
วันที่ 07 เดือน มกราคม ปี 2026
เวลาเย็น เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฮาร์ตเฟิร์ด
◀️┃▶️
สายฝนโหมกระหน่ำซัดสาดเข้าหาบานกระจกของ Travelers Tower ราวกับจะทุบทำลายปราการหินอ่อนนี้ให้พังทลายลง เอมีเลียผลักประตูหมุนขนาดใหญ่เข้าไปเบื้องในอาคารที่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่ไหลจากเสื้อโค้ตของพวกเธอตกลงบนพื้นกระเบื้อง คีอาร์เดินตามรุ่นพี่เข้าไปด้วยฝีเท้าที่สม่ำเสมอ เธอพยักหน้าตอบรับเพียงสั้น ๆ เมื่อเอมีเลียเปรยออกมาว่าจุดทดสอบน่าจะอยู่ข้างบนสุดโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรให้เสียพลังงานโดยใช่เหตุ
พวกเธอเดินตรงไปยังลิฟต์ตัวกลาง ทว่าหน้าจอดิจิทัลยุค 2026 กลับกะพริบเป็นตัวเลขสีแดงค้างอยู่ที่ชั้นกลางอาคาร และไม่ว่าจะกดอย่างไรมันก็ไม่เคลื่อนที่ลงมารับ
“ดูเหมือนพ่อพี่จะอยากให้เราออกแรงขาหน่อยนะคุณหนู” เอมีเลียยักไหล่ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางไปยังบันไดหนีไฟ
การเดินเท้าขึ้นสู่ชั้นบนสุดเป็นไปอย่างกดดัน คีอาร์ใช้สัมผัสแห่งสายลมประสานประสาทสัมผัสเข้ากับกระแสอากาศที่ลอดผ่านช่องว่างของอาคาร เธอรับรู้ถึงความหนาแน่นที่ผิดปกติเบื้องบน จนกระทั่งพ้นบันไดขั้นสุดท้าย พวกเธอก็พบกับโถงกว้างที่ดูใหญ่โตเกินกว่าขนาดของตึกอย่างผิดปกติ พื้นและผนังตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตสีทองหรูหรา และที่ใจกลางโถงนั้น ร่างมหึมาสีทองอร่ามก็ขยับกาย
มันคือหุ่นยนต์ทองคำแห่งเฮเฟตัส สิ่งประดิษฐ์อัศจรรย์ที่สูงกว่าสองเมตร ชุดเกราะทองคำของมันสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ดวงตาที่เป็นอัญมณีสีเพลิงสว่างวาบขึ้นเมื่อสัมผัสถึงผู้บุกรุก มันถือง้าวขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลังและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
‘หุ่นยนต์ทองคำรุ่นคลาสสิกของเฮเฟตัส พละกำลังมหาศาล สติปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง... ระดับความอันตราย 7/10’ คีอาร์ประเมินในใจอย่างรวดเร็วขณะที่มือเรียวขยับแว่นสายตาให้เข้าที่
“เตรียมตัวนะคุณหนู!” เอมีเลียตะโกนพลางคว้าพวงกุญแจเครื่องบินจิ๋วออกมา มันขยายตัวกลายเป็นหอกอัสนีแห่งเอมีเลีย สีทองอร่ามที่มีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นในวินาทีที่หุ่นยนต์ทองคำพุ่งตัวเข้าหาด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปร่างเทอะทะ เอมีเลียใช้ควบคุมสายลมทะยานตัวขึ้นสู่ห้วงอากาศสามมิติอย่างโฉบเฉี่ยว เธอวาดหอกเรียกสายฟ้าฟาดลงมากลางโล่ของศัตรู ทว่ามันกลับรับการโจมตีได้อย่างแม่นยำ
