"เดม่อน... ลูกรัก"
เมื่อเธอหันกลับมา หัวใจของผมแทบหยุดเต้น ใบหน้าของเธองดงามอย่างไร้ที่ติ ผิวพรรณเปล่งปลั่งราวกับไข่มุกที่เพิ่งถูกกู้ขึ้นจากก้นมหาสมุทร แต่สิ่งที่ทำให้ผมตกใจที่สุดคือ ดวงตาและโครงหน้าของเธอ เธอมีความคล้ายคลึงกับลิเลียน่าอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นเวอร์ชั่นที่ความสมบูรณ์แบบถูกเติมเต็มจนถึงขีดสุด เป็นความงามที่ทำให้ความจริงรอบข้างดูจืดชางไปทันที
"ท่านแม่... หรือครับ?" ผมพึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือ
"หรือนี่คือกลลวงของโลกิอีก"
เธอหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเธอเหมือนเสียงกระดิ่งแก้วที่ช่วยชะล้างความวิปลาสในใจผม
"โลกิอาจจะเลียนแบบรูปกายได้ แต่เขาไม่อาจเลียนแบบความรักที่ข้ามีต่อลูกได้หรอกนะ... และที่ข้าปรากฏกายในรูปลักษณ์ที่ลูกคุ้นเคย เพราะหัวใจของลูกกำลังผูกพันอยู่กับเด็กสาวคนนั้นอย่างลึกซึ้ง ความงามคือสิ่งที่สะท้อนจากสิ่งที่ลูกปรารถนา"
เธอก้าวเข้ามาใกล้ และสัมผัสที่แก้มของผม มือของเธออุ่นและให้ความรู้สึกมั่นใจ
"ภารกิจที่ลูกกำลังทำอยู่นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่ลูกคิด รอยร้าวที่อนุสาวรีย์วอชิงตันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น... สิ่งที่รออยู่ที่ซาวันนาห์คือกระจกเงาที่จะสะท้อนความดำมืดในใจคน หากลูกใช้เพียงอำนาจในการสั่งการ ลูกจะแพ้พ่าย แต่หากลูกใช้ความเข้าอกเข้าใจ ลูกก็จะชนะ"
เธอดึงแหวนเธซีอุสออกจากนิ้วของผมอย่างแผ่วเบา มันลอยอยู่กลางอากาศระหว่างเราสองคน
"โลกใบนี้กำลังสูญเสียสมดุลของความรักและความงามไปเพราะเสียงกระซิบจากก้นบึ้ง อะพอลโลคืนแสงสว่างให้โลกแล้ว แต่ลูกก็ต้องเป็นผู้คืนความสงบให้แก่ดวงใจมนุษย์... จงอย่ากลัวพลังในตัวลูก เดม่อน แต่งจงโอบกอดรับมันไว้"
เธอกุมมือผมไว้ แล้ววางแหวนกลับคืนลงบนนิ้ว แสงสีชมพูเจิดจ้าปะทุออกมาจากทับทิมบนหัวแหวน แต่มันไม่ใช่สีที่แสบตาเหมือนเดิม มันเป็นสีที่ดูนุ่มนวลและมีพลังมหาศาล
"ข้าอาจจะช่วยลูกรบโดยตรงไม่ได้ แต่นี่คือทุนสำรองสำหรับการเดินทางที่ยากลำบาก... เมื่อลูกตื่นขึ้น จงสำรวจสิ่งที่อยู่ในมิติของแหวนวงนี้ ข้าและบิดาของลูก (ผู้ซึ่งยังคงมองดูลูกจากที่ไกลๆ) ได้ฝากของบางอย่างไว้ให้"
ร่างของเธอเริ่มจางกลายเป็นละอองแสงสีทอง
"จงจำไว้... ลิเลียน่าคือสมอเรือของลูก แต่ลูกคือเข็มทิศของเธอ อย่าปล่อยให้หมอกแห่งความบ้าคลั่งทำให้ลูกหลงทาง"
