12
ตั้งกระทู้ใหม่ กลับไป

[บันทึกการเดินทาง] Winter’s Prison, Lightning’s Key

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-25 09:46:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 9 : อย่าพูด

วันที่ 10 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงค่ำ เป็นต้นไป ควิเบก แคนาดา สถาบันดูแลสุขภาพจิตแอสเพลย์ ควิเบก แคนาดา

              ความเงียบงันในมิติของคุกเหมันต์นิรันดร์นั้นหนาวเหน็บเสียจนเสียงลมหายใจของคนสองคนดูเป็นสิ่งแปลกปลอม มือของคีอาร์ที่ยังคงบีบมือ (ไม่ใช่ในเชิงความรัก) ของเอมีเลียไว้แน่นเป็นเสมือนหลักยึดเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางพายุหิมะที่บดบังทัศนวิสัย เอมีเลียลอบมองเสี้ยวหน้าของรุ่นน้องที่ดูนิ่งสงบผิดปกติผ่านเลนส์แว่นที่มีฝ้าเกาะบาง ๆ ความขี้เล่นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณนักบินที่รับรู้ได้ถึงภัยคุกคามมหาศาลที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากใต้ผืนน้ำแข็ง



              ครืน…



              พื้นน้ำแข็งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนที่ผลึกน้ำแข็งขนาดยักษ์สี่แห่งจะพุ่งพรวดขึ้นมาและก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์มหึมาสูงเกือบสามเมตร ร่างกายของพวกมันประกอบขึ้นจากแท่งน้ำแข็งสีฟ้าครามที่สลักอักขระอักษรรูนโบราณเรืองแสงสว่างวาบ ดวงตาสีฟ้าเย็นเยือกจ้องมองมายังผู้บุกรุกอย่างไร้ความรู้สึก พวกมันคือไอซ์โกเลม อารักษ์โบราณจากดินแดนนิฟล์เฮมที่ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม



              “ผู้บุกรุก... อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป... ต้อง... แช่แข็ง...” เสียงที่แหบพร่าดุจเสียงน้ำแข็งลั่นดังประสานกันจากร่างยักษ์ทั้งสี่



              ทันทีที่เห็นเอมีเลียก็กระชับหอกอัสนีในมือแน่น ประกายไฟฟ้าสีทองเริ่มเต้นระยิบระยับรอบตัวเธอเพื่อต่อต้านไอเย็นที่โกเลมแผ่ออกมา “สงสัยพวกเราจะตัวอุ่นเกินไปสำหรับที่นี่นะคุณหนู เตรียมตัวนะ”



              สิ้นคำนั้นของรุ่นพี่สาวคีอาร์ก็ปล่อยมือออกจากเอมีเลียอย่างรวดเร็ว แววตาสีเฮเซลปนเขียวของเธอฉายแววการคำนวณที่เย็นชาและไร้อารมณ์ที่เคยชิน ‘โกเลมสี่ตัว... โครงสร้างจากน้ำแข็งสลักอักขระ พลังงานหล่อเลี้ยงอยู่ที่จุดเชื่อมต่อของอักขระรูน... การโจมตีทางกายภาพปกติจะได้ผลต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ต้องใช้ความร้อนสูงเพื่อสร้างรอยร้าวที่โครงสร้างชั้นนอกก่อน’



              “รุ่นพี่คะ เล็งไปที่อักขระรูนกลางหน้าอกของพวกมันค่ะ” คีอาร์ตะโกนบอกเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด อย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย “ฉันจะใช้สายลมบีบอัดไอเย็นให้พวกมันเคลื่อนไหวช้าลง รุ่นพี่ใช้สายฟ้าฟาดลงไปที่รอยต่อเพื่อให้เกิดการขยายตัวทางความร้อนอย่างเฉียบพลันแทนนะคะ” และเมื่อพูดจบ การต่อสู้ก็เปิดฉากด้วยโกเลมตัวแรกที่เหวี่ยงหมัดน้ำแข็งขนาดยักษ์เข้าใส่ทั้งสองคน ส่วนเอมีเลียก็พุ่งทะยานหลบด้วยความเร็วของนักบินก่อนจะตวัดหอกฟาดสายฟ้าก้อนมหึมาเข้าใส่ไหล่ของมัน เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับไอน้ำที่พุ่งโขมง คีอาร์ไม่รอช้า เธอวาดมือเรียกคมมีดวายุที่อัดแน่นด้วยมวลอากาศเย็นจัดพุ่งเข้ากรีดซ้ำลงบนรอยร้าวที่เอมีเลียสร้างไว้



              โกเลมอีกสองตัวพยายามเข้าล้อมกรอบ คีอาร์ต้องใช้สมาธิอย่างหนักในการรักษาระยะห่าง ความซุ่มซ่ามที่เธอแสร้งทำหายไปเหลือเพียงการเคลื่อนไหวที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี เธอถูกแรงระเบิดจากเกล็ดน้ำแข็งซัดจนมีรอยถากเล็กน้อยที่แก้มและต้นแขน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเร็วของเธอลดลง ผิวขาวซีดดุจพอร์ซเลนของเธอเริ่มมีรอยขีดข่วนบาง ๆ ที่ดูเหมือนรอยร้าวบนแก้วราคาแพง



              “คุณหนู!?” เอมีเลียสะดุ้งเล็กน้อยจนเผลอตะโกนออกมา แต่เมื่อเห็นว่าคีอาร์ไม่เป็นอะไรก็ก้มลงพลางรวบรวมพลังอัสนีบาตทั้งหมดไปที่ปลายหอกแล้วพุ่งเข้าปักกลางอักขระรูนของโกเลมตัวที่สาม ความร้อนจากสายฟ้าทำให้โครงสร้างภายในของมันหลอมละลายอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงลั่นร้าว คีอาร์ใช้โอกาสนั้นเรียกพายุหมุนขนาดเล็กเข้าบดขยี้ร่างน้ำแข็งที่กำลังอ่อนแอจนมันแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ทิ้งไว้เพียงหัวใจน้ำแข็งนิรันดร์ที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่บนพื้นกระจกจากน้ำแข็ง



              การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดท่ามกลางไอหมอกที่เกิดจากสายฟ้าปะทะน้ำแข็ง คีอาร์คอยสนับสนุนเอมีเลียอยู่เป็นระยะ เธอไม่ได้บาดเจ็บหนักเพราะมีเอมีเลียคอยกำบังจุดตายให้เสมอ ความห่วงใยของรุ่นพี่สาวที่แสดงออกผ่านการพุ่งเข้าขวางทุกครั้งที่โกเลมจะเข้าถึงตัวคีอาร์นั้น เริ่มทำให้ตรรกะที่เห็นแก่ตัวของเด็กสาวสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้แต่ถามตัวเองว่า 'ทำไมกัน?'



