แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Cooper เมื่อ 2026-2-12 00:43
หน้าที่ 7 จ๊ะเอ๋อารัคเน่! Cheyenne, Wyoming 23/07/2025 12.10 น.
หน้าปัดเข็มนาฬิกาข้อมือของบอกเวลาว่าเราควรจะเข้าใกล้เขตปลอดภัยได้มากกว่านี้ แต่ดูเหมือนโชคชะตาที่รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษบนยอดเขาโอลิมปัสจะชอบเล่นตลกเสียเหลือเกิน รถไฟของเฮเฟตัสที่พวกเราขึ้นมาในฐานะแขก กระตุกอย่างรุนแรงจนหัวของชายหนุ่มเกือบจะกระแทกกับขอบหน้าต่างตู้โดยสารชั้นประหยัด
แรงสั่นสะเทือนนั้นทำเอาสมาธิที่กำลังจดจ่ออยู่กับการคำนวณเส้นทางกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมน้ำตาลขยับตัวลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรของเขาทำให้พื้นที่แคบๆ ในโบกี้ดูเล็กลงไปถนัดตา นัยน์ตาสีเทาคมปลาบดุจพายุหันไปสบตากับผู้ร่วมทางอีกสองคนที่ดูจะอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก
“ให้ตายสิ นี่เขาใช้พลังงานไอน้ำหรือใช้พลังหนูถีบจักรกันแน่ ทำไมมันถึงได้สะดุดกึกเหมือนโดนใครเอาไม้หน้าสามมาขัดรางแบบนี้ล่ะ”
คูเปอร์พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ พลางส่งเสียงประชดประชันตามนิสัยเจ้าของสมองอันปราดเปรื่อง (ที่อาจจะฝืดเคืองบ้างในบางที) พ่อหนุ่มวัยยี่สิบหกปีขยับไหล่ไล่ความเมื่อยล้าพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ว่าลางสังหรณ์บางอย่างในส่วนลึกของความคิดเริ่มจะส่งสัญญาณเตือนภัยดังระงม เขามองไปทางที่ชายหนุ่มผมสีชมพูอ่อนนั่งอยู่อย่างนิ่งสงบ
เมเรซ บริโอเทียร์ เชอร์วาล ยังคงรักษามาดหนุ่มปารีเซียงผู้อยู่เหนือกาลเวลาได้อย่างน่าหมั่นไส้ เส้นผมสีนุ่มนวลราวกับขนมสายไหมของเจ้าตัวไม่ได้ยับยู่ยี่เลยแม้แต่นิดเดียว นัยน์ตาสองสีที่แสนจะประหลาดคู่นั้นมองกลับมาที่เขาอย่างเรียบเฉย ตาด้านหนึ่งสีชมพูที่ดูหวานละมุนขัดกับท่าทางเย็นชา และอีกข้างสีเทาราวกับแผ่นโลหะขัดมัน
เขาลูบโชคเกอร์หนังที่ลำคอเบา ๆ คล้ายกับกำลังรักษาความสงบในจิตใจ ท่าทางสตรีทติดแกลมของบุตรแห่งความงามคนนี้ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นมากกว่าจะมานั่งหัวสั่นหัวคลอนอยู่บนรถไฟเก่า ๆ ที่กำลังพาทั้งสามมุ่งหน้าสู่นิวโรม
“นายเลิกบ่นเป็นคนแก่สักทีได้มั้ยคูเปอร์ รถไฟมันก็แค่หยุดตามกลไก ไม่ใช่ว่าเฮเฟตัสท่านลืมหยอดน้ำมันเฟืองหรอกนะ”
น้ำเสียงราบเรียบติดจะเหนื่อยหน่ายของเมเรซดังขึ้นพร้อมกับการขยับท่านั่งที่ดูดีเกินกว่าจะเป็นผู้ลี้ภัย เขาไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่าพี่แม้ว่าอายุจะห่างกันหลายปี และดูเหมือนคูเปอร์เองก็นึกชินชาไปเสียแล้วกับนิสัยปากไม่ตรงกับใจของเจ้าเด็กหนุ่มผมชมพูคนนี้ ขณะที่บทสนทนากำลังเริ่มจะเผ็ดร้อน ยายเฒ่าในร่างเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขาก็ขยับแว่นสายตาที่ดูจะใหญ่เกินใบหน้าไปนิด เคย์ล่า เฮย์เดน หรือที่ตอนนี้ดูเหมือนเด็กหญิงวัยแปดขวบทั่วไปที่มีผิวสีเข้มเนียนละเอียดจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟด้วยสายตาสุขุมลุ่มลึกที่ผ่านชีวิตมานานถึงเจ็ดสิบสามปี
“ขบวนรถไม่ได้หยุดเพราะกลไกบกพร่องหรอกนะพ่อหนุ่มน้อยทั้งสอง”
น้ำเสียงของอดีตบรรณารักษ์หอสมุดรัฐสภาทรงพลังและเต็มไปด้วยความรู้แตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง เธอขยับปลายนิ้วเคาะกับพนักพิงเป็นจังหวะที่สื่อถึงความกังวลใจ
“ฉันสัมผัสได้ถึงแรงตึงเครียดบางอย่างที่อยู่บนดาดฟ้ารถไฟและรางข้างหน้า มันไม่ใช่เหล็ก แต่มันคือใยที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า”
ทันทีที่สิ้นคำพูดของเฮย์ล่า เสียงประกาศจากลำโพงเก่าๆ ของรถไฟก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงอัตโนมัติที่ดูจะสั่นระรัวผิดปกติ แจ้งเตือนว่าขณะนี้ขบวนรถต้องหยุดจอดฉุกเฉินเนื่องจากมีรังแมงมุมขนาดมหึมาขวางกั้นเส้นทางรถไฟเอาไว้ทั้งหมด คูเปอร์รู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีราวกับถูกแช่แข็งในถังน้ำแข็งขั้วโลก ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่มเลือนหายไปแทนที่ด้วยความซีดเผือดที่ปิดไม่มิด
“แมงมุม... งั้นเหรอ”
พ่อหนุ่มบุตรนักรบพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่เบาหวิวยิ่งกว่าเสียงแมลงวันบินผ่าน เขาขยับตัวถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับผนังตู้อย่างไม่รู้ตัว นัยน์ตาสีเทาสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณ สำหรับเขานั้นอสูรกายตัวไหนก็ได้รับมือได้แทบทั้งสิ้น แต่ถ้าต้องมาเผชิญหน้ากับลูกหลานของอารัคเน่ ผู้สืบทอดความแค้นมาแต่โบราณกาลต่อมารดาของเขา มันคือความสยองขวัญสั่นประสาทที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสิ้นเชิง เมเรซมองอาการของคนข้างตัวแล้วจุดรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากอย่างคนรู้ทัน
“เอาจริงเหรอ นายที่เพิ่งจะร่ายยาวเรื่องข้อคิดฉลาด ๆ เมื่อห้านาทีก่อน ตอนนี้กำลังจะสติแตกเพราะแมลงแปดขาเนี่ยนะ”
