Moneka M. Blossom | โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-7 22:04

Moneka Avatar
Moneka M. Blossom
Demigod Profile · Camp Jupiter
ready to bloom in pastel chaos ♡
Main Photo
About Me
ข้อมูลพื้นฐาน · ชื่อเต็ม · วันเกิด · เชื้อชาติ · ส่วนสูง · น้ำหนัก · ฐานะ ฯลฯ

ชื่อเต็มภาษาไทย: โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม│โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม 

ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ: Moneka M. Blossom│Moneka Marantear Blossom

ชื่อเล่น: โมนี่│โม│มอนอกอ│มนก บซ (อ่านว่า มอนอกอ บอซอ)

เชื้อชาติ: รัสเซีย

ส่วนสูง (cm): 164 เซนติเมตร

น้ำหนัก (kg): 48 - 52 กิโลกรัม (แล้วแต่ความขยันในการกินช่วงนั้น)

รสนิยม: ชอบทั้งสองเพศ (เอนเอียงไปทางเพศชาย 90%)

ฐานะ: ธิดาแห่งเซเรส ลูกหลานมรดกแห่งเจนัส



วันเกิด: 21 กรกฎาคม 2010 (มีอายุจริง +5 ปี เพราะร่างกายและจิตใจเติบโตขึ้น 5 ปีจากภารกิจที่เกี่ยวกับกาลเวลาที่ปั่นป่วน)

สถานที่เกิด: Mission Mcdowell Hospital ฟอเรสต์ซิตี้ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา

Likes, Family & Little Things

ความชอบและครอบครัว

สิ่งที่ชอบ: ดอกไม้และพืชพรรณ (ชอบทุกชนิดแต่ชอบโทนม่วงครามเป็นพิเศษ)│กลิ่นหอม│เห็ดและไก่ทอด (อาหารที่มีส่วนผสมเป็นส่วนประกอบ)│อาหารอร่อยรสชาติจัดจ้าน (ชอบอาหารไทยและอาหารญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ)│วัฒนธรรมของชาวเอเชีย│สิ่งมีชีวิตที่น่ารักทุกชนิดที่คิดว่าน่ารัก (ชอบสัตว์ขนนุ่มฟูเป็นพิเศษ)│อากาศอบอุ่น│รอยยิ้ม│การได้รับและส่งมอบความรักและความเข้าใจ│ฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่าน│เงินตรา│เครื่องประดับสวยงาม│เพลงและดนตรีที่มีเนื้อร้อง│การเต้นทุกชนิด│การสกินชิพ│ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน│ข่าวลือ│หินสวยงาม│รองเท้ามีส้นที่เพิ่มความสูง│การแสดงความรักทุกชนิด│กิจกรรมทางเพศ

สิ่งที่ไม่ชอบ: ความยุ่งยากวุ่นวาย│ฤดูหนาวหรืออากาศหนาวเย็น│เรื่องขัดแย้งที่ตนเองเกี่ยวข้องหรือเป็นประเด็น│การทรมารสิ่งมีชีวิต│คนที่คุยด้วยไม่รู้เรื่อง (พวกฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด)│คณิตศาสตร์และฟิสิกข์│ผักใบเบียว (ขม ๆ ยิ่งไม่ชอบ)│คำโกหกที่ดีแต่ปากและความสบายใจ│การโดนใช้งานโดยไม่สมัครใจ

การศึกษา: 

          Grade 1-8 : Rutherford County Schools 

          Grade 9 : Signature School Inc 

          Grade 10-11 : Academia Seneca (New Rome)

ครอบครัว:
     พ่อ: แคนทัส บลอสซัม (Mr.Canthus Blossom) - เภสัชกร ที่ทำงานในโรงพยาบาลของเมืองฟอเรสต์ซิตี้ รัฐนอร์ทแคโรไลนา เขาเป็นคนใจดีและรักครอบครัวมาก เมื่อเสียภรรยาสุดที่รักไปจากโรคร้ายไม่มีวันกลับ เขาก็ครองตัวเป็นโสดตลอดมาและใชัชีวิตเลี้ยงลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาอย่างให้ไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ก่อนที่จะย้ายมาเปิดร้านขายยาย่านใจกลางเมืองเอแวนส์วิลล์ รัฐอินเดียนาเมื่อไม่นานมานี้

      แม่: โคเกลิโก มารันเธียร์ (Ms.Coquelicot Marantear) (หรือ เทพีเซเรส) - สาวร้านดอกไม้แสนปริศนาที่่ตกหลุมรักรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์ของเภสัชกรหนุ่ม จึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนกระทั่งมีบุตรสาวและเธอก็จากไปด้วยโรคร้าย หลังจากที่กลับร่างเทพีเซเรสเธอคอยช่วยเหลือบุตรสาวของตนเองอยู่เสมอ แต่ท่าทางบุตรสาวจะไม่เคยเอะใจอะไรเลยกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนเอง
พี่น้อง: ไม่มีพี่น้อง
อื่น ๆ: เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส หรือ อะพอลโล แฟน/คนรัก


ข้อมูลอื่นๆ

สิ่งที่ทำให้โมนีก้ามีความสุข: การดูแลร่างกายของตัวเองเพื่อความสวยงาม│การแช่น้ำ│การมีความรักกับบางคนหรือบางสิ่ง│การมีชีวิตอยู่│การเก็บหรือมีความทรงจำที่ล้ำค่า

ความกลัว: การโดนใช้งานและโดนแบกความคาดหวัง│การถูกลืม│โดนไม่ให้ความสำคัญ

ข้อบกพร่องร้ายแรง: 

           หากไม่ยิ้มจะหน้านิ่งจนโดนหาว่าหยิ่งและไม่น่าเข้าหาเอาเสียเลย จึงพยายามแสดงอารมณ์และยิ้มเยอะ ๆ

โรคประจำตัว : 

          โรคหลายบุคลิก (Dissociative Identity Disorder - DID)

          ภาวะ PTSD แบบซ่อนเร้น (Post-Traumatic Stress Disorder) - ภายนอกของโมนีก้าดูร่าเริงปกติ แต่บางครั้งจะเหม่อลอย แววตาว่างเปล่าเมื่อนึกถึงอดีต หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย

โรคประจำตัวเดมี่ก็อต: โรคสมาธิสั้น



รูปพรรณสัณฐาน


สีผมตามกำเนิด: สีดำสนิท

สีตาตามกำเนิด: สีเทาเงินบริสุทธิ์ (มักโดนเข้าใจผิดว่าเป็นบุตรของเทพีอะธีน่าหรือมิเนอร์ว่าเป็นประจำ)

สีผิวตามกำเนิด: ผิวขาวซีด

ลักษณะการแต่งตัว: การแต่งตัวของโมนีก้าเปลี่ยนเป็นความเรียบง่ายที่ทรงพลังและเปี่ยมความหมาย เธอเลือกเสื้อผ้าคัตติ้งเนี้ยบโทนขรึมอย่างพิถีพิถัน มักสวมเสื้อครอปทอปหรือเดรสเข้ารูปทับด้วยเบลเซอร์โครงสร้างชัดหรือโค้ทตัวยาวที่ดูภูมิฐาน เข้าคู่กับรองเท้าบูทหนังทรงสวยที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ เครื่องประดับทุกชิ้นบนเรือนร่างสะท้อนถึงความมั่นใจที่นิ่งสงบและความเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากอย่างลงตัว

           *โมนีก้ามีกลิ่นติดผิวกายเป็นกลิ่นของดอกไลแลคและเบอร์รี่หวานอยู่เสมอ ๆ 


รูปรอยสัก 2 ขีด


แรงจูงใจเป้าหมายในชีวิต: ต้องมีชีวิตไปกอดคนที่ตัวเองรัก




Personality

Moneka

โมนีก้าในวัย 20 ปี ตอนนี้เธอไม่ใช่ดอกไม้ที่รอวันเหี่ยวเฉาเพื่อหนีความเลวร้ายอีกต่อไป แต่กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคุ้มครองคนรอบข้าง เพราะเธอเคยพบกเจอและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสงครามโบราณ ความวิปริตของมนุษย์และป่าดึกดำบรรพ์ได้หล่อหลอมให้เธอตกตะกอนความขัดแย้งในใจจนกลายเป็นความนิ่งสงบที่เด็ดขาดจากประสบการณ์ความโหดร้ายในโลกที่พบมา แม้โมนีก้าจะยังมีความร่าเริงและรักอิสระเป็นพื้นฐาน แต่ความแปรปรวนในอดีตถูกแทนที่ด้วยเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่รู้ทันโลก แม้จะชอบกึ่งประชดประชันไปบ้างแต่เธอเลิกแบกความคาดหวังของคนอื่นจนตัวโก่ง แต่เลือกที่จะยืนหยัดในฐานะที่พึ่งและผู้รับฟังที่ชาญฉลาด ความเปราะบางที่เคยซ่อนไว้ถูกเปลี่ยนเป็นเกราะแก้วที่แข็งแกร่ง 


