[บันทึกการเดินทาง] Operation: Save the Golden Boy (Again)

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-2-2 11:36:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-2 11:52

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 80 : สถานที่ตัดสิน

วันที่ 26 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ประเทศกรีซ

             แสงแดดยามเช้าของเมืองปิราอุสสาดส่องผ่านผ้าม่านเก่า ๆ ของโรงแรมรายวันเข้ามาเบื้องหน้าคนทั้งสาม ช่างเป็นภาพที่ดูห่างไกลจากความมืดมิดในป่าดึกดำบรรพ์ที่พวกเขาเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง โมนีก้าจัดการวางกล่องพิซซ่าร้อน ๆ ที่เธอเพิ่งไปหาซื้อมาลงบนโต๊ะกลางห้อง กลิ่นแป้งอบใหม่และชีสที่ละลายเยิ้มทำเอาอาริเอลถึงกับลืมความเหนื่อยล้า พุ่งเข้ามาจัดการชิ้นแรกทันที



             "กินให้อิ่มก่อนนะทุกคน เพราะวันนี้เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว" โมนีก้าพูดพลางหยิบพิซซ่าชิ้นโตขึ้นมากัดจนชีสยืด เธอเคี้ยวคำโตก่อนจะปาดมุมปากแล้วเริ่มประเด็นทั้งที่มือยังถือชิ้นพิซซ่าอยู่ "เรามาทบทวนคำพยากรณ์กันหน่อยดีกว่า ฉันว่ามันถึงเวลาที่ต้องดูว่าเราพลาดตรงไหนไปบ้าง"



             โมนีก้าหยิบพิซซ่าชิ้นโตขึ้นมากัดจนชีสยืดคาปาก เธอเคี้ยวตุ่ย ๆ พลางขยับตัวนั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทางที่พยายามจะให้ดูเป็นการประชุมที่จริงจังที่สุดเท่าที่คนมีพิซซ่าเต็มปากจะทำได้ "ฉันต้องทวนคำพยากรณ์ให้ก่อนใช่ไหมเนี้ย์?" เธอเอ่ยขึ้นขณะที่มือยังถือชิ้นพิซซ่าค้างไว้ โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะร่ายคำพยากรณ์ที่เธอยังจำได้แม่นยำทุกตัวอักษรออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นกังวานและจริงจัง



[คำพยากรณ์]

เมื่อรอยแยกแห่งเวลาเปิดกว้าง พลันปรากฏและพลันลับหาย

โลกถูกบิดเบือน พันธนาการแห่งสมดุลแตกสลาย 

รอยรั่วโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน ภัยเงียบจากห้วงบาดาล

ราชาแห่งบาดาลผู้หลับใหล บัดนี้คืนชีพ จงพึงระวัง!

บุตรแห่งผู้ส่งสาร ติดอยู่ในยุคแห่งสามอาณาจักร

และบุตรแห่งคุณไสย ติดกับดักในเพลิงแห่งความหวาดระแวง

มุ่งหน้าสู่นครแห่งแรงลม ที่ซึ่งเหล็กกล้าและกระจกเงาสูงเสียดฟ้า

เจ้าจักพบบุตรแห่งจ้าวอัสนี

กรีกและโรม จักต้องร่วมมือ

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งกาล คืนสมดุลแก่เวลา

ก่อนราชาไททันจักกลืนกินแม้ลมหายใจแห่งกาลเวลา

จงเดินทางสู่ใจกลางแห่งความรู้โบราณ ณ ที่ซึ่งมนุษย์เริ่มนับกาล

ที่ซึ่งกลไกแห่งจักรวาลบิดเบี้ยว 

ณ แหล่งกำเนิดแห่งพลังงานกาลอวกาศ บัดนี้กำลังร้าวรานและเสียหาย

จงผนึกกำลัง หยุดยั้งภัยที่กำลังยึดครอง

และเยียวยากลไกแห่งกาลที่แตกหัก

ตามสัญชาตญาณแห่งโชคชะตา เจ้าจักพบสิ่งที่ตามหา…



             "เราผ่านมาเยอะกว่าที่คิดนะ" โมนีก้าเอ่ยขึ้นมาท่าทางของเธอเหนื่อยอ่อนจากสิ่งที่ต้องเจอมาก่อนหน้านี้และเริ่มเล่าเรื่องราว "ตั้งแต่ตอนที่ฉันกับอาริเอลหลงไปยุคสามก๊กหนึ่งปีเต็มๆ เพื่อช่วยบุตรแห่งผู้ส่งสาร ตอนนั้นฉันต้องปลอมตัวเป็นสนมเข้าไปหาจางรัง ขันทีที่โครตจะชั่วร้ายนั่นเพื่อแย่งตำราจากอนาคตคืนมา หมอนั่นหน้าตาดีนะ แต่ฉันขนลุกทุกครั้งที่เขาพยายามจะเข้าใกล้ โดยเฉพาะตอนที่เขาบอกว่าอยากจะมีลูกกับฉันน่ะ สยองจนอยากจะหยิบดาบมาปาดคอตัวเองวันละสิบรอบเลยล่ะ"



             อาริเอลพยักหน้าเห็นด้วยกับโมนีก้าที่เล่าแบบนั้นพลางหยิบพิซซ่าชิ้นที่สอง "ใช่ค่ะ โมนีก้าลำบากมากจริง ๆ ส่วนฉันก็ต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายอยู่ในยุคล่าแม่มดปี 1692 นู่น เพราะที่นั่นพวกชาวบ้านคลั่งศาสนามองว่าโมนีก้าสวยเกินไปจนดูเหมือนมีมนตร์ดำ พวกเขาเลยตราหน้าว่าเป็นแม่มดและจะจับเผาท่าเดียว ถ้าไม่ได้คนจากบ้านแห่งชีวิตช่วยไว้ เราคงไม่ได้ข้ามมิติมาเจอคุณที่ชิคาโกหรอกเจสัน"



             โมนีก้าหันไปมองเจสันที่นั่งฟังอย่างสงบ "นครแห่งเหล็กกล้าที่สูงเสียดฟ้าก็คือที่ที่นายอยู่ เจสัน นายคือบุตรแห่งจ้าวอัสนีตามคำทำนายเป๊ะ ๆ ทุกอย่างมันควรจะจบลงตามแผน ถ้าเราไม่โดนกาลเวลาเฮงซวยเหวี่ยงไปติดในป่าไดโนเสาร์หนึ่งปีเต็ม... และต้องเสียราหมัดไปที่นั่น"



             เจสันพยักหน้าช้า ๆ สายตาที่เขามองโมนีก้าและอาริเอลในตอนนี้เต็มไปด้วยความยอมรับและเข้าใจในความสนิทสนมของทั้งคู่ที่ผ่านความเป็นความตายมามากกว่าเขา เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในโรงแรม ท่าทางดูเคร่งขรึมขึ้นเมื่อนึกย้อนไปถึงเส้นทางที่บิดเบี้ยวจนแทบกู้ไม่กลับ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รอยคราบน้ำมันบนกล่องพิซซ่าราวกับมันเป็นแผนที่ยุทธการที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในหัว ราวกับความทรงจำเหล่านั้นเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย



             "ตั้งแต่เราเจอกันที่ชิคาโก กาลเวลาก็เริ่มปั่นป่วนจนผมแทบจำไม่ได้แล้วว่าพวกเราอายุเท่าไรกันแน่" เจสันเอ่ยเปรยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาสะท้อนความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอย่างเห็นได้ชัด "จำได้ไหม... ตอนที่เราหลุดไปอยู่ในยุคฮั่นอู่ตี้ตั้งหกเดือนเต็ม ๆ ที่นั่นมันไม่ใช่แค่การไปเที่ยวชมประวัติศาสตร์จีน แต่เราต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยฮองเฮาจากการโดนประหารตามคำสั่งของเทพอิออนเพียงเพื่อให้ได้ของหลงยุคกลับมา และพอเรากลับมาปี 2015 แทนที่เราจะโผล่ที่ชิคาโกเหมือนเดิม กาลเวลากลับเหวี่ยงเรามาโผล่กลางแผ่นดินจีนเฉยเลย"



             อาริเอลพยักหน้าพลางถอนหายใจนึกถึงความลำบาก "ใช่ค่ะ แล้วเราก็ต้องระหกระเหินเดินทางข้ามทวีปจากจีนเพื่อมุ่งหน้ามาที่กรีซ ทั้งนั่งรถยนต์สลับกับการเดินเท้าตั้งหลายเดือนจนรองเท้าพังไปไม่รู้กี่คู่"



             "นั่นยังไม่รวมตอนที่เราหลุดไปอยู่ในสงครามกรุงทรอยนะ" เจสันพูดต่อ แววตาของเขามีความขบขันปนความเพลียปรากฏขึ้นชั่ววูบ "ที่นั่นเราได้พบกับเทพีดิมีเทอร์ แม่ของคุณนะโมนีก้า แต่สิ่งที่ตลกไม่ออกที่สุดคือขยะกาลเวลาที่เราต้องตามหาเพื่อจะกลับออกมา ดันเป็น TENGA จากยุคปัจจุบันที่หล่นอยู่กลางสนามรบกรีกเนี่ยนะ… ตอนผมเห็นผมอึ้งไปเลย" เพราะคำนั้นทำเอาโมนีก้าหลุดขำออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความกระอักกระอ่วนในตอนนั้น แต่เจสันกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมอย่างรวดเร็วเมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ถัดมา



             "แต่พอเราหนีจากทรอยมาได้ กาลเวลากลับทิ้งเราลงกลางกองเพลิงในกรุงโรมปี ค.ศ. 64 ภาพความโหดร้ายของจักรพรรดิเนโรที่สั่งเผาเมืองและทรมารสังหารหมู่ผู้คนอย่างเลือดเย็นมันยังติดตาผมอยู่เลย เราต้องรีบตามหาของและหนีออกมาจากนรกนั่นจนมาโผล่ในป่าที่อินเดีย... ยุคก่อนพุทธกาล" เจสันเว้นจังหวะหายใจเขาเหมือนมีดวงตาที่สั่นไหว "ที่นั่นคือที่ที่เรารู้สึกว่ามีความหวังที่สุด เพราะเราได้เจอราหมัด เขาเข้ามาร่วมทีมและพาเราเดินทางมาจนเกือบจะถึงปี 2015 ที่เป็นปัจจุบันของเราจริง ๆ"



             เจสันหยุดคำพูดลงเพียงเท่านั้น มือของเขาเริ่มสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อภาพสุดท้ายในยุคไดโนเสาร์แล่นเข้ามาในหัว ความรู้สึกผิดพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ "แต่สุดท้าย... ผมก็เสียเขาไปในป่านั่น เสียเขาให้กับคนสวมหน้ากากที่ผมเองก็สู้ไม่ได้ ผมมันแย่จริง ๆ ที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น" 



             เมื่อเห็นเจสันเริ่มจมดิ่งลงในความรู้สึกผิด โมนีก้าจึงขยับมือเข้าไปกุมมือหนาของเขาไว้ทันที แรงบีบที่มั่นคงของเธอทำให้เจสันชะงักและเงยหน้าขึ้นมอง "ไม่เป็นไรนะคะเจสัน..." โมนีก้าเอ่ยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด "นายทำดีที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่เราวาร์ปไป แม้จะใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่พอกลับมาเวลาก็ขยับมาแค่ห้าวันเสมอ เราผ่านสงคราม ผ่านกองเพลิง และผ่านป่าดึกดำบรรพ์มาได้จนถึงกรีซแล้วนะ นายต้องไม่โทษตัวเองแบบนี้เข้าใจไหม?"



             คำนั้นของโมนีก้าทำให้เจสันเหลืองดวงตามองมือของโมนีก้าที่กุมมือเขาไว้ เขาค่อย ๆ สงบลงและรับเอาพลังใจจากเพื่อนร่วมทางกลับมาอีกครั้ง "ขอบคุณนะโมนีก้า... คุณพูดถูก เรามาไกลเกินกว่าจะยอมแพ้ตอนนี้" แม้ความเจ็บปวดจะยังอยู่ แต่สัมผัสของโมนีก้าทำให้เขารู้ว่าเขายังไม่ได้แพ้พ่ายไปเสียหมด



             "กฎการวาร์ปนั่น..." เจสันพึมพำ "กลับมาที่ตำแหน่งเดิมเสมอ แต่เวลาขยับไป 5 วัน... แปลว่าตอนนี้บนโลกนี้เราหายไปหลายสัปดาห์แล้ว และศัตรูที่แท้จริงอาจจะรอเราอยู่ที่เอเธนส์"



             โมนีก้าละมือออกมาแล้วหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดคราบชีสที่ปลายนิ้วอย่างใจเย็น เธอเหลือบมองเจสันด้วยดวงตาสีเทาเงินที่ดูจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “กังวลไปก็ไม่ได้ช่วยให้ยักษ์สวมหน้ากากนั่นหายไปหรอกค่ะเจสัน ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวกว่าพวกนั้นตอนนี้คือท้องของฉันที่ยังไม่อิ่มดีต่างหาก” เธอพูดช็อตฟีลบรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาหน้าตาเฉย พลางเอื้อมมือไปหยิบพิซซ่าชิ้นสุดท้ายที่มีเห็ดโรยหน้าอยู่เต็ม ๆ มายัดใส่ปาก 



             “อาริเอล เช็กในแท็บเล็ตสิคะ ว่าแอนติไคธีรามเปิดจัดแสดงหรือยัง”



             อาริเอลรีบเช็ดปากแล้วดึงแท็บเล็ตที่หน้าจอฟิมล์ลายไปหมดมาเปิดดู แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าซีดเผือดของเอมพูซ่าสาว “เปิดแล้วค่ะ เราจะไปกันเลยไหมคะ?”



             เพราะคำนั้นทำให้เจสันลุกขึ้นยืน พลางจัดคอเสื้อยืดสีส้มของค่ายฮาล์ฟบลัดที่ตอนนี้ดูหมองลงไปเยอะจากการเดินทางผ่านสงครามมาหลายสมรภูมิที่ผ่านมา “ถ้าอย่างนั้นเราไม่มีเวลามานั่งกินพิซซ่ากันนานกว่านี้แล้วล่ะครับ เราต้องมุ่งหน้าไปที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติเอเธนส์ ที่นั่นคือที่เก็บรักษากลไกแอนติไคธีราของจริงไว้”



             คำนั้นทำให้โมนีก้ายัดพิซซ่าคำสุดท้ายเข้าปากแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ ทั้งสามคนก้าวออกจากห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นพิซซ่า มุ่งหน้าสู่ถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในปิราอุส โดยไม่รู้เลยว่าการเดินเท้าเข้าสู่เอเธนส์ครั้งนี้ จะเป็นการเผชิญหน้ากับราชาไททันที่คำพยากรณ์เตือนไว้หรือไม่... หรือบางที สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ อาจจะเป็นกับดักกาลเวลาที่โหดร้ายยิ่งกว่าป่าไดโนเสาร์หลายเท่าตัว



             แดดจ้าของเมืองเอเธนส์สะท้อนกับหลังคารถแท็กซี่สีเหลืองสดที่แล่นทะยานไปตามท้องถนนด้วยความเร็วที่ทำเอาเดมิก็อดทั้งสามแทบจะลืมหายใจ โมนีก้านั่งพิงเบาะหลังพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาสีเทาเงินฉายแววตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่ดูแปลกตาไปจากนครฉางอันหรือป่าดึกดำบรรพ์ที่เธอเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง แม้ในใจจะยังมีภาพความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของราหมัดคอยตามหลอกหลอน แต่เธอก็เลือกที่จะซ่อนมันไว้ภายใต้ท่าทางสบาย ๆ ราวกับนักท่องเที่ยวสาวที่กำลังออกทริปพักผ่อน



             “อีกไม่กี่อึดใจก็ถึงแล้วล่ะ” เจสันเอ่ยขึ้นขณะมองมาตรวัดมิเตอร์ที่หน้ารถ เสียงทุ้มต่ำของเขาดังกังวานแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ แท็กซี่เลี้ยวเข้าสู่ถนนปาติซิออนก่อนจะจอดนิ่งสนิทลงที่หน้าอาคารหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า



             เมื่อทั้งสามก้าวลงจากรถ ภาพของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติก็ปรากฏสู่สายตาอย่างสง่างาม ตัวอาคารโอ่อ่าสไตล์นีโอคลาสสิกขนาบข้างด้วยเสาแบบไอโอนิกเรียงรายเป็นระเบียบดูขลังและทรงพลัง แผ่นหลังคาเรียบตรงตัดกับท้องฟ้าสีครามไร้เมฆ ผิวผนังสีส้มอ่อนและสีขาวนวลรับกับบันไดหินกว้างขวางที่ทอดตัวขึ้นสู่ทางเข้าหลักซึ่งมีรูปปั้นเทพเจ้าประดับอยู่ด้านบนประหนึ่งผู้พิทักษ์ความรู้โบราณ



             “ว้าว... สมกับเป็นแหล่งรวมสมบัติของโลกจริง ๆ” อาริเอลพึมพำพลางกระชับสายสะพายเป้ เธอเผลอมองทะลุหมอกบังตาจนเห็นไอพลังงานจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวอาคาร



             โมนีก้ายืดตัวตรงพลางขยับเสื้อโค้ทให้เข้าที่ เธอพยายามปรับเปลี่ยนสีหน้าจากนักรบให้กลายเป็นหญิงสาวผู้กำลังจิตตกที่มาเยี่ยมชมศิลปะ “เอาล่ะ ได้เวลาเข้าไปข้างในแล้วใช่ไหมคะคุณพี่ชาย?”



             เจสันพยักหน้าพลางเดินนำไปที่ห้องจำหน่ายตั๋ว เขาหยุดยืนหน้าป้ายประกาศแล้วหันมาบอกทั้งคู่ “ค่าเข้าชมคนละ 12 ยูโรนะ รวมสามคนก็ 36 ยูโร” สิ้นคำนั้น โมนีก้ากับอาริเอลต่างหยุดชะงักพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งคู่หันมามองหน้ากันแล้วกะพริบตาปริบ ๆ ดวงตาของโมนีก้าดูว่างเปล่าเหมือนสมองกำลังประมวลผลค่าเงินที่เธอแทบไม่ได้แตะต้องมานานนับปี



             “พวกคุณ... อย่าบอกนะว่าไม่มีเงินยูโร?” เจสันถามขึ้นด้วยสีหน้ากึ่งสงสัยกึ่งประหลาดใจ แววตาสีฟ้าครามของเขามองสลับไปมาระหว่างหญิงสาวสองคนที่มีประวัติการเดินทางข้ามโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน



             โมนีก้ากระแอมไอเบา ๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าเงินใบจิ๋วของเธอออกมาโชว์ให้เขาดู “มีสิคะเจสัน... แต่กลัวว่าถ้ายื่นให้พนักงานไป เขาอาจจะแจ้งตำรวจจับเราข้อหาใช้เงินปลอมน่ะสิ” เธอหยิบเหรียญกษาปณ์ทองคำหนาหนักที่มีตราประทับโบราณจากยุคฮั่นอู่ตี้ และธนบัตรแปลก ๆ ที่มีตัวเลขปี ค.ศ. 2000 กว่า ๆ ออกมาวางบนฝ่ามือ (แน่นอนว่าโมนีก้าไม่เคยบอกว่ามันได้มายังไงความจริงเธอแค่ไม่บอกเจสันว่ามาจากปีไหนด้วยซ้ำ) “ไม่ใช่เงินที่อยู่ในช่วงเวลานี้แน่ ๆ ค่ะ นายลองเอาไปใช้ดูไหมล่ะ?”



             เจสันนั้นก็เลยจ้องมองเงินอนาคตและเงินโบราณในมือโมนีก้าพลางถอนหายใจยาว แววตาที่เคยเคร่งขรึมดูอ่อนแสงลงด้วยความอ่อนใจ ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา โมนีก้ามักจะเป็นคนออกเงินและจัดหาเสบียงด้วยไอเท็มสารพัดจากกระเป๋าของเธอเสมอ การที่วีรบุรุษอย่างเขาจะยืนให้ผู้หญิงจ่ายฝ่ายเดียวมาตลอดก็ดูจะไม่ใช่สิ่งที่บุตรแห่งจูปิเตอร์ผู้มีเกียรติควรทำนัก “เก็บของพวกนั้นไปเถอะครับโมนีก้า” เจสันพึมพำพลางล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ เขาหยิบกระเป๋าเงินหนังเก่า ๆ ออกมาแล้วคลี่ธนบัตรยูโรใบจริงออกมานับด้วยนิ้วที่ยังสั่นน้อย ๆ จากอาการอ่อนแรง 



             “ถือซะว่ามื้อนี้ผมเลี้ยงเองแล้วกัน... ถึงมันจะเป็นแค่ค่าตั๋วเข้าชม ไม่ใช่ค่าพิซซ่าถาดใหญ่เมื่อเช้าก็เถอะ” เพราะคำนั้นทำให้โมนีก้าคลี่ยิ้มออกมาทันที รอยยิ้มนั้นดูสดใสและขี้เล่นจนทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจางหายไป “ดีมากค่ะเจสัน รู้จักทำหน้าที่สุภาพบุรุษบ้างก็น่ารักดีนะคะ”



             เจสันจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ด้วยท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะแอบกังวลว่าเงินในกระเป๋าจะเหลือพอสำหรับค่ารถขากลับหรือไม่ เขาเดินกลับมาพร้อมตั๋วสามใบในมือ “เอาล่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ” ทั้งสามคนเดินผ่านประตูทางเข้าที่โอ่อ่า กลิ่นไอของหินเก่าและฝุ่นละอองแห่งประวัติศาสตร์โชยมาแตะจมูก โมนีก้าก้าวเดินไปตามทางเดินหินอ่อนอย่างสง่างาม โดยมีเจสันและอาริเอลขนาบข้าง มุ่งหน้าสู่ห้องจัดแสดงที่เก็บรักษากลไกแอนติไคธีราเอาไว้ ท่ามกลางสายตาของรูปปั้นโบราณที่ดูเหมือนจะเฝ้าจับตามองการมาเยือนของกลุ่มคนหลงยุคกลุ่มนี้อย่างเงียบเชียบ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(ถึงแล้วโว้ยยยย เอยกหดฟเนา)
Quest Summary
สรุป

ทวนข้อมูลสิ่งที่เจอมาตลอดก่อนเดินทางงง

[เดินทางถึง National Archaeological Museum]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
โรลเพลย์หารือปรึกษากันในค่ำคืนนั้น ก่อนอาริเอลจะยกมือเสนอ   โพสต์ 2026-2-2 13:40
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-2-2 12:48
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-2 12:48
God
แต่ก็ไม่พบอะไร นอกจากนักท่องเที่ยวเดินชมพิพิธภัณฑ์ทั่วไปไม่มีอะไรน่าสงสัย ทำให้พวกเขาต้องกลับไปนั่งคิด แต่ก็รู้สึกบางอย่างไม่ดีในนั้น   โพสต์ 2026-2-2 12:22
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-2-2 12:19
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-2 17:49:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 81 : 1,267 วัน

วันที่ 26 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ประเทศกรีซ

               เมื่อโมนีก้า อาริเอลกับเจสันเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์เพื่อไปหาดู Antikythera Mechanism เครื่องแรกของโล แต่เพราะมันไม่มีอะไรผิดปกติเดินวนซ้ำไปซ้ำมาก็ไม่มีอะไรผิดปกติเลย รู้สึกแค่ว่าบางอย่างไม่ดีในนั้นยันเย็น จนสุดท้ายเป็นโมนีก้าที่แค่รู้สึกโคตรแย่ ความหวังของเธอพังทลายจนอยากตาย ๆ ไปซะ เธอทนขนาดนี้เพื่ออะไรกันจนอาริเอลและเจสันมองหน้ากันและพาโมนีก้ากลับออกไปเมื่อถึงช่วงเย็น



               บรรยากาศภายในห้องพักของโรงแรมราคาถูกในกรุงเอเธนส์นั้นเงียบเชียบและหนักอึ้ง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งสามที่เพิ่งกลับมาจากความพ่ายแพ้ในเชิงความรู้สึก โมนีก้านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้บุกำมะหยี่ที่ดูเก่าคร่ำคร่า มือเรียวสวยโอบรอบแก้วชาไลแลคอุ่น ๆ ที่เธอชงขึ้นเอง กลิ่นหอมหวานของดอกไม้และเบอร์รี่ของเธอปนไปกับกลิ่นอายความเหนื่อยล้าในห้อง



               อาริเอลมองโมนีก้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย เธอเห็นเพื่อนสาวที่เคยมั่นใจและกวนประสาทบัดนี้กลับนิ่งเงียบ แววตาสีเทาเงินคู่นั้นดูเหมือนจะหลุดลอยไปไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง ท่าทางที่โมนีก้าขอแยกห้องนอนและจ่ายเงินเองอย่างเด็ดขาดนั้น ทำให้อาริเอลรู้ว่าธิดาแห่งเซเรสคนนี้กำลังต้องการพื้นที่ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นความเปราะบางที่กำลังกัดกินเธออยู่



               "โมนีก้า... ทานอะไรหน่อยไหมคะ?" อาริเอลถามเสียงแผ่ว แต่โมนีก้าเพียงแค่ส่ายหน้าเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากถ้วยชาในมือของเธอ ผิวขาวซีดของเธอดูซีดเซียวลงกว่าเดิมภายใต้แสงไฟในตอนนี้



               เจสัน เกรซ ยืนพิงผนังห้อง แววตาสีฟ้าครามของเขามองดูสถานการณ์อย่างเคร่งครัดแต่แฝงไปด้วยความกังวล ในฐานะลูกของจูปิเตอร์และปอนติเฟ็กซ์ แม็กซิมัส เขามีสัมผัสที่หกที่ไวต่อกระแสพลังงานงานทิพย์มากกว่าใครในที่นี้ เขาหลับตาลงชั่วครู่พยายามจับจังหวะของกาลเวลาที่บิดเบี้ยว "ที่นั่นแหละคือที่ที่ถูกต้องแล้ว" เจสันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้อาริเอลสะดุ้งเล็กน้อย "ผมรู้สึกได้ พลังงานของกลไกแอนติไคธีรามันส่งเสียงสะท้อนออกมาจากที่นั่น แต่มันถูกกลบด้วยบางอย่างที่เนียนกริบ... บริเวณนั้นเต็มไปด้วยคนธรรมดาที่เดินไปมาพลุกพล่าน มันไม่มีอสุรกาย หรือกลิ่นอายความตายแบบที่เราคาดไว้เลย ซึ่งนั่นแหละที่ประหลาดที่สุด"



