสียงสังเคราะห์ที่ไร้โทนเสียงดังประสานกัน



            เอมีเลียไม่รอช้าเธอเรียกหอกอัสนีจากพวงกุญแจเครื่องบินออกมาในพริบตา ประกายไฟฟ้าสีฟ้าครามเต้นระยิบระยับรอบกายเธอ "งั้นก็ลองดูหน่อยว่าพวกแกจะทนสายฟ้าจากโอลิมปัสได้แค่ไหน" เอมีเลียพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศด้วยการควบคุมสายลม ก่อนจะวาดหอกเรียกพายุสายฟ้าฟาดถล่มใส่เดดแมชชีนสามตัวแรกอย่างรุนแรง แรงกระแทกของอัสนีบาตทำให้ระบบระบายความร้อนของพวกมันเกิดความร้อนสะสมจนควันพุ่งโขมง



            ในขณะเดียวกัน รูบี้ที่ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างสง่างาม เธอสะบัดกระบี่เทียนหวงออกจากฝัก การเคลื่อนไหวของเธอพริ้วไหวดุจระบำหงส์เหิน รูบี้ใช้ทักษะวูซูอันเหนือชั้นเข้าประชิดเดดแมชชีนตัวหนึ่ง เธอใช้แรงส่งจากพละกำลังเหนือมนุษย์ตวัดกระบี่ตัดผ่านจุดเชื่อมต่อระหว่างชิ้นส่วนเกราะอย่างแม่นยำ "คนอ่อนแออย่างพวกแก... ไม่คู่ควรแม้แต่จะมองฉัน" รูบี้เอ่ยพลางหมุนตัวฟาดโล่อัสพิสเข้าใส่หน้าอกของจักรกลสังหารจนบุบบี้



            คีอาร์ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง เธอขยับแว่นสายตาพลางเรียกคมมีดวายุอัดแน่นด้วยมวลอากาศพุ่งเข้าโจมตีเซนเซอร์ของพวกมันจากระยะไกล ทุกครั้งที่ใบมีดอากาศกรีดผ่าน เลนส์ตาและระบบรับรู้ของพวกมันจะพร่ามัว เปิดโอกาสให้เอมีเลียและรูบี้เข้าเผด็จศึกได้อย่างง่ายดาย



            ‘ประสิทธิภาพในการทำงานของเป้าหมายลดลงสามสิบเปอร์เซ็นต์เนื่องจากระบบระบายความร้อนล้มเหลว... ไร้สาระสิ้นดี’ คีอาร์คิดในใจขณะเรียกลมหายใจเยือกแข็งพ่นใส่เซลล์พลังงานของเดดแมชชีนตัวที่กำลังจะยิงปืนเลเซอร์ ทำให้ระบบจ่ายไฟแข็งตัวและหยุดชะงักไปในทันที



            การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุดัน ท่ามกลางเสียงเหล็กกระทบกันและประกายไฟที่กระเด็นสาดกระจายไปทั่วโกดังร้าง เอมีเลียปิดท้ายด้วยการใช้ดาบอสนีบาตฟันร่างสุดท้ายของเดดแมชชีนจนแยกเป็นสองซีก ขณะที่รูบี้ยืนนิ่งเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่วงท่าที่ไร้รอยตำหนิ



            เศษซากโลหะกระจัดกระจายอยู่บนพื้น คีอาร์เดินเข้าไปตรวจสอบซากเหล่านั้นอย่างละเอียด เธอหยิบกระดาษแปลนเทพและเซลล์พลังงานที่ยังสมบูรณ์มาเก็บลงในกระเป๋าแตงโมอย่างเงียบเชียบ "ใช้เวลาไปเจ็ดนาทีสิบห้าวินาทีค่ะ... เรายังทันรถรอบบ่ายอยู่" คีอาร์เอ่ยเสียงนุ่มนวลพลางซับเหงื่อที่ขอบหน้าผากด้วยผ้าเช็ดหน้าลูกไม้



            ทั้งสามเดินออกจากลานซ่อมบำรุง กลับเข้าสู่โถงผู้โดยสารราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของจักรกลสังหารที่เฮเฟตัสเคยทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าสู่ควิเบก... ดินแดนที่ความหนาวเหน็บและภารกิจที่แท้จริงกำลังรอคอยพวกเธออยู่



            รถโดยสารปรับอากาศมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือเคลื่อนตัวออกจากสถานีพอร์ตออโทริตีอย่างเชื่องช้าท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นของแมนแฮตตัน เสียงเครื่องยนต์คำรามเบา ๆ สลับกับเสียงลมจากช่องปรับอากาศภายในรถที่เริ่มทำงาน คีอาร์ขยับตัวนั่งลงริมหน้าต่างในแถวที่เธอเลือกไว้ มือเรียวขาวซีดบรรจงวางกระเป๋าสะพายลายแตงโมลงบนตักอย่างประณีต ก่อนจะใช้นิ้วขยับกรอบแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่เพื่อรักษาภาพลักษณ์เด็กสาวผู้เรียบร้อย



            เธอมองข้ามไหล่ไปทางด้านหลัง เห็นรูบี้ ซูนั่งอยู่แถวหลังสุดเพียงลำพัง ท่าทางหยิ่งทะนงของบุตรีแห่งแอรีสดูตัดกับบรรยากาศรถเมล์สาธารณะอย่างสิ้นเชิง รูบี้เพียงแค่หลับตาลงและพิงศีรษะกับกระจก ปิดกั้นตัวเองจากทุกสิ่งราวกับมองคนทั้งโลกเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ค่า



            ทว่าสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของคีอาร์คือร่างสูงโปร่งในชุดแจ็กเก็ตหนังที่ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะข้าง ๆ เธอ



            “นึกว่าจะหนีพี่ไปนั่งกับแม่สาวนักรบคนนั้นเสียอีกนะคุณหนู” เอมีเลียเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางขยับแว่นกันแดดทรงนักบินขึ้นไปไว้บนหน้าผาก เผยให้เห็นดวงตาที่เป็นประกายขี้เล่นทว่าเฉลียวฉลาด



            คีอาร์หันไปมองรุ่นพี่สาวด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูใสซื่อและนอบน้อมดั่งหน้ากากที่เธอสวมใส่มาตลอดชีวิต “ฉันเพียงแต่เห็นว่าที่นั่งตรงนี้มีทัศนวิสัยที่ดีน่ะค่ะรุ่นพี่ ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะอยากมานั่งเบียดกับดิฉันในพื้นที่แคบ ๆ แบบนี้”



            “พื้นที่แคบ ๆ บนรถเมล์น่ะ พี่ผ่านมาเยอะแล้วล่ะตอนที่ต้องเร่ร่อนหาตั๋วบิน” เอมีเลียเอนหลังพิงพนักเบาะอย่างผ่อนคลาย กลิ่นอายของโอโซนและสายลมจาง ๆ จากตัวเธอแผ่ซ่านเข้ามาในอาณาเขตของคีอาร์ “แต่ที่น่าสนใจกว่าคือเธอต่างหาก คีอาร์... พี่เฝ้ามองเธอมาตั้งแต่ที่เทรเวเลอร์สทาวเวอร์ เธอวางตัวเป๊ะเหมือนหุ่นที่ถูกสลักมาอย่างดี ไม่มีรอยด่างพร้อยหรืออารมณ์ร่วม แม้แต่ตอนที่สู้กับเจ้าพวกเดดแมชชีนเมื่อกี้”



            คำนั้นทำให้คีอาร์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง แววตาสีเทาอมเขียวหลังเลนส์แว่นหม่นแสงลงเล็กน้อย ในหัวของเธอพลันนึกถึงใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความคุมถุงชนของเคานเตสเคียร์สเทน มารดาผู้ยึดติดกับเกียรติยศที่ล่มสลายในนอร์เวย์



            ‘ต้องไร้ที่ติ... ต้องสมบูรณ์แบบ... อย่าทำให้ฉันอับอายไปมากกว่านี้’ เสียงของมารดาที่เคยพร่ำสอนดังก้องอยู่ในมโนสำนึกดุจโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น



            “ฉันเพียงแค่ได้รับการอบรมมาให้รู้จักกาลเทศะค่ะ” คีอาร์ตอบด้วยเสียงที่นุ่มนวลทว่าเย็นเฉียบราวกับผิวน้ำแข็ง “การระงับอารมณ์คือพื้นฐานของประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่คะ”



            “แต่มันขัดกับคำพยากรณ์นะคุณหนู” เอมีเลียโน้มตัวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงของเธอลดต่ำลงจนได้ยินกันเพียงสองคน น้ำแข็งที่ถูกสลักตามแม่พิมพ์เก่า จะปริร้าวเมื่อต้องกระแสแห่งอัสนี... พ่อของพี่พูดคำนั้นออกมาด้วยตัวเอง และพี่ก็เริ่มเห็นรอยร้าวนั้นแล้วล่ะ”



            คีอาร์ขยับดวงตาเหลือบมองเอมีเลียเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนแสร้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลบสายตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงตัวตนที่เห็นแก่ตัวของเธอ



            “แม่พิมพ์เก่าของเธอน่ะ... มันทำมาจากความขมขื่นของนอร์เวย์ใช่ไหม?” เอมีเลียถามจี้จุดอย่างตรงไปตรงมาตามนิสัยนักสำรวจ “พี่รู้เรื่องข่าวฉาวของเคานเตสเคียร์สเทนมาบ้าง พี่ว่าพี่ก็หูไวตาไวเรื่องพวกนี้อยู่นะ การที่เธอต้องมาโตในอเมริกาพร้อมกับความคาดหวังที่แบกมาจากยุโรป... มันคงเย็นเยือกยิ่งกว่าลมเหนือของบอเรอัสเสียอีก”



            คีอาร์พ่นลมหายใจออกมาเป็นไอจาง ๆ ท่ามกลางแอร์ที่เย็นฉ่ำ หน้ากากใสซื่อที่เธอเพียรสร้างเริ่มสั่นคลอนจากการจู่โจมด้วยอัสนีแห่งความจริงใจของเอมีเลีย “รุ่นพี่จะสนใจอดีตที่ไร้สาระของฉันไปทำไมคะ?” คีอาร์หันกลับมา แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาดุจน้ำแข็งที่แท้จริง “มันเป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ และมันไม่ได้ช่วยให้ภารกิจที่ควิเบกสำเร็จเร็วขึ้นเลยแม้แต่น้อย”



            “แต่มันช่วยให้เราเป็นทีมที่จริงใจต่อกันได้นะคีอาร์” เอมีเลียยิ้มกว้าง แววตาของเธอไม่มีวี่แววของการตัดสิน มีเพียงความเห็นอกเห็นใจที่มอบให้แก่เพื่อนร่วมเดินทาง “การหลอมละลายมิใช่ความพ่ายแพ้หรอกนะ แต่มันคือการปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงจากเงาอดีตต่างหาก... เหมือนที่พี่เคยหลุดพ้นจากคาสิโนโลตัสมาได้นั่นแหละ”



            คีอาร์นิ่งเงียบไปตลอดการเดินทางช่วงแรก เธอเพียงแต่นั่งหลังตรงและจ้องมองไปข้างหน้าด้วยตรรกะที่พยายามจะปิดกั้นความรู้สึกพุ่งพล่านภายใน ทว่าสัมผัสจากไหล่ของเอมีเลียที่กระทบกับเธอเบา ๆ ตามจังหวะรถที่เลี้ยวโค้ง กลับทำให้เธอรู้สึกถึงความร้อนที่เธอมักจะหวาดกลัวมาตลอดชีวิต



            น้ำแข็งที่ถูกสลักตามแม่พิมพ์เก่ากำลังปริร้าว... และเธอก็เริ่มสงสัยแล้วว่า หากน้ำแข็งนี้หลอมละลายลงจริง ๆ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายใต้เงานั้นจะเป็นตัวตนแบบไหนที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนในโลก



สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ออกเดินทาง 101
Quest Summary
สรุป
เมื่อมาถึงสถานีขนส่งพอรผ์ตออโทริตี คีอาร์ เอมีเลีย และรูบี้โดนตำรวจตรวจแต่พวกมันก็คือเดธแมธชีนเลยจัดการ แล้วก็ขึ้นรถทัวร์มุ่งหน้าสู่ควิเบก แคนาดาในช่วงบ่ายเกือบเย็น
[เดินทางมุ่งหน้าสู่ควิเบก แคนาดา]
Loot & Rewards
กำจัด เดธแมชชีน (มีค่า LUK 100+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
ได้รับ มอเตอร์ไฮดรอลิก จำนวน 1 ชิ้น 1 x 2 = 1 ชิ้น
ได้รับ โปรแกรม AI จำนวน 2 ชิ้น 2 x 2 = 4 ชิ้น
ได้รับ เซลล์พลังงาน จำนวน 3 ชิ้น 3 x 2 = 6 ชิ้น
ได้รับ น้ำมันหล่อลื่น จำนวน 2 ชิ้น 2 x 2 = 4 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ มอเตอร์ไฮดรอลิก 1 ชิ้น, โปรแกรม AI 2 ชิ้น, เซลล์พลังงาน 3 ชิ้น, น้ำมันหล่อลื่น 2 ชิ้น
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 79026 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-21 14:24
โพสต์ 79,026 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-21 14:24
โพสต์ 79,026 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-21 14:24
โพสต์ 79,026 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-21 14:24
โพสต์ 79,026 ไบต์และได้รับ +5 EXP +4 เกียรติยศ +4 ความศรัทธา จาก แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส  โพสต์ 2026-1-21 14:24
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-22 11:56:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-23 22:07