และแน่นอนว่าสิ่งที่ไม่หายไปคือหากเธอตัดสินใจแล้ว ต่อให้เส้นทางจะเต็มไปด้วยขวากหนาม เธอก็จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลังกลับไป


ความไร้เดียงสาของโมนีก้านั้นถูกเผาทิ้งไปพร้อมกับกระแสธารแห่งกาลเวลาที่ได้ผ่านมา โมนีก้าในตอนนี้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของโลกและมนุษย์ไม่ต่ำกว่าผู้ใหญ่คนหนึ่ง แววตาสีเทาเงินของเธอมักจะฉายประกายความรู้ทันคนอื่นอยู่เสมอ การถูกทรยศหักหลังสอนให้เธอเลิกมองโลกผ่านฟิลเตอร์สีชมพู แต่เปลี่ยนเป็นมองหาความจริงแม้จะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม โมนีก้าเลิกเกรงใจพร่ำเพรื่อและกล้าที่จะสวนกลับคนด้วยคำพูดที่ตรงไปตรงมาหากเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ยังรักษารอยยิ้มและเสน่ห์ความร่าเริงเอาไว้เพื่อเป็นหน้าด่านในการลดทอนความตึงเครียดกับคนอื่น ๆ 


ในเรื่องความรัก ตอนนี้โมนีก้าเรียนรู้ที่จะรักอย่างมีขอบเขตและมีวุฒิภาวะมากขึ้น เธอพร้อมมอบหัวใจและความภักดีให้คนที่ทำให้เธอรู้สึกมีค่าอย่าง เลสเตอร์ แต่เธอก็รักตัวเองมากพอที่จะเดินจากไปทันทีหากความสัมพันธ์นั้นพยายามจะพรากตัวตนหรือกรงขังเธอไว้ ความโหยหาในตัวคนรักไม่ได้ทำให้เธองมงายจนเสียศูนย์ แต่กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันที่จะได้พบเขาในเวลาที่ถูกต้อง


Moneka

เรื่องการกิน โมนีก้ายังคงรักษาตำแหน่งศัตรูคู่แค้นของผักใบเขียวไว้อย่างเหนียวแน่น ภารกิจเขี่ยเศษผักออกจากจานยังคงเป็นงานละเอียดที่เธอทำอย่างตั้งใจไม่เคยเปลี่ยน สวนทางกับความคลั่งรักในเห็ดและไก่ทอดที่ยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจของโมนีก้าเสมอมา ความดื้อรั้นอย่างมีเอกลักษณ์นี้คือสิ่งที่ย้ำเตือนว่า แม้โลกและกาลเวลาจะเปลี่ยนเธอไปมากแค่ไหน แต่จิตวิญญาณของเด็กสาวที่หลงรักกลิ่นเห็ดย่างและเสียงหัวเราะกลางสายลมยังคงอยู่กับเธอเสมอในฐานะ Fungi และ Chicken Lover ตัวจริงเสียงจริง



ประวัติตัวละคร

Moneka main portrait

โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 เมืองฟอเรสต์ซิตี้ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เด็กหญิงตัวน้อยที่ลืมตาดูโลกในฤดูร้อนอันอบอุ่นนี้มิได้เกิดมาในครอบครัวใหญ่โต หากแต่เกิดมาในครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความรักและความผูกพันอันลึกซึ้ง เธอเป็นลูกเพียงคนเดียวของ แคนทัส บลอสซัม (Canthus Blossom) เภสัชกรหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและน้ำใจ เขาทำงานอยู่ในโรงพยาบาลประจำเมือง เป็นที่รักของผู้คนเพราะความจริงใจและความตั้งใจดูแลชีวิตผู้อื่น ส่วนแม่ของเธอคือ โคเกลิโก มารันเธียร์ (Coquelicot Marantear) หญิงสาวผู้เลื่องชื่อเรื่องความงดงามและความลึกลับ เจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้หลากชนิด ความรักระหว่างพ่อกับแม่ของเธอแม้จะเป็นเพียงรักสั้น ๆ ในสายตาของเทพองค์อื่น แต่มันกลับอบอุ่นหัวใจ แม่ของเธอตกหลุมรักรอยยิ้มบริสุทธิ์ของเภสัชกรหนุ่ม จนกลายเป็นสายใยที่ผูกพันสองชีวิตเข้าด้วยกัน และก่อกำเนิดเป็นลูกสาวน้อยที่ชื่อ โมนีก้า

อย่างไรก็ตาม ความสุขของครอบครัวไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป เมื่อแม่ของเธอต้องล้มป่วยด้วยโรคร้ายปริศนาที่รักษาไม่หายและจากโลกไปในขณะที่โมนีก้าเพิ่งมีอายุได้เพียง 2 ขวบเท่านั้น นับแต่นั้นมา แคนทัสจึงต้องรับภาระดูแลลูกสาวเพียงลำพัง แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่หัวใจของคนเป็นพ่อก็เปี่ยมด้วยรักที่มั่นคงจนทำให้โมนีก้าเติบโตมาอย่างแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยความรักที่ไม่เคยขาด ฃ

ชีวิตวัยเรียนของโมนีก้าดำเนินอยู่ที่ Rutherford County Schools ตั้งแต่เกรด 1 จนถึงเกรด 8 เธอเป็นเด็กที่มีบุคลิกสดใส ร่าเริง แต่ก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ ตรงกันข้าม เธอเป็นเด็กหญิงที่ใจเด็ด มีความมั่นใจ และมักมีวิธีการแสดงออกที่เป็นตัวของตัวเองเสมอ แม้ในบางครั้งจะดื้อรั้นไปบ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยความตั้งใจจริง

ไม่นานมานี้ เธอและบิดาตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปยังเมืองเอแวนส์วิลล์ รัฐอินเดียนา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมเปิดร้านขายยาของครอบครัวใจกลางเมือง และนั่นทำให้โมนีก้ากำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตการศึกษาในชั้นเกรด 9 ที่ Signature School Inc. ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ขึ้นชื่อด้านความเข้มข้นทางวิชาการและการปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์

Moneka gif

แต่ใครจะรู้กันล่ะว่า โคเกลิโก มารันเธียร์ แม่ของโมนีก้าแท้จริงแล้วคือเทพีเซเรส ผู้ครองอำนาจเหนือผืนพสุธาและพืชพรรณทั้งมวล การจากไปของนางในยามที่ลูกสาวเพิ่งอายุได้เพียงสองขวบไม่ใช่ความตายธรรมดา หากแต่เป็นการหวนคืนสู่ธรรมชาติเพื่อดำรงสถานะเทพีที่เธอเป็น ตั้งแต่วินาทีนั้น เทพีเซเรสยังคงเฝ้ามองลูกสาวอยู่ห่าง ๆ ในสายลมของฤดูใบไม้ผลิ ในกลีบดอกไม้ที่ผลิบาน ในสายฝนที่ตกลงมา และในข้าวสุกหอมกรุ่นทุกจาน แม้ไม่เคยปรากฏกายต่อหน้าบุตรสาว แต่ก็เฝ้าคุ้มครองอย่างใกล้ชิดเสมอ เพราะในตัวโมนีก้ามีสายเลือดเทพเจ้าไหลเวียนอยู่ เธอคือเดมิก็อดน้อยที่เกิดจากความรักระหว่างมนุษย์และเทพี

ทว่าด้วยความที่เติบโตมาโดยไร้การบอกเล่าความจริงจากผู้เป็นแม่และผู้เป็นภรรยา ทำให้โมนีก้าเป็นเด็กสาวที่เชื่อว่าเรื่องประหลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็นเพียง “ความบังเอิญ” ดอกไม้ที่บานในกระถางที่เธอลืมรดน้ำ ต้นไม้ที่โน้มกิ่งมาให้ร่มเงาในยามที่เธอเหนื่อยล้า หรือแม้กระทั่งความสามารถในการทำให้คนรอบตัวสบายใจอย่างไม่รู้ตัว ทั้งหมดนั้นเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมาจากพลังที่แฝงอยู่ในเลือดเนื้อของตนเอง เธอยังคงเป็นเด็กสาวที่ปรับตัวได้ราวกับฤดูกาล เปลี่ยนแปลงอย่างอ่อนช้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความแน่วแน่เฉกเช่นผืนดินที่ไม่เคยทอดทิ้งพืชพรรณใด ๆ และเป็นไปตามความตั้งใจของเทพีเซเรสที่ไม่ต้องการบังคับเส้นทางชีวิตของลูก หากแต่ปรารถนาให้โชคชะตาและการเลือกของโมนีก้าเป็นผู้ชี้นำทุกสิ่งด้วยตนเอง

