
วันที่ 19 เดือน มกราคม ปี 2026
เวลาเช้า เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองกรีนิช
◀️┃▶️
บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีของศาลพินัยกรรมเขตกรีนิชนั้นเงียบสงัดและเย็นเยียบยิ่งกว่าอากาศภายนอกที่ฝนกำลังตั้งเค้าตก ผนังห้องบุด้วยไม้โอ๊คสีเข้มส่งกลิ่นอายความขลังและเก่าแก่ตามแบบฉบับศาลยุติธรรมในนิวอิงแลนด์ คีอาร์นั่งตัวตรงอยู่ทางฝั่งขวาของห้องพิจารณาคดี ข้างกายคือมิสเตอร์สเตอลิง ทนายความประจำตระกูลที่กำลังจัดเรียงเอกสารปึกใหญ่อย่างใจเย็น
วันนี้คีอาร์เลือกสวมชุดสูทกระโปรงสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีต สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตคอปกสีขาวสะอาดตา เส้นผมสีทองแดงบลอนด์สตรอว์เบอร์รี่ถูกรวบเก็บเป็นมวยต่ำเรียบร้อย เผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดดุจพอร์ซเลนของเธอที่สวมแว่นสายตาทรงกลมอันเป็นเกราะป้องกันความรู้สึกชั้นดี ตอนนี้เธอดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่เปราะบางและเศร้าสร้อย ทว่าในดวงตาสีเฮเซลคู่นั้นกลับมีความเยือกเย็นของพายุน้ำแข็งซ่อนอยู่
ฝั่งตรงข้ามคือน้าบีทริซที่แต่งกายด้วยชุดสีดำที่ดูพยายามจะเศร้าโศก แต่เครื่องเพชรระยิบระยับที่คอและข้อมือกลับตะโกนบอกถึงความหิวโหยในทรัพย์สมบัติที่คีอาร์มี เธอทำท่าทางนั่งกระสับกระส่าย คอยชำเลืองมองมาที่คีอาร์ด้วยสายตาที่ผสมปนเประหว่างความเกลียดชังและความหวัง
ไม่นานก็ถึงเวลาเปิดศาลเสียที “ศาลที่เคารพ” ทนายความฝั่งน้าบีทริซเริ่มเปิดฉากด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้นุ่มนวลและสุภาพแบบที่ใช้ในชั้นศาล “ลูกความของผม มิสซิสบีทริซ ในฐานะน้าสาวแท้ ๆ และญาติทางสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้ปกครองทรัพย์สิของมิสคีอาร์ โซล็อตล์ เนื่องจากยังเป็นผู้เยาว์ที่ยังขาดวุฒิภาวะในการจัดการมรดกมูลค่ามหาศาล และเพื่อสวัสดิภาพสูงสุดของเด็ก...”
ด้านบนแท่นมีผู้พิพากษาแฮร์ริงตัน เขาเป็นชายชราท่าทางเคร่งขรึมขยับแว่นสายตาอ่านเอกสารเบื้องหน้า ก่อนจะหันมามองทางฝั่งคีอาร์ “ทางฝั่งผู้คัดค้านมีอะไรจะแถลงไหม?”
