
วันที่ 14 เดือน มกราคม ปี 2026
เวลาบ่าย เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ เมือนออลบานี
◀️┃▶️
เสียงเครื่องยนต์ของรถเช่าซีดานขนาดกลางครางกระหึ่มเมื่อเอมีเลียเหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ ทันทีที่หลุดออกจากเขตเมืองเกลนส์ฟอลส์และเข้าสู่ทางหลวงระหว่างรัฐที่มุ่งหน้าสู่นิวยอร์ก วิญญาณนักบินผู้รักความเร็วของเธอก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเต็มที่ เอมีเลียผิวปากอย่างอารมณ์ดีพลางหักพวงมาลัยแซงรถบรรทุกคันใหญ่ด้วยความมั่นใจที่ทำให้ผู้โดยสารอย่างคีอาร์ต้องลอบกลั้นหายใจ
เพราะตอนนี้เธอนั่งตัวเกร็งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ มือข้างหนึ่งกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่น ส่วนอีกข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋าแตงโมเพื่อสัมผัสไออุ่นจากลูกอมแต่งโมเพื่อความอุ่นใจ ดวงตาสีเฮเซลปนเขียวภายใต้แว่นทรงกลมคอยเหลือบมองมาตรวัดความเร็วสลับกับทิวทัศน์ข้างทางที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนพร่ามัว
“รุ่นพี่เอมีเลียคะ ฉันเข้าใจว่าเราต้องการทำเวลา แต่ถ้าพี่ยังเหยียบมิดไมล์แบบนี้ ฉันเกรงว่าจุดหมายถัดไปของเราจะเป็นห้องดับจิตมากกว่าค่ายฮาล์ฟบลัดนะคะ” คีอาร์เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้นิ่งที่สุด แม้ในใจจะเริ่มประมวลผลภาพจำลองการชนไปแล้วหลายสิบรูปแบบ
“เอาน่าคุณหนู! นี่ถือไม่ได้เหยียบแรงแล้วนะ” เอมีเลียหัวเราะร่วนโดยไม่ได้ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย “บนถนนโล่ง ๆ แบบนี้ต้องรีบทำเวลา อีกอย่าง พี่มั่นใจในปฏิกิริยาตอบสนองของพี่น่า รับรองว่าปลอดภัยกว่านั่งรถทัวร์เต่าคลานนั้นเยอะเลยนะคุณหนู” สิ้นคำนั้นรูบี้ที่นั่งอยู่เบาะหลังและกำลังขัดเงากระบี่เทียนหวงอยู่เงียบ ๆ เงยหน้าขึ้นมามองกระจกมองหลัง “เหยียบไปเถอะ ฉันก็ไม่อยากนั่งปวดก้นอยู่บนถนนจนแก่ตายเหมือนกัน”
การเดินทางดูเหมือนจะเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยความเร็วของตีนผีประจำทีม จนกระทั่งพวกเธอเริ่มเข้าสู่เขตเลี่ยงเมืองออลบานี เมืองหลวงของรัฐนิวยอร์กในช่วงบ่ายแก่ ๆ จนถึงเย็น ท้องฟ้าที่เคยสดใสเริ่มเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นเหนือเส้นทางหลวงสายหลักราวกับมีใครทำหมึกหกใส่ผืนผ้าใบ
คีอาร์สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของแรงดันอากาศเป็นคนแรก “รุ่นพี่คะ มันไม่ใช่ธรรมชาติค่ะ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเตือนของคีอาร์ กระแสลมกรรโชกแรงก็พุ่งเข้าปะทะด้านข้างตัวรถจนเอมีเลียต้องเกร็งแขนบังคับพวงมาลัยไม่ให้รถเสียหลักตกข้างทาง เบื้องหน้าของพวกเธอ ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝนที่หมุนวน ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาสองร่างที่มีดวงตาสีฟ้าเรืองแสงและปีกที่สร้างจากพายุหมุนก็ปรากฏตัวขึ้น ขวางเส้นทางหลวงเอาไว้ จิตวิญญาณแห่งพายุสองตนที่ดูดุร้ายและมีขนาดใหญ่กว่าที่เจอในเมืองก่อนหน้านี้มาก
“โห… ด่านตรวจคนเข้าเมืองนิวยอร์กโหดกว่าที่คิดแฮะ!” เอมีเลียสบถพลางเหยียบเบรกจนตัวโก่งเพื่อชะลอรถ ก่อนจะตัดสินใจหักพวงมาลัยเข้าจอดเทียบไหล่ทางอย่างรวดเร็ว “ทุกคน ลงรถ! ขืนสู้ในนี้รถพังพอดี พี่เพิ่งเช่ามานะ!”