              เพราะสำหรับเธอความรักของมนุษย์มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เข้าใจ



              ในที่สุด โกเลมตัวสุดท้ายก็ถูกทำลายลงด้วยการประสานงานที่ไร้ที่ติ คีอาร์หอบหายใจเบา ๆ พลางจัดแว่นสายตาให้ตรง รอยถากตามร่างกายไม่ได้สร้างความลำบากให้เธอมากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าของน้ำแข็งสลักอักขระแต่มันไม่มีออกมา โกเลมเหล่านี้ไม่มีน้ำแข็งสลักอักขระหรอ? เธอรีบเก็บสินสงครามเหล่านั้นลงในกระเป๋าแตงโมอย่างเงียบเชียบ แต่เมื่อคีอาร์กำลังเก็บเสียงด้านข้างก็ดังขึ้น 



              “เก่งมากคุณหนู... รอยแผลพวกนั้น พี่ขอโทษนะที่กันไม่หมด” เอมีเลียเดินเข้ามาใกล้พลางสำรวจรอยถากบนใบหน้าของคีอาร์ด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอก้มลงแล้วจ้องมองคีอาร์เล้กน้อยแม้ความสูงจะไม่ต่างกันมากก็ตาม



              ทำเอาคีอาร์หลบสายตาพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับรอยเลือดจาง ๆ ที่แก้มของตนเอง “ไม่เป็นไรค่ะรุ่นพี่... ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่เราได้มา และที่สำคัญ... เรายังอยู่รอดกันทั้งคู่ค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเย็นชาไว้ แต่ในใจกลับยอมรับความจริงใจของเอมีเลียไปมากกว่าหนึ่งส่วนสี่ของตัวเองไปแล้วในวินาทีนั้น



              “เห… งั้นหรอ” เอมีเลียที่ยังคงมีประกายไฟฟ้าจาง ๆ วนเวียนรอบตัวจ้องมองท่าทางคุณหนูจอมเนี้ยบที่พยายามจัดระเบียบตัวเองแม้จะเพิ่งผ่านศึกหนักมาหยก ๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าของนักบินสาวขณะที่เธอแกล้งขยับเข้าไปใกล้คีอาร์อีกนิดจนได้กลิ่นเมนทอลแตงโมจาง ๆ “แหม ทำเป็นปากแข็งนะเรา ไหนมาให้พี่ช่วยเช็ดหน่อยซิ แผลที่แก้มเนี่ยถ้าทิ้งไว้เดี๋ยวจะไม่ดีนะ” เอมีเลียเอ่ยพลางทำท่าจะยื่นมือเข้าไปหา



              พริบตานั้น คีอาร์หันขวับมามองรุ่นพี่สาวด้วยดวงตาที่แทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวปั๊ดด้วยความไม่พอใจภายใต้เลนส์แว่นทรงกลม เธอถอยหลังกรูดเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยตามสัญชาตญาณที่รังเกียจการสัมผัสทางกายภาพที่ไม่ได้ร้องขอ “ไม่ต้องค่ะ ฉันจัดการเองได้ รุ่นพี่ควรเอาเวลาไปสำรวจเส้นทางมากกว่ามาสนใจรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฉันนะคะ”



              เอมีเลียหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีจนไหล่สั่น เธอไม่ได้โกรธเคืองท่าทางฟัดเหวี่ยงเหมือนแมวที่ไม่ยนอมให้จับตัวเวลารำคาญนั้นเลยสักนิด “โอเค ๆ ไม่จับก็ได้จ้า แต่แหม่... เมื่อกี้ตอนที่สู้กับเจ้าโกเลมน้ำแข็งนั่น ใครกันน้าที่เดินมาจับมือพี่ไว้แน่นเชียว? แถมยังบีบซะพี่แทบจะเอามือออกไม่ได้เลยนะนั่น”



              คำพูดนั้นทำให้คีอาร์หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่งด้วยความอับอายที่ถูกจับได้ว่าเผลอตัวทำสิ่งที่ขัดกับภาพลักษณ์เย็นชาของเธอตอนนั้น เธอเคยบอกแล้วแท้ ๆ ว่าห้ามพูด คีอาร์หันหน้าหนีอีกครั้งแล้วรีบเดินนำไปยังประตูน้ำแข็งบานมหึมาที่อยู่สุดปลายห้องเพื่อเปลี่ยนเรื่องทันที “นั่นมันเพราะรุ่นพี่หนาวจนมือสั่นต่างหากค่ะ หากมันจำเป็นฉันก็สัมผัสได้ และตอนนี้เราควรสนใจเจ้าประตูบานนี้มากกว่า มันถูกล็อกด้วยกลไกผลึกน้ำแข็งที่ซับซ้อน ถ้าไม่รีบละลายมันออกไป เราอาจจะถูกแช่แข็งอยู่ในนี้ถาวรนะคะรุ่นพี่”



              เพราะคีอาร์เปลี่ยนเรื่องทำให้เอมีเลียเดินตามรุ่นน้องคนสวยที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงเรื่องการสัมผัสเหมือนแมวกระเง่ากระหงอด พลางผิวปากอย่างผู้ชนะ “จ้า ๆ หนาวก็หนาว ไหนขอดูซิ... กลไกน้ำแข็งงั้นเหรอ? งานถนัดของพวกลูกเฮเฟตัสเลยนะเนี้ย แต่เดี๋ยวพี่จัดให้เองคุณหนู”



              พอพูดจบเอมีเลียก็เริ่มเริ่มรวบรวมพลังอัสนีบาตจนเส้นผมสีบลอนด์ของเธอเริ่มตั้งชันและส่องแสงเรืองรอง คีอาร์กลับไม่ได้ถอยห่างออกมาเหมือนทุกที เธอเดินเข้าไปยืนซ้อนข้างหลังรุ่นพี่สาวช้า ๆ แล้วเผลอเอื้อมมือไปกุมมือข้างที่ว่างของเอมีเลียไว้เบา ๆ อีกครั้ง จนเอมีเลียชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจและกำลังจะอ้าปากแซวอีกรอบ แต่แล้วเธอก็ต้องเงียบกริบเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบที่มือจากคีอาร์ที่เป็นการเตือนแบบไร้เสียงว่า 



              ‘ถ้าพูดออกมาแม้แต่คำเดียว... รุ่นพี่โดนดีแน่’



              แต่แค่นั้นก็ทำเองเอมีเลียต้องลอบยิ้มและกระชับมือคีอาร์กลับเบา ๆ ก่อนจะวาดหอกอัสนีฟาดสายฟ้าก้อนโตใส่ประตูกลไกน้ำแข็งจนมันเริ่มหลอมละลายเป็นหยดน้ำท่ามกลางไอระเหยสีขาวโพลน ทำให้ทั้งสองก้าวเดินผ่านซุ้มประตูที่เปิดออกมุ่งหน้าออกจากคุกเหมันต์นิรันดร์ไปพร้อม ๆ กัน โดยที่คีอาร์ยังคงไม่ยอมปล่อยมือเอมีเลียจนกระทั่งแสงสว่างจากโลกภายนอกเริ่มสาดส่องเข้ามา…



              ‘จะยอมแค่ตอนนี้หรอกนะ’


สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เขินว่ะ...เหยิน
Quest Summary
สรุป
ในคุกน้ำแข็งคีอาร์และเอมีเลียร่วมกันต่อสู้กับไอซ์โกเล็มและเอาชระมาได้ และทั้งสองก็ละลายประตูกลไกน้ำแข็งเพื่อที่จะออกไปจากตรงนี้ มุ่งหน้าไปสมทบกับรูบี้เพื่อเข้าสู่ฉากสุดท้ายของภารกิจ
[ขอเปิดดันเจี้ยนบอสหลัก : Khione’s Aspect (ภาคแยกของเทพีแห่งหิมะ) Level 200]
Loot & Rewards
กำจัด ไอซ์โกเลม 4 ตัว (มีค่า LUK 110+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ ผลึกน้ำแข็ง จำนวน 2 ชิ้น 2 x 2 = 4 ชิ้น
ได้รับ หัวใจน้ำแข็งนิรันดร์ จำนวน 9 ชิ้น 9 x 2 = 18 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ ผลึกน้ำแข็ง 2 ชิ้น, หัวใจน้ำแข็งนิรันด์ 9 ชิ้น
+2 ตื่นรู้ จากการกำจัด ไอซ์โกเลม ครั้งแรก
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
God
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-25 11:29
โพสต์ 57,664 ไบต์และได้รับ +4 EXP +4 เกียรติยศ +4 ความศรัทธา จาก ปากกาหมึกซึม  โพสต์ 2026-1-25 09:46
โพสต์ 57,664 ไบต์และได้รับ +5 EXP +6 เกียรติยศ จาก ต่างหูเงิน  โพสต์ 2026-1-25 09:46
โพสต์ 57,664 ไบต์และได้รับ +5 EXP +10 ความกล้า จาก แว่นตา  โพสต์ 2026-1-25 09:46
โพสต์ 57664 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-25 09:46

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ตื่นรู้ +2 ย่อ เหตุผล
God + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-25 15:17:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทที่ 10 : รุ่นพี่...

วันที่ 10 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงเย็น เป็นต้นไป ควิเบก แคนาดา สถาบันดูแลสุขภาพจิตแอสเพลย์ ควิเบก แคนาดา

             แสงสว่างวาบจากประตูมิติค่อย ๆ จางลง ทิ้งให้ไอระเหยสีขาวปกคลุมไปทั่วโถงทางเดินหินสลับกระจกเงาบานยักษ์ที่ดูโอ่อ่าทว่าหนาวเหน็บจนถึงกระดูก คีอาร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อตระหนักได้ว่าเธอยังคงกุมมือของเอมีเลียไว้แน่นเสียจนปลายนิ้วแทบจะจมลงไปในถุงมือหนังของรุ่นพี่สาว เธอรีบสะบัดมือออกราวกับถูกของร้อน พลางหันขวับหนีเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อจนถึงใบหู แสร้งทำเป็นขยับกรอบแว่นทรงกลมและจัดระเบียบปกเสื้อผ้าไหมพรมที่ขาดวิ่นให้เข้าที่อย่างรีบร้อน ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับปะทะเข้ากับร่างของ รูบี้ ซู ที่ยืนพิงกำแพงหินสไตล์นีโอโกธิคอยู่ไม่ไกลนัก



             ในขณะที่รูบี้ปรายตาสีเทาอมน้ำตาลมองดูคนทั้งคู่ด้วยท่าทางหยิ่งทะนง สายตาคมกริบของบุตรีแห่งแอรีสเลื่อนลงมองมือที่เพิ่งแยกจากกันของทั้งสอง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจที่ปิดไม่มิด “นี่... ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า? พวกเธอคบกันแล้วหรอ?” รูบี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความกวนประสาทตามสไตล์ของเด็กบ้านแอรีส



             “ไม่ใช่ค่ะ มันเป็นความเข้าใจผิดของคุณเท่านั้นค่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน” คีอาร์โพล่งออกมาด้วยเสียงที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยจนเกือบจะหลุดมาดกุลสตรี เธอรีบยกมือขึ้นกอดอกและทำหน้านิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายที่ถูกจับได้ว่าเผลอตัวทำสิ่งที่ขัดกับภาพลักษณ์เย็นชา 



             ขณะที่เอมีเลียกลับหลุดขำออกมาอย่างชอบอกชอบใจ เธอขยับหมวกแก๊ปให้เข้าที่พลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้รูบี้อย่างมีเลศนัย “แหม รูบี้... บางเรื่องมันก็ต้องใช้เวลาแหละ โดยเฉพาะกับเด็กสาวที่ปากแข็งเหมือนน้ำแข็งพันปีแถวนี้” เอมีเลียจงใจยืดตัวขึ้นส่งรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่ดูเหมือนจะเตาะรุ่นน้องคนสวยต่อหน้าคนอื่น จนคีอาร์ต้องถลึงตาใส่รุ่นพี่สาวจนดวงตาแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวปั๊ดด้วยความฉุนเฉียวเหมือนแมวไซบีเรียน (ในสายตาของเอมีเลีย) ที่ถูกรบกวน



             เอมีเลียที่เห็นว่าแกล้งคนข้างตัวพอหอมปากหอมคอแล้วจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาพลางมองไปรอบ ๆ โถงทางเดินที่เต็มไปด้วยไอหมอกหนาทึบ “แล้วที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ รูบี้? ดูเหมือนเราจะยังไม่หลุดออกจากมิติแปลก ๆ นะเนี้ย”



             “อืม… ก็ใช่แหละ มาก็ดีแล้ว เพราะตอนนี้ทั้งอาคารมีแต่น้ำแข็งกับกระจกบ้าพวกนี้” รูบี้ตอบพลางกระชับกระบี่เทียนหวงในมือ เธอชี้ไปยังกระจกเงาบานยักษ์ที่ประดับอยู่ตามฝาผนังหินที่เย็นเฉียบ กระจกเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนภาพปัจจุบันของพวกเธอ แต่มันกำลังสะท้อนภาพลาง ๆ ของสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอดีตที่บิดเบี้ยว บรรยากาศภายในห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยไอเย็นที่ลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ทำให้การหายใจเริ่มลำบากและลดความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเธออย่างต่อเนื่อง



             ก่อนที่ทั้งสามจะก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต คีอาร์เดินอยู่ตรงกลางระหว่างรุ่นพี่ทั้งสอง เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด แต่ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนอย่างหนัก ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านกระจกเงาเหล่านั้น เธอจะเห็นภาพของแม่ เคานเตสเคียร์สเทนที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาตำหนิและมือที่คอยจะคว้าตัวเธอไว้ ภาพมายาเหล่านั้นเริ่มกัดกินจิตใจที่เคยเต็มไปด้วยตรรกะของเธอจนเริ่มพร่าเลือน เธอรู้สึกได้ถึงพลังที่แฝงอยู่ในตัวเริ่มกรีดร้องออกมาด้วยความสับสน



             ท่ามกลางหมอกหนา พวกเธอเริ่มเห็นร่างเงาตะคุ่มที่ไร้ใบหน้าในชุดพยาบาลและผู้ป่วยเดินกะโผลกกะเผลกอยู่ไกล ๆ ราวกับวิญญาณลมหนาวที่เฝ้าลาดตระเวน จนคีอาร์ต้องกำสายกระเป๋าแตงโมไว้แน่นจนมือสั่น แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบจนน่าตกใจแต่ภายในหัวของเธอกำลังต่อสู้กับเสียงกระซิบที่คอยเพรียกหาความสันโดษและการทอดทิ้งเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนให้ไปไกล ๆ จนเธอต้องสูดหายใจลึกเพื่อระงับความทรมานจากการถูกหลอนประสาทที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งลึกเข้าไป 



             ในขณะที่กระจกเหล่านั้นก็ยิ่งปริร้าวและส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับเตรียมจะระเบิดออกเป็นลิ่มน้ำแข็งได้ทุกเมื่อหากเธอเผลอใจไปกับอดีตเหล่านั้น ทั้งสามยังคงเดินมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางพายุหิมะภายในสถานที่ซึ่งจองจำตัวตนของเดมี่ก็อดเอาไว้อย่างมิดชิด