               โมนีก้ายังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนฟังแต่ก็เหมือนไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เจสันพูดอีกต่อไป เธอรู้สึกว่าความพยายามที่ผ่านมา ทั้งการปลอมตัวเป็นสนมในสามก๊ก หรือการวิ่งหนีไดโนเสาร์ในป่าดึกดำบรรพ์ มันเริ่มกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความสูญเสียที่ไร้ความหมาย



               อาริเอลครุ่นคิดตามคำพูดของเจสัน ก่อนจะยกมือขึ้นเสนอความเห็นกับสิ่งที่เธอเคยพบมา "บางทีที่พิพิธภัณฑ์อาจจะมีหมอกที่หนาแน่นและซับซ้อนมากซ่อนตัวพวกมันไว้ออกจากเราก็ได้นะคะ เหมือนเหตุการณ์ที่ศาลกลางเมืองซานฟรานซิสโกตามที่คุณเฮเซลเคยเล่าให้ฟัง พวกที่จับอสุรกายนั่นใช้หมอกหลอกตาทั้งมนุษย์และครึ่งเทพได้อย่างแนบเนียน ถ้าที่นี่มีใครควบคุมหมอกได้ในระดับเดียวกัน เราจะเดินวนไปทั้งปีก็คงไม่เจออะไรหรอกค่ะ"



               เจสันขมวดคิ้วกับความคิดนั้นแล้วเขาก็หวนคืนความทรงจำบางส่วนของตัวเอง "ควบคุมหมอกอย่างมีชั้นเชิง... ใช่ เป็นไปได้สูงมาก… แต่เราไม่มีลูกหลานเฮคาทีอยู่กับเราในตอนนี้ และพรสวรรค์ในการมองทะลุหรือควบคุมหมอกระดับสูงนั้นหายากเหลือเกินหากไม่ใช่สายเลือดนั้นโดยตรง" เขาหยุดเว้นจังหวะพลางมองมือตัวเองอย่างเห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาเองก็กำลังพยายามเหมือนกัน "ผมเพิ่งได้รับการฝึกฝนการมองผ่านหมอกมาจากเฮเซลได้นิดหน่อยก่อนจะจากกัน... สารภาพตามตรงว่าผมยังไม่คล่องนัก แต่พลังของลูกสามมหาเทพน่าจะพอมีน้ำหนักพอที่จะทลายม่านลวงตาและกระชากฉากที่แท้จริงออกมาได้... ถ้าผมทำได้น่ะนะ"



               ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง เจสันและอาริเอลหันไปมองโมนีก้าที่บัดนี้วางแก้วชาที่หมดแล้วลงบนโต๊ะ เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเทาเงินนั้นดูว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย "ถ้างั้นนายก็ทำแล้วกัน" โมนีก้าเอ่ยสั้นๆ เสียงของเธอราบเรียบจนไร้อารมณ์ "ฉันจะไปนอนแล้ว"



               โมนีก้าพยุงตัวลุกขึ้น กลิ่นไลแลคและเบอร์รี่หวานจาง ๆ เคลื่อนผ่านหน้าเจสันและอาริเอลไปในขณะที่เธอเดินออกจากห้องของอาริเอลมุ่งตรงไปยังห้องส่วนตัวที่เธอเช่าแยกไว้ ทั้งสองคนมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของเธอด้วยความกังวลอย่างสุดซึ้ง เจสันกำหมัดแน่น เขารู้ดีว่าโมนีก้าที่รักการยิ้มและการมีชีวิตชีวาคนเดิมกำลังถูกความสิ้นหวังกลืนกิน และหากพรุ่งนี้เขาไม่สามารถเปิดโปงสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังหมอกได้ ใจของโมนีก้าอาจจะแตกสลายจนไม่เหลืออะไรให้กอบกู้อีกต่อไป



               "เราต้องทำให้ได้ อาริเอล" เจสันพึมพำกับเพื่อนเอมพูซ่า "เพื่อทุกชีวิต… ทั้งราหมัดที่สละให้เรามาถึงจุดนี้"



               เสียงปิดประตูห้องพักดังก้องเบา ๆ ในความเงียบ โมนีก้าทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงที่แข็งกระด้าง แสงไฟจากท้องถนนกรุงเอเธนส์ด้านนอกลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาเป็นเส้นสายจาง ๆ แต่เธอกลับไม่คิดจะเปิดไฟในห้อง ก่อนหยิบแท็บเล็ตเดดาลัสออกมา จนแสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนลงบนนัยน์ตาสีเทาเงินที่บัดนี้ดูไร้ชีวิตชีวาประหนึ่งเถ้าถ่าน



               นิ้วเรียวสั่นเทาขณะเลื่อนดูหน้าเฟซบุ๊กของชายคนหนึ่ง... พ่อของเธอในยุคนี้ ชายที่ยังหนุ่มแน่นและอาจกำลังยิ้มแย้มอยู่ในสักมุมหนึ่งของโลกโดยไม่รู้เลยว่าลูกสาวของเขาจากอนาคตกำลังแตกสลายอยู่เพียงลำพัง โมนีก้าจ้องมองรูปใบนั้นเนิ่นนาน ใบหน้าของเธอเรียบนิ่งจนน่ากลัว ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่งถึง ราวกับว่าจิตวิญญาณของเธอได้หลุดลอยไปทิ้งไว้เพียงเปลือกนอกที่เย็นชืด



               ก๊อก... ก๊อก…



               “โมนีก้า... ผมขอเข้าไปได้ไหม?” เสียงของเจสันดังลอดมาจากอีกฝั่งของประตู มันแฝงไปด้วยความอาทรและไม่มั่นใจ



               และเพราะมันไม่มีคำตอบจากคนที่อยู่ด้านใน โมนีก้ายังคงจ้องมองรูปพ่อของเธออยู่อย่างนั้น ความเงียบที่นางส่งกลับไปทำให้เจสันเริ่มกังวล ใจของเขาเต้นรัวด้วยความกลัวว่าคนข้างในจะทำอะไรที่ไม่อาจแก้ไขได้ สุดท้ายเกียรติยศและมารยาทก็พ่ายแพ้ต่อความห่วงใย เจสันค่อย ๆ บิดลูกบิดประตูแล้วแทรกตัวเข้ามาในห้องอย่างวิสาสะ



               ภาพที่เขาเห็นทำให้หัวใจของบุตรแห่งจูปิเตอร์บีบรัดจนเจ็บปวด โมนีก้านั่งอยู่ท่ามกลางความมืด แสงจากแท็บเล็ตทำให้เธอแลดูเหมือนวิญญาณที่หลุดพ้นจากโลกสมัยใหม่ นางไม่ได้หันมามองเขาด้วยซ้ำ ราวกับเจสันไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนั้น 



               เจสันก้าวเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า ขาของเขาดูหนักอึ้ง ความรู้สึกผิดพุ่งพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาเองก็ตกอยู่ในนรกไม่ต่างกัน ภาพของราหมัดที่สิ้นใจในอ้อมกอดของโมนีก้ายังคงตามมาหลอกหลอนเขาทุกครั้งที่หลับตา ในฐานะผู้นำ ในฐานะรุ่นพี่ที่ทุกคนฝากความหวังไว้ เขากลับทำได้เพียงยืนดูความตายพรากคนในทีมไปต่อหน้าต่อตา ความไร้พลังนั้นมันกัดกินหัวใจเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนขี้ขลาดที่สวมหน้ากากวีรบุรุษอยู่ ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นข้างเตียงข้าง ๆ โมนีก้า ไม่กล้านั่งบนเตียงเคียงข้างเธอเพราะรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรกับความไว้ใจนั้น เจสันก้มหน้าลงปล่อยให้ผมสีบลอนด์ที่ยุ่งเหยิงตกลงมาบดบังดวงตาที่สั่นไหว



               “ผมรู้ว่าคำขอโทษมันไม่มีค่าอะไรเลย...” เจสันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและแหบแห้ง “ผมควรจะเป็นคนที่ปกป้องพวกคุณ... ควรจะเป็นคนที่รับดาบนั้นแทนเขา แต่ผมกลับ... ผมกลับทำได้แค่ยืนดู”



               โมนีก้าค่อย ๆ ลดแท็บเล็ตลงในมือ แสงสีฟ้าดับวูบลงทิ้งให้ห้องจมอยู่ใต้อันธการที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิม เธอยังไม่พูดอะไร แต่ความเงียบของเธอมันกรีดแทงใจเจสันยิ่งกว่าคำด่าทอ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปวางลงบนหลังมือของโมนีก้าอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบของเธอบอกเขาว่าความอบอุ่นในตัวผู้หญิงคนนี้ได้มอดดับลงไปแล้ว “โมนีก้า... อย่าพังทลายลงไปแบบนี้เลยนะ” เจสันสะอื้นออกมาเบา ๆ อย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป เสาหลักที่แสนเข้มแข็งของเดมิก็อดเริ่มแตกร้าว 



               “ถ้าคุณยอมแพ้... ผมจะไปต่อยังไง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะแบกรับความรู้สึกผิดนี้ไปได้นานแค่ไหนถ้าไม่มีคุณคอยด่า คอยกวนประสาทผมเหมือนเดิม...” เขากุมมือเธอไว้แน่นขึ้น พยายามจะส่งผ่านความร้อนรุ่มของสายฟ้าในกายเพื่อบรรเทาความเย็นชืดในใจของเธอ แต่ดูเหมือนความมืดมนในห้องนี้จะกลืนกินทุกอย่างไปหมดสิ้น 



               โมนีก้าค่อย ๆ หันหน้ามามองเขาในความสลัว ดวงตาของเธอว่างเปล่าจนเจสันสะท้านไปทั้งอก มันไม่ใช่ดวงตาของคนที่โกรธแค้น แต่มันคือดวงตาของคนที่ตายจากข้างในไปแล้วอย่างสมบูรณ์ “เจสัน...” โมนีก้าเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “นายนับไหม... ว่าเราเสียอะไรไปตั้งแต่เริ่มเดินตามคำพยากรณ์บ้าๆ นี่? แล้วนายคิดว่า... ครั้งต่อไปจะเป็นใคร? นาย... อาริเอล... หรือว่าฉัน?”



               คำถามนั้นทำให้เจสันนิ่งงันไปเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจ ความเงียบงันและบรรยากาศที่แสนหดหู่เข้าครอบงำคนสองคนที่แตกสลายกลางเอเธนส์ เจสันอยากจะขยับปากจะเอ่ยคำปลอบโยนที่เขาเตรียมไว้ในหัว พยายามจะบอกว่าเขาเองก็สูญเสียเพื่อนพ้องในสงครามยักษ์มามากมาย และความเจ็บปวดนั้นคือสิ่งที่เขาแบ่งเบาไปจากเธอได้ แต่คำพูดเหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอเมื่อโมนีก้าค่อย ๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างช้า ๆ



               ตอนนี้หญิงสาวไม่ได้ก่นด่า ไม่ได้ฟูมฟาย แต่ความเงียบที่ส่งผ่านมากลับเย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวในทุ่งน้ำแข็ง “เจสัน... นายมองเห็นโลกปี 2015 เป็นบ้านใช่ไหม? ที่นายอยู่” โมนีก้าเอ่ยขึ้น แววตาสีเทาเงินคู่นั้นว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง “นายกลับมาที่นี่ นายมีเพื่อนพ้องที่คอยอยู่ นายหยิบมือถือขึ้นมาแล้วติดต่อไพเพอร์ได้ นายมีตัวตนอยู่จริงในวินาทีนี้... แต่ฉันล่ะ?”



               โมนีก้าขยับปากแค่นยิ้มที่ดูสมเพชตัวเองเกินกว่าจะเรียกว่ารอยยิ้มได้ “นายรู้ไหมว่าฉันจากบ้านมานานแค่ไหนแล้ว? 1,267 วัน... หนึ่งพันสองร้อยหกสิบเจ็ดวันที่ฉันไม่ได้ยินเสียงคนที่ฉันรักจริง ๆ ไม่ได้สัมผัสโลกที่ฉันจากมาแม้แต่วินาทีเดียว ฉันรักนายนะเจสัน นายคือเพื่อนที่ฉันยอมตายแทนได้ และฉันก็รักอาริเอล... แต่พวกนายต่างจากฉัน”



               โมนีก้าขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่าทางขี้เล่นกวนประสาทที่เคยมีหายไปสิ้น เหลือเพียงหญิงสาวที่แบกโลกทั้งใบไว้จนหลังแทบหัก “อาริเอลเป็นอสุรกาย เธออยู่มาเป็นพันปีจนความตายและความพลัดพรากมันกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ส่วนนาย... นายมีที่ให้กลับไปเสมอ แต่ฉันคือคนพลัดถิ่นกาลเวลา ฉันต้องกดเฟซบุ๊กหาพ่อในยุคที่เขายังไม่รู้จักฉันด้วยซ้ำ ฉันต้องปลอมตัวเป็นลูกค้าเข้าไปปรึกษาเรื่องยาทางไกล เพียงเพื่อจะได้เห็นข้อความตอบกลับสั้น ๆ จากเขา... ทั้งที่ในใจฉันอยากจะตะโกนใส่หน้าจอแทบตายว่า ‘พ่อคะ นี่หนูเอง โมนี่ลูกพ่อไง’ แต่ฉันทำไม่ได้”



               เธอหันกลับมามองเจสัน ดวงตาที่เคยสั่นไหวของเขาสบเข้ากับดวงตาที่แสนรวดร้าวของเธอ ความทรงจำช่วงเวลาหนึ่งปีในป่าดึกดำบรรพ์ที่ทั้งสองคนเคยเกือบจะก้าวข้ามเส้นบาง ๆ ของความรู้สึกดี ๆ ต่อกันวูบเข้ามาในหัว แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำความหดหู่ให้รุนแรงขึ้น เพราะแม้แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังติดอยู่ในกรงขังของศีลธรรมและความไม่ถูกต้อง



               “ตอนที่ฉันถูกเหวี่ยงออกมาจากยุคของฉัน ฉันเพิ่งจะอายุ 15” โมนีก้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้อารมณ์ใด ๆ ราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น “ตอนนี้ฉันอายุ 20... ห้าปีของความเป็นวัยรุ่นของฉันหายไปในกองเลือด สงคราม และความสิ้นหวัง ฉันโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในยุคที่ฉันไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ เจสัน... นายคิดว่าฉันต้องรู้สึกยังไง ในวันที่เพื่อนร่วมทางที่เดินมาด้วยกันอย่างราหมัดต้องตายไปต่อหน้าต่อตา แล้วฉันยังจะต้องตื่นมาเจอโลกที่กว้างใหญ่แต่ไม่มีใครรอฉันอยู่เลยสักคนเดียวงั้นหรอ?”



               คำพูดนั้นทำให้เจสันรู้สึกเหมือนถูกกระชากหัวใจออกมาสด ๆ เขาเงยหน้ามองโมนีก้าพลางสะอื้นจนตัวโยน ความสูงส่งและสง่างามของบุตรแห่งจูปิเตอร์พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เขามองเห็นโมนีก้าเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ที่ถูกพายุแห่งกาลเวลาฉีกกระชากจนแหลกเหลว เขาอยากจะบอกว่าเขาจะอยู่ตรงนี้ แต่เขาจะพูดได้อย่างไรในเมื่อตัวเขาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดจากความผิดบาปที่ทิ้งราหมัดไว้เบื้องหลัง



               “โมนีก้า... ผม...” เจสันพูดได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเอง ความรู้สึกไร้พลังกลับมาจู่โจมเขาอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่ไร้พลังในการสู้กับอสุรกาย แต่เขายังไร้พลังแม้แต่จะรักษาใจของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้ายังไม่ได้



               “ไม่ต้องพูดหรอกค่ะเจสัน พูดไปมันก็ไร้ประโยชน์” โมนีก้าเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเสียจนน่าใจหาย 



               เธอเบือนหน้าหนีจากความอ่อนแอของบุตรแห่งจูปิเตอร์ แล้วทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองหมู่ดาวบนฟากฟ้ากรุงเอเธนส์ที่พร่าเลือนใต้แสงไฟเมือง แววตาของนางสั่นไหวเพียงวูบเดียวเมื่อนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่โหยหามาตลอดพันกว่าวัน



               “คนรักของฉันคืออะพอลโล” โมนีก้าเอ่ยออกมาเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ คำนั้นทำให้เจสันชะงักงัน เขาเคยเดาเรื่องนี้มาบ้างจากท่าทีและน้ำเสียงนัย ๆ ของโมนีก้าเวลาพูดถึงเทพแห่งแสงอาทิตย์ แต่เมื่อได้ยินคำยืนยันชัดเจนแบบนี้ หัวใจของเขากลับยิ่งบีบคั้น “แต่เขาไม่ใช่เทพเจ้าผู้สูงส่งที่เอาแต่ใจเหมือนในยุคนี้หรอกค่ะเจสัน... เขาคืออะพอลโลที่โตแล้ว เป็นคนที่รู้จักความเป็นมนุษย์ รู้จักความเจ็บปวด และเข้าใจความหมายของน้ำตาและความสูญเสีย”



               เมื่อพูดถึงคำนั้นโมนีก้าก็หันกลับมาสบตากับเจสันอีกครั้ง ดวงตาสีเทาเงินของนางวาวโรจน์ไปด้วยความโศกเศร้าที่ถูกอัดอั้นไว้ “นายเข้าใจฉันไหมเจสัน? เข้าใจไหมว่าในวินาทีนี้... ฉันไม่มีใครเลย อะพอลโลที่ฉันรักยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมาในใจของเทพองค์นั้นด้วยซ้ำไป พ่อของฉันตอนนี้ก็เป็นแค่คนแปลกหน้าหลังหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วนนาย... นายมีไพเพอร์ มีค่าย มีโลกที่รอให้นายกลับไปเป็นฮีโร่ แต่สำหรับฉัน ปี 2015 คือคุกที่กว้างใหญ่ที่สุดในจักรวาล มันอ้างว่างและเดียวดายจนฉันจะสติแตกอยู่แล้ว”



               ดวงตาของเจสันมองดูผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงต่อหน้าต่อตา ความหดหู่ที่เคยทับถมเขาจนก้าวขาไม่ออกถูกกระชากทิ้งด้วยสัญชาตญาณของการเป็นผู้ปกป้อง เขารู้ดีว่าถ้าเขายังนิ่งเฉย หรือมัวแต่จมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเอง เขาจะเสียโมนีก้าไปตลอดกาล และนั่นจะเป็นความล้มเหลวที่เขาไม่อาจให้อภัยตัวเองได้แม้ตายไปแล้ว เจสันไม่เลือกที่จะพูดประโยคสวยหรูหรือคำสัญญาที่ว่างเปล่า เพราะเขารู้ว่าคำพูดมันช่างเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่โมนีก้าแบกรับอยู่ เขาขยับตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างมั่นคงก่อนจะก้าวเข้าไปหาโมนีก้าที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้อง



               ไร้ซึ่งคำไม่ได้ขออนุญาต แต่เจสันบรรจงรวบร่างของโมนีก้าเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างแน่นหนา



               มันไม่ใช่กอดแบบคนรักที่โหยหากัน แต่มันคือการกอดเพื่อรั้งวิญญาณที่กำลังจะหลุดลอยให้กลับมา เจสันซบหน้าลงบนไหล่ของโมนีก้าจนกลิ่นดอกไลแลคที่เคยหอมหวานบัดนี้กลับขมขื่นในความรู้สึก เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวและลมหายใจที่ติดขัดของคนในอ้อมกอด มือหนาของเขาวางลงบนแผ่นหลังของโมนีก้า ลูบปลอบประโลมเบา ๆ ราวกับจะบอกว่า ‘ผมอยู่ตรงนี้ ผมเห็นคุณแล้ว’



               “โมนีก้า...” เจสันพึมพำเสียงพร่าอยู่ข้างหูของนาง อารมณ์ความรู้สึกที่ถาโถมทำให้เสียงของเขาเกือบจะกลายเป็นเสียงสะอื้น “ผมขอโทษที่ผมช่วยใครไว้ไม่ได้... แต่ผมจะไม่มีวันปล่อยให้คุณหายไปเด็ดขาด ผมไม่มีคำตอบให้หรอกว่าโลกนี้มันยุติธรรมไหม แต่ตราบใดที่ผมยังหายใจอยู่ คุณจะไม่มีวันไม่มีใครอย่างที่พูดเด็ดขาด”



               สัมผัสจากอ้อมกอดที่อบอุ่นและหนักแน่นของเจสัน เหมือนเขื่อนที่พังทลายลง โมนีก้าที่นิ่งสนิทมาตลอดกลับเริ่มตัวสั่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ มือเรียวสวยที่เคยทิ้งข้างลำตัวค่อย ๆ ยกขึ้นมากำเสื้อยืดสีส้มของเจสันไว้แน่นจนยับย่น นางซบหน้าลงกับอกกว้างของวีรบุรุษหนุ่มที่นางเคยปรามาสว่าสมบูรณ์แบบเกินไป แล้วปล่อยให้ความรู้สึกที่สะสมมาตลอด 1,267 วัน ระเบิดออกมาเป็นแรงจิกเล็บที่เสื้อสีส้มของค่ายฮาล์ฟบลัด ในห้องพักที่มืดมิดและหนาวเย็นกลางกรุงเอเธนส์ เจสันทำได้เพียงยืนยืนหยัดเป็นหลักยึดเดียวให้กับผู้หญิงที่สูญเสียทุกอย่างไปพร้อมกับกาลเวลา



               เจสันรับรู้ได้ถึงแรงจิกทึ้งที่หน้าอกเสื้อ ความเปียกชื้นจากน้ำตาที่ซึมผ่านเนื้อผ้าลงมาถึงผิวหนังทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกหลอมละลาย เขาไม่เคยเห็นโมนีก้าในสภาพที่ไร้ซึ่งเกราะกำบังเช่นนี้มาก่อน ความเงียบและลมหายใจที่สั่นกระเพื่อมของเธอสะท้อนความเปลี่ยวเหงาที่ยาวนานกว่าหนึ่งพันวันออกมาจนเขาแทบสำลักความหดหู่ เขาค่อย ๆ ขยับตัวถอยออกมาเพียงนิดเพื่อให้มองเห็นใบหน้าของโมนีก้าในความสลัว 



               แสงเลือนรางจากดวงดาวด้านนอกอาบไล้ผิวแก้มที่ขาวซีดและนองไปด้วยน้ำตาของโมนีก้า เจสันจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ที่พร่าเลือน ความรู้สึกหนึ่งที่เขาเคยสะกดกลั้นเอาไว้ตลอดหนึ่งปีในป่าดึกดำบรรพ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในยามที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะล่มสลายและมีเพียงพวกเขาที่พิงหลังชนกัน มันเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง



               มันไม่ใช่ความต้องการที่จะทรยศต่อไพเพอร์ หรือความปรารถนาจะครอบครองโมนีก้าแทนที่อะพอลโล แต่มันคือความรู้สึกโหยหาการมีตัวตน ความเป็นมนุษย์ที่อยากจะบอกคนตรงหน้าว่า ‘เธอไม่ได้ว่างเปล่า’ และ ‘ผมรับรู้ถึงจิตวิญญาณของเธอ’



               เจสันประคองใบหน้าของโมนีก้าด้วยมือที่สั่นเทา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาบนโหนกแก้มอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงไปช้า ๆ ราวกับกาลเวลากำลังหยุดหมุน เขาประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากของโมนีก้าอย่างสุภาพและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่วีรบุรุษผู้ให้เกียรติสตรีเสมอมาจะพึงกระทำได้ 



               มันเป็นจูบที่เปี่ยมไปด้วยรสชาติของความขมขื่นและความเห็นอกเห็นใจ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไลแลคและเบอร์รี่หวานจากตัวโมนีก้าปะทะกับกลิ่นสะอาดแบบสายฟ้าของเจสันในห้องเล้ก ๆ จูบนั้นไม่ได้รุ่มร้อนด้วยตัณหา แต่มันหวานล้ำและนุ่มลึกราวกับจะดึงเอาความเจ็บปวดจากพันกว่าวันที่ผ่านมาออกมาจากอกของเธอ เจสันกดจูบลงไปซ้ำ ๆ อย่างเชื่องช้า มอบความอบอุ่นที่เขามีทั้งหมดเพื่อเยียวยาความหนาวเหน็บที่กัดกินเธอมาเนิ่นนาน



               เจสันพยายามจะบอกเธอผ่านสัมผัสนี้ ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามันไม่เคยสูญเปล่า ความรักและความผูกพันที่เกิดขึ้นในสมรภูมิต่าง ๆ นั้นคือเรื่องจริง แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงพวกเขาจะมีพันธะที่ต้องซื่อสัตย์ แต่ในพื้นที่สุญญากาศของกาลเวลานี้ พวกเขาต่างเป็นเพียงมนุษย์สองคนที่พยายามจะโอบกอดซากปรักหักพังของกันและกันเอาไว้



               สัมผัสนั้นทำเอาโมนีก้าชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างกายที่เคยเกร็งแข็งค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ความอบอุ่นจากริมฝีปากของเจสันซึมซาบเข้าสู่หัวใจที่เคยเยือกแข็งของเธออย่างประหลาด จนเผลอขยับมือขึ้นไปจับไหล่กว้างของเจสันไว้แน่น อารมณ์ที่เคยอัดอั้นถูกปล่อยให้ไหลไปตามสัมผัสที่หอมหวานและโรแมนติกนั้น ความรวดร้าวที่เคยแหลมคมเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด แม้จะรู้ดีว่าจูบนี้คือการร่ำลาความโศกเศร้า และเป็นเพียงชั่วขณะสั้น ๆ ที่ไม่อาจยั่งยืน แต่เธอก็ยินดีที่จะจมดิ่งลงไปในความหอมหวานที่เคลือบด้วยความหดหู่นั้น



               เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ที่สัมผัสอันละมุนละไมนั้นยังคงดำเนินไปในความมืด มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นในจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ยังคงอบอวลอยู่รอบกาย จูบของเจสันเปรียบเสมือนแสงเทียนสุดท้ายในห้องที่มืดมิด เป็นคำสัญญาที่เงียบงันว่าไม่ว่ากาลเวลาจะโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางความเงียบงันที่เคยหนักอึ้งด้วยความหดหู่ สัมผัสที่ริมฝีปากค่อย ๆ ผละออกจากกันอย่างเชื่องช้า เจสันถอยห่างออกมาเพียงนิด แสงเลือนรางจากดวงดาวภายนอกสะท้อนนัยน์ตาของคนทั้งคู่ที่วูบไหวด้วยความจริงบางอย่างที่เพิ่งประจักษ์ชัด



               ในห้วงนาทีที่ประสาทสัมผัสพร่าเลือน ภาพที่ซ้อนทับอยู่ในใจของเจสันไม่ใช่สตรีตรงหน้า หากแต่เป็นใบหน้าของเด็กสาวผู้มีนัยน์ตาหลากสีและรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความกล้าหาญ ไพเพอร์ แมคลีน ขณะที่ในมโนภาพของโมนีก้าแสงสว่างที่เธอโหยหามาตลอดไม่ใช่สายฟ้า แต่เป็นประกายแดดอันอบอุ่นและเสียงหัวเราะของชายหนุ่มที่เธอรักสุดหัวใจ… 



               เลสเตอร์



               ทั้งสองมองหน้ากันในความสลัว ความรู้สึกผิดที่เคยพุ่งพล่านในตอนแรกกลับมอดดับลงเมื่อต่างฝ่ายต่างมองเห็นกระแสความรู้สึกที่ตรงกันผ่านนัยน์ตา มันไม่ใช่การทรยศต่อพันธะที่มี แต่มันคือการพึ่งพิงทางจิตวิญญาณของคนสองคนที่เหนื่อยล้าเกินทน เป็นการเติมพลังใจให้กันในวันที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะทอดทิ้งพวกเขาไปหมดสิ้น “ฉัน... ฉันขอโทษนะเจสัน” โมนีก้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาแม้จะมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า “ฉันไม่ได้รักนายแบบนั้นเลย... และฉันรู้ว่านายก็ไม่ได้รักฉัน แต่ขอบคุณนะที่ช่วยดึงฉันกลับมา”



               โมนีก้าปาดน้ำตาออกอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาสีเทาเงินที่เคยว่างเปล่าเริ่มทอประกายแห่งความมุ่งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง “ฉัน... ฉันจะพยายามเพื่อเขา... ฉันต้องกลับไปหาอะพอลโลให้ได้ เพราะฉันรักเขามาก มากจนไม่อาจยอมแพ้ที่นี่”



               เจสันพยักหน้าช้า ๆ ความสับสนที่เคยกัดกินใจเขาเรื่องความสัมพันธ์ที่ถูกเทพเจ้าจัดฉากขึ้นมลายหายไปจนสิ้น จูบเมื่อครู่ทำให้เขารู้แจ้งเห็นจริงว่า ความรักที่เขามีต่อไพเพอร์ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงของเฮร่าหรืออะโฟรไดท์ แต่มันคือตัวตนของเขาเองที่ตัดสินใจเลือกเธอมาตลอด “ผมก็ต้องขอโทษและขอบคุณคุณเหมือนกันโมนีก้า... ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าใจผมอยู่ที่ไหน และผมจะทำทุกอย่างเพื่อกลับไปหาเพื่อน ๆ... เพื่อกลับไปหาไพเพอร์”



               บรรยากาศหดหู่ที่เคยปกคลุมห้องพักเริ่มเจือจางลงด้วยประกายแห่งความหวัง เจสันยืดตัวตรง แผ่นหลังที่เคยค่อมลงด้วยภาระหน้าที่กลับมาสง่างามดั่งบุตรแห่งมหาเทพอีกครั้ง ดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายเดือนที่ผ่าน ๆ มา จนทำเอาโมนีก้ามองท่าทางที่เปลี่ยนไปของเจสันแล้วหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ 



               เพราะนี้เป็นครั้งแรก ความร่าเริงตามธรรมชาติของธิดาแห่งเซเรสเริ่มผลิบานขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของอารมณ์ “พระช่วย... ถ้าฉันกลับไปแล้วอะพอลโลรู้เรื่องนี้เข้า เขาต้องโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่ ๆ เลยล่ะ... ไม่สิเขารู้แน่ ๆ”



               เจสันที่ได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ “เขา... เขาจะสาปผมไหม?”