ชายหนุ่มผมชมพูหยิบหอกสัมฤทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในสภาพที่มองไม่ออกมาเตรียมพร้อม ท่าทางหน้าตายของเขายังคงเดิมแต่ดวงตาสองสีเริ่มฉายแววความสนุกสนานที่ได้เห็นรุ่นพี่คนเก่งเสียอาการ
“ฉันจะถือว่านายกำลังล้อเล่นนะคูเปอร์ ถ้ากลัวมากนักก็หลบหลังฉันกับคุณยายเคย์ล่าไปก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนปัดกวาดพวกสิ่งมีชีวิตน่าเกลียดนั่นให้เอง”
คูเปอร์ถลึงตาใส่เจ้าเด็กปากเสียไปหนึ่งที แม้เหงื่อจะเริ่มซึมตามไรผมและมือไม้เริ่มจะสั่นหน่อย ๆ แต่เขาก็พยายามกู้ศักดิ์ศรีคืนมาด้วยการดึงสติกลับเข้าร่าง บุตรแห่งปัญญาขยับตัวประมวลผลข้อมูลที่มีทั้งหมดในหัวอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางออกที่ฉลาดที่สุดโดยไม่ต้องเดินเข้าไปในดงใยแมงมุมเหล่านั้นหากเป็นไปได้
“มันไม่ใช่อารมณ์ขันที่เข้าท่าเลยนะเมเรซ นายก็รู้ว่านั่นมันคือฝันร้ายเดินดินชัดๆ”
เจ้าของร่างสูงโปร่งเดินไปที่ที่พิงหน้าต่าง ท่าทางที่เหมือนลมใบไม้ผลิที่สดใสเมื่อกี้กลายเป็นพายุหิมะที่ปกคลุมด้วยความวิตก เขาหันไปมองเฮย์ล่าที่ตอนนี้ทำหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
“ มีทางอื่นที่เราจะเลี่ยงจากการต้องเผชิญหน้ากับไอ้พวกถักร้อยใยพวกนี้มั้ย บางทีถ้าเราใช้ศาสตร์บรรณารักษ์ของคุณหาเส้นทางลัดในแผนที่เก่าๆ หรืออะไรสักอย่าง”
หญิงชราในร่างเด็กฉายแววตาครุ่นคิดพยายามประคองสติของหนุ่มใหญ่ผู้มีความกลัวเป็นจุดอ่อน
“ที่นี่บนรถไฟสายเวทมนตร์ พ่อหนุ่ม อารัคเน่ไม่ได้มาส่งจดหมายรักหาใครแน่ ๆ พวกมันมาพิทักษ์อาณาเขต และถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง รถไฟขบวนนี้จะกลายเป็นบ้านพักตากอากาศของพวกมันในไม่ช้า”
บรรยากาศในตู้โดยสารเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีเสียงครูดคราดดังกระหึ่มมาจากด้านบนหลังคาโบกี้รถไฟ คล้ายกับมีขาเล็ก ๆ จำนวนมากมายุบยับกำลังไต่ไปมา คูเปอร์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก เขาพยายามนึกถึงตำนานบทเรียนและการป้องกันตัวที่เคยเล่าให้คนอื่นฟังอย่างเพลิดเพลิน แต่ตอนนี้เขานี่แหละที่ต้องการคนมาเล่านิทานปลอบใจที่สุด
“โอเค... ผมจะลองใช้หัวคิดดู”
คูเปอร์พูดพร้อมกับก้าวขาเดินไปมาในพื้นที่แคบๆ ท่าทางเหมือนหนังสือชั้นเยี่ยมที่กำลังโดนไฟลนจนหน้ากระดาษเริ่มบิดเบี้ยว
“ถ้าเราพุ่งชนตรงๆ พวกแมงมุมอาจจะบุกล้อม แต่ถ้าเราเบี่ยงเบนความสนใจด้วยแสงสว่าง เมเรซ นายพอจะทำอะไรที่มันวาบหวามระยิบระยับตามสไตล์ลูกคุณหนูอะโฟรไดต์ได้บ้างมั้ย ปล่อยเสน่ห์ใส่แมงมุมให้มันมึนตึ๊บไปเลยยิ่งดี”
คนถูกใช้เริ่มทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความไม่พอใจแต่ก็ยอมกระชับอาวุธในมือแน่นขึ้น นัยน์ตาสีชมพูกับสีเทามองสลับไปมาท่ามกลางความมืดที่เริ่มปกคลุมรถไฟที่จอดนิ่งสนิท
“เสน่ห์ของฉันน่ะมันไว้ใช้กับคนที่มีรสนิยม ไม่ใช่สัตว์ที่มีตาเป็นสิบและขาเป็นพวงพวกนั้น แต่นายก็พูดมีเหตุผลนะคูเปอร์ ถ้าสมองนายยังพอทำงานอยู่บ้าง เราอาจจะรอดไปจากตรงนี้โดยที่นายไม่ต้องวิ่งร้องไห้ขึ้นต้นไม้ที่ไม่มีจริงในตู้โดยสารขบวนนี้”
ลมหายใจที่สม่ำเสมอของคูเปอร์เริ่มติดขัดเมื่อเขาเห็นใยเส้นหนาสีขาวโพลนเริ่มหย่อนลงมาบังที่กระจกหน้าต่างด้านหลังเมเรซ มันเป็นใยที่ดูเหนียวและแข็งแรงจนน่ากลัว บ่งบอกถึงขนาดอันใหญ่โตของเจ้าของผลงานเหล่านั้น
“ทางเลือกเรามีไม่มากแล้วล่ะพวกนายทั้งสองคน”
เฮย์ล่าลุกขึ้นยืนพลางจัดแจงสำรวจกระเป๋าเป้ใบเล็กที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยความรู้จากการเป็นบรรณารักษ์มาค่อนชีวิต
“เตรียมตัวให้พร้อม คูเปอร์... ก้าวออกมาจากมุมมืดนั่นได้แล้ว ถึงนายจะกลัวพวกมันแทบขาดใจ แต่นายก็เป็นผู้นำภารกิจนี้ อย่าให้หนังสือเล่มงามอย่างนายต้องโดนแมงมุมมาถักใยคลุมทับจนอ่านไม่ออกเสียก่อนเลย”
คูเปอร์สูดหายใจลึกรวบรวมกำลังใจที่เริ่มร่วงหล่นลงตาตุ่ม ความลึกล้ำในจิตใจของเขาที่ดูเหมือนบ่อน้ำที่ไม่สิ้นสุดกำลังถูกแรงกดดันจากภายนอกคุกคาม แต่บุตรผู้เฉลียวฉลาดไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆ แม้ว่าขาสองข้างจะอยากพาวิ่งกลับไปทางทิศตะวันออกใจจะขาด เขาขยับแขนจัดท่วงท่าให้ดูภูมิฐานที่สุดเท่าที่จะทำได้ในร่างที่ตัวสั่นเทา
“ผมไม่ได้กลัวนะ... ผมก็แค่... ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเฉยๆ”
น้ำเสียงที่หลุดออกมายังคงความนุ่มนวลเหมือนน้ำผึ้งแต่เป็นน้ำผึ้งที่ใกล้จะจางหายไปในความมืด คูเปอร์เดินมายืนขนาบข้างเมเรซที่ทำหน้าตายมองตรงไปข้างหน้า แสงสลัวที่ลอดเข้ามาทำให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัวทั้งสามคน รถไฟเงียบงันราวกับเวลาหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนอายุน้อยที่สุดในเชิงประสบการณ์แต่มากที่สุดในเชิงตัวตนของคณะเดินทาง
“เอาเถอะเมเรซ ไม่ว่านายจะคิดยังไงกับฉัน แต่วันนี้เราต้องผ่านรังแมงมุมสายนรกนี่ไปให้ได้ก่อนจะถึงนิวโรม อย่าลืมล่ะว่าถ้าฉันเป็นอะไรไป นายจะไม่มีใครคอยเล่าเรื่องตลกให้ฟังระหว่างทางอีกนานเลยนะ”