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 4 : ไม่คาดคิด

วันที่ 09 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงค่ำ เป็นต้นไป เมืองเบอร์ลิงตัน เวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา ออกเดินทางไป → ควิเบก แคนนาดา

             แสงสีเหลืองนวลจากเสาไฟริมทางหลวงสาดกระทบกระจกหน้าต่างรถโดยสารเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ล้อรถบดไปบนพื้นถนนที่เริ่มมีเกล็ดหิมะปกคลุมขณะเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ในช่วงค่ำ บรรยากาศภายในรถเงียบสงัด มีเพียงเสียงครวญครางเบา ๆ ของระบบปรับอากาศสลับกับเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของรูบี้ ซู ที่หลับลึกอยู่ในท่ากอดอกพิงเบาะหลังสุด



             แสงไฟจากปั๊มน้ำมันและป้ายร้านค้าสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างที่เริ่มมีฝ้าเกาะจากไอเย็นภายนอก คีอาร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่วงท่าที่สง่างามสม่ำเสมอ แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงและไม่เอนพิงพนักเบาะแม้แต่น้อย มือเรียวขาวซีดของเธอกอดกระเป๋าสะพายลายแตงโมไว้ที่หน้าตักอย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้กับโลกความเป็นจริง ดวงตาสีเทาอมเขียวหลังเลนส์แว่นกลมโตเหม่อมองออกไปนอกตัวรถที่มืดมิด ทว่าภายในหัวของเธอกลับวนเวียนอยู่กับนิมิตเมื่อเช้ามืด ภาพมารดาผู้สูงศักดิ์ที่พยายามจะสลักเธอให้กลายเป็นเพียงตุ๊กตาน้ำแข็งที่ไร้ชีวิต



             ‘หากหลับตาลง... ภาพวังน้ำแข็งของท่านแม่จะกลับมาอีกไหม?’ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจที่เต็มไปด้วยตรรกะแห่งการระแวดระวัง การรักษาภาพลักษณ์กุลสตรีที่สมบูรณ์แบบนั้นเหนื่อยยาก ทว่าการเผชิญหน้ากับรอยร้าวในความฝันนั้นน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า



             “เธอนี่ดื้อกว่าที่พี่คิดนะคุณหนู” เสียงทุ้มของเอมีเลียทำลายความเงียบขึ้นมา



             เอมีเลียขยับตัวลุกขึ้นจากอาการสัปหงกเล็กน้อยก่อนหน้านี้ เธอบิดขี้เกียจจนแจ็กเก็ตหนังส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แววตาของนักบินสาวจ้องมองรุ่นน้องที่นั่งตัวแข็งทื่อมาตลอดหลายชั่วโมงด้วยความฉงนผสมความเป็นห่วง “เราถึงเบอร์ลิงตันแล้ว รถจะจอดพักให้ทานมื้อค่ำครึ่งชั่วโมง” เอมีเลียเอ่ยพลางบุ้ยปากไปทางรูบี้ที่ยังไม่ไหวติง “ดูแม่สาวนักรบนั่นสิ หลับเป็นตายไปแล้ว สมเป็นพวกแอรีสจริงๆ รู้จักพักผ่อนในสมรภูมิได้ทุกเมื่อ แต่เธอน่ะสิ... พี่เห็นเธอจ้องหน้าต่างมาสามชั่วโมงแล้วนะ ตาไม่กะพริบเลยหรือไง? ลงไปยืดเส้นยืดสายหน่อยเถอะ พี่เลี้ยงโกโก้อุ่น ๆ เอง”



             คีอาร์ค่อย ๆ หันกลับมามองรุ่นพี่สาว แววตาของเธอวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่นอบน้อมและดูใสซื่อตามหน้ากากที่เธอเพียรสร้างมาตลอด  “ฉันยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ค่ะรุ่นพี่เอมีเลีย ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ” คีอาร์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น “ฉันแค่ชอบมองแสงไฟริมทางน่ะค่ะ มันดูเพลินดีจนลืมเวลาไปเลย”



             เอมีเลียหรี่ตาลงอย่างรู้ทัน เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้จนคีอาร์สัมผัสได้ถึงไออุ่นจาง ๆ “โกหกไม่เก่งเลยนะคุณหนู เธอไม่ได้มองทางหรอก เธอมองเงาในใจตัวเองต่างหาก พี่บอกแล้วไงว่าการหลับตาลงบ้างไม่ใช่เรื่องแย่ และการที่น้ำแข็งมันจะละลายไปบ้าง... มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะพังทลายลงเสียหน่อย”



             สิ้นคำนั้นคีอาร์นิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดของเอมีเลียเหมือนกระแสอัสนีที่แล่นเข้ามากะเทาะเปลือกน้ำแข็งของเธอทีละน้อย



             “ฉัน... แค่ไม่อยากให้ภาพในฝันมันกลับมาน่ะค่ะ” คีอาร์พึมพำเสียงแผ่ว พลางกระชับสายกระเป๋าแตงโมแน่นขึ้น “ถ้าดิฉันเผลอปล่อยตัวตามสบายเกินไป ดิฉันกลัวว่าจะกลับไปเป็นตุ๊กตาที่แม่ต้องการอีกครั้ง”



             “เธอกำลังอยู่กับพี่นะคีอาร์ และเรากำลังมุ่งหน้าไปควิเบก ไม่ใช่กลับไปหาแม่ของเธอ” เอมีเลียตบไหล่เธอเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ “ลงไปเดินรับลมหนาวจริง ๆ ของเวอร์มอนต์เถอะ ดีกว่านั่งจมกับลมหนาวในอดีตนะ เชื่อพี่สิ” เมื่อเอมีเลียบอกแบบนั้น คีอาร์ลอบถอนหายใจยาวพลางขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ เธอรู้สึกได้ว่าการอยู่ใกล้เอมีเลียเริ่มทำให้ตรรกะที่เห็นแก่ตัวของเธอเริ่มสั่นคลอน ทว่ามันกลับเป็นความสั่นคลอนที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด



             และแล้วไอเย็นยามค่ำคืนของเมืองเบอร์ลิงตันก็แผ่ซ่านเข้ามาในรถทันทีที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก คีอาร์ขยับแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่พลางลอบถอนหายใจยาว แววตาสีเทาอมเขียวของเธอยังคงความเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความระแวดระวังแบบที่เธอมักใช้ปกปิดความปั่นป่วนในใจ



             “ถ้าอย่างนั้น... ฉันขอรบกวนรุ่นพี่ช่วยพาไปหาอะไรอุ่น ๆ ทานสักหน่อยนะคะ” คีอาร์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามหน้ากากกุลสตรีที่เธอสวมไว้ ทว่าในใจเธอกลับขีดเส้นแบ่งระยะห่างไว้อย่างชัดเจน เธอไม่ได้เปิดใจให้กับความใจดีของเอมีเลีย แต่มันคือการคำนวณว่าการขัดใจบุตรีแห่งซุสในตอนนี้ไม่มีประสิทธิภาพต่อการเดินทาง และความกังวลจากภาพนิมิตเรื่องมารดาก็ยังคงเป็นรอยร้าวที่เธอเลือกจะซ่อนไว้ภายใต้เปลือกน้ำแข็งที่ยังไม่ยอมหลอมละลาย



             “แบบนั้นแหละคุณหนู! แต่ก่อนจะไป พี่ว่าเราต้องปลุกแม่เสือดาวข้างหลังก่อนนะ” เอมีเลียยิ้มกว้างพลางเดินนำไปที่เบาะหลังสุด นักบินสาวเอื้อมมือไปเขย่าไหล่รูบี้ ซู ที่กำลังหลับลึกในท่วงท่าที่ยังดูน่าเกรงขาม “เฮ้ รูบี้! ตื่นได้แล้วแม่สาวนักรบ เราถึงเบอร์ลิงตันแล้วนะ ลงไปหาอะไรลงท้องหน่อยเถอะ ก่อนที่เธอจะตื่นมาแล้วกินหัวพวกเราแทนมื้อค่ำ”



             รูบี้ ซู ลืมตาขึ้นทันที ดวงตาสีเทาอมน้ำตาลฉายแววคมกริบดุจกระบี่เทียนหวงที่เธอครอบครอง เธอจัดแต่งทรงผมสีดำยาวให้เข้าที่ด้วยท่าทางหยิ่งทะนงพลางปรายตามองเอมีเลียและคีอาร์เหมือนมองอากาศธาตุตามนิสัยสันโดษ “น่ารำคาญจริง...” รูบี้พึมพำเสียงเย็นชาแต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนด้วยความสง่างามดั่งจอมยุทธ์หญิง “ถ้ามื้อนี้ไม่มีชาดี ๆ หรือขนมจีบ ฉันจะถือว่าพวกเธอทำให้ฉันเสียเวลาพักผ่อน”



             ทั้งสามก้าวลงจากรถโดยสารสู่ลานจอดรถที่เงียบสงัด แสงไฟสลัวจากสถานีขนส่งสาดส่องผ่านเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปราย คีอาร์เดินตามหลังเอมีเลียและรูบี้อย่างเงียบเชียบ มือเรียวขาวซีดกระชับสายกระเป๋าแตงโมไว้มั่น ทว่าจู่ ๆ ประสาทสัมผัสแห่งสายลมของเธอก็กรีดร้องขึ้นมา



             ครืน... ครืน…



             พื้นคอนกรีตใต้เท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนรถโดยสารที่จอดอยู่โยกคลอน กลิ่นกำมะถันและไอระเหยฉุนกะทัดรัดพุ่งพล่านขึ้นมาจากรอยแตกของถนนเบื้องหน้า รูบี้ ซู ชักกระบี่เทียนหวงออกมาในพริบตา ขณะที่เอมีเลียกระชับหอกอัสนีเตรียมพร้อม



             “นั่นมัน... แรงสั่นสะเทือนจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่” คีอาร์เอ่ยเสียงหลง หน้ากากความเรียบร้อยเริ่มสั่นคลอนด้วยความตกใจ 



             ทั้งสามวิ่งลัดเลาะไปที่ลานกว้างด้านหลังสถานีพักรถที่ดูเหมือนจะมีร้านโดนัทสีสันฉูดฉาดตั้งอยู่อย่างผิดสังเกต และที่นั่นเอง... ท่ามกลางหมอกพิษสีเขียวหม่นที่พวยพุ่ง ร่างมหึมาดุจขุนเขาที่มีเกล็ดสีเขียวเข้มประกายม่วงก็ปรากฏสู่สายตา หัวงูขนาดยักษ์เก้าหัวส่ายไปมาอย่างดุร้าย แต่ละหัวมีดวงตาสีแดงก่ำดุจทับทิมและเขี้ยวที่อาบไปด้วยน้ำดีสีเขียวมรกต มันส่งเสียงขู่ฟ่อดังกึกก้องจนอากาศรอบข้างสั่นสะเทือน ไอระเหยจากลมหายใจของมันทำให้พื้นดินรอบข้างเริ่มไหม้เกรียมเป็นวงกว้าง



             “จงตัดหัวข้าสิเจ้าคนโง่! ยิ่งเจ้าพยายามทำลายข้ามากเท่าไหร่ ข้าก็จะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นสองเท่า!” เสียงคำรามจากหลายลำคอดังประสานกันอย่างน่าสยดสยอง



             ไฮดร้าแห่งเลอร์เนีย...” คีอาร์พึมพำพลางถอยหลังไปครึ่งก้าว แววตาหลังเลนส์แว่นสั่นระริกเมื่อประเมินระดับความอันตรายที่พุ่งสูงถึงขีดสุด



             สายหมอกพิษสีเขียวมรกตพวยพุ่งออกจากลำคอทั้งเก้าของอสุรกายร้าย มันส่งกลิ่นฉุนกึกที่ทำให้แสบจมูกจนแทบสำลัก คีอาร์ยืนนิ่งงัน ร่างกายที่เคยสง่างามบัดนี้สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ สมองที่เคยเต็มไปด้วยตรรกะและการวางแผนกลับขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อต้องเผชิญกับความตายที่มีตัวตนสูงเสียดฟ้า



             "ถอยไปยัยคุณหนู! ถ้าไม่อยากกลายเป็นปุ๋ยเฝ้าร้านโดนัท!" เสียงของรูบี้ ซู ตวาดก้องพร้อมกับร่างในชุดอาภรณ์หงส์เหินที่พุ่งทะยานผ่านหน้าคีอาร์ไปดุจลูกศรเพลิง รูบี้สะบัดกระบี่เทียนหวงวาดเป็นวงโค้งสีทอง ตัดฉับเข้าที่ลำคอหนึ่งของไฮดร้าจนศีรษะมหึมาร่วงลงพื้น ทว่าไม่ทันที่เลือดสีม่วงคล้ำจะหยดถึงดิน ตอคอนั้นกลับพองตัวออกและงอกหัวใหม่ขึ้นมาถึงสองหัวในพริบตา



             "ให้ตายสิ! ยิ่งตัดยิ่งเยอะจริงๆ ด้วย!" เอมีเลียตะโกนพลางเหินตัวขึ้นสู่เวหา หอกอัสนีในมือส่องประกายสว่างจ้าท้าทายความมืด "คีอาร์! ตั้งสติหน่อย! คอยคุมทิศทางลม อย่าให้หมอกพิษมันกระจายเข้าหาคนในสถานี!"