แต่ใครจะรู้ว่าความจริงแล้วสายเลือดในกายของโมนีก้ามันซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดการณ์หรือเข้าใจ เธอเป็นธิดาของเทพีเซเรสนั้นจริงแท้ แต่ไม่รู้เลยว่าฝั่งของพ่ออย่างแคนทัส บลอสซัม ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียทีเดียว เพราะตระกูลของเขาสืบเชื้อสายลึกลงไปถึงเดมิก็อดผู้เป็นบุตรแห่งเทพเจนัส เทพเจ้าผู้ครองสองภาค หนึ่งหันหน้าไปสู่อดีต อีกหนึ่งทอดตาไปยังอนาคต ทว่าหลายชั่วอายุคนผ่านไป เชื้อสายนั้นเลือนราง เจือจางจนแทบไม่มีใครรับรู้ แม้กระทั่งแคนทัสเองก็ไม่ได้ตระหนักว่าในเลือดเนื้อของเขายังคงซ่อนมรดกของสายเลือดเจนัสอยู่เงียบ ๆ

แต่เมื่อสายเลือดเข้มข้นของเทพีเซเรสไหลเวียนมาผสมในกายของโมนีก้า มันกลับกระตุ้นพลังที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นการผสานอันแปลกประหลาดระหว่างพลังแห่งผืนดินและฤดูกาลของเซเรส กับพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของเจนัส 

Moneka alt portrait

ผลลัพธ์คือ… โมนีก้าเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการมีหลายบุคลิกในร่างเดียว อายุแตกต่างกัน เพศต่างกัน และทุกอย่างก็ต่างกัน บุคลิกที่หนึ่ง เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็น ราวกับดอกไม้ที่ผลิบานหลังผ่านพ้นหิมะ ความเบิกบานของเธอทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเหมือนโลกสว่างขึ้นทันตา แต่ความอ่อนไหวของเธอก็ทำให้บอบบางง่ายดั่งกลีบดอกที่ถูกสายลมพัด ชอบการเอาใจและการดูแล เพราะเกลียดการถูกทิ้งให้อยู่ในความเงียบเหงา

บุคลิกที่สอง หัวรุนแรง เร้าร้อน และเจ้าอารมณ์ที่สุด เธอกล้าในสิ่งที่เสี่ยง บ้าบิ่นในสิ่งที่คนอื่นหวาดหวั่น และแสดงออกโดยไม่คิดจะปิดบังความรู้สึก รักสีสันที่จัดจ้านของชีวิต รักการวิ่งไล่ตามแสงสว่างและเสียงหัวเราะ ความทุกข์หรือบาดแผลในใจก็สลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไฟที่ลุกโชนแล้วดับวูบ

บุคลิกที่สาม ตรงข้ามกับบุคลิกก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เป็นคนเจ้าระเบียบ ขี้รำคาญ รักความเป็นส่วนตัวสูง และไม่ชอบความวุ่นวายหรือเรื่องท้าทายที่ดูเสี่ยงอันตรายมากเกินไป เธอรักบ้าน รักพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง และจะปกป้องมันไม่ยอมให้ใครรุกล้ำหรือย่างกรายเข้ามา

บุคลิกที่สี่ เงียบขรึม เย่อหยิ่ง ดูราวกับไม่อยากคบค้าสมาคมกับใคร แต่แท้จริงแล้วภายใต้ท่าทีแข็งกร้าวนั้น เธอคือคนที่มีความบอบบางและขี้อาย มีความละเอียดอ่อนและใจเย็น เธออดทนกับสิ่งรอบตัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็เฉื่อยชาในสายตาคนอื่น เป็นคนเย็นชา แต่ซ่อนความอ่อนหวานไว้ลึก ๆ สำหรับผู้ที่กล้าอบอุ่นเธอจริง ๆ นั่นคือเรื่องราวของเธอ ตอนนี้สาวน้อยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่แห่งโชคชะตา บทที่ความลับที่ปิดซ่อนมาตลอดชีวิตจะถูกเปิดเผย และทุกการเลือกของเธอจะกำหนดอนาคตของตัวเธอเอง สายเลือดของเธอไม่ใช่แค่ “ภาระ” หากแต่เป็น “กุญแจ” ที่จะไขเส้นทางไปสู่เรื่องราวยิ่งใหญ่ที่โลกภายนอกยังไม่ทันรู้ตัว

ปัจจุบันโมนีก้าอาศัยอยู่ที่ค่ายจูปิเตอร์ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และตอนนี้เธออยู่กองร้อยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเซนจูเรี่ยนจำเป็น (ทาสงาน) อยู่ในขณะนี้


ประวัติบรรพบุรุษ


บรรพบุรุษของโมนีก้าต้นกำเนิดย้อนไปไกลกว่าที่ใครคาดคิด ว่ากันว่าบรรพบุรุษคนแรกของตระกูลคือ “เดมิก็อทของเทพเจนัส” เทพผู้เฝ้าประตูและเส้นทางแห่งการเปลี่ยนผ่าน ครีตา เดมิก็อทของเทพเจนัส (บรรพบุรุษแรกเริ่ม) ได้หลบหนีจากกรุงโรมในช่วงการล่มสลายและสงคราม เพื่อหาที่อยู่ใหม่ จนกระทั่งมาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนที่กลายเป็นชายแดนของยูเครนและรัสเซียในภายหลัง แม้สายเลือดเดมิก็อดจะเจือจางลงตามกาลเวลาแต่ก็ไม่เคยสูญสิ้น ลูกหลานของเธอแต่งงานและใช้นามสกุล บลอสซัม เป็นต้นตระกูลของสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย การสืบเชื้อสายของตระกูลนั้นมีไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด สายเลือดของเธออยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงยุคมืด ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) และเข้าสู่ช่วงที่ครอบครัวที่กระจัดกระจาย  และในศตวรรษที่ 20 เลือดโบราณนี้ได้แสดงพลังอีกครั้งผ่านชายผู้มีเชื้อสายคนหนึ่ง แอชเชอร์ บลอสซัม (ทายาทรุ่นที่ 62)


แอชเชอร์ เกิดในช่วงหลังสงครามกลางเมืองของยุโรปตะวันออก เขาเติบโตในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางความยากจนและความวุ่นวายรอบด้าน ในวัยเด็กเขามักเผชิญกับอสุรกายที่โผล่เข้ามาในโลกมนุษย์โดยไร้เหตุผล จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบ “ลูปา” ที่มาช่วยชีวิตและพาเข้าสู่ “บ้านหมาป่า” และนั่นคือจุดเริ่มต้นการฝึกฝน


ปี ค.ศ. 1970 เขาได้เข้าสู่ ค่ายจูปิเตอร์ (Camp Jupiter) ในฐานะลูกหลานแห่งโรมของเทพเจนัส ที่นี่เองเขากลายเป็น “ทหารตัวอย่าง” ผู้ไม่เคยปฏิเสธคำสั่ง เขามีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว และต่อสู้ถวายหัวเพื่อโรม แต่ทว่าในเงามืดของจิตใจ แอชเชอร์กลับแบกรับอาการหลายบุคลิกที่เกิดจากการขัดแย้งกันของสายเลือดเจนัสในกายที่ตื่นขึ้น เขาจึงเหมือนนักรบผู้ไร้หัวใจ ทำงานราวกับตุ๊กตากลไก ไม่มีการเลือกเอง มีเพียงการเชื่อฟัง แม้เขาจะทุ่มเททุกสิ่งให้กับภารกิจของทวยเทพ แต่ในใจลึก ๆ เขาเชื่อว่าเลือดของเขาคือ คำสาป ที่ไม่อยากส่งต่อให้ลูกหลาน เขาจึงปิดบังทุกอย่างไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้แม้แต่ครอบครัวได้สัมผัสกับด้านมืดนี้