คูเปอร์หยอดคำกวนประสาททิ้งท้ายเพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเองกลับมาอีกนิด ขณะที่เงาสีดำขนาดใหญ่เริ่มทอดผ่านหลังคารถไฟขบวนนั้นอย่างน่าขนลุก สงครามประสาทระหว่างลูกหลานโอลิมปัสกับศัตรูคู่อาฆาตที่ขวางกั้นความฝันที่จะไปพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของเคย์ล่า เฮย์เดน กำลังจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางรางรถไฟที่ถูกถักทอด้วยใยสีขาวอันเย็นเยียบ
ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรคูเปอร์หยิบโทรศัพท์เดดาลัสขึ้นมา อุปกรณ์พกพาสุดไฮเทคที่ดูเหมือนแผ่นโลหะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงปรากฏขึ้นในมือที่ยังสั่นน้อยๆ ของเขา ชายหนุ่มรัวแป้นพิมพ์คุยกับแอนนาเบ็ธอย่างรวดเร็วเพื่อขอคำปรึกษาจากพี่สาวร่วมบ้านผู้ผ่านสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน ความเงียบในโบกี้รถไฟถูกทำลายด้วยเสียงติ๊งเบาๆ ของการแจ้งเตือนแชทที่ลอดผ่านสายหมอกมาได้อย่างปลอดภัยไร้การรบกวนจากอสูรกาย
คูเปอร์: คือว่า.. ตอนนี้ผมกับเพื่อนที่มาทำภารกิจกำลังติดแหง็กอยู่บนรถไฟเฮเฟตัสสายไปนิวโรม แล้วดันเจอรังอารัคเน่ (พี่ก็คงรู้ใช่ไหมว่าน่าขนลุกแค่ไหน 🥹) ตั้งรังขวางอยู่บนราง ผมจะทำยังไงดี ลูกอะธีน่า 2 คน กับลูกอะโฟรไดต์คนนึง ผมยังคิดไม่ตกเลย
แอนนาเบ็ธ:: อา... อารัคเน่เหรอ เชื่อเถอะว่าพี่เข้าใจความรู้สึกนั้นดีที่สุดเลยล่ะคูเปอร์ แค่ได้ยินชื่อพี่ก็ขนลุกแทนแล้ว แต่ตั้งสติก่อนนะ สถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่คิดหรอก พวกเธออยู่บนรถไฟเฮเฟตัส ซึ่งนั่นคือข้อได้เปรียบ ในมุมมองสถาปนิกอย่างพี่ โครงสร้างและระบบของรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยกลไกความร้อนและไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกแมงมุมเกลียดที่สุด ใช้ความเป็นลูกอะธีน่าของพวกเธอสองคนแฮ็กระบบรางรถไฟดูสิ ถ้ากระตุ้นให้เกิดความร้อนสูงๆ หรือช็อตใยพวกนั้นได้ ทางก็น่าจะเปิด ส่วนน้องลูกอะโฟรไดท์ อย่าเพิ่งให้เขานั่งเฉยๆ นะ ให้เขารีบเข้าแอปฯ ร้านสารพัดนึกของเฮอร์มีส เดี๋ยวนี้มีสเปรย์ไล่แมงมุมสูตรเทพเจ้าขายแล้ว หรือไม่ก็น้ำหอมกลิ่นฉุนๆ แรงๆ ก็ช่วยไล่พวกมันได้ชั่วคราวเหมือนกัน กดสั่งด่วนเลย เฮอร์มีสส่งไวอยู่แล้ว ระวังตัวด้วยนะ พี่เพิ่งตรวจแบบแปลนงานเสร็จพอดี เดี๋ยวจะสแตนด์บายรอฟังข่าวอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าต้องการแปลนโครงสร้างรถไฟก็บอกพี่ได้เลย
คูเปอร์:: แฮ็ค??? พี่ผมไม่ใช่ลูกเฮอร์มีสซะหน่อย ผมจะไปทำเป็นยังไง แถมนี่มันรถไฟที่เทพเจ้าสร้างเชียวนะ มันจะแฮ๊คได้จริง ๆ หรอ…
แอนนาเบ็ธ::ใจเย็นคูเปอร์ อย่าเพิ่งดูถูกสายเลือดตัวเองสิ การแฮ็กของลูกอะธีน่าไม่ใช่การล้วงข้อมูลแบบพวกเฮอร์มีสสักหน่อย แต่คือการถอดรหัสตรรกะและโครงสร้างต่างหากล่ะ รถไฟของเฮเฟตัสถึงจะเทพสร้าง แต่พื้นฐานมันก็คือเครื่องจักร มันทำงานด้วยระบบคำสั่งและคณิตศาสตร์ ซึ่งนั่นคือของถนัดของเราเลยนะ ลองเปิด Digital Interface ผ่านหมอกดูสิ มันจะมี Logic Gate หรือสมการควบคุมระบบซ่อนอยู่แน่ๆ นายแค่ต้องช่วยกันกับเพื่อนคำนวณหาจุดที่สั่งให้มันปล่อยความร้อนออกมาในโหมดซ่อมบำรุง หรือโหมดกำจัดสิ่งกีดขวางบนราง เชื่อพี่เถอะ สมัยเรียนพี่เคยเห็นลีโอ วัลเดซ ปรับแต่งเจ้านี่มาแล้ว มันมี Backdoor สำหรับช่างเทคนิคอยู่ มันไม่ได้ซับซ้อนเกินสมองนายหรอก รีบทำก่อนที่แมงมุมพวกนั้นจะเจาะเข้ามาในตู้รถไฟนะ มั่นใจในตัวเองหน่อย!
คูเปอร์::แต่ปัญหาหลักก็คือมันสร้างเป็นรังแล้วนี่แหละครับ ทำให้รถไฟมันไปต่อไม่ได้ ถึงจะไล่พวกตัวลูกข้างนอกได้ ก็มีพวกที่อยู่ข้างในรวมถึงตัวนางพญาอย่างอารัคเน่อยู่ดี แถมใยแมงมุมพวกนี้ก็เหนียวมากด้วย รถไฟไม่น่าทะลวงไปง่ายขนาดนั้น
แอนนาเบ็ธ::โอเค ฟังนะคูเปอร์ ถ้าการชนไม่ใช่ทางออก สถาปนิกอย่างเราก็ต้องใช้วิธี "รื้อถอน" แทน และพี่รู้ดีว่าอารัคเน่แค้นลูกหลานแม่เราขนาดไหน ความกลัวมันอยู่ในสายเลือด แต่ตอนนี้นายต้องล็อคความกลัวนั้นเก็บใส่กล่องไปก่อน ถ้ารถไฟพุ่งชนไม่ได้ เราต้องทำลายโครงสร้างรับน้ำหนักของรังมัน แผนคือแบบนี้ หนึ่ง ให้เพื่อนลูกอะโฟรไดท์รีบกดสั่ง "ระเบิดไฟกรีกแบบพกพา" หรือ "กรดกัดกร่อนสูตรเข้มข้น" จากร้านสารพัดนึกของเฮอร์มีสเดี๋ยวนี้เลย บอกให้เขาสั่งแบบส่งด่วนพิเศษ Priority Mail นะ
จ่ายแพงหน่อยแต่คุ้มกว่าเสียชีวิตแน่ๆ สอง ระหว่างรอของ นายกับเพื่อนลูกอะธีน่าอีกคน เปิด Interface ขึ้นมา สแกนโครงสร้างรังของนาง มองหา "เส้นใยหลัก" ที่รับน้ำหนักรังทั้งหมดอยู่ ปกติแมงมุมจะสร้างจุดยึดตรึงไว้ไม่กี่จุดหรอก ถ้านายตัดจุดพวกนั้นได้ รังทั้งรังจะถล่มลงไปจากรางเองโดยไม่ต้องออกแรงชน สาม อันนี้สำคัญ เพื่อนลูกอะโฟรไดท์ของนายมีทักษะ "วาจาสิทธิ์" (Charmspeak) ไหม ให้เขาพยายามพูดกล่อมพวกตัวลูกๆ หรือแม้แต่อารัคเน่ให้ไขว้เขว ยิ่งนางพญาเสียสมาธิ โครงสร้างใยจะยิ่งอ่อนแอลง จำไว้นะคูเปอร์ อย่ามองมันเป็นสัตว์ประหลาด มองมันเป็น "สิ่งก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย" ที่นายต้องรื้อทิ้ง หาจุดอ่อนโครงสร้างให้เจอ ของมาส่งเมื่อไหร่ก็เล็งไปที่จุดนั้นเลย เข้าใจตรงกันนะ?