               โมนีก้ายักไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อนพลางยิ้มกว้าง “ไม่หรอกมั้งคะ อย่างมากนายก็น่าจะรอด แต่ฉันนี่สิ คงโดนสาปให้ตัวติดกับเขาไปสักสี่ห้าวัน หรือไม่ก็ต้องนั่งฟังเขาอ่านบทกลอนไฮกุเพี้ยน ๆ ยาวสามพันหน้าสักสิบจบ... เชื่อเถอะว่านั่นน่ะนรกของจริงยิ่งกว่าป่าไดโนเสาร์ซะอีก” เสียงหัวเราะใส ๆ ของโมนีก้าดังก้องอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ที่เอเธนส์ เจสันเผลอยิ้มตามอย่างเสียไม่ได้ ความอบอุ่นที่แท้จริงเริ่มกลับมาไหลเวียนในกายของคนทั้งคู่ พวกเขารู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตรายและหมอกลวงตาที่หนาทึบ 



               แต่ในวินาทีนี้... หัวใจของพวกเขาไม่ได้แตกสลายอีกต่อไปแล้ว



               ต่างคนต่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีคนที่รักรออยู่ ณ ปลายทางกาลเวลา และพวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายรอยแยกนี้ แล้วกลับบ้านไปหาเจ้าของหัวใจที่แท้จริงของตนเองให้สำเร็จ


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(จิบชา)
Quest Summary
สรุป

-

[โรงแรมข้าง ๆ National Archaeological Museum ประเทศกรีซ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 2026-2-2 18:29
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 30 โพสต์ 2026-2-2 18:29
God
ส่งสถานะหดหู่กลับมาไอดี GOd  โพสต์ 2026-2-2 18:27
โพสต์ 116892 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-2 17:49
โพสต์ 116,892 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 2026-2-2 17:49
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-3 15:29:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 82 : ลองอีกสักครั้ง

วันที่ 27 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ประเทศกรีซ

              เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือกรุงเอเธนส์เป็นสีครามสดใสตัดกับแสงแดดที่แผดจ้าลงมายังถนนหิน แต่บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งสามกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เงียบเชียบ พวกเขาเลือกที่จะเดินเท้าจากโรงแรมมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติเพื่อเป็นการสำรวจเส้นทางและเตรียมความพร้อมของร่างกาย



              อาริเอลแทบจะเรียกได้ว่าสลักตัวเองไว้ข้างกายโมนีก้าตลอดทางตัวติดกันเป็นตังเม ขอบตาที่คล้ำลงเล็กน้อยบอกให้รู้ว่าเธอแทบไม่ได้ข่มตาหลับเลยทั้งคืนเพราะมัวแต่เงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องข้าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง และตอนนี้เธอก็เกาะแขนโมนีก้าไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงวินาทีเดียว เพื่อนสาวคนสำคัญของเธอจะถูกเกลียวคลื่นแห่งกาลเวลาพรากหายไปอีกครั้ง ส่วนเจสันเดินขนาบอยู่อีกข้างหนึ่ง ท่าทางของเขากลับมาดูองอาจและมั่นคง แม้จะยังมีความเงียบขรึมอยู่บ้าง แต่ประกายในดวงตาสีฟ้าครามนั้นชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด



              เมื่อมาถึงบันไดหินอ่อนหน้าพิพิธภัณฑ์ เจสันเป็นคนก้าวเข้าไปจัดการเรื่องค่าเข้าชมอย่างไม่ลังเล เขาควักเงินยูโรจ่ายให้พนักงานด้วยท่าทางของนักท่องเที่ยวปกติ ก่อนจะพาโมนีก้าและอาริเอลเดินลึกเข้าไปสู่ห้องโถงกลางที่จัดแสดงวัตถุโบราณ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่เดินสวนกันไปมาอย่างไม่ขาดสาย



              "เอาล่ะ" เจสันหยุดยืนอยู่กลางห้องโถงกว้าง แสงแดดส่องลอดเพดานกระจกลงมากระทบกับรูปปั้นบรอนซ์โบราณ "ผมรู้สึกถึงมัน... ความหนาแน่นของหมอกที่นี่มันจงใจบิดเบือนพื้นที่จนผิดธรรมชาติ" โมนีก้าพยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความไว้วางใจ "ทำเลยเจสัน ฉันกับอาริเอลจะดูต้นทางให้" เธอหันไปพยักหน้าให้อาริเอลที่รีบถอยฉากออกไปยืนคุมเชิงตรงทางเข้า พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับหมู่นักท่องเที่ยวมากที่สุด



              เจสันหลับตาลง เขาเริ่มดึงเอาพลังที่ได้รับจากการฝึกฝนสั้น ๆ กับเฮเซล เลเวสเก มาประสานเข้ากับสัญชาตญาณของบุตรแห่งมหาเทพจูปิเตอร์ อากาศรอบตัวเริ่มเกิดกระแสไฟฟ้าสถิตจนขนลุกชัน เขาไม่ได้เรียกสายฟ้าออกมาในรูปแบบของอาวุธ แต่เขากำลังเรียกกระแสพลังงานเพื่อกระชากม่านพรางตาที่ปกคลุมที่นี่ไว้ออกมา เจสันขมวดคิ้วแน่น ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกขณะที่เขาสั่งการให้สายหมอกที่บิดเบือนกาลเวลาต่อหน้าเขาพังทลายลง



              "ในนามของจูปิเตอร์... จงเปิดเผยความจริง"



              เสียงพึมพำของเจสันนำมาซึ่งแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ ที่สัมผัสได้เพียงแค่เดมิก็อด ทันใดนั้น ภาพของนักท่องเที่ยวในชุดลำลอง ผนังพิพิธภัณฑ์สีนวล และตู้กระจกจัดแสดงวัตถุโบราณเริ่มพร่าเลือนและบิดเบี้ยวเหมือนภาพสะท้อนบนผิวน้ำที่ถูกขว้างด้วยก้อนหิน เสียงพูดคุยของฝูงชนหายวับไปราวกับถูกตัดสัญญาณ เปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดที่เย็นเยียบ



              ภาพเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยความอลังการที่ไม่มีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ปัจจุบัน ห้องโถงพิพิธภัณฑ์อันเรียบง่ายมลายหายไป กลายเป็นโถงปราสาทมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวนวลและหินแกรนิตสีเข้มขัดเงาวับวาว เสาหินขนาดหลายคนโอบแกะสลักเป็นลวดลายประณีตเลื้อยพันขึ้นสู่เพดานสูงลิบที่ประดับด้วยทองคำและภาพวาดเหตุการณ์การกำเนิดกาลเวลา พื้นที่เคยเป็นกระเบื้องสมัยใหม่บัดนี้คือหินแกรนิตชั้นเลิศที่สะท้อนเงาของพวกเขาได้คมชัดราวกับกระจก



              กลิ่นอายของไม้กฤษณาและน้ำมันหอมระเหยแบบกรีซโบราณฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่หรูหราอลังการตามแบบฉบับราชวังของเทพเจ้าหรือราชาผู้ยิ่งใหญ่ในตำนาน ผ้าม่านผ้าไหมสีม่วงเข้มขลิบทองทิ้งตัวลงจากขอบหน้าต่างสูงชัน บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากสถานที่สาธารณะกลายเป็นเขตหวงห้ามที่เปี่ยมด้วยมนตร์ขลังและความกดดันมหาศาล โมนีก้าเบิกตากว้างมองภาพความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยความทึ่ง "นี่มัน... ไม่ใช่แค่หมอกธรรมดาแล้วมั้งเนี้ย เหมือนเพิ่งจะเปิดประตูเข้าไปในวิหารยังไงก็ไม่รู้เลยค่ะ"



              เจสันลืมตาขึ้น เขาหอบหายใจเล็กน้อยจากการใช้พลังที่ยังไม่คุ้นเคย แต่ความมุ่งมั่นในดวงตายังคงไม่ลดละ เขามองไปรอบปราสาทหินอ่อนที่ปรากฏขึ้นกลางใจเมืองเอเธนส์อย่างระแวดระวัง "เรามาถึงแล้ว.. .ตัวต้นเหตุของรอยแยกกาลเวลาอยู่ในนี้แหละครับ" สิ้นคำของเจสันทั้งสามก็เดินมายืนอยู่กลางปราสาทหินอ่อนแกรนิตที่หรูหราโอ่อ่า ก่อนที่จะก้าวเข้าไปท่ามกลางความเงียบงันที่ซ่อนเร้นอันตรายเหนือจินตนาการไว้ทุกหัวมุมเสา บัดนี้ม่านบังตาถูกทำลายลงแล้ว และสิ่งที่รอพวกเขาอยู่เบื้องลึกของราชวังแห่งกาลเวลานี้ กำลังจะเผยโฉมออกมา


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(อ่ะจะเจออะไร ไม่เจอกุกลับนะ ใช้ชีวิตในปี 2015 นี้แหละ)
Quest Summary
สรุป

-

[National Archaeological Museum ประเทศกรีซ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
และทุกคนจะถูกเสียงกระซิบส่วนตัวจากโครนอสยั่วเย้าให้เปลี่ยนฝั่ง ด้วยอนาคตที่ทุกคนใฝ่ฝันปรารถนา  โพสต์ 2026-2-3 16:06
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-3 16:01
God
เข้าสู่การสำรวจ กลับเข้าสตอรี่  โพสต์ 2026-2-3 16:01
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-3 16:01
โพสต์ 36219 ไบต์และได้รับ 12 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-3 15:30
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 2026-2-3 18:37:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 83 : ทำอะไรไม่ได้หรอก

วันที่ 27 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ประเทศกรีซ

              ปราสาทหินอ่อนแกรนิตที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าขยายขอบเขตออกไปกว้างขวางจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เสียงฝีเท้าของคนทั้งสามที่กระทบกับพื้นหินขัดเงาดังก้องสะท้อนไปตามแนวเสาหินมหึมา บรรยากาศรอบตัวนิ่งสงบจนน่าขนลุก ไม่มีเสียงลมหายใจของสิ่งมีชีวิตอื่นใด มีเพียงไอพลังงานมหาศาลที่กดทับจนอากาศดูหนักอึ้ง “เราต้องหาเครื่องแอนติไคธีราให้เจอ” เจสันเอ่ยเสียงเคร่ง กระชับเหรียญทองในมือแน่นเพราะกำลังคิดว่าเค้าต้องทำอะไรบางอย่าง “มันคือหัวใจของที่นี่ ถ้าเราทำลายหรือซ่อมแซมมันได้ ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ”



              โมนีก้าขมวดคิ้วพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยรูปสลักหรูหรา “ถามจริงนะเจสัน ไอ้เครื่องแอนติไคธีราเครื่องแรกของโลกเนี่ย หน้าตามันเป็นยังไง? ฉันหวังว่ามันคงไม่ดูเหมือนเครื่องปั่นน้ำผลไม้โบราณหรอกนะ โมนีก้าไม่รู้เลยหน้าตาแบบไหนเลย”



              อาริเอลรีบอธิบายขณะที่สายตายังคงระแวดระวัง “มันเป็นกลไกฟันเฟืองบรอนซ์ที่ซับซ้อนมากค่ะคุณโมนีก้า มีหน้าปัดคำนวณตำแหน่งดวงดาว สุริยุปราคา แล้วก็วงโคจรของกาลเวลา ถ้าเป็นซากโบราณที่มนุษย์เจอ มันจะดูเหมือนก้อนหินสีเขียวขี้ม้าที่มีซากฟันเฟืองติดอยู่ แต่ที่นี่... ในมิติที่สมบูรณ์แบบนี้ มันอาจจะดูต่างออกไป”



              “ก็คงจะเหมือนเศษเหล็กขึ้นสนิมดีๆ นี่เองสินะคะ ถ้าคนธรรมดามาเห็นเข้า” โมนีก้าพึมพำพลางพ่นลมหายใจ



              “ไม่หรอก” เจสันเอ่ยคำขัดขึ้นมา “ในที่ที่กาลเวลาถูกแช่แข็งไว้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ ผมว่ามันน่าจะอยู่ในสภาพที่พร้อมทำงานที่สุด... และนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวมาก” เมื่อพูดจบทั้งสามแยกกันเดินสำรวจไปตามมุมต่าง ๆ ของห้องโถงมหึมา แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มบิดเบือนไปอย่างประหลาด แสงสว่างจากเพดานเริ่มหม่นแสงลง เปลี่ยนเป็นสีทองสลัวที่ดูนวลตาราวกับความฝัน และในวินาทีนั้นเอง... เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น



              มันไม่ใช่เสียงที่ดังก้องในอากาศ แต่มันเป็นเสียงกระซิบที่แทรกซึมผ่านกระแสประสาท เข้าไปดังกึกก้องอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ



              “เจ้าจะทนทุกข์ไปเพื่ออะไร... ธิดาแห่งเซเรส...” เสียงนั้นทุ้มต่ำ เยือกเย็น และทรงอำนาจอย่างที่โมนีก้าไม่เคยได้ยินมาก่อน มันคือเสียงที่ให้ความรู้สึกเก่าแก่พอ ๆ กับปฐพี



              โมนีก้าชะงักกึก ภาพเบื้องหน้าของเธอค่อย ๆ พร่าเลือนกลายเป็นภาพบ้านสวนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ที่นั่นเธอเห็นตัวเองในชุดเดรสสวยงามกำลังนั่งพิงไหล่ชายหนุ่มที่มีประกายแดดล้อมรอบ… เลสเตอร์ เขากำลังยิ้มให้เธอด้วยความรักที่สมบูรณ์แบบ พ่อของเธอกำลังเดินออกมาจากบ้านพร้อมจานข้าวอบเห็ดร้อน ๆ ทุกอย่างสงบสุข ไร้ซึ่งรอยแยกกาลเวลา ไร้ซึ่งหน้าที่เดมิก็อด



              “เพียงแค่ก้าวเข้ามาหาข้า... กาลเวลาจะหมุนไปสู่จุดที่เจ้าปรารถนาสูงสุด พ่อของเจ้า... คนรักของเจ้า... เจ้าไม่ต้องรอคอยถึง 1,267 วันอีกต่อไป ข้าจะบันดาลให้มันเกิดขึ้นในชั่วพริบตา...”



              โมนีก้านิ่งสนิท ใบหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ เธอจ้องมองภาพความฝันนั้นด้วยดวงตาสีเทาเงินที่แวววาว เจสันเองก็หยุดนิ่งไปเช่นกัน ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความสับสน เขาน่าจะได้ยินเสียงที่กระซิบบอกถึงโลกที่เขาไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบของทั้งสองค่าย โลกที่เขาเป็นเพียงเจสัน เกรซ ที่มีชีวิตเรียบง่ายกับไพเพอร์โดยไม่ต้องมีเทพเจ้ามาบงการ ส่วนอาริเอลก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ของโลกที่อสุรกายอย่างเธอได้รับการยอมรับและมีที่ยืนอย่างภาคภูมิใจ



              แต่แล้ว... มุมปากของโมนีก้ากลับค่อย ๆ ขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยการถากถาง



              “เหอะ... ดูลงทุนสูงจังนะไอ้เสียงในหัว” โมนีก้าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงของเธอเรียกสติของเจสันและอาริเอลให้กลับคืนมา นางขมวดคิ้วพลางสะบัดหัวไล่ภาพนิมิตนั้นออกไปอย่างไม่ใยดี “สิ่งที่ฉันปรารถนา... ฉันมีมือมีเท้าพอที่จะทำมันให้สำเร็จด้วยตัวเองย่ะ ไม่จำเป็นต้องรอให้วิญญาณแก่ ๆ ที่ไหนมาเสกให้หรอก มันดูถูกไอคิวของฉันเกินไปหน่อยนะ” เธอยืดตัวตรง แววตามุ่งมั่นกลับมาวาวโรจน์อีกครั้ง ความหอมหวานของอนาคตที่เสียงนั้นหยิบยื่นให้ ไม่ได้ทำให้โมนีก้าหวั่นไหว แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกอยากจะขยี้เจ้าของเสียงนั้นให้จมดินฐานที่มาเล่นตลกกับความรู้สึกของเธอ



              เจสันหอบหายใจหนัก ๆ เขาหันมามองโมนีก้าด้วยความทึ่งกับสิ่งที่โมนีก้าเป็น “คุณ... คุณไม่ได้ยินสิ่งที่มันพูดเหรอ?”



              “ได้ยินสิคะเจสัน ได้ยินชัดแจ๋วเลยล่ะ” โมนีก้าตอบพลางก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร้ความกลัว “แต่มันเลือกเหยื่อผิดคนแล้วค่ะ เราไปกันเถอะ... ฉันเริ่มจะได้กลิ่นของเก่าที่โชยมาจากทิศนั้นแล้วล่ะ” ทั้งสามคนเดินฝ่าเสียงกระซิบที่ยังคงพยายามยั่วยุอยู่เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่ส่วนลึกที่สุดของปราสาทหินอ่อน ที่ซึ่งกลไกแอนติไคธีรากำลังหมุนวนรอคอยการมาถึงของพวกเขา พร้อมกับเจ้าของเสียงลึกลับที่กำลังเริ่มสูญเสียความอดทน


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(จิบชา)
Quest Summary
สรุป

-

[National Archaeological Museum ประเทศกรีซ]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
กำลังจะจัดส่งพลอตช่วงสุดท้ายไปให้ ใช้เวลานานสักครู่เนื่องจากตอนนี้แอดมินติดธุระงานในโลกมักเกิ้ล  โพสต์ 2026-2-4 12:20
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2026-2-3 23:33
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2026-2-3 23:22
โพสต์ 40,480 ไบต์และได้รับ +12 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก การควบคุมธรนี  โพสต์ 2026-2-3 18:37
โพสต์ 40,480 ไบต์และได้รับ +9 EXP +12 เกียรติยศ +12 ความศรัทธา จาก เข็มทิศ  โพสต์ 2026-2-3 18:37
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 7 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-5 06:07

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 84 : ความจริง

วันที่ 27 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ประเทศกรีซ

             ทันทีที่บานประตูยักษ์ที่แกะสลักด้วยลวดลายกาลเวลาถูกกระชากเปิดออก เสียงฟันเฟืองเหล็กขนาดมหึมาก็ดังสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งเครื่องจักรสงครามที่กำลังคลุ้มคลั่ง แรงกดดันของอากาศภายในห้องลับนั้นรุนแรงเสียจนหมอกบังตาแทบจะฉีกขาดพินาศไปในพริบตา แต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวไปถึงต้นตอของเสียง ร่างทะมึนสี่ร่างที่สูงใหญ่เกือบจรดเพดานก็ก้าวออกมาขวางทางไว้ ไซคลอปส์โบราณสี่ตนในชุดเกราะสัมฤทธิ์ที่ผุกร่อนทว่าทรงพลัง ผิวหนังของพวกมันเป็นสีเทาหม่นราวกับซากศพที่ถูกแช่แข็งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือดวงตาเดี่ยวตรงกลางใบหน้าที่บัดนี้ฉายแสงเรืองรองเป็นสีม่วงหม่น... 



             แสงแห่งพลังงานของโครนอสที่เข้ายึดร่าง



             “พวกมันไม่ใช่ไซคลอปส์ปกติ!” เจสันตะโกนก้อง เขาดีดเหรียญทองคำจักรพรรดิในมืออย่างชำนาญ หน้าเหรียญจูเลียส ซีซาร์ปรากฏขึ้นพร้อมกับที่มันขยายตัวกลายเป็นกราดิอุสทองคำจักรพรรดิ มันคือดาบสั้นสองคมที่ทอประกายเย็นเยียบพร้อมสำหรับการต่อสู้ “อย่าให้พวกมันเข้าใกล้เครื่องจักรนั่น!”