             จู่ ๆ หมอกที่บดบังทัศนวิสัยก็พลันหยุดนิ่งเบื้องหน้าอาคารหินที่ดูเคร่งขรึม ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางโถงทางเดินอันโอ่อ่า เธองดงามทว่าเยือกเย็นราวกับหิมะแรกของฤดูกาล ผิวพรรณขาวผ่องดุจพอร์ซเลนและเส้นผมสีเงินยวดยาวสลวยถูกประดับด้วยมงกุฎน้ำแข็งที่ส่องประกายเย็นตา เอมีเลียกระชับอาวุธในมือแน่นทันที ในขขณะที่รูบี้ขยับเท้าบังคีอาร์ไว้เบื้องหลัง ขณะที่เอมีเลียจ้องมองสตรีผู้นั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง



             “นั่นใครกันคะรุ่นพี่?” คีอาร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่พยายามรักษาความมั่นคงไว้ภายใต้ความกดดันของไอเย็นที่แผ่ออกมาจากสตรีเบื้องหน้า



             “คิโอเน่... เทพีแห่งหิมะ” เอมีเลียตอบเสียงเครียดพลางก้าวขึ้นมาขนาบข้าง “แต่ดูจากพลังงานแล้ว น่าจะเป็นเพียงร่างแยกของนางที่ถูกส่งมาที่นี่”



             สตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นขยับยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาสีฟ้าครามลึกลับ เธอเมินเฉยต่อบุตรีแห่งซุสและแอรีสราวกับพวกเธอเป็นเพียงฝุ่นผงที่ปลิวมากับลม สายตาที่หยิ่งทะนงนั้นกลับจดจ้องไปที่คีอาร์เพียงผู้เดียวด้วยความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบที่น่าขนลุก 



             “นานเหลือเกิน... กว่าจะมีผู้สืบสายเลือดแห่งบอเรอัสที่มีความเข้มข้นของเหมันต์สูงส่งและงดงามเช่นนี้ปรากฏขึ้นมา” คิโอเน่เอ่ยพลางย่างสามขุมเข้ามาอย่างช้า ๆ “แม่พิมพ์ที่มารดาเจ้าพยายามสลักไว้นั้นช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เจ้าไม่ควรแปดเปื้อนด้วยความอบอุ่นที่ไร้ค่าพวกนี้ คีอาร์ โซล็อตล์”



             เพราะคำนั้นทำให้คีอาร์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินชื่อของมารดาหลุดออกมาจากปากของเทพี “ท่านหมายความว่าอย่างไร? ทำไมท่านถึงต้องมาบังคับให้ฉันเป็นในสิ่งที่แม่ต้องการด้วยคะ?”



             เทพีคิโอเน่หัวเราะเบา ๆ หลังฟังคำถามของเด็กสาว เสียงของเธอเหมือนน้ำแข็งที่สไลด์ผ่านกระจก “ครึ่งมนุษย์เจ้าเอ๋ย... เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าความหยิ่งทะนงและความเย็นชาที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเคียร์สเทนนั้นเป็นเพียงนิสัยส่วนตัว?” เธอหยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ไอเย็นจัดเริ่มแช่แข็งทุกสิ่งที่พระองค์ทรงก้าวผ่าน “สายเลือดของทวยเทพนั้นไหลเวียนอยู่ในร่างของมนุษย์นับล้านคนในฐานะเศษเสี้ยวของมรดกที่ถูกลืม บางคนอาจมีเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ จากร้อยส่วนที่แสดงออกมาเป็นเพียงความงามที่หยิ่งยโสหรือหัวใจที่แข็งกระด้าง... เคียร์สเทนยึดติดกับเกียรติยศและกฎเกณฑ์ที่ไร้ความปราณี ก็เพราะส่วนหนึ่งในสัญชาตญาณของนางคือการสะท้อนถึงเจตจำนงค์แห่งข้า”



             คีอาร์เบิกตากว้างภายใต้เลนส์แว่นสายตา ความจริงที่พระองค์กล่าวอ้างนั้นช่างน่าเหลือเชื่อทว่ามันกลับอธิบายทุกตรรกะที่บิดเบี้ยวของมารดาเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ มารดาที่หล่อหลอมเธอให้เพอร์เฟกต์ตลอดเวลาก็เพื่อให้เธอเป็นรูปปั้นที่ไม่มีชีวิต “ท่าน... คือเบื้องหลังเรื่องนี้งั้นหรือคะ?”



             “เบื้องหลังหรอ?... ไม่… ข้าคือผู้ที่จะมอบความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงให้เจ้าต่างหาก” คิโอเน่ยกมือขึ้น จนเกล็ดหิมะเริ่มหมุนวนรอบตัวนางและกลายเป็นพายุขนาดย่อม “เจ้าคือแม่พิมพ์ที่สลักไม่เสร็จ และข้าจะนำเจ้ากลับมาแช่แข็งให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งที่ไร้หัวใจตามมาตรฐานที่เจ้าควรจะเป็น ความโดดเดี่ยวคือความงาม และข้าจะชำระล้างความอ่อนแอที่คนพวกนี้พยายามยัดเยียดให้เจ้าออกไปเสียชั่วนิรันดร์” 



             สิ้นคำไอเย็นจัดแผ่ซ่านเข้าปกคลุมโถงทางเดินจนกระจกเงาเริ่มแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ลิ่มน้ำแข็งนับพันพุ่งเป้ามาที่คีอาร์ บรรยากาศเข้มข้นขึ้นจนกดดันให้คีอาร์ทำหน้านิ่งสงบแม้ภายในใจจะปั่นป่วนจนถึงขีดสุด ทั้งสามยืนประจันหน้ากับร่างแยกของเทพีแห่งหิมะที่พร้อมจะจองจำวิญญาณของเดมี่ก็อดเหล่านี้ไว้ภายใต้แม่พิมพ์แห่งความหนาวเย็นนี้ตลอดกาล



             ไม่นานไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างแยกของเทพีคิโอเน่ก็รุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นลิ่มน้ำแข็งนับพันที่ลอยนิ่งเล็งเป้ามาที่คีอาร์ 



             “จงมายืนเคียงข้างข้า พาเด็กคนนั้นมาให้ข้าให้ได้” สิ้นคำประกาศของเทพีผู้หยิ่งทะนง พื้นหินสีเข้มของอาคารนีโอโกธิคก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นก่อนที่ผลึกน้ำแข็งขนาดยักษ์สี่กลุ่มจะพุ่งพรวดขึ้นมาบดบังทัศนวิสัย พวกมันก่อตัวขึ้นเป็นไอซ์โกเลมขนาดมหึมาที่มีอักขระรูนโบราณเรืองแสงสว่างวาบตามร่างกาย การต่อสู้เพื่อทำลายพันธนาการชีวิตของคีอาร์เริ่มต้นขึ้นแล้ว



             แน่นอนว่าคนเปิดจะไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก รูบี้ ซู บุตรีแอรีสแห่งกระท่อมหมายเลข 5 ไม่รอช้าที่จะสำแดงเดชของตนเอง เธอพุ่งตัวเข้าใส่โกเลมตัวแรกด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ กระบี่เทียนหวงในมือวาดเป็นวงโค้งสว่างไสวดุจเพลิงกัลป์ปะทะกับกำปั้นน้ำแข็งขนาดยักษ์จนเกิดเสียงดังกึกก้อง 