คีอาร์ไม่รอช้า เธอใช้คมมีดวายุอัดมวลอากาศจนคมกริบพุ่งเข้าตัดข้อต่อบริเวณขาของหุ่นยนต์ทองคำเพื่อลดทอนความเร็ว แต่มันกลับตวัดง้าวสร้างคลื่นกระแทกสะท้อนพลังของเธอออกมา คีอาร์ต้องใช้ลมกรดสร้างกำแพงอากาศเพื่อผลักดันตัวเองให้พ้นจากวิถีการโจมตีที่รุนแรง เวลาผ่านไป 4 นาที การต่อสู้ทวีความรุนแรงจนโถงหรูหราเริ่มพังทลาย เอมีเลียเรียกดาบอสนีบาต ออกมาประสานกับหอก เธอพุ่งเข้าใส่ศัตรูราวกับสายฟ้าแลบ คอยเบี่ยงเบนความสนใจในขณะที่คีอาร์ใช้สัมผัสแห่งสายลมคาดการณ์จังหวะการเคลื่อนไหวของกลไกภายใน
‘ตอนนี้ล่ะ!’ คีอาร์ตะโกนบอกในใจ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะปลดปล่อยลมหายใจเยือกแข็งที่เพิ่งตื่นรู้ออกมา ไอเย็นจัดอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งพุ่งเข้าปกคลุมแขนข้างที่ถือง้าวของหุ่นยนต์ทองคำในพริบตา ทำให้ทองคำที่เคยเหนียวแน่นกลายเป็นน้ำแข็งที่เปราะบาง เอมีเลียเห็นโอกาสทอง เธอใช้ควบคุมอสนีบาตชี้นำกระแสไฟฟ้าทั้งหมดไปที่จุดนั้น พลังทำลายล้างของสายฟ้าปะทะกับทองคำที่เปราะเพราะความเย็นจนเกิดการแตกตัวอย่างรุนแรง
ภายในเวลา 6 นาที หุ่นยนต์ทองคำที่เคยสง่างามก็ส่งเสียงกลไกที่แตกสลาย ร่างของมันค่อย ๆ แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองทองฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบและกลิ่นโอโซนที่รุนแรง
ท่ามกลางกองละอองทอง คีอาร์สังเกตเห็นแผ่นกระดาษหนังที่หลงเหลืออยู่ มันคือกระดาษแปลนเทพสำหรับงานสร้างของบุตรแห่งเฮเฟตัส เอมีเลียเดินไปหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบด้วยสายตาครุ่นคิดก่อนจะพับเก็บไว้กับตัว “ฝีมือไม่เลวนี่คุณหนู ลมหนาวของเธอนี่มันได้ผลดีกว่าที่คิดนะ” เอมีเลียหันมาขยิบตาให้พลางควงหอกกลับคืนสู่รูปลักษณ์พวงกุญแจจิ๋ว “ไปต่อเถอะ ร่องรอยของท่านพ่อยังรอเราอยู่ข้างหน้า”
คีอาร์ไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่ขยับโค้ตให้เข้าที่และจัดแว่นตาให้ตรงหน้ากากใสซื่อตามเดิม แม้ในใจจะกำลังบันทึกข้อมูลการใช้พลังที่เพิ่มขึ้น 0.5% อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะก้าวเดินตามรุ่นพี่นักบินมุ่งหน้าสู่จุดทดสอบถัดไปที่ยอดตึก Travelers Tower
ไม่นานเท่าไรเสียงฝีเท้าหนัก ๆ สองคู่ก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นสู่ดาดฟ้าของ Travelers Tower ทันทีที่ประตูเปิดออก มวลอากาศบ้าคลั่งก็พุ่งเข้าปะทะร่างจนทั้งคู่แทบเสียหลัก พายุฝนฟ้าคะนองในเดือนมกราคมปี 2026 นี้รุนแรงเกินกว่าที่มาตรวัดทางอุตุนิยมวิทยาจะอธิบายได้ สายฝนเย็นเฉียบกระหน่ำซัดจนเส้นผมบลอนด์สตรอว์เบอร์รีของคีอาร์ปลิวสะบัดปิดบังใบหน้า เธอขยับแว่นสายตาทรงกลมที่ตอนนี้พร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำ แต่กลับไม่ยอมถอดมันออกเพียงเพราะต้องการรักษาหน้ากากและภาพลักษณ์ที่เธอสร้างมาอย่างดี
ทว่าสิ่งที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆดำเบื้องหน้ากลับไม่ใช่อินทรีทองคำอย่างที่คาดไว้ แต่มันคือกลุ่มก้อนพลังงานกึ่งอากาศธาตุสี่ร่างที่หมุนวนเป็นเกลียวพายุขนาดย่อมธุเอลไลบุตรแห่งไทฟอนผู้ไร้ระเบียบ พวกมันมีรูปร่างกึ่งมนุษย์ที่มีปีกกว้างทำจากมวลสารสีเทาหม่น ดวงตาเนบิวลาสีฟ้าสว่างจ้าจ้องมองมายังสองเดมิก็อดด้วยความหิวกระหาย