             สิ้นคำนั้นอาริเอลก็แยกเขี้ยวเผยร่างจริงของเอมพูซ่าออกมาในพริบตา ขาที่ทำจากสัมฤทธิ์วิเศษกระทบพื้นดัง แก๊ง เธอกระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วที่เป็นดั่งเงาพุ่งเข้าจู่โจมที่ข้อเท้าของยักษ์ตนแรก ขณะที่เจสันใช้พลังควบคุมสายลมถักทอมวลอากาศรอบตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศอย่างสง่างาม เขาเงื้อกราดิอุสขึ้นสูงก่อนจะเรียกอสนีบาตฟาดสายฟ้าสีฟ้าสว่างลงมากลางอกของพวกมันจนเกราะสัมฤทธิ์แตกกระจาย



             ในขณะนั้นโมนีก้าก็ไม่ได้ยืนดูอยู่เฉย ๆ แม้เธอจะเกลียดการต่อสู้และไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะตัวของเธอ ในวินาทีที่หลังพิงฝาความใจเด็ดดวงของธิดาแห่งเซเรสก็ปะทุขึ้น เธอสะบัดข้อมือขวาอย่างรวดเร็วจนกำไลสีเทาเข้มที่เลสเตอร์ให้มาขยายตัวออกเป็นดาบสุริยคติซึ่งทำมาจากแร่สัมฤทธิ์ผสมอุกกาบาตที่ทอแสงเรืองรอง “ถอยไป!” โมนีก้าประกาศก้องเมื่อพวกมันเข้ามา พร้อมกับแตะสร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่ข้อมือซ้าย เพื่อใช้พลังควบคุมพืชปลุกรากไม้และเถาวัลย์หนามเหล็กที่อาบไปด้วยมนตรากาลเวลาให้พุ่งขึ้นจากรอยแตกของพื้นหินแกรนิต พันธนาการขาของไซคลอปส์ตนที่เหลือไว้แน่นหนา



             การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจสันใช้ความคล่องตัวจากการบินโฉบลงมาตวัดกราดิอุสผ่านลำคอของยักษ์ตนหนึ่งจนมันสลายกลายเป็นผงธุลีสีทองที่ถูกย้อมด้วยสีม่วง ในขณะที่อาริเอลใช้พละกำลังกายภาพเอมพูซ่าฉีกทึ้งชุดเกราะและสังหารตนที่สองอย่างเด็ดขาด ส่วนโมนีก้าอาศัยจังหวะที่ยักษ์ถูกเถาวัลย์ตรึงไว้ เธอใช้ดาบสุริยคติรับการโจมตีจากกระบองยักษ์ พลังงานแรงกระแทกถูกดาบดูดซับไว้ก่อนที่เธอจะสะบัดดาบสวนกลับเป็นคลื่นกระแทกพลาสม่าที่รุนแรงพุ่งเข้ากลางลำตัวของไซคลอปส์ตัวสุดท้ายจนมันล้มครืนและสลายหายไปในอากาศ



             เมื่อศัตรูสิ้นซาก จนทั้งสามยังไม่ทันจะได้พักหายใจภาพที่ปรากฏเบื้องหลังพวกมันก็ทำเอาทั้งสามคนถึงกับยืนนิ่งงันด้วยความตกตะลึง



             Antikythera Mechanism ของจริงตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง แต่มันไม่ใช่เศษซากที่ตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ มันคือฟันเฟืองบรอนซ์สีทองคำขาวนับหมื่นชิ้นที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นพายุหมุนกาลเวลา ทุกครั้งที่มันขยับ มันจะดูดเอาเศษเสี้ยวแสงสีม่วง พลังของโครนอสจากทุกห้วงมิติเข้ามากลั่นกรองเป็นพลังงานบริสุทธิ์ และที่ใจกลางของวงจรนั่น มีร่างหนึ่งถูกจองจำอยู่



             ร่างกายของเทพอีออน เทพเจ้าแห่งกาลเวลาชั่วนิรันดร์ผู้เคยสง่างาม บัดนี้กลับซูบผอมจนเห็นกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นและชราลงอย่างน่าใจหาย ร่างของเทพตรงหน้านั้นหลับใหลอยู่ภายใต้ตาข่ายเวทมนตร์สีดำสนิทที่อาบไปด้วยกระแสเวลาที่โกลาหล พลังงานจากเครื่องแอนติไคธีรากำลังถูกถ่ายเทเข้าสู่ร่างที่อ่อนแอของเทพเจ้าอย่างต่อเนื่อง



             โมนีก้าจ้องมองภาพนั้นด้วยดวงตาสีเทาเงินที่เบิกกว้างไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย โมนีก้ารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความกังวล เธอหันไปมองเจสันและอาริเอลด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาเพราะรู้ว่าเธอไม่มีทางเดาผิดแน่ ๆ “อย่าบอกนะว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ คือแผนการของโครนอส” โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่เด็ดขาด 



             “เขาคิดจะใช้เครื่องจักรนั่นดูดซับพลังของตัวเองกลับมา แล้วยึดครองร่างกายของเทพอีออนเพื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งในฐานะเทพเจ้าที่ทรงพลังกว่าเดิม” โมนีก้าเอ่ยขึ้นแบบนั้นก่อนที่จะบ่งบอกว่ามันต้องเป็นความจริงเน่ ๆ 



             ท่ามกลางเสียงคำรามของฟันเฟืองเหล็กมหาศาลที่หมุนวนจนอากาศสั่นสะทือน ห้องลับใต้ดินที่เคยมีเพียงความมืดกลับถูกเติมเต็มด้วยน้ำเสียงหนึ่งที่กรีดผ่านความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ นุ่มนวล และเปี่ยมไปด้วยมารยาทอย่างน่าประหลาด แต่มันกลับทำให้คนฟังรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง “โมนีก้า... เธอนี่ฉลาดสมคำร่ำลือจริง ๆ สมแล้วที่เป็นคนเดียวที่ขัดขวางฉันได้มากที่สุด”



             ร่างลึกลับในชุดฮู้ดสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืดหลังเครื่องจักร Antikythera ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากสีขาวเรียบเฉยที่ไร้ซึ่งอารมณ์ประหนึ่งใบหน้าของศพที่ถูกแช่แข็ง บรรยากาศรอบกายเขาสงบนิ่งจนดูผิดปกติ ราวกับกาลเวลาในรัศมีรอบตัวเขานั้นถูกสั่งให้หยุดหายใจ



             “แก!” เจสันคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความโกรธแค้น มือที่กุมกราดิอุสทองคำจักรพรรดิสั่นระริกจนเห็นข้อนิ้วขาวซีด ภาพความทรงจำอันแสนเจ็บปวดที่เขาเฝ้าโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าพุ่งกลับมาจู่โจมอีกครั้ง ภาพที่ราหมัดคอพับสิ้นลมหายใจไปในอ้อมกอดของโมนีก้ากลางป่าดึกดำบรรพ์ “แกคือคนที่ฆ่าเขา... แกยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ”



             ส่วนอาริเอลก็แยกเขี้ยวเผยโฉมหน้าเอมพูซ่าที่ดุดัน ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สุมอก เธอสูญเสียเพื่อนที่แสนดีไป และตอนนี้ฆาตกรตรงหน้ากำลังยืนเหยียบย่ำความทรงจำนั้น ขณะที่โมนีก้านิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีเทาเงินฉายแววรวดร้าว มือที่สั่นน้อย ๆ สะบัดข้อมือขวาเรียกดาบสุริยคติออกมา แสงสีทองจากแร่สัมฤทธิ์อุกกาบาตสะท้อนความสับสนในใจของเธอ “ทั้งหมดนี้... มันเป็นแผนของคุณใช่ไหมคะ?” โมนีก้าเค้นเสียงถามชายปริศนาตรงหน้า น้ำเสียงที่เคยร่าเริงกวนประสาทบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามจะสะกดกลั้น 



             “คุณเป็นอะไรกับโครนอสกันแน่ ถึงได้ใช้ความตายของเพื่อนเรามาเป็นบันไดสู่พลังเฮงซวยนี่!”



             ชายลึกลับหัวเราะในลำคอแผ่วเบาเพราะเขานั้นไม่ได้สนใจที่จะตอบโมนีก้าตั้งแต่แรกแล้ว เป็นเสียงหัวเราะที่สุภาพแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งของสายเลือดไททันที่มองเห็นทุกชีวิตเป็นเพียงหมากบนกระดาน “ถ้าอยากรู้นัก... ก็บังคับให้ฉันพูดออกมาสิ”



             เพราะคำนั้นทำให้เจสันไม่รอช้าอีกต่อไป ความเสียใจถูกเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนอันมหาศาล เขาทะยานขึ้นสู่ผืนอากาศด้วยพลังควบคุมสายลม ดาบอสนีบาตสีฟ้าสว่างจ้าในมือฟาดลงมาประหนึ่งสายฟ้าจากสรวงสวรรค์ที่ต้องการจะทำลายล้างความชั่วร้าย แต่ชายลึกลับกลับขยับกายเพียงนิด บิดเบือนจังหวะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้การโจมตีอันรุนแรงนั้นเฉียดผ่านไปอย่างหน้าตาเฉย



             “อย่าหวังว่าจะหนีไปได้นะ!” โมนีก้าตะโกนก้องห้อง เธอเร่งพลังการควบคุมพืชขั้นสูงจนรากไม้หนามเหล็กพุ่งทะลุพื้นแกรนิตขึ้นมาพันธนาการเส้นทางของเขาไว้เหมือนกรงขังมรณะ พร้อมกับที่อาริเอลพุ่งเข้าใส่จากมุมอับด้วยพละกำลังมหาศาล การต่อสู้ดำเนินไปอย่างฉับไวและดุดัน ชายลึกลับถูกกดดันจากสามทิศทางจนการป้องกันเริ่มเปิดช่องโหว่ ในจังหวะที่เขาพยายามจะร่ายเวทเวลาเพื่อโต้กลับ อาริเอลเหวี่ยงขาลาข้างซ้ายเข้าปะทะใบหน้าของเขาอย่างจัง ตามด้วยขาสัมฤทธิ์วิเศษของเธอเหวี่ยงเข้าปะทะหน้ากากสีขาวนั้นเช่นเดียวกัน



             เพล้ง!



             ชิ้นส่วนหน้ากากสีขาวแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับเศษกระจกที่ร่วงหล่นท่ามกลางพายุแห่งกาลเวลา เมื่อเศษเสี้ยวนั้นปลิวพ้นไป หัวใจของโมนีก้าก็เหมือนถูกหยุดไว้ด้วยพละกำลังมหาศาลที่มองไม่เห็น ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินแกรนิตเบื้องล่าง



             ใบหน้าที่ปรากฏอยู่ใต้เงาฮู้ดนั้นไม่ใช่ใบหน้าของอสุรกายหรือคนแปลกหน้า แต่มันคือใบหน้าที่มีผมสีดำหยักศกเป็นลอนคลื่น นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นเคยฉายแววอ่อนโยนและขี้เล่นในยามที่เขามอบดอกไม้หรือแบ่งปันอาหารให้เธอ รอยยิ้มที่เคยดูจริงใจและอบอุ่นจนทำให้เธอเชื่อสนิทใจว่าเขาคือพวกเดียวกัน บัดนี้กลับดูเยือกเย็นและสูงส่งอย่างที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน



             “ระ... ราหมัด…”



             โมนีก้าพึมพำออกมาอย่างเลื่อนลอยและตกใจ ดาบสุริยคติในมือขวาสั่นสะท้านจนเกือบจะหล่นพื้น มือซ้ายที่สวมสร้อยเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอมองจ้องไปยังชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความโหยหาและความแค้นที่ถูกหักหลังอย่างรุนแรง



             “แต่นาย... ฉันเห็นนายตาย...” เสียงของโมนีก้านั้นเอ่ยออกมาแบบสั่นเครือและแหบพร่าเหมือนในคอของเธอจะพูดไม่ออก “ร่างของนายเย็นชืดในอ้อมแขนของฉัน... และ… และฉัน… ฉันเป็นคนเผาศพนายกับมือ…” โมนีก้าตะโกนออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองเพราะตอนนี้เธอสับสนไปหมดแต่ดวงตาที่ชัดเจนมันน่ากลัวมากเพราะเธอรู้ว่าภาพตรงหน้าเป็นความจริง



             “นายโกหกพวกเรามาตลอดงั้นเหรอ? หรือว่าแกเป็นตัวปลอมที่ไปเอาใบหน้าของเขามาจากไหน! ตอบฉันมาสิ!”



             ภาพนั้นทำให้เจสันและอาริเอลเองก็ตกอยู่ในสภาวะช็อกไม่ต่างกัน เจสันจ้องมองราหมัดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและการตั้งคำถามถึงศีลธรรมในใจที่เขามีต่อเพื่อนคนนี้ ขณะที่ราหมัดเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย เขาลูบแผลที่มุมปากซึ่งเกิดจากลูกเตะของอาริเอลอย่างแผ่วเบา สัมผัสเลือดที่ไหลออกมาพลางพิจารณามันราวกับเป็นเพียงงานศิลปะชิ้นหนึ่ง



             “ผมมีคนเดียวมาโดยตลอดอยู่แล้ว โมนีก้า” ราหมัดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลแบบเดิมที่เธอเคยหลงใหล แต่วันนี้มันกลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งของราชาไททันที่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ “ความตายในป่าดึกดำบรรพ์นั้นคือความจริง... แต่มันก็เป็นเพียงหนึ่งในละครปาหี่ของที่ผมเป็นคนจัดฉากเองนั้นแหละ ความโศกเศร้าของเธอเป็นพลังงานที่สวยงามนะ แต่มันถึงเวลาที่เธอต้องตื่นจากความฝันที่มีเพื่อนพ้องที่แสนดีนั่นได้แล้วล่ะ”



             ราหมัดยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า Antikythera Mechanism ที่หมุนวนจนเกิดแสงสีม่วงอาบไปทั่วผิวหน้า ในมือของเขาเริ่มปรากฏเคนทอสแห่งอนธการที่แผ่ไอสีมืดมิดออกมาบดบังแสงสว่างในห้อง ฟันเฟืองขนาดมหึมาหวีดหวิวขานรับการมาถึงของบุตรแห่งโครนอสอย่างบ้าคลั่ง



             “ในเมื่อเห็นหน้ากันชัดเจนขนาดนี้แล้ว...” ราหมัดกระตุกยิ้มสุภาพที่ชวนให้เสียวสันหลังไปถึงขั้วหัวใจ “คงไม่ต้องเกรงใจกันแล้วสินะครับ เพื่อนรักทั้งสามของผม”



             เพราะคำนั้นของราหมัดทำให้ดวงตาสีเทาเงินบริสุทธิ์ของโมนีก้าพลันเปลี่ยนไป แสงสีทองอ่อนจางค่อยๆ เอ่อล้นออกมาจนดวงตาของเธอประหนึ่งอัญมณีล้ำค่าที่บรรจุเปลวไฟแห่งความจริงเอาไว้ เนตรแห่งฟีบี้ถูกกระตุ้นทำงานถึงขีดสุด เธอกวาดสายตามองผ่านม่านหมอกกาลเวลาที่บิดเบี้ยวรอบตัวชายหนุ่มตรงหน้า... และสิ่งที่เธอเห็นกลับทำให้เธอใจสลายยิ่งกว่าเดิม เพราะตอนนี้ไม่มีคำลวง ไม่มีภาพมายา... ชายหนุ่มผิวเข้มที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ราหมัด อะคะโร่ ตัวจริงเสียงจริง จิตวิญญาณดวงเดิมที่เธอเคยโอบกอดไว้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขาในป่าดึกดำบรรพ์ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความมืดมิดที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้



             "นี่นาย... จริง ๆ สินะ" โมนีก้าเค้นเสียงออกมา น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบแก้ม "แต่ทำไม... ทำไมตอนนั้นเนตรแห่งฟีบี้ถึงมองไม่เห็นความเจตนาจริง ๆ ในตัวนายเลย นายทำได้ยังไงราหมัด"



             ราหมัดหัวเราะแผ่วเบากับคำถามของโมนีก้า เขาหมุนเคียวทองคำเคนทอสแห่งอนธการของตนเองในมืออย่างคล่องแคล่ว ประกายสีม่วงหม่นจากคมเคียวตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว "เธอนี่ตัววุ่นวายจริง ๆ โมนีก้า... เพราะดวงตาคู่นั้นของเธอแท้ ๆ ที่ทำให้แผนการของผมเกือบจะสะดุดหลายครั้ง รู้ไหมว่าตอนที่อยู่กับเธอ ผมต้องเค้นพลังบิดเบือนกาลเวลาขนาดไหนเพื่อคงภาพจำของราหมัดผู้แสนดีเอาไว้ตลอดเวลา มันเหนื่อยมากเลยนะที่ต้องแสร้งทำเป็นคนอ่อนน้อมต่อหน้าลูกหลานของพวกโอลิมปัสที่แสนหยิ่งยโส"



             "ไอ้สารเลว!" อาริเอลตะโกนลั่นห้องแห่งกาลเวลาแห่งนี้ ร่างเอมพูซ่าของเธอสั่นเทิ้มด้วยความโกรธที่ถูกเหยียบย่ำความซื่อสัตย์ที่เธอมีให้คนที่ตอนแรกเธอไม่ได้ไว้ใจ "ฉันเคยนับนายเป็นเพื่อนร่วมทาง! ฉันเคยเชื่อว่านายคือความหวังเดียวที่จะพาเรากลับบ้าน! นายทำแบบนี้กับเราได้ยังไง!"



             ในขณะที่เจสันก้าวออกมาข้างหน้าอาริเอล กราดิอุสในมือของเจสันนั้นอาบไปด้วยสายฟ้าสีฟ้าที่คำรามกึกก้อง แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นความมุ่งมั่นอันเยือกเย็นที่เห็นคนเดินเส้นทางผิดอยู่ขณะนี้ "เกียรติยศของนายหายไปไหนหมดราหมัด? นายใช้ความตายของตัวเองเป็นเครื่องมือสังเวยความรู้สึกของเพื่อนหรอ?... นายมันไม่ใช่ลูกหลานวีรบุรุษ แต่เป็นแค่ขี้ข้าของไททันที่หลงผิดหรือไง"



             "ขี้ข้าเหรอ? ไม่หรอกเจสัน... ผมคือผู้จัดระเบียบต่างหาก" ราหมัดเอ่ยอย่างเยือกเย็น ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวพริบตาเดียวร่างของเขาก็หายไปทิ้งไว้เพียงละอองธุลีพพหุภพสีทองที่พร่าเลือน



             "ระวัง!" โมนีก้าตะโกนพร้อมสะบัดมือเรียกรากไม้ที่ใช้พันธนาการขึ้นมาคุ้มกัน แต่ทว่าพื้นที่รอบตัวกลับอืดอาดอย่างประหลาด เขตแดนสูญญากาศแห่งโครนอสเริ่มทำงานทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของทั้งสามช้าลงกึ่งหนึ่งเหมือนติดอยู่ในบึงน้ำผึ้งที่เหนียวหนืด



             เคร้ง!



             เจสันยกดาบขึ้นรับเคียวของราหมัดได้ทันท่วงทีจากการควบคุมสายลม เขาเร่งจังหวะตัวเอง แต่ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างเสมือนของราหมัดอีกร่างปรากฏขึ้นจากด้านหลังด้วยราวกับคู่ขนานที่สามารถเรียกได้ตอนไหนก็ได้ "อาริเอล!" เจสันตะโกนเอ่ยเตือน ในขณะที่เอมพูซ่าสาวพยายามเหวี่ยงลูกเตะสัมฤทธิ์วิเศษเข้าใส่ร่างเงา แต่มันกลับสลายเป็นทรายทองคำ เพราะตอนนี้ราหมัดตัวจริงปรากฏกายขึ้นข้างโมนีก้า เคียวอัสดงเหวี่ยงวูบปลิดวิญญาณ จนโมนีก้ากัดฟันใช้ดาบสุริยคติรับคมเคียวไว้ได้ทัน ให้แสงสีทองจากเนตรแห่งฟีบี้สร้างเกราะสะท้อนพลังงานจนเกิดระเบิดกลางอากาศ



             "นายมันขี้ขลาด ราหมัด!" โมนีก้าแหวใส่พร้อมเร่งพลังสัมผัสแห่งชีวิตปลุกเถาวัลย์หนามเหล็กพุ่งขึ้นมาฉีกกระชากจากใต้พื้นดิน "นายโกหกเรื่องพ่อ นายโกหกเรื่องชีวิตที่อาภัพ... ทั้งหมดเพียงเพื่อจะให้พวกเราพามาที่นี่งั้นเหรอ!"



             ในขณะที่ราหมัดใช้ย่างก้าวแห่งเงาอนธกาลเพื่อหลบหลีกพืชพรรณอย่างเหนือชั้นในการต่อสู้ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ "พ่อของผมหรอ ก็ไม่นะ ผมไม่เคยโกหก... เพราะโครนอสคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ยั่งยืน โมนีก้า เธอพูดถึงความรัก 1,267 วันของเธอ แต่รู้ไหมว่าผมติดอยู่ในทาร์ทารัสกี่ปี? เวลาที่นั่นมันไม่ได้ใจดีเหมือนนาฬิกาบนโลกมนุษย์หรอกนะ!" สิ้นคำเขาก็ตวัดเคียวสร้างคลื่นพลังเคียวอัสดงเกี่ยวปลิดวิญญาณตัดขวางเส้นเวลาจนห้องโถงหินอ่อนแตกร้าว 



             เจสันจึงบินโฉบเข้ามาขวางพร้อมกางม่านพลังเป็นเหมือนปีกสายฟ้าพยายามดันพลังมืดนั้นออกไป "แต่นายเลือกได้ราหมัด! นายเลือกที่จะเป็นเพื่อนเราได้!"



             "ผมเลือกแล้วเจสัน... ผมเลือกกาลเวลาที่เที่ยงตรง ไม่ใช่โลกที่เน่าเฟะใต้คำบงการของทวยเทพที่ไม่เคยช่วยอะไรเราได้สักอย่าง!" ราหมัดกระแทกฝ่ามือลงบนพื้นหัตถ์ร่วงโรยนิรันดร์แผ่กระจายออกไป ทำให้เถาวัลย์ของโมนีก้าแห้งเหี่ยวกลายเป็นธุลีในพริบตา



             การต่อสู้ดำเนินไปอย่างเจ็บปวด ทุกคมดาบที่ปะทะกัน ทุกเสียงตะโกนด่าทอคือการฉีกกระชากหัวใจของโมนีก้าออกเป็นชิ้น ๆ เธอเห็นคนที่เธอเคยรักและห่วงใย กำลังจ้องจะปลิดชีพเธอด้วยดวงตาที่ปราศจากความเมตตา ราหมัดใช้เนตรพยากรณ์บรรพกาลหลบหลีกทุกวิถีดาบของเจสันอย่างง่ายดาย ในตอนนี้เขาเหมือนคนที่มีชีวิตอยู่ในวินาทีข้างหน้าเสมอ



             "เสียใจไหมล่ะโมนีก้า..." ราหมัดกระซิบขณะที่เคลื่อนที่ผ่านตัวเธอด้วยความเร็วสูงจนมองไม่ทัน "เสียใจไหมที่เผาศพเปล่า ๆ นั่น... และเสียใจไหมที่เชื่อว่าความรักจะช่วยเยียวยาทุกอย่างได้?"



             โมนีก้าพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ ครั้งหนึ่งจากคำถาม แสงสีทองจากเนตรแห่งฟีบี้ยังคงเจิดจ้าแต่นิ่งสงบ เธอไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว ความโศกเศร้าที่เคยถาโถมถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่เคลือบไปด้วยโทสะอันลุ่มลึก จนเธอลดดาบสุริยคติลงเล็กน้อยแต่ปลายนิ้วยังกำแน่นจนสั่นสะท้าน “เสียใจสิราหมัด เสียใจจริง ๆ นั่นแหละ” โมนีก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่มันกลับกังวานไปทั่วโถงหินอ่อน “ฉันเสียใจที่ตัวเองไม่ฉลาดพอจะมองออกว่านายมันก็แค่คนขี้โกหกหน้าตาย เสียใจที่ฉันเคยแบ่งปันความอ่อนแอให้คนอย่างนายฟัง... แต่นั่นมันก็แค่บทเรียนราคาแพงที่ฉันต้องจ่ายเพื่อจะได้เห็นธาตุแท้ของนายในวันนี้”



             ราหมัดหัวเราะร่วน แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดาขณะที่เขาใช้เนตรพยากรณ์บรรพกาลหลบหลีกการจู่โจมด้วยสายฟ้าของเจสันได้อย่างเฉียดฉิว “ขี้โกหกเหรอ? ผมเรียกว่าการเอาตัวรอดต่างหากโมนีก้า ใครมันจะไปโชคดีมีแม่ที่คอยประคบประหงมแบบเซเรส หรือมีแฟนที่น่ารำคาญแต่ทรงพลังแบบอะพอลโลกันล่ะ?” เขากระตุกยิ้มมุมปาก พลางเอียงคอจ้องมองโมนีก้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก 



             “จะว่าไป... ถ้าเธอโสดขึ้นมาจริง ๆ ก็น่าสนใจเหมือนกันนะ ถ้าเธอเบื่อเทพเจ้าขี้เก๊กนั่นแล้ว จะลองมาคบกับทายาทไททันแบบผมดูไหม? ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอต้องรอถึงพันวันเหมือนคนอื่นแน่ ๆ”



             “หุบปากเน่า ๆ ของแกไปซะ!” อาริเอลตะโกนก้อง เธอพุ่งตัวเข้าไปดั่งลูกกระสุนที่พุ่งตรงไปหาราหมัด ขาสัมฤทธิ์วิเศษเตะเข้าที่สีข้างของราหมัดอย่างรุนแรงจนเขาต้องใช้เคียวกันไว้ “แกไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อแฟนของโมนีก้าแบบนั้น!”



             “เกียรติยศของนายมันตายไปพร้อมกับศพปลอมนั่นแล้วราหมัด!” เจสันคำราม เขาไม่เปิดช่องว่างให้ทายาทโครนอสได้พักหายใจ กราดิอุสในมืออาบไปด้วยพลังของเขาที่เรียกสายฟ้าต้นกำเนิดมา เจสันโหมกระหน่ำโจมตีด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัด กระแสอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวตามแรงเหวี่ยงดาบ



             โมนีก้าไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะตอนนี้เธอใช้พลังการควบคุมพืชประสานกับเจสันและอาริเอลอย่างเป็นระบบ รากไม้หนามเหล็กพุ่งขึ้นมาล็อคแขนขาของราหมัดไว้ในจังหวะที่เขาพยายามจะสลายร่างเป็นละอองธุลี แสงสีทองจากเนตรของนางสะกดพลังบิดเบือนเวลาของเขาไว้ชั่วขณะ “จบกันที!” เจสันตะโกนพร้อมกับฟาดคลื่นสายฟ้าเข้าใส่กลางลำตัวของราหมัดอย่างจัง ตามด้วยโมนีก้าที่พุ่งเข้าไปประชิดตัวและตวัดดาบสุริยคติสวนกลับคลื่นกระแทกพลาสม่าเข้าที่หน้าอกของเขาอย่างรุนแรง



             ตึ้ง!



             ร่างของราหมัดกระเด็นไปกระแทกกับฐานของ Antikythera Mechanism ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นหินแกรนิต เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปากและบาดแผลตามร่างกาย เขากระอักเลือดออกมาคำโตต่อหน้าโมนีก้าที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ราหมัดหอบหายใจรุนแรงจนตัวโยน แต่ทว่าเขากลับเงยหน้าขึ้นหัวเราะแค่น ๆ ทั้งที่เลือดกลบปาก ดวงตาของเขายังคงมีความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว 



             “ช้า... ช้าไปแล้ว...” เขากระซิบเสียงแหบพร่า



             คำนั้นทำให้เจสันและอาริเอลชะงักเมื่อเห็นว่าเครื่องจักรโบราณด้านหลังไม่ได้หยุดลง แต่มันกลับหมุนวนจนเกิดเสียงวี๊ดแหลมที่บาดแก้วหู ฟันเฟืองนับหมื่นชิ้นประสาทกันเป็นหนึ่งเดียว ดูดซับพลังงานเฮือกสุดท้ายจากบรรยากาศรอบข้างจนเกิดแสงสว่างจ้าสีม่วงสลับขาวที่เจิดจ้าเกินกว่าจะมองเห็นได้ “กาลเวลา... เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของมันแล้ว...” ราหมัดเอ่ยพลางยิ้มให้โมนีก้า เป็นยิ้มที่เหมือนตอนที่เขาเคยบอกเธอว่าไม่ต้องกลัวในป่าดึกดำบรรพ์ แต่ครั้งนี้มันคือยิ้มแห่งชัยชนะที่แลกมาด้วยบางอย่าง



             แสงสว่างวาบท่วมท้นไปทั่วทุกอณูของห้องลับจนกลายเป็นสีขาวโพลน โมนีก้าไม่อาจมองเห็นเจสันหรืออาริเอลได้อีกต่อไป สิ่งสุดท้ายที่ประสาทสัมผัสของเธอรับรู้ได้ คือดวงตาของราหมัดที่จ้องมองมาที่เธออย่างไม่ลดละ ดวงตาที่แฝงไปด้วยความรักที่บิดเบี้ยว ความแค้น และคำอำลา ขณะที่ดวงตาสีทองของเธอก็จ้องกลับไปที่เขาด้วยความรวดร้าวที่ไม่อาจอธิบายได้



             และแล้ว... ทุกอย่างดับวูบลงในความว่างเปล่าที่ไร้เสียง มีเพียงเสียงฟันเฟืองสุดท้ายที่หยุดกึกลงในห้วงคำนึง…


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(จงทำให้เรื่องราวนี้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น)
Quest Summary
สรุป

-

[National Archaeological Museum ประเทศกรีซ ของเจรงงง]

Loot & Rewards
ลงดันเจี้ยน เผชิญหน้ากับคนลึกลับ [จิ้ม]
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 13 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 2 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 121605 ไบต์และได้รับ 56 EXP! [VIP]  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 121,605 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 7 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-5 16:00

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 85 : เขินว่ะ เห่อ

วันที่ 27 เดือน เมษายน ปี 2015 • ช่วงกลางวันและกลางคืน เป็นต้นไป ประเทศกรีซ

             แสงสีขาวโพลนที่เคยเจิดจ้าจนตาพร่ามัวค่อย ๆ จางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปราสาทหินอ่อนที่เอเธนส์ดูเหมือนจะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นละอองในกระแสธารแห่งเวลาที่บิดเบี้ยว ทิ้งให้จิตวิญญาณทั้งสามกระจัดกระจายไปสู่ดินแดนแห่งความปรารถนาส่วนลึก



             เจสัน เกรซ ลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะผิวหน้า กลิ่นหอมของน้ำทะเลแอตแลนติกอบอวลไปทั่วคฤหาสน์หรูบนทิวเขาในมาลิบู เขาพบว่าตนเองยืนอยู่บนระเบียงกว้างที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าสีคราม เบื้องล่างนั้น ไพเพอร์ แมคลีน ในชุดลำลองดูสบายตา กำลังโบกมือลาเฮลิคอปเตอร์ของคุณพ่อที่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อไปทำงานตามประสาดาราผู้มีชื่อเสียง  เจสันมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรงระรัวเมื่อไพเพอร์หันกลับมาสบตากับเขา แววตานั้นไม่มีความสับสน ไม่มีร่องรอยของมนตราจากอะโฟรไดท์หรือแผนการของจูโน่ มันมีเพียงความรักที่บริสุทธิ์และแท้จริงที่เธอมอบให้เขาในฐานะเจสัน... 