คูเปอร์อ่านข้อความที่แอนนาเบ็ธตอบกลับมาพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง นัยน์ตาสีเทากวาดมองตัวอักษรที่แนะนำให้เขาแฮ็กระบบรถไฟของเทพเจ้าด้วยหัวสมองซีกตรรกะแบบลูกอะธีน่า พลางหันไปมองเมเรซที่เริ่มจะเบื่อหน่ายกับการนั่งรอความตายในชุดสตรีทสุดเนี้ยบ
“เฮ้ เมเรซ เลิกทำหน้าเหมือนนายกำลังรอเข้าแถวงานแฟชั่นโวคได้แล้ว แอนนาเบ็ธบอกว่าเราต้องสั่งของด่วนจากร้านสารพัดนึกของเฮอร์มีส”
คูเปอร์ยื่นโทรศัพท์เดดาลัสให้ดูแวบหนึ่งก่อนจะลดระดับลงเมื่อเห็นสายตาเย็นชาของคนผมชมพูกระตุกวูบ
“พี่สาวฉันบอกว่าให้นายรีบกดสั่งระเบิดไฟกรีกแบบพกพา กับไอ้พวกสเปรย์ไล่แมงมุมสูตรเทพเจ้าหรือน้ำหอมฉุนๆ อะไรก็ได้มาเดี๋ยวนี้เลย เอาแบบ Priority Mail นะ อย่ากังวลเรื่องราคา เดี๋ยวฉันจะไปหักลบกับค่าแรงที่พาพวกนายมาทำภารกิจเอง ส่วนเรื่องวาจาสิทธิ์... นายพอจะพูดให้พวกมันรู้สึกอยากกลับไปถักทอผ้าไหมที่บ้านมากกว่าจะมาแทะพวกเรากินเป็นมื้อเย็นได้มั้ย”
เมเรซเลิกคิ้วมองชายหนุ่มรุ่นพี่ด้วยสายตาที่บอกเป็นนัยว่านายมันสมองเพี้ยนไปแล้วหรืออย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินหลายวงก็หยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไหวพริบของบุตรแห่งอะโฟรไดต์ทำงานทันทีที่รู้ว่ามีเครื่องมือที่จะช่วยรักษารูปลักษณ์อันงดงามไม่ให้เปื้อนใยแมงมุมได้
“ระเบิดไฟกรีกกับน้ำหอมฉุนๆ งั้นเหรอ สยองขวัญสิ้นดี รสนิยมแอนนาเบ็ธนี่รุนแรงไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่เอาเถอะ ถ้ามันช่วยให้ฉันไม่ต้องเอาหอกไปจิ้มท้องไอ้พวกน่าเกลียดนั่น ฉันจะกดสั่งให้เดี๋ยวนี้แหละ”
เมเรซขยับนิ้วกดสั่งของด้วยท่าทางที่ดูเหมือนนักช้อปปิ้งผู้เชี่ยวชาญ คูเปอร์เห็นดังนั้นก็เบาใจไปเปลาะหนึ่งก่อนจะหันไปหาเคย์ล่า เฮย์เดน หญิงชราในร่างเด็กแปดขวบที่กำลังมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
“คุณเคย์ล่าครับ เราต้องช่วยกันถอดรหัสตรรกะของรถไฟลำนี้แล้ว แอนนาเบ็ธบอกว่ามันมีช่องทางลับสำหรับช่างเทคนิคอยู่ ผมต้องการคุณในฐานะคนที่เป็นเหมือนคลังข้อมูลเดินได้ ช่วยผมหาจุดเชื่อมต่อ Interface ของรถไฟขบวนนี้ที”
คูเปอร์หลับตาลงพยายามกดความกลัวแมงมุมที่เต้นตุบๆ อยู่ในขมับลงไปให้ลึกที่สุด เขาจินตนาการถึงโครงสร้างรหัสที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกเหล็กของโบกี้รถไฟ เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีเทาก็เริ่มมองเห็นเส้นสายพลังงานสีทองจางๆ ที่เรียกว่าหมอก เริ่มถักทอเป็นช่องคำสั่งดิจิทัลอยู่กลางอากาศเบื้องหน้า
“มาเลยไอ้รถไฟมหาประลัย แสดงให้ฉันเห็นหน่อยว่าตรรกะของเทพเจ้าเฮเฟตัสจะซับซ้อนสู้การรื้อถอนของลูกอะธีน่าได้รึเปล่า”
เจ้าของร่างสูงโปร่งขยับนิ้ววาดไปบนอากาศที่ว่างเปล่าราวกับกำลังเล่นเปียโนที่มองไม่เห็น ชายหนุ่มเริ่มรวบรวมข้อมูลโครงสร้างรังที่อยู่ข้างนอกควบคู่ไปกับระบบทำความร้อนของเครื่องยนต์รถไฟ เคย์ล่าเดินเข้ามาใกล้ๆ พลางวางมือเล็กๆ ลงบนแขนของคูเปอร์เพื่อให้กำลังใจ ความรอบรู้ของอดีตบรรณารักษ์เริ่มหลอมรวมเข้ากับความคิดของเขา ประดุจการเปิดพจนานุกรมเล่มใหญ่ที่บอกทุกจุดยุทธศาสตร์ของระบบราง
“จุดเปราะบางอยู่ที่เส้นยึดโยงใต้เฟรมรถไฟคูเปอร์”
เสียงเด็กน้อยแต่ทรงพลังของเฮย์ล่ากระซิบบอก
“ถ้าเรากระตุ้นระบบความร้อนที่รางให้สูงถึงจุดเดือดในโหมดซ่อมบำรุง ใยพวกนั้นจะกรอบและเสียการยึดเกาะ แต่เราต้องแม่นยำมาก เพราะถ้าพลาด รถไฟนี่แหละจะระเบิดเป็นเศษเหล็กก่อนรังแมงมุม”
ขณะที่คูเปอร์กับเคย์ล่ากำลังจมจ่อมอยู่กับการแฮ็กเชิงตรรกะ เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่ถี่ยิบบนหลังคารถไฟก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนน่าขนหัวลุก เมเรซที่เพิ่งกดสั่งของเสร็จเงยหน้าขึ้นมองดาดฟ้าโบกี้ด้วยสีหน้าตายด้านที่ซ่อนความกดดันไว้ข้างใน เขาขยับหอกในมือเตรียมพร้อม นัยน์ตาสีชมพูกระพริบถี่คล้ายกำลังพยายามรวบรวมเสน่ห์ที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อเตรียมใช้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบที่สุด
“คูเปอร์ พัสดุด่วนของเฮอร์มีสกำลังจะเข้าใกล้รัศมีร้อยเมตรแล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าของบ้านแปดขาพวกนี้จะไม่อยากรอให้เราแกะกล่องพัสดุเลยสักนิด”
คูเปอร์กัดฟันกรอด นิ้วของเขาเร่งความเร็วในการถอดรหัส Logic Gate ที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ หัวสมองของเขากำลังทำงานหนักเหมือนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใกล้จะโอเวอร์ฮีต ท่ามกลางภาพหลอนของขาแมงมุมที่คอยตามหลอกหลอนเขาในใจ แต่ในวินาทีนั้นเอง หน้าจอดิจิทัลจำลองขนาดยักษ์ก็เด้งขึ้นมากลางโบกี้ แสดงให้เห็นผังแม่ข่ายของขบวนรถไปนิวโรมอย่างครบถ้วน
“ได้แล้ว! เมเรซ เตรียมตัวรับของ ส่วนคุณเคย์ล่า ช่วยผมเล็งจุดดีดตัวของความร้อนที เรากำลังจะเปลี่ยนรถไฟลำนี้ให้กลายเป็นเตารีดขนาดยักษ์!”