“ฮะ ๆ... เหยื่อใหม่ของท่านเจ้าแห่งลม!” หนึ่งในพวกมันส่งเสียงแหลมสูงที่ฟังดูเหมือนเสียงหวีดหวิวของลมในซอกตึก “ลูกสาวซูสผู้ตกยุคกับยัยเด็กหน้าจืดจากแดนเหนือ... ข้าจะฉีกพวกเจ้าให้เป็นชิ้น ๆ!”
“หุบปากซะไอ้พวกนกกระจอกลม!” เอมีเลียตะโกนก้องพร้อมกระชากพวงกุญแจเครื่องบินจิ๋วให้กลายเป็นหอกอัสนีที่ส่องแสงวาบ
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็ว คีอาร์ใช้สัมผัสแห่งสายลมเพื่ออ่านทิศทางการจู่โจมของพวกมัน เธอพ่นลมหายใจเยือกแข็งออกมาเป็นสาย ไอเย็นจัดอุณหภูมิติดลบเข้าปะทะกับสายฝนจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมพุ่งใส่ศัตรู ทว่าระหว่างที่เธอกำลังเบี่ยงหลบกระแสลมหมุน เสื้อโค้ตราคาแพงที่ตอนนี้อุ้มน้ำจนหนักอึ้งกลับดึงรั้งการเคลื่อนไหวของเธอไว้ หนึ่งในธุเอลไลโฉบเข้ามาใช้กรงเล็บลมกรดข่วนเข้าที่ต้นแขนของเธอจนเลือดสีแดงสดซึมผ่านเนื้อผ้า
‘น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากแรงตึงผิวของน้ำบนเสื้อโค้ตทำให้อัตราความเร็วลดลง 30%... ไร้ประสิทธิภาพสิ้นดี’
คีอาร์ตัดสินใจสลัดเสื้อโค้ตทิ้งไปในอากาศทันที เผยให้เห็นชุดไหมพรมคอเต่าสีเขียวขี้ม้าที่เปียกโชกจนแนบสนิทไปกับเรือนร่าง ความเย็นของฝนทำให้ผ้าไหมพรมเน้นย้ำสัดส่วนความโค้งเว้า หน้าอกที่อวบอิ่มเกินตัวและเอวที่คอดกิ่วจนดูเย้ายวนอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เอมีเลียที่กำลังจะพุ่งเข้าไปแทงหอกถึงกับเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่เมื่อเห็นภาพนั้นผ่านหางตา
“ให้ตายเถอะคุณหนู... เธอทำพี่เสียสมาธินะเนี่ย!” เอมีเลียร้องออกมาแต่ก็รีบกลับเข้าสู่โหมดต่อสู้
ทั้งสองประสานงานกันอย่างแม่นยำ คีอาร์ใช้ คมมีดวายุ สร้างมวลอากาศหมุนวนจนคมกริบตัดผ่านร่างกึ่งอากาศธาตุของพวกมันเพื่อให้พวกมันเสียจังหวะ ก่อนที่เอมีเลียจะใช้ ควบคุมอสนีบาต ชี้นำสายฟ้าฟาดลงมากลางวง คีอาร์ใช้ ลมกรด รวบพวกมันเข้าด้วยกันเพื่อเป็นเป้าให้นิ่งขึ้น แม้เธอจะได้รับรอยข่วนเพิ่มตามร่างกายเล็กน้อยจากเศษซากพลังงานที่ระเบิดออก แต่ในที่สุด ภายในเวลาเพียง 5 นาที ธุเอลไลทั้งสี่ก็สลายกลายเป็นละอองทองคำฟุ้งกระจายหายไปในพายุ
บนพื้นดาดฟ้าที่เปียกโชก สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ เหรียญเงินแห่งไอโอเลีย 5 ชิ้น และ ผลึกสายฟ้า 4 ชิ้น ที่ส่องประกายวาววับ เอมีเลียเดินไปเก็บพวกมันไว้ด้วยมือที่ยังสั่นน้อย ๆ จากความตื่นเต้น (หรืออาจจะจากภาพที่เพิ่งเห็นไปเมื่อกี้ มันติดตา)
“เก่งมากคุณหนู... บาดเจ็บตรงไหนไหม?” เอมีเลียถามพลางหอบหายใจ