คำถามของศาลทำให้มิสเตอร์สเตอลิงผู้เป็นทนายฝั่งคีอาร์ลุกขึ้นยืนและผายมือมาทางคีอาร์ “ศาลที่เคารพครับ ทางเราขอคัดค้านคำร้องดังกล่าว โดยอ้างอิงตามประมวลกฎหมายทั่วไปของรัฐคอนเนทิคัตว่าด้วยเรื่องความเหมาะสมของผู้ปกครอง แต่ก่อนที่ผมจะนำเสนอหลักฐานทางการเงิน ผมขออนุญาตให้มิสคีอาร์ได้ให้การด้วยตัวเองครับ”
คำขอนั้นทำให้ศาลอนุมติความประสงค์ ก่อนที่คีอาร์จะค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้โอ๊คอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเธอสง่างามและนิ่งสงบจนน่าประหลาดใจสำหรับเด็กสาววัยเพียงสิบหกปี ภายใต้เสื้อสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีต ร่างระหงของคีอาร์นั้นดูมั่นคงดุจภูผาน้ำแข็ง เธอสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมเย็นจาง ๆ ของ ลูกอมแตงโมและเมนทอล ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบกายทำหน้าที่เสมือนสมอเรือที่ช่วยยึดเหนี่ยวสติสัมปชัญญะของเธอให้ตั้งมั่นอยู่บนฐานแห่งเหตุและผล
“เรียนศาลที่เคารพ...” คำแรกจากคีอาร์นั้นร์ใสกังวานดุจระฆังแก้ว ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นบางประการที่ทำให้อุณหภูมิภายในห้องพิจารณาคดีดูเหมือนจะลดต่ำลงอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ ขนแขนของใครหลายคนลุกชันขึ้นโดยสัญชาตญาณ “คุณน้าบีทริซพยายามกล่าวอ้างถึงความเป็นญาติสนิทและความรักอันเปี่ยมล้นที่มีต่อหลานสาว... แต่ดิฉันมีคำถามเพียงข้อเดียวที่อยากให้ศาลท่านโปรดพิจารณาค่ะ” เมื่อถึงกลางประโยคใบหน้าขาวซีดดุจเครื่องกระเบื้องพอร์ซเลนของคีอาร์ก็หันไปสบตากับบีทริซช้า ๆ แววตาสีเฮเซลของเธออยู่ภายใต้กรอบแว่นทรงกลมนั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งความโกรธเกลียด มีเพียงความจริงที่คมกริบ
“ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา... นับตั้งแต่วินาทีที่ดิฉันจำความได้ คุณน้าบีทริซผู้แสนดีเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนดิฉัน หรือแม้แต่มาดูใจคุณแม่ที่คฤหาสน์สักครั้งไหมคะ?” ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องพิจารณาคดีในทันทีที่มีคำถามนั้นถามออกมา บีทริซที่กำลังอ้าปากพะงาบ ๆ ราวกับปลาที่ถูกกระชากขึ้นจากน้ำ ดวงตาของเธอกลอกกลิ้งด้วยความตื่นตระหนก ทนายความฝั่งตรงข้ามขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นคัดค้าน แต่คีอาร์ไม่เปิดช่องว่างให้แม้แต่วินาทีเดียว
“ไม่มีเลยค่ะ” คีอาร์ตอบคำถามนั้นด้วยตัวเอง ทว่าน้ำเสียงของเธอเรียบเฉยราวกับกำลังอ่านรายงานสภาพอากาศเพื่อรายงานสิ่งที่เธอเจอมาตลอดสิบหกปี “ไม่มีการ์ดอวยพรวันเกิด ไม่มีการโทรศัพท์ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ไม่มีการมาเยี่ยมไข้แม้ในยามที่คุณแม่ป่วยหนักเจียนตาย หรือแม้กระทั่งในวันที่ดิฉันต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในบ้านหลังใหญ่ที่เงียบเหงา... คุณน้าไม่เคยมีตัวตนอยู่ในสมการชีวิตของฉันเลย จนกระทั่งวันที่พินัยกรรมถูกเปิดอ่าน และตัวเลขสองร้อยล้านดอลลาร์ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษพินัยกรรมของพี่สาวตนเอง”
คำนั้นทำให้คีอาร์ละสายตาจากน้าสาวที่หน้าซีดเผือด หันกลับไปมองผู้พิพากษาด้วยแววตาที่ฉายความเด็ดขาดและเปี่ยมด้วยปัญญาของคนที่อ่านหนังสือซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจนจำได้ “ตามหลักกฎหมายแล้ว การพิจารณาผู้ปกครองทรัพย์สินย่อมต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ดิฉันขอยืนยันด้วยเกียรติของตระกูลโซล็อตล์ว่า บุคคลที่ทอดทิ้งหลานสาวมาตลอดสิบหกปี และปรากฏตัวขึ้นเพียงเพราะกลิ่นของเงินตรา ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ดูแลแม้แต่กระถางต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวในบ้านของดิฉันค่ะ”
“นี่มันใส่ร้ายกันชัด ๆ!”
ยังไม่ทันจะจบคำบีทริซก็ตบโต๊ะด้านหน้าของตนเองเสียงดัง ป๊าบ! แล้วลุกพรวดพราดขึ้นจนเครื่องเพชรเทียมปลอมบนลำคอที่เธอสวมนั้นสั่นระริก ใบหน้าที่เคยปั้นแต่งความเศร้าโศกบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน “ฉันมีภาระ! ฉันยุ่งรัดตัว! เด็กเมื่อวานซืนอย่างแกจะไปรู้อะไร ฉันเป็นพี่น้องท้องเดียวกับแม่แกนะ นังเด็กอกตัญญู!”