ละอองแสงสีทองจากร่างของเธอไม่ได้จางหายไปในทันที แต่มันกลับควบแน่นกลายเป็นม่านหมอกที่ห้อมล้อมเราทั้งคู่ไว้ในวิหารแห่งความฝัน ผมรู้สึกว่าพื้นไม้ใต้เท้าเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นผิวน้ำที่นิ่งสงบราวกับกระจก สะท้อนภาพท้องฟ้าสีพาสเทลที่ไม่มีวันสิ้นสุด
"ท่านแม่... ท่านบอกว่าบิดาก็มองดูอยู่?" ผมถามหยั่งเชิง เพราะชื่อของพ่อเป็นปริศนาที่ขัดแย้งในใจผมมาตลอด
เธอยิ้ม เป็นยิ้มที่ละม้ายคล้ายลิเลียน่าตอนที่เธอดีใจเวลาไขปริศนาออก
"เขามองดูด้วยความภูมิใจที่ปนไปด้วยความกังวล เดม่อน... เลือดในตัวลูกครึ่งหนึ่งคือความปรารถนา แต่อีกครึ่งหนึ่งคือความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ลูกไม่ได้มีแค่เสน่ห์ที่ล่อลวงคน แต่ลูกมีอำนาจของการโน้มน้าวที่มาจากความจริงใจ นั่นคือสิ่งที่พ่อของลูกมอบให้ผ่านสายเลือด"
เธอยื่นมือมาสัมผัสที่หน้าอกของผม ตรงตำแหน่งหัวใจ
"ก่อนที่ลูกจะกลับไปยังโลกที่แสนโหดร้าย ข้าจะแสดงให้ลูกเห็น... ว่าทำไมลูกถึงต้องปกป้องโลกใบนี้"
ทันใดนั้น ภาพรอบตัวก็บิดเบี้ยว ผมไม่ได้เห็นอสุรกาย แต่ผมเห็นภาพย้อนหลังของคืนวันที่โลกมืดมิด 458 วันที่ผ่านมา ผมเห็นผู้คนนั่งกอดกันร้องไห้ใต้แสงแดดที่ไม่เคยดับ เห็นความสิ้นหวังที่เกาะกินหัวใจมนุษย์จนพวกเขาเริ่มยอมแพ้ต่อเสียงกระซิบ
"ความงามไม่ได้หมายถึงใบหน้าที่ไร้ที่ติ" เธอกระซิบขณะที่ภาพเหล่านั้นไหลผ่านตาผม
"แต่ความงามคือการที่มนุษย์ยังคงเลือกที่จะรักและเชื่อใจกันในวันที่มองไม่เห็นทางออก ลูกคือตัวแทนของสิ่งนั้นเดม่อน... ถ้าลูกแตกสลายไป ความหวังที่จะกู้คืนหัวใจของมนุษย์ก็จะสลายไปด้วย"
เธอดึงจี้ห้อยคอเล็กๆ ออกจากคอของเธอ มันคือหินรูปร่างประหลาดที่ดูเหมือนหยดน้ำที่แข็งตัวเป็นผลึก แวววาวสลับสีไปมาอย่างน่าอัศจรรย์ เธอวางมันลงบนฝ่ามือของผม
"หินห้าชิ้นนี้ไม่ใช่แค่เครื่องราง แต่มันคือเศษเสี้ยวแห่งความสว่างที่พ่อและแม่ร่วมกันสร้างไว้ให้ มันจะช่วยประคองสติของลูกและเพื่อนพ้องยามที่ต้องเผชิญกับความมืดมิดที่ซาวันนาห์"
ผมก้มลงมองหินในมือ พลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก... เสียง ครืด... ครืด... ของรถไฟใต้ดินเริ่มแทรกเข้ามาในโสตประสาท มิติแห่งความฝันเริ่มสั่นคลอน
"เวลาของลูกหมดลงแล้ว... ลูกต้องตื่นไปเผชิญกับความจริง" เธอเริ่มถอยห่างออกไป แววตาที่เหมือนลิเลียน่านั้นฉายชัดถึงความอาลัย
"อย่าลืมสำรวจถุงกำมะหยี่ในมิติแหวน นั่นคือทุนรอนที่พ่อของลูกแอบฝากมาให้... เขาอาจจะดูเข้มงวด แต่วันหนึ่งลูกจะได้พบเขา"
