ค
ความเงียบสงัดของทะเลทรายถูกทำลายลงด้วยเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงจิต มันไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าทั่วไป แต่มันคือเสียงคำรามที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจโบราณที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคของเฮอร์คิวลิส ร่างมหึมาสีทองอร่ามก้าวออกมาจากหลังเนินหินทราย ราชสีห์ที่มีขนสีทองเงางามราวกับเกราะเหล็กกล้า... ราชสีห์นีเมียน
"เป็นไปไม่ได้... มันควรจะตายไปนานแล้วนี่!" เบย์ร้องออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ พลางถอยหลังไปกอดเสาหินทรายไว้แน่น
"โลกิคงไปกระชากมันออกมาจากทาร์ทารัส" เพอร์ซีย์กระชับดาบริพไทด์ แววตาของเขาวาวโรจน์ "ระวัง! อาวุธธรรมดาทำอะไรขนของมันไม่ได้ แม้แต่ดาบของฉันก็อาจจะเด้งกลับ"
ผมพยายามจะตะโกนเตือน แต่ลำคอที่ยังบอบช้ำจากสมรภูมิเท็กซัสทำให้ผมทำได้แค่เค้นเสียงแหบพร่าออกมา ลิเลียน่าหันมาสบตาผมทันที เธอไม่ได้รอให้ผมพูด แต่เธออ่านแผนการผ่านสีหน้าของผมออก "เดม่อน! นายอย่าเพิ่งฝืนใช้เสียงสู้ตรงๆ มันกันอาวุธ แต่มันไม่ได้กันแรงสั่นสะเทือนข้างใน!"
ราชสีห์นีเมียนพุ่งตัวเข้าใส่พวกเราด้วยความเร็วปานสายฟ้า เพอร์ซีย์กระโจนเข้าหาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ดาบสีทองฟาดลงบนแผงคอของมันจนเกิดประกายไฟดั่งค้อนทุบทั่ง แต่มันกลับไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย เจ้าสัตว์ร้ายตวัดกรงเล็บขนาดเท่าดาบสั้นเข้าใส่จนเพอร์ซีย์ต้องฉากหลบอย่างหวุดหวิด กระแทกเข้ากับโขดหินจนหินทรายแตกกระจาย
ลิเลียน่ากระชับหอกในมือ แววตาของเธอสว่างวาบด้วยปัญญา "พี่เพอร์ซีย์! ล่อมันไปที่ร่องเขาแคบๆ นั่น! อารีแอนน์! เตรียมอาคมสะท้อนแสง!"
อารีแอนน์พยักหน้า มือของเธอข้างที่ไม่ได้กุมผ้าเช็ดหน้าเริ่มร่ายมนตร์ แสงแดดที่แผดเผาของแอริโซนาถูกหักเหมาหาปลายนิ้วของเธอจนกลายเป็นลูกบอลแสงสว่างจ้า "ฉันจะทำให้มันตาบอดชั่วขณะ!"
ผมรู้หน้าที่ของตัวเองทันที แม้จะไม่มีเสียงที่ทรงพลังเหมือนก่อน แต่ความถี่ที่ผมเพิ่งเรียนรู้มาคือหัวใจสำคัญ ผมสไลด์ตัวลอดใต้ท้องของราชสีห์ยักษ์ที่กำลังบ้าคลั่ง กลิ่นสาบและไอความร้อนจากร่างกายมันรุนแรงจนผมแทบสำลัก ผมพยายามจ้องมองจุดอ่อนที่ปากของมัน... จุดเดียวที่ขนสีทองเข้าไม่ถึง
โฮก!!!
มันอ้าปากกว้างเตรียมจะขย้ำเพอร์ซีย์ อารีแอนน์ปล่อยแสงสว่างจ้าจนม่านตาของมันหดตัว ราชสีห์นีเมียนชะงักและหลับตาแน่นด้วยความเจ็บปวด
"เดม่อน! ตอนนี้แหละ!" ลิเลียน่าตะโกนสั่ง
ผมรวบรวมลมหายใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ไม่ได้แผดเสียงตะโกนกว้างๆ แต่ผมบีบช่องคอให้เล็กที่สุดเพื่อสร้างเสียงอัลตร้าโซนิกที่มีความถี่สูงเสียดแทง ผมไม่ได้ตะโกนใส่ขนของมัน แต่ผมตะโกนอัดเข้าไปในลำคอที่เปิดกว้างของมันโดยตรง
"อึก... กกกกกกก!!!"
เสียงที่หลุดออกมาเหมือนเสียงแก้วแตกที่แหลมคม คลื่นเสียงพุ่งเข้าสู่ภายในร่างกายของราชสีห์ยักษ์สั่นสะเทือนอวัยวะภายในที่ไร้เกราะป้องกัน มันกรีดร้องด้วยความทรมานที่มองไม่เห็น ร่างสีทองอร่ามเริ่มเสียหลักและสำลักเลือดออกมา
"ปิดฉากมันเลย พี่เพอร์ซีย์!" ผมพยายามเค้นคำพูดสุดท้ายออกไป
เพอร์ซีย์ไม่ได้รอช้า เขาใช้น้ำที่รวมตัวกันจากไอน้ำในอากาศสร้างเป็นโซ่วารีพันธนาการขากรรไกรของมันไว้ แล้วใช้พละกำลังมหาศาลรัดลำคอของมันจนกระดูกคอส่งเสียงดัง กรวบ! ร่างขนาดยักษ์ดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนิ่งสนิทและสลายกลายเป็นผงทองคำละเอียดตามกฎของอสุรกายโบราณ
ผมทรุดลงนั่งกับพื้นทราย หอบหายใจอย่างหนักจนแสบหน้าอก ลิเลียน่ารีบวิ่งเข้ามาหาและคว้าตัวผมไว้ก่อนที่ผมจะหน้ามืดฟุบลงไป "นายนี่มัน... บ้าดีเดือดจริงๆ นะ เดม่อน" เธอพึมพำพลางปาดเหงื่อให้ผม แววตาของเธอไม่มีร่องรอยของการดูถูกอีกต่อไป มีเพียงความชื่นชมที่ลึกซึ้ง
"ขนมันแข็ง... แต่ข้างในมัน... ก็เนื้อธรรมดา" ผมกระซิบเสียงแหบพร่า
"ใช่ และเสียงของนายก็คือสิ่งที่เจาะเกราะนั้นเข้าไปได้" อารีแอนน์เดินเข้ามาสมทบ ใบหน้าของเธอเริ่มมีสีเลือดกลับมาบ้าง "เราต้องรีบไป ราชสีห์นีเมียนเป็นแค่ตัวหมากตัวแรกที่โลกิส่งมาประลองฝีมือ ยิ่งใกล้แปซิฟิกเท่าไหร่ อสุรกายระดับตำนานจะยิ่งออกมาขวางหน้าเรามากขึ้น"
เรามุ่งหน้ากลับไปที่รถ ทิ้งละอองทองคำที่ปลิวว่อนไว้เบื้องหลัง ศึกที่แอริโซนาเพิ่งจะเริ่มต้น และผมรู้ดีว่าเสียงของผมคือกุญแจดอกเดียวที่เหลืออยู่ในการทำลายเกราะทุกชนิดที่โลกิจะส่งมา