             ไม่ใช่ในฐานะลูกของมหาเทพที่โดนบงการให้มีความรู้สึกต่อกัน



             ในขณะที่อีกฟากฝังของนิมิตกาลเวลา อาริเอลฟื้นขึ้นมากลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เสียงน้ำไหลรินจากลำธารใกล้ ๆ เรียกให้เธอขยับกายเข้าไปหา เมื่อเธอก้มลงมองภาพสะท้อนในน้ำ อาริเอลถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน ภาพที่เห็นไม่ใช่ปีศาจเอมพูซ่าที่มีขาสัมฤทธิ์หรือขาลาที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่คือมนุษย์ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบและงดงามอย่างที่เธอเคยฝันใฝ่ ทว่าในระยะไกลออกไป เธอเห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ถูกจองจำและทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง เสียงกระซิบที่แสนหวานดังขึ้นข้างหูว่า หากเธอเพียงแค่ก้าวเข้าสู่แสงสว่างตรงหน้า เธอจะได้ครอบครองความเป็นมนุษย์นี้ไปตลอดกาล โดยไม่ต้องแบกรับคำสาปของอสุรกายอีกต่อไป



             ทว่า... สำหรับโมนีก้า… โลกหลังแสงสีขาวกลับไม่ได้มอบภาพฝันที่สวยงามเช่นนั้นให้เธอเลย



             โมนีก้าลืมตาขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าของโถงกาลเวลาที่พร่าเลือน ไม่มีทั้งเจสันและอาริเอลอยู่ข้างกายของเธอ รอบตัวของเธอนั้นมีเพียงกลุ่มหมอกสีเทาที่วนเวียนอยู่อย่างไร้ทิศทาง และที่ใจกลางโถงนั้น... โมนีก้าก็เห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่บนพื้นหินที่แตกร้าว



             นั้นคือราหมัด… เขานั่งก้มหน้าอยู่ตรงนั้น ร่างกายที่เคยสง่างามดูซูบซีดและอ่อนแรงจนน่าใจหาย ไหล่ของเขาห่อลงประหนึ่งกำลังแบกหามภูเขาทั้งลูกไว้บนหลัง เคียวทองคำที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้วางสงบนิ่งอยู่ข้างกาย ราวกับมันหมดสิ้นพลังไปพร้อมกับเจ้าของ ในวินาทีนี้ ราหมัดไม่ได้ดูเหมือนทายาทไททันผู้เยือกเย็น แต่เขากลับดูเหมือนชายหนุ่มที่แตกสลายและโดดเดี่ยวที่สุดในจักรวาล



             โมนีก้าก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ ฝีเท้าของเธอดังแผ่วเบาในความเงียบที่หนาวเหน็บ แสงสีทองจากเนตรแห่งฟีบี้ค่อย ๆ หม่นแสงลง เปลี่ยนเป็นดวงตาสีเทาเงินที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนของอารมณ์ เธอจ้องมองแผ่นหลังของคนที่เธอเคยมองว่าเป็นมิตร เป็นเพื่อนที่เธอเคยเผาศพเขาด้วยความเสียใจ และศัตรูที่เพิ่งจะปลิดชีวิตเพื่อนร่วมทางของเธอไปพร้อม ๆ กัน



             ราหมัดเขานั่งอยู่อย่างนั้น... มันดูหนักอึ้ง หม่นหมอง และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เขาแบกรับไว้เพียงลำพังมาตลอดหรืออาจจะนานกว่านั้นในทาร์ทารัสที่เขาจากมา



             “ราหมัด...” โมนีก้าเอ่ยชื่อเขาออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงของเธอไม่ได้โกรธแค้นเหมือนตอนที่สู้กัน แต่มันกลับสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจที่เห็นภาพชายหนุ่มตรงหน้ากำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความว่างเปล่า



             ราหมัดไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที เขาเพียงแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและขมขื่นที่สุดเท่าที่โมนีก้าเคยได้ยิน “ความฝันของคนอื่นเป็นสวรรค์... แต่ทำไมของเธอถึงยังมีฉันอยู่ล่ะโมนีก้า? เธอควรจะไปหาอะพอลโล... ควรจะไปหาครอบครัวที่เธอรัก ไม่ใช่มาเสียเวลาอยู่กับปีศาจที่หลอกลวงเธออย่างฉัน” เพราะคำนั้นทำให้โมนีก้าหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเขาเพียงไม่กี่ก้าว ความหดหู่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนเธอรู้สึกเจ็บที่หน้าอก ภาพความทรงจำที่ปนเปกันระหว่างมิตรภาพที่เคยสวยงามกับการทรยศที่เลือดเย็นตีรวนอยู่ในหัว ทว่าเมื่อเห็นความอ่อนแรงและความเจ็บปวดที่ราหมัดแสดงออกมาผ่านแผ่นหลังที่สั่นเทานั้น โมนีก้ากลับพบว่าเธอไม่อาจเกลียดเขาได้อย่างหมดหัวใจ



             ท่ามกลางเศษเสี้ยวของกาลวันที่กำลังสลายไป โมนีก้าจ้องมองชายหนุ่มที่เธอเคยเรียกว่าเพื่อนรักด้วยความรู้สึกที่บาดลึกถึงขั้ววิญญาณ... การเผชิญหน้าในพื้นที่สุญญากาศนี้ กำลังจะนำไปสู่ความจริงสุดท้ายที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปตลอดกาลหรือเปล่ากันนะ 



             โมนีก้ายืนนิ่งอยู่เบื้องหลังร่างที่สั่นเทาของราหมัด ท่ามกลางความเงียบงันของมิติที่ไร้กาลเวลา จู่ๆ อากาศรอบตัวของคนทั้งคู่ก็เริ่มบิดเบี้ยว แสงสว่างจาง ๆ ก่อตัวขึ้นเป็นภาพฉายเลือนรางลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ประหนึ่งมอนิเตอร์กาลเวลาที่กำลังขุดรากถอนโคนความลับที่ถูกเก็บตายไว้ในใจของชายหนุ่ม



             ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่มีดวงตาใสซื่อ นั้นคือราหมัดในวัยเยาว์ที่นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องสมุดโรงเรียน ใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำจากการถูกกลุ่มเด็กโตกลั่นแกล้งเพียงเพราะเขาเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังก้องอยู่ในภาพนั้นสลับกับเสียงสะอื้นไห้ที่ไร้คนได้ยิน แต่แล้วภาพก็ตัดไปที่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง โมนีก้าเห็นรอยยิ้มเดียวที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิตของเขา รอยยิ้มที่เขามอบให้หญิงสาวผู้เป็นแม่ ทนายความสาวที่ดูเหนื่อยล้าแต่ก็พยายามมอบความรักทั้งหมดให้เขา ราหมัดในวัยนั้นช่างเปราะบาง เขายังเชื่อในนิทานที่แม่เล่าว่าพ่อคือชายหนุ่มโรแมนติกที่ออกไปทำภารกิจลับเพื่อโลกใบนี้



             ทว่า... กาลเวลาเริ่มบิดเบี้ยว ภาพฉายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำหม่นเมื่อเสียงกระซิบหนึ่งเริ่มดังขึ้นในหัวของเด็กชายคนนั้น เสียงที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งของ โครนอสที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจที่โหยหาความอบอุ่นของเด็กชาย



             โมนีก้ายืนมองภาพที่ราหมัดถูกผลักลงสู่เหวแห่งทาร์ทารัสอย่างโหดร้าย เธอเห็นภาพชายหนุ่มที่เธอเคยรู้จักต้องเอาชีวิตรอดเพียงลำพังในดินแดนที่มืดมิดที่สุดของจักรวาลเป็นเวลาหลายปี ซึ่งอาจเป็นเพียงไม่กี่เดือนในโลกมนุษย์… เธอเห็นเขาใช้มือที่อาบเลือดหลอมเคียวทองคำที่แตกสลายขึ้นมาใหม่ ความโดดเดี่ยวและความทรมานหล่อหลอมให้เด็กชายผู้อ่อนโยนกลายเป็นผู้จัดระเบียบที่ไร้หัวใจ ทุกครั้งที่เขายิ้มให้โมนีก้าในอดีต ภาพฉายเผยให้เห็นความจริงที่ซ้อนทับอยู่... ว่าภายใต้รอยยิ้มนุ่มนวลนั้น เขากำลังแบกรับภาระหน้าที่ในการทำลายล้างเพื่อสร้างโลกใหม่ที่เขาเชื่อว่าจะเที่ยงตรงกว่าเดิม



             ราหมัดยังคงนั่งก้มหน้า มือของเขาขย้มเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองภาพชีวิตตัวเองที่กำลังถูกแฉออกมาต่อหน้าผู้หญิงที่เขารับรู้ลึก ๆ ว่าเธอรู้… รู้ว่าเขารู้สึกด้วยมากที่สุด



             “นาย... แบกรับเรื่องพวกนี้มาตลอดเลยเหรอราหมัด?” โมนีก้าพึมพำถามเขา น้ำเสียงของเธอแหบพร่าด้วยความรวดร้าว เนตรแห่งฟีบี้ที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นไหวไปด้วยความสะเทือนใจ เธอเห็นชัดแล้วว่าชายที่ยืนตระหง่านสู้พวกเธออย่างเลือดเย็นเมื่อครู่ แท้จริงแล้วคือเด็กชายที่แตกสลายและโดดเดี่ยวเกินกว่าจะรับมือกับความจริงได้ เขาไม่ได้เป็นเพียงฆาตกร แต่เขาคือเหยื่อของโศกนาฏกรรมกาลเวลาที่ยาวนานกว่าพันปี



             ราหมัดแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านมากขึ้น “เห็นแล้วใช่ไหม... โมนีก้า... ตัวตนที่น่ารังเกียจของผม” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่พังทลาย “ผมไม่มีแม่ที่สูงส่งแบบเธอนะ... ไม่มีเทพเจ้ามาคอยชี้ทาง... มีเพียงเสียงกระซิบที่บอกว่าผมต้องทำลายทุกอย่างเพื่อให้มันจบลงเสียที” เขายังคงไม่เงยหน้า ความเย่อหยิ่งในสายเลือดไททันของโครนอสหายไปสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มที่ดูเหมือนอยากจะหายไปจากโลกนี้เสียตอนนี้ เพื่อหนีจากสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจและความรวดร้าวของโมนีก้าที่จ้องมองเขาอยู่ข้างหลัง



             โมนีก้ามองแผ่นหลังที่สั่นเทานั้นด้วยความรู้สึกที่จุกอก ความโกรธแค้นจากการถูกทรยศยังอยู่ แต่มันกลับถูกทับถมด้วยความเวทนาที่ยิ่งใหญ่กว่า เธอพึ่งเข้าใจวินาทีนี้เองว่าเป็นพันกว่าวันที่เธอทรมานจากการพลัดพรากนั้น ยังเทียบไม่ได้เลยกับกาลเวลาชั่วนิรันดร์ที่ราหมัดต้องตกอยู่ในนรกแห่งความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง



             ความเงียบงัดเข้าปกคลุมโถงกาลเวลาที่พร่าเลือน ราหมัดยังคงนั่งก้มหน้า แผ่นหลังของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงจนน่ากลัว เสียงสะอื้นที่พยายามสะกดกลั้นไว้หลุดรอดออกมาเป็นจังหวะที่ขาดห้วง มันคือเสียงของคนที่แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี “ฆ่าผมซะเถอะโมนีก้า...” ราหมัดกระซิบ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความวิงวอน “ทำให้มันจบลงตรงนี้... หยุดวงจรบ้า ๆ นี้ และหยุดสิ่งที่ผมต้องเผชิญเสียที ผมอยู่กับความมืดมิดและเสียงกระซิบที่หลอกใช้ผมมานานเกินไปแล้ว”



             เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นกับสิ่งที่เขาทำและต้องเจอลงไป “ช่วงเวลาที่อยู่กับพวกเธอ... กับเจสัน กับอาริเอล และโดยเฉพาะกับเธอ... มันเป็นครั้งแรกในรอบที่ผมนับปีไม่ได้ที่ผมรู้สึกว่ากาลเวลาไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่มันมีไว้เพื่อรักหรือผูกพันกับใครสักคน… ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมเกือบจะล้มเลิกแผนการทั้งหมดหลายต่อหลายครั้ง”



             โมนีก้านั้นยืนฟังคำสารภาพนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เธอถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ความรู้สึกโมโหที่เคยมีกลับกลายเป็นความเวทนาที่ลึกสุดหยั่งถึง เธอไม่ชอบเลยที่ต้องมาเห็นคนที่เธอเคยนับว่าเป็นเพื่อนรักมาอ้อนวอนขอความตายในสภาพที่ดูสมเพชแบบนี้ แน่นอนว่ามันสร้างความสะเทือนใจให้เธอจนคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ จนโมนีก้าต้องขยับกายเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ ไม่ได้เงื้อดาบขึ้นปลิดชีพตามที่เขาขอ แต่โมนีก้ากลับทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นหินที่แตกร้าวนั้นข้าง ๆ เขา นั่งใกล้เสียจนไหล่ของเธอสัมผัสกับแขนของราหมัด



             บรรยากาศรอบตัวในโถงกาลเวลานั้นดูเหมือนจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ แสงสีม่วงครามที่เคยสว่างโรจน์เริ่มจางแสงกลายเป็นความสลัวรางที่โอบล้อมคนทั้งสองไว้ราวกับรังไหมที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก แขนที่สัมผัสกัน ความอบอุ่นจากร่างกายของเธอซึมซาบผ่านเนื้อผ้าหนาหนักเข้าไปถึงผิวที่เคยเย็นชืดของเขา



             “นายน่ะ เป็นคนที่สองแล้วนะที่ขอร้องให้ฉันฆ่าทิ้ง” โมนีก้าเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานในความเงียบสงัด แววตาสีเทาเงินของเธอทอดมองออกไปไกลแสนไกล ข้ามผ่านฟันเฟืองจักรวาลไปยังภาพจำที่ยังคงกรีดลึกในใจ คำนั้นทำเอาราหมัดชะงักงัน ลมหายใจที่เคยติดขัดหยุดกึกไปชั่วอึดใจ เขาค่อย ๆ หันมามองสตรีที่นั่งอยู่เคียงข้าง ดวงตาที่เคยคมปราบและเยือกเย็นบัดนี้กลับรื้นด้วยหยาดน้ำตาที่สะท้อนแสงเลือนราง เขาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเธอด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ “คนแรก... คือใคร?”



             “เดมิก็อดเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง...” โมนีก้าเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มจางที่เต็มไปด้วยความขมขื่นกับสิ่งที่เคยเจอ “เธอถูกองค์กรชั่วร้ายจับไปทดลอง... พวกมันบิดเบือนร่างกายเธอด้วยพิษร้ายและวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนดวงตาคู่สวยนั่นให้กลายเป็นดวงตาเอมพูซ่าที่หิวโหยกระหายเลือด เธอสูญเสียความเป็นคน สิ้นหวังในทุกสิ่งจนไม่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นตัวเองกลายเป็นปีศาจอีกต่อไป เธออ้อนวอนขอความตายจากฉัน... ขอให้ฉันช่วยดับแสงไฟในตัวเธอเพื่อจบความทรมาน... และฉันก็ทำ"



             ดวงตาของราหมัดสั่นเครืออย่างรุนแรง ความจริงข้อนี้กระแทกเข้ากลางใจของเขาอย่างจัง เขามองมือเรียวบางของโมนีก้าที่เคยปลอบประโลมเขา มือคู่เดียวกับที่เคยพรากลมหายใจของคนอื่นมาแล้ว “แล้วทำไม... ทำไมถึงไม่ทำกับผมล่ะ?” เขาเค้นเสียงถามด้วยความรวดร้าว 



             “ผมโกหกเธอมาตลอดโมนีก้า! ผมใช้หน้ากากของเพื่อนเพื่อหลอกใช้ความเชื่อใจของทุกคน ผมพยายามจะฉีกกระชากโลกที่คุณรักให้กลายเป็นธุลี... ผมมันยิ่งกว่าปีศาจตนนั้นเสียอีก ทำไมเธอยังมานั่งอยู่ตรงนี้! ทำไมถึงไม่ฆ่าผมซะ!”



             คำถามนั้นโมนีก้าไม่ได้ตอบด้วยวาจาในทันที แต่เธอขยับศีรษะให้แนบชิดกับไหล่ของเขามากขึ้น สัมผัสที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนนั้นทำให้ร่างกายที่เคยเกร็งแข็งประหนึ่งกำแพงเหล็กของทายาทไททันถึงกับสะดุดวูบ ราวกับเกราะกำบังที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตเริ่มปริแตก “อย่าลืมสิว่าฉันมีเนตรแห่งฟีบี้นะราหมัด” เธอพึมพำเสียงนุ่ม ราวกับเสียงกระซิบของใบไม้ในยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิและกลิ่นไลแลคกับเบอร์รี่หวานก็ล้อมร่างกาย 



             “และถึงไม่มีดวงตาคู่นี้ ฉันก็ยังเห็นเด็กชายคนนั้นในตัวนายเสมอ เด็กชายที่หลบมุมอยู่ในห้องสมุด เด็กชายที่ทำทุกอย่างเพื่อให้แม่ภูมิใจ... เด็กที่แค่โหยหาอ้อมกอดของพ่อที่เขาไม่เคยเห็นหน้า นายแค่หลงทางไปไกลเกินไปในเขาวงกตที่โครนอสสร้างไว้เท่านั้นเอง โครนอสไม่ใช่พ่อที่นายตามหาหรอกนะราหมัด เขาไม่ได้รักนาย... เขาแค่ใช้ความว่างเปล่าในใจนายมาเป็นเครื่องมือสนองตัณหาของเขาเอง”



             เมื่อพูดจบโมนีก้าก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาสีเทาเงินคู่นั้นดูราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณที่แหลกเหลวของเขา โมนีก้าส่งยิ้มบาง ๆ ที่ดูสดใสแต่แฝงไปด้วยความอาทรลึกซึ้ง “การเป็นลูกน่ะ... ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นปีศาจตามรอยเท้าพ่อเสมอไปหรอกนะ นายเลือกทางเดินใหม่ได้เสมอในทุกวินาทีที่หัวใจนายยังเต้นอยู่ ส่วนพวกเทพน่ะ... อย่างที่นายบอกนั่นแหละ ไม่มีใครสมบูรณ์หรอก บางคนก็น่ารำคาญจนฉันอยากจะเอาพริกแกงอุดปากวันละหลายรอบ” เธอพูดพรางหัวเราะในลำคอเบา ๆ 



             “อย่าไปเชื่อคำขู่ของคนที่ไม่ควรฟังนักเลย... นายมีเพื่อนอย่างพวกเราอยู่นะ”



             คำพูดของโมนีก้าเปรียบเสมือนหยาดน้ำค้างที่ตกลงบนดินที่แห้งผากมานานนับศตวรรษ ราหมัดมองรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากหัวใจของเธอ มันไม่ใช่ความรักที่หวือหวาแบบหนุ่มสาวที่เขาเคยสัมผัสผ่านหน้ากาก แต่มันคือความรักที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ประหนึ่งอ้อมกอดของแม่ที่พร้อมจะโอบรับลูกที่หลงผิดกลับคืนสู่เหย้า ราหมัดนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน... 'สมแล้วที่เป็นธิดาของเซเรส' เทพีผู้มอบลมหายใจให้พืชพรรณและค้ำจุนชีวิตโลก ความเมตตาของเธอมันช่างบริสุทธิ์จนทำให้เขารู้สึกละอายใจในความมืดมิดที่เขาเคยเทิดทูน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉุดรั้งเขาไว้จากการร่วงหล่นสู่ก้นบึ้งของความว่างเปล่า



             “โมนีก้า...” ราหมัดพึมพำชื่อเธอออกมาด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน เขาก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือของตัวเอง แต่นคราวนี้มันไม่ใช่การสะอื้นไห้ด้วยความสิ้นหวังเหมือนเด็กที่พลัดหลงในความมืด แต่มันคือการปล่อยวางภาระอันหนักอึ้งที่เขาแบกรับมาตลอดชีวิตลงต่อหน้าเธอ ยอมสยบต่อความอ่อนโยนที่แสนร้ายกาจของสตรีตรงหน้า



             หนึ่งน้ำตาของบุตรแห่งไททันหยดลงสู่พื้นหินแกรนิตทีละหยด ชะล้างคราบเขม่าแห่งการทรยศออกไปจากหัวใจที่ด้านชาของเขา ท่ามกลางฟันเฟืองกาลเวลาที่ยังคงหมุนวนอย่างเงียบเชียบ รอบตัวพวกเขาดูเหมือนจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไลแลคที่โชยมาจากตัวโมนีก้า เป็นกลิ่นแห่งความหวังที่ผลิบานขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของแผนการที่พังทลาย



             ราหมัดค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ แววตาที่เคยหม่นแสงและเต็มไปด้วยความสับสนบัดนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งของไททัน แต่เป็นความมุ่งมั่นของชายหนุ่มที่เพิ่งค้นพบแสงสว่างในใจตนเอง โมนีก้าเองก็ลุกขึ้นตามพลางปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยท่าทางปกติของเธอแต่นัยน์ตาสีเทาเงินนั้นยังคงทอประกายแห่งความเชื่อมั่นที่ส่งมอบให้คนข้างกายไม่หายไปไหน 



             แล้วราหมัดก็เอื้อมมือไปคว้าเคนทอสแห่งอนธการ เคียวเล่มยักษ์ที่เคยใช้ปลิดวิญญาณ บัดนี้เขากลับตวัดมันด้วยเจตจำนงใหม่ เพราะคมเคียวสีทองหม่นตัดแหวกอากาศจนม่านมายาสีขาวโพลนฉีกขาดออกเป็นเสี่ยง ๆ เผยให้เห็นโถงวิหารหินอ่อนของพิพิธภัณฑ์เอเธนส์ที่กลับคืนสู่ความจริงอีกครั้ง



             “โมนีก้า!”



             เสียงตะโกนก้องดังมาจากอีกฝั่งของโถง พร้อมกับการปรากฏตัวของเจสันเพราะตอนนี้เขาพุ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งสายฟ้าที่ปะทุขึ้นกลางความมืด กราดิอุสในมือกระชับแน่น ท่าทางของเขาดูองอาจและเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด นิมิตในมาลิบูได้หลอมรวมจิตวิญญาณของเขาให้เป็นหนึ่งเดียว วีรบุรุษที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับตอนจบที่แสนหวาน แต่คือผู้ที่กล้าสละสวรรค์ส่วนตัวเพื่อปกป้องโลกที่โหดร้ายลำบากนี้ไปพร้อมกับเพื่อนพ้องได้



             ในเวลาเดียวกัน อาริเอลก็พุ่งตัวตามมาติด ๆ ขาสัมฤทธิ์วิเศษของเธอกระทบพื้นดังกึกก้อง เธอวิ่งตะโกนเรียกชื่อเพื่อนทั้งสองด้วยเสียงอันดัง นิมิตแห่งความงามลวงตาไม่อาจสั่นคลอนหัวใจของเอมพูซ่าสาวได้อีกต่อไป หากการเป็นมนุษย์หมายถึงการเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของเพื่อน เธอก็ขอเป็นปีศาจที่ซื่อสัตย์และหยิ่งทะนงในตัวตนนี้เสียยังดีกว่า



             เจสันและอาริเอลชะงักกึกทันทีที่เห็นราหมัดยืนอยู่ข้างโมนีก้า ทั้งสองตั้งท่าเตรียมพร้อมจู่โจมด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักและการต่อสู้เมื่อครู่ จนกระทั่ง



             “ใจเย็น ๆ ค่ะทุกคน ไม่ต้องบวกกันแล้ว!” โมนีก้ายกมือขึ้นห้ามพลางก้าวออกมายืนกั้นกลาง พลางที่เธอนั้นต้องหันไปตบไหล่ราหมัดแรง ๆ หนึ่งทีจนชายหนุ่มเซไปนิด ๆ “ฉันจัดการตบพ่อหนุ่มรูปหล่อคนนี้จนเข้าที่เข้าทางแล้วล่ะ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเอาเคียวมาเกี่ยวคอใครอีกแล้วนะคะ”



             เพราะคำนั้นทำเอาเจสันหรี่ตามองราหมัดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลดดาบลงเมื่อสัมผัสได้ถึงออร่าที่เปลี่ยนไป เขาถอนหายใจยาวพลางเก็บดาบเข้าฝัก “นี่ผมพลาดฉากเด็ดไปจนได้สินะโมนีก้า” เจสันเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่แฝงไปด้วยความโล่งใจอย่างที่สุด เขาดีใจที่เพื่อนที่เขาเคยอาลัยอาวรณ์ไม่ได้จากไปในฐานะศัตรู “ยินดีที่ได้นายกลับมานะราหมัด... แม้ว่าหน้ากากนายจะแตกยับไปแล้วก็เถอะ”



             ส่วนอาริเอลก็ยังคงขมวดคิ้วแน่น เธอเดินเข้ามากอดอกมองราหมัดอย่างไม่ไว้ใจนัก “ฉันเป็นห่วงแทบตายว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโมนีก้าบ้าง ไหงกลายเป็นว่ามานั่งปรับทุกข์จนกลับตัวกลับใจกันง่าย ๆ แบบนี้ล่ะคะ? ถ้าเขานอกลู่นอกทางอีกรอบ ฉันจะเตะให้หน้าขึ้นให้รักษาไม่ทันเลยเชียว”



             ราหมัดหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำของเจสันและอาริเอล และมันเป็นเสียงหัวเราะที่ดูผ่อนคลายที่สุดเท่าที่ทุกคนเคยได้ยิน เขาหันไปสบตากับอาริเอลและเจสันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพที่เขาก็โหยหาไม่ได้ต่างกัน “ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะครับทุกคน... และเจสัน ผมว่าหน้าผมตอนไม่มีหน้ากากก็น่าจะดูดีกว่าตอนที่ปลอมตัวในยุคนั่นเยอะนะ” แต่แล้วรอยยิ้มของราหมัดก็ค่อย ๆ จางลงเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักร Antikythera ที่อยู่เบื้องหลัง ฟันเฟืองของมันยังคงหมุนวนอย่างคลุ้มคลั่งและแผ่รังสีสีม่วงเข้มออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด



             ก่อนที่ราหมัดจะหันไปหาโมนีก้า แววตาของเขากลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง “ผมพยายามแล้ว... แต่พลังของผมเพียงคนเดียวไม่พอที่จะหยุดวงจรสุดท้ายของมันได้” เขายื่นมือออกไปหาโมนีก้า แววตาเต็มไปด้วยความหวังสุดท้าย “ช่วยผมทีโมนีก้า...”


สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(เห่ออออออ มีซัมติงปะเนี้ย)
Quest Summary
สรุป

-

[National Archaeological Museum ประเทศกรีซ ของเจรงงง]

Loot & Rewards
ลงดันเจี้ยน เผชิญหน้ากับคนลึกลับ [จิ้ม]
Relationship Gains
[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 10 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 99202 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 99,202 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 7 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 86 : ร้องขอ...

วันที่ 05 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2026 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

             โมนีก้าขมวดคิ้วมุ่นพลางมองมือที่ยื่นมาของราหมัดสลับกับใบหน้าเคร่งเครียดของเขา เธอเอียงคอทำหน้าเหยเกแบบงงงวยขั้นสุดเพราะไม่เข้าใจว่าจะให้ช่วยอะไร “อะไรหรอคะ?... เรียกเจสันสิทำไมต้องเป็นฉันคะ? ฉันเป็นแค่ธิดาแห่งเซเรสที่เกลียดผักและรักการนอนสปานะราหมัด พลังของฉันมันแค่ทำให้ต้นไม้โต ไม่ใช่ทำให้ฟันเฟืองเวลาปกติเสียหน่อย”



             คำนั้นทำเอาราหมัดแค่นหัวเราะออกมาจาง ๆ แววตาที่เคยหม่นแสงกลับมีความเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้าแบบพาดผ่าน “ก็กรีกและโรมันไงครับโมนีก้า... เราต้องร่วมมือกัน กาลเวลามันถึงจะยอมสงบลง”



             โมนีก้าที่ได้ยินก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ นางหันไปมองเจสันที่บัดนี้เดินเข้ามาสมทบข้างกายด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างแล้ว “เอาจริงเหรอ? ฉันนึกว่ากรีกและโรมันในคำพยากรณ์น่ะ หมายถึงนายกับฉันมาตลอดเสียอีก!”



             เจสันหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางส่ายหัว “ผมก็เคยคิดแบบนั้นโมนีก้า แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะวางแผนซับซ้อนกว่านั้นเยอะ เรเชลถึงบอกไงว่าเดาอะไรไม่เคยได้” เขาเว้นจังหวะพลางมองไปที่ราหมัด “นายเป็นสายเลือดไททันที่เป็นบรรพบุรุษของเหล่าเทพ... เป็นต้นกำเนิดของโรมและกรีกในทางอ้อม ส่วนโมนีก้าคือตัวแทนของสายเลือดที่ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ถ้าพวกคุณไม่ประสานพลังกันเพื่อคืนสมดุล พันธนาการแห่งกาลเวลานี้ก็ไม่มีวันหลุดพ้นละมั้ง?”



             “เอาจริงดิ? ฉันต้องมาทำเรื่องกู้โลกกับพ่อหนุ่มขี้โกหกคนนี้เนี่ยนะ?” โมนีก้าบ่นอุบแต่ก็ยอมยื่นมือไปวางบนฝ่ามือของราหมัดอย่างมั่นคงแต่ก็แกล้ง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน “ก็ได้ค่ะ! แต่ฉันจะเก็บบัญชีที่หลอกฉันไว้ในบันทึกนะว่านายต้องชดใช้”



             ก่อนที่เจสันจะหันไปมองอาริเอลด้วยสีหน้าจริงจัง “อาริเอล ฝากคุณด้วยนะ โมนีก้าตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเรา พลังของเครื่องจักรนั่นมันมหาศาลเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะรับไหวคนเดียว คุณต้องช่วยเป็นเสาหลักคอยค้ำยันเธอไว้ ไม่ให้เธอถูกพายุเวลานั่นดูดเข้าไปข้างใน” คำสั่งนั้นทำให้อาริเอลพยักหน้าอย่างแน่วแน่ เธอพุ่งเข้าไปยืนซ้อนหลังโมนีก้า มือทั้งสองข้างวางลงบนไหล่เล็ก ๆ ของเพื่อนสาวอย่างหนักแน่น “ไม่ต้องห่วงค่ะเจสัน ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากเพื่อนของฉันไปอีกแล้ว ต่อให้ต้องใช้พละกำลังเอมพูซ่าทั้งหมดที่มี ฉันก็จะดูแลโมนีก้าเองค่ะ”



             เมื่อทุกคนพร้อม เจสันก็เริ่มร่ายเวทมนตร์อัญเชิญสายฟ้าและพายุหมุนรอบตัวเพื่อสร้างเขตแดนซัพพอร์ต แสงสีฟ้าขาวจากจูปิเตอร์สว่างวาบขึ้นเพื่อกดดันพลังมืดของโครนอส ราหมัดสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาเริ่มปลดปล่อยกระแสเวลาที่เที่ยงตรงออกมาจากเคียวแห่งอนธการ ขณะที่โมนีก้าหลับตาลง สัมผัสถึงสร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเธอส่งพลังสีเขียวมรกตที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการฟื้นฟูและความอุดมสมบูรณ์เข้าไปประสานกับฟันเฟืองที่กำลังคลุ้มคลั่ง



             ภาพที่ปรากฏขึ้นคือการต่อสู้กับแรงดึงดูดของกาลเวลาที่อลหม่าน แสงสีม่วงจากเศษเสี้ยววิญญาณของโครนอสพยายามจะโต้กลับ มันคือแผนการที่เลือดเย็นที่สุด... โครนอสใช้ราหมัดเป็นหมากเพื่อสร้างความวุ่นวายจนเทพอีออนที่เฝ้ากาลเวลาชั่วนิรันดร์ต้องอ่อนแอลง และเมื่อเทพผู้สง่างามไร้ซึ่งกำลัง เทพอีออนก็ถูกขังอยู่ใต้ตาข่ายเวทมนตร์ดำมืดบนเครื่อง Antikythera Mechanism เพื่อรอวันที่ร่างของเทพเจ้าจะถูกย้อมด้วยสีม่วงและกลายเป็นภาชนะใหม่ให้ราชาไททันฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์



             “พยายามหน่อยนะ!” เจสันตะโกนก้องท่ามกลางเสียงสายฟ้า



             โมนีก้ากัดฟันกรอด ร่างของเธอเริ่มสั่นเทาจากแรงสะท้อนของเครื่องจักร แต่อ้อมกอดและแรงดันจากอาริเอลที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังช่วยให้เธอยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แสงสีเขียวและสีทองเริ่มไหลย้อนกลับเข้าไปในฟันเฟือง พยายามชะล้างคราบไอสีม่วงออกไปทีละน้อย เพื่อปลดปล่อยเทพอีออนที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่ภายใต้ตาข่ายเวทนั่น ความหวังที่ริบหรี่เริ่มสว่างไสวขึ้นอีกครั้งในใจของคนทั้งสี่ ท่ามกลางสมรภูมิที่เดิมพันด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมวลมนุษยชาติ



             พายุเวลาที่เคยหมุนวนอย่างคลุ้มคลั่งบัดนี้เริ่มสงบลงและหมุนย้อนกลับในทิศทางที่ควรจะเป็น แสงสีม่วงหม่นของโครนอสที่เคยกัดกินโถงวิหารค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปภายใต้แสงสีทองแห่งความหวังและการประสานพลังของกรีกและโรมที่แท้จริง ทว่าในวินาทีสุดท้าย ตาข่ายเวทมนตร์สีดำที่รัดพันร่างของเทพอีออนกลับขยับตัวราวกับสิ่งมีชีวิต มันรัดรึงหนาแน่นขึ้นคล้ายเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของราชันไททันที่ขัดขืนต่อโชคชะตา แต่ด้วยแรงใจที่มั่นคงของโมนีก้าและพลังที่เหลืออยู่ของทุกคน แสงสว่างสีมรกตและสายฟ้าสีครามก็พุ่งเข้าทลายพันธนาการนั้นจนแตกละเอียดเป็นธุลี



             ร่างของเทพอีออนที่เคยซูบผอมและชราภาพเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวหนังที่เหี่ยวย่นกลับมาเต่งตึงและเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งทิพย์ตามเดิม กาลเวลาที่เคยโกลาหลถูกจัดระเบียบใหม่จนบรรยากาศรอบตัวกลับมาสงบนิ่งและบริสุทธิ์



             “สำเร็จแล้ว... เราทำสำเร็จแล้วจริง ๆ ค่ะ!” อาริเอลตะโกนออกมาด้วยความดีใจที่เปี่ยมล้น เธอโผเข้ากอดโมนีก้าจากด้านหลังแน่นจนตัวลอย น้ำตาแห่งความโล่งอกอาบแก้มของเอมพูซ่าสาวอย่างห้ามไม่อยู่



             ราหมัดเองก็ลดเคียวทองคำลง แววตาของเขาดูสงบและปล่อยวางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองดูผลงานที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มจาง ๆ รอยยิ้มที่มาจากความภาคภูมิใจว่าในที่สุดเขาก็สามารถแก้ไขสิ่งที่ตนเองเป็นคนก่อไว้ได้สำเร็จ ส่วนเจสันยืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกผิดที่เคยแบกรับมาตลอดทางมลายหายไปสิ้น เขามองดูราหมัดและโมนีก้าด้วยความซาบซึ้งใจในมิตรภาพที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด



             “คำพยากรณ์ถูกต้องแล้วสินะ” เจสันเอ่ยขึ้นพลางเดินเข้ามาหาเพื่อนทั้งสาม น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงใจ “ยินดีที่ได้รู้จักนายนะราหมัด... แม้จะเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุด แต่นายคือหนึ่งในเพื่อนที่ผมจะไม่มีวันลืม” เจสันหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาสีฟ้าครามฉายแววเศร้าจาง ๆ “น่าเสียดายที่ผมมีลางสังหรณ์ว่าเราคงต้องแยกจากกันตรงนี้... ผมยังไม่มีโอกาสได้รู้จักพวกคุณให้มากกว่านี้เลย” ก่อนเขาจะหันไปทางโมนีก้าที่กำลังยืนหอบหายใจเล็กน้อยจากการใช้พลังในการฟื้นฟูกาลเวลา 



             “โมนีก้า... การที่เธอทำให้ราหมัดกลับใจได้น่ะ มันคือปาฏิหาริย์ที่ต่อให้เป็นผมก็คงทำไม่ได้ เธอเก่งมากจริง ๆ นะ”



             คำนั้นทำให้โมนีก้าสงสัยจนเธอต้องเอ่ย “ทำไมพูดเหมือนจะสั่งลาแบบนั้นล่ะคะเจสัน?” โมนีก้าขมวดคิ้วถาม น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือเมื่อสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไป “เราเพิ่งชนะนะ เราควรจะได้ไปหาไก่ทอดกินด้วยกันสิ! ฉลองไง!”



             แต่ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยอะไรต่อ เทพอีออนที่หลับใหลอยู่ก็ลืมตาตื่นขึ้น รัศมีแห่งเทพเจ้าเจิดจ้าจนทุกคนต้องเบือนหน้าหนี เขาลุกขึ้นยืนตระหง่านด้วยความสง่างามชั่วนิรันดร์ บรรยากาศรอบข้างในตอนนี้หยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบกำลังก้มกราบแทบบาทผู้ถือครองเข็มนาฬิกาแห่งจักรวาล แววตาของเทพเจ้ามองดูเด็กทั้งสี่ด้วยความเมตตา 



             เทพอีออนสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ตาข่ายเวทมนตร์ดำมืดที่เคยรัดรึงก็สลายกลายเป็นผงธุลีในพริบตา ก่อนที่จะมองโมนีก้าและอาริเอลด้วยความผูกพันจาง ๆ ประหนึ่งผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองเด็กน้อยที่พระองค์เคยชี้นำทางให้ในนิมิตบ่อยครั้ง “เหนื่อยมากแล้วสินะ... ลูกหลานของเซเรสและเหล่าผู้พลัดถิ่น” เสียงของเทพอีออนกังวานทุ้มต่ำเป็นเสียงกระซิบ ก่อนที่สายตาของพระองค์จะหยุดลงที่ราหมัด เขาขยับมือเรียกโซ่ตรวนแห่งแสงอาทิตย์อัสดงออกมาพันธนาการร่างของทายาทไททันไว้อย่างแน่นหนา ราหมัดไม่ได้ขัดขืน เขาเพียงแต่ก้มหน้ารับชะตากรรมด้วยรอยยิ้มเศร้า ๆ เทพอีออนหันไปสบตากับเจสัน แววตาของทั้งสองสื่อสารกันโดยไร้คำพูด เป็นการรับรู้ว่ากาลเวลาที่บิดเบี้ยวนี้ถึงเวลาต้องกลับสู่ร่องที่ควรจะเป็น



             “เจ้าต้องไปกับข้า ราหมัด อะคะโร่... กาลเวลาจะตัดสินสิ่งที่เจ้าทำอย่างยุติธรรม” เทพอีออนเอ่ย ก่อนจะหันมาทางเจสัน เกรซ แววตาของทั้งสองสื่อสารกันเงียบ ๆ ราวกับนักรบที่ผ่านสมรภูมิร่วมกันมา เจสันพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจในภาระหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง



             ทันทีที่มันเป็นแบบนั้น เจสันก็ก้าวเข้าไปโอบกอดทุกคนไว้แน่นในคราวเดียว แม้แต่ราหมัดที่ถูกโซ่ตรวนอยู่ เข้ามาไว้ในอ้อมกอดเดียวกันอย่างแน่นหนา มันคืออ้อมกอดที่รวบรวมทั้งความรัก ความผูกพัน และคำขอบคุณตลอดการเดินทางข้ามศตวรรษ ความซาบซึ้งใจที่เขามีต่อเพื่อนกลุ่มนี้ กลุ่มคนที่ทำให้เขารู้ว่า ความเป็นวีรบุรุษไม่ได้วัดกันที่อำนาจสายฟ้า แต่วัดกันที่ความกล้าที่จะเปลี่ยนใจตนเอง “จำไว้นะ... มิตรภาพของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา” เจสันกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยแต่หนักแน่น “ต่อให้เราอยู่คนละศตวรรษ หรือโลกจะลืมว่าพวกคุณเคยมาที่นี่ แต่ผมจะจำไว้... สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราคือเรื่องจริงที่งดงามที่สุด”



             “คุณเจสัน...” อาริเอลสะอื้นออกมาจนตัวโยน หยาดน้ำตาของเธอนองใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเกลียดชัง แต่วินาทีนี้เธอกลับภูมิใจที่มีเพื่อนเช่นเขา


             “เจสัน... ขอบคุณนะ” โมนีก้าพึมพำออกมา พยายามจะยิ้มทั้งที่หัวใจบีบคั้นต่อการจากลา


              ส่วนราหมัดนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากรับอ้อมกอดจากเพื่อนที่เขารู้ว่าจะไม่ได้รับมันง่าย ๆ 


             เจสันจึงโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูของโมนีก้าเป็นครั้งสุดท้าย กลิ่นดอกไลแลคจากผมของเธอจะสลักอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ “ดูแลตัวเองนะโมนีก้า... อย่าให้โลกนี้พรากรอยยิ้มของเธอไป กลับไปหาคนที่เธอรักให้ได้นะ”



             ทันใดนั้น เทพอีออนก็วาดหัตถ์กลางอากาศ รอยแยกกาลเวลาสีทองปรากฏขึ้นและเริ่มดูดกลืนร่างของโมนีก้า อาริเอล และราหมัดเข้าไป โมนีก้าพยายามโบกมือมือไปหาเจสันเป็นครั้งสุดท้าย แต่ภาพของวีรบุรุษหนุ่มในชุดยืดสีส้มกลับค่อย ๆ เลือนรางไปท่ามกลางกระแสพลังงาน 



             ในวินาทีสุดท้าย โมนีก้าเห็นเจสันยืนอยู่เพียงลำพังกลางโถงวิหารที่เริ่มกลับสู่สภาพพิพิธภัณฑ์ปกติในปี 2015 เขาส่งยิ้มที่อบอุ่นที่สุดมาให้เธอและเพื่อน ๆ ยิ้มที่บอกว่าเขาจะจดจำพวกเธอไว้ในใจตลอดไป แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงสู่ความเงียบสงัด... ทิ้งให้บุตรแห่งจูปิเตอร์ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบเชียบของพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนเพียงลำพัง พร้อมกับความทรงจำที่ยิ่งใหญ่กว่าหน้าประวัติศาสตร์ใด ๆ ที่โลกเคยจดบันทึก



             เจสัน เกรซ ยืนอยู่อย่างเงียบงันกลางพิพิธภัณฑ์เอเธนส์ที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าของเพื่อนพ้องเลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงความทรงจำที่สวยงามและแสนเศร้าในใจของเขา ขณะที่โมนีก้า ราหมัดและอาริเอลกำลังถูกพัดพาไปยังบทต่อไปของโชคชะตาที่รอคอยอยู่





             เมื่อม่านหมอกสีทองจางหายไป ความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ก็พุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัสเป็นอย่างแรก โมนีก้า อาริเอล และราหมัด พบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางโถงหินอ่อนอันโอ่อ่าของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ในนิวยอร์ก แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างบานสูงลงมากระทบกับโครงกระดูกไดโนเสาร์มหึมาและตู้จัดแสดงที่คุ้นตา บรรยากาศเงียบสงัดไร้สุ้มเสียงของผู้คน มีเพียงเสียง ติ๊ก... ติ๊ก... ของเข็มนาฬิกานับพันเรือนในพิพิธภัณฑ์ที่เริ่มขยับประสานกันเป็นจังหวะถี่รัวอย่างประหลาด



             เบื้องหน้าของพวกเขาคือเทพอีออน ผู้พิทักษ์กระแสเวลาอันเป็นนิรันดร์ บัดนี้คราบไคลของความแก่ชราและซูบซีดหายไปจนสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มรูปงามในชุดเครื่องแบบที่ดูเคร่งขรึมและทรงพลัง เส้นผมสีน้ำตาลเข้มจัดทรงอย่างเป็นระเบียบรับกับใบหน้าที่คมคายราวกับสลักจากหินอ่อนชั้นเลิศ ดวงตาของเขาไม่ได้สะท้อนอารมณ์รักหรือโกรธแค้น แต่มันฉายภาพของจักรวาลที่กำลังหมุนวนเป็นวัฏจักรที่สมบูรณ์ ทุกจังหวะการขยับกายของเขาดูนิ่งสงบ ทว่ากดดันจนคนรอบข้างแทบจะลืมหายใจ



             เทพอีออนมองลงไปยังราหมัดที่ถูกพันธนาการด้วยเชือกเวทมนตร์แห่งกาลเวลาจนต้องคุกเข่าอยู่บนพื้น ราหมัดดูตัวเล็กจ้อยไปทันตาเมื่ออยู่ต่อหน้าบุคลาธิษฐานแห่งความเป็นนิรันดร์ “ยินดีต้อนรับกลับสู่ปี 2026 อย่างเป็นทางการ” อีออนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยทว่ากังวานลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ เขาไม่ได้บอกวันที่แน่ชัด แต่น้ำหนักของถ้อยคำทำให้โมนีก้ารู้สึกได้ว่าเธอได้กลับมาสู่ปัจจุบันที่แสนไกลเสียที



             อีออนขยับกายเข้าใกล้ราหมัดเพียงก้าวเดียว แต่ออร่ารอบตัวเขากลับแผ่ซ่านจนอากาศสั่นสะเทือน “ถึงเวลาพิพากษาเจ้าแล้ว ราหมัด อะคะโร่... บุตรแห่งไททันโครนอส ผู้บังอาจบิดเบือนสายธารแห่งความเป็นจริง” มือของเขาที่ถือไม้กระบองซึ่งดูเหมือนคทาแห่งกาลเวลาเริ่มเรืองแสงสีทองหม่น “กฎของวัฏจักรไม่มีข้อยกเว้น เมื่อมีการเริ่มต้นที่ผิดเพี้ยน ก็ต้องมีจุดจบที่เที่ยงตรง ความโกลาหลที่เจ้าสร้างขึ้นจะต้องถูกชำระด้วยความตายที่เป็นนิรันดร์”



             โมนีก้าที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่ไร้อารมณ์จากตัวอีออน มันน่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธของมนุษย์เสียอีก เพราะมันคือการตัดสินใจตามกฎธรรมชาติที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ เธอมองเห็นราหมัดที่นั่งนิ่งสงบ แววตาของเขาไม่ได้ขัดขืน แต่กลับดูยอมรับในผลกรรมอย่างที่เขาสัญญาไว้ในโลกสีขาวนั้น



             “เดี๋ยวค่ะท่านอีออน!” โมนีก้าเผลอก้าวออกมาข้างหน้า แววตาของเธอสั่นไหวด้วยความขัดแย้งในใจ แม้ราหมัดจะเคยหักหลัง แต่เธอก็ไม่อาจลบภาพเด็กชายที่แตกสลายในใจเขาออกไปได้ “เขาช่วยพวกเราย้อนเวลา... เขาเป็นคนเปิดม่านมายาพาพวกเรากลับมานะคะ!”



             เสียงคำวอนนั้นทำให้อีออนหันมามองโมนีก้าด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าประหนึ่งมหาสมุทรที่ลึกสุดหยั่ง “ความดีในเสี้ยวนาทีสุดท้าย ไม่อาจลบล้างความผิดเพี้ยนที่ทำต่อกาลเวลาได้ โมนีก้า... หน้าที่ของข้าคือการทำให้วัฏจักรกลับมาหมุนเวียนอย่างถูกต้อง และในวัฏจักรนั้น ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่คิดจะทำลายมัน”



             “แล้วความดีในเสี้ยววินาทีสุดท้าย... มันไม่ใช่ความดีหรือคะท่าน?” โมนีก้าเอ่ยถาม เสียงของเธอไม่ได้สั่นเครือแต่กลับหนักแน่นกังวานไปทั่วโถง  ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเทพเจ้าเบื้องหน้าถูกทับถมด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ เธอขยับก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับอีออน แววตาสีเทาเงินฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ฉันไม่ได้จะบอกว่าเขาไม่ผิดนะคะ แต่การประหารชีวิตมันไม่ใช่การชดใช้ที่ดีที่สุดหรอกนะคะ การเดินทางที่ยาวนานในยุคสมัยต่าง ๆ ครั้งนี้สอนให้ฉันเห็นว่า... บางครั้งผู้คนก็ไม่ได้อยากจะเลือกเป็นคนชั่วร้ายหรอกค่ะ พวกเขาแค่ไม่เคยได้รับโอกาสให้เป็นอย่างอื่น”



             โมนีก้าเหลือบมองราหมัดที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น ก่อนจะหันกลับมาทางเทพอีออนอีกครั้ง “ราหมัดไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเลยสักครั้ง... ตลอดชีวิตเขาถูกหล่อหลอมด้วยความมืดและคำลวงของโครนอส แต่ในวินาทีที่วิกฤตที่สุด เขากลับเลือกที่จะช่วยโลกและช่วยรักษาจุดสมดุลของเวลาไว้ หากไม่มีเขา สมดุลนี้ก็ไม่มีวันกลับคืนมา... ได้โปรดเถอะค่ะ ให้เขาได้พิสูจน์ตนเองในฐานะเดมิก็อดคนหนึ่งเถอะ ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือของไททันชั่วร้ายที่ไม่ควรเรียกตัวเองว่าเป็นพ่อของเขาเลยสักครั้ง”



             อาริเอลที่ยืนอยู่ข้างหลัง แม้จะยังขมวดคิ้วและเม้มปากแน่นด้วยความเคืองขุ่นที่ถูกราหมัดหลอกลวง แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของโมนีก้า เธอก็ขยับกายเข้ามาเสริม “ฉันยังงอนเขาอยู่นะคะท่านอีออน! งอนมากด้วย! แต่... แต่โมนีก้าพูดถูกค่ะ อย่างน้อยเขาก็ควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้ว่ามิตรภาพจริง ๆ มันเป็นยังไง มากกว่าจะจบลงด้วยความตายที่เป็นนิรันดร์แบบนี้”



             ราหมัดเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของโมนีก้า ดวงตาที่เคยเยือกเย็นของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากที่เขาทำเรื่องเลวร้ายลงไป ผู้หญิงคนนี้จะยังยืนหยัดปกป้องเขาด้วยหัวใจที่กว้างขวางถึงเพียงนี้ ความรู้สึกละอายใจและซาบซึ้งใจตีรวนจนเขาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เฝ้ามองความเมตตาที่เขารู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรได้รับเอาเสียเลย



             เทพอีออนนิ่งสงัดไปชั่วครู่ ดวงตาที่ฉายภาพจักรวาลเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ ท่านกำลังอ่านสายธารความเป็นไปได้นับล้าน ๆ เส้นทางในอนาคต ความเป็นกลางที่ไร้อารมณ์เริ่มสั่นคลอนด้วยความเอ็นดูที่มีต่อเดมิก็อดสาวตรงหน้า ท่านค่อย ๆ ลดคทาลงก่อนจะยื่นมือออกมาลูบศีรษะของโมนีก้าอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบทว่าปลอมประโลม “คำอ้อนวอนของเจ้ามีน้ำหนักเสมอโมนีก้า...” อีออนเอ่ยด้วยสุรเสียงที่อ่อนโยนลง “เจ้ามองเห็นความหวังในที่ที่คนอื่นมองเห็นแต่ความมืด... ข้าจะละเว้นชีวิตเขาสักครั้ง ตามคำขอของเจ้า”



             เพียงพริบตาเดียว อีออนก็สะบัดมือเบา ๆ จนแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งเข้าสู่ร่างของราหมัดจนเขาสะดุ้งสุดตัว “ข้าจะริบพลังของโครนอสที่เกินขอบเขตของมนุษย์ออกไป ลดทอนอำนาจที่อาจแทรกแซงกาลเวลาได้ตามใจชอบ... จงใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะเดมิก็อดธรรมดา เรียนรู้ที่จะก้าวไปพร้อมกับเพื่อนพ้อง และจงใช้ลมหายใจที่ข้ามอบคืนให้ รักษาความสงบสุขของโลกที่เจ้าเกือบจะทำลายมันลงด้วยมือตัวเองซะ” สสิ้นคำโซ่ตรวนเวทมนตร์สลายหายไปเป็นละอองทราย 



             ราหมัดทรุดเข่าลงกับพื้นหินแกรนิตทันที หอบหายใจหนักราวกับเพิ่งขึ้นมาจากใต้น้ำที่ลึกที่สุด ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวแต่กลับมีความมั่นคงแบบมนุษย์เข้ามาแทนที่พลังไททันอันบ้าคลั่ง จนโมนีก้ารีบเข้าไปประคองไหล่เขาไว้ทันที ในจังหวะนั้นราหมัดเงยหน้าขึ้นสบตาโมนีก้า แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึงและอ่อนแรง เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกุมมือของเธอไว้เบา ๆ “ทำไม... ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้โมนีก้า?” เขาถามเสียงพร่า ท่าทางที่เคยเย่อหยิ่งหายไปสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มที่สำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง “ผมไม่สมควรได้รับ...”