คีอาร์ไม่ได้ตอบ เธอเพียงแค่ยืนนิ่งขยับแว่นสายตาที่เปียกฝนพลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เพราะพายุกลับไม่ได้สงบลงตามที่ควรจะเป็น เมฆดำกลับโหมกระหน่ำและหมุนวนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าการจัดการลูกน้องทั้งสี่ตัวนี้เป็นเพียงการกระตุ้นให้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
และแล้วเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนแผ่นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน คีอาร์ยืนนิ่งท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ หยดน้ำไหลรินตามกรอบแว่นทรงกลมจนบดบังทัศนวิสัย แต่เธอกลับเลือกที่จะใช้นิ้วเรียวขยับมันให้เข้าที่แทนการถอดออก ดวงตาสีเฮเซลหรี่มองม่านเมฆที่หมุนวนเป็นเกลียวดุจหลุมดำขนาดมหึมาเหนือยอดตึกเทรเวเลอร์ส "พี่ว่าสายฟ้าของท่านพ่อต้องตามมาเช็กบิลแน่ ๆ" เอมีเลียตะโกนฝ่าเสียงพายุ ร่างสูงในแจ็กเก็ตหนังเปียกโชกจนแนบไปกับลำตัว เธอหอบหายใจพลางกระชับหอกอัสนีในมือแน่น
"ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นค่ะรุ่นพี่" คีอาร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอกลับเข้มข้นขึ้นจนสายฝนรอบกายกลายเป็นเกล็ดหิมะบาง ๆ
เอมีเลียหันมามองรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างกาย แสงสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าสะท้อนให้เห็นร่างของคีอาร์ในชุดไหมพรมคอเต่าสีเขียวที่เปียกโชกจนเนบสนิทไปกับทุกสัดส่วน ความโค้งเว้าที่เคยถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อโค้ตตัวหนาบัดนี้ปรากฏชัดเจนจนน่าใจหาย เอมีเลียอ้าปากจะพูด
"คีอาร์... พี่ว่าเธอควรจะหาอะไรมาใส่—" ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยค
มวลอากาศเหนือดาดฟ้าก็ฉีกขาดออกพร้อมกับแสงสว่างจ้าจนตาพร่า ร่างมหึมาสยายปีกกว้างบดบังแสงสว่างที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด อินทรีศักดิ์สิทธิ์แห่งซูสปรากฏกายขึ้นท่ามกลางสายฟ้าที่ผ่าลงมายังยอดตึก ขนสีทองอร่ามของมันเปล่งประกายดุจทองคำหลอมเหลว ดวงตาสีเหลืองทองคู่นั้นจ้องมองลงมาด้วยความหยิ่งยโสและทรงอำนาจเกินกว่าที่อสุรกายทั่วไปจะเทียบได้
"นี่น่ะหรือ... อินทรีแห่งมหาเทพ" คีอาร์พึมพำเบา ๆ ดวงตาที่เคยนิ่งสนิทกลับวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อยู่เหนือการคำนวณ
"ชัดเจนขนาดนี้คงไม่ใช่ตัวปลอมหรอกจ้ะ" เอมีเลียตอบพลางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ เธอรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่บทสนทนาเรื่องสภาพของคีอาร์ต้องถูกขัดจังหวะด้วยการต่อสู้เสี่ยงตายในตอนนี้
อินทรีศักดิ์สิทธิ์แผดเสียงร้องกึกก้อง มันไม่ได้เป็นเพียงเสียงนก แต่มันคือกระแสจิตที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม 'เจ้าพวกเลือดผสมชั้นต่ำ... และนั่นอะไร? บุตรีแห่งลมเหนือที่สภาพดูไม่ได้ ยืนสั่นกลางสายฝนด้วยร่างที่น่าสมเพชเช่นนั้นหรือ?'
