ตอนที่ 19 เปลี่ยนแผน
วันที่ 15 มกรา 69
5:30 น.
ตอนนี้พวกเราได้ตื่นขึ้นมาในห้องพักที่พวกเราได้นอนพักเมื่อคืนอย่างสดชื่น อย่างน้อย ๆ ตอนนี้พวกเราก็เติมพลังร่างกายพร้อม 100% แล้ว ก็ผลัดกันอาบน้ำแต่งตัว ระหว่างรอเราก็ลองค้นกระเป๋าดูพร้อมกับเอามือถือเดดาลัสมาเช็กเส้นทางต่อจากนี้จนได้รู้ความจริงอย่างหนึ่ง
“แย่ล่ะสิแบบนี้”
“แย่อะไรเหรอ”
“เราตรวจสอบเส้นทางจากตรงนี้ไปลาสเวกัสน่ะว่าจะต้องใช้เวลาแค่นั้นแต่ว่า….ถ้าพวกเราเดินเท้าอย่างเดียวมันจะใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าเลยอ่านะคะ คิดว่าพวกเราคงต้องรับความเสี่ยงเดินทางทางน้ำยาว ๆ เพื่อย่นเวลาลงหน่อยแล้วล่ะนะคะ ถึงจะรู้ว่าน้ำสีเขียวกับหมอกข้างนอกนั่นมันอันตรายแค่ไหน แต่ถ้าไม่เสี่ยงกว่าจะจบภารกิจคงใช้เวลาเป็นปีแน่เลยค่ะ”
“แล้วถ้าไปทางเรือจะแค่ไหนกันล่ะ”
“คาดว่าประมาณเดือนกว่านะคะ แต่เราว่าเดี๋ยววันนี้พวกเราล่องเรือไปเมืองถัดไปแล้วจะใช้ของวิเศษที่ได้มาจากกริมมาคิมสักหน่อยล่ะนะคะ”
“ของวิเศษนี่ที่ทำให้มาถึงที่นิวยอร์กได้เร็วเหรอครับ”
“ค่ะ”
เราหยิบกุญแจมิติออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง
“กุญแจมิติอันนี้จะพาพวกเราไปยังที่ที่กริมมาคิมเคยไปได้ค่ะ คิดว่าน่าจะพอย่นเวลาได้มากโขอยู่ ตอนแรกเรากะจะเก็บไว้ใช้ขากลับจากจีน แต่ตอนนี้คงต้องใช้มันแล้วล่ะนะคะ มีข้อกำจัดแค่ว่า ประตูมิติที่เปิดด้วยกุญแจนี้มันจะอยู่ได้แค่ 10 วินาทีเท่านั้นดังนั้นเปิดแล้วต้องรีบเข้าทันทีเลยนะคะ”
“โอเคจ้า”
“ตามนั้น งั้นไปกัน“
หลังจากที่ตกลงกันได้แล้ว พวกเราก็รวมตัวกันกินอาหารมื้อเช้าอยู่ในห้องพักก่อนจะเก็บสัมภาระทั้งหมด เก็บห้องให้เรียบร้อยแล้วจึงเริ่มเช็คเอานต์ออกจากอินต์ที่พวกเราพักกันอยู่ แล้วเริ่มเดินทางออกจากเมืองนี้แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีกลุ่มคนที่ดูเหมือนเป็นกองกำลังขององค์กรบางอย่างพุ่งเข้ามาล้อมพวกเราพร้อมด้วยปืนไรเฟิลบางอย่างที่ชี้มาทางพวกเรา
“ไม่ทราบว่ามีอะไรกับพวกเรามิทราบค่ะ”