             “หุบปากไปเลยราหมัด” โมนีก้าพูดพลางยิ้มขำทั้งขำ “นายติดหนี้ชีวิตฉันนะ และหนี้นี้ไม่มีดอกเบี้ย แต่ต้องจ่ายด้วยการเป็นคนดีไปตลอดชีวิตกับเลี้ยงไก่ทอดฉันทุกครั้งที่ฉันขอเข้าใจไหม?” โมนีก้าเอ่ยบอกเขาแบบนั้นพลางยิ้ม ๆ จนราหมัดหลับตาลงพิงศีรษะกับแขนของเธอ หยาดน้ำตาหยดเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงพื้นพิพิธภัณฑ์ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงความหวังที่แท้จริง ไม่ใช่เสียงกระซิบจากความว่างเปล่า แต่เป็นไออุ่นจากมิตรภาพที่อยู่ตรงหน้า



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(เห่อออออออ เขินว่ะ ผมชอบมิตรภาพและความรัก)
Quest Summary
สรุป

กลับมาสักทีไอ้เหี้ดยกหิห า้สเวงมพดำ ้ามงดก มิาดกหง้เิดวกหิ

[พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (AMNH) นิวยอร์ก ประเทศอเมริกา]

Loot & Rewards
(ยังไม่มี)
Relationship Gains
[GOD-58] อิออน / ไอออน
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +25
โบนัสจาก (ผู้โปรดปรานเหล่าเทพ) - โบนัสเพิ่มความโปรดปราน +15

[Heroes-02] เจสัน เกรช
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3

(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [GOD-58] อิออน / ไอออน เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Heroes-02] เจสัน เกรช เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 97118 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 7 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 87 : ช่วงท้าย ๆ

วันที่ 05 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2026 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

           เมื่อบานประตูขยับเปิดออกจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ลมหนาวที่หอบเอาทั้งไอเย็นและมวลฝุ่นละอองอันเป็นเอกลักษณ์ของนิวยอร์กปี 2026 เข้ามาปะทะหน้า โมนีก้าสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะสำลักออกมาเบา ๆ แต่เธอกลับยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอชูแขนขึ้นบิดขี้เกียจไปมาจนกระดูกลั่นดังกร๊อบกลางบันไดหินอ่อนของพิพิธภัณฑ์



           “อา... กลิ่นฝุ่น PM 2.5 ที่คิดถึง!” โมนีก้าตะโกนก้องอย่างไม่อายสายตาใคร เธอก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่เข็มเดินไปตามจังหวะปกติของมันแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง “นี่พวกนาย... วันนี้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026!” ก่อนหันไปหาอาริเอลและราหมัดด้วยสีหน้าปั้นยากสุด ๆ “นี่มันโคตรบ้าเลยรู้ไหม? พวกเราหายไปจากเส้นเวลานี้แค่ 32 วัน... แค่เดือนเดียวเองนะ! แต่ดูสารรูปฉันกับอาริเอลตอนนี้สิ จากเด็กอายุ 15 กลับมาอีกทีกลายเป็นสาววัย 20 ไปแล้ว ส่วนนาย...” เธอหันไปจิกตาสามัคคีใส่ราหมัด “นายโกงอายุไปกี่ปีในทาร์ทารัสกันหะ?”



           ราหมัดที่ตอนนี้ไม่มีโซ่ตรวนเวทมนตร์แล้ว เขาเดินกอดอกพิงเสาหิน พลางกวาดสายตามองโมนีก้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาขี้เล่นแบบเดิมที่เคยมี แต่ครั้งนี้มันดูจริงใจกว่าเดิม “ห้าปีที่หายไปดูเหมือนจะทำอะไรกับส่วนสูงของเธอไม่ได้เลยนะโมนีก้า แถมดูเหมือนสมองบางส่วนจะหยุดพัฒนาไปพร้อมกับตอนอายุสิบห้าด้วยหรือเปล่าเนี่ย?”



           “หนอย! ปากดีขึ้นเยอะเลยนะหลังพ้นโทษน่ะ! รู้งี้ไม่ช่วยแล้ว!” โมนีก้าแยกเคี้ยวใส่พร้อมยกดาบสุริยคติ (ที่อยู่ในร่างกำไล) ขึ้นขู่แบบไม่จริงจังนัก



           อาริเอลหัวเราะร่วนกับสิ่งที่เห็น เธอไม่ได้สนใจเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นเท่ากับความหิวที่กำลังประท้วงอยู่ในท้อง “เลิกกัดกันก่อนเถอะค่ะ ฉันไม่สนหรอกว่าเราจะแก่ขึ้นกี่ปี(เพราะฉันเป็นอสุรกาย) แต่ตอนนี้ฉันคิดถึงข้าวโพดปิ้งนิวยอร์กกับเมนูเด็ดปีนี้สุด ๆ เลย โลกปี 2026 มันต้องมีอะไรอร่อย ๆ รอเราอยู่แน่!”



           “ถ้าข้าวโพดล่ะก็... ฉันจัดให้!” โมนีก้าดีดนิ้วเปาะ “ไปกิน KFC กันเถอะ ในนิวยอร์กนี่แหละ มีทั้งไก่ทอดกรอบ ๆ แล้วที่สำคัญ... มีข้าวผัดข้าวโพดอบเนยของโปรดอาริเอลด้วย!” 



           สิ้นคำทั้งสามเดินหัวเราะร่าไปตามถนนแมนฮัตตัน ท่ามกลางฝูงคนที่ไม่รู้เลยว่าคนกลุ่มนี้เพิ่งไปกู้โลกจากราชาไททันมา เมื่อถึงร้าน KFC กลิ่นไก่ทอดหอมฉุยก็ทำให้ความตึงเครียดตลอดหลายปีในมิติอื่นมลายหายไปสิ้น พวกเขาสั่งอาหารชุดใหญ่มาวางจนเต็มโต๊ะ โมนีก้าจ้วงตักข้าวผัดข้าวโพดอบเนยเข้าปากด้วยสีหน้าฟินสุดขีด ขณะที่อาริเอลแทะน่องไก่อย่างเริงร่า



           “นี่... มาถ่ายรูปกันหน่อยสิ” โมนีก้าหยิบสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่เทพอีออนแอบใส่ไว้ในกระเป๋าให้ (พร้อมซิมที่รองรับสัญญาณเดมิก็อด) ขึ้นมา “ฉันจะเอาไปลงเนคทาร์ให้พวกที่ค่ายเห็นว่าฉันยังไม่ตาย แถมยังสวยขึ้นตั้งห้าปีด้วย!” โมนีก้าจัดแจงดึงราหมัดที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับให้เข้ามาอยู่ในเฟรม โดยมีอาริเอลชูสองนิ้วอยู่ข้าง ๆ ราหมัดมองดูมือของโมนีก้าที่กอดคอเขาไว้แน่น ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นยิ้มที่ไม่ได้ผ่านการปั้นแต่งใด ๆ



           แชะ!



           ภาพบนหน้าจอเผยให้เห็นหญิงสาวสวยในชุดบอดี้สูทที่สวมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตสีขาว อสุรกายสาวที่ยิ้มกว้าง และชายหนุ่มทายาทไททันที่มีแววตาอ่อนโยน แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างร้านเข้ามาทำให้นิมิตแห่งมิตรภาพนี้ดูราวกับภาพวาด “แคปชั่นว่าอะไรดีนะ...” โมนีก้าพิมพ์ยุกยิกในแท็บเล็ตเดดาลัส



           ส่วนราหมัดก็ส่ายหัวพลางตักข้าวโพดกินตามอาริเอลที่อยูข้าง ๆ “เธอนี่มัน... โมนีก้าจริง ๆ เลยนะ”



           “แน่นอนอยู่แล้ว!” โมนีก้ายิ้มร่า ก่อนจะหันไปสบตากับเพื่อนทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “ปี 2026 ของจริงเริ่มขึ้นตอนนี้แหละพวกเรา... กินให้เต็มที่! แล้วเดี๋ยวฉันจะไปส่งนายที่ค่ายฮาล์ฟบลัดแล้วค่อยกลับค่ายจูปิเตอร์เอง” โมนีก้าบอกแล้วยักคิ้วใส่ราหมัด



           ระหว่างการทานอาหารโมนีก้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอแท็บเล็ต นิ้วเรียวของเธอรัวพิมพ์ข้อความลงไปอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจากหน้าจอกระทบใบหน้าของเธอที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด เป็นรอยยิ้มที่ดูโล่งใจและเปี่ยมไปด้วยความสุขจนดวงตาสีเทาเงินนั้นเป็นประกายยิ่งกว่าอัญมณีใด ๆ เธอส่งข้อความหาพ่อ... ชายที่เธอต้องแอบมองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์มาตลอดพันกว่าวัน และส่งหาเลสเตอร์... เทพเจ้าในร่างมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของหัวใจที่เธอโหยหา


Apollo☀️
online
300
ที่รักฉันคิดถึงคุณมากเลย

สวัสดีค่ะตอนนี้ฉันจะทำภารกิจเสร็จแล้วล่ะค่ะ จะไปส่งเพื่อนใหม่ที่ค่ายฮาล์ฟบลัด ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อคุณไปนะ… อะพอลโล่

ฉันคิดถึงคุณมากเลย สำหรับคุณอาจจะติดต่อฉันไม่ได้หนึ่งเดือน แต่ทำไมสำหรับฉันนานจัง ฉันจะรีบไปส่งเพื่อน แล้วฉันก็จะรีบกลับค่ายไปรายงาน เพราะงั้น… รอหน่อยนะคะ ฉันรักคุณนะที่รัก… ไม่นึกว่าจะมีชีวิตรอดมาได้พิมพ์แชทส่งหาคุณ
โมนีก้าที่รัก!!! ในที่สุดเจ้าก็ทักมา! รู้มั้ยว่า 32 วันที่เจ้าหายไป พี่กระวนกระวายจนแทบจะหยุดขับรถลากดวงอาทิตย์ลงไปตามหาเจ้าในกระแสเวลาด้วยตัวเองแล้วนะ! พี่นอยด์มากกกกก ถึงขั้นไปนั่งนับเมล็ดทับทิมประชดชีวิตเลยนะเนี่ย โลกที่ไม่มีข้อความจากเจ้ามันจืดชืดกว่าอาหารสุขภาพของอาสเกลปิอุสอีก!

แล้วอย่าพูดว่าไม่นึกว่าจะรอดชีวิตมาได้สิที่รัก! พี่ใจหายวูบเลยนะเนี่ย คนเก่งระดับตัวมารดาอย่างโมนีก้าของพี่ไม่มีทางเป็นอะไรหรอก พี่แอบส่องสว่างนำทางให้เจ้าอยู่ตลอดไง เห็นมั้ยว่าเจ้าก็กลับมาหาพี่จนได้!

รีบไปส่งเพื่อนใหม่ที่ค่ายฮาล์ฟบลัดเถอะ (ฝากไดเอทโค้กให้คุณดีด้วยนะ พี่เตรียมไว้ให้แล้ว) แล้วรีบกลับมาหาพี่ที่ค่ายจูปีเตอร์ไวๆ นะ พี่จะไปยืนหล่อๆ รอรับเจ้าตรงทางเข้าเลย เตรียมตัวโดนกอดให้หายคิดถึงได้เลยนะจ๊ะ

สามสิบสองวันที่
พี่รอเจ้าจนใจสั่น
กลับมาเถอะที่รัก

รักเจ้าที่สุดในจักรวาลเลย! รีบมานะ พี่คิดถึงจะตายอยู่แล้ว! ☀️✨
เข้าใจแล้วค่ะ รักคุณนะ ไว้เจอกันค่ะ
รักเจ้าที่สุดเลยที่รัก! เดินทางปลอดภัยนะจ๊ะ รีบไปส่งเพื่อนแล้วรีบกลับมาหาพี่ที่ค่ายจูปีเตอร์ไวๆ ล่ะ พี่จะนับวินาทีรอที่หน้าค่ายเลยนะเนี่ย

อ้อ! อย่าลืมย้ำกับเจ้าคุณดีด้วยนะว่าไดเอทโค้กน่ะ พี่เป็นคนกำชับให้เตรียมไว้ให้ (ขอเครดิตความปังหน่อยนะ 555) ไว้เจอกันนะคนเก่งของพี่ จุ๊บๆ! ☀️✨


           อาริเอลมองภาพนั้นแล้วพลอยยิ้มตามไปด้วย เธอหยิบข้าวผัดข้าวโพดคำสุดท้ายเข้าปากพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ดีใจด้วยนะคะโมนีก้า ในที่สุดพี่ก็ได้กลับมาหาพวกเขาจริง ๆ เสียที”



           ราหมัดที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้เอ่ยคำยินดีเป็นคำพูด ทายาทไททันผู้เยือกเย็นเพียงแต่ปรายตามองเสี้ยวหน้าที่มีความสุขของโมนีก้า ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปขยี้หัวเธอจนผมเผ้ายุ่งเหยิงอย่างที่เขาชอบทำในอดีต แต่วินาทีนี้สัมผัสนั้นกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูและมิตรภาพที่ปราศจากคำลวง



           “โอ๊ย! ราหมัด! ผมฉันยุ่งหมดแล้วนะ!” โมนีก้าหัวเราะร่าพลางเอาศอกกระทุ้งอกชายหนุ่มเบา ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่สดใส “เดี๋ยวพอส่งนายถึงค่ายฮาล์ฟบลัด ฉันจะรีบโทรหาพ่อทันทีเลยล่ะ ส่วนเลสเตอร์... ฉันคงต้องรอให้เขาทำงานเสร็จก่อน ถ้าขืนเขาโผล่มาในร่างอะพอลโล่ตอนนี้ มีหวังฉันคงเหนื่อยใจตายแน่ ๆ รายนั้นน่ะหลงตัวเองจะตายไป!”



           คำนั้นทำเอาอาริเอลทำหน้าเหยเกและยิ้มแห้ง ๆ ออกมาทันทีเมื่อนึกถึงกิตติศัพท์ความมั่นใจในความหล่ออันล้นพ้นของเทพแห่งแสงตะวัน “นั่นสินะคะ ถ้าท่านอะพอลโล่มาในร่างเทพตอนนี้ นิวยอร์กทั้งเมืองคงสว่างจนคนตาบอดกันหมดแน่ ไม่สิ ไหม้เลยต่างหาก”



           หลังจากจัดการอาหารมื้อแรกในรอบหลายปี (ตามความรู้สึกของพวกเธอ) จนอิ่มหนำ ความรู้สึกอบอุ่นก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ ราหมัดมองดูเงาสะท้อนของพวกเขาสามคนในกระจกร้าน KFC ที่เต็มไปด้วยคราบมันและรอยนิ้วมือ แต่มันกลับเป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดนับตั้งแต่เขาถือกำเนิดมาบนโลกที่บิดเบี้ยวนี้ “เอาล่ะ อิ่มแล้วก็ไปกันเถอะ” โมนีก้าลุกขึ้นยืนพลางสะพายกระเป๋าและจัดชุดบอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์สให้เข้าที่ “แต่ก่อนจะไปค่าย... ฉันขอแวะไปที่ที่หนึ่งก่อนได้ไหม?”



           “ที่ไหนเหรอ?” ราหมัดถามพลางเลิกคิ้วสงสัย



           โมนีก้าไม่ได้ตอบ โมนีก้าเพียงแค่ขยิบตาให้หนึ่งทีด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ “ตามมาเถอะน่า รับรองว่านายกับอาริเอลต้องไม่เชื่อแน่ว่านิวยอร์กปี 2026 มันมีมุมแบบนี้ด้วย” เธอนำทางเพื่อนทั้งสองเดินออกจากร้าน มุ่งหน้าลงไปทางทิศใต้สู่ย่านโลเวอร์อีสต์ไซด์ที่ซึ่งเป็นตึกแถวเก่าแก่ที่มีรอยพ่นสีสเปรย์สลับกับคาเฟ่สมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ โมนีก้าเดินนำด้วยฝีเท้าที่คล่องแคล่ว แผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอดูเปี่ยมไปด้วยพลังและความหวัง ราหมัดและอาริเอลเดินตามหลังมาติด ๆ ท่ามกลางฝูงชนที่เร่งรีบและเสียงแตรรถอันเป็นเอกลักษณ์ของแมนฮัตตัน



           ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านซอกซอยที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของย่านนี้ โมนีก้าจะคอยหันมามองเพื่อนทั้งสองเป็นระยะ ราวกับจะเช็กว่าพวกเขายังอยู่ตรงนี้จริง ๆ ไม่ได้หายไปในเศษเสี้ยวของกาลเวลาเหมือนเมื่อครู่ ความโศกเศร้าจากการลาเจสันยังคงตกตะกอนอยู่ในใจ แต่มันกลับกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธออยากใช้ชีวิตในวินาทีนี้ให้ดีที่สุด



           และแล้วไม่นานโมนีก้าก็หยุดยืนอยู่หน้าอาคารสไตล์ลอฟท์ที่ดูดิบเท่ด้วยอิฐเปลือยสีส้มอมแดง ตัดกับกระจกใสบานใหญ่ที่สะท้อนแสงไฟยามค่ำคืนของนิวยอร์กได้อย่างโดดเดี่ยวแต่หรูหรา ป้ายหน้าร้านส่งแสงนวลตาเป็นชื่อที่เดมิก็อดทุกคนต้องรู้จัก



           DAEDALUS



           “ยินดีต้อนรับสู่ศูนย์รวมนวัตกรรมที่เดาลัสทิ้งไว้ให้พวกเราปวดหัวเล่นค่ะ” โมนีก้าผายมือออกอย่างร่าเริง “ฉันพามาซื้อของน่ะ โดยเฉพาะนายนั่นแหละราหมัด” คำที่โมนีก้าพูดมันทำเอาราหมัดขมวดคิ้ว มองเข้าไปในร้านที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคที่เขาไม่คุ้นเคยในป่าดึกดำบรรพ์หรือแม้แต่ในทาร์ทารัส “ฉันไม่เห็นความจำเป็นต้องใช้อะไรพวกนี้เลย” เขากระซิบเสียงเรียบกับหญิงสาวที่พามา แต่โมนีก้ากลับไม่ฟังและลากเขาเข้าไปด้านในทันที



           ภายในร้านแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างน่าทึ่ง มีทั้งโซนรับซ่อมอุปกรณ์เวทมนตร์และโซนจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่โมนีก้าพาเดินดิ่งไปยังมุมลับด้านหลังร้าน ซึ่งเป็นโซนพิเศษสำหรับเดมิก็อดโดยเฉพาะ “โมนีก้าคะ... ฉันขอสักเครื่องได้ไหมคะ?” อาริเอลเอ่ยขึ้นพลางมองดูหน้าจอที่แสดงแอปพลิเคชันสำหรับล่ามอนสเตอร์อย่างตื่นตาตื่นใจสุด ๆ 



           โมนีก้าที่ได้ยินแบบนั้นก็หันไปมองอาริเอลแล้วยิ้มขำ “อาริเอลมีกำไลที่ได้จากซาวันนาห์อยู่แล้วนี่นา อันนั้นน่ะส่งข้อความไอริสโหมดลับได้เลยนะ แถมไม่ต้องพึ่งแหล่งน้ำหรือเหรียญด้วย ขืนใช้มือถือไปพร้อมกับกำไล มีหวังระบบกวนกันจนตัวร้อนไหม้พอดี” คำนั้นทำให้อาริเอลยู่ปากเล็กน้อยแต่ก็ยอมรับแต่โดยดี โมนีก้าจึงหันไปมองตู้กระจกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโซนพิเศษ ซึ่งจัดแสดงรุ่นเรือธงอย่าง Daedalus "Midnight Styx" Edition ราคาที่โชว์อยู่คือ 2,000 ดรักม่า ทำเอาโมนีก้าแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง



           “เอ่อ... นายยังไม่ต้องมีรุ่นนี้หรอกมั้งราหมัด แพงหูฉีกขนาดนี้เอาไว้ซื้อเองนะจ๊ะ” โมนีก้าหันไปแซวทายาทโครนอสที่ยืนทำหน้ามึนอยู่ ก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบไปเห็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ดูขลังทว่าทันสมัยไม่แพ้กันอย่าง Ignis Anima มันคือสุดยอดนวัตกรรมจากมันสมองของเดดาลัส ตัวเครื่องทำจากโลหะผสมและแก้วคริสตัลที่สกัดจากแร่ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่โมนีก้าจะควักเงิน 600 ดรักม่าจ่ายแบบไม่ลังเล (แม้จะแอบปวดใจกับค่าย้อมสีผมที่หายไปบ้าง) แล้วเดินมายัดเครื่องสีดำเงาเรืองแสงนั่นใส่มือราหมัดโดยไม่ถามเขาสักคำ



           “เอ้า! รับไป นี่คือ อิกนิส อะนิม่า มันชาร์จพลังงานจากไฟหรือเวทมนตร์ในตัวนายได้เลย ไม่ต้องง้อสายชาร์จ และที่สำคัญ... เราจะได้ติดต่อกันได้ไง! แอดเนคทาร์ฉันมาด้วยล่ะ อย่าให้ฉันต้องตามล่าหานายผ่านแผนที่มอนสเตอร์นะ!” โมนีก้าสั่งเสียงใส



           ราหมัดมองวัตถุในมือด้วยแววตาสั่นไหวเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเครื่องที่สอดประสานกับพลังงานในกายเขาอย่างลงตัว เขาสะบัดยิ้มมุมปากที่ดูสุภาพทว่าแฝงความอ่อนโยนที่เริ่มผลิบานในใจ “ยัดเยียดเก่งสมเป็นลูกเซเรสจริง ๆ นะครับ” ราหมัดเอ่ยพลางใช้นิ้วลูบหน้าจอที่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว “แต่ก็... ขอบใจนะ ผมจะลองศึกษาดูว่าไอ้เนคทาร์นี่มันใช้ยังไง หวังว่าเธอจะไม่ส่งสติกเกอร์รูปแมวมาให้ผมวันละร้อยรอบนะ”



           คำนั้นทำเอาโมนีก้าหัวเราะร่วนจนอาริเอลต้องพลอยขำไปด้วย ความหวังที่เคยริบหรี่ในพิพิธภัณฑ์บัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยแสงสีจากหน้าจอสมาร์ทโฟนและเสียงหัวเราะของเพื่อนที่กลับมาเริ่มต้นใหม่



           โมนีก้าจัดแจงเก็บสมาร์ทโฟนอิกนิส อะนิม่าเครื่องใหม่ลงกระเป๋าของราหมัดให้เรียบร้อย ก่อนจะหันมายิ้มกว้างให้เพื่อนทั้งสองที่ยังคงตื่นตาตื่นใจกับเทคโนโลยีของเดดาลัสไม่หาย "เอาล่ะ! ภารกิจช้อปปิ้งจบลงแล้ว ต่อไปก็ได้เวลาเดินทางจริง ๆ เสียที เตรียมตัวให้พร้อมนะ เพราะฉันจะพานายไปส่งที่ค่ายฮาล์ฟบลัดด้วยวิธีที่เท่ที่สุดในแมนฮัตตันเลยล่ะ!"