คำพูดที่สื่อออกมาผ่านจิตใจทำให้คีอาร์ชะงัก เส้นอารมณ์ที่เธอพยายามรักษาไว้ด้วยตรรกะเย็นชาเริ่มสั่นคลอน ความหงุดหงิดจากการที่เอมีเลียพยายามไล่ให้เธอไปใส่เสื้อผ้า ผสมกับคำสบประมาทของอสุรกายเบื้องหน้า ทำให้หน้ากากสาวน้อยใสซื่อของเธอพังทลายลงในพริบตา
"น่ารำคาญ..." คีอาร์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน แทนที่จะถอยหนีหรือป้องกันตัว เธอกลับพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าพร้อมกับกระแสลมกรดที่อัดแน่นจนคมกริบ
เอมีเลียเหวอไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นคุณหนูลมหนาวเปิดฉากโจมตีอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่สนความปลอดภัย "คีอาร์! ระวัง!" นักบินสาวรีบทะยานตัวขึ้นสู่ห้วงอากาศด้วยพลังควบคุมสายลมพร้อมกับวาดหอกเรียกสายฟ้าฟาดเข้าใส่อินทรีทองคำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด อินทรีศักดิ์สิทธิ์ใช้กรงเล็บสายฟ้าตะปบเข้าใส่ร่างของคีอาร์ที่หลบหลีกอย่างฉิวเฉียดด้วยพลังหลอมรวมเหมันต์ ทว่าแรงกระแทกจากปีกที่กว้างใหญ่ทำให้ร่างของเธอถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับขอบปูนของยอดตึกอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง บาดแผลจากสายฟ้าทิ้งรอยไหม้และรอยข่วนลึกตามเรียวขาและแขนที่ขาวซีด
มันเหมือนจะเจ็บปวดแต่คีอาร์ไม่สนความเจ็บปวด เธอใช้คมมีดวายุผสมกับไอเย็นจัดจากพลังที่เพิ่งตื่นรู้ สร้างพายุใบมีดน้ำแข็งพุ่งเข้าโจมตีจุดอ่อนบริเวณดวงตาของมัน เอมีเลียเห็นจังหวะจึงใช้ควบคุมอสนีบาตชี้นำกระแสไฟฟ้าจากท้องฟ้าลงมายังปลายหอกแล้วพุ่งแทงเข้าที่กลางอกของอินทรีศักดิ์สิทธิ์
เสียงแผดร้องครั้งสุดท้ายดังยาวนานก่อนที่ร่างสีทองมหึมาจะสลายกลายเป็นละอองทองคำฟุ้งกระจายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงขนสีทองอร่าม 2 หย่อมที่ร่วงหล่นลงบนพื้นดาดฟ้าที่เปียกชุ่ม
กลิ่นอายชื้นแฉะของพายุที่เคยโหมกระหน่ำเริ่มเบาบางลง เหลือเพียงสายฝนพรำที่โปรยปรายลงมาอย่างอ่อนแรง หลังจากที่เอมีเลียใช้อสนีบาตปลิดชีพพญาอินทรีทองคำตัวสุดท้ายจนสลายกลายเป็นละอองธาตุ ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่กำลังจะเปิดออกก็ถูกฉีกกระชากด้วยสายฟ้าประจุเข้มข้นที่ฟาดเปรี้ยงลงมายังเบื้องหน้าดาดฟ้าของ Travelers Tower แสงสว่างจ้าบาดตาทำให้คีอาร์ต้องยกมือขึ้นบังพลางหรี่ตาลงมองผ่านเลนส์แว่นที่ชุ่มไปด้วยน้ำ
เมื่อแสงสว่างดับวูบลง ร่างอันสง่างามของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ เขาไม่ได้อยู่ในชุดคลุมกรีกโบราณที่ดูเทอะทะ ทว่ากลับสวมใส่ชุดที่ดูร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด บุรุษผู้นั้นมีใบหน้าคมเข้มและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตราย รูปลักษณ์ของเขาดูละม้ายคล้ายกับนักบินขับไล่ระดับตำนานในภาพยนตร์ยุค 80 อย่างมาเวอริคไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกันแดดทรงนักบินสีเข้มนั้นแผ่ซ่านด้วยอำนาจที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนหายใจลำบาก แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยประกายความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง
มหาเทพซุส ราชาแห่งทวยเทพก้าวเดินเข้ามาหาเอมีเลียด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและทรงพลัง
ในขณะนั้นเอมีเลียยืนนิ่งตะลึงกับภาพตรงหน้า เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับเกียรติให้เห็นพ่อของเธอในสภาพที่ดูเป็นมนุษย์และเข้าถึงง่ายขนาดนี้ ทว่าก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำทักทายใด ๆ ร่างสูงของมหาเทพก็ก้าวเข้ามาสวมกอดธิดาของตนอย่างแนบแน่น กลิ่นอายของโอโซนและพลังงานบริสุทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เป็นอ้อมกอดที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดีอย่างที่เทพเจ้ามักจะปกปิดไว้ภายใต้ความเย็นชาและกฎเกณฑ์
“ลูกรักของข้า...” ซุสตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นคลอนด้วยความภาคภูมิใจ มือหนาตบไหล่เอมีเลียเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “ข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่เสมอ และวันนี้เจ้าก็ทำให้ข้าประจักษ์แล้วว่าน่านฟ้าแห่งนี้ยังคงเป็นของเจ้า การเคลียร์บททดสอบพญาอินทรีด้วยเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที... แม้แต่บรรดาวีรบุรุษในอดีตก็ยังทำไม่ได้เท่าเจ้า” มหาเทพผละออกพลางจ้องมองใบหน้าของเอมีเลียด้วยแววตาที่ส่องประกาย เขาขยับแว่นกันแดดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาที่เป็นประกายไฟฟ้าสีฟ้าคราม ก่อนจะทรงวาดหัตถ์ไปในอากาศ
ทันใดนั้นแสงสีทองสว่างจ้าก็ควบแน่นกลายเป็นวัตถุทรงกลมขนาดมหึมาที่แผ่รังสีแห่งการปกป้องออกมาจนคีอาร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
“ข้าสั่งให้เฮเฟตัสตีสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ... โล่เอจิส” โล่สีทองอร่ามที่สลักลวดลายใบหน้าเมดูซ่าอันน่าสยดสยองแต่ทรงพลังปรากฏสู่สายตา รัศมีของมันแผ่ขยายออกไปเพื่อประกาศเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครองอันเป็นนิรันดร์ ซุสมอบมันให้แก่เอมีเลียด้วยความเต็มใจ พร้อมกันนั้น เขาก็วางฝ่ามือลงบนบ่าของเธอ กระแสไฟฟ้าสีฟ้าบริสุทธิ์เริ่มไหลเวียนจากปลายนิ้วของมหาเทพเข้าสู่ร่างของนักบินสาว พันธนาการพลังแฝงที่เคยถูกกดทับไว้เนื่องจากกฎแห่งธรรมาภิบาลของทวยเทพถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น กระแสไฟฟ้าในกายของเอมีเลียทวีความเข้มข้นและบริสุทธิ์ขึ้นจนผิวหนังของเธอเริ่มมีประกายแสงสีขาวนวลแผ่ออกมา