             ขณะที่เอมีเลียทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยการควบคุมสายลม หอกอัสนีในมือฟาดสายฟ้าสีทองเข้าใส่จุดเชื่อมต่ออักขระรูนของพวกมันอย่างแม่นยำ และคีอาร์แม้จะเผชิญหน้ากับภาพหลอนและความกดดันมหาศาล แต่ตรรกะอันเยือกเย็นในหัวยังคงทำงานอย่างแม่นยำ เธอวาดมือเรียกพายุหมุนขนาดเล็กเข้าบดเคี้ยวขามวลน้ำแข็งของพวกโกเลมเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว 



             การปะทะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและตึงเครียด ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการเผาผลาญพลังงานอย่างมหาศาลท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบ ตลอดช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะยาวนานหลายนาที คีอาร์สังเกตเห็นท่วงท่าของรุ่นพี่ทั้งสองที่พยายามกันเธอออกจากวิถีการจู่โจมอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งโกเลมตัวสุดท้ายแตกสลายกลายเป็นเศษผลึกน้ำแข็งร่วงหล่นสู่พื้น



             ทันทีที่อุปสรรคด่านแรกถูกทำลาย ทั้งสามก็พุ่งเป้าไปที่ร่างแยกของคิโอเน่ทันที การประสานงานในครั้งนี้รวดเร็วและเฉียบคมผิดปกติราวกับพวกเธออ่านใจกันได้ เอมีเลียเร่งเร้าพลังอัสนีบาตสูงสุดจนเส้นผมสีบลอนด์สว่างส่องประกายเจิดจ้า เธอพุ่งเข้าหาเทพีด้วยความเร็วที่คีอาร์มองตามแทบไม่ทันเพื่อสร้างช่องโหว่ ทว่าคิโอเน่เพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ พายุหิมะสีครามเข้มก็ก่อตัวขึ้นรุนแรง กระแสลมเย็นจัดหมุนวนดุจหลุมดำพยายามฉุดกระชากร่างของคีอาร์ให้หลุดลอยเข้าไปในใจกลางความมืดเพื่อแช่แข็งวิญญาณของเธอให้หยุดนิ่งชั่วนิรันดร์



             “คีอาร์!” เอมีเลียตะโกนลั่นเมื่อเห็นภาพนั้น เธอทิ้งโอกาสในการโจมตีเทพีในพลังของตนเองแล้วพุ่งตัวเข้าคว้าแขนของคีอาร์ไว้แน่นก่อนที่รุ่นน้องจะถูกพายุพัดหายไป



             แรงดึงมหาศาลของพายุที่เทพีรังสรรค์ขึ้นพยายามจะแยกพวกเธอออกจากกัน หิมะที่บาดคมดุจใบมีดกรีดผ่านร่างของเอมีเลียจนเสื้อแจ็กเก็ตหนังเริ่มมีรอยขาดทว่าเธอกลับไม่มีท่าทีจะปล่อยมือแม้แต่น้อย “เกาะพี่ไว้ให้ดีคุณหนู! อย่าเพิ่งยอมแพ้ให้ยัยร่างแยกนี่แช่แข็งสิ!” เอมีเลียตะโกนแข่งกับเสียงพายุที่หวีดหวิว ดวงตามุ่งมั่นของนักบินสาวจ้องมองตรงมาที่คีอาร์ด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยาย 



             มันเป็นความจริงใจที่ปราศจากตรรกะผลประโยชน์ใด ๆ อย่างที่คีอาร์เคยใช้ตัดสินโลกมาตลอด และรูบี้เองก็พุ่งเข้ามาขวางเบื้องหน้าทั้งคู่ เธอใช้โล่อัสพิสยันรับกระแสลิ่มน้ำแข็งที่เทพีซัดสาดเข้ามาอย่างไม่ลดละเพื่อถ่วงเวลาให้เอมีเลียช่วยคีอาร์สำเร็จ “จะซึ้งกันอีกนานไหม! รีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่ฉันจะโดนแช่แข็งไปพร้อมกับพวกเธอสิ!” รูบี้สบถรอดไรฟันพลางปักหลักสู้เพื่อถ่วงเวลาให้คนทั้งสอง



             ภาพนั้นปรากฎภายใต้แว่นสายตาทรงกลมที่เริ่มมีฝ้าเกาะ คีอาร์จ้องมองมือของเอมีเลียที่กุมแขนเธอไว้จนสั่นเทาด้วยความหนาวและแรงปะทะ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือของรุ่นพี่สาวเริ่มทำให้น้ำแข็งในใจที่ผู้ให้กำเนิดสลักไว้ค่อย ๆ ละลายลงเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอถามตัวเองว่าทำไมคนเราถึงต้องพยายามเพื่อคนอื่นขนาดนี้? 



             ‘ทำไม... ทำไมคนเราถึงต้องพยายามเพื่อคนอื่นขนาดนี้? การปกป้องฉันมันไม่ได้เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของรุ่นพี่เลยสักนิด...’ คีอาร์ตั้งคำถามในใจตามตรรกะที่เธอคุ้นเคย ทว่าวินาทีนั้น ตรรกะเหล่านั้นกลับดูไร้ค่าและไร้ประสิทธิภาพขึ้นมาทันที เมื่อเทียบกับแววตาของเอมีเลียที่บอกว่า จะไม่มีวันปล่อยมือไปจากเธอ และในวินาทีนั้น ตรรกะเหล่านั้นกลับไม่สำคัญอีกต่อไป 



             คีอาร์ตัดสินใจขยับมือข้างที่ว่างของเธอขึ้นไปกำแขนของเอมีเลียไว้แน่นเช่นกัน มันเป็นการตอบรับการช่วยเหลือที่ไร้ตรรกะและมีเพียงความเชื่อใจเป็นครั้งแรกในชีวิตของบุตรีแห่งบอเรอัสผู้เย็นชา



             “รุ่นพี่…”



             ทันทีที่สัมผัสแห่งการยอมรับเกิดขึ้น พลังเหมันต์ในตัวคีอาร์ที่เคยกระจัดกระจายก็พลันรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกับสายฟ้าของเอมีเลีย แสงสว่างสีขาวนวลเจิดจ้าแผ่ออกมาจากจุดที่พวกเธอสัมผัสกัน แรงสั่นสะเทือนของความอบอุ่นที่ปะทะความเย็นจัดก่อให้เกิดคลื่นกระแทกมหาศาลที่ฉีกกระชากพายุมายาของคิโอเน่ออกเป็นชิ้น ๆ ร่างแยกของเทพีที่หยิ่งทะนงเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนที่ร่างนั้นจะเริ่มร้าวและสลายกลายเป็นเพียงละอองหิมะสีขาวโพลนที่ระเหยหายไปในอากาศ



             ความเงียบสงบกลับคืนสู่โถงทางเดินหินอีกครั้ง คีอาร์ยังคงกุมแขนของเอมีเลียไว้ขณะที่ทั้งสามยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางซากกระจกที่แตกกระจาย แสงสว่างจากโลกภายนอกที่ส่องลอดเข้ามาเริ่มดูอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่เธอเคยสัมผัส เอมีเลียค่อย ๆ คลายมือออกแต่ยังคงวางไว้บนไหล่ของคีอาร์เบา ๆ พลางยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ



             “เห็นไหมคุณหนู… อยู่ด้วยกันมันมันดีกว่าบินเดี่ยวตั้งเยอะเลย” เอมีเลียขยิบตาให้พลางแกล้งบีบไหล่รุ่นน้องเบา ๆ