พวกเขาไม่ได้ตอบแต่เหมือนพวกเขาจะรับรู้การมีอยู่ของพวกเราแถมดูเหมือนมองทะลุหมอกบังตาได้ด้วยนี่สิ เป็นแบบนโปเลียนเหรอต้องระวังตัวแล้วสิ ในตอนนั้นเองที่พวกเขาเริ่มยิงปืนพวกนั้นออกมาทางพวกเรา ดีที่ว่าพวกเราทั้งสามคนพากันโดดหลบจากกระสุนพวกนั้น คงมีแค่เรานั่นแหละที่โดนเฉียด ๆ ขาเล็กน้อย นี่มันกระสุนอะไรกันนี่ เราลองเอากระสุนมาดูก็พบว่าเหมือนปืนนั้นจะเหมือนอาวุธของเราที่สร้างมาจากแร่สัมฤทธิ์วิเศษ แถมกระสุนยังบรรจุพลังเวทย์ไว้อยู่ด้วยคนพวกนี้เกี่ยวข้องกับโลกเทวตำนานเหรอ หรือว่า… เดมิก็อตเหมือนพวกเรา แต่จำไม่ผิดฝั่งฮาร์ฟบลัดมันไม่เคยมีอาวุธแบบนี้ขายเลยนะ นิวโรมเราก็ไม่เคยไปมาก่อนเลยบอกไม่ได้ หรือว่าสายเลือดเทพอื่นกันนะ เราครุ่นคิดพลางลองเช็คดูเลยได้พบว่าพวกเราได้เจอกับพวกองค์กรที่มีชื่อว่า LoNex เข้าให้ซะแล้ว คนพวกนี้มันเป็นกองกำลังพิเศษของพวก LoNex นะนี่ พวกเราสามคนต่อสู้กับกองกำลังพวกนี้แบบบาดเจ็บไปคนละแผลสองแผลที่เท่ากับว่าการป้องกันของพวกเราแทบจะไร้ผล เหมือนว่ากระสุนนั่นมันทะลุเกราะได้ล่ะนะ แต่ในที่สุดพวกเราก็จัดการพวกเขาตรงนั้นจนหมดเรียบร้อย พวกมันทิ้งพวงกุญแจอันหนึ่งไว้
“นี่มัน…”
เราลองเก็บมาดูก็พบว่ามันเป็นพวงกุญแจรูปปืนไรเฟิล อย่าบอกนะว่านี่คือร่างพกพาของปืนไรเฟิลของพวกนั้น มีรูปแบบพกพาแบบนี้มันดีมากเลยนะนี่ ก่อนที่จะลองแตะตรงลวดลายสลักที่พวงกุญแจดู แล้วมันก็กลายเป็นปืนไรเฟิลของเจ้าพวกนั้น
“โว้ นี่มันปืนไรเฟิลของพวกองค์กรนั้นนี่นา ลวดลายสวยมากเลยนะคะนี่ แถมดูเหมือนไม่น่าจะมีผลร้ายไรถ้าเราจะใช้มันนะคะ”
เราใช้สองมือรับปืนไรเฟิลนั้นเอาไว้ แล้วลองส่องผ่านกล้องดูก็พบว่ากำลังซูมมันสูงมากแบบมองข้างนอกทะลุถึงข้างในตึกเลย แบบนี้มันสามารถสืบเรื่องภายในคาสิโนได้ง่ายเลยนะนี่ แถมยังมีรูปแบบพกพาอีกแบบนี้ค่อยข้างสะดวกเลยนะนี่ แต่ปัญหาคือเรายิงปืนไม่เป็นนี่แหละคงต้องฝึกไปตามทางก่อนล่ะนะ ตอนนี้ก็ใช้หอกไปก่อนจะดีกว่า
“โอ้! ปืนเฟี้ยวดีนี่นาเธอ”
“จะยึดมาใช้เหรอครับ”
“ก็…คิดว่างั้นนะคะ แต่เราไม่เคยเรียนยิงปืนมาก่อนคงต้องหาเวลาว่าง ๆ ฝึกยิงเองดูซะแล้วสินะคะ“
“นั่นสินะ งั้นไว้ฝึกด้วยกันนะเฟเรีย”
แองจี้มาแตะบ่าเราเบา ๆ เชิงให้กำลังใจ ก่อนที่เราเก็บปืนไรเฟิลเป็นพวงกุญแจห้อยไว้ที่ข้างเอวแล้วเปลี่ยนมาใช้หอกกรีกประจำตัวของเราเช่นเดิม ในจังหวะที่ทาราสก็พยักหน้าให้กับความเห็นของพวกเรา ก่อนที่พวกเราจะเริ่มออกเดินทางกันต่อสู่ท่าเรือแม่น้ำเดลาแวร์
06:30 น.