           เธอดินนำทั้งคู่มายังลานจอดรถที่ค่อนข้างลับตาคนหน้าร้านเดดาลัส โมนีก้าล้วงเข้าไปในกระเป๋าบราเซียที่พกไว้แนบกาย ก่อนจะหยิบแคปซูลขนาดเล็กกะทัดรัดออกมา เธอโยนมันลงบนพื้นถนนเบา ๆ พริบตานั้น กลุ่มหมอกควันที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไหม้ของกำมะถันและน้ำมันหล่อลื่นก็พวยพุ่งขึ้นมา ก่อนจะแปรสภาพเป็นรถสปอร์ตคาร์สีดำด้านขลับ ทรงพลังและโฉบเฉี่ยวราวกับอสุรกายที่พร้อมจะขย้ำถนน



           คนทั่วไปที่เดินผ่านไปมาอาจมองเห็นเป็นเพียง Ferrari 458 สีดำสุดหรู แต่สำหรับสายตาของเดมิก็อด มันคือวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ ผลงานชิ้นเอกจากโรงตีเหล็กของเทพเจ้าแห่งไฟ ตัวถังรถทำจากโลหะผสม Infernal Alloy ที่แข็งแกร่งทนทานต่อแรงกระแทกและกรงเล็บปีศาจได้ทุกชนิด บนพื้นผิวสีดำสนิทมีลวดลายเส้นสีม่วงและสีฟ้าราง ๆ พาดผ่านคล้ายสายฟ้าและเปลวเพลิงที่ถูกสยบไว้ภายใต้สีดำด้าน



           "คุณพระช่วย... นี่มันรถคุณหรอโมนีก้า?" ราหมัดเอ่ยขึ้นพลางลูบไปที่ขอบประตูรถที่ให้ความรู้สึกอุ่นจาง ๆ จากอักขระป้องกันเวทมนตร์



           "อ่ะ แน่นอนสิ มา ๆ …. ขึ้นมาเลยสาว ๆ หนุ่ม ๆ! อย่ามัวแต่ยืนอึ้ง" โมนีก้าหัวเราะร่าพลางดีดตัวขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ เบาะนั่งหนังมังกรฟอกนิ่มปรับอุณหภูมิโอบรับร่างกายของเธอทันทีอย่างแสนสบาย "รับรองว่าทริปมุ่งหน้าสู่ลองไอซ์แลนด์ครั้งนี้ปลอดภัยไร้กังวล แถมซิ่งสะใจยิ่งกว่านั่ง F1 แน่นอน อิอิ"



           อาริเอลยิ้มกว้างอย่างคุ้นเคย เธอเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างโมนีก้าพลางคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างชำนาญ เพราะนี่คือพาหนะคู่ใจที่พวกเธอใช้ทำภารกิจข้ามกาลเวลามาด้วยกันบ่อยครั้ง ส่วนราหมัดก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังอย่างระมัดระวัง เขามองดูแผงคอนโซลที่เป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์ Steampunk กับหน้าจอโฮโลแกรมเวทมนตร์ด้วยความรู้สึกทึ่ง



           "เกาะแน่น ๆ นะทุกคน!" โมนีก้ากดปุ่มสตาร์ท เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามดุดันราวกับมังกรเพลิงที่กำลังตื่นจากการหลับใหล ระบบ Mist Diffuser เริ่มทำงานเพื่อพรางตาผู้คนรอบข้างให้เห็นเพียงรถหรูธรรมดาที่ขับผ่านไป



           ก่อนที่ล้ออัลลอยด์ที่หุ้มด้วยยางโพลิเมอร์เทพเจ้าจิกลงบนพื้นถนนแมนฮัตตันอย่างมั่นคง ก่อนที่โมนีก้าจะเหยียบคันเร่งส่งแรงขับเคลื่อนจากเชื้อเพลิงพุ่งทะยานรถสปอร์ตสีดำออกจากย่านโซโห มุ่งหน้าสู่ทางหลวงที่จะพาพวกเขาไปสู่ค่ายฮาล์ฟบลัด แสงไฟจากตึกระฟ้าในนิวยอร์กสะท้อนผ่านกระจกอาคมที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ในใจของโมนีก้าตอนนี้เต็มไปด้วยความหวัง แม้อากาศข้างนอกจะเต็มไปด้วยฝุ่นของปี 2026 แต่มิตรภาพที่นั่งอยู่ข้าง ๆ และพลังที่ไหลเวียนอยู่ในรถคันนี้กลับทำให้เธอรู้สึกว่า ไม่ว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงเธอไปที่ไหน เธอก็พร้อมจะซิ่งผ่านมันไปได้เสมอ



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(จะจบแล้วโว้ยยยยยยยย อีกแค่โพสเดียววววววว)
Quest Summary
สรุป

กินข้าว ซื้อของให้ราหมัด แล้วก็กลับ

[พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (AMNH) นิวยอร์ก ประเทศอเมริกา]

Loot & Rewards
ซื้อ Ignis Anima (สมาร์ทโฟน) จำนวน 1 เครื่อง ราคา 600 ดรักม่า (โอนแล้ว) ส่งมอบให้ ราหมัดเลยจ้า
Relationship Gains
[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +7
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ TGC +5
มอบ Ignis Anima (สมาร์ทโฟน) ให้ราหมัด - ความสนิทสนม +(???)
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +3
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 8 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 112 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
โพสต์ 93363 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 93,363 ไบต์และได้รับ +10 EXP +9 เกียรติยศ +9 ความกล้า +9 ความศรัทธา จาก กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
โพสต์ 93,363 ไบต์และได้รับ +9 EXP +9 เกียรติยศ +10 ความศรัทธา จาก สัมผัสแห่งชีวิต  โพสต์ 7 วันที่แล้ว
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 6 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-6 07:43

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

ตอนที่ 88 : มาส่งเด็กโข่งงงงงงงง จบแล้วโว้ยยยยยยยยย

วันที่ 06 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2026 • ช่วงกลางวัน เป็นต้นไป ค่ายฮาล์ฟบลัด ลองไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา

(มีโพสด้านบนอยู่นะ - บอกแอด)

               ภายในห้องโดยสารของวัลแคนส์ เอ็มเบอร์ อบอวลไปด้วยกลิ่นหนังมังกรจางๆ และไออุ่นจากเครื่องยนต์เวทมนตร์ โมนีก้าเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยตามจังหวะเพลง Brave Heart ของ Megumi Hayashibara ที่เธอกำลังฮัมตามอย่างอารมณ์ดี น้ำเสียงที่สดใสของเธอคลอไปกับท่วงทำนองปลุกใจจากอนิเมะยุคเก่าที่เธอโปรดปราน มันเหมือนเป็นเสียงเพลงฉลองชัยชนะเล็กๆ หลังจากที่ต้องติดอยู่ในห่วงเวลาที่หดหู่มานาน



               "นี้ราหมัด นายจิ้มโทรศัพท์ไม่เงยหน้าเลยนะ ทำไมหืม? เครื่องใหม่นี่มันแรงกระแทกใจขนาดนั้นเลยเหรอ?" โมนีก้าเหลือบมองกระจกหลังพลางแซวชายหนุ่มที่นั่งจดจ่ออยู่กับหน้าจอของอิกนิสอะนิม่า จนราหมัดหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาในทันที แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก



               "มันแปลกดีนะ... โลกปี 2026 มีเรื่องให้ต้องเรียนรู้เยอะกว่าที่ผมคิดไว้มาก โดยเฉพาะแอปที่เธอสั่งให้ผมแอดเนี่ย" ราหมัดตอบพลางกดยืนยันเพื่อนในเนคทาร์ด้วยนิ้วที่เริ่มชำนาญขึ้น



               "อีกประมาณสามกิโลเมตรข้างหน้าค่ะโมนีก้า เลี้ยวขวาตรงเนินเขาที่มีต้นสนยักษ์นั่นเลย" อาริเอลที่นั่งตำแหน่งเนวิเกเตอร์เอ่ยบอกเส้นทางอย่างตั้งใจ ดวงตาของเธอจดจ้องไปยังทัศนียภาพของลองไอซ์แลนด์ที่เริ่มคุ้นตามากขึ้นทุกที



               "โห... ค่ายฮาล์ฟบลัดนี่อยู่ไกลปืนเที่ยงเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าให้เดินเท้ามาจากแมนฮัตตันฉันคงขาลากก่อนถึงแน่" โมนีก้าบ่นอุบแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เธอบังคับรถสปอร์ตคันงามให้เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางสายรองที่เงียบสงบ จนกระทั่งรถมาหยุดลงที่ตีนเนินเขาทางเข้าค่ายฮาล์ฟบลัดซึ่งเป็นเขตแดนที่รถยนต์เข้าถึงไม่ได้อีกต่อไป



               "เอาล่ะ ทุกคนลงรถได้! ถึงเวลาเดินยืดเส้นยืดสายเข้าบ้านใหม่ของราหมัดแล้ว"



               ทั้งสามก้าวลงจากรถท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ของเนินเขา โมนีก้าหันกลับไปหาพาหนะคู่ใจ เธอแตะเบาะเบา ๆ ราวกับจะขอบคุณมัน ก่อนจะกดรหัสเวทมนตร์บนคอนโซล รถสปอร์ตคันยักษ์พลันพับม้วนตัวกลับสู่สภาพแคปซูลขนาดจิ๋วในพริบตา โมนีก้าหยิบมันขึ้นมาแล้วจัดการยัดกลับเข้าไปในบราเซียอย่างหน้าตาเฉย พร้อมกับตบเบา ๆ เพื่อเช็กความเรียบร้อย



               ราหมัดที่ยืนดูอยู่ถึงกับขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับฉายความสงสัยออกมาอย่างปิดไม่มิด "โมนีก้า... ผมสงสัยมานานแล้วนะ ทำไมเธอต้องเก็บไอ้แคปซูลรถนั่นไว้ตรงนั้นด้วย?"



               โมนีก้าหันมายักคิ้วให้หนึ่งทีพลางหัวเราะร่วน "หืม? อ้อ… ฉันจำมาจากอนิเมะน่ะ” โมนีก้าเอ่ยพ฿ดเสียงเหมือนจะกวนตีนแต่ก็เติมความคิดตัวเองต่อให้ราหมัดกับอาริเอลไม่ทำหน้างงไปมากกว่านี้  “นายไม่รู้อะไร… มันปลอดภัยที่สุดนะ ไม่มีใครกล้ามาล้วงหยิบไปง่าย ๆ หรอก แถมยังอุ่นใจดีด้วยนะ"



               อาริเอลส่ายหัวพลางยิ้มแห้ง ๆ กับคำตอบที่เป็นเอกลักษณ์ของเพื่อนสาว "คุณโมนีก้าก็เป็นแบบนี้แหละค่ะราหมัด อย่าไปสงสัยความชอบส่วนตัวของเธอเลย" เมื่อฟังคำนั้นราหมัดก็ได้แต่ถอนหายใจยาวพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ แต่ในดวงตาเขากลับมีความเอ็นดูซ่อนอยู่ "เธอนี่มัน... เหนือความคาดหมายในทุกเรื่องจริง ๆ"



               ทางเดินที่ทอดผ่านเนินเขานำพาทั้งสามคนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าสิ่งก่อสร้างที่โมนีก้าใฝ่ฝันอยากจะเห็นด้วยตาตัวเองมาตลอด ซุ้มประตูหินอ่อนแบบกรีกโบราณตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้สนเขียวขจี มีอักษรกรีกสลักไว้เหนือศีรษะที่บ่งบอกถึงอาณาเขตของเหล่ามนุษย์กึ่งเทพ กลิ่นอายของอากาศที่นี่แตกต่างจากนิวยอร์กที่เพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง มันสะอาด บริสุทธิ์ และแฝงไปด้วยมนตราที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด โมนีก้ามองลอดผ่านซุ้มประตูเข้าไปยังหุบเขาเบื้องล่าง เห็นบ้านพักรูปทรงแปลกตาตั้งเรียงรายเป็นรูปเกือกม้า สนามฝึกซ้อม และโรงเรือนเพาะปลูกที่ดูอุดมสมบูรณ์



               "ว้าว... นี่สินะค่ายฮาล์ฟบลัด" โมนีก้าพึมพำ แววตาสีเทาเงินของเธอฉายความตื่นตาตื่นใจแบบปิดไม่มิด "เลสเตอร์เคยโม้ให้ฟังบ่อย ๆ ว่าที่นี่คือสรวงสวรรค์ของเด็กกรีก ฉันก็นึกว่าเขาขี้คุยตามนิสัยเสียอีก แต่พอมาเห็นเองแบบนี้... ก็ต้องยอมรับล่ะนะว่าสวยจริง ๆ"



               ทว่าความสนใจของเธอถูกดึงดูดไปยังร่างหนึ่งที่ยืนรออยู่หน้าซุ้มประตู เขาเป็นเด็กชายอายุประมาณ 10 ขวบที่มีใบหน้าดูเฉลียวฉลาดเกินวัย และมีดวงตาที่แฝงไปด้วยความรอบรู้และประสบการณ์นับศตวรรษ แม้ร่างกายจะเป็นเด็กจากการต้องคำสาปที่กำลังรอการแก้ไข แต่ท่วงท่าการยืนกลับดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยบารมีของครูผู้ยิ่งใหญ่ "ยินดีต้อนรับสู่ค่ายฮาล์ฟบลัด" เด็กชายเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่ากังวานทรงพลัง เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยให้โมนีก้าด้วยความให้เกียรติอย่างยิ่ง "ฉันคือไครอน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมของค่ายแห่งนี้"



               โมนีก้าชะงักไปครู่หนึ่งเพราะชื่อนั้นคือไครอนนี้เอง ก่อนเธอจะรีบทักทายกลับด้วยความประหม่านิด ๆ "สวัสดีค่ะคุณไครอน ฉันโมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัมค่ะ จากค่ายจูปิเตอร์"



               ไครอนที่เห็นแบบนั้นก็มองโมนีก้าด้วยแววตาเมตตาปนเอ็นดูความเกร็งของเธอ "ฉันรู้จักเธอ โมนีก้า... เซนจูเรี่ยนกองร้อยที่สองแห่งค่ายจูปิเตอร์ แฟรงค์ จาง เคยเขียนรายงานถึงเจ้าด้วยความชื่นชมในความสามารถและจิตใจที่เด็ดเดี่ยว ได้ยินกิตติศัพท์มาพอสมควร วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที"



               โมนีก้าที่โดนชมแบบนั้นเธอก็ยิ้มแก้มปริพลางแนะนำเพื่อน ๆ ข้าง ๆ ของตนเอง "ขอบคุณนะคะคุณไครอน อ้อ… นี่เพื่อนของฉันค่ะ อาริเอล และนี่คือราหมัด... ขอโทษที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้านะคะท่านไครอน พอดีภารกิจกู้กาลเวลามันค่อนข้างกะทันหันและวุ่นวายไปนิดหน่อย เราเพิ่งจะออกมาจากปี 2015 เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเองค่ะ" เมื่อโดนแนะนำตัวอาริเอลก้มหัวทักทายอย่างสุภาพ แม้ดวงตาจะยังคอยมองสำรวจรอบ ๆ ค่ายด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณ ส่วนราหมัดยืนนิ่งสงบ เขามองดูไครอนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ เขาตระหนักได้ทันทีว่าเด็กชายตรงหน้าคือผู้ที่กุมความลับและวิชาความรู้มากมายที่จะช่วยนำทางชีวิตใหม่ของเขาได้



               "ไม่ต้องกังวลไป โมนีก้า" ไครอนกล่าวด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น "ในโลกของเหล่าเทพเจ้า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ กาลเวลามักเล่นตลกกับเราเสมอ เชิญพวกเธอเข้ามาพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันเชื่อว่าพวกเธอมีเรื่องราวมากมายที่ต้องเล่าให้ฉันฟังใช่ไหม? และค่ายแห่งนี้ก็ยินดีต้อนรับมิตรแท้จากแดนไกลเสมอ"



               โมนีก้าส่ายหน้าเบา ๆ พลางส่งยิ้มเกรงใจให้ร่างเด็กชายของผู้อำนวยการค่าย “ขอบคุณมากนะคะคุณไครอน แต่เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่าค่ะ วันนี้ฉันมีธุระสำคัญกว่านั้น เอ่อ… พอดีคือฉันอยากจะมาฝากเด็กโข่งไว้ที่นี่สักคนนึงน่ะค่ะ”



               เธอพูดพลางดึงแขนราหมัดให้ก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าของราหมัดมีสีหน้าเกร็งอย่างเห็นได้ชัด ความอึดอัดแผ่ซ่านออกมาจากท่าทางที่พยายามจะทำตัวให้เล็กลงเมื่ออยู่ต่อหน้าไครอน ผู้ซึ่งเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันอย่างประหลาด กลิ่นอายของเวลาและสายเลือดโบราณ ไครอนเองก็นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาที่ชาญฉลาดจ้องมองราหมัดอย่างพินิจ ท่านสัมผัสได้ถึงพลังงานสีม่วงหม่นที่ถูกกดทับไว้ภายใต้รัศมีสีทองของเทพอีออน กลิ่นไอของไททันโครนอสที่เจือจางแต่ทว่าทรงอำนาจทำให้ไครอนพอจะเดาออกว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือใคร



               โมนีก้าเห็นท่าทางอึดอัดของราหมัด เธอจึงเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้แน่นแล้วตบแปะ ๆ ลงบนหลังมือเขาเหมือนคุณแม่ที่กำลังพาลูกชายขี้อายไปฝากเข้าโรงเรียนอนุบาลไม่มีผิด “นี่ราหมัดค่ะคุณไครอน เขาเป็นบุตรของโครนอส...”



               พอโมนีก้าพูดจบ อากาศรอบตัวดูเหมือนจะเย็นลงหนึ่งองศา แต่เธอก็รีบพูดต่อทันที “แต่ตอนนี้เขากลับตัวกลับใจเป็นเด็กดีแล้วนะคะ ผ่านการรับรองมาตรฐานตรวจสอบโดยตรงจากเทพอีออนและพวกเราเรียบร้อยแล้ว ฉันเลยอยากจะฝากเขาไว้ที่ค่ายฮาล์ฟบลัดนี่แหละ เพราะฉันเชื่อว่าคุณไครอนจะสามารถดูแลและสอนเขาได้ดีที่สุด สอนให้เห็นว่าการเป็นเดมิก็อดเนี่ยมันสนุกและมีความหมายกว่าการไปเป็นหมากให้พวกไททันเยอะเลย”



               ไครอนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความฉงนทว่าเต็มไปด้วยความสนใจ “บุตรของโครนอส... อย่างนั้นหรือ? ฟังดูเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่น้อยเลยนะโมนีก้า”



               “ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ฝากเลี้ยงค่ะฝากเลี้ยง!” โมนีก้าย้ำเสียงใส ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ราหมัดแล้วเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อแจ็คเก็ตของเขาให้เข้าที่เข้าทางเหมือนดูแลน้องชายตัวแสบ “หมอนี่น่ะ ถึงภายนอกจะดูตัวโต แถมหน้าแก่ล่วงหน้าพวกเราไปเยอะ แต่ถ้าพูดถึงอายุขัยในฐานะเดมิก็อดจริง ๆ เขาเพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งวันนี้เองนะคะคุณไครอน ประสบการณ์สังคมคือศูนย์สนิท แถมยังมีนิสัยชอบเก็บกด ดื้อเงียบ แล้วก็ชอบแบกโลกไว้คนเดียวจนหลังแทบหักด้วย ฝากดัดนิสัยหน่อยนะคะ”



               ราหมัดที่ยืนฟังอยู่ถึงกับถลึงตาใส่โมนีก้า ใบหน้าคมเข้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความอาย “โมนีก้า... ผมอายุมากกว่าคุณรวมกันสิบชาติได้มั้ง อย่าทำเหมือนผมเป็นเด็กสามขวบได้ไหม?”



               “เงียบไปเลย!” โมนีก้าหันมายู่หน้าใส่พลางเท้าสะเอว “ใครกันที่ซื้อสมาร์ทโฟนราคาตั้ง 600 ดรักม่าให้ฮะ? ใครกันที่จ่ายค่าไก่ทอดและข้าวโพดอบเนยไปเต็มสตรีม? และใครกันที่ซิ่งรถพามาส่งถึงนี่? ฉันคือเจ้าหนี้นายนะราหมัด เพราะฉะนั้นฉันมีสิทธิ์บ่น!”



               อาริเอลที่ยืนดูบทสนทนาแสนวุ่นวายนี้ถึงกับหลุดขำคิกคักออกมา “นั่นสิคะราหมัด ยอมแพ้คุณโมนีก้าเถอะค่ะ รายนี้เขาจองล้างจองผลาญ เอ้ย จองเป็นพี่สาวคุณแล้ว”



               ไครอนมองดูเด็กวัยรุ่นทั้งสามที่หยอกล้อกันด้วยความเอ็นดู ความตึงเครียดที่เคยมีเมื่อตอนแรกสลายไปสิ้น ท่านยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นแบบที่ชอบทำกับลูกศิษย์เสมอ “เอาล่ะ ๆ ผมเข้าใจแล้วโมนีก้า การมีศิษย์ที่มีที่มาไม่ธรรมดาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับค่ายฮาล์ฟบลัดหรอก ค่ายฮาล์ฟบลัดคือบ้านของวีรบุรุษทุกคน ไม่ว่าอดีตเขาจะเป็นใคร หรืออายุเท่าไหร่... เรายินดีต้อนรับเสมอ  ผมจะดูแลเขาให้เอง ราหมัด... ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่นะ ผมว่าเรามีเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติกันยาวเลยล่ะ”



               โมนีก้าที่ได้ยินแบบนั้นก็หันกลับมาหาไครอน ปรับสีหน้าให้ดูเป็นการเป็นงาน (นิดหน่อย) อีกครั้ง "นั่นแหละค่ะคุณไครอน... ฉันรบกวนฝากดูแลเด็กโข่งคนนี้ด้วยนะคะ ช่วยสอนเขาเรื่องการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ เรื่องการเข้าสังคม แล้วก็หาอะไรให้เขาทำหน่อยเขาจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าเขาดื้อ หรือไปก่อเรื่องที่ไหน หรือทำตัวมีความลับดำมืดอีก... โทรหาฉันได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ ฉันจะขับรถจากค่ายจูปิเตอร์มาจัดการเขาให้เอง หรือถ้าเขาต้องการเงินค่าขนมเพิ่มก็บอกฉันได้ค่ะ ฉันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง"



               ราหมัดถอนหายใจยาวกับคำฝากที่ยาวยืดเป็นกิโลของโมนีก้า แต่แววตากลับอ่อนลง เขาหันมามองโมนีก้า "สั่งเสียจบหรือยังครับคุณแม่? จะได้รีบกลับไปหาหวานใจสักที"



               โมนีก้าขมวดคิ้วฉับใส่คำแซวเรื่องคุณแม่ของราหมัด ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบแขนหนา ๆ ของเขาแรง ๆ จนราหมัดต้องร้อง "โอ๊ย" ออกมาเบา ๆ "ปากดีจริง ๆ นะนายเนี่ย เดี๋ยวฉันก็เปลี่ยนใจพากลับไปส่งที่คุกมืดมิดแทนค่ายฮาล์ฟบลัดซะเลยดีไหมฮะ?"



               โมนีก้าบ่นอุบอิบพลางขยับกระเป๋าเป้ แล้วหันไปหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามิติเก็บของ มันคือไดเอทโค้กหนึ่งแพ็คใหญ่ที่ดูขัดกับบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของค่ายกรีกสุด ๆ โมนีก้ายื่นมันให้ไครอนที่กำลังยืนรออยู่ในร่างเด็กชายสิบขวบ "นี่ค่ะคุณไครอน ฝากอันนี้ให้คุณดีด้วยนะคะ พอดีแฟนของฉันเขาฝากมาน่ะค่ะ บอกว่าเป็นส่วยกำนัลจะได้ไม่โดนเขม่นเวลาฉันพาราหมัดมาส่ง หรือแวะมาเยี่ยมในวันหลัง"



               ไครอนรับแพ็คโค้กมาด้วยความมึนงงเล็กน้อย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันพลางทวนคำอย่างสงสัย "แฟนงั้นเหรอ...? คุณหมายถึงใครกันโมนีก้า? แฟรงค์ จาง หรือเปล่า? ไม่สิ ไม่น่าเป็นไปได้?"



               "ไม่ใช่ค่ะ รายนั้นน่ะแค่คนรู้จักร่วมค่ายกันเฉย ๆ ไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้นค่ะ" โมนีก้ายิ้มแห้ง ๆ พลางเกาแก้มด้วยความเขินนิด ๆ "ฉันหมายถึงเลสเตอร์น่ะค่ะ... เลสเตอร์ ปาปาโดปูลอส"



               พริบตานั้น ไครอนที่เคยทำหน้านิ่งสงบและดูภูมิฐานแม้จะอยู่ในร่างเด็กถึงกับเบิกตากว้าง ดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อ ร่างเด็กชายของเขาดูอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างทึ่งในโชคชะตา "เลสเตอร์งั้นเหรอ... อา... อะพอลโลสินะ ไม่นึกเลยว่ามหาเทพผู้นั้นจะมีรสนิยมเลือกเดมิก็อดสาวที่ดู... มีเอกลักษณ์แบบคุณมาเป็นคู่ชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ ครับ"



               "อ้อ! มีส่วนของคุณไครอนอีกขวดแยกต่างหากด้วยนะคะ ดื่มแก้เหนื่อยจากการคุมเด็ก ๆ ค่ะ" โมนีก้ายื่นขวดแยกให้หนึ่งขวด ก่อนจะหันกลับมาทางราหมัด คราวนี้แววตาของเธอเปลี่ยนจากความขี้เล่นเป็นความจริงจังที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ และอาริเอลก็เดินเข้ามาสมทบข้างโมนีก้า เธอจ้องมองราหมัดด้วยสายตาที่ยังคงดุอยู่เล็กน้อยตามฉบับเพื่อนสาวจอมเฮี้ยบ 



               "พวกเรามาส่งแค่นี้นะคะราหมัด หวังว่าจะไม่หาเรื่องวุ่นวายจนพวกเราต้องเหนื่อยไปตามแก้ให้อีกนะ ถ้ามีรอบหน้า... ฉันจะเอาขาสัมฤทธิ์เตะนายกลับไปหาพ่อที่ทาร์ทารัสเองกับมือเลย"



               คำของอาริเอลทำเอาราหมัดหัวเราะแค่น ๆ แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "สัญญาเลยครับอาริเอล ขอบคุณที่ยังเชื่อใจคนอย่างผม... ทั้งที่ผมทำเรื่องเลวร้ายไปมากขนาดนั้น" ก่อนที่เขาจะหันไปสบตากับโมนีก้า แววตาของทายาทไททันสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างเห็นได้ชัด "โดยเฉพาะคุณโมนีก้า... ชีวิตใหม่ที่คุณยื่นให้ผมในวันนี้ ผมจะจำมันไปตลอดชีวิตเลยจริง ๆ นะครับ" ราหมัดเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก แววตาขี้เล่นกลับมาอีกครั้ง "แต่ถ้าเลสเตอร์ทำตัวน่ารำคาญหรือหลงตัวเองจนคุณทนไม่ไหว... อย่าลืมนะว่าผมยังว่างอยู่ เผื่อคุณอยากลองเปลี่ยนแนวมาคบกับทายาทไททันดูบ้าง ผมสัญญาว่าจะหล่อน้อยกว่าเขาแค่เซนเดียว"



               เพราะคำนั้นทำเอาโมนีก้าทำหน้าเอ๋อแดกไปชั่วขณะ ก่อนจะตอกกลับทันควัน "ฝันไปเถอะย่ะ! ไปหาแฟนในค่ายนี้ให้ได้ก่อนเถอะพ่อรูปหล่อหน้าแก่!"



               ราหมัดหัวเราะร่วนพลางโบกมือลา ขณะที่ไครอนผายมือเชิญเขาเข้าสู่ค่ายอย่างเป็นทางการ อาริเอลและโมนีก้ายืนมองแผ่นหลังของเพื่อนใหม่ที่กำลังก้าวเดินเข้าสู่บ้านหลังที่สองด้วยหัวใจที่เริ่มมีหวัง ลมเย็นของลองไอซ์แลนด์พัดผ่านหน้าของพวกเธอไป พร้อมกับความรู้สึกว่าภารกิจนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ทันใดนั้น ราหมัดหยุดเดินแล้วหันกลับมาตะโกนถามด้วยความสงสัย



               "แล้วนี่พวกคุณจะกลับยังไงกันครับ? รถก็เก็บไปแล้ว หรือจะเดินเท้ากลับแมนฮัตตันกัน?"



               โมนีก้าเลิกคิ้วมองราหมัดที่ตะโกนถามมาจากไกล ๆ เธอยักไหล่ด้วยท่าทางกวนประสาทตามสไตล์ "เดินเท้าเหรอ? ฉันไม่ได้ทำเรื่องเสียเวลาและพลังงานแบบนั้นหรอกนะราหมัด เผื่อลืมไปว่