"เดี๋ยวก่อน! แม่ครับ!" ผมพยายามจะคว้ามือเธอไว้ แต่ร่างของเธอกลายเป็นฝูงผีเสื้อสีขาวนับพันตัวที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่ความรู้สึกอุ่นๆ ที่แก้มยังไม่หายไปไหน พื้นที่ที่เป็นห้องซ้อมกีฬาไม้สักเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนมองผ่านผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไป ภาพบ้านสีขาวหายไปแล้ว กลายเป็นภาพเงาสะท้อนของเหตุการณ์แปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ผมเห็นตัวเอง... ไม่ใช่สิ เห็นเงาของใครบางคนที่หน้าตาเหมือนผมเป๊ะ กำลังเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนในย่านไทม์สแควร์ที่วุ่นวาย แต่ทุกคนที่เดินผ่านเขาไปกลับหยุดนิ่งแล้วหันมามองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ราวกับว่าแค่เขาเดินผ่าน ความกังวลทุกอย่างในใจของคนพวกนั้นก็ปลิวหายไปเฉยๆ
"นี่คือสิ่งที่แกเป็นได้นะ เดม่อน" เสียงของเธอแว่วมาตามลม แต่มันไม่ใช่เสียงก้องกังวานแบบเทพนิยายแล้ว มันเหมือนเสียงแม่ปกติที่กำลังบ่นแกมสอนลูกชาย
"แกไม่จำเป็นต้องตะคอกใส่ใครเพื่อให้เขาทำตาม แกแค่ต้องเป็น... 'แก' ที่ยอมรับตัวเองจริงๆ"
แล้วภาพก็ตัดไป ผมเห็นลิเลียน่า เธอกำลังนั่งกุมขมับอยู่ในห้องสมุดที่ไหนสักแห่ง รอบตัวเธอมีหนังสือกองพะเนิน และมีเงาดำๆ เหมือนควันบุหรี่วนเวียนอยู่รอบตัวเธอ พยายามจะกระซิบอะไรบางอย่างใส่หูเธอให้เธอเสียสติ ในฝันนั้นผมอยากจะวิ่งเข้าไปกระชากเงานั่นออกไปใจจะขาด แต่ขามันก้าวไม่ออก
"ดูแลกันให้ดีๆ ล่ะ" เสียงแม่ทิ้งท้ายไว้ พร้อมกับสัมผัสที่หน้าผากที่เริ่มเปลี่ยนจากความอุ่นเป็นความเย็นชื้นของหยดน้ำ
"โลกข้างนอกนั่นมันไม่ได้ต้องการวีรบุรุษที่เก่งที่สุด แต่มันต้องการคนที่รักษาใจกันได้ดีที่สุดต่างหาก"
ภาพผีเสื้อสีขาวและการหายตัวไปของแม่ไม่ได้นำผมกลับไปสู่ความมืดในทันที แต่มันกลับทิ้งผมไว้ในที่ที่แปลกตาไปกว่าเดิม คราวนี้ผมไม่ได้อยู่บนระเบียงหรูๆ หรือบ้านที่ไหน แต่มันคือ
"โรงรถ" เก่าๆ หลังบ้านที่ผมคุ้นเคย กลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นเหล็ก และเสียงวิทยุคลื่นสั้นที่กำลังเปิดเพลงร็อกยุค 80 เบาๆ มันเป็นกลิ่นของพ่อแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ผมยืนแข็งทื่อ พ่อตายไปตั้งแต่ก่อนผมมาค่ายวันแรก... ตายในอุบัติเหตุที่ผมจำได้ขึ้นใจ แต่นั่นไง... ผู้ชายในชุดหมีเปื้อนคราบน้ำมันคนนั้น เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ใต้กระโปรงรถเชฟโรเลตคันโปรดของเขา
"ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะเดม่อน? มาหยิบประแจเบอร์ 10 ให้พ่อหน่อย"