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงท่าเรือ ก็ใช้เวลาสักพักหนึ่งผ่านหมอกเขียวบาง ๆ บนท้องฟ้า จนแทบมองไม่เห็นแสงไฟสลวยตามถนน หรือแม้แต่แสงอาทิตย์ของท่านเทพอะพอลโล่ ที่กำลังไม่สิควรที่จะขึ้นจากขอบฟ้าแล้วนั่นแหละนะ มันก็พอเห็นแหละแต่โดนหมอกบังไปเล็กน้อยมันก็พอมีแสงที่ใช้นำทางได้อยู่ พวกเราก็ช่วยกันเอาเรือแคนูไม้ลงน้ำที่มีสีเขียวอื๋อน่ากลัว แต่ก็ต้องกดเก็บอารมณ์ความรู้สึกนั้นไว้ เพราะในเวลานี้เราต้องเสี่ยงอยู่แล้ว แม้จะรู้อยู่ว่าน้ำแบบนี้มันอันตรายแต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ทำได้แค่ช่วยกันเอาสัมภาระใส่เรือแล้วประชุมตกลงว่าจะเอายังไงจะจัดเวรผลัดพายเรือกันยังไงล่ะนะ ตอนนั้นก็มีเออ…เมื่อกี้กองกำลังองค์กรอะไรอยู่ก็ไม่รู้ คราวนี้มันยังจะมีฝูงก็อบลิน 30 ตัวมาอีกเราะ พวกเราต้องรีบกำจัดพวกมันอย่างชำนาญ จนสลายเป็นละอองสีทองทิ้งไว้เพียงดาบก็อบลินเป็นคลังเลย ยอดไปเลย แบบนี้จะได้เดินต่อสักที
7:15 น.
พวกเราเริ่มลงเรือแคนูไม้แล้วพายไหลลงไปทางเหนือ ถึงตะวันตกเฉียงเหนือตามกระแสน้ำ โชคยังดีนะที่กระแสน้ำช่วยทำให้การพายเรือเลยง่ายขึ้น ฝั่งหนึ่งเป็นป่า อีกฝั่งหนึ่งเป็นเมืองเล็กที่พวกเราพึ่งจากมา ตอนนี้พวกเราช่วยกันพายสองคน อีกคนก็คอยเฝ้าทางน้ำไว้ให้ปลอดภัย ที่แบบถ้าไม่นับไอ้นี่ล่ะนะ ไอ้เดธแมชชีนที่มาโจมตีพวกเราจากทางฝั่งข้างแม่น้ำจนเรือโครงเครงหนักมาก ดีที่แองจี้อัญเชิญวิญญาณทหารเรือที่น่าจะเป็นวิญญาณคู่สัญญาของเธอช่วยคุมหางเสือเรือเอาไว้ ส่วนเรากับทาราสก็ช่วยกันสู้กับมันจนเอาชนะและได้สินสงครามมาเป็นจำนวนมากเลยแต่ก็บาดเจ็บพอสมควรอยู่นะนี่ พอผ่านไปสักชั่วโมงเราก็เลยผลัดเวรไปนอนพักรักษาตัวเองให้หายดีในขณะที่เรือก็ดำเนินเดินทางต่อไป
12:05 น.
เกือบจะห้าชั่วโมงผ่านไปพวกเราก็พากันมาขึ้นฝั่งมาพักกลางวันอยู่ใกล้เมืองบริสตอล เพื่อที่จะกินอาหารมื้อกลางวันอยู่ริมแม่น้ำพลางผูกเรือไว้ หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็ยืดกล้ามเนื้อให้ร่างกายอบอุ่น พร้อมกำลังลองฝึกใช้ไรเฟิลเล็งเป้าอยู่ด้วยล่ะนะ ซะเมื่อไร จะออกกำลังกายเบา ๆ ที่ไหนได้เจอของแรงอีกแล้ว ไซคลอปส์ตัวหนึ่งเข้ามาโจมตีพวกเราตรงท่าเรือที่พวกเรากำลังกินข้าวอยู่และก็เหมือนเดิมต่อสู้กับมันจนเราปิดฉากมันได้และได้ตาไซคลอปส์มาเพิ่ม ก่อนที่จะนั่งพักเหนื่อยให้พร้อมเดินทางต่อ
13:10 น.
