
แสงสว่างวาบจากประตูมิติค่อย ๆ จางลง ทิ้งให้ไอระเหยสีขาวปกคลุมไปทั่วโถงทางเดินหินสลับกระจกเงาบานยักษ์ที่ดูโอ่อ่าทว่าหนาวเหน็บจนถึงกระดูก คีอาร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อตระหนักได้ว่าเธอยังคงกุมมือของเอมีเลียไว้แน่นเสียจนปลายนิ้วแทบจะจมลงไปในถุงมือหนังของรุ่นพี่สาว เธอรีบสะบัดมือออกราวกับถูกของร้อน พลางหันขวับหนีเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อจนถึงใบหู แสร้งทำเป็นขยับกรอบแว่นทรงกลมและจัดระเบียบปกเสื้อผ้าไหมพรมที่ขาดวิ่นให้เข้าที่อย่างรีบร้อน ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับปะทะเข้ากับร่างของ รูบี้ ซู ที่ยืนพิงกำแพงหินสไตล์นีโอโกธิคอยู่ไม่ไกลนัก
ในขณะที่รูบี้ปรายตาสีเทาอมน้ำตาลมองดูคนทั้งคู่ด้วยท่าทางหยิ่งทะนง สายตาคมกริบของบุตรีแห่งแอรีสเลื่อนลงมองมือที่เพิ่งแยกจากกันของทั้งสอง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจที่ปิดไม่มิด “นี่... ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า? พวกเธอคบกันแล้วหรอ?” รูบี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความกวนประสาทตามสไตล์ของเด็กบ้านแอรีส
“ไม่ใช่ค่ะ มันเป็นความเข้าใจผิดของคุณเท่านั้นค่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน” คีอาร์โพล่งออกมาด้วยเสียงที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยจนเกือบจะหลุดมาดกุลสตรี เธอรีบยกมือขึ้นกอดอกและทำหน้านิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายที่ถูกจับได้ว่าเผลอตัวทำสิ่งที่ขัดกับภาพลักษณ์เย็นชา
ขณะที่เอมีเลียกลับหลุดขำออกมาอย่างชอบอกชอบใจ เธอขยับหมวกแก๊ปให้เข้าที่พลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้รูบี้อย่างมีเลศนัย “แหม รูบี้... บางเรื่องมันก็ต้องใช้เวลาแหละ โดยเฉพาะกับเด็กสาวที่ปากแข็งเหมือนน้ำแข็งพันปีแถวนี้” เอมีเลียจงใจยืดตัวขึ้นส่งรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่ดูเหมือนจะเตาะรุ่นน้องคนสวยต่อหน้าคนอื่น จนคีอาร์ต้องถลึงตาใส่รุ่นพี่สาวจนดวงตาแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวปั๊ดด้วยความฉุนเฉียวเหมือนแมวไซบีเรียน (ในสายตาของเอมีเลีย) ที่ถูกรบกวน
เอมีเลียที่เห็นว่าแกล้งคนข้างตัวพอหอมปากหอมคอแล้วจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาพลางมองไปรอบ ๆ โถงทางเดินที่เต็มไปด้วยไอหมอกหนาทึบ “แล้วที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ รูบี้? ดูเหมือนเราจะยังไม่หลุดออกจากมิติแปลก ๆ นะเนี้ย”
“อืม… ก็ใช่แหละ มาก็ดีแล้ว เพราะตอนนี้ทั้งอาคารมีแต่น้ำแข็งกับกระจกบ้าพวกนี้” รูบี้ตอบพลางกระชับกระบี่เทียนหวงในมือ เธอชี้ไปยังกระจกเงาบานยักษ์ที่ประดับอยู่ตามฝาผนังหินที่เย็นเฉียบ กระจกเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนภาพปัจจุบันของพวกเธอ แต่มันกำลังสะท้อนภาพลาง ๆ ของสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอดีตที่บิดเบี้ยว บรรยากาศภายในห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยไอเย็นที่ลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ทำให้การหายใจเริ่มลำบากและลดความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเธออย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่ทั้งสามจะก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต คีอาร์เดินอยู่ตรงกลางระหว่างรุ่นพี่ทั้งสอง เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด แต่ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนอย่างหนัก ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านกระจกเงาเหล่านั้น เธอจะเห็นภาพของแม่ เคานเตสเคียร์สเทนที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาตำหนิและมือที่คอยจะคว้าตัวเธอไว้ ภาพมายาเหล่านั้นเริ่มกัดกินจิตใจที่เคยเต็มไปด้วยตรรกะของเธอจนเริ่มพร่าเลือน เธอรู้สึกได้ถึงพลังที่แฝงอยู่ในตัวเริ่มกรีดร้องออกมาด้วยความสับสน
ท่ามกลางหมอกหนา พวกเธอเริ่มเห็นร่างเงาตะคุ่มที่ไร้ใบหน้าในชุดพยาบาลและผู้ป่วยเดินกะโผลกกะเผลกอยู่ไกล ๆ ราวกับวิญญาณลมหนาวที่เฝ้าลาดตระเวน จนคีอาร์ต้องกำสายกระเป๋าแตงโมไว้แน่นจนมือสั่น แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบจนน่าตกใจแต่ภายในหัวของเธอกำลังต่อสู้กับเสียงกระซิบที่คอยเพรียกหาความสันโดษและการทอดทิ้งเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนให้ไปไกล ๆ จนเธอต้องสูดหายใจลึกเพื่อระงับความทรมานจากการถูกหลอนประสาทที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งลึกเข้าไป
ในขณะที่กระจกเหล่านั้นก็ยิ่งปริร้าวและส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับเตรียมจะระเบิดออกเป็นลิ่มน้ำแข็งได้ทุกเมื่อหากเธอเผลอใจไปกับอดีตเหล่านั้น ทั้งสามยังคงเดินมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางพายุหิมะภายในสถานที่ซึ่งจองจำตัวตนของเดมี่ก็อดเอาไว้อย่างมิดชิด
จู่ ๆ หมอกที่บดบังทัศนวิสัยก็พลันหยุดนิ่งเบื้องหน้าอาคารหินที่ดูเคร่งขรึม ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางโถงทางเดินอันโอ่อ่า เธองดงามทว่าเยือกเย็นราวกับหิมะแรกของฤดูกาล ผิวพรรณขาวผ่องดุจพอร์ซเลนและเส้นผมสีเงินยวดยาวสลวยถูกประดับด้วยมงกุฎน้ำแข็งที่ส่องประกายเย็นตา เอมีเลียกระชับอาวุธในมือแน่นทันที ในขขณะที่รูบี้ขยับเท้าบังคีอาร์ไว้เบื้องหลัง ขณะที่เอมีเลียจ้องมองสตรีผู้นั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง

“นั่นใครกันคะรุ่นพี่?” คีอาร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่พยายามรักษาความมั่นคงไว้ภายใต้ความกดดันของไอเย็นที่แผ่ออกมาจากสตรีเบื้องหน้า
“คิโอเน่... เทพีแห่งหิมะ” เอมีเลียตอบเสียงเครียดพลางก้าวขึ้นมาขนาบข้าง “แต่ดูจากพลังงานแล้ว น่าจะเป็นเพียงร่างแยกของนางที่ถูกส่งมาที่นี่”
สตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นขยับยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาสีฟ้าครามลึกลับ เธอเมินเฉยต่อบุตรีแห่งซุสและแอรีสราวกับพวกเธอเป็นเพียงฝุ่นผงที่ปลิวมากับลม สายตาที่หยิ่งทะนงนั้นกลับจดจ้องไปที่คีอาร์เพียงผู้เดียวด้วยความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบที่น่าขนลุก
“นานเหลือเกิน... กว่าจะมีผู้สืบสายเลือดแห่งบอเรอัสที่มีความเข้มข้นของเหมันต์สูงส่งและงดงามเช่นนี้ปรากฏขึ้นมา” คิโอเน่เอ่ยพลางย่างสามขุมเข้ามาอย่างช้า ๆ “แม่พิมพ์ที่มารดาเจ้าพยายามสลักไว้นั้นช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เจ้าไม่ควรแปดเปื้อนด้วยความอบอุ่นที่ไร้ค่าพวกนี้ คีอาร์ โซล็อตล์”
เพราะคำนั้นทำให้คีอาร์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินชื่อของมารดาหลุดออกมาจากปากของเทพี “ท่านหมายความว่าอย่างไร? ทำไมท่านถึงต้องมาบังคับให้ฉันเป็นในสิ่งที่แม่ต้องการด้วยคะ?”