ต้นทศวรรษ 80 โลกมนุษย์เต็มไปด้วยความไม่สงบจากสงครามเย็น การสังหารหมู่ และความขัดแย้งในทุกภูมิภาค และความปั่นป่วนนี้ก็ไหลทะลักเข้ามาถึงค่ายของเหล่าเดมิก็อด ความคิดทางการเมืองแตกออกเป็นสองฝ่าย แม้แต่ในค่ายจูปิเตอร์ก็มีการแบ่งฝั่งอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางความแตกแยกนั้นเอง แอชเชอร์ บลอสซัม เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเชื่อ เขาเริ่ม “หัวขบถ” ไม่ใช่เพื่อต่อต้านโรม แต่เพราะเขามองเห็นว่าเพื่อนหลายคนกำลังถูกใช้เป็นหมากในเกมการเมือง เหมือนที่เขาเองเคยเป็น เขาจึงเริ่มถอนตัวออกมาใช้ชีวิตในโลกมนุษย์แทน และเลือกจะรับภาระของสายเลือดไว้เพียงลำพัง


แต่กระนั้นความภัคดีที่เขามีให้โรมกลับไม่เสื่อมคลาย เขาได้เริ่มช่วยสภาเซเนทสืบสวนอย่างลับ ๆ หลังจากการไปใช้ชีวิตด้วยการเดินทางไปรัสเซีย ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างถึงที่สุด ทำให้เขาได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญของไส้ศึกในค่ายจูปิเตอร์และผู้ที่ใส่ร้าย แคสแซนดร้า อาร์ชิโบล์ด


เวลาผ่านไปตระกูลบลอสซัมค่อย ๆ กลายเป็น “ครอบครัวธรรมดา” ที่ใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ มีการแต่งงานกับคนทั่วไป มีลูกหลานที่ไม่รู้เลยว่าตนเองมีสายเลือดเทพเจนัสอยู่ในร่างกาย แต่กระทั่งถึง แคนทัส บลอสซัม (Canthus Blossom) หลานชายของแอชเชอร์ ผู้ที่เกิดและเติบโตในสหรัฐฯ ก็ยังคงไม่รู้ตัวว่าตนเองมีสายเลือดพิเศษ เขากลายเป็นเพียงเภสัชกรใจดี รักครอบครัว ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา ทว่าในสายเลือดของเขายังคงแฝงร่องรอยของเจนัสและรอวันที่จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น เมื่อแคนทัสแต่งงานกับ โคเกลิโก มารันเธียร์ หญิงสาวปริศนาผู้แท้จริงคือ เทพีเซเรส และให้กำเนิดบุตรสาวเพียงหนึ่งเดียว โมนีก้า บลอสซัม สายเลือดทั้งสองจึงได้ผสมผสานกันอย่างเข้มข้น เลือดของเทพีเซเรสปลุกพลังที่หลับใหลของเจนัสให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง และนั่นคือเหตุผลที่โมนีก้าเกิดมาพร้อมโรคหลายบุคลิกและมีพลังของธรรมชาติและการเปลี่ยนผ่านที่เข้ามา


ข้อมูลอัพเดท (แล้วแต่แอดจะให้ใส่)

มีใบอนุญาตใบขับขี่สากลของเดมิก็อด รถในครอบครอง [Vulcan’s Ember]

  

Vulcan's Ember: เปลวเพลิงแห่งวัลแคน 

สปอร์ตคาร์คันนี้ไม่ใช่ยานพาหนะธรรมดา แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตของ บุตรแห่งวัลแคน (Vulcan) เทพเจ้าแห่งไฟและงานช่าง เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของโลกมนุษย์เข้ากับเวทมนตร์และภูมิปัญญาแห่งเทพ ตัวถังหล่อหลอมจาก Infernal Alloy (โลหะผสมพิเศษระหว่างไทเทเนียมเกรดอากาศยานและอะดาแมนไทต์) มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งทนทานต่อแรงกระแทกและมวลความร้อนมหาศาล พื้นผิวรถเปล่งประกายคล้ายเปลวไฟที่กำลังลุกโชน หรือสีดำเงาขลับที่ซ่อนเร้นประกายแดงฉานยามต้องแสง เครื่องยนต์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันทั่วไป แต่ใช้ แก่นแท้แห่งไฟ ทำให้พุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือจินตนาการพร้อมเสียงคำรามดุดันราวกับมังกรเพลิง

ข้อมูลทางเทคนิค

ความเร็วสูงสุด: 300 กม./ชม. (โปรดรักษากฎจราจรในแต่ละประเทศ)

อัตราเร่ง (0-100 กม./ชม.): ภายใน 2.5 วินาที
ความจุที่นั่ง: 4 ที่นั่ง (รวมคนขับ)
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อ อิสระ (4WD)
ระบบเชื้อเพลิง: เชื้อเพลิงยานยนต์ (ไอเทม) กลั่นจากสัมฤทธิ์วิเศษ (ความจุถัง 100 ลิตร)
ตัวถัง (Bodywork): Infernal Alloy กันกระสุน 100%, ทนกรงเล็บปีศาจ, ทนความร้อน 2,000°C

ระบบป้องกันและอุปกรณ์พิเศษ

Thermal Aura: แผ่รังสีความร้อนรอบตัวรถ 1 เมตร เพื่อเผาทำลายอาวุธขว้างหรือลูกธนูที่พุ่งเข้ามา
Mist Diffuser: ระบบปล่อยหมอกพรางตา ทำให้คนทั่วไปมองเห็นเป็นเพียงรถสปอร์ตสีแดงธรรมดา
กระจกอาคม: ใสเหมือนแก้วแต่แข็งแกร่งเท่าเหล็กกล้า พร้อมลงอักขระป้องกันเวทมนตร์สะกดจิต
Hephaestus Grip: ล้ออัลลอยด์หล่อชิ้นเดียว ยางทำจากโพลิเมอร์ผสมใยโลหะเทพเจ้า ยึดเกาะทุกสภาพผิว
Self-Mending: ตัวถังสามารถสมานรอยขีดข่วนเองได้เมื่อได้รับความร้อน (เช่น การจอดตากแดดหรือเร่งเครื่อง)


ภายในห้องโดยสารและการควบคุม

แผงคอนโซล: ผสมผสานดีไซน์ Steampunk (เกจวัดอนาล็อกแบบเครื่องจักรไอน้ำ) และโฮโลแกรมเวทมนตร์
เบาะนั่ง: ทำจากหนังมังกรฟอกนิ่ม (Ethically sourced) ทนไฟและปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ
Auto-Pilot Golem Mode: มีวิญญาณเทียมสถิตในรถ สามารถสั่งให้ขับมารับหรือขับหนีศัตรูได้เอง
ปุ่ม Overdrive: ปุ่มสีแดงรูปค้อนไขว้ ใช้สำหรับปลดปล่อยความร้อนสะสมเพื่อเพิ่มพลังพุ่งชน (Ramming Speed)
Universal Permit Holder: ช่องเสียบการ์ดพิเศษที่ขยายพลังของ "ใบขับขี่สากล" ทำให้ผ่านด่านตรวจได้ทุกแห่งทั่วโลก

     หมายเหตุ: ระยะทางและการใช้ความเร็วมีผลต่อการผลาญเชื้อเพลิง เมื่อเชื้อเพลิงใกล้หมดจะมีระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าเขตขีดแดง

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์นี้ หากยังไม่มีบัญชี กรุณา ลงทะเบียน

×

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 102359 ไบต์และได้รับ 80 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-8-25 04:02

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1พลังน้ำใจ +50 เงินดอลลาร์ +50 เหรียญดีนาเรียส +10 ตื่นรู้ +1 ย่อ เหตุผล
God + 50 + 50 + 10 + 1

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2025-12-19 21:04:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-7 22:11

Moneka Avatar
Moneka M. Blossom
Demigod Profile · Camp Jupiter
ready to bloom in pastel chaos ♡

ทามไลน์ของโมนีก้า ปี 2025-2026 (สำหรับอัพเดทค่ายจูปิเตอร์)

(ช่วงเวลาต่อจากนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรู้ว่ามีช่วงเวลากลางวัน 24 ชั่วโมง)

(ไม่มีกลางคืน มา 1 ปีกว่า ๆ แล้ว แต่มนุษย์ไม่รู้สาเหตุ)

(ความจริงที่ไม่มีช่วงเวลากลางคืนเพราะเทพนิกซ์โดนลักพาตัว) 


วันที่ 25 สิงหาคม โมนีก้าได้โดนมิโนทอร์ตามล่าเธอบอกเรื่องนี้กับพ่อ พ่อพยายามหาทางช่วยและพ่อรู้ว่าหากเดินทางไปที่เมืองนิวโรม ที่ซานฟรานซิสโก น่าจะช่วยได้ ทั้งสองยังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเดมิก็อด ทั้งพ่อและโมนีก้าเลยเดินทางออกจากบ้านที่ เมืองเอแวนส์วิลล์ รัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา

วันที่ 26 สิงหาคม โมนีก้าและพ่อเดินทางมาจนถึงซานฟรานซิสโกด้วยการนั่งเครื่องบิน ระหว่างทางได้พบกับหมาป่าสีขาวโมนีก้ารู้ทันทีว่าต้องตามไปเพราะหมาป่าบอกว่าหากไม่อยากให้พ่อเป็นอันตรายก็ตามไปโมนีก้าเลยลาพ่อแล้วตามไป สรุปหมาป่านั้นคือเทพีลูปา ที่จะพาโมนีก้าไปยังบ้านหมาป่าเพื่อฝึกฝนเตรียมตัวส่งโมนีก้าให้ไปที่ค่ายจูปิเตอร์ที่กรุงโรมใหม่

วันที่ 27 สิงหาคม - 04 กันยายน โมนีก้าโดนลูปาพามาที่บริเวณบ้านหมาป่าเพื่อทำการฝึกฝน โมนีก้าได้รู้ว่าเธอเป็นธิดาของเซเรส และมีเชื้อสายของเทพเจนัสในตัวของเธอด้วยซ้ำ โมนีก้าต้องฝึกหนักมากเพราะเธอค่อนข้างอ่อนแอกว่าคนทั่วไป ทั้งวิชาการต่อสู้ ปรับตัว ขนาดวิชาภาษาโรมันเดมิก็อดคนอื่น ๆ เรียนแค่ 6 วันก็เข้าใจแล้ว แต่โมนีก้าต้องเรียน 10 วัน ไม่งั้นก็จะไม่เข้าใจเลย ระหว่างที่อยู่บ้านหมาป่าโมนีก้ามีรูมเมทและเป็นบัดดี้ของเธอชื่อ อัสทริก เดวอน ซูกิ เป็นบุตรีเทพมาร์ส เป็นสาวทอมที่ทำอาหารเก่ง ทั้งสองสนิทกันมาก


ช่วงเวลาของบันทึกการเดินทาง ติดตามต่อได้ที่นี่ [บันทึกการเดินทาง] From Lupa’s Kick to Jupiter’s Gates


วันที่ 05 กันยายน โมนีก้าต้องออกเดินทางออกจากบ้านหมาป่ากับซูกิเพื่อเดินทางไปยังค่ายจูปิเตอร์ที่อยู่ไกลออกไปแต่ไม่มากแต่เต็มไปด้วยอันตราย เทพีลูปาเป็นคนมาส่งลาทั้งสองคน โมนีก้าและซูกิออกเดินทางด้วยกัน ทั้งสองโดนก็อบลิน กลุ่มใหญ่ ถึง 2 กลุ่ม โจมตี ระหว่างทาง ไหนจะมีกองทหาร อีก 2 กองที่เป็นมนุษย์ที่ต้องการจับตัวเดมิก็อดไปทดลอง และมิโนทอร์ตามล่า ตอนทั้งสองเดินทางถึงทางเข้าค่ายจูปิเตอร์, อุโมงค์คัลลีคอตต์, แคลิฟอร์เนีย โมนีก้าก็จัดการกับมิโนทอร์ได้แล้วก็ได้เข้าค่าย


(จบ [บันทึกการเดินทาง] From Lupa’s Kick to Jupiter’s Gates)


วันที่ 06 กันยายน โมนีก้าโดนส่งให้ไปอยู่กองร้อยที่ 2 ของค่ายจูปิเตอร์ ส่วนซูกิโดนส่งไปที่กองร้อยที่ 1 ซึ่งดีกว่า แต่โมนีก้าก็ไม่ได้คิดอะไรมากเธอแค่ใช้ชีวิตอยู่ที่ค่ายจูปิเตอร์เท่านั้น

วันที่ 06 - 17 กันยายน โมนีก้าใช้ชีวิตที่ค่ายในฐานะเด็กใหม่ของค่ายจูปิเตอร์ที่มีกิจวัตรประจำวันทั้งการฝึกแบบทหารและการเรียนรู้ โมนีก้าทำทุกอย่างที่ทำได้และพยายามหามิตรภาพใหม่ ๆ แต่โมนีก้าก็รู้สึกว่ามันก็อาจจะดี? ทว่าก็เกิดเรื่องขึ้นโมนีก้าฝันประหลาดจนนอนไม่หลับ


ช่วงเวลาของบันทึกการเดินทาง ติดตามต่อได้ที่นี่ [บันทึกการเดินทาง] Beamed into Duty: Saving Mr. Freckles] 


วันที่ 18 กันยายน โมนีก้าไม่ได้นอนแต่ทว่าเธอก็โดนวาร์ปไปยังเมืองแวนคูเวอร์ แคนนาดา โดยมีชายคนหนึ่งที่อายุมากกว่าโมนีก้า 1 ปี ทำพิธีเรียกมา เขาชื่อ เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส เขาบอกว่าเขามีเรื่องให้ช่วยเขาทำพิธีแบบสุ่ม ไม่รู้จะเจอใครมาช่วย เขาเป็นคนที่ต้องทำภารกิจจากค่ายจูปิเตอร์ไปทำให้มีช่วงเวลากลางคืนด้วยการปลุกเทพเอเรบัส แต่ระหว่างทางโดนกลุ่มองค์กรประหลาดโจมตีทำให้เพื่อนของเขาโดนจับตัวไป เขาต้องการให้โมนีก้าเดินทางไปกับเขาเพื่อไปช่วยเพื่อนเขาด้วยเช่นเดียวกัน โมนีก้าเข้าใจผิดว่าหากไปช่วยช่วงเวลากลางคืนจะกลับมาเลยตกลง และโมนีก้าก็ไม่ได้รู้เลยว่า เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส คนนี้คือเทพอะพอลโลในร่างมนุษย์ที่โดนสาปโดยซุสให้ลงมาเป็นมนุษย์ ทว่าเลสเตอร์ที่พึ่งรู้ว่าโมนีก้าเป็นเดมิก็อดหน้าใหม่ที่พึ่งรู้ว่าตัวเองเองเป็นเดมิก็อดก็ตกใจมากเพราะโมนีก้าต้องเป็นเดมิก็อดที่ยังไม่เคยฝึกอะไรแน่ ๆ เขาเลยต้องปกป้องเธอ อีกอย่างโมนีก้ามีกลิ่นกายของดอกไลแลคเหมือนกับดาฟเน่ รักแรกของอะพอลโลเอง ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าต้องปกป้องเธอ

วันที่ 18 - 21 กันยายน โมนีก้าและเลสเตอร์ต้องเดินทางจากเมืองแวนคูเวอร์เพื่อไปยังจุดเรือเหาะตกเป็นเบาะแสสุดท้ายของเพื่อนเลสเตอร์ ระหว่างการเดินทางโมนีก้าและเลสเตอร์ต้องโดนอสุรกายและมนุษย์ องค์กร LoNex ตามล่า โมนีก้าที่ไม่เคยเจอการต่อสู้จริงกับมนุษย์ขนาดนี้มาก่อนทำให้เธอรู้สึกแย่มาก ๆ แต่มีเลสเตอร์คอยอยู่และดูแลเธอเพราะภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่แค่พวกอสุรกายที่เป็นศัตรูของโมนีก้าและเลสเตอร์แต่เป็นมนุษย์จากองค์กร LoNex ด้วยเหมือนกันจนกระทั่งโมนีก้าได้ช่วยเหลือเพื่อน ๆ ของเลสเตอร์ได้แก่ วินเซนโซ (บุตรวัลแคน) ลูคัส (บุตรมาร์ส) อิลิเซีย (สายเลือดน็อกซ์) ฮารุโตะ (บุตรอะพอลโล) ได้สำเร็จแต่ทว่าโมนีก้ากลับได้พบกับเทพธานาทอส เขาบอกว่าเธอเก่งเพราะเธอฆ่าคนเยอะดี ทำให้โมนีก้าได้รับรู้ว่าเธอได้เผลอฆ่ามนุษย์เป็นครั้งแรก ทำให้โมนีก้ารู้สึกแย่มาก ๆ เธอแทบสติแตก