ความกวนประสาทที่เริ่มกลับคืนมาเป็นสัญญาณว่าลูกอะธีน่าคนนี้กำลังจะคุมเกมได้อีกครั้ง แม้จะยังมีเงาของอารัคเน่ที่จ้องมองมาจากความมืดนอกหน้าต่างก็ตาม เขาส่งสัญญาณมือให้เมเรซเตรียมใช้ทักษะวาจาสิทธิ์ถ่วงเวลาทันทีที่พัสดุร่วงลงมาจากฟ้าเพื่อเปิดช่องว่างให้แผนการรื้อถอนสมบูรณ์แบบที่สุด
บนรถไฟขบวนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เดมิก็อดสามหน่อ แต่ยังมีเหล่าบุตรแห่งโอลิมปัสและเลกาซี่มรดกแห่งโรมอีกนับสิบชีวิตที่ร่วมทางมาด้วยจากสถานีแกรนด์เซ็นทรัล บรรยากาศภายในโบกี้ที่เคยเงียบสงัดถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดดาบกับปลอกโลหะ และเสียงเช็กไกหน้าไม้ดังกริกกรัก เหล่ามนุษย์กึ่งเทพหันมองหน้ากันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด การมาขวางเส้นทางเร่งด่วนของเดมิก็อดกลุ่มใหญ่ขนาดนี้เห็นทีจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะมากกว่าจะเป็นมื้อค่ำที่แสนอร่อยของเหล่าแมงมุม
ทันใดนั้น เสียงหวืดของอากาศที่ถูกฉีกขาดก็ดังขึ้นพร้อมกับกล่องพัสดุสีทองแวววาวที่ประทับตราปีกนกของเฮอร์มีส มันทะลุผ่านม่านอากาศร่วงลงมาตรงหน้าเมเรซพอดีราวกับจับวาง ชายหนุ่มผมชมพูไม่รอช้า พลิกฝากล่องออกด้วยท่าทางที่เนี้ยบที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย เผยให้เห็นขวดแก้วบรรจุของเหลวสีเขียวเรืองแสงที่ดูอันตรายพอๆ กับเสน่ห์ของเขา และสเปรย์กระป๋องที่ข้างขวดเขียนว่าสูตรขจัดแปดขาตราเฮอร์มีส
“พัสดุมาเสิร์ฟแล้วคูเปอร์ แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือถ้านายกลับไปได้ นายต้องเลี้ยงมื้อค่ำฉันที่ปารีสหนึ่งมื้อนะ”
เมเรซเอ่ยด้วยใบหน้าตายด้านขณะส่งระเบิดไฟกรีกให้คูเปอร์หนึ่งขวด ชายหนุ่มร่างสูงรับมันมาด้วยมือที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น เขาหันไปสบตากับเคย์ล่า เฮย์เดน หญิงชราในร่างเด็กแปดขวบกำมือแน่นพลางพยักหน้าให้ผู้ร่วมทางทั้งสอง
“ฉันจะคุมระบบหน้าจอ Interface จากตรงนี้เองคูเปอร์ ฉันจะเร่งความร้อนที่รางให้ถึงขีดสุดเมื่อพวกเธอส่งสัญญาณ อย่าปล่อยให้ความฉลาดของพวกเราสูญเปล่าข้างนอกนั่นล่ะ”
คูเปอร์สูดลมหายใจลึก นัยน์ตาสีเทาฉายแววมุ่งมั่นจางๆ ท่ามกลางพายุความกลัวที่ยังคงหมุนวนอยู่ในอก เขาหันไปหาเหล่าพันธมิตรเดมิก็อดในโบกี้แล้วก้าวออกไปนอกรถไฟเป็นคนแรก ทันทีที่ฝีเท้าเหยียบลงบนใยขาวโพลนที่ถักทอจนหนาแน่นดุจพรมปีศาจ ความเย็นเยียบก็แล่นขึ้นมาถึงสันหลัง รังอารัคเน่ขนาดยักษ์ที่ขวางรางรถไฟอยู่ดูเหมือนอุโมงค์แห่งความตายที่รอคอยการมาเยือนของพวกเขา
“บุกเข้าไป! อย่าให้พวกมันตั้งตัวได้!”
เสียงตะโกนสั่งการของคูเปอร์นุ่มนวลแต่หนักแน่น เหล่าเดมิก็อดกรีกและโรมันพุ่งเข้าใส่ฝูงแมงมุมตัวเขืองที่กรูออกมาต้อนรับด้วยเสียงขู่ฟ่อ เมเรซกวัดแกว่งหอกสัมฤทธิ์อย่างสง่างาม ทุกท่วงท่าเคลื่อนไหวราวกับการเต้นรำในงานกาล่า แต่เปี่ยมไปด้วยความตายที่ปลิดชีพเหล่าลูกสมุนแมงมุมไปทีละตัว สเปรย์สูตรพิเศษถูกฉีดพ่นออกมาเป็นระยะ กลิ่นฉุนกึกทำให้แมงมุมถอยร่นเปิดทางให้คูเปอร์กับเมเรซรุกคืบเข้าไปถึงส่วนลึกของรัง
ยิ่งก้าวเข้าไปลึกเท่าไหร่ แสงสว่างจากรถไฟก็ยิ่งเลือนรางลงแทนที่ด้วยเงาตะคุ่มที่ดูมีชีวิต คูเปอร์รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า มันไม่ใช่แค่กลิ่นอายของอสูรกาย แต่คือรัศมีของความแค้นที่สั่งสมมานับพันปี นัยน์ตาหลายสิบคู่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดกำลังจ้องมองเขาด้วยความกระหายเลือด โดยเฉพาะดวงตาขนาดใหญ่คู่หนึ่งที่ดูราวกับอัญมณีสีดำสนิทที่สะท้อนภาพนัยน์ตาสีเทาของเขาอย่างชัดเจน
“อา... กลิ่นอายที่แสนจะคุ้นเคย กลิ่นของน็อตที่ขันแน่นเกินไป กลิ่นของห้องสมุดที่แห้งผาก และกลิ่นของนังผู้หญิงจองหองคนนั้น”
เสียงกระซิบที่ฟังดูคล้ายเสียงครูดของเส้นใยดังระงมไปทั่วผนังรัง ก่อนที่ร่างมหึมาของราชินีอารัคเน่จะก้าวออกมาจากมุมมืด ขาสีดำขลับที่มีขนแข็งราวกับเข็มเย็บผ้าปักลงบนใยแมงมุมอย่างเชื่องช้า ร่างกายครึ่งมนุษย์ครึ่งแมงมุมของนางสั่นสะท้านไปด้วยแรงอารมณ์ เธอมองจ้องคูเปอร์ด้วยสายตาที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเพียงแมลงที่ติดอยู่ในใยของเธอเอง
คูเปอร์ยืนนิ่งงัน แข้งขาของเขาแทบจะกลายเป็นหินด้วยสัญชาตญาณความหวาดกลัวที่รุนแรงที่สุดในชีวิต แต่สมองซีกตรรกะยังคงทำงานอย่างบ้าคลั่ง เขารู้ดีว่าพละกำลังของเขาไม่มีทางชนะนางพญาตนนี้ได้ในสมรภูมิที่เธอได้เปรียบ ชายหนุ่มขยับรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก พยายามรวบรวมถ้อยวาจาประดุจน้ำผึ้งขึ้นมาเพื่อประวิงเวลา
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคคลาสสิก งานฝีมือของท่านยังคงประณีตไม่เปลี่ยนเลยนะอารัคเน่ ใยพวกนี้... ดูเหมือนจะมีความละเอียดกว่าคราวที่ท่านทอแข่งกับแม่ของผมเสียอีก หรือว่าฝีมือท่านพัฒนา?”