ทั้งสามพุ่งลงจากรถทันทีที่ล้อหยุดหมุน สายลมแรงพัดกระหน่ำจนเสื้อโค้ทของคีอาร์ปลิวไสว เธอรีบขยับแว่นให้เข้าที่และใช้เข็มทิศวายุจับทิศทางการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของศัตรู รูบี้ไม่รอช้า เธอหยิบขลุ่ยน้ำแข็งเสียงเพรียกแห่งอิสระที่เพิ่งได้มาขึ้นจรดริมฝีปากแล้วเป่าคลื่นความถี่ที่หูมนุษย์ไม่ได้ยินออกไป คลื่นเสียงแห่งความว่างเปล่าพุ่งเข้าใส่จิตวิญญาณแห่งพายุตนทางซ้าย ทำให้การเคลื่อนไหวที่เกรี้ยวกราดของมันชะงักงันไปชั่วขณะราวกับถูกสูบพลังใจออกไปจนหมด
“เสร็จฉันล่ะ” รูบี้โยนขลุ่ยเก็บเข้าที่แล้วพุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูที่กำลังมึนงงด้วยกระบี่คู่กาย
ในขณะเดียวกัน จิตวิญญาณแห่งพายุอีกตนที่ยังบ้าคลั่งอยู่ก็พุ่งเป้ามาที่เอมีเลีย มันสร้างพายุหมุนขนาดย่อมซัดเข้ามาหวังจะฉีกร่างนักบินสาวเป็นชิ้น ๆ เอมีเลียแสยะยิ้มพลางกระชับหอกอัสนีแน่นส่วนปลอกแขนที่สวมอยู่บนแขนทั้งสองข้างทอแสงสีทองเจิดจ้า ประจุไฟฟ้าแรงสูงหลอมรวมเข้ากับไอเย็นจัด สร้างเกราะน้ำแข็งที่มีความยืดหยุ่นดุจเหล็กกล้าคลุมทับแขนของเธอ
“ถ้าอยากเล่นแรงนัก เดี๋ยวจัดให้!” เอมีเลียทะยานตัวฝ่าพายุหมุนเข้าไปโดยมีเกราะน้ำแข็งสายฟ้าคอยป้องกันการโจมตี เธอตวัดหอกฟาดฟันเข้าใส่ร่างเงาของมันอย่างไม่เกรงกลัว ทุกครั้งที่คมหอกปะทะกับสายลม ประกายไฟและเกล็ดน้ำแข็งจะระเบิดออกมาพร้อมกัน สร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
คีอาร์ที่ยืนสนับสนุนอยู่ด้านหลังไม่ได้นิ่งเฉย เธอรู้ดีว่าการโจมตีทางกายภาพใส่พวกเวนติที่เคลื่อนที่เร็วนั้นยากลำบาก เธอหลับตาลงเล็กน้อย เพ่งสมาธิไปที่การควบคุมกระแสลมรอบตัวศัตรู “ฉันจะล็อกพวกมันไว้ให้... พี่เอมีเลียเตรียมจัดการทีเดียวเลยนะคะ”
สิ้นคำคีอาร์ก็วาดมือออกไป สร้างกรงขังแห่งสายลมที่มองไม่เห็น บีบอัดพื้นที่รอบตัวจิตวิญญาณแห่งพายุทั้งสองตน ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันช้าลงและตกเป็นเป้านิ่ง เอมีเลียและรูบี้ฉวยโอกาสทองนั้น รูบี้ใช้กระบี่ฟาดฟันจนเวนติตนแรกร้องโหยหวนและสลายไป ส่วนเอมีเลียรวบรวมพลังสายฟ้าและเหมันต์ทั้งหมดไว้ที่ปลายหอก ก่อนจะพุ่งเข้าแทงทะลุอกของเวนติตนที่สองจนเกิดการระเบิดของไฟฟ้าและน้ำแข็งที่รุนแรง ร่างของมันแตกสลายกลายเป็นไอระเหยหายไปในอากาศทันที
เมื่อศัตรูถูกกำจัด เมฆฝนที่เคยมืดครึ้มก็เริ่มจางหายไป แสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ จนถึงเย็นก็ส่องลงมาอีกครั้งบนไหล่ทางหลวงที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ เอมีเลียยืนหอบหายใจเล็กน้อย ปลอกแขนของเธอยังคงมีประจุไฟฟ้าวิ่งพล่าน
“ฮู่ว! เล่นเอาเหงื่อตกเลยนะเนี่ย” เอมีเลียปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางหันมาส่งยิ้มกว้างให้คีอาร์ที่กำลังจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองอยู่ “เป็นไงล่ะคุณหนู ทีมเวิร์กของเราไม่เลวเลยใช่ไหม? โดยเฉพาะกรงลมนั่น ช่วยพี่ได้เยอะเลยนะ!” คีอาร์ชะงักมือที่กำลังปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อเล็กน้อย ใบหน้าขาวซีดขึ้นสีระเรื่อจาง ๆ จากอะไรก็ไม่ทราบได้ เธอขยับแว่นแก้เก้อก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษามาด “ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่ค่ะ... ไม่ได้อยากติดอยู่ริมถนนนาน ๆ จนตัวเปียกฝนหรอกนะคะ”
“ปากแข็งจริง ๆ แม่แมวไซบีเรียนตัวน้อย” เอมีเลียหัวเราะร่าพลางเดินมาตบไหล่รุ่นน้องเบา ๆ จนคีอาร์เหมือนจะหน้าเหว่อกับคำนั้นแต่เอมีเลียก็พูดขัดขึ้นมาก่อน “ไปกันเถอะ นิวยอร์กอยู่แค่อึดใจเดียวแล้ว พี่เริ่มหิวเบอร์เกอร์จะแย่อยู่แล้วเนี่ย!” ก่อนที่ทั้งสามกลับขึ้นรถอีกครั้งโดยมีเอมีเลียประจำที่คนขับเหมือนเดิม คีอาร์มองออกไปนอกหน้าต่าง มือข้างหนึ่งยังคงวางทาบอยู่บนกระเป๋าที่มีเข็มทิศอยู่ภายใน แม้การเดินทางจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่เธอกลับรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาดเมื่อรู้ว่าไม่ต้องเผชิญหน้ากับพายุเพียงลำพังอีกต่อไป
[การต่อสู้]
กำจัด จิตวิญญาณแห่งพายุ (มีค่า LUK 90+ หน่วย จะได้รับวัตถุดิบ x2)
(แม่งไม่ดรอปของ*2)