วันที่ 21 - 25 กันยายน หลังจากที่โมนีก้าและเลสเตอร์ช่วยเพื่อน ๆ ได้แล้ว แต่พวกองค์กร LoNex มีแผนร้ายในการทำให้โลกมืดด้วยพลังของเทพเอเรบัสพวกเขาต้องไปหยุด แม้ว่าโมนีก้าจะสติแตกแต่เธอก็ต้องเข้มแข็งแม้ใจจะสลายมากก็ตามที เลสเตอร์ใช้พลังรักษาจนหมดแรงจนสลบ โมนีก้าเลยรู้สึกแย่ไปอีก และพวกเขาต้องเดินทางจากแคนาดาไปยัง ท่าเรือที่ใกล้ที่สุดคือเมืองควิเบก ท่าเรือมอนทรีออล ระหว่างการเดินทางพวกเขาเจอทั้งอสุรกายและเหล่าองค์กร LoNex ตามล่าตัวเพื่อกำจัดทิ้ง แต่ก็ผ่านมาได้ การต่อสู้นั้นโชคโชนมาก ๆ และโมนีก้าก็เป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม แต่เธอก็พยายาทำตัวให้เป็นภาระของทุกคนน้อยที่สุดจนกระทั่งวันที่ 24 พวกเธอก็ถึงท่าเรือและขึ้นเรือของเพื่อนเลสเตอร์เพื่อเดินทางไปยังยุโรป ไปยังกรุงโรมเก่าที่อิตาลี


(ช่วงเวลาหลังจากนี้ช่วงเวลาพลบค่ำมาแทนช่วงเวลากลางคืนเพื่อสมดุลของโลก)


วันที่ 26 กันยายน ระหว่างการเดินทางด้วยเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก โมนีก้าและเพื่อน ๆ ได้พบว่าวันนี้อยู่ ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมีช่วงเวลาพลบค่ำที่มาแทนช่วงเวลากลางวัน 24 ชั่วโมง เลสเตอร์รู้ได้ทันทีเขาบอกกับทุกคนว่าเพราะเทพเวสเปอร์กลับมาจากพักร้อนทำให้มีช่วงเวลาพลบค่ำนานขึ้นจนแทนที่ช่วงกลางคืนชั่วคราวเพื่อคงสมดุลของโลก ตลอดการเดินเรือหลายวันพวกเขาต้องเจออสุรกายจากมหาสมุทรเรื่อย ๆ 

วันที่ 01 ตุลาคม โมนีก้าและเพื่อน ๆ เดินทางมาจนถึงช่องแคบยิบรอลตาร์แล้วก็โดนโจมตีจากอสรุกายและเทพแอซเท็คไร้ชื่อกับสัตว์ประหลาดจนเรือแตก แล้วไปเกยตื้นกันที่ชายหาดอาวห์ราน แอลจีเรีย

วันที่ 01 - 02 ตุลาคม พวกโมนีก้าต้องเปลี่ยนการเดินทางจากเรือส่วนตัวเป็นเรือเช่าเฟอร์รี่ข้ามประเทศแทนจาก แอลจีเรีย ข้ามไป อัลเมเรีย สเปน จนถึง บาร์เซโลนา สเปน และต่อเรือไปที่อิตาลีอีกที แน่นอนว่าพวกเขาก็โดนตามล่าจากทางอสุรกายและองค์กร LoNex เหมือนเดิม แต่ทว่ารอบนี้โมนีก้าได้พบว่าพวกองค์กร LoNex ได้จับเด็กเดมิก็อดมาทดลองเปลี่ยนให้เด็กเดมิก็อดกลายเป็นเพียงเครื่องมือสังหาร และบางส่วนก็เปลี่ยนเป็นอสุรกายเทียม เด็กเดมิก็อดที่เป็นเอมพูซ่าขอให้โมนีก้าฆ่าเพราะโดนล้างสมองไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตได้แล้วทำให้โมนีก้าต้องฆ่าและสติของเธอก็หลุด เนื่องจากว่าโมนีก้าเป็นสายเลือดเจนัสเธอเลยมีหลายบุคลิกแล้วบุคลิกอื่นของเธอก็มาชั่วคราวทำให้เธอต้องลืมเรื่องนี้เพื่อปกป้องจิตใจโมนีก้า

วันที่ 02 ตุลาคม โมนีก้ากลับมาได้และพวกเขาก็เดินทางมาที่อิตาลีเพื่อที่จะมาหยุดหัวหน้าของพวกองค์กร LoNex ในการสร้างโลกที่มืดมิดตลอดกาล ตลอดการต่อสู้พวกเขาเจอแต่ความยากลำบากโมนีก้าจะโดนโจมตีเป็นคนแรก ๆ และหมดสภาพต่อสู้บ่อยมาก เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของทุกคนและโดนย้ำบ่อย ๆ ว่าเป็นตัวถ่วงจากพวกศัตรูบอกว่าโมนีก้าอ่อนแอ แต่เลสเตอร์ก็อยู่เคียงข้างโมนีก้าตลอดเวลา ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก

วันที่ 03 ตุลาคม โมนีก้าและพวกเพื่อน ๆ กำจัดและทำให้เป้าหมายขององค์กร LoNex ต้องจบลง โมนีก้าสารภาพรักกับเลสเตอร์เพราะเธอชอบแต่เธอไม่ได้อยากคบกับเขาเพราะรู้สึกว่าความรักของเธอคงจะไม่เป็นจริงไม่รู้ทำไมเพราะเธอไม่รู้ว่าเลสเตอร์เป็นเทพ และตอนนี้เลสเตอร์บอกว่าจะไปหาโมนีก้าที่ค่ายหลังจากนี้ แต่ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม เลสเตอร์เองก็ยอมรับว่าเขารู้สึกอะไรบางอย่างกับโมนีก้าเพราะเธอเหมือนดาฟเน่ที่จากไปแต่โมนีก้าก็คือโมนีก้า


(จบ [บันทึกการเดินทาง] Beamed into Duty: Saving Mr. Freckles] )


วันที่ 04 ตุลาคม โมนีก้าเดินทางกลับค่าย และใช้ชีวิตตามปกติ

วันที่ 06 ตุลาคม โมนีก้าโดนเลือกให้เป็นเซนจูเรี่ยนกองร้อยที่ 2 จากผลงานของเธอในภารกิจช่วยเหลือพวกวินเซนโซและช่วยโลกนี้เอาไว้ โมนีก้ารู้สึกเป็นเกียรติแต่ภาระมันก็หนักอึ้งสำหรับเธอมาก ๆ หลังจากนั้นเธอก็ใช้เวลาฝึกฝนและดูแลกองร้อย 2 โดยที่ก็คิดถึงเลสเตอร์ไปด้วยเพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองมีโอกาสจะได้คบกับเขา

วันที่ 17 ตุลาคม โมนีก้าได้สถานะเปลี่ยนจาก Probatio เป็น Legionary (พลทหารเต็มตัว) ขีดบริเวณแขนของเธอเพิ่ม 1 ขีด


ช่วงเวลาของบันทึกการเดินทาง ติดตามต่อได้ที่นี่ [บันทึกการเดินทาง] พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ได้หนีตามผู้ชาย...แค่ไปเป็น 'ความรับผิดชอบสูงสุด' ของอะพอลโลที่ยุโรปค่ะ!


วันที่ 20 ตุลาคม โมนีก้าได้พบกับเลสเตอร์อีกครั้ง แต่เขากำลังโดนปีศาจตามล่า ทำให้โมนีก้าต้องเข้าไปช่วยเหลือ และทั้งสองก็ได้รับภารกิจใหม่ในการตามหาคริสตันแห่งเสียงก้องเพื่อที่จะทำให้สัตว์ประหลาดไม่โจมตีเลสเตอร์

วันที่ 20 - 30 ตุลาคม โมนีก้าและเลสเตอร์ได้ใช้ชีวิตและช่วงเวลาอยู่ด้วยกันผ่านการต่อสู้ด้วยกันอีกครั้ง โมนีก้าได้รู้ว่าเลสเตอร์คือเทพอะพอลโลในที่สุด แน่นอนว่าอะพอลโลเป็นเทพที่เจ้าชู้เขาเลยมักจะเต๊าะโมนีก้าบ่อย ๆ และโมนีก้าก็ชอบเขาในฐานะของเลสเตอร์อยู่แล้วทำให้เธอก็ตกหลุมรักเขาไปเสียทุกที จนสุดท้ายภารกิจครั้งนี้มันทำให้เห็นว่าเลสเตอร์นั้นมีบางอย่างในใจคือเขาเสียใจกับเหตุการณ์คนรักคนเก่า ๆ ตั้งแต่นางไม้ดาฟเน่ และคนอื่น ๆ เป็นแผลใจของเลสเตอร์ โมนีก้าได้รับรู้ว่าที่เลสเตอร์มีความสนใจในเธอเพราะเธอเหมือนดาฟเน่ แม้ว่าโมนีก้าจะเสียใจมากแต่เลสเตอร์ก็พยายามจะแสดงความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์ของเขาให้ดีที่สุด เขาปรับปรุงตัวเองแล้ว ทั้งสองต้องผ่านอุปสรรคความรักด้วยกันทำให้โมนีก้าและเลสเตอร์ค่อย ๆ เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ โมนีก้ายอมรับได้ว่าเลสเตอร์ไม่ใช่คนหรือเทพเจ้าที่สมบูรณ์แบบ เลสเตอร์เองก็ยอมรับได้ว่าเขาควรที่จะรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตัวเองไม่ใช่กลัวและเลือกที่จะไม่ดูแลหรือปฎิเสธรักของโมนีก้าเพราะเขาเองก็รักโมนีก้าเหมือนกัน ทั้งสองเลยตกลงเป็นแฟนกันในที่สุด

วันที่ 1 - 7 พฤศจิกายน เลสเตอร์พาโมนีก้าเดินทางกลับค่ายมันเป็นช่วงเวลาที่เลสเตอร์ได้ใช้เวลากับโมนีก้าด้วยความสุข แต่ก็ต้องโดนโจมตีหนักขึ้นเพราะกลิ่นของเทพมักจะดึงดูดอสุรกายบ่อย ๆ


(จบ [บันทึกการเดินทาง] พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ได้หนีตามผู้ชาย...แค่ไปเป็น 'ความรับผิดชอบสูงสุด' ของอะพอลโลที่ยุโรปค่ะ!)