             ในขณะที่คีอาร์รีบปั้นหน้านิ่งสงบและขยับแว่นให้เข้าที่ แม้หน้ากากสาวน้อยใสซื่อจะยังคงอยู่ แต่รอยร้าวที่เกิดขึ้นในใจจากการจับมือครั้งนี้คือหลักฐานว่าเธอจะไม่เป็นเพียงรูปปั้นน้ำแข็งที่ไร้หัวใจในแม่พิมพ์เดิมของใครอีกต่อไป



             สิ้นเรื่องทุกอย่างก็กำลังจะจบลง... หลังจากนั้นก็มีเสียงเพล้งของกระจกนับพันบานที่แตกกระจายสะท้อนก้องไปทั่วโถงวิญญาณ ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้นำพาความหวาดกลัวมาให้ แต่กลับเป็นการพังทลายของพันธนาการน้ำแข็งที่คุมขังความจริงเอาไว้ วังน้ำแข็งอันวิจิตรและเงาของมารดาผู้เคร่งครัดค่อย ๆ จางหายไปดุจละอองหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา 



             ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวและซ้อนทับกลับกลายเป็นห้องตรวจสุขภาพจิตธรรมดาของสถาบันแอสเพลย์ที่มีเพียงโต๊ะไม้และเก้าอี้หนังที่รกร้าง คีอาร์ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนโดยมีมือของเอมีเลียคอยประคองไว้ไม่ห่าง เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องที่กลับคืนสู่ความสามัญ ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนั้นผ่านโถงทางเดินที่เคยเต็มไปด้วยวิญญาณไร้หน้า ซึ่งบัดนี้เป็นเพียงทางเดินคอนกรีตเงียบเชียบที่มีพนักงานเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนตามปกติราวกับไม่เคยมีพายุใหญ่เกิดขึ้นมาก่อน



             เมื่อทั้งสามก้าวพ้นประตูหมุนของอาคารออกสู่ลานกว้างด้านหน้า แสงจันทร์ของควิเบกที่สาดส่องผ่านหมู่เมฆหนาทึบก็ปะทะเข้ากับใบหน้าของคีอาร์ เธอหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นที่แสนธรรมดานั้นพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ ภายใต้เลนส์แว่นสายตาทรงกลม คีอาร์ก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่ยังคงมีไอเย็นจาง ๆ หมุนวนอยู่ เธอพบความจริงที่น่าอัศจรรย์ว่าน้ำแข็งในตัวเธอไม่ได้สูญเสียพลังไปเพราะความอบอุ่นของเอมีเลีย แต่มันกลับแปรสภาพไปอย่างสิ้นเชิง พลังเหมันต์ที่เคยแข็งกระด้างและเปราะบางดุจแม่พิมพ์เก่า บัดนี้กลับยืดหยุ่นและลื่นไหลได้ดั่งสายน้ำที่พร้อมจะปรับตัวเข้ากับทุกสภาวะ



             "....." 



             คีอาร์ลอบเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆสีเทาบนท้องฟ้าที่เริ่มเคลื่อนตัวตามแรงลมเหนือที่พัดกรรโชกมาอย่างแผ่วเบา ในวินาทีนั้น คีอาร์เห็นกลุ่มเมฆก่อตัวเป็นรูปร่างใบหน้าอันเคร่งขรึมของเทพบอเรอัส ผู้เป็นคนที่เธอไม่เคยเรียกว่าบิดา และเธอก็ไม่เคยสัมผัสถึงความรักในตัวเขา ภาพนั้นคือเทพบอเรอัสเพียงแค่พยักหน้าให้เธอหนึ่งครั้งอย่างสงบเงียบท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านเส้นผมสีทองแดงของเธอ เป็นการยอมรับในตัวธิดาที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ลูกหลานของลมเหนือ คีอาร์ขยับรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยากที่สุดบนใบหน้าเรียบทรงพอร์ซเลนของเธอ เธอรู้สึกได้ว่าเธอเป็นลูกที่แตกต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ แต่ในความแตกต่างนั้นเธอกลับมีความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นที่เหมือนกับเขาอย่างประหลาดในแบบฉบับที่พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง



             “มองอะไรอยู่เหรอคุณหนู? หรือว่ากำลังมองหาทางหนีพี่ไปอีก?” เสียงยั่วเย้าของเอมีเลียดึงเธอให้กลับสู่ปัจจุบัน นักบินสาวเดินเข้ามาโอบไหล่เธอไว้หลวม ๆ ด้วยความหวงใยพลางส่งยิ้มกว้างที่ทำให้หัวใจของคีอาร์รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ คีอาร์ไม่ได้สะบัดมือนั้นออกเหมือนทุกครั้ง เธอเพียงแค่ขยับแว่นให้เข้าที่แล้วหยิบลูกอมเพลย์มอร์แตงโมขึ้นมาเข้าปากพลางส่งเสียง 'หึ' ในลำคอแบบแมวไซบีเรียนจอมซึน



             การเดินทางกลับสู่ค่ายฮาล์ฟบลัดครั้งนี้เต็มไปด้วยความเข้าใจใหม่ที่สลักลึกลงในใจของคีอาร์ ว่าความอบอุ่นที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีมและรุ่นพี่จอมตื๊ออย่างเอมีเลียไม่ได้ทำให้ความเย็นชาอันเป็นแก่นแท้ของเธอหายไป แต่มันกลับช่วยละลายน้ำแข็งที่คอยขังเธอไว้ในอดีตและทำให้เธอเป็นอิสระที่จะเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง ‘จะยอมให้จับมือไปจนถึงค่ายเลยก็ได้... แค่ครั้งเดียว(?)เท่านั้นนะ’ คีอาร์คิดในใจขณะที่เธอเดินเคียงข้างเอมีเลียและรูบี้ออกไปสู่เส้นทางใหม่ท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างอ่อนโยนดุจคำอวยพรจากฟากฟ้า


สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
เหยินนน เห่ออออ เขินว่ะ
Quest Summary
สรุป
เมื่อเดินมาเรื่อย ๆ ทั้งสามก็พบกับร่างแยกของเทพีคิโอเน่ เลยช่วยกันจัดการไปและคีอาร์ก็ตกผลึกพลังไม่หาย และ จบบบ เหยินรนรกหเกดหฟงเ
[จบบันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key]
Loot & Rewards
กำจัด ไอซ์โกเลม (มีค่า LUK 110+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2) [จิ้ม]
ได้รับ ผลึกน้ำแข็ง จำนวน 7 ชิ้น 7 x 2 = 14 ชิ้น
ได้รับ หัวใจน้ำแข็งนิรันดร์ จำนวน 7 ชิ้น 7 x 2 = 14 ชิ้น
สรุปสิ่งที่ได้รับ ผลึกน้ำแข็ง 7 ชิ้น, หัวใจน้ำแข็งนิรันด์ 7 ชิ้น

รางวัลจบบันทึก
• +100 พลังใจ / +60 ดรักม่า / +1 Level up (Lv Max +2 Point หรือสัตว์เลี้ยง +2 Level)
• +30 ป้ายเกียรติยศ (HB) / +300 ค่าความกล้าหาญ / +200 ค่าความศรัทธา
• ♥ +2 หัวใจ กับธิดาแห่งเอมีเลีย