เทพีคิโอเน่หัวเราะเบา ๆ หลังฟังคำถามของเด็กสาว เสียงของเธอเหมือนน้ำแข็งที่สไลด์ผ่านกระจก “ครึ่งมนุษย์เจ้าเอ๋ย... เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าความหยิ่งทะนงและความเย็นชาที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเคียร์สเทนนั้นเป็นเพียงนิสัยส่วนตัว?” เธอหยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ไอเย็นจัดเริ่มแช่แข็งทุกสิ่งที่พระองค์ทรงก้าวผ่าน “สายเลือดของทวยเทพนั้นไหลเวียนอยู่ในร่างของมนุษย์นับล้านคนในฐานะเศษเสี้ยวของมรดกที่ถูกลืม บางคนอาจมีเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ จากร้อยส่วนที่แสดงออกมาเป็นเพียงความงามที่หยิ่งยโสหรือหัวใจที่แข็งกระด้าง... เคียร์สเทนยึดติดกับเกียรติยศและกฎเกณฑ์ที่ไร้ความปราณี ก็เพราะส่วนหนึ่งในสัญชาตญาณของนางคือการสะท้อนถึงเจตจำนงค์แห่งข้า”
คีอาร์เบิกตากว้างภายใต้เลนส์แว่นสายตา ความจริงที่พระองค์กล่าวอ้างนั้นช่างน่าเหลือเชื่อทว่ามันกลับอธิบายทุกตรรกะที่บิดเบี้ยวของมารดาเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ มารดาที่หล่อหลอมเธอให้เพอร์เฟกต์ตลอดเวลาก็เพื่อให้เธอเป็นรูปปั้นที่ไม่มีชีวิต “ท่าน... คือเบื้องหลังเรื่องนี้งั้นหรือคะ?”
“เบื้องหลังหรอ?... ไม่… ข้าคือผู้ที่จะมอบความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงให้เจ้าต่างหาก” คิโอเน่ยกมือขึ้น จนเกล็ดหิมะเริ่มหมุนวนรอบตัวนางและกลายเป็นพายุขนาดย่อม “เจ้าคือแม่พิมพ์ที่สลักไม่เสร็จ และข้าจะนำเจ้ากลับมาแช่แข็งให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งที่ไร้หัวใจตามมาตรฐานที่เจ้าควรจะเป็น ความโดดเดี่ยวคือความงาม และข้าจะชำระล้างความอ่อนแอที่คนพวกนี้พยายามยัดเยียดให้เจ้าออกไปเสียชั่วนิรันดร์”
สิ้นคำไอเย็นจัดแผ่ซ่านเข้าปกคลุมโถงทางเดินจนกระจกเงาเริ่มแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ลิ่มน้ำแข็งนับพันพุ่งเป้ามาที่คีอาร์ บรรยากาศเข้มข้นขึ้นจนกดดันให้คีอาร์ทำหน้านิ่งสงบแม้ภายในใจจะปั่นป่วนจนถึงขีดสุด ทั้งสามยืนประจันหน้ากับร่างแยกของเทพีแห่งหิมะที่พร้อมจะจองจำวิญญาณของเดมี่ก็อดเหล่านี้ไว้ภายใต้แม่พิมพ์แห่งความหนาวเย็นนี้ตลอดกาล
ไม่นานไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างแยกของเทพีคิโอเน่ก็รุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นลิ่มน้ำแข็งนับพันที่ลอยนิ่งเล็งเป้ามาที่คีอาร์
“จงมายืนเคียงข้างข้า พาเด็กคนนั้นมาให้ข้าให้ได้” สิ้นคำประกาศของเทพีผู้หยิ่งทะนง พื้นหินสีเข้มของอาคารนีโอโกธิคก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นก่อนที่ผลึกน้ำแข็งขนาดยักษ์สี่กลุ่มจะพุ่งพรวดขึ้นมาบดบังทัศนวิสัย พวกมันก่อตัวขึ้นเป็นไอซ์โกเลมขนาดมหึมาที่มีอักขระรูนโบราณเรืองแสงสว่างวาบตามร่างกาย การต่อสู้เพื่อทำลายพันธนาการชีวิตของคีอาร์เริ่มต้นขึ้นแล้ว
แน่นอนว่าคนเปิดจะไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก รูบี้ ซู บุตรีแอรีสแห่งกระท่อมหมายเลข 5 ไม่รอช้าที่จะสำแดงเดชของตนเอง เธอพุ่งตัวเข้าใส่โกเลมตัวแรกด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ กระบี่เทียนหวงในมือวาดเป็นวงโค้งสว่างไสวดุจเพลิงกัลป์ปะทะกับกำปั้นน้ำแข็งขนาดยักษ์จนเกิดเสียงดังกึกก้อง