วันที่ 8 พฤศจิกายน โมนีก้าถึงค่ายและแยกกับเลสเตอร์ แต่เลสเตอร์บอกว่าจะมาหาทุกเย็นนะ เพราะเขาเองก็มีงานของเขา โมนีก้าก็ตกลง

วันที่ 10 - 24 พฤศจิกายน โมนีก้าต้องออกไปทำภารกิจอีกแล้วครั้งนี้เป็นภารกิจกู้ภัยทางทะเลที่มหาสมุทรอินเดีย ทว่าโมนีก้าต้องหลงเข้าไปในเมืองลับแลของอินเดียทวารกา ทำให้อะพอลโลไม่รู้สึกถึงเธอเลยเป็นห่วงมาก แต่พอออกมาก็ติดต่อได้ ทำให้อะพอลโลโล่งอก การเดินทางกลับค่ายโมนีก้าได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลกิจกรรมวันบรูมาเรียจากสภาเซเนทเธอรู้สึกว่าเธอเหนื่อยมากแต่ก็ต้องทำ โมนีก้าต้องบริหารการจัดงานทางไกลเพราะเธอทำภารกิจอยู่และงานจะเริ่มวันที่ 24 ที่จะถึงโมนีก้าก็ไปถึงพอดีเพราะต้องเป็นคนเปิดงาน

วันที่ 24 - 5 ธันวาคม โมนีก้าใช้ชีวิตและดูแลงานบรูมาเลีย

วันที่ 5 ธันวาคม โมนีก้ามาหาเลสเตอร์ที่หน้ามหาลัยนิวโรมเพราะเขามาคุมสอบเด็กนักเรียนมหาลัยนิวโรมในฐานะอะพอลโลที่เป็นคนออกข้อสอบ เลสเตอร์บอกว่าหลังจากงานบรูมาเลียเขาอยากพาโมนีก้าไปพักผ่อนที่ฮาวายสัก 3 วัน โมนีก้าก็ตกลง แต่หลังจากแยกกับเลสเตอร์โมนีก้าเกิดหัวใจวายจนหัวใจหยุดเต้นเพราะเธอทำงานหนักเกินไปในช่วงที่ผ่าน ๆ มา เอโลอีส บุตรีเฮเฟตัส ที่เป็นคนจากค่ายฮาล์ฟบลัดมาสอบที่มหาลัยนิวโรม เป็นคนช่วยเหลือและพาโมนีก้าส่งสถานพยาบาลค่ายจูปิเตอร์ได้ทัน

วันที่ 6 - 9 ธันวาคม โมนีก้าเข้ารับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลค่ายจูปิเตอร์ โดยที่มีเลสเตอร์และคนในกองร้อยที่ 2 คอยเทียวไปเทียวมาเยี่ยมเรื่อย ๆ ทำให้สภาพจิตใจของโมนีก้าเริ่มดีขึ้นและร่างกายเองก็เช่นเดียวกัน

วันที่ 10 ธันวาคม โมนีก้าได้ออกจากสถานพยาบาลค่าย ทว่าเธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรจึงชวนเลสเตอร์ไปวิหารเทพจูปิเตอร์ ทว่าทั้งสองกลับพบว่าโมนีก้าเหมือนจะได้รับคำพยากรณ์ เลสเตอร์ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักเพราะโมนีก้าพึ่งออกจากการรักษาไม่ถึงวัน โมนีก้าพยายามบอกว่าตัวเองโอเค และปรึกษากับพรินซิเปียแต่ความจริงแล้วในใจของเธอเหนื่อยจนแทบขาดใจ ในคืนนั้นเธอไปนั่งร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียวที่วิหารอะพอลโล

วันที่ 11 ธันวาคม เลสเตอร์มาหาโมนีก้าทันทีในช่วงเช้า เขาจะพาเธอไปเที่ยวเพราะรู้ว่าสภาพจิตใจของโมนีก้าไม่ไหวและเธอฝืนรับคำพยากรณ์ โมนีก้าร้องไห้กับเลสเตอร์เธอไม่ไหว ตัวตนของโมนีก้าเปลี่ยนแปลง เธอเป็นลูกหลานเจนัส เมื่อจิตใจของเธอไม่ไหว จะมีอีกคนเข้ามาแทนที่เสมอและแน่นอนว่าเลสเตอร์เองก็รับรู้เพราะเขาคืออะพอลโล บุคลิกฤดูร้อนของโมนีก้าคือ เอสต้า เธอเป็นสาวร่าเริงสดใสแก่นแก้วที่ไม่แคร์อะไรเลยสักนิด เหมือนจะคบได้แต่ความจริงแล้วเธอเป็นคนที่ไม่แคร์ใครทั้งนั้น 


(ช่วงเวลาหลังจากนี้เอสต้า อีกบุคลิกหนึ่งของโมนีก้าจะเข้ามาแทนที่โมนีก้า)


วันที่ 11-19 ธันวาคม เอสต้าใช้ชีวิตในฐานะโมนีก้าโดยที่ไม่มีใครรู้ (ความจริงรู้แต่เธอไม่แคร์) และพร้อมสำหรับการไปทำภารกิจคำพยากรณ์ของโมนีก้าแบบสุดขั้ว

วันที่ 20-21 ธันวาคม เอสต้าเข้าประชุมสภาและเตรียมตัวออกเดินทางไปทำภารกิจ แต่เธอกลับยิ่งเกลียดสภาเซเนทของค่ายจูปิเตอร์มากขึ้นเข้าไปอีก


ช่วงเวลาของบันทึกการเดินทาง ติดตามต่อได้ที่นี่ [บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)


วันที่ 22 ธันวาคม โมนีก้าตื่นขึ้นมาเพราะหากเอสต้าอยู่ต่อเธอจำต้องไม่ให้ความร่วมมือ จิตใจของโมนีก้าจึงต้องฟื้นขึ้นมาเพื่อทำให้ภารกิครั้งนี้จบลง

วันที่ 23-24 ธันวาคม โมนีก้าเดินทางออกมาจากค่ายพร้อมกับ อาริเอล เอมพูซ่าสาวที่อาสามาทำภารกิจคำพยากรณ์กับเธอด้วย และช่วงคริสมาสต์นี้ทำให้จิตใจของโมนีก้าดีขึ้นมาก เธอได้ฉลองกับอาริเอลและแฟนหนุ่มอย่างเลสเตอร์เองก็มาด้วย ระหว่างการเดินทางไปชิคาโก้ เธอได้ผ่อนคลายมากขึ้นจากการไม่ต้องอยู่ที่ค่ายจูปิเตอร์ 

วันที่ 25-26 ธันวาคม โมนีก้าเดินทางไปชิคาโก้ แต่กลับทะลุมิติเพราะกาลเวลาปั่นป่วนไปกับอาริเอล ไปที่ช่วงเวลาของสงครามสามก๊ก (เธออยู่ที่นั้น 1 ปี) เธอต้องเข้าร่วมสงครามและไปเป็นพระสนมของขันทีชั่วร้ายเพื่อเอาชีวิตรอดและทำภารกิจในการกลับไปยังยุคของตนเอง เธอเรียนรู้การเอาตัวรอดในโลกที่เธอไม่มีทั้งพลังและอำนาจอะไรเลย

วันที่ 30 ธันวาคม โมนีก้าและอาริเอล ทะลุมิติออกมาจากยุคสามก๊ก ที่กำแพงเมืองจีนปักกิ่ง และต้องเดินทางต่อ