ได้รับ เข็มทิศวายุไร้ทิศ (คุณภาพม่วง Lv.50) 1 ชิ้น
เข็มทิศโบราณที่ตัวเรือนทำจากไม้สนไซบีเรียที่ไม่มีวันผุพัง เข็มของมันไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือตามธรรมชาติ แต่จะชี้ไปทาง "กระแสลมที่อิสระที่สุด" ในบริเวณนั้นเสมอ ไอเท็มชิ้นนี้มอบโบนัสให้สกิล สัมผัสแห่งสายลม ทำให้คีอาร์สามารถหาทางออกหรือทางหนีทีไล่ได้ในทุกสถานการณ์ แม้จะอยู่ในมิติที่บิดเบี้ยวหรือถูกปิดตายด้วยหมอกมายา นอกจากนี้เข็มทิศยังสามารถเก็บกักกระแสลมร้อนเอาไว้ได้ชั่วคราว เพื่อใช้กระจายความร้อนในพื้นที่ที่หนาวเย็นจัดเกินไป ช่วยให้เพื่อนร่วมทีมที่ไม่ใช่สายเลือดฤดูหนาวสามารถรอดชีวิตในสภาพอากาศสุดขั้วได้
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-06] เอมีเลีย (แมรี่) แอร์ฮาร์ต เพิ่มขึ้น 200 โพสต์ 2026-1-25 16:00
God
คุณได้รับ +300 ความกล้า +200 ความศรัทธา โพสต์ 2026-1-25 16:00
God
อย่าลืมเขียนบันทึกเพิ่มเติมไอเท็มอีกสองชิ้นได้ รูบี้และรุ่นพี่ด้วยนะ  โพสต์ 2026-1-25 15:55
โพสต์ 92627 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-25 15:17
โพสต์ 92,627 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-25 15:17

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1พลังน้ำใจ +100 เหรียญดรักม่า +60 ย่อ เหตุผล
God + 100 + 60

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
โพสต์ 2026-1-26 11:40:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key

บทจบท้าย : ของขวัญ...

วันที่ 12 เดือน มกราคม ปี 2026 • ช่วงเย็น เป็นต้นไป ควิเบก แคนาดา เมืองควิเบก แคนาดา

               ในช่วงเวลาค่ำคืนเสียงลมหวีดหวิวภายนอกหน้าต่างโรงแรมหรูในควิเบกซิตีทำหน้าที่ดุจดนตรีคลอเบา ๆ ที่ช่วยให้คีอาร์รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก เธอนั่งอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์เพียงลำพังในห้องพักที่ถูกจัดระเบียบจนไร้ที่ติ นิ้วเรียวขาวซีดขยับจัดเรียงเสื้อผ้าในตู้ตามโทนสีและเนื้อผ้าอย่างประณีต ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกฎเกณฑ์ที่เธอวางไว้ ในหัวยังคงประมวลผลมูลค่าของความเสียหายจากศึกหอคอยกระจกอย่างถถี่ถ้วน ก่อนจะสรุปด้วยตรรกะว่ามันเป็นการลงทุนที่ยอมรับได้เมื่อแลกกับความปลอดภัยและความมั่นคงที่ได้รับกลับมา



               ตุบ!



               อยู่ ๆ ก็มีกล่องพัสดุไม้โอ๊คสภาพเก่าคร่ำครึตกลงมาบนพื้นพรมข้างเตียงโดยไม่มีการบอกกล่าว หากเป็นเดมี่ก็อดคนอื่นคงคว้าอาวุธขึ้นมาด้วยความตกใจ แต่คีอาร์เพียงแค่หยุดมือที่กำลังพับแขนเสื้อ ขยับแว่นสายตาทรงกลมให้เข้าที่ แล้วกวาดสายตามองสำรวจวัตถุแปลกปลอมนั้นด้วยความนิ่งเฉย ตราประทับรูปปีกเล็ก ๆ บนฝากล่องบอกชัดว่าเป็นบริการส่งด่วนของเฮอร์มีส และไอเย็นที่แผ่ออกมาหนาแน่นจนเกิดฝ้าบาง ๆ บนเนื้อไม้นั้นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเทพบอเรอัสผู้เป็นบิดาที่เธอไม่เคยเรียกเขาว่าพ่อเลยสักครั้ง



               ภายในกล่องไม้ใบนั้นมีวัตถุสามชิ้นที่ส่งประกายวาววับขัดกับสภาพภายนอกที่ซอมซ่อ คีอาร์หยิบเข็มทิศวายุไร้ทิศขึ้นมาพิจารณาเป็นชิ้นแรก เข็มของมันหมุนวนอย่างอิสระก่อนจะชี้ไปยังทิศที่มีกระแสลมไหลเวียนดีที่สุด ‘ไอเท็มที่ลดความเสี่ยงจากการหลงทางในมิติที่บิดเบี้ยว... เป็นการลงทุนในความปลอดภัยที่คุ้มค่าที่สุด’ เธอคิดในใจก่อนจะเก็บมันลงในกระเป๋าแตงโมอย่างไม่ลังเล 



               ส่วนของอีกสองชิ้นที่เหลือนั้น แม้มันจะมีมูลค่ามหาศาลในเชิงวัตถุ แต่สำหรับเธอที่รักความสันโดษและไม่ชอบการปะทะด้วยพละกำลัง การแบ่งปันมันให้อีกสองคนเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตโดยรวมและลดภาระที่เธอต้องแบกรับจึงเป็นตรรกะที่สมเหตุสมผลที่สุด



               ไม่นานเด็กสาวก็คว้ากล่องนั้นเดินออกจากห้อง คีอาร์เดินถือกล่องพัสดุไม้ไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักของรุ่นพี่ทั้งสอง เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะเคาะประตู 



               ก๊อก ก๊อก ก๊อก



               เมื่อประตูเปิดออก เอมีเลียที่อยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ก็ยิ้มกว้างจนตาหยีทันทีเมื่อเห็นแมวไซบีเรียนจอมซึน (ในสายตาของเอมีเลีย) มายืนอยู่ตรงหน้า “มีของจากเทพบอเรอัสส่งมาค่ะ น่าจะเป็นของขวัญ... หรืออาจจะเป็นค่าชดเชยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในมิติน้ำแข็งนั่น” คีอาร์เอ่ยเสียงนุ่มพลางก้าวเข้าไปในห้องที่มีรูบี้นั่งลับกระบี่อยู่มุมห้องด้วยท่าทางหยิ่งทะนงตามนิสัยของเธอ 



               คีอาร์วางกล่องลงบนโต๊ะกลางห้องแล้วผายมืออย่างสุภาพ “ในกล่องมีของเหลืออีกสองชิ้นค่ะ ฉันเลือกไปแล้ว... ที่เหลือพวกพี่เอาไปเถอะค่ะ ฉันว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับพวกพี่มากกว่าถ้าฉันเก็บไว้เฉย ๆ”



               เอมีเลียตาเป็นประกายทันทีที่เห็นเครื่องเงินสลักลายเกล็ดหิมะที่พริ้วไหว เธอหยิบมันขึ้นมาลองสวม พริบตาเดียวประจุไฟฟ้าสีทองก็แล่นผ่านเนื้อเงินสร้างประกายวิบวับ “ว้าว! มันระบายความร้อนจากสายฟ้าของพี่ได้ดีเยี่ยมเลย แถมน้ำแข็งที่สร้างผ่านนี่คงเหนียวเหมือนเหล็กกล้า พี่เอาอันนี้แหละ จะได้เอาไว้ปกป้องคุณหนูให้ดีกว่าเดิมไงคะ” เอมีเลียขยิบตาให้คีอาร์อย่างจงใจเต๊าะตามนิสัยขี้เล่นของเธอ ส่วนคีอาร์ที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่อยากกรอกตาเพราะเธอชินแล้วนั้นเอง 