ขณะที่เอมีเลียทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยการควบคุมสายลม หอกอัสนีในมือฟาดสายฟ้าสีทองเข้าใส่จุดเชื่อมต่ออักขระรูนของพวกมันอย่างแม่นยำ และคีอาร์แม้จะเผชิญหน้ากับภาพหลอนและความกดดันมหาศาล แต่ตรรกะอันเยือกเย็นในหัวยังคงทำงานอย่างแม่นยำ เธอวาดมือเรียกพายุหมุนขนาดเล็กเข้าบดเคี้ยวขามวลน้ำแข็งของพวกโกเลมเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว
การปะทะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและตึงเครียด ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการเผาผลาญพลังงานอย่างมหาศาลท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบ ตลอดช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะยาวนานหลายนาที คีอาร์สังเกตเห็นท่วงท่าของรุ่นพี่ทั้งสองที่พยายามกันเธอออกจากวิถีการจู่โจมอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งโกเลมตัวสุดท้ายแตกสลายกลายเป็นเศษผลึกน้ำแข็งร่วงหล่นสู่พื้น
ทันทีที่อุปสรรคด่านแรกถูกทำลาย ทั้งสามก็พุ่งเป้าไปที่ร่างแยกของคิโอเน่ทันที การประสานงานในครั้งนี้รวดเร็วและเฉียบคมผิดปกติราวกับพวกเธออ่านใจกันได้ เอมีเลียเร่งเร้าพลังอัสนีบาตสูงสุดจนเส้นผมสีบลอนด์สว่างส่องประกายเจิดจ้า เธอพุ่งเข้าหาเทพีด้วยความเร็วที่คีอาร์มองตามแทบไม่ทันเพื่อสร้างช่องโหว่ ทว่าคิโอเน่เพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ พายุหิมะสีครามเข้มก็ก่อตัวขึ้นรุนแรง กระแสลมเย็นจัดหมุนวนดุจหลุมดำพยายามฉุดกระชากร่างของคีอาร์ให้หลุดลอยเข้าไปในใจกลางความมืดเพื่อแช่แข็งวิญญาณของเธอให้หยุดนิ่งชั่วนิรันดร์
“คีอาร์!” เอมีเลียตะโกนลั่นเมื่อเห็นภาพนั้น เธอทิ้งโอกาสในการโจมตีเทพีในพลังของตนเองแล้วพุ่งตัวเข้าคว้าแขนของคีอาร์ไว้แน่นก่อนที่รุ่นน้องจะถูกพายุพัดหายไป
แรงดึงมหาศาลของพายุที่เทพีรังสรรค์ขึ้นพยายามจะแยกพวกเธอออกจากกัน หิมะที่บาดคมดุจใบมีดกรีดผ่านร่างของเอมีเลียจนเสื้อแจ็กเก็ตหนังเริ่มมีรอยขาดทว่าเธอกลับไม่มีท่าทีจะปล่อยมือแม้แต่น้อย “เกาะพี่ไว้ให้ดีคุณหนู! อย่าเพิ่งยอมแพ้ให้ยัยร่างแยกนี่แช่แข็งสิ!” เอมีเลียตะโกนแข่งกับเสียงพายุที่หวีดหวิว ดวงตามุ่งมั่นของนักบินสาวจ้องมองตรงมาที่คีอาร์ด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยาย
มันเป็นความจริงใจที่ปราศจากตรรกะผลประโยชน์ใด ๆ อย่างที่คีอาร์เคยใช้ตัดสินโลกมาตลอด และรูบี้เองก็พุ่งเข้ามาขวางเบื้องหน้าทั้งคู่ เธอใช้โล่อัสพิสยันรับกระแสลิ่มน้ำแข็งที่เทพีซัดสาดเข้ามาอย่างไม่ลดละเพื่อถ่วงเวลาให้เอมีเลียช่วยคีอาร์สำเร็จ “จะซึ้งกันอีกนานไหม! รีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่ฉันจะโดนแช่แข็งไปพร้อมกับพวกเธอสิ!” รูบี้สบถรอดไรฟันพลางปักหลักสู้เพื่อถ่วงเวลาให้คนทั้งสอง
ภาพนั้นปรากฎภายใต้แว่นสายตาทรงกลมที่เริ่มมีฝ้าเกาะ คีอาร์จ้องมองมือของเอมีเลียที่กุมแขนเธอไว้จนสั่นเทาด้วยความหนาวและแรงปะทะ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือของรุ่นพี่สาวเริ่มทำให้น้ำแข็งในใจที่ผู้ให้กำเนิดสลักไว้ค่อย ๆ ละลายลงเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอถามตัวเองว่าทำไมคนเราถึงต้องพยายามเพื่อคนอื่นขนาดนี้?