วันที่ 31 ธันวาคม โมนีก้าและอาริเอล วาร์ปด้วยกุญแจมิติแต่ดันไปตกที่เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา แล้วพวกเธอก็ฉลองวันปีใหม่ที่นั้น โมนีก้าได้พบกับเลสเตอร์เพราะเขามาหาทำให้โมนีก้ารู้สึกดีขึ้นจากช่วงเวลาที่โหดร้ายในสามก๊ก 


(ช่วงเวลาต่อจากนี้เป็นช่วงเวลาที่กลางคืนกลับมาแล้ว)

(เพราะเทพอะพอลโลทำการิวิจัยทำให้เกิดกลางคืนชั่วคราว 5 ปี)


เริ่มต้นปี 2026


วันที่ 01 มกราคม โมนีก้าและอาริเอล ทะลุมิติไปที่เซเลมในปี 1692 เป็นยุคล่าแม่มดที่โหดร้ายที่สุด และพวกเธอต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงตอนอยู่ที่นั้นถึง 1 เดือน ก่อนที่จะได้กลับมายังทามไลน์ปัจจุบัน

วันที่ 04 มกราคม โมนีก้าและอาริเอล ทะลุมิติออกมาจากยุคล่าแม่มดของเซเลม จากนั้นก็เดินทางไปชิคาโก้ แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่าชิคาโก้ในคำพยากรณ์คือชิคาโก้เมื่อปี 2015 ทำให้โมนีก้าและอาริเอลต้องทะลุมิติไปยังชิคาโก้ปี 2015 และได้พบกับเจสัน เกรซ


บันทึกเวลา ปี 2015

วันที่ 06-07 มกราคม 2015 - โมนีก้า และ อาริเอล เดินทางมาถึงปี 2015

วันที่ 07-09 มกราคม 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน เดินทางไปท่าเรือนิวยอร์ก

วันที่ 09 มกราคม 2015 - ออกเดินทางจากอเมริกาไปยุโรป

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 - เดินทางถึงช่องแคบยิบรอลตาร์และโดนซุ่มโจมตี (ทะลุมิติ 6 เดือนไปช่วงปลายยุคฮั่นของฮั่นอู่ตี๋ พบฉากการประหารและสังคมยุคนั้น)

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคฮั่น

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ถึงอัลมาตี คาซักสถาน (ทะลุมิติ 3 เดือน ไปยังสงครามกรุงทรอยและต้องใช้ชีวิตที่นั้นอย่างยากลำบาก)

วันที่ 03 มีนาคม 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคสงครามกรุงทรอย

วันที่ 26 มีนาคม 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสันเดินทาง ถึงพรมแดนอิหร่าน - ตุรกี (ทะลุมิติ ไป ยุคโรมโบราณ วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.64 ทำให้ได้เห็นความโหดร้ายของยุคสมัย การกดขี่ ค่าทาส ล้างเผ่าพันธ์ุ ทรมานความเป็นมนุษย์ พวกเธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและได้กลับ วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.65)

วันที่ 31 มีนาคม 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคโรมโบราณ

วันที่ 01 เมาายน 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ถึง เมืองดียาร์บากึร์ ตุรกี (ทะลุมิติมาที่ยุคเผยแพร่ศาสนาพุทธเป็นเวลา 4 เดือนและได้พบเพื่อนใหม่)

วันที่ 06 เมษายน 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคก่อนพุทธกาล มาอินเดียยุค 2015 (ราหมัดเข้าร่วมคณะเดินทาง)

วันที่ 07 - 17 เมษายน 2015 - ออกเดินทางจากอินเดีย สู่ประเทศกรีซ เมื่อใกล้ถึงคลองสุเอซ (ทะลุมิติไปอาศัยอยู่ในยุคครีเตเชียสเป็นเวลา 13 เดือน) ช่วงเวลานี้เธอหดหู่เพราะราหมัดเสียชีวิตจากการโดนคนปริศนาฆ่า แต่ความจริงแล้วมันคือตัวของราหมัดเองที่เล่นละครปาหี่แต่ไม่มีใครรู้ทำให้ทุกคนซึมเพราะคิดว่าราหมัดตายจริง ๆ 

วันที่ 22 เมษายน 2015 โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคครีเตเชียส พวกเธอต้องจำใจในการเดินทางต่อเพราะต้องทำภารกิจให้สำเร็จ จะไม่ยอมให้ราหมัดตายเปล่า

วันที่ 26 เมษายน 2015 โมนีก้า อาริเอลและเจสัน เดินทางถึงกรุงเอเธนส์ในปี 2015 ตอนนี้จิตใจโมนีก้าเริ่มทนไม่ไหวกับสิ่งที่พบเจอ เพราะเมื่อไปยังสถานที่ไม่พบอะไร เธอคิดว่าตัวเองไร้ค่าไม่มีประโยชน์ แต่ได้เจสันคอยช่วยไว้ เธอรู้ว่าช่วงเวลาที่ห่างกับเลสเตอร์มีเจสันคอยช่วยทำให้เธอเผลอรู้สึกกับเขาเกิน

วันที่ 26 เมษายน 2015 โมนีก้า อาริเอลและเจสัน เดินทางถึงกรุงเอเธนส์ในปี 2015 ตอนนี้จิตใจโมนีก้าเริ่มทนไม่ไหวกับสิ่งที่พบเจอ เพราะเมื่อไปยังสถานที่ไม่พบอะไร เธอคิดว่าตัวเองไร้ค่าไม่มีประโยชน์ แต่ได้เจสันคอยช่วยไว้ เธอรู้ว่าช่วงเวลาที่ห่างกับเลสเตอร์มีเจสันคอยช่วยทำให้เธอเผลอรู้สึกกับเขาเกินเพื่อน แต่ก็ไม่ได้สายตาอความสัมพันธ์นั้น เพราะเธอรู้ว่าเธอรักเลสเตอร์อยู่แล้วและไม่ได้รักเขาน้อยลง มันคือความใกล้ชิดที่เป็นได้ แต่สิ่งนี้ทำให้โมนีก้ารู้สึกผิดกับตัวเอง

วันที่ 27 เมษายน 2015 โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทำภารกิจที่ประเทศกรีซจนสำเร็จ เธอได้รู้ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากราหมัดที่โดนโครนอสหลอก โมนีก้าจึงช่วยเหลือและดึงสติของราหมัดให้เขากลับมาพบกับทางสว่างเหมือนเดิม และเลือกที่จะคบราหมัดเป็นเพื่อนของเธออีกครั้ง หลังจากนั้นมนกและอาริเอลกับราหมัด ก็แยกทางกับเจสันในปี 2015 และกลับสู่ยุคสมัยเดิมของตนเอง (โมนีก้ากลับสู่ วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2026)


วันที่ 05-06 กุมภาพันธ์ โมนีก้ากลับมาที่ปี 2026 เธอพบกับเทพอีออนที่เป็นคนที่โดนช่วยจากคำพยากรณ์ เทพอีออนจะลงโทษราหมัดแต่โมนีก้าช่วยเหลือเขาไว้ด้วยการเสนอให้เขานั้นได้ลองใช้ชีวิตในฐานะเดมิก็อด เทพอีออนเลยอนุญาตเพราะเห็นแก่โมนีก้า โมนีก้าจึงเริ่มสนิทกับราหมัดและอาริเอล พวกเธอไปส่งราหมัดที่ค่ายฮาล์ฟบลัด เพราะที่นั้นมีไครอนที่เป็นลูกของโครนอสเหมือนกัน คิดว่าจะแนะนำราหมัดได้ดีกว่าพวกเธอ


(จบ [บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again) )


วันที่ 06 กุมภาพันธ์ โมนีก้ากลับสู่ค่ายจูปิเตอร์กับอาริเอล และโมนีก้าก็แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นเซนจูเรี่ยนรวมถึงขอลาพักร้อนเพื่อพักผ่อนจากการเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจ


[รอการอัพเดทต่อเมื่อได้รับแถบรอยสักที่ 3]

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 54231 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2025-12-19 21:04
โพสต์ 54,231 ไบต์และได้รับ +15 EXP +20 ความศรัทธา จาก การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์  โพสต์ 2025-12-19 21:04
โพสต์ 54,231 ไบต์และได้รับ +4 EXP +7 ความกล้า +7 ความศรัทธา จาก ผืนป่าลวงตา  โพสต์ 2025-12-19 21:04
โพสต์ 54,231 ไบต์และได้รับ +5 EXP +10 เกียรติยศ จาก ใบขับขี่สากล  โพสต์ 2025-12-19 21:04
โพสต์ 54,231 ไบต์และได้รับ +4 EXP +5 ความกล้า จาก บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส  โพสต์ 2025-12-19 21:04
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้