เวลานี้พวกเราเริ่มพายเรือกันต่อ กระแสน้ำเริ่มนิ่งขึ้น สายลมยามบ่ายเริ่มแรง สองข้างทางที่พวกเราเห็นคือสวนสาธารณะริมน้ำ และชุมชนชานเมืองที่ผ่านตาออกไปพร้อมกับร่างมืดของหญิงคนหนึ่งที่เราคุ้นเคยแบบเจ้ากรรมนายเวรอิบอาย ก็แม่มดดำไงล่ะนะคะ ก็…วงจรเดิมเด้อ สู้กันทั้ง ๆ ที่อยู่ในเรือนี่แหละ คราวนี้ทาราสคุมท้ายเรือพวกเราก็สู้กันไปนานสองนานเลยเกือบชั่วโมงได้ แล้วในจังหวะที่มันกำลังสะบัดสะบอนอยู่นั่นก็โดนไม้พายที่ทาราสคุมอยู่ฟาดหน้าเข้าให้เต็มแรงแบบกระเด็นข้ามไปอีกฝั่งกลิ้งไปไกลจนสลายไปเลย จนเรากับแองจี้มองแบบอึ้ง ๆ ว่าทาราสนี่น่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอคะนี่
16:40 น.
ตอนนี้พวกเราได้ขึ้นฝั่งอยู่ใกล้ ๆ เมืองโดลส์ทาวน์ รัฐเพนซิลเวเนีย ก็พากันเก็บเรือแล้วเดินเท้าเข้าไปในเมืองด้วยกันแบบก็เจอก็อบลินหนึ่งตัวที่โดนทาราสปาดจบในวิเดียวบทจบอย่างเร็วไวเลย แบบแทบไม่รู้ตัวเลยนะว่ามาโจมตีแล้วพวกเราก็เดินต่อ
18:10 น.
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงที่เมืองโดลส์ทาวน์เสียสักที ด้วยความที่เริ่มเย็นแล้วเราเลยพาชาวคณะเดินหาประตูที่มีรูกุญแจสักที่ก่อนจะเอากุญแจเสียบเข้าประตูนั้นพลางนึกถึงที่สุสานเซนต์หลุยส์หมายเลข 1 ที่อยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา
“พร้อมล่ะนะคะ 10 วินาที ลุย!!!”
เรารีบเปิดประตูแล้วรีบพากันพุ่งตัวผ่านประตูไปให้ทันภายใน 10 วินาทีจนกระทั่งกุญแจหมดฤทธิ์พวกเราก็มาถึงที่สุสานเซนต์หลุยส์หมายเลข 1 เป็นที่เรียบร้อย แต่คือมันใกล้ค่ำแล้วมันจะน่ากลัวหน่อย ๆ ล่ะนะ พวกเราเลยรีบออกจากที่แห่งนี้เข้าเมืองทันที
19:10 น.
พวกเราได้เดินมาหาที่พักที่ย่านเทรเมที่เป็นย่านที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และพวกเราพักกันในเกสต์เฮาส์กันในห้องเดียว ดูเหมือนทาราสจะคุ้นเคยกับปืนอยู่เขาเลยคอยสอนเราให้คุ้นเคยกับการใช้ไรเฟิลอยู่ในระดับหนึ่งก่อนจะเก็บมันเป็นพวงกุญแจไว้ข้างเอวก่อนจะผลัดกันอาบน้ำแต่งตัว พอทาราสกับแองจี้หลับกันเราก็ใช้เวลาสักชั่วโมงกว่า ๆ อ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยนิวโรมอย่างเงียบ ๆ ที่เท่ากับต้องใส่หูฟังฟังเพลงเบา ๆ คลอให้อาการแพนิคไม่กำเริบจนกระทั่งสามทุ่มครึ่งมั้งเราก็ตามไปเข้านอนด้วยคนทันที
เดินทางจากพาลไมรา > โดลส์ทาวน์
ใช้กุญแจมิติไปสุสานเซนต์หลุยต์หมายเลข 1
คุยประจำวันกับแองจี้
คุยประจำวันกับทาราส
เอฟเฟคน้ำหอม Unisex เพิ่มความสัมพันธ์ +5 ถ้าลงท้ายด้วย 0 , 2 , 4 , 6 , 8