‘ทำไม... ทำไมคนเราถึงต้องพยายามเพื่อคนอื่นขนาดนี้? การปกป้องฉันมันไม่ได้เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของรุ่นพี่เลยสักนิด...’ คีอาร์ตั้งคำถามในใจตามตรรกะที่เธอคุ้นเคย ทว่าวินาทีนั้น ตรรกะเหล่านั้นกลับดูไร้ค่าและไร้ประสิทธิภาพขึ้นมาทันที เมื่อเทียบกับแววตาของเอมีเลียที่บอกว่า จะไม่มีวันปล่อยมือไปจากเธอ และในวินาทีนั้น ตรรกะเหล่านั้นกลับไม่สำคัญอีกต่อไป
คีอาร์ตัดสินใจขยับมือข้างที่ว่างของเธอขึ้นไปกำแขนของเอมีเลียไว้แน่นเช่นกัน มันเป็นการตอบรับการช่วยเหลือที่ไร้ตรรกะและมีเพียงความเชื่อใจเป็นครั้งแรกในชีวิตของบุตรีแห่งบอเรอัสผู้เย็นชา
“รุ่นพี่…”
ทันทีที่สัมผัสแห่งการยอมรับเกิดขึ้น พลังเหมันต์ในตัวคีอาร์ที่เคยกระจัดกระจายก็พลันรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกับสายฟ้าของเอมีเลีย แสงสว่างสีขาวนวลเจิดจ้าแผ่ออกมาจากจุดที่พวกเธอสัมผัสกัน แรงสั่นสะเทือนของความอบอุ่นที่ปะทะความเย็นจัดก่อให้เกิดคลื่นกระแทกมหาศาลที่ฉีกกระชากพายุมายาของคิโอเน่ออกเป็นชิ้น ๆ ร่างแยกของเทพีที่หยิ่งทะนงเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนที่ร่างนั้นจะเริ่มร้าวและสลายกลายเป็นเพียงละอองหิมะสีขาวโพลนที่ระเหยหายไปในอากาศ
ความเงียบสงบกลับคืนสู่โถงทางเดินหินอีกครั้ง คีอาร์ยังคงกุมแขนของเอมีเลียไว้ขณะที่ทั้งสามยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางซากกระจกที่แตกกระจาย แสงสว่างจากโลกภายนอกที่ส่องลอดเข้ามาเริ่มดูอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่เธอเคยสัมผัส เอมีเลียค่อย ๆ คลายมือออกแต่ยังคงวางไว้บนไหล่ของคีอาร์เบา ๆ พลางยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ
“เห็นไหมคุณหนู… อยู่ด้วยกันมันมันดีกว่าบินเดี่ยวตั้งเยอะเลย” เอมีเลียขยิบตาให้พลางแกล้งบีบไหล่รุ่นน้องเบา ๆ
ในขณะที่คีอาร์รีบปั้นหน้านิ่งสงบและขยับแว่นให้เข้าที่ แม้หน้ากากสาวน้อยใสซื่อจะยังคงอยู่ แต่รอยร้าวที่เกิดขึ้นในใจจากการจับมือครั้งนี้คือหลักฐานว่าเธอจะไม่เป็นเพียงรูปปั้นน้ำแข็งที่ไร้หัวใจในแม่พิมพ์เดิมของใครอีกต่อไป
สิ้นเรื่องทุกอย่างก็กำลังจะจบลง... หลังจากนั้นก็มีเสียงเพล้งของกระจกนับพันบานที่แตกกระจายสะท้อนก้องไปทั่วโถงวิญญาณ ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้นำพาความหวาดกลัวมาให้ แต่กลับเป็นการพังทลายของพันธนาการน้ำแข็งที่คุมขังความจริงเอาไว้ วังน้ำแข็งอันวิจิตรและเงาของมารดาผู้เคร่งครัดค่อย ๆ จางหายไปดุจละอองหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา
ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวและซ้อนทับกลับกลายเป็นห้องตรวจสุขภาพจิตธรรมดาของสถาบันแอสเพลย์ที่มีเพียงโต๊ะไม้และเก้าอี้หนังที่รกร้าง คีอาร์ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนโดยมีมือของเอมีเลียคอยประคองไว้ไม่ห่าง เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องที่กลับคืนสู่ความสามัญ ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนั้นผ่านโถงทางเดินที่เคยเต็มไปด้วยวิญญาณไร้หน้า