               ส่วนรูบี้ก็เดินเข้ามายกขลุ่ยที่ดูเหมือนแกะสลักจากน้ำแข็งค้างขึ้นมาดูด้วยสายตาพึงพอใจ แม้เธอจะเป็นบุตรีแห่งแอรีสที่ชอบความรุนแรง แต่ความสามารถในการทำให้ศัตรูรู้สึกว่างเปล่าและหยุดชะงักคือกลยุทธ์การสงครามที่ประหยัดแรงที่สุด “ดี... บางครั้งการทำให้พวกมันนิ่งเป็นเป้านิ่งก็ช่วยให้งานของฉันง่ายขึ้น พี่รับชิ้นนี้เอง”



               คีอาร์พยักหน้าเล็กน้อย แม้ในใจจะแอบพอใจที่ทุกคนเลือกของได้ตรงตามแผนการกระจายความเสี่ยงที่เธอวางไว้ “ดีค่ะ ในเมื่อทุกคนโอเคกับของแล้ว ฉันขอตัวกลับไปพักผ่อนในห้องนะคะ”


               “เดี๋ยวสิคุณหนู! ไม่คิดจะจับมือขอบคุณพี่หน่อยเหรอที่พี่เลือกของที่เอาไว้ปกป้องเธอโดยเฉพาะเลยนะ?” เอมีเลียตะโกนไล่หลังพลางหัวเราะร่วนเมื่อเห็นคีอาร์เดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองทิ้งไว้เพียงกลิ่นเมนทอลแตงโมจาง ๆ



               ในขณะที่คีอาร์ปิดประตูห้องพักของตัวเองลงเบา ๆ พลางพิงแผ่นหลังกับเนื้อไม้ ใบหน้าขาวซีดเริ่มขึ้นสีระเรื่อจาง ๆ จากคำล้อเลียนเมื่อครู่ เธอหยิบเข็มทิศวายุออกมาดูอีกครั้ง แสงสีฟ้าอ่อนของมันสะท้อนในดวงตาที่เริ่มมีรอยร้าวแห่งความอบอุ่นแฝงอยู่ภายใต้ความเย็นชาที่เคยชิน ‘อิสระ... ไม่ได้หมายถึงการอยู่คนเดียวเสมอไปสินะ’ ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไร้ตรรกะรองรับนี้กำลังค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในตัวตนของเธออย่างช้า ๆ ท่ามกลางค่ำคืนที่เหน็บหนาวของควิเบก


สรุปรวม

เพิ่มเติม : รูบี้คงบอกว่าเอากุมาทำไมถ้ามุงจะอยู่กันแค่สองคนในโลกนี้

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
จบ... โดดออกจากบันทึก
Quest Summary
สรุป
รับของขวัญ
[จบบันทึกการเดินทาง Winter’s Prison, Lightning’s Key] - สักที
Loot & Rewards
เอมีเลีย (แมรี่) แอร์ฮาร์ต ได้รับ ปลอกแขนอัสนีเหมันต์ (คุณภาพม่วง Lv.50)*
ปลอกแขนคู่นี้ทำจากเงินบริสุทธิ์สลักลวดลายเกล็ดหิมะที่พริ้วไหวราวกับสายน้ำ มันถูกสร้างขึ้นจากเศษซากของเกราะน้ำแข็งที่คีอาร์เคยใช้ปกป้องตัวเอง ซึ่งถูกหลอมรวมเข้ากับพลังงานสายฟ้าที่หลงเหลือจากภารกิจ คุณสมบัติพิเศษคือมันช่วยให้คีอาร์สามารถ ควบคุมอุณหภูมิของน้ำแข็ง ได้อย่างอิสระมากขึ้น น้ำแข็งที่เขาสร้างจะไม่เปราะบางอีกต่อไป แต่จะมีความเหนียวและยืดหยุ่นคล้ายเหล็กกล้า และเมื่อเขาใช้พลัง คมมีดวายุ ผ่านปลอกแขนนี้ กระแสลมจะแฝงไปด้วยประจุไฟฟ้าสถิตขนาดเล็กที่สามารถทำลายการป้องกันทางเวทมนตร์ของศัตรูได้

รูบี้ ซู ได้รับ ขลุ่ยน้ำแข็ง "เสียงเพรียกแห่งอิสระ" (คุณภาพม่วง Lv.50)*
ขลุ่ยผิวเรียบที่ดูเหมือนแกะสลักมาจากแท่งน้ำแข็งค้างที่ไม่ยอมละลาย เมื่อเป่าขลุ่ยนี้จะไม่มีเสียงที่หูมนุษย์ได้ยิน แต่จะสร้างคลื่นความถี่ผ่านกระแสลม (เสริมพลังสกิล การควบคุมลม) ทำให้ศัตรูที่อยู่ในรัศมีรู้สึกถึงความสงบที่เย็นเยือกจนขยับตัวไม่ได้ชั่วขณะ (สะกดอารมณ์คลั่ง) หากคีอาร์ใช้สกิล บงการความโดดเดี่ยว ผ่านขลุ่ยนี้ แทนที่จะสร้างความเหงา มันจะเปลี่ยนเป็นพลังที่ทำให้ศัตรูรู้สึก "ว่างเปล่า" และสูญเสียเจตจำนงในการต่อสู้ เป็นเครื่องมือที่แสดงถึงการที่คีอาร์เลือกจะใช้ความเย็นชาในทางที่สร้างสรรค์แทนที่จะใช้ทำร้ายตัวเอง

*เพิ่มเติม - คำอธิบายยังเป็นของคีอาร์อยู่นะ อย่าลืมเปลี่ยนด้วยล่ะ
Relationship Gains
(ยังไม่มี)
เนื้อหา...

แสดงความคิดเห็น

God
วางแผนเดินทางกลับได้เลย   โพสต์ 2026-1-26 11:57
โพสต์ 41737 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-26 11:40
โพสต์ 41,737 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-1-26 11:40
โพสต์ 41,737 ไบต์และได้รับ +7 EXP +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การบิน  โพสต์ 2026-1-26 11:40
โพสต์ 41,737 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 ความกล้า +6 ความศรัทธา จาก ลมหายใจเยือกแข็ง  โพสต์ 2026-1-26 11:40
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เข็มทิศวายุไร้ทิศ
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
การบิน
ลมหายใจเยือกแข็ง
หลอมรวมเหมันต์
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
Ignis Anima
คมมีดวายุ
หมวกเกราะ
เกราะหนัง
ลมกรด
มีดสั้นสัมฤทธิ์
หอกกรีก
โรคดิสเล็กเซีย(กรีก)
โรคสมาธิสั้น
สัมผัสแห่งสายลม
เสื้อค่ายฮาล์ฟบลัด
น้ำหอม Unisex
ปากกาหมึกซึม
ต่างหูเงิน
แว่นตา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x80
x41
x7
x4
x2
x4
x2
x1
x1
x2
x1
x4
x5
x1
x80
x1
x15
x1
x3
x10
x5
x12
x1
x2
x6
x3
x6
x2
x126
x6
x2
x18
x21
x7
x6
x2
x32
x5
x20
x80
x14
x1
x12
x5
x25
x16
x4
x5
x401
x4
12
ตั้งกระทู้ใหม่ กลับไป
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้