คำพูดประชดประชันที่แฝงไปด้วยคำชมปลอม ๆ ทำให้ราชินีแมงมุมชะงักไปชั่วครู่ เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้คูเปอร์จนเขาเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตานับสิบของนาง เมเรซเตรียมตั้งท่าพุ่งเข้าใส่แต่คูเปอร์ส่งสัญญาณมือห้ามไว้ เขาต้องการดึงเวลาให้คนอื่นๆ ติดตั้งระเบิดและแฮ็กระบบรางรถไฟให้เสร็จสมบูรณ์
“เจ้านี่มันช่างเจรจานักนะบุตรแห่งอะธีน่า”
อารัคเน่ใช้ขาหน้าอันแหลมคมขยับมาจ่อที่ลำคอของคูเปอร์เบาๆ ราวกับการเย้าแหย่ที่แสนอันตราย
“สายเลือดของนางที่เจ้ารับมาดูจะหนักไปทางฝีปากมากกว่าฝีมือการรบนะ เจ้าน่าจะรู้ว่าข้าเกลียดพวกเจ้าทุกคนแค่ไหน โดยเฉพาะคนที่มีนัยน์ตาสีเทาไร้วิญญาณเหมือนแม่ของเจ้า ข้าควรจะถักใยคลุมร่างเจ้าไว้แล้วดูเจ้านอนคอยความตายอย่างช้าๆ หรือจะรีบควักลิ้นหวาน ๆ ของเจ้าออกมาตอนนี้เลยดีไหม?”
คูเปอร์ยักไหล่อย่างดูแคลนความตาย เขาก้าวเข้าหาอันตรายด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนกวีที่กำรังเล่านิทานมากกว่าวีรบุรุษที่กำลังจะถูกกิน
“นั่นคงเป็นจุดจบที่น่าเบื่อเกินไปสำหรับคนระดับท่านนะอารัคเน่ ท่านไม่อยากได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับความล้มเหลวของเหล่าเด็กน้อยในแคมป์ฮาล์ฟบลัดบ้างเหรอ ผมมีเรื่องราวสนุกๆ มากมายที่อาจจะทำให้ท่านพอใจจนไม่อยากเสียเวลาฆ่าผมเร็วนัก และบางที... เราอาจจะมีการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่าชีวิตของผมเพียงคนเดียวก็ได้”
ในการดวลคำพูดที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง คูเปอร์ใช้สมองดุจบ่อพุที่ไม่มีวันเหือดแห้งพยายามดึงดูดความสนใจของนางพญาให้หลุดออกจากสถานการณ์รอบตัว ขณะที่เบื้องหลังของเขา เมเรซเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบดุจเงาพรายเพื่อวางตำแหน่งระเบิดไฟกรีกตามจุดยุทธศาสตร์ที่แอนนาเบ็ธเคยแนะนำไว้อย่างแม่นยำ ทุกวินาทีที่สูญเสียไปกับการพูดคุยคือวินาทีที่เพิ่มโอกาสรอดให้กับทุกคนบนขบวนรถไฟไปนิวโรม
คูเปอร์สูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของใยแมงมุมเข้าไปปอดอย่างลึกล้ำ ชายหนุ่มขุดเอาทักษะการแสดงระดับเกียรตินิยมที่เคยร่ำเรียนมาใช้ประดับกายแทนชุดเกราะ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับมาดูสงบนิ่งและนุ่มนวลชวนฝันประดุจสายลมฤดูวสันต์ นัยน์ตาสีเทาที่เคยสั่นไหวกลับนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบ่อที่ไร้ก้นบึ้ง เขาขยับท่วงท่าให้ดูผ่อนคลายที่สุดเท่าที่ลูกหลานของศัตรูคู่อาฆาตจะพึงกระทำต่อหน้าอสูรกายแห่งความแค้นผู้นี้ได้
“ความงามที่แท้จริงน่ะไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์หรอกนะอารัคเน่ แต่มันอยู่ที่กระบวนการต่างหาก”
ถ้อยวาจาของคูเปอร์หยดลงบนความเงียบงันประดุจน้ำผึ้งที่เคลือบยาพิษ เขาขยับก้าวเดินวนรอบตัวนางพญาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังประเมินผลงานศิลปะชิ้นเอก
“แม่ของผมอาจจะชนะท่านในระดับเทคนิคไปกี่ครั้งก็ตาม แต่ท่านมีสิ่งหนึ่งที่แม่ของผมไม่เคยมี นั่นคือความหลงใหลที่ไร้ขีดจำกัด ท่านสร้างรังนี้ขึ้นมาขวางรางรถไฟไม่ได้เพื่อเป้าหมายทางการทหารที่แสนจะน่าเบื่อหรอก ใช่ไหม? ท่านกำลังสร้างสถาปัตยกรรมที่ท้าทายตรรกะของเทพเจ้าต่างหากล่ะ เห็นใยเส้นที่ยึดกับเสาส่งสัญญาณนั่นไหม ท่วงทำนองของมัน... ช่างซับซ้อนจนผมที่ศึกษาเรื่องโครงสร้างมายังต้องทึ่ง”
อารัคเน่ขยับขาหน้าพลาดยังชะงักงัน นางพญาผู้ถูกความริษยากัดกินมานานนับพันปีถูกคำเยินยอที่แฝงไปด้วยการประลองปัญญาจากชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีดึงดูดใจเข้าไปอย่างง่ายดาย คูเปอร์มองเห็นโอกาสนั้น แม้ใจในส่วนลึกของเขาจะอยากกรีดร้องและวิ่งหนีแมงมุมขนาดมหึมาตรงหน้า แต่หน้ากากของวีรบุรุษผู้ไม่หวั่นเกรงกลับสวมทับได้อย่างไร้รอยต่อ
“เจ้าช่างต่างจากบุตรของนังคนจองหองคนอื่นที่เคยเจอ”
อารัคเน่เสียงแหบพล่าสยดสยอง แต่แฝงไปด้วยความสงสัย นางไม่ได้จู่โจม แต่กลับจับจ้องท่าทางของคูเปอร์อย่างไม่วางตา
“พวกนั้นมักจะหยิบหนังสือขึ้นมาพยายามจะเอาชนะข้าด้วยคณิตศาสตร์ แต่เจ้า... เจ้ากลับพูดถึงจิตวิญญาณแห่งการสรรค์สร้าง”
“เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เลือกจะจำแค่ว่าใครชนะ แต่อะธีน่าผู้ยิ่งใหญ่ ‘หรือแม้แต่ท่าน’ ลืมไปว่าศิลปะคือการสื่อสาร”
คูเปอร์ยักไหล่อย่างมีชั้นเชิงพลางเหลือบมองไปที่มุมมืดเห็นปลายผมสีชมพูของเมเรซแวบหนึ่งที่กำลังเตรียมจุดชนวนไฟกรีก
“รู้ไหมว่าทำไมเราถึงต้องไปนิวโรม? เพราะที่นั่นมีความรู้บางอย่างที่อาจจะใช้กอบกู้ชื่อเสียงของท่านได้ หากท่านยอมฟังข้อเสนอที่ฉลาดกว่าการกินผมเป็นมื้อเย็น ท่านไม่อยากให้คนทั้งโลก ทั้งเทพและมนุษย์ ต้องก้มหัวให้ศิลปะที่ท่านถักทอจนไม่สามารถหาใครเปรียบเทียบได้อีกเลยเหรอ?”
