ค
ความหนาวเหน็บของอากาศในอลาบามายามเช้าตรู่ไม่ได้ทำให้ฉันสั่นเทาได้เท่ากับความว่างเปล่าในหัวใจของฉันเอง ฉันนั่งอยู่บนเบาะหนังที่ขาดวิ่นในร้านอาหารร้าง แสงไฟฉายดวงเล็กๆ วางอยู่ข้างกาย ส่องสว่างไปยังสมุดบันทึกของเฟเรียที่ฉันอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกือบจะจำได้ทุกตัวอักษร
เดม่อนนอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ ฉัน ศีรษะของเขาพิงอยู่บนไหล่ของฉัน ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอแต่มันดูแผ่วเบากว่าเมื่อตอนอยู่ที่ฟลอริดา ฉันเอื้อมมือไปสัมผัสรอยสักนกฮูกที่ต้นคอของเขาเบาๆ มันไม่ได้เป็นเพียงรอยหมึก แต่มันมีความร้อนจางๆ แผ่ออกมา และทุกครั้งที่ปลายนิ้วของฉันแตะโดนผิวหนังของเขา ความทรงจำที่บิดเบี้ยวก็มักจะพยายามพุ่งพล่านขึ้นมาเหมือนคลื่นยักษ์ที่กระทบกำแพงหิน
จี๊ด...
ความปวดหัวแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้งจนฉันต้องกัดฟันระงับเสียงคราง ฉันหลับตาลง ภาพของเดม่อนในลานฝึกดาบปรากฏขึ้นมาชั่วครู่... เขาในชุดซ้อมสีส้มเปื้อนฝุ่น ยิ้มกวนประสาทขณะที่ฉันกำลังดุเขาเรื่องการวางเท้า ความรู้สึกในตอนนั้นมันช่างชัดเจน มันคือความหงุดหงิดที่ระคนไปด้วยความเอ็นดู เป็นความรู้สึกที่ฉันในตอนนี้ไม่ควรจะมี แต่มันกลับแจ่มชัดขึ้นทุกที
"ขอโทษนะเดม่อน..." ฉันพึมพำเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือของเขา "ฉันเป็นคนที่มีปัญญาที่สุดในรุ่น... แต่ฉันกลับทำลายสิ่งที่สำคัญที่สุดไปเพื่อแลกกับภารกิจนั่นโดยที่ไม่สามารถหาวิธีที่ดีที่สุดอื่นได้เลย"
ฉันมองดูบันทึกของเฟเรียอีกครั้ง ในหน้าหลังๆ เธอเขียนถึงช่วงเวลาที่พวกเรากลับมาจากเฮติ เธอเล่าว่าฉันเริ่มเปลี่ยนไปอย่างไร ฉันกลายเป็นคนที่มีเหตุผลจนน่ากลัว เย็นชาและมองทุกอย่างเป็นเพียงตัวเลขหรือกลยุทธ์ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันสงสัยว่าทำไมเดม่อนถึงพยายามเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ฉันมักจะไล่เขาไปเหมือนเขาเป็นตัวเกะกะการอ่านหนังสือของฉัน...
ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ทุกครั้งที่เขาถูกฉันไล่ด้วยถ้อยคำเย็นชา หัวใจของเขาคงจะแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ตรงนั้น เลือกที่จะรอจนกว่า 'ลิเลียน่าคนเดิม' จะกลับมา
"เธอกำลังลงโทษตัวเองมากเกินไปนะ ลิเลียน่า" เสียงทุ้มต่ำของเพอร์ซีย์ดังขึ้นจากทางเข้าประตูร้าน เขาเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ "เดม่อนเลือกที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง เขาไม่ได้เสียใจหรอกที่ทำแบบนี้"
"แต่มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลยค่ะพี่เพอร์ซีย์" ฉันเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสับสน "ถ้าปัญญาที่ฉันได้รับคืนมามันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของเขา... ฉันก็ไม่อยากได้มัน"
เพอร์ซีย์ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม "ชีวิตของพวกเราลูกครึ่งเทพไม่เคยมีความยุติธรรมอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้คือทำให้การเสียสละนั้นไม่สูญเปล่า เดม่อนให้โอกาสเธอได้จำเรื่องของเขา และเธอก็ต้องใช้ปัญญานั้นพาเราทุกคนรอดไปจากความวิปลาสของโลกิให้ได้ นั่นคือวิธีเดียวที่จะตอบแทนเขา"
ฉันพยักหน้าช้าๆ คำพูดของรุ่นพี่ทำให้สติของฉันเริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอย ฉันมองไปที่เดม่อนอีกครั้ง รอยสักนกฮูกนั่น... มันคือเครื่องเตือนใจว่าฉันไม่ได้สู้เพียงลำพัง อารีแอนน์เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางเคร่งเครียด "เตรียมตัวเถอะ เราต้องออกเดินทางแล้ว นิวออร์ลีนส์อยู่ข้างหน้า และหมอกวิปลาสเริ่มตามทันเราแล้ว"
ฉันกระชับหอกในมือและพยุงเดม่อนให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง แม้ความปวดหัวจะยังไม่หายไป แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าหน้าที่ของฉันคืออะไร ฉันจะไม่ใช่แค่ธิดาแห่งอะธีน่าที่ฉลาดปราดเปรื่องเพียงอย่างเดียว แต่ฉันจะเป็นโล่ที่ปกป้องหัวใจของวีรบุรุษที่รักฉันที่สุดด้วย
"ไปกันเถอะค่ะ" ฉันบอกอารีแอนน์ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม "ไม่ว่านิวออร์ลีนส์จะมีอะไรรออยู่... ฉันจะหาทางแก้พันธสัญญานี้ให้ได้"
เราเดินออกจากร้านอาหารร้าง มุ่งหน้าสู่รถเอสยูวีที่เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะหนา เส้นทางข้างหน้าคือรัฐหลุยส์เซียน่า ดินแดนแห่งมนตราและหนองน้ำที่ลึกลับ ฉันกุมมือเดม่อนไว้แน่นตลอดทาง ไม่ยอมปล่อยให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