             คีอาร์พยายามจะขยับมือเรียกสายลม ทว่าหัวหนึ่งของไฮดร้ากลับพุ่งฉกเข้ามาด้วยความเร็วที่เธอมองตามไม่ทัน แรงกระแทกจากศีรษะอันหนักอึ้งซัดเข้าที่ชายโครงของเด็กสาวจนร่างกระเด็นไปกระแทกกับม้านั่งหินอ่อนอย่างรุนแรง



             “อึก!” ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วโสตประสาท คีอาร์สำลักเอาอากาศเย็นจัดเข้าไปในปอด แว่นสายตาเกือบหลุดออกจากใบหน้า เธอพยายามจะพยุงตัวขึ้นแต่หัวที่สองของมันก็พ่นกรดพิษเข้าใส่ทันที แม้เธอจะใช้หลอมรวมเหมันต์หลบหลีกได้หวุดหวิด แต่ไอระเหยของกรดก็กัดกร่อนเสื้อไหมพรมตัวสวยจนขาดวิ่น และทิ้งรอยไหม้แสบร้อนไว้ที่ต้นแขนและแผ่นหลัง



             "คีอาร์!" เอมีเลียร้องเสียงหลง เธอพุ่งตัวลงมาใช้โล่เอจิสกระแทกหัวที่กำลังจะซ้ำคีอาร์จนมันมึนงง ประกายสายฟ้าจากโล่ระเบิดออกซัดร่างอสุรกายให้ถอยห่างไป "ไหวไหม!? แข็งใจไว้!"



             "ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ..." คีอาร์เค้นเสียงตอบผ่านไรฟันที่สั่นเทิ้ม เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูก ร่างกายของเธอสะบักสะบอมอย่างหนัก เสื้อผ้าที่เคยเนี๊ยบกริบตอนนี้เปื้อนไปด้วยฝุ่นและรอยเลือด ผิวขาวซีดมีรอยฟกช้ำสีม่วงน่ากลัวลามไปตามสีข้าง



             รูบี้ที่กำลังร่ายรำกระบี่เข้าใส่หัวอื่นๆ ปรายตามามองแวบหนึ่ง แววตาที่เคยหยิ่งทะนงนั้นฉายแววแปลกประหลาดออกมา "หึ... อย่างน้อยก็ไม่วิ่งหนีไปก่อนล่ะนะ ยัยเด็กเหลือขอ! ถ้ายังไม่อยากตายก็ใช้ลมของแกเป่าไอ้หมอกนี่ออกไปซะ! ฉันจะฟันมันเอง!"



             คีอาร์กัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นเทา หน้ากากใสซื่อพังทลายลงเหลือเพียงความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ เธอวาดมือออกไปเรียกลมกรด มหาศาลพัดวนรอบสมรภูมิเพื่อกันไม่ให้หมอกพิษเข้าถึงตัวเพื่อนร่วมทีม พร้อมกับใช้คมมีดวายุ คอยรบกวนจังหวะการฉกของหัวที่เหลือ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างทุลักทุเล เอมีเลียต้องใช้สายฟ้าเผาตอคอทุกครั้งที่รูบี้ตัดหัวมันขาดเพื่อไม่ให้มันงอกใหม่ จนกระทั่งหัวสุดท้ายของไฮดร้าถูกหอกอัสนีปักทะลุกลางกะโหลกและเผาไหม้จนกลายเป็นจุณ ร่างมหึมาของมันค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองทองคำฟุ้งกระจายไปตามลมหนาวของเบอร์ลิงตัน



             เมื่อทุกอย่างสงบลง คีอาร์ก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินที่เย็นเฉียบทันที ลมหายใจของเธอหอบถี่และขาดช่วง เสื้อไหมพรมราคาแพงขาดจนเห็นรอยแผลพุพองจากกรดพิษที่แผ่นหลังและไหล่ ร่างกายของเธออ่อนแรงจนแทบจะประคองสติไว้ไม่ได้ เป็นจังหวะที่เอมีเลียรีบวิ่งเข้ามาดูอาการพลางประคองร่างที่สั่นเทาของรุ่นน้องไว้ "เฮ้... ทำใจดี ๆ ไว้ คีอาร์ เธอโดนหนักมากนะเนี่ย"



             ในขณะที่รูบี้เดินเข้ามาใกล้พลางเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างเงียบเชียบ เธอมองสภาพที่ดูไม่ได้ของคีอาร์แล้วพ่นลมหายใจออกมา "สภาพดูไม่จืดเลยนะ... แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อรอดมาได้ก็นับว่าเก่งแล้วสำหรับมือใหม่อย่างเธอ"



             คีอาร์เงยหน้ามองเอมีเลีย แววตาสีเทาอมเขียวที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเจ็บปวดและความตระหนักถึงความอ่อนแอของตัวเอง "ขอบคุณ... ที่ช่วยนะคะรุ่นพี่..." เธอเอ่ยพึมพำเสียงแผ่วก่อนจะหลับตาลงด้วยความล้าอย่างที่สุด ท่ามกลางแสงไฟสลัวของสถานีพักรถที่ตอนนี้เงียบงันลงอีกครั้ง



             เอมีเลียรีบทรุดตัวลงคุกเข่าข้างร่างที่หมดสติของคีอาร์ เธอประคองศีรษะของเด็กสาวขึ้นมาอย่างเบามือ แววตาที่เคยมั่นใจของนักบินสาวบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล "รูบี้! ช่วยพี่ดูทางหน่อย เราเดินทางต่อคืนนี้ไม่ได้แล้ว" เอมีเลียตะโกนบอกรุ่นน้องสายเลือดแอรีสที่กำลังยืนสะบัดคราบเลือดอสุรกายออกจากกระบี่เทียนหวง



             รูบี้ปรายตามองสภาพสะบักสะบอมของคีอาร์ เสื้อไหมพรมสีเขียวที่เคยเรียบเนียนขาดรุ่งริ่งแถมยังมีรอยไหม้จากกรดพิษพาดผ่านหัวไหล่ขาวซีด เธอพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวพลางเก็บกระบี่เข้าฝัก "ไปที่โรงแรมข้างหน้าเถอะ ฉันจะจัดการเรื่องพนักงานที่เห็นเหตุการณ์เอง พี่ก็ดูแลยัยคุณหนูนั่นไป"



             เอมีเลียตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ใช้เนคทาร์หรือแอมโบรเชีย เพราะบาดแผลของคีอาร์แม้จะดูน่ากลัวแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต การใช้ยาจากโอลิมปัสพร่ำเพรื่ออาจส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ในระยะยาว เธอช้อนร่างที่เบาหวิวของคีอาร์ขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าหญิง กระเป๋าลายแตงโมที่คีอาร์รักนักหนายังคงคล้องอยู่ที่ไหล่ของเด็กสาว เอมีเลียมุ่งหน้าไปยังโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่ง



             เมื่อถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน เอมีเลียไม่ได้สนใจจะถามความสมัครใจของคีอาร์ที่ยังไม่ได้สติ เธอรู้ดีว่าปกติคุณหนูจอมเนี้ยบคนนี้คงต้องการห้องเดี่ยวเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด แต่ในสถานการณ์ที่คีอาร์บาดเจ็บเช่นนี้ เธอไม่มีวันยอมให้เด็กสาวคลาดสายตาเด็ดขาด "ขอห้องสวีทสองห้องนอน หรือห้องที่มีเตียงคู่แยกกันก็ได้ค่ะ ขอชั้นที่ปลอดภัยที่สุด" เอมีเลียแจ้งพนักงานด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดพลางยื่นบัตรเครดิตออกไป



             ภายในห้องพักที่ตกแต่งด้วยโทนสีอุ่นแบบร่วมสมัยของปี 2026 เอมีเลียวางร่างของคีอาร์ลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล เธอจัดการถอดเสื้อไหมพรมที่เสียหายออกอย่างระมัดระวังเพื่อทำแผล รอยพุพองจากกรดของไฮดร้าพาดผ่านผิวเนียนละเอียดดุจหิมะ รอยเขียวช้ำตามสีข้างเริ่มปรากฏชัดขึ้นจากการกระแทก



             เอมีเลียใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อย ๆ เช็ดทำความสะอาดบาดแผลอย่างเบามือที่สุด เธอสังเกตเห็นใบหน้าของคีอาร์ยามหลับใหลที่ไร้หน้ากากแห่งความเย็นชาดูเปราะบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แว่นสายตาทรงกลมถูกถอดวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง "เธอนี่มัน... บทจะฝืนก็ฝืนจนตัวตายจริง ๆ นะ" เอมีเลียพึมพำพลางทายาฆ่าเชื้อและพันแผลให้ "แม่พิมพ์น้ำแข็งของเธอเริ่มจะมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นอีกแล้วล่ะสิ"



             ตอนนั้น รูบี้ก็เดินเข้ามาในห้องหลังจากจัดการเรื่องภายนอกเสร็จ เธอพิงกรอบประตูพลางจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยตามนิสัยสันโดษ "พรุ่งนี้ถ้ายังลุกไม่ไหว ฉันจะทิ้งยัยนี่ไว้ที่นี่ เรามีภารกิจที่ควิเบกต้องทำ"



             "เราจะไม่ทิ้งใครไว้ทั้งนั้น รูบี้" เอมีเลียหันไปสบตาด้วยแววตาที่แข็งกร้าวของบุตรีแห่งซุส "คีอาร์ช่วยเราคุมทิศทางลมเมื่อกี้ ถ้าไม่มีเธอ หมอกพิษนั่นคงฆ่าคนไปครึ่งสถานีแล้ว เธอพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าคู่ควรจะร่วมทีมกับเรา" คำพูดนั้นทำให้รูบี้ไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่กลอกตามองบนเบา ๆ ก่อนจะเดินไปที่เตียงของตัวเองในห้องติดกัน ทิ้งให้ความเงียบปกคลุมห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรและไอเย็นจาง ๆ จากตัวคีอาร์ที่ยังคงหลับลึกเพื่อฟื้นฟูพลังงานที่สูญเสียไป



             ค่ำคืนในเบอร์ลิงตันดำเนินไปอย่างช้า ๆ เอมีเลียนั่งเฝ้าอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง พลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่หิมะเริ่มตกหนักขึ้น เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้น และน้ำแข็งที่กำลังร้าวอยู่ในใจของคีอาร์ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่พาพวกเธอไปถึงจุดหมาย... หรือไม่ก็ทำให้ทุกอย่างพังทลายลง



สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
พักผ่อนสักหน่อยจังหวะนี้
Quest Summary
สรุป
ระหว่างการเดินทางต้องพักที่เวอร์มอนต์ก่อน แต่กลับพบกับไฮดร้าเลอร์เนียนก่อน คีอาร์เลยบาดเจ็บปานกลางแต่เพราะเธอไม่เคยบาดเจ็บขนาดนี้เลยสลบ เอมีเลียและรูบี้เลยพักการเดินทางพาคีอาร์ไปพักในโรงแรมและปฐมพยาบาล
[พักการเดินทางที่ เบอร์ลิงตัน เวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา]
Loot & Rewards
กำจัด ไฮดร้าแห่งเลอร์เนีย (มีค่า LUK 60+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ เกล็ดไฮดร้า จำนวน 6 ชิ้น 6 x 2 = 12 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ เกล็ดไฮดร้า 6 ชิ้น
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัด ไฮดร้าแห่งเลอร์เนีย ครั้งแรก
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
โดยส่งแจ้งพื้นที่จะให้ผุดร้านมอนสเตอร์โดนัท เพื่อรับคำอธิบายร้าน  โพสต์ 2026-1-22 12:34
God
เสนอร้านโดนัทไฮดร้า 1 ประเทศ จากการตัด 1 หัว จะถือเป็นการพิชิตไฮดร้าสำเร็จ (ได้ตื่นรู้)  โพสต์ 2026-1-22 12:32
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-22 12:30
โพสต์ 87334 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-22 11:56
โพสต์ 87,334 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-22 11:56

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +2 ย่อ เหตุผล
God + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-22 23:17:10 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-23 22:07

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 5 : เป็นห่วง

วันที่ 10 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงกลางคืน เป็นต้นไป เมืองเบอร์ลิงตัน เวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา ออกเดินทางไป → ควิเบก แคนนาดา