ขณะที่อารัคเน่กำลังจ่อมจมอยู่กับวาทศิลป์อันซับซ้อนที่คูเปอร์สร้างขึ้นเพื่อขยายเวลา คูเปอร์ก็ค่อยๆ ยื่นมือไปแตะเส้นใยเส้นหนึ่งอย่างเชื่องช้าเป็นการลองเชิง สัญชาตญาณเขาสั่งให้ถอนมือหนีเพราะความขยะแขยง แต่เขากลับฝืนยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องครุ่นคิดตามอย่างเพลิดเพลิน
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นศัตรูอารัคเน่ ผมมาที่นี่เพื่อเป็นพยาน... พยานที่จะไปบอกเล่าความยิ่งใหญ่ของท่านในนิวโรม หากรังนี้ถูกทำลายลงด้วยแรงกระแทกจากลำพังรถไฟมันก็น่าเสียดายแย่ ท่านควรจะเปิดทางให้เราผ่านไป และทิ้งใยบางส่วนไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายเตือนใจว่าใครคือราชินีที่แท้จริงของเส้นทางสายนี้”
เขานิ่งสู้สายตาหลายคู่ของนางพญาอย่างไม่ลดละ ทุกการเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวลประดุจนักแสดงที่กำลังรับบทสำคัญที่สุดในชีวิต เพื่อรอคอยวินาทีที่เสียงแฮ็กระบบของเคย์ล่าจะดังขึ้น หรือวินาทีที่ไฟกรีกของเมเรซจะสว่างวาบขึ้นมาทำลายความมืดมิดที่เป็นอาณาเขตของนางพญาตนนี้ลงอย่างสิ้นเชิง ความลึกแล้ำในใจของคูเปอร์กำลังทำงานเคียงคู่ไปกับความกลัวที่ถูกเก็บใส่กล่องอย่างแน่นหนา พลางคิดในใจเบา ๆ ว่า 'อีกนิดเดียว... แค่อีกนิดเดียวเท่านั้น'
เสียงหัวเราะของอารัคเน่เริ่มต้นจากเสียงขู่ฟ่อแผ่วเบาในลำคอ ก่อนจะขยายตัวกลายเป็นเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งสั่นประสาทจนใยแมงมุมรอบข้างสั่นสะเทือนตามไปด้วย แรงอาฆาตมหาศาลปะทุออกมาจากดวงตานับสิบคู่ของนางพญาที่จ้องมองคูเปอร์เหมือนมองเห็นโครงกระดูกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง
“วาทศิลป์ของเจ้าช่างหวานล้ำเหมือนน้ำผึ้งจริงๆ บุตรแห่งอะธีน่า แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง... แมงมุมไม่กินน้ำผึ้ง เรากินเหยื่อที่ดิ้นรนอยู่ในความสิ้นหวัง!”
อารัคเน่คำรามพลางเงื้อขาหน้าอันแหลมคมดุจดาบสัมฤทธิ์ขึ้นเหนือหัว เตรียมจะฉีกหน้ากากนักแสดงของคูเปอร์ให้ขาดวิ่น วินาทีนั้นคูเปอร์รู้สึกถึงความตายที่จ่ออยู่ที่ปลายจมูก สัญชาตญาณเขาสั่งให้ถอยกรู แต่ร่างกายเขายังคงนิ่งค้างด้วยบทบาทวีรบุรุษที่เขาพยายามสวมทับไว้
และทันใดนั้นเอง เสียงระเบิดกึกก้องก็ดังสนั่นมาจากเบื้องหลังรัง พร้อมกับแสงสว่างวาบสีเขียวมรกตที่ฉีกกระชากความมืดมิดออกเป็นชิ้นๆ
“พัสดุมาถึงจุดหมายแล้ว คูเปอร์! เลิกเล่นเป็นพระเอกนิยายโศกนาฏกรรมแล้วก้มหัวลงเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนอันคุ้นเคยของเมเรซดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งตัวออกมาจากเงามืด ชายหนุ่มผมชมพูไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มาพร้อมกับเปลวไฟกรีกที่ลุกโชนอยู่บนปลายหอกสัมฤทธิ์ สเปรย์ไล่แมงมุมสูตรเข้มข้นถูกฉีดพ่นออกมาเป็นม่านหมอกพิษที่ทำให้พวกลูกสมุนแมงมุมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
ตูม! ตูม! ตูม!
ระเบิดไฟกรีกที่เมเรซวางไว้ตามจุดยุทธศาสตร์ที่แอนนาเบ็ธแนะนำเริ่มทำงานตามลำดับ แรงระเบิดทำลายเส้นใยหลักที่รับน้ำหนักรังขนาดยักษ์จนเกิดการทรุดตัวลงอย่างรุนแรง อารัคเน่แผดเสียงร้องด้วยความโกรธแค้นเมื่อเห็นสถาปัตยกรรมของตนถูกรื้อถอนด้วยเปลวไฟที่นางเกลียดที่สุด
“ฉันก็นึกว่านายจะปล่อยให้ฉันโดนกินเป็นของว่างซะแล้วเมเรซ!”
คูเปอร์ตะโกนก้องพลางกระโดดหลบขาแมงมุมที่ฟาดลงมาบนพื้นดินอย่างหวุดหวิด เขาสลัดคราบกวีทิ้งแล้วคว้าขวดระเบิดขวดสุดท้ายที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อออกมา นัยน์ตาสีเทากลับมาฉายแววฉลาดแกมโกงดุจนักวางแผนผู้เหนือชั้น
“ขอโทษทีนะอารัคเน่ แต่ผมดันเป็นพวกชอบตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งมากกว่าน่ะ!”
สิ้นคำพูด คูเปอร์ขว้างระเบิดไฟกรีกเข้าใส่กองใยแมงมุมที่ยึดโยงอยู่กับใต้ท้องรถไฟทันที แสงสีเขียวลุกโชนพรึบขึ้นเป็นสายยาวไปตามรางรถไฟ ขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงหวูดเรือเดินสมุทรขนาดยักษ์ดังกึกก้องมาจากขบวนรถไฟที่หยุดนิ่ง เคย์ล่า เฮย์เดน ได้เริ่มแฮ็กระบบทำความร้อนของรางรถไฟจนถึงขีดสุดตามแผนที่วางไว้
ไอความร้อนมหาศาลพุ่งพล่านออกมาจากใต้รางรถไฟ ประดุจลมหายใจของมังกรไฟที่แผดเผาใยแมงมุมให้กรอบเกรียมและสลายตัวไปในพริบตา เหล่าเดมิก็อดทั้งกรีกและโรมันที่รอสัญญาณอยู่แล้วต่างกู่ร้องและบุกทะลวงแฝงฝ่าแนวแมงมุมที่กำลังสับสนวุ่นวาย
“เมเรซ! วาจาสิทธิ์! ตอนนี้แหละ!”
คูเปอร์สั่งการขณะที่เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดถีบตัวเองออกจากรังส่วนลึกที่กำลังจะถล่มลงมา เมเรซเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตาสองสีเปล่งประกายเจิดจ้าท่ามกลางเปลวไฟ เขาใช้โทนเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ความงามจะพึงมีแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
“จงถอยไป... เจ้าสิ่งมีชีวิตที่แสนอัปลักษณ์ ความมืดไม่มีที่ยืนสำหรับพวกเจ้าอีกต่อไปในวันนี้!”
คำพูดนั้นสะกดให้ฝูงแมงมุมที่กำลังรุมล้อมชะงักงันราวกับถูกมนต์สะกด เปิดช่องว่างให้คณะเดินทางทั้งหมดพุ่งตัวกลับเข้าหาประตูโบกี้รถไฟที่กำลังเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง คูเปอร์คว้ามือเมเรซไว้แล้วกระชากให้ขึ้นมาบนบันไดรถไฟที่กำลังเร่งความเร็ว
“ไปนิวโรมกันเถอะ พวกเราทำรังของนางพญาพังพินาศหมดแล้ว!”