“นั่งลงเดี๋ยวนี้ มิสซิสบีทริซ”
ตึง!
เสียงค้อนของผู้พิพากษาแฮร์ริงตันดังก้องกังวาน แววตาของเขานั้นฉายแววตำหนิอย่างชัดเจนผ่านเลนส์แว่นที่เขานั้นสวมใส่ “การแสดงกิริยาก้าวร้าวและไร้การควบคุมในศาล ไม่ได้ช่วยให้ข้ออ้างของคุณดูน่าเชื่อถือขึ้นเลยแม้แต่น้อย”
ก่อนที่มิสเตอร์สเตอลิงทนายความวัยกลางคนผู้สุขุมเองเมื่อเห็นว่าเป็นแบบนี้เขาก็เริ่มคิดว่าเขารอจังหวะนี้อยู่แล้ว เขาลุกขึ้นยืนอย่างใจเย็นพร้อมยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ศาล “เพิ่มเติมครับศาลที่เคารพ นี่คือหลักฐานสถานะทางการเงินที่แท้จริงของมิสซิสบีทริซจากที่ผ่านมา เธอมีหนี้สินล้นพ้นตัวจากการติดการพนันและการใช้จ่ายเกินตัวในคาสิโนที่ลาสเวกัสและมอนติคาร์โล... การมอบอำนาจให้บุคคลที่มีสถานะทางการเงินวิกฤตเช่นนี้มาดูแลกองมรดกของผู้เยาว์ ถือเป็นความเสี่ยงอย่างร้ายแรงและขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้วายชนม์อย่างถึงที่สุดครับ”
เมื่อหลักฐานทางการเงินของตนเองปรากฎมันก็เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้องของศาล บีทริซหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือดจากการเห็นสิ่งที่โดนเตรียมไว้ เธอมองเอกสารเหล่านั้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ความลับเรื่องถังแตกที่เธอพยายามปกปิดด้วยเสื้อผ้าหรูหราถูกกระชากออกมาตีแผ่กลางศาลโดยฝีมือของหลานสาวที่เธอเคยดูถูกว่าเป็นแค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนั้นหรือ ไม่นานผู้พิพากษาแฮร์ริงตันใช้เวลาพิจารณาเอกสารเพียงครู่เดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบีาทริซด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาปนสมเพช “ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มิสบีทริซ ขาดคุณสมบัติและความเหมาะสมในการเป็นผู้ปกครองทรัพย์สิน ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ที่ห่างเหินและสถานะทางการเงินที่ไม่น่าไว้วางใจ”
ปัง!
เสียงเคาะค้อนตัดสินดังก้องกังวานไปทั่วห้อง ราวกับเสียงระฆังปิดฉากละครตลกฉากใหญ่ที่น่าสมเพช “ศาลจึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้กองทุนทรัสต์โซล็อตล์ โดยมีมิสเตอร์สเตอลิงและธนาคารเจพีมอร์แกน เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวตามพินัยกรรม จนกว่ามิสคีอาร์จะบรรลุนิติภาวะ คำร้องของผู้ร้องตกไป... จบการพิจารณา”
คำนั้นทำให้คีอาร์ลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้ผู้พิพากษาอย่างนอบน้อมตามมารยาทผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เธอค่อย ๆ หันกลับมามองน้าบีทริซที่ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้โฮอย่างหมดสภาพ ความอิจฉาและความโลภที่พังทลายลงต่อหน้าต่อตาทำให้หญิงวัยกลางคนดูแก่ลงไปนับสิบปีในพริบตาเดียวสำหรับเธอ
เด็กสาวจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้น้าสาวเป็นครั้งสุดท้าย เธอก้มลงกระซิบเบา ๆ ที่ด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบยิ่งกว่าลมพายุหิมะขั้วโลก “เชิญกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่คุณน้าถนัดเถอะค่ะ... และหวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก เพราะครั้งหน้า... ฉันอาจจะไม่ใจดีใช้แค่กฎหมายในการจัดการเหมือนครั้งนี้นะคะ ขอให้โชคดี” สิ้นคำคีอาร์จึงยืดตัวขึ้น ก่อนขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ แล้วเธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ทิ้งญาติจอมปลอมไว้เบื้องหลังพร้อมกับชัยชนะที่งดงามและชอบธรรมตามตรรกะทุกประการ