          แสงจันทร์สลัวในเวลาตีสองทอดผ่านเกล็ดหิมะที่เกาะหนาอยู่ขอบหน้าต่างโรงแรมในเบอร์ลิงตัน ความเงียบงันภายในห้องพักถูกตัดสลับด้วยเสียงหวีดหวิวของลมฤดูหนาวที่พัดผ่านรอยแยกของอาคาร คีอาร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ความเย็นที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านมาจากซี่โครงและแผ่นหลัง ราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงทุกครั้งที่เธอขยับตัว



          “อึก...” คีอาร์หลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาอย่างลืมตัว เธอพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ความรู้สึกตึงเครียดของผ้าพันแผลที่โอบรัดรอบตัวทำให้เธอต้องชะงัก มือเรียวขาวซีดคลำหาแว่นสายตาทรงกลมบนโต๊ะข้างเตียง เมื่อสวมมันเข้าที่ โลกที่พร่ามัวก็กลับมาคมชัดอีกครั้ง เธอมองสำรวจตัวเองภายใต้ผ้าห่มผืนหนา เสื้อไหมพรมตัวโปรดถูกถอดออกไปแล้ว เหลือเพียงผ้าพันแผลสีขาวที่พันทับรอยไหม้จากกรดพิษของไฮดร้า



          “ตื่นแล้วเหรอคุณหนู? พี่นึกว่าเธอจะหลับยาวไปจนถึงควิเบกเสียอีก”



          เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลดังขึ้นจากมุมห้อง คีอาร์หันไปมองเห็นเอมีเลียนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมริมหน้าต่าง แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเล็กส่องให้เห็นใบหน้าของนักบินสาวที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม ในมือของเธอมีสมุดโน้ตเล่มเล็กที่ดูเหมือนเธอกำลังจดบันทึกอะไรบางอย่างอยู่



          “รุ่นพี่... ยังไม่นอนเหรอคะ?” คีอาร์เอ่ยถาม เสียงของเธอยังคงแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย หน้ากากเด็กสาวใสซื่อที่เธอเพียรสร้างดูเหมือนจะหลุดลุ่ยไปตามสภาพร่างกายที่บอบช้ำ



          “นอนไม่ลงหรอก ถ้าลูกทีมของพี่ยังนอนซมเพราะโดนหัวงูฟาดแบบนั้น” เอมีเลียปิดสมุดลงแล้วเดินเข้ามาหาเธอที่ข้างเตียง เธอโน้มตัวลงมาดูสีหน้าของคีอาร์ แววตาที่เคยห้าวหาญบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของคนที่รู้สึกมากกว่าที่คิด “เป็นยังไงบ้าง? เจ็บมากไหม? พี่ไม่ได้ใช้เนคทาร์ให้นะ เพราะแผลมันไม่ได้ลึกถึงกระดูก พี่ไม่อยากให้ร่างกายเธอรับภาระหนักเกินไป”



          คีอาร์หลบสายตาของเอมีเลียพลางพยายามปรับท่านั่งให้ดูสง่าดั่งกุลสตรีที่ได้รับการเรียนรู้มา แม้จะเจ็บจนแทบน้ำตาเล็ด “ฉัน... ฉันโอเคค่ะ แค่รู้สึกขยับตัวลำบากนิดหน่อย ขอบคุณที่ช่วยดูแลนะคะ แต่ที่จริงรุ่นพี่ไม่ต้องลำบากมานั่งเฝ้าก็ได้ ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ”



          “ดูแลตัวเองได้ในสภาพที่สลบเหมือดน่ะเหรอ?” เอมีเลียยิ้มกว้าอย่างรู้ทันพลางนั่งลงที่ขอบเตียง “เธอนี่มันดื้อเงียบจริง ๆ คีอาร์ รู้ไหมว่าตอนที่เธอสลบไป พี่เกือบจะเบิกเนคทาร์ให้เธอทั้งขวดแล้ว ดีที่รูบี้ช่วยเตือนไว้” เมื่อได้ยินแบบนั้นคีอาร์ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ความคิดที่เห็นแก่ตัวและระแวดระวังเริ่มทำงานอีกครั้ง ‘ทำไมต้องมาทำดีขนาดนี้? การมีภาระเป็นคนบาดเจ็บมันน่ารำคาญจะตายไป...’ แต่เมื่อเธอมองเห็นรอยนิ้วมือของเอมีเลียที่เปื้อนคราบยาทาแผล เธอกลับพูดประโยคที่ทำลายประสิทธิภาพของตัวเองออกมาอย่างไม่ตั้งใจ



          “ทำไม... ถึงไม่แยกห้องคะ? ปกติฉันจะจองห้องเดี่ยวเสมอ”



          “ก็เพราะเธออยู่ในสภาพที่ถ้าตื่นมากลางดึกแล้วเป็นไข้ป่า พี่คงไม่รู้เรื่องน่ะสิ” เอมีเลียเอื้อมมือไปลูบผมที่ยุ่งเหยิงของคีอาร์เบา ๆ “พี่บอกแล้วไงว่าเราเป็นทีมเดียวกัน และพี่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเด็กสาวที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อกันหมอกพิษให้คนอื่นแบบเธอ” 



          !!?



          คีอาร์พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่สะดุ้งโหย่งเมื่อปลายนิ้วของเอมีเลียสัมผัสลงบนกลุ่มผมสั้นของเธอ แม้ภายนอกเธอจะดูเหมือนเด็กสาวที่กำลังซาบซึ้งใจจนนิ่งค้างไป ทว่าภายในหัวที่เย็นเยือกดุจน้ำแข็งจากนอร์เวย์กำลังประมวลผลอย่างหนักด้วยความหงุดหงิด ‘อุณหภูมิร่างกายของคนปกติคือ 37 องศาเซลเซียส... การสัมผัสทางกายภาพที่ไร้จุดประสงค์เช่นนี้ส่งต่อความร้อนที่น่ารำคาญและน้ำมันส่วนเกินสู่เส้นผมของฉัน และที่สำคัญ... มันทำลายระยะห่างที่ปลอดภัย’ 



          คีอาร์แสร้งทำเป็นก้มหน้าลงต่ำเพื่อหลบเลี่ยงสัมผัสนั้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เธอเอื้อมมือไปหยิบแว่นสายตาทรงกลมบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาสวม เพื่อใช้มันเป็นโล่อีกชั้นหนึ่งในการปกปิดแววตาที่แท้จริง



          “รุ่นพี่คะ... คือฉันเกรงใจจังเลยค่ะที่ต้องให้รุ่นพี่มานั่งลำบากเฝ้าฉันแบบนี้” คีอาร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อยพองามตามบทบาทสาวน้อยผู้อ่อนแอ “ฉันแค่ซุ่มซ่ามจนได้เรื่องแท้ ๆ เลย แถมยังทำให้รุ่นพี่ไม่ได้พักผ่อนอีก ถ้าพรุ่งนี้รุ่นพี่เหนื่อยจนนำทางพวกเราพลาด ฉันคงจะรู้สึกผิดมากแน่ ๆ ค่ะ” เธอขยับตัวออกห่างจากเอมีเลียเล็กน้อยโดยอ้างว่าเป็นการจัดท่านั่งเพื่อให้แผลที่ซี่โครงไม่ตึงเกินไป สายตาภายใต้เลนส์แว่นแอบกวาดมองไปรอบห้องพักราคาแพงที่เอมีเลียจองไว้



          ‘ห้องแบบพรีเมียมในเบอร์ลิงตันยามค่ำคืน... การจองห้องใหญ่ขนาดนี้เพื่อเดมี่ก็อดเพียงสามคนเป็นการบริหารงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพอย่างยิ่ง รุ่นพี่เอมีเลียควรจะรู้จักการออมเงินมากกว่านี้หากเราต้องใช้ชีวิตในแคนาดาที่ค่าครองชีพสูง’



          “นี่คุณหนู พี่บอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก” เอมีเลียหัวเราะเบา ๆ พลางดึงมือกลับไปกอดอก “เธอน่ะช่วยพวกเราไว้เยอะ ถ้าไม่มีลมของเธอป่านนี้คนแถวร้านโดนัทคงกลายเป็นศพไปหมดแล้ว พักเถอะนะ อย่ามัวแต่คิดเรื่องเกรงใจอยู่เลย” 



          คีอาร์ส่งรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูใสซื่อกลับไป “ค่ะ... ฉันจะพยายามไม่คิดมากค่ะ แต่ถ้าเป็นไปได้ รุ่นพี่ไปนอนเถอะนะคะ ฉันรับรองว่าจะไม่ลุกขึ้นมาซุ่มซ่ามตกเตียงหรือทำอะไรให้วุ่นวายแน่นอนค่ะ ความเงียบสงบในตอนนี้น่าจะช่วยให้ฉันฟื้นตัวได้ดีกว่านะคะ” สิ้นคำเธอเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าลายแตงโมที่วางอยู่ใกล้ ๆ แล้วหยิบลูกอมเพลย์มอร์กลิ่นแตงโมเมนทอลขึ้นมาหนึ่งเม็ด ความเย็นจัดที่แผ่ซ่านในช่องปากช่วยลดทอนความหงุดหงิดจากการถูกสัมผัสตัวเมื่อครู่ลงได้บ้าง คีอาร์มองตามหลังเอมีเลียที่เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้พลางคิดในใจด้วยตรรกะที่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด



          ‘การที่รุ่นพี่ยังอยู่ที่นี่หมายความว่าฉันจะถอดหน้ากากออกไม่ได้... ความสงบที่สมบูรณ์แบบของฉันถูกทำลายเพียงเพราะความใจดีที่ไร้เหตุผลของรุ่นพี่สินะ น่ารำคาญใจจริง ๆ’



          คีอาร์เอนกายลงนอนอีกครั้งภายใต้ผ้าห่มที่หนาเตอะ เธอหลับตาลงและพยายามจมดิ่งลงสู่โลกแห่งความหนาวเย็นที่เธอควบคุมได้เพียงคนเดียว ทิ้งให้ภาพลักษณ์เด็กสาวผู้กตัญญูยังคงประทับอยู่ในใจของเอมีเลียต่อไป โดยที่อีกฝ่ายไม่มีทางรู้เลยว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากความซาบซึ้ง แต่เกิดจากความพยายามในการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้มั่นคงที่สุดท่ามกลางความผันผวนของโชคชะตา



          และแล้วแสงอรุณแรกของช่วงเช้าสาดส่องผ่านม่านหมอกหนาวเย็นในเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ คีอาร์ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกระบมที่ซี่โครงทว่าเธอกลับเลือกที่จะเก็บงามันไว้ภายใต้หน้ากากกุลสตรีที่เรียบร้อย เธอจัดแจงสวมชุดสไตล์ Dark Academia สีเข้มทับผ้าพันแผลอย่างประณีต พลางขยับแว่นสายตาทรงกลมเพื่อให้ดูเป็นเด็กสาวใสซื่อที่พร้อมสำหรับการเดินทางอีกครั้ง แม้ภายในใจจะบ่นพึมพำถึงความไร้ประสิทธิภาพของร่างกายมนุษย์ที่เยียวยาตัวเองได้ช้าไม่ทันใจก็ตาม



          “พร้อมนะคุณหนู? ถ้าไม่ไหวบอกพี่ได้เลยนะ” เอมีเลียเอ่ยถามขณะกำลังเช็กสัมภาระด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงของนักบิน ส่วนรูบี้ ซู เพียงแค่ปรายตามองคีอาร์ด้วยดวงตาสีเทาอมน้ำตาลอันหยิ่งทะนง ก่อนจะสะบัดผมสีดำยาวและก้าวเดินนำออกไปโดยไม่คำนึงถึงความอ่อนแอของใคร



          การเดินทางข้ามพรมแดนจากสหรัฐอเมริกาเข้าสู่แคนาดาเริ่มต้นขึ้นบนถนนสาย I-89 มุ่งหน้าสู่ด่านไฮเกตสปริงส์ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อรถเคลื่อนผ่านเส้นแบ่งเขตแดน ป้ายบอกทางภาษาอังกฤษถูกแทนที่ด้วยภาษาฝรั่งเศส Bienvenue au Québec ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งหิมะสีขาวโพลนและป่าสนที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งหนาเตอะ ลมหนาวที่พัดกรรโชกแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คีอาร์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยทว่าเยือกเย็นกว่าเดิมผ่าน สัมผัสแห่งสายลม



          “มีบางอย่างกำลังดักรอเราอยู่ข้างหน้าค่ะ... เป็นมวลอากาศที่เย็นจัดจนผิดปกติ” คีอาร์เอ่ยเตือนน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าจริงจัง



          จู่ ๆ รถก็ต้องเบรกกะทันหันเมื่อพบกับพายุหิมะที่ก่อตัวขึ้นอย่างไร้ที่มากลางถนน ร่างเงาที่ก่อตัวจากเกล็ดหิมะ 10 ร่างค่อย ๆ ปรากฏร่างออกมาจากความว่างเปล่า พวกมันมีผิวเป็นผลึกน้ำแข็งแข็งแกร่ง ดวงตาสีฟ้าเรืองแสงราวกับน้ำแข็งพันปี และแผ่ไอเย็นจัดออกมาตลอดเวลา พวกมันคือบุตรแห่งคิโอเน่กองทัพเหมันต์ที่ไร้ความปราณี