คูเปอร์ตะโกนแข่งกับเสียงลม นัยน์ตาสีเทามองกลับไปเห็นร่างของอารัคเน่ที่กรีดร้องท่ามกลางกองเพลิงสีเขียวที่กำลังขยายตัวไปทั่วหุบเขารางรถไฟ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนพื้นตู้ขบวนด้วยความหมดแรง แต่ใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่เคยทำมา สมกับเป็นผลงานชิ้นโบแดงของบุตรแห่งปัญญาวัยยี่สิบหกปีคนนี้อย่างแท้จริง
ไฟกรีกสีมรกตค่อยๆ มอดดับลงด้วยกลไกการดับเพลิงอัตโนมัติของเทพเจ้าที่ติดตั้งไว้ใต้ตัวโบกี้รถไฟเฮเฟตัส มันไม่ใช่แค่การฉีดน้ำธรรมดา แต่เป็นม่านสารเคมีสีเงินยวงที่สลายอนุภาคพลังงานความร้อนสูงได้อย่างชะงัด คูเปอร์และเมเรซต่างชะโงกศีรษะออกไปนอกหน้าต่างรถไฟเพื่อชมผลงานชิ้นเอกของพวกตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโล่งอก คูเปอร์พ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่พลางใช้มือลูบอกที่ยังเต้นระรัวราวกับกลองรบ นัยน์ตาสีเทาซึมซับเอาภาพกองเถ้าถ่านที่เคยเป็นรังแมงมุมอันยิ่งใหญ่ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงฝุ่นผงที่ปลิวหายไปตามแรงลมจากการเคลื่อนที่ของรถไฟ
“บ๊ายบายนะแม่สาวทอผ้า ถ้านางอยากจะมาคุยเรื่องศิลปะการละเลงไฟกับผมอีก คงต้องรองอกขาในทาร์ทารัสก่อนล่ะนะ”
คูเปอร์หยอดคำพูดแสบสันตามสไตล์คนขี้เล่นที่เพิ่งผ่านวิกฤตความตายมาหมาดๆ เขากลับมามีท่าทางสดใสดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง ชายหนุ่มร่างสูงขยับตัวกลับเข้ามานั่งประจำที่พลางหันไปมองเมเรซที่กำลังสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าแนวสตรีทอย่างพิถีพิถันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ ขอบใจมากนะสำหรับระเบิดกับวาจาสิทธิ์นั่นน่ะ ถ้าไม่ได้นายปูทางไว้ ฉันคงกลายร่างเป็นดักแด้เฝ้ารังไปแล้วจริงๆ”
เมเรซไม่ได้ตอบกลับในทันที นัยน์ตาสองสียังคงมองออกไปที่เงามืดเบื้องหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไป ชายหนุ่มผมชมพูขยับโชคเกอร์หนังให้เข้าที่ก่อนจะเหยียดยิ้มหน้าตายแบบที่เจ้าตัวชอบทำ
“ถ้านายตายไป ใครจะพาฉันไปเลี้ยงมื้อค่ำที่ปารีสล่ะคูเปอร์ อีกอย่าง... ใส่ชุดสีเข้มมาลุยรังแมงมุมนี่มันทำความสะอาดยากชะมัด ครั้งหน้านายช่วยเลือกภารกิจที่มันดู ‘คลีน’ กว่านี้หน่อยได้มั้ย”
แม้คำพูดจะดูห่างเหินและติดจะเหน็บแนม แต่น้ำเสียงของเมเรซก็ไม่ได้มีความเย็นชาเท่าตอนเริ่มต้นการเดินทาง คูเปอร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอรับรู้ถึงการยอมรับในความสามารถที่เพิ่มขึ้นอีกนิดจากเจ้าหนุ่มปากแข็งคนนี้ ขณะที่รถไฟเริ่มเร่งความเร็วสู่นิวโรมอย่างมั่นคง เคย์ล่า เฮย์เดน เดินกลับเข้ามาในโบกี้ด้วยร่างเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูสดใสกว่าเดิม นัยน์ตาของอดีตบรรณารักษ์ฉายแววชื่นชมในตัวหนุ่มวัยยี่สิบหกปีผู้นี้อย่างไม่ปิดบัง
“การแสดงยอดเยี่ยมมากคูเปอร์ ทั้งบทพูดและจังหวะเวลา... แอนนาเบ็ธคงภูมิใจในตัวน้องชายคนนี้ของเธอไม่น้อยเลยล่ะ”
คูเปอร์ยิ้มรับคำชมที่เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ เขาหยิบโทรศัพท์เดดาลัสขึ้นมาพิมพ์ข้อความขอบคุณแอนนาเบ็ธสั้น ๆ ก่อนจะพิงพนักเก้าอี้พลางหลับตาลงปล่อยให้เสียงล้อรถไฟที่บดไปกับรางเป็นเพลงกล่อมเด็กชั้นดี ท่าพ้นจากอสูรกายแปดขาไปได้ หลังจากนี้เขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่รออยู่ที่ปลายทางนิวโรม ไม่ว่ามันจะยุ่งยากแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีแมงมุมมาเกี่ยวข้องล่ะก็นะ
ความคิดเห็นผู้บันทึก — คูเปอร์
ผมไม่แน่ใจว่าหัวใจตัวเองหยุดเต้นไปกี่ครั้งตอนรถไฟกระตุกเมื่อกี้ นาฬิกาบอกว่าเราน่าจะใกล้เขตปลอดภัยมากกว่านี้แล้ว แต่ชีวิตผมดูจะไม่เคยเดินตามเข็มนาฬิกาเท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลามี “แมงมุม” เข้ามาเกี่ยวข้อง แค่ได้ยินคำว่าอารัคเน่ มือผมก็เย็นเฉียบไปหมด เหมือนร่างกายมันจำได้เองว่าควรกลัวอะไร แม้สมองจะพยายามเถียงว่า “คิดสิ คิดแบบลูกอะธีน่า” แต่ความกลัวมันไม่สนตรรกะเลยสักนิด ผมเกลียดความรู้สึกนั้น เกลียดที่ขาตัวเองสั่น ทั้งที่ยังต้องยืนอยู่ข้างหน้า ตอนยืนคุยกับเธอ ใกล้เกินไป ใกล้จนได้กลิ่นอับของใยแมงมุม ผมรู้ว่าผมกำลังแสดงอยู่ ผมพูดเรื่องศิลปะ เรื่องกระบวนการ เรื่องชื่อเสียง ทั้งที่ในหัวมีแต่ภาพตัวเองถูกห่อเป็นดักแด้ ผมไม่ได้กล้าหาญหรอก ผมแค่ไม่มีทางเลือก
บางทีความกล้าของผมอาจเป็นแค่การยืนตัวแข็งไม่ให้คนอื่นเห็นว่ากลัวแค่ไหน ผมเห็นเมเรซเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง เห็นปลายผมสีชมพูวูบไหวผ่านเงาใยแมงมุม แล้วผมก็รู้ว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียว
ความคิดนั้นช่วยได้มากกว่าตรรกะใด ๆ
พอไฟกรีกระเบิดขึ้น ทุกอย่างสว่างวาบจนผมแทบลืมหายใจ เสียงกรีดร้องของอารัคเน่ยังติดอยู่ในหูผมจนตอนนี้ รถไฟกลับมาเคลื่อนที่แล้ว แต่ในอกผมยังรู้สึกเหมือนใยบางเส้นยังเกาะอยู่
ผมทำได้ เราทำได้ แต่มันไม่ได้ง่ายเลย ผมยังกลัวแมงมุมอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน แต่วันนี้อย่างน้อยผมก็รู้ว่า ต่อให้กลัวแค่ไหน ผมก็ยังขยับเท้าไปข้างหน้าได้
บางที… แค่นั้นก็คงพอแล้วสำหรับวันนี้
หลักฐานการต่อสู้ในระบบ
(ชนะ)
(กดหนี)
(ประลองปัญญาชนะ)
(กดหนี) |