ซึ่งบัดนี้เป็นเพียงทางเดินคอนกรีตเงียบเชียบที่มีพนักงานเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนตามปกติราวกับไม่เคยมีพายุใหญ่เกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อทั้งสามก้าวพ้นประตูหมุนของอาคารออกสู่ลานกว้างด้านหน้า แสงจันทร์ของควิเบกที่สาดส่องผ่านหมู่เมฆหนาทึบก็ปะทะเข้ากับใบหน้าของคีอาร์ เธอหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นที่แสนธรรมดานั้นพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ ภายใต้เลนส์แว่นสายตาทรงกลม คีอาร์ก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่ยังคงมีไอเย็นจาง ๆ หมุนวนอยู่ เธอพบความจริงที่น่าอัศจรรย์ว่าน้ำแข็งในตัวเธอไม่ได้สูญเสียพลังไปเพราะความอบอุ่นของเอมีเลีย แต่มันกลับแปรสภาพไปอย่างสิ้นเชิง พลังเหมันต์ที่เคยแข็งกระด้างและเปราะบางดุจแม่พิมพ์เก่า บัดนี้กลับยืดหยุ่นและลื่นไหลได้ดั่งสายน้ำที่พร้อมจะปรับตัวเข้ากับทุกสภาวะ
"....."
คีอาร์ลอบเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆสีเทาบนท้องฟ้าที่เริ่มเคลื่อนตัวตามแรงลมเหนือที่พัดกรรโชกมาอย่างแผ่วเบา ในวินาทีนั้น คีอาร์เห็นกลุ่มเมฆก่อตัวเป็นรูปร่างใบหน้าอันเคร่งขรึมของเทพบอเรอัส ผู้เป็นคนที่เธอไม่เคยเรียกว่าบิดา และเธอก็ไม่เคยสัมผัสถึงความรักในตัวเขา ภาพนั้นคือเทพบอเรอัสเพียงแค่พยักหน้าให้เธอหนึ่งครั้งอย่างสงบเงียบท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านเส้นผมสีทองแดงของเธอ เป็นการยอมรับในตัวธิดาที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ลูกหลานของลมเหนือ คีอาร์ขยับรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยากที่สุดบนใบหน้าเรียบทรงพอร์ซเลนของเธอ เธอรู้สึกได้ว่าเธอเป็นลูกที่แตกต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ แต่ในความแตกต่างนั้นเธอกลับมีความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นที่เหมือนกับเขาอย่างประหลาดในแบบฉบับที่พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง
“มองอะไรอยู่เหรอคุณหนู? หรือว่ากำลังมองหาทางหนีพี่ไปอีก?” เสียงยั่วเย้าของเอมีเลียดึงเธอให้กลับสู่ปัจจุบัน นักบินสาวเดินเข้ามาโอบไหล่เธอไว้หลวม ๆ ด้วยความหวงใยพลางส่งยิ้มกว้างที่ทำให้หัวใจของคีอาร์รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ คีอาร์ไม่ได้สะบัดมือนั้นออกเหมือนทุกครั้ง เธอเพียงแค่ขยับแว่นให้เข้าที่แล้วหยิบลูกอมเพลย์มอร์แตงโมขึ้นมาเข้าปากพลางส่งเสียง 'หึ' ในลำคอแบบแมวไซบีเรียนจอมซึน
การเดินทางกลับสู่ค่ายฮาล์ฟบลัดครั้งนี้เต็มไปด้วยความเข้าใจใหม่ที่สลักลึกลงในใจของคีอาร์ ว่าความอบอุ่นที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีมและรุ่นพี่จอมตื๊ออย่างเอมีเลียไม่ได้ทำให้ความเย็นชาอันเป็นแก่นแท้ของเธอหายไป แต่มันกลับช่วยละลายน้ำแข็งที่คอยขังเธอไว้ในอดีตและทำให้เธอเป็นอิสระที่จะเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง ‘จะยอมให้จับมือไปจนถึงค่ายเลยก็ได้... แค่ครั้งเดียว(?)เท่านั้นนะ’ คีอาร์คิดในใจขณะที่เธอเดินเคียงข้างเอมีเลียและรูบี้ออกไปสู่เส้นทางใหม่ท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างอ่อนโยนดุจคำอวยพรจากฟากฟ้า