          “ความอบอุ่นคือความอ่อนแอ... และข้าจะชำระล้างมันออกไป!” พวกมันคำรามประสานเสียงจนอากาศสั่นสะเทือน



          “อ่อนแอเหรอ? ลองเจอไฟช็อตหน่อยเป็นไง” เอมีเลียไม่รอช้า เธอเรียกหอกอัสนีออกมาและพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยการควบคุมสายลมของสายเลือดซุส สายฟ้าสีทองฟาดเปรี้ยงลงมากลางวงล้อมของปีศาจน้ำแข็ง สร้างความเสียหายรุนแรงและรบกวนการรวมร่างของพวกมัน



          รูบี้พุ่งตัวออกไปราวกับหงส์เพลิงที่ร่ายรำท่ามกลางหิมะ กระบี่เทียนหวงในมือวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วและแม่นยำดุจจอมยุทธ์ เธอใช้พละกำลังเหนือมนุษย์ตวัดกระบี่ตัดผ่านร่างผลึกน้ำแข็งจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ทุกการเคลื่อนไหวของรูบี้เต็มไปด้วยความดุดันและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีนักรบแห่งแอรีส



          คีอาร์แม้จะยังบาดเจ็บแต่เธอก็ฝืนทนเพื่อความอยู่รอดส่วนตน เธอวาดมือเรียกคมมีดวายุที่อัดแน่นด้วยมวลอากาศพุ่งเข้าตัดผ่านจุดเชื่อมต่อระหว่างชิ้นส่วนเกราะของบุตรแห่งคิโอเน่อย่างแม่นยำ ก่อนจะใช้ลมหายใจเยือกแข็งเพื่อเข้าควบคุมสนามรบ ตรึงศัตรูที่พยายามจะล้อมกรอบเพื่อนร่วมทีมให้ช้าลง กลิ่นเพลย์มอร์แตงโมและเมนทอลจาง ๆ จากตัวเธอขัดกับบรรยากาศการต่อสู้ที่รุนแรง เพียงไม่นาน กองทัพน้ำแข็งทั้ง 10 ก็สลายกลายเป็นละอองทองและผลึกน้ำแข็งที่ร่วงหล่นสู่พื้น คีอาร์เดินเข้าไปเก็บผลึกน้ำแข็งและแก่นวิญญาณแห่งเหมันต์มาใส่กระเป๋าแตงโมอย่างเงียบเชียบ



          ‘วัตถุดิบเหล่านี้มีมูลค่าสูงในตลาดของเดมิก็อด... ถือเป็นการชดเชยค่าความเหนื่อยยากที่ยอมรับได้’ คีอาร์คิดอย่างเย็นชาในใจโดยไม่แสดงออกผ่านรอยยิ้มใสซื่อ และแล้วทั้งสามก็กลับขึ้นรถและมุ่งหน้าต่อไปสู่ควิเบกซิตี เมืองที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี แหล่งที่สถิตของบอเรอัสและคิโอเน่ที่รอคอยพวกเธออยู่เบื้องหน้า



สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ออกเดินทาง 101
Quest Summary
สรุป
ช่วงเช้าคีอาร์ เอมีเลีย และรูบี้ออกเดินทางออกจากเมืองต่อมุ่งหน้าสู่ควิเบก แคนาดา และเมื่อผ่านเขตเข้าแคนาดากำลังจะถึงควิเบกก็เจอกองทัพบุตรคิโนเน่เลยต้องจัดการกันก่อนแล้วก็เข้าเมือง
[เดินทางมุ่งหน้าสู่ควิเบก แคนาดา]
Loot & Rewards
กำจัด กองทัพบุตรคิโอเน่ (มีค่า LUK 120+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ ผลึกน้ำแข็ง จำนวน 11 ชิ้น 11 x 2 = 22 ชิ้น
ได้รับ เกล็ดแข็งคิโอเน่ จำนวน 7 ชิ้น 7 x 2 = 14 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ ผลึกน้ำแข็ง 11 ชิ้น, เกล็ดแข็งคิโอเน่ 7 ชิ้น
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัด บุตรแห่งคิโอเน่ ครั้งแรก
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 69399 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-22 23:17
โพสต์ 69,399 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-22 23:17
โพสต์ 69,399 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-22 23:17
โพสต์ 69,399 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-22 23:17
โพสต์ 69,399 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-22 23:17

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +2 ย่อ เหตุผล
God + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-23 22:18:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Xolotl เมื่อ 2026-1-24 13:41

sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 6 : นกปีกน้ำแข็ง(?)

วันที่ 10 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงบ่าย เป็นต้นไป ควิเบก แคนาดา ออกเดินทางไป → หาอาคารมีแก้ว

            และแล้วรถโดยสารประจำทางจอดเทียบท่า ณ สถานีขนส่งในควิเบกซิตีสักที ที่นี่เป็นเมืองที่อบอวลไปด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปเก่าแก่และกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ทันทีที่ทั้งสามก้าวลงจากรถ ลมหนาวที่รุนแรงกว่าเบอร์ลิงตันหลายเท่าก็พัดกรรโชกเข้าใส่ จนหิมะโปรยปรายรอบกายคีอาร์ดูเหมือนจะเต้นระบำตามจังหวะอารมณ์ที่ขุ่นมัวของเธอได้ดี



            พวกเธอเลือกหลบเข้าไปในร้านกาแฟเล็ก ๆ สไตล์ฝรั่งเศสที่ตกแต่งด้วยไม้โทนสีอุ่น กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วและขนมปังอบใหม่ช่วยให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีอาร์นั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่างอย่างสง่างาม เธอสั่งโกโก้เย็นจัดแม้ข้างนอกจะติดลบ เพราะอาการลิ้นแมวของเธอนั้นทนความร้อนไม่ได้เลย จนกระทั่งเอเมีเลียเริ่มขึ้นต่อ



            “เอาล่ะ... มาคุยเรื่องภารกิจของเรากันหน่อยไหม?” เอมีเลียเอ่ยทำลายความเงียบพลางขยับถุงมือหนังออก เธอหยิบเศษกระดาษที่จดคำพยากรณ์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ



น้ำแข็งที่ถูกสลักตามแม่พิมพ์เก่า

ปริร้าวเมื่อต้องกระแสแห่งอัสนี

การหลอมละลายมิใช่ความพ่ายแพ้

ปลดปล่อยจากเงาอดีต



            “มันฟังดูเหมือนปริศนาธรรมมากกว่าแผนที่นะว่าไหม?” เอมีเลียถามพลางเลิกคิ้ว รูบี้ที่นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้อีกตัวก็พลางปรายตามองคีอาร์ด้วยดวงตาสีเทาอมน้ำตาลอันคมกริบ “คำพยากรณ์พวกนี้มักจะไร้สาระจนกว่าเราจะตกที่นั่งลำบากนั่นแหละ แต่ปัญหาก็คือเราจะไปเริ่มหาไอ้น้ำแข็งที่ว่านี่จากที่ไหนในเมืองที่ขาวโพลนไปหมดแบบนี้?”



            คีอาร์ขยับแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่พลางถอนหายใจยาว แววตาสีเทาอมเขียวของเธอหม่นลงเล็กน้อยขณะจ้องมองฟองโกโก้ในแก้ว “ฉันมีสิ่งหนึ่งอย่างที่ยังไม่ได้เล่าให้ฟังค่ะ...” เธอเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าจริงจัง “เช้ามืดก่อนที่เราจะออกเดินทาง ฉันฝันเห็นวังน้ำแข็งที่เย็นยะเยือก... ที่นั้นมีแม่ของฉันพยายามสลักรูปปั้นน้ำแข็งที่เป็นตัวแทนของฉันให้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่มันกลับถูกสายฟ้าฟาดจนร้าว” เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเรียบเรียงคำพูดใหม่เพื่อไม่ให้ดูเหมือนการปรับทุกข์จนเกินไป 



            “ในฝันนั้นมีเสียงกระซิบของสายลมที่พูดถึงหอคอยกระจกที่ถูกลืม ฉันลองคำนวณดูแล้ว ในควิเบกซิตีที่มีอาคารเก่ามากมาย ทั้งอาคารสำนักงานยุคใหม่ที่สร้างด้วยกระจกสะท้อนแสงจำนวนมากแต่มักจะถูกมองข้ามเพราะความเก่าแก่ของผังเมืองรอบข้าง น่าจะเป็นจุดที่พลังงานความเย็นที่ผิดปกติแฝงตัวอยู่ได้ดีที่สุดค่ะ”



            “หอคอยกระจกงั้นเหรอ? ฟังดูไม่ใช่ที่ที่ลูกสาวของเทพสงครามอย่างฉันจะชอบเลยสักนิด” รูบี้พ่นลมหายใจออกมาอย่างหยิ่งทะนงพลางจัดแต่งทรงผมสีดำยาวให้เรียบร้อย “เรื่องการสะกดรอยตามหาพิกัดน่ะ ฉันขอยกให้เธอจัดการแล้วกันคีอาร์ ในเมื่อเธอเป็นลูกสาวบอเรอัส ส่วนเอมีเลียก็เป็นลูกซุส... พวกน่านฟ้าก็หาทางกันเองเถอะ หน้าที่ของฉันคือการกวาดล้างใครก็ตามที่ขวางหน้าเมื่อเราไปถึงที่นั่นเท่านั้น”



            คำสรุปนั้นทำให้เอมีเลียหัวเราะร่าพลางขยิบตาให้คีอาร์ “เห็นไหมคุณหนู? ขนาดรูบี้ยังให้เครดิตเธอเลยนะ พักเหนื่อยจากการเดินทางอีกสักห้านาทีเถอะ แล้วเราจะเริ่มหาหอคอยนั่นกัน”



            ‘การพักเหนื่อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อรักษาประสิทธิภาพของประสาทสัมผัส’ คีอาร์คิดในใจขณะที่เธอนั่งนิ่งสงบเงียบท่ามกลางความวุ่นวายเล็กน้อยในร้านกาแฟ เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของเอมีเลียที่คอยสังเกตเธออยู่ แต่เธอก็เลือกที่จะสวมหน้ากากสาวน้อยใสซื่อต่อไป



            จนกระทั่งเวลาพักสิ้นสุดลง คีอาร์ก็ลุกขึ้นยืนตัวตรงเพื่อจัดระเบียบชุดสไตล์ Dark Academia ให้เนี๊ยบกริบ เธอหลับตาลงชั่วครู่เพื่อปลดปล่อยสัมผัสแห่งสายลมเพื่อตรวจหากระแสลมเหนือพัดผ่านเข้ามาทางรอยแตกของประตูร้าน คีอาร์เริ่มสื่อสารกับลมเหล่านั้น เธอรับรู้ได้ถึงทิศทางที่อากาศมีความหนาแน่นของเกล็ดหิมะมากกว่าปกติ และทิศทางที่แสงสะท้อนจากกระจกกำลังสั่นไหวด้วยไอเย็นที่น่าขนลุก



            “ฉันพบพิกัดที่น่าจะเป็นไปได้แล้วค่ะ...” คีอาร์ลืมตาขึ้น แววตาหลังเลนส์แว่นฉายแววความมุ่งมั่นที่เยือกเย็นและเหมือนจะไร้ซึ่งอารมณ์อยู่ “มันมุ่งหน้าไปทางเขตอุตสาหกรรมเก่าทางทิศเหนือค่ะ ที่นั่นมีกระแสลมที่บิดเบี้ยวแปลก ๆ อยู่... ตามฉันมานะคะรุ่นพี่” สิ้นคำพูดเธอกระชับสายกระเป๋าแตงโมพลางเดินนำออกจากร้านกาแฟเข้าสู่พายุหิมะที่เริ่มหนาตาขึ้น โดยมีรุ่นพี่เอมีเลียและรูบี้คอยขนาบข้าง มุ่งหน้าสู่หอคอยที่ถูกลืมเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เธอไม่รู้ว่ามันจะเป็นอะไร



            เกล็ดหิมะที่พัดกรรโชกในควิเบกซิตีเริ่มหนาตัวขึ้นจนมองเห็นได้เพียงระยะไม่กี่ฟุต คีอาร์เดินนำรุ่นพี่ทั้งสองลัดเลาะไปตามถนนที่ปูด้วยหินมุ่งหน้าสู่เขตอุตสาหกรรมเก่า ทว่ากระแสลมที่บิดเบี้ยวเบื้องบนกลับบ่งบอกเธอว่าการเดินบนพื้นราบนั้นเริ่มจะขาดประสิทธิภาพในการระบุพิกัดที่แม่นยำ “เราต้องขึ้นไปบนที่สูงค่ะรุ่นพี่ กระแสลมเย็นที่หอคอยนั่นปล่อยออกมามันไหลเวียนอยู่ในระดับความสูงที่แน่นอน การมองจากข้างล่างจะทำให้เราคลาดเคลื่อนได้ค่ะ” คีอาร์เอ่ยเสียงเรียบพลางชี้ไปยังตึกสำนักงานเก่าทรงยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่หัวมุมถนน



            เมื่อทั้งสามขึ้นมาถึงดาดฟ้าลมหนาวก็หวีดหวิวปะทะใบหน้าจนผิวแทบชา คีอาร์ขยับแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่ ขณะที่สัมผัสแห่งสายลมของเธอกำลังกรีดร้องถึงอันตรายที่พุ่งมาจากหมู่เมฆสีเทาหม่น



            เคร้ง! เคร้ง! กิ๊ซ!



            เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วมาตามลมผสมปนเปกับเสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ชวนให้ปวดประสาท ก่อนที่ร่างเงามืด 10 ร่างจะโฉบลงมาจากฟากฟ้าเหนือศีรษะพวกเธอ พวกมันคือนกสติมฟาเลียน อสุรกายที่พวกเธอรู้จักดีตามตำนาน ทว่าสภาพของพวกมันในตอนนี้กลับดูต่างออกไปอย่างน่าสยดสยอง จะงอยปากและกรงเล็บทองแดงอันแหลมคมถูกเคลือบด้วยชั้นน้ำแข็งสีฟ้าใสหนาเตอะ และที่อันตรายที่สุดคือปีกเหล็กกล้าของพวกมันที่บัดนี้กลายเป็นใบมีดน้ำแข็งคมกริบที่พร้อมจะสับและแช่แข็งเหยื่อในเวลาเดียวกัน



            “ฝนขนเหล็กมันเชยไปแล้วสินะสำหรับปี 2026 หรือไงนะ รอบนี้มาเป็นพายุใบมีดน้ำแข็งเลยเหรอ? ช่างสรรหาจริง ๆ นะพวกนี้เนี่ย” เอมีเลียแสยะยิ้มท้าทายพลางเรียกหอกอัสนีออกมาถือในมือ ประกายไฟสีฟ้าครามเต้นเร้าไปตามด้ามหอก สร้างความอบอุ่นและแสงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางพายุหิมะ



            ส่วนลูกสาวเทพแอรีสเองก็ดูจะไม่สบอารมณ์สุด ๆ “พวกมันรบกวนสมาธิของฉัน... เสียงน่ารำคาญ” รูบี้เอ่ยเสียงเรียบนิ่ง เส้นผมสีดำยาวสะบัดพริ้วตามแรงลมขณะที่เธอสะบัดกระบี่เทียนหวงออกจากฝักด้วยท่าทางหยิ่งทะนง “คีอาร์... ถอยไปซะ ถ้าไม่อยากถูกโจมตีจนต้องพักอีกรอบ”



            และแล้วฝูงนกน้ำแข็งทั้งสิบตัวก็ไม่รอช้า พวกมันแผดเสียงร้องแหลมสูงจนแก้วหูแทบปริ ก่อนจะสะบัดปีกพร้อมกัน ยิงขนปีกที่เป็นใบมีดน้ำแข็งนับสิบเล่มพุ่งเข้าใส่ทีมดุจห่าฝนแห่งความตาย คีอาร์ที่คำนวณวิถีไว้แล้ววาดมือเรียกลมกรดขึ้นมาสร้างกำแพงอากาศหมุนวนเบี่ยงเบนวิถีโจมตีเหล่านั้นให้พ้นตัวเธอและรุ่นพี่ ใบมีดน้ำแข็งปักลงบนพื้นคอนกรีตดาดฟ้าเสียงดังสนั่นจนเศษน้ำแข็งแตกกระจาย



            ‘เป้าหมาย 10 ตัว... ความเร็วในการเคลื่อนที่สัมพันธ์กับกระแสลมเหนือที่ผิดปกติ... หากกำจัดหัวหน้าฝูงที่บินนำอยู่ได้ ระบบรวมกลุ่มจะล่มสลาย’ คีอาร์คิดในใจด้วยตรรกะที่เย็นชา เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดแม้แรงกระแทกของลมจะทำให้แผลที่ซี่โครงเจ็บแปลบขึ้นมาก็ตาม



            เอมีเลียพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยสายลมเพื่อดึงความสนใจพวกมัน หอกอัสนีของเธอฟาดสายฟ้าเปรี้ยงปร้างใส่เจ้านกสองตัวแรกที่บินโฉบเข้ามาใกล้ จนร่างน้ำแข็งของพวกมันระเบิดออกกลายเป็นเศษเหล็กและเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ขณะเดียวกัน รูบี้เธอก็เคลื่อนที่ดุจยิมนาสติกสาวที่ร่ายรำบนยอดตึก เธอใช้พละกำลังเหนือมนุษย์ของตนเองกระโดดถีบตัวจากคอมเพรสเซอร์แอร์ พุ่งเข้าฟันร่างของนกอีกสามตัวที่กำลังจะรุมทึ้งคีอาร์จนขาดครึ่งกลางอากาศในชั่วพริบตา



            “เกะกะขวางทาง!” รูบี้สบถพลางใช้โล่ประจำตัวกระแทกซากนกตัวหนึ่งที่ร่วงลงมาจนกระเด็นออกไปชนกับเสาส่งสัญญาณจนหักโค่น



            พริบตาเดียว นกสติมฟาเลียนน้ำแข็งทั้ง 5 ตัวก็ถูกทำลายจนแหลกละเอียดเป็นเศษซากที่ดูไร้มูลค่า ตัวที่เหลืออีก 5 ตัวเมื่อเห็นว่าเหยื่อของมันแข็งแกร่งเกินกว่าจะเคี้ยวง่าย ๆ และความเย็นของพวกมันทำอะไรบุตรแห่งซุสและแอรีสไม่ได้ พวกมันจึงส่งเสียงร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัวและบินแตกรังหนีหายเข้าไปในม่านหมอกหิมะทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว



            คีอาร์ลดมือลงพลางสูดหายใจลึกเพื่อระงับความเจ็บปวด เธอจัดระเบียบเสื้อผ้าของเธอให้เรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินไปที่ขอบดาดฟ้าพลางมองฝ่าพายุหิมะไปทางทิศที่นกฝูงนั้นบินหนีไป 



            “พวกมันไม่ใช่แค่มอนสเตอร์ป่าทั่วไปค่ะ... น้ำแข็งบนปีกของพวกมันมีลายเซ็นของพลังงานเดียวกับที่ฉันสัมผัสได้จากหอคอยนั่น ที่ฉันสัมผัสได้ มันเหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นยามเฝ้าระวังเลยค่ะ” คีอาร์เอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง พลางหันไปมองรุ่นพี่ทั้งสอง “เราเสียเวลาทำลายพวกมันไปพอสมควรค่ะรุ่นพี่เอมีเลีย เราควรเร่งฝีเท้าก่อนที่เจ้านายนกพวกนี้จะส่งอะไรที่ไร้ประสิทธิภาพในการเจรจามามากกว่านี้”



            “รับทราบคุณหนู นำทางไปเลย” เอมีเลียตบไหล่คีอาร์เบา ๆ อย่างให้กำลังใจก่อนจะเดินตามไป โดยมีรูบี้เดินปิดท้ายพลางเช็ดคราบน้ำมันและเศษน้ำแข็งออกจากใบกระบี่ด้วยท่าทางหยิ่งทะนงราวกับเพิ่งปัดฝุ่นออกจากเสื้อ ทั้งสามมุ่งหน้าต่อจากดาดฟ้าตึกลัดเลาะเข้าสู่ใจกลางเขตอุตสาหกรรมเก่าที่เงียบสงัดและรกร้าง ที่ซึ่งหอคอยกระจกที่ถูกลืมกำลังตั้งตระหง่านรอคอยพวกเธออยู่เบื้องหน้า


สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
จะถึงแล้ว...
Quest Summary
สรุป
เมื่อมาถึงที่บริเวณเมืองควิเบกคีอาร์ เอมีเลียและรูบี้ก็พักเหนื่อยกัน และให้คีอาร์ตามหาหอคอยน้ำแข็ง ระหว่างทางก็ปะทะนกสติมฟาเลียแปลก ๆ แล้วก็ถึงที่หอคอย
[ถึงควิเบก แคนาดา]
Loot & Rewards
กำจัด นกสติมฟาเลีย 5 ตัว (มีค่า LUK ??+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
(นกสติมฟาเลียไม่มีรางวัล)
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัด นกสติมฟาเลีย ครั้งแรก
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 64779 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-23 22:18
โพสต์ 64,779 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-23 22:18
โพสต์ 64,779 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-23 22:18
โพสต์ 64,779 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-23 22:18
โพสต์ 64,779 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-23 22:18

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +2 ย่อ เหตุผล
God + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-24 13:44:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 7 : ทิ้งไป

วันที่ 10 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงบ่าย เป็นต้นไป ควิเบก แคนาดา สถาบันดูแลสุขภาพจิตแอสเพลย์ ควิเบก แคนาดา

             เกล็ดหิมะที่เริ่มหนาตัวขึ้นจนมองเห็นอาคารเบื้องหน้าเป็นเพียงเงาตะคุ่มค่อย ๆ จางลงเมื่อทั้งสามก้าวเข้าสู่รัศมีของอาคารเป้าหมาย หอคอยกระจกที่คีอาร์ฝันถึงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันดูขัดกับความรกร้างของเขตอุตสาหกรรมโดยสิ้นเชิง ตัวอาคารหุ้มด้วยกระจกสีเขียวมรกตสะท้อนเงาเมฆหม่นเบื้องบน แสงไฟจากภายในส่องลอดออกมาเห็นป้ายโลหะขัดเงาตัวมหึมาที่ติดตั้งอยู่หน้าทางเข้าว่า



             สถาบันดูแลสุขภาพจิตแอสเพลย์



             บรรยากาศหน้าสถาบันคึกคักอย่างน่าประหลาด รถยนต์หรูหราหลายคันจอดเรียงราย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีขาวสะอาดตาเดินขวักไขว่ และมีผู้คนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดหรือเหม่อลอยนั่งพักผ่อนอยู่ตามม้านั่งในสวนที่ถูกแช่แข็ง รูบี้หยุดชะงักพลางกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาหยิ่งทะนงก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ จนกลายเป็นไอสีขาว 



             “สถาบันสุขภาพจิตเนี่ยนะ?” รูบี้สบถเบา ๆ พลางขยับกระบี่เทียนหวงที่ถูกเก็บไว้ในรูปของร่มพกพา “เลือกสถานที่ได้น่าหงุดหงิดจริง ๆ ให้ฉันไปลุยในป่าช้าหรือรังอสุรกายยังจะดูเข้าท่ากว่ามาเดินปะปนกับพวกคนประสาทกินพวกนี้อีก”



             เอมีเลียยักไหล่พลางปรับแว่นกันแดดขึ้นไปไว้บนหน้าผาก “ก็นะ รสนิยมของพวกที่หลบซ่อนตัวมักจะพิลึกแบบนี้แหละ ว่าไงคุณหนู? สัมผัสเหมันต์ของเธอว่ายังไงบ้าง?”



             คีอาร์ขยับแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่พลางจ้องมองไปที่ตัวอาคารด้วยสายตาที่เรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความขมขื่นลึก ๆ ภายใต้หน้ากากที่ใสซื่อ เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงแม่ของตนเอง เคานเตสเคียร์สเทน ผู้ที่พยายามยัดเยียดความสมบูรณ์แบบให้เธอ และปฏิเสธพลังเดมิก็อดในตัวเธอว่าเป็นเพียงอาการทางจิตที่ต้องรักษา



             “ถ้าเป้าหมายเกี่ยวข้องกับแม่ของฉัน สถาบันจิตเวชก็คงเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดแล้วละค่ะรุ่นพี่” คีอาร์เอ่ยเสียงนุ่มทว่าเย็นชาจนน่าขนลุก “ก็น่าตลกดีนะคะ เพราะทั้งท่านแม่และตัวฉันเอง... ก็ล้วนมีความประสาทกลับในแบบที่คนปกติหรือแม้แต่พวกคุณก็คงจินตนาการไม่ถึงหรอกค่ะ” สิ้นคำนั้นทั้งเอมีเลียและรูบี้ต่างเงียบไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคประชดประชันที่แฝงความจริงใจอย่างร้ายกาจนั้น คีอาร์ไม่รอให้ใครถามต่อ เธอเดินนำเข้าสู่ประตูหมุนของสถาบันทันที ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับไอเย็นที่ผิดปกติก็เตะจมูก



             “สวัสดีค่ะ มีนัดปรึกษาแพทย์ท่านไหนไว้หรือเปล่าคะ?” พนักงานต้อนรับที่ดูเนี๊ยบจนเกือบจะเป็นเครื่องจักรเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ



             และเมื่อได้ยินคำทักนั้นคีอาร์ก็เปลี่ยนโหมดเข้าสู่บทบาทหน้ากากสาวน้อยใสซื่อในทันที เธอแสร้งทำตัวลีบเล็กและกอดกระเป๋าลายแตงโมไว้แน่นพลางก้มหน้ามองพื้นด้วยท่าทางประหม่าและอ่อนแอ “คะ... คือว่า ฉันอยากมาขอปรึกษาเรื่องภาพหลอนที่เห็นช่วงนี้น่ะค่ะ ฉันเห็นนกที่มีปีกเป็นน้ำแข็ง และเห็นวังที่หนาวเหน็บอยู่ตลอดเวลา พี่สาวทั้งสองคนเลยพาฉันมาที่นี่ค่ะ”



             เอมีเลียที่หัวไวไม่แพ้กันรีบสวมบทผู้ปกครอง (ไม่อยากเป็นผู้ปกครองอยากเป็นxัว) ที่แสนเป็นห่วง เธอเดินเข้าไปประคองไหล่คีอาร์เบา ๆ ซึ่งคีอาร์ต้องฝืนใจไม่ให้สะบัดออกไปเพราะไม่ชอบให้ใครจับ “ใช่ค่ะ น้องสาวของฉันอาการไม่ค่อยดีเลย เธอชอบพูดเรื่องพายุและหิมะกลางฤดูร้อนบ่อย ๆ เราเลยคิดว่าสถาบันอันดับหนึ่งอย่างแอสเพลย์น่าจะช่วยขจัดปัญหาของเธอได้”



             และนั้นทำให้พนักงานต้อนรับหันไปมองดูรูบี้ที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ด้านหลังในฐานะผู้ติดตามที่ดูดุดันเกินเหตุ ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ “เข้าใจแล้วค่ะ รบกวนกรอกประวัติเบื้องต้นตรงนี้นะคะ แล้วเราจะพาไปที่ห้องประเมินผลที่ชั้น 14... ชั้นบนสุดของอาคารกระจกค่ะ”



             คีอาร์รับเอกสารมาพลางแสร้งทำมือสั่นขณะจรดปากกาเขียนชื่อปลอมลงไป ภายใต้เลนส์แว่นสายตานั้น ดวงตาสีเฮเซลของเธอกวาดมองไปทั่วโถงอาคารเพื่อหาตำแหน่งของกล้องวงจรปิดและทางหนีไฟอย่างรวดเร็ว ตรรกะในหัวของเธอกำลังประมวลผลอย่างหนักว่าการขึ้นไปยังชั้นบนสุดซึ่งเป็นที่ที่กระแสลมบิดเบี้ยวหนาแน่นที่สุดนั้น จะเป็นการเดินเข้าสู่กรงน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบ หรือจะเป็นโอกาสในการทำลายแม่พิมพ์เก่าที่พันธนาการเธอไว้กันแน่



             และเมื่อการรักษามาถึง ณ ชั้นสูงสุดของอาคารกระจก



             เสียงกลอนประตูโลหะงับปิดลงเบื้องหลังดัง แกร็ก ส่งแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ ผ่านอากาศที่เริ่มเย็นตัวลงอย่างผิดปกติ ทิ้งให้เอมีเลียและรูบี้ยืนรออยู่ภายนอกโถงทางเดินสีขาวโพลนของสถาบันแอสเพลย์ที่ดูสะอาดตาจนน่าสะอิดสะเอียน 



             ในขณะที่คีอาร์เดินตามพนักงานในชุดกราวน์เข้าไปในห้องตรวจที่ล้อมรอบด้วยกระจกเงาบานยักษ์สะท้อนภาพเงาของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทุกทิศทาง ภายในห้องนั้นเงียบสนิทจนเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเธอดังสะท้อนในโสตประสาท ขัดกับบรรยากาศเยือกเย็นที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากรอยต่อของแผ่นกระจก



             เมื่อร่างในชุดกราวน์สีขาวสะอาดตานั้นหมุนเก้าอี้กลับมา คีอาร์ถึงกับชะงักงัน ลมหายใจที่เคยพยายามรักษาจังหวะให้ดูนอบน้อมกลับถูกกักขังอยู่ในลำคอที่แห้งผาก สตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตตามป้ายหน้าห้อง แต่คือเคานเตส เคียร์สเทน โซล็อตล์ มารดาของเธอเองในชุดกำมะหยี่สีดำสนิทที่ขับเน้นผิวขาวซีดจัดและแววตาเข้มงวดดุจขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจ้องมองทะลุเข้าไปในวิญญาณของเธอ



             “กลับมาสู่แม่พิมพ์ที่แม่สลักไว้เสียทีนะ คีอาร์” เสียงของเคียร์สเทนแหบพร่าทว่าทรงพลังอย่างประหลาด มันดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของคีอาร์ราวกับมาจากทุกซอกทุกมุมของห้องกระจกแห่งนี้ในเวลาเดียวกัน



             ทันใดนั้น ภาพบรรยากาศภายในห้องที่เคยดูเป็นสถาบันการแพทย์สมัยใหม่กลับเริ่มบิดเบี้ยวและพังทลายลง กำแพงกระจกเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะหนาตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงลั่นเปรี๊ยะของน้ำแข็งที่ขยายตัวดังระงมไปทั่ว ก่อนที่สภาพแวดล้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นวังน้ำแข็งที่หนาวเหน็บดุจฝันร้ายที่คีอาร์พยายามลืมเลือน แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟภายนอกหายไป เหลือเพียงความมืดสลัวที่สะท้อนเงาของคีอาร์ในวัยเด็กที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกฎเกณฑ์และเกียรติยศที่มารดายึดถือ



             “คนพวกนั้นภายนอก... พวกเขาไม่ได้ต้องการลูกหรอก” เคียร์สเทนลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มือที่สวมแหวนอัญมณีหรูหราเอื้อมมาลูบไล้ไปตามเงาสะท้อนของคีอาร์บนผิวน้ำแข็งอย่างแผ่วเบาแต่เย็นเฉียบ 



             “เอมีเลีย? รูบี้? ใครกัน? พวกเขาคือความวุ่นวาย คือกระแสอัสนีและโทสะที่ไร้การควบคุมซึ่งจะมาทำให้แกแตกสลายในที่สุด แกคือผลงานชิ้นเอกของแม่ คีอาร์... แกต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และสมบูรณ์แบบในความเงียบสงัดนี้เท่านั้น” เสียงของมารดาดังวนเวียนไปรอบกายราวกับพายุหิมะที่พยายามดึงคีอาร์กลับไปสู่ความอ้างว้างในอดีต 



             คีอาร์พยายามจะขยับแว่นสายตาทรงกลมเพื่อให้เข้าที่เพื่อรักษาหน้ากากใสซื่อของตัวเองไว้ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนแทบไร้ความรู้สึก ความสับสนและหวาดระแวงเริ่มโจมตีสมองที่เคยเต็มไปด้วยตรรกะและการคำนวณอันเยือกเย็น



             ในขณะที่ความทรมานจากการถูกกล่อมเกลาด้วยอดีตพุ่งถึงขีดสุด พลังลึกลับที่แฝงเร้นอยู่ในสายเลือดของบอเรอัส เทพแห่งลมเหนือผู้พัดพาความอ้างว้าง ก็เริ่มสำแดงฤทธิ์โดยที่เธอไม่ตั้งใจ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินใจของคีอาร์กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ส่งพลังบงการความโดดเดี่ยว ออกไปราวกับคลื่นที่มองไม่เห็น 



             คีอาร์รู้สึกได้ว่าเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของเอมีเลียกับรูบี้ที่อยู่นอกห้องเริ่มห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ จนเหมือนอยู่คนละมิติ ความคิดที่เห็นแก่ตัวและไร้ความรู้สึกเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างร้ายกาจภายในจิตใจที่บอบช้ำ ‘ใช่... พวกเขาคือภาระ ความอบอุ่นที่รุ่นพี่มอบให้มันน่ารำคาญและไร้ประสิทธิภาพ การทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังและกลับสู่ความสันโดษคือทางรอดเดียวที่จะทำให้ฉันพบความสงบที่สมบูรณ์แบบอีกครั้ง’



             แม้ตรรกะเห็นแก่ตัวจะบอกให้เธอตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ลึก ๆ ในใจเธอกลับเจ็บปวดจากการถูกครอบงำด้วยพลังของตัวเอง ร่างกายของคีอาร์สั่นสะท้านไปทั้งร่าง เธอยืนนิ่งไม่ทรุดตัวลงคุกเข่าท่ามกลางห้องน้ำแข็งที่กำลังขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายในก็คงไม่ต่างจากสิ่งที่เธอไม่อยากทำ กลิ่นอายของความหนาวเหน็บจากคนที่ได้ชื่อว่าแม่ตอนนี้ปะทะกับกลิ่นเพลย์มอร์แตงโมและเมนทอลจาง ๆ ที่ติดอยู่บนคอเสื้อของเธออย่างรุนแรง



             “ทิ้งพวกนั้นซะ... แล้วกลับมาเป็นตุ๊กตาที่สมบูรณ์แบบที่แม่ภาคภูมิใจและเพียรสร้างลูกมา คีอาร์” เคียร์สเทนโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนการปลอบโยนแต่แฝงไปด้วยพิษร้าย



             ภายใต้เลนส์แว่นสายตาที่พร่ามัว คีอาร์กำลังต่อสู้กับสงครามภายในตัวเองอย่างหนัก พลังบงการความโดดเดี่ยวที่เธอควบคุมไม่ได้เริ่มขยายวงกว้างออกไปจนอาจส่งผลกระทบต่อเอมีเลียและรูบี้ที่รออยู่ภายนอก ให้พวกเขารู้สึกถูกทอดทิ้งและเริ่มหวาดระแวงในตัวเธอเช่นกัน หากเธอไม่สามารถทำลายแม่พิมพ์เก่าที่ผู้เป็นแม่สร้างขึ้นนี้ได้ ความหนาวเย็นที่เธอครอบครองจะกลายเป็นคุกที่จองจำเธอไว้ตลอดกาล…


สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
ผมขอเปิดดัน...
Quest Summary
สรุป
เมื่อมาถึงสถาบันดูแลสุขภาพจิตแอสเพลย์ คีอาร์ก็รู้ว่าจะเป็นที่นี่ เมื่อเข้ามาทั้งสามปลอมตัวเป็นคนที่ต้องเข้าร่วมการประเมิน และเมื่อตอนที่คีอาร์กำลังเข้าตรวจแม่ของเธอก็ปรากฎออกมามันคือภาพหลอนที่ให้คีอาร์ทิ้งเอมีเลียและทีมเสีย
[เปิดดันแม่]
Loot & Rewards
กำจัด ??? (มีค่า LUK ??+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ xx
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

God
ีรูบี้ถูกพาไปรอบริเวณเคานเตอร์ เข้ามาไม่ได้ ดันหลังจากนี้มีเพียงคีอาร์และเอมีเลีย จนกว่าจะถึงร่างเงาคิโอเน่ รูบี้ถึงจะหาทางมาช่วยได้  โพสต์ 2026-1-24 14:03
โพสต์ 58014 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-24 13:44
โพสต์ 58,014 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-24 13:44
โพสต์ 58,014 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-24 13:44
โพสต์ 58,014 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-24 13:44
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-24 17:55:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 8 : สัมผัส

วันที่ 10 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงเย็น เป็นต้นไป ควิเบก แคนาดา สถาบันดูแลสุขภาพจิตแอสเพลย์ ควิเบก แคนาดา

             ท่ามกลางเสียงกระซิบอันเย็นเยือกของเคานเตสเคียร์สเทนที่พยายามจะจองจำวิญญาณของคีอาร์ไว้ในวังน้ำแข็งอันโดดเดี่ยว จู่ ๆ บรรยากาศที่เงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงระเบิดกัมปนาท ประตูห้องตรวจที่เคยถูกล็อกไว้ด้วยอาคมน้ำแข็งปลิวหลุดออกจากกรอบพร้อมกับกระแสไฟฟ้าที่แล่นพุ่งเข้าสู่ห้องอย่างรุนแรง



             เปรี้ยง! 



             สายฟ้าสีทองฟาดลงบนพื้นพรมตรงหน้าคีอาร์อย่างแม่นยำ แรงอัดฉีดของพลังงานความร้อนมหาศาลปะทะกับไอเย็นของบงการความโดดเดี่ยวจนเกิดหมอกไอน้ำสีขาวขุ่นคลุ้งไปทั่วห้อง แรงกระแทกนั้นทำให้คีอาร์สะดุ้งสุดตัว สติที่เคยพร่าเลือนเริ่มกลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะที่เธอมองผ่านกลุ่มควันเห็นร่างสูงโปร่งของเอมีเลียก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าของนักบินที่เพิ่งนำเครื่องฝ่าพายุมาได้สำเร็จ เส้นผมสีบลอนด์ของเธอถูกล้อมรอบด้วยประกายไฟฟ้าเล็ก ๆ ที่เต้นระยิบระยับ ใบหน้าที่ดูเหมือนสาววัย 40 แต่แฝงไปด้วยความจัดเจนของคนอายุ 128 ปี ฉายแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเธอมุ่งมั่นและจ้องมองตรงมาที่คีอาร์ด้วยความห่วงใยเป็นพิเศษที่ปิดไม่มิด



             “คีอาร์! อย่าปล่อยให้สติโดนกลืนเธอไปสิ!” เอมีเลียตะโกนแข่งกับเสียงพายุในมิติมายาแบบฉบับของคนที่เป็นนักบินสาว “เธอยังมีอนาคตต่อจากนี้ที่ต้องใช้ชีวิตนะ! ไม่ใช่มาจมปลักอยู่ในกรงกระจกแบบนี้!” 



