ก
กองทัพเงาที่เดม่อนและผมช่วยกันกวาดล้างสลายกลายเป็นเพียงหมอกควันสีดำที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่บนพื้นทราย แต่บรรยากาศกลับยิ่งกดดันหนักขึ้น แร็กนาร์ เมสัน ก้าวออกมาจากเงามืดของถ้ำช้าๆ ดาบรูนในมือเรืองแสงสีเขียววิปลาสที่ดูขยะแขยง แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความสมเพชที่มองมายังพวกเรา
"เล่นสนุกกันพอหรือยัง?" แร็กนาร์พึมพำ ก่อนจะระเบิดพลังงานออกมาจนแผ่นดินไหวสะเทือน
ความเร็วของเขามันเกินกว่าที่เด็กพวกนี้จะรับมือไหว แร็กนาร์พุ่งตัวดุจสายฟ้าสีดำเพียงชั่วพริบตา เขากระแทกเบย์จนกระเด็นไปอัดกับผนังหิน ลิเลียน่าพยายามจะสกัดแต่ถูกด้ามดาบของแร็กนาร์ฟาดเข้าที่ชายโครงจนล้มลง และก่อนที่เดม่อนจะทันได้แผดเสียงตะโกน แร็กนาร์ก็ซัดฝ่ามืออัดพลังงานรูนใส่หน้าอกของเขาจนเดม่อนกระเด็นมานอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้าผม
"เดม่อน! ลิเลียน่า!" ผมตะโกนลั่น ใจหล่นวูบเมื่อเห็นรุ่นน้องทั้งสองและเบย์บาดเจ็บสาหัสเลือดอาบกาย
"วีรบุรุษน่ะ... มักจะตายไปพร้อมกับความภักดีที่โง่เขลาเสมอ" แร็กนาร์แสยะยิ้มพลางยกดาบขึ้นเตรียมปลิดชีพเดม่อน
"อย่า-แตะ-ต้อง-เหล่า-น้อง-ของ-ฉัน!"
ผมคำรามด้วยเสียงที่มาจากก้นบึ้งของมหาสมุทร พลังที่เพิ่งฟื้นคืนมาจากการสังหารอีคิดน่ามันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง รุนแรงกว่าเดิมร้อยเท่าเพราะความโกรธแค้น ผมพุ่งเข้าใส่แร็กนาร์ ดาบริปไทด์ปะทะกับดาบรูนจนเกิดระลอกคลื่นกระแทกที่เป่าเอาต้นมูนเลซจนราบเป็นหน้ากลอง เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเกาะ
แร็กนาร์แข็งแกร่งและว่องไว แต่เขากำลังสู้กับคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย ผมเหวี่ยงดาบด้วยท่าฟันที่ดุดัน สลับกับการใช้พลังน้ำบีบอัดอากาศรอบตัวเขาให้กลายเป็นสุญญากาศ
"แกมันก็แค่หุ่นเชิดของพ่อแก!" ผมตะโกนพลางถีบเข้ายอดอกของเขา แร็กนาร์ตวัดดาบสร้างกำแพงไฟสีเขียวพุ่งเข้าใส่ ผมไม่หลบแต่ดึงน้ำค้างบนใบหญ้ามาควบแน่นเป็นโล่น้ำแข็งหนาปึกกันมันไว้ ก่อนจะสลายโล่นั้นให้กลายเป็นเข็มน้ำแข็งนับพันพุ่งสวนกลับไป
"เจ้าคนโอหัง!" แร็กนาร์คำราม เขาใช้รูนสร้างโล่กำบัง แต่จังหวะนั้นผมพุ่งตัวฝ่าม่านควันน้ำแข็งเข้าไป กระแทกโล่เขาด้วยหัวไหล่และใช้ด้ามดาบกระแทกขากรรไกรจนเขาสะดุด การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดเริ่มไหลซึมจากรอยขีดข่วนตามร่างกาย แต่ผมไม่รู้สึกเจ็บ ผมเห็นร่างเดม่อนที่พยายามยันตัวขึ้น และลิเลียน่าที่พยายามเอื้อมมือไปหาเดม่อน ภาพนั้นย้ำเตือนว่าผมคือ "กำแพงสุดท้าย"
ผมรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย สั่งให้น้ำทะเลพุ่งขึ้นมาเป็นมังกรน้ำขนาดยักษ์สามสาย พุ่งเข้าขย้ำแร็กนาร์จากสามทิศทาง มังกรน้ำกระแทกร่างเขาจนลอยขึ้นไปบนอากาศ ผมกระโดดขึ้นไปตาม สองมือจับริปไทด์มั่นแล้วฟาดฟันลงมาด้วยน้ำหนักทั้งหมดของมหาสมุทร "ลงไปซะ!!!" ตูมมมมมม!
ร่างแร็กนาร์กระแทกพื้นจนยุบเป็นหลุมลึก ดาบรูนหลุดจากมือและแตกกระจาย ผมร่อนลงพื้นอย่างมั่นคง ปลายดาบริปไทด์จ่ออยู่ที่ลำคอของเขา แร็กนาร์นอนหอบหายใจรวยรินอยู่กลางหลุม แววตาที่เคยโอหังบัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัว ผมจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเฉียบ มือสั่นเทาด้วยความโกรธที่อยากจะสะบั้นคอเขาให้ตาย... แต่แล้วภาพของแอนนาเบ็ธและสายตาของเดม่อนกับลิเลียน่าก็ดึงสติผมไว้
"ฆ่าฉันสิ..." แร็กนาร์เค้นเสียงหัวเราะขมขื่น "นั่นคือสิ่งที่วีรบุรุษทำไม่ใช่เหรอ?"
ผมลดดาบลงช้าๆ ก่อนจะกดปากกากลับเป็นด้ามเดิม "วีรบุรุษน่ะไม่ได้ทำตามที่ศัตรูต้องการหรอกนะ แร็กนาร์" ผมถ่มเลือดทิ้งพลางพูดเสียงเรียบ "ไสหัวไปซะ กลับไปบอกโลกิว่าความฝันของเขามันจบลงตั้งแต่วันที่เขาเริ่มทำร้ายเด็กพวกนี้แล้ว ถ้าฉันเจอแกอีกครั้งข้างนอกนั่น... ฉันจะไม่เหลือทางเลือกไว้ให้แกแบบนี้"
แร็กนาร์อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเรียกหมอกควันสีดำมาปกคลุมร่างแล้วหายวับไป ผมรีบหันกลับมาหาพวกเดม่อนที่นอนระเนระนาด ผมเปิดกระเป๋าสัมภาระของลิเลียน่าควานหาแอมโบรเชียออกมาสามแท่งแล้วป้อนให้เดม่อน ลิเลียน่า และเบย์ ทันที ความอบอุ่นเริ่มทำงาน บาดแผลฉกรรจ์เริ่มสมานและดึงสติพวกเขากลับมา ผมประคองหัวเดม่อนขึ้นมา "พวกนายทำได้ดีมาก... เราชนะแล้ว"
เดม่อนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก เลือดที่มุมปากเริ่มแห้งลง "พี่... พี่โคตรเท่เลย..."
ผมหัวเราะเบาๆ ทั้งที่น้ำตาคลอ "เออ รู้แล้ว พักซะไอ้น้องชาย เรามีเรื่องต้องทำอีกเยอะข้างนอกนั่น"