ในขณะที่เอมีเลียกำลังซึมซับพลังที่ยิ่งใหญ่และอ้อมกอดที่อบอุ่นของพ่ออยู่นั้น คีอาร์กลับทำเพียงแค่ยืนสงบนิ่งอยู่ในมุมมืดด้านหลัง เธอพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หน้ากากสาวน้อยใสซื่อถูกสวมทับไว้อย่างมิดชิดเพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงภายใต้สถานการณ์ที่เธอไม่สามารถควบคุมได้
ดวงตาสีเฮเซลของคีอาร์ลอบสังเกตมหาเทพซุสด้วยตรรกะที่เย็นชา ‘ระดับพลังงานที่แผ่ออกมา... เกินกว่ามาตรวัดใดๆ จะประเมินได้ และปฏิกิริยาทางอารมณ์ของซุสในตอนนี้ขัดแย้งกับบันทึกประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมด’ เธอคิดพลางกระชับวงแขนที่เปียกชื้นของตนไว้แน่น การเห็นภาพเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แสดงความรักต่อลูกสาวอย่างเปิดเผยเช่นนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของเธอโดยสิ้นเชิง
เธอยืนนิ่งราวกับเป็นเพียงเงาที่ไร้ตัวตน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรังสีแห่งอำนาจและความรักที่น่าประหลาดใจ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าภายใต้ความสงบนิ่งนั้น คีอาร์กำลังบันทึกทุกรายละเอียดของมหาเทพผู้มีใบหน้าเหมือนนักบินในความทรงจำนี้ไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในภายภาคหน้า
เมื่อกลิ่นโอโซนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศที่เริ่มนิ่งสงบ ร่างของราชาเทพในรูปลักษณ์นักบินหนุ่มใหญ่ผู้เปี่ยมเสน่ห์ขยับแว่นกันแดดทรงนักบินให้เข้าที่ เขากำลังจะสลายกลายเป็นสายฟ้าเพื่อกลับคืนสู่โอลิมปัส ทว่าก่อนจะจากไป ซุสกลับหยุดชะงักแล้วหันไปสบตากับคีอาร์ที่ยืนทำตัวลีบอยู่เบื้องหลังเอมีเลีย รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเขาดูเจ้าเล่ห์แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่ที่มองทะลุถึงหัวใจใครต่อใคร
“ลูกจะคบหาหรือรักกับหญิงสาวคนใด พ่อคนนี้ก็หาได้รังเกียจไม่...” ซุสตรัสทิ้งท้ายด้วยสุ้มเสียงที่นุ่มนวลทว่ากังวานกึกก้องไปถึงดวงจิต “ดูเหมือนว่าในที่สุดลูกจะมีคนที่รักและพร้อมจะยืนเคียงข้างลูกจริง ๆ เสียที แค่นั้นพ่อก็ดีใจและหมดห่วงแล้ว” คำพูดนั้นประดุจพรที่ปลดปล่อยความกังวลใจทั้งปวงของเอมีเลียที่แบกรับมานานนับศตวรรษ ราชาเทพเบนสายตาที่แฝงไปด้วยประกายไฟฟ้ามายังคีอาร์ที่กำลังพยายามรักษาหน้ากากความเรียบร้อยท่ามกลางสภาพชุดไหมพรมเปียกโชกเน้นสัดส่วน
“คีอาร์ เจ้าทำได้ดี... ไว้ข้าจะชมเจ้าต่อหน้าบอเรอัส บิดาของเจ้าให้เขาฟัง ว่าบุตรสาวของเขามีประโยชน์และกล้าหาญเพียงใด”
คีอาร์ชะงักไปครู่หนึ่ง สมองที่เต็มไปด้วยตรรกะของเธอเริ่มประมวลผลความผิดพลาดของข้อมูลที่มหาเทพได้รับอย่างรวดเร็ว เธอขยับแว่นสายตาทรงกลมที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวพลางเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าหนักแน่นตามสไตล์กุลสตรีที่ยึดถือความถูกต้อง “ขอประทานอภัยค่ะมหาเทพ... แต่ดูเหมือนจะมีความเข้าใจผิดในเชิงความสัมพันธ์เกิดขึ้น ดิฉันกับรุ่นพี่เอมีเลียยังไม่ได้คบหากันในลักษณะนั้นค่ะ เราเป็นเพียงรุ่นพี่รุ่นน้องที่ร่วมภารกิจกันตามหลักประสิทธิภาพเท่านั้น”
ซุสระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูเหมือนเสียงฟ้าร้องคำรามในฤดูร้อนที่ดูรื่นเริง “ฮ่าๆ! เจ้าช่างเหมือนบิดาของเจ้าไม่มีผิดคีอาร์... เย็นชา แข็งกร้าว และพยายามปกป้องตัวตนภายใต้น้ำแข็งที่หนาทึบ”
ราชาเทพก้าวเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว รัศมีสีทองรอบกายเขาทำให้คีอาร์รู้สึกเหมือนน้ำแข็งในใจกำลังถูกเขย่าด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็น สายตาของซุสที่มองลึกลงไปในจิตใจของเธอนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเปลือยเปล่ามากกว่าชุดที่เปียกโชกนี้เสียอีก
“เจ้ารู้จักคำพยากรณ์ของตัวเจ้าเองไม่ใช่หรือ? น้ำแข็งที่ถูกสลักตามแม่พิมพ์เก่าจะปริร้าวเมื่อต้องกระแสแห่งอัสนี...” ซุสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงจนดูขรึมขลัง “และการหลอมละลายมิใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือการปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงจากพันธนาการแห่งเงาอดีต” คีอาร์นิ่งงันไปเมื่อคำนั้นจบ หน้ากากที่เธอเพียรสร้างมาตลอดเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินประโยคนั้น
“อย่าได้กลัวที่จะเสียความเย็นชาไปเลยสาวน้อย ลมหนาวที่หลอมละลายด้วยสายฟ้าน่ะ... มันจะกลายเป็นสายฝนที่มอบชีวิตใหม่ให้กับหัวใจที่แห้งแล้งของเจ้าเอง” ซุสขยิบตาให้เธอหนึ่งทีด้วยท่าทางแบบชายหนุ่มขี้เล่นก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เอมีเลียเป็นครั้งสุดท้าย “ดูแลกันให้ดีล่ะลูกรัก น่านฟ้าใหม่ในยุคใหม่ปี 2026 นี้... พ่อขอมอบให้พวกเจ้าเป็นผู้ดูแล สวัสดีปีใหม่”
สิ้นคำตรัส ร่างของมหาเทพซุสก็ระเบิดออกกลายเป็นสายฟ้าสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ฉีกกระชากเมฆดำจนกระจัดกระจาย เผยให้เห็นแสงอาทิตย์รำไรของยามเย็นที่เริ่มสาดส่องลงมายังยอดตึก Travelers Tower ทิ้งให้คีอาร์ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับคำพยากรณ์ที่สั่นประสาทตรรกะของเธออย่างรุนแรง โดยมีเอมีเลียที่ยืนถือโล่เอจิสพลางลอบมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย

ได้รับ +2 ตื่นรู้ จากการกำจัด หุ่นยนต์ทองคำครั้งแรก
ได้รับ +2 ตื่นรู้ จากการกำจัด จิตวิญญาณพายุ ครั้งแรก
ได้รับ +2 ตื่นรู้ จากการกำจัด อินทรีศักดิ์สิทธิ์แห่งซุส ครั้งแรก
เอมีเลียได้รับโล่เอจิสและปลดพันธนาการพลังแฝงของเอมีเลีย
รางวัล : [God-01-1] ซุส
โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15
[NPC-06] เอมีเลีย (แมรี่) แอร์ฮาร์ต
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ รุ่นพี่ +20
กลิ่นหอมจาก น้ำหอม Unisex - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +5
(โรลเพลย์ที่ลงท้ายด้วย 0 2 4 6 8 - ใช้ได้กับรุ่นพี่และเพื่อนร่วมรุ่นเท่านั้น)