             เคานเตสเคียร์สเทนในภาพมายาแผดเสียงร้องด้วยความเกลียดชังเมื่อเห็นกระแสอัสนีของเอมีเลียก้าวเข้ามาทำลายระเบียบน้ำแข็งของเธอ เธอยกมือขึ้นเรียกเกล็ดหิมะให้กลายเป็นใบมีดพุ่งเข้าใส่เอมีเลีย แต่บุตรีแห่งซุสเพียงแค่สะบัดมือเรียกหอกอัสนีออกมาปัดป้องได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะพุ่งเข้าหาคีอาร์ที่กำลังเกือบจะทรุดอยู่บนพื้นแล้วคว้าไหล่เด็กสาวไว้แน่นโดยไม่สนว่าไอเย็นจะกัดมือของตนเองจนชา



             ทันทีที่สัมผัส คีอาร์รู้สึกได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือของเอมีเลียที่ทะลุผ่านความเย็นชาในใจเธอ เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอเห็นใบหน้าของเอมีเลียชัด ๆ รอยย่นจาง ๆ ที่มุมตาจากการยิ้มและความเหนื่อยล้าบอกชัดว่ารุ่นพี่คนนี้ไม่ใช่แค่หมากในเกมของเธอ แต่เป็นคนจริง ๆ ที่พร้อมจะสู้เคียงข้างเธอเอง “คีอาร์ ฟังนะ... นั้นมันคืออดีต มันคือเรื่องเก่าไปแล้ว” เอมีเลียกระซิบพลางดึงคีอาร์ให้ลุกขึ้นยืน “มาใช้สายฟ้าของพี่กับลมของเธอ เป่าหอคอยบ้า ๆ นี่ให้กระจุยกัน”



             เมื่อพยายามฮึบสู้ขึ้น ร่างของคีอาร์ก็ขยับแว่นสายตาที่เกือบหลุดให้เข้าที่ แววตาสีเฮเซลปนเขียวเริ่มฉายแววความมุ่งมั่นที่เป็นของตัวเธอเอง ไม่ใช่ของผู้ให้กำเนิดแต่ไม่ให้ชีวิต เธอสูดหายใจลึก รวบรวมพลังให้กลายเป็นพายุวายุที่ทรงพลัง ทั้งสองคนหันหน้าเข้าหาภาพมายาของเคียร์สเทน เอมีเลียชูหอกขึ้นเรียกสายฟ้าก้อนมหึมา ขณะที่คีอาร์วาดมือสร้างลมหมุนที่เต็มไปด้วยผลึกน้ำแข็งที่แหลมคม “ลาก่อนค่ะ... ท่านแม่” คีอาร์เอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น



             พริบตานั้น พลังของสายฟ้าและวายุหนาวเหน็บก็หลอมรวมกันพุ่งเข้าใส่ภาพมายาของเคานเตส เสียงกระจกแตกดังสนั่นไปทั่วชั้น 14 ของสถาบันแอสเพลย์ วังน้ำแข็งพังทลายลงกลายเป็นเพียงละอองน้ำระเหยหายไป ทิ้งไว้เพียงห้องตรวจที่รกร้างและเงียบสงบอีกครั้ง 



             เมื่อภาพมายาสลายไป เอมีเลียยังคงไม่ปล่อยมือจากไหล่ของคีอาร์ เธอหอบหายใจเบา ๆ พลางสำรวจร่างกายของรุ่นน้องอย่างละเอียด ตั้งแต่เส้นผมสีทองแดงบลอนด์สตรอว์เบอร์รีไปจนถึงรอยขีดข่วนเล็ก ๆ บนใบหน้าของคีอาร์



             “เจ็บตรงไหนไหม? คีอาร์... มองหน้าพี่หน่อย” เอมีเลียถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่คีอาร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน มือของเธอเลื่อนขึ้นไปลูบผมที่ยุ่งเหยิงของคีอาร์เบา ๆ เพื่อจัดให้เข้าที่จนคีอาร์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง แม้ในใจจะพยายามคิดด้วยตรรกะเห็นแก่ตัวว่าเอมีเลียทำไปเพื่อความสำเร็จของภารกิจ แต่สัมผัสที่อบอุ่นและสายตาที่เป็นห่วงเป็นใยอย่างเหลือล้นนั้น กลับทำให้หน้ากากสาวน้อยใสซื่อของเธอเริ่มร้าวลงจริง ๆ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ยังเรียกชื่อไม่ถูก



             “ฉัน... ฉันปลอดภัยดีค่ะรุ่นพี่เอมีเลีย ขอบคุณนะคะที่เข้ามาทันเวลา” คีอาร์ตอบด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย โดยลืมที่จะใช้คำพูดที่ปั้นแต่งอย่างสวยงามแบบปกติ เอมีเลียยิ้มกว้างอย่างโล่งใจ เป็นรอยยิ้มที่มั่นใจแบบนักบินที่เพิ่งเอาเครื่องลงจอดฉุกเฉินได้อย่างปาฏิหาริย์ “ดีแล้วล่ะ”



             ทว่าความโล่งใจนั้นดำรงอยู่เพียงชั่วอึดใจเดียว เมื่อเสียงแตกกระจายของกระจกเงารอบกายไม่ได้นำพาพวกเธอกลับสู่โถงทางเดินของสถาบันแอสเพลย์อย่างที่หวัง แต่ความมืดมิดกลับถาโถมเข้าแทนที่พร้อมกับอุณหภูมิที่ดิ่งลงเหวเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะจินตนาการได้ พื้นห้องตรวจแปรสภาพเป็นผลึกน้ำแข็งหนาทึบที่สะท้อนแสงสีครามจาง ๆ เพดานหายไปกลายเป็นความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยพายุหิมะนิรันดร์ 



             พวกเธอหลุดเข้ามาอยู่ในคุกเหมันต์นิรันดร์มิติลี้ลับที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษเสี้ยวอำนาจเก่าของบอเรอัสที่ถูกบิดเบือน ความเงียบงันที่นี่ช่างน่าขนลุก มันไม่ใช่ความเงียบที่คีอาร์โหยหา แต่เป็นความเงียบที่จ้องจะกัดกินพลังชีวิตของผู้บุกรุก



             “บ้าจริง... แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงกันเนี้ย?” เอมีเลียสบถออกมาเบา ๆ ลมหายใจของเธอเป็นไอสีขาวหนาทึบ เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ความมืดที่มีเพียงแสงสะท้อนจากเกล็ดหิมะ ก่อนจะหันมามองคีอาร์ที่ยังคงยืนนิ่งด้วยใบหน้าซีดเผือด นักบินสาวขยับเข้ามาใกล้รุ่นน้องพลางกระชับด้ามหอกอัสนีในมือให้มั่น “ฟังนะคีอาร์ ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนแล้ว รูบี้อาจจะถูกแยกไปอีกมิติหนึ่งหรือไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังเจออะไร สถานการณ์ตอนนี้มันแย่กว่าที่พี่คิด แต่เราต้องช่วยกันนะ พี่จะไม่ยอมให้เราสองคนต้องมาติดอยู่ในคุกน้ำแข็งบ้านี่ตลอดไปเด็ดขาด”



             เพราะคำนั้นทำให้คีอาร์จ้องมองใบหน้าของเอมีเลียผ่านเลนส์แว่นสายตาที่เริ่มมีฝ้าเกาะ ภายใต้ความเย็นชาที่เธอใช้เป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอด คีอาร์สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่แผ่ออกมาจากแววตาของรุ่นพี่สาว มันไม่ใช่การเสแสร้งเพื่อผลประโยชน์ และไม่ใช่คำพูดสวยหรูที่ผู้ให้กำเนิดของเธอเคยพร่ำสอน แต่มันคือความรับผิดชอบและความผูกพันที่บริสุทธิ์ของคนที่พร้อมจะตายแทนกันได้จริง ๆ ความอบอุ่นที่ไร้ตรรกะนี้ทำให้หน้ากากสาวน้อยใสซื่อของคีอาร์สั่นคลอนจนแทบพังทลาย



             “ค่ะ… ฉันทราบค่ะ... เราจะต้องหาทางออกไปให้ได้” คีอาร์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าครั้งนี้มันกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่มาจากตัวตนจริง ๆ ของเธอ เธอหลุบตาลงมองพื้นน้ำแข็งก่อนจะเหลือบไปเห็นมือของเอมีเลียที่กำลังสั่นเทา 



             แม้เอมีเลียจะเป็นบุตรีแห่งซุสผู้ทรงพลัง แต่ในมิติที่ปฏิเสธความร้อนและชีวิตเช่นนี้ ร่างกายของเธอก็กำลังถูกความหนาวกัดกินอย่างหนัก คีอาร์ลอบพ่นลมหายใจออกมาจนเกิดไอจาง ๆ กลิ่นเมนทอลแตงโมจากลูกอมเพลย์มอร์ยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น



             ในวินาทีที่เอมีเลียไม่ทันตั้งตัว คีอาร์ที่ปกติจะรังเกียจการสัมผัสทางกายภาพที่ไม่จำเป็น กลับยื่นมือเรียวขาวซีดของเธอออกไปสัมผัสมือของเอมีเลียเบา ๆ สัมผัสนั้นเย็นเยียบทว่านุ่มนวลอย่างประหลาด เอมีเลียที่พึ่งรู้ตัวก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างมองรุ่นน้องราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่หาดูได้ยากยิ่งกว่าสายฟ้ากลางพายุหิมะ



             “เฮ้... คุณหนู คีอาร์? นี่เธอ...” เอมีเลียเริ่มทำหน้าเหมือนจะหลุดขำและอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำแซวตามนิสัยขี้เล่นของเธอ 



             แต่ยังไม่ทันที่คำพูดแรกจะหลุดออกมา คีอาร์ก็ออกแรงบีบมือของรุ่นพี่สาวไว้แน่น แววตาสีเฮเซลปนเขียวหลังเลนส์แว่นฉายแวววาวโรจน์และเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าหากเอมีเลียกล้าหลุดคำล้อเลียนออกมาแม้แต่คำเดียว เธออาจจะได้เจอกับพายุหิมะส่วนตัวที่รุนแรงกว่าคุกแห่งนี้เสียอีก



             ทำเอาเอมีเลียหุบปากฉับทันทีพร้อมกับลอบกลืนน้ำลายดังเอือกลงคอ ความเงียบปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง ท่ามกลางพายุหิมะที่ยังคงโหมกระหน่ำ มือที่กุมกันไว้นั้นกลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยวในคุกน้ำแข็งแห่งนี้ คีอาร์ยังคงไม่ยอมปล่อยมือที่เธอกุมไว้ พลังงานความเย็นในตัวเธอเริ่มแผ่ออกมาเพื่อปรับสมดุลให้อุณหภูมิรอบตัวเอมีเลียพอจะทนทานได้ 



             ตรรกะในหัวของเธออาจจะบอกว่านี่คือการรักษาทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่สุดเอาไว้…  แต่ลึก ๆ ในใจของเธอนั้นเริ่มมีรอยร้าวบางอย่าง ที่คีอาร์รู้ดีว่าเธอแค่ไม่อยากสูญเสียความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เธอกล้าสัมผัสในครั้งแรกของชีวิตไป


สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เขินว่ะ...
Quest Summary
สรุป
ตอนที่คีอาร์กำลังโดนครอบงำ เอมีเลียมาช่วยทัน และร่วมกันต่อสู้ระหว่างสู้คีอาร์รับรู้ถึงความจริงใจของเอมีเลีย แต่เมื่อสู้เสร็จกลับโดนขังไว้ในคุกน้ำแข็ง เอมีเลียเป็นห่วงคีอาร์มากจนคีอาร์แปลกใจ ระหว่างกำลังหาทางออกเอมีเลียหนาวมากเพราะมันคือคุกน้ำแข็ง คีอาร์เลยเลือกที่จะสัมผัสมือจับมือเอมีเลียเป็นครั้งแรกเพื่อให้ไออุ่น
[ขอเปิดดันเจี้ยนพบ ไอซ์ โกเล็ม - ดันเจี้ยน คุกเหมันต์นิรันดร์]
Loot & Rewards
กำจัด ??? (มีค่า LUK ??+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
ได้รับ xx จำนวน x ชิ้น 0 x 0 = 0 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ xx
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 54712 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-24 17:55
โพสต์ 54,712 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-24 17:55
โพสต์ 54,712 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-24 17:55
โพสต์ 54,712 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-24 17:55
โพสต์ 54,712 ไบต์และได้รับ +9 EXP +10 ความศรัทธา จาก หลอมรวมเหมันต์  โพสต์ 2026-1-24 17:55
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้