เสียงนั้น... มันไม่ได้ก้องกังวานเหมือนเทพเจ้า แต่มันแหบและแห้งตามสไตล์คนสูบบุหรี่จัดที่ผมเคยได้ยินในความทรงจำ ผมเดินไปหยิบประแจส่งให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา พ่อรับมันไปแล้วโผล่หน้าออกมาจากใต้ฝากระโปรงรถ เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากทิ้งรอยดำไว้เป็นปื้น
"พ่อ... พ่อตายไปแล้วนี่" ผมโพล่งออกไปแบบคนโง่
พ่อหยุดชะงักแล้วมองหน้าผม เขาไม่ได้โกรธ แต่แววตานั้นมันดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
"ก็ใช่... ในโลกข้างนอกนั่นพ่อคงเป็นแค่เถ้ากระดูกในแจกันไปแล้ว แต่นี่คือที่ของแกนะเดม่อน แม่แกเขาใจดีพอจะอนุญาตให้พ่อเข้ามาเช็กเครื่องยนต์ให้แกสักหน่อยก่อนจะเดินทางไกล"
เขาวางประแจลงแล้วเดินมาตบไหล่ผม แรงตบนั้นมันหนักแน่นจนผมรู้สึกได้ถึงกระดูก
"แกดูเปลี่ยนไปเยอะนะ ดู... มีรัศมีขึ้นเยอะเลยนี่น่า ฟังพ่อนะลูก... พ่ออาจจะไม่ใช่เทพโอลิมปัส พ่อเป็นแค่อดีตนาวิกโยธินที่ผันตัวกลายเป็นช่างกลธรรมดาๆ แต่พ่อจะบอกอะไรแกอย่างหนึ่ง พลังที่แกมีน่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาหรือเสียงหวานๆ"
เขามองลึกเข้าไปในตาผม
"พ่อรักแม่แก ไม่ใช่เพราะแม่แกสวยที่สุดในโลก แต่เพราะแม่แกทำให้พ่อรู้สึกว่าพ่อเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกได้ด้วยคำพูดแค่ไม่กี่คำ... นั่นแหละคือสิ่งที่แกมีเดม่อน ความสามารถที่จะดึงส่วนที่ดีที่สุดของคนอื่นออกมา ไม่ใช่การบังคับให้เขาทำตามใจแก"
ผมนิ่งไป... คำพูดของพ่อธรรมดากว่าแม่มาก แต่ทำไมมันถึงทิ่มแทงใจผมได้ขนาดนี้
"ไอ้เรื่องที่แกกังวล... เรื่องที่แกกลัวว่าจะกลายเป็นเหมือนพวกอสุรกายนั่นน่ะ เลิกคิดซะ คนพังๆ น่ะซ่อมได้ รถพังๆ ก็ซ่อมได้ แต่ถ้าแกใจพังซะเอง แกจะไปซ่อมโลกใบนี้ได้ยังไงล่ะ? ดูแลแม่หนูคนนั้นให้ดีๆ ด้วยล่ะ พ่อเห็นนะว่าแกซบไหล่เขาซะเคลิ้มเลย"
พ่อหัวเราะร่วน แล้วภาพโรงรถก็เริ่มจางลง กลิ่นน้ำมันเครื่องถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเย็นชื้นอีกครั้ง
"ไปได้แล้วเจ้าลูกชาย... เครื่องยนต์แกเช็กสภาพผ่านแล้ว ที่เหลือก็แค่เหยียบคันเร่งให้มิด แต่อย่าลืมเบรกบ้างล่ะ"
พ่อค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับโรงรถหลังเก่า แต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือความมั่นคงในใจที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน ความกลัวที่เคยขังผมไว้ดูเหมือนจะเบาบางลงไปเยอะ เสียงล้อรถไฟใต้ดินที่บดกับรางเริ่มดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกถึงนิ้วมือของตัวเองที่ขยับได้อีกครั้ง และความนุ่มนวลของไหล่ลิเลียน่าที่ยังคงอยู่ตรงนั้น... ในโลกแห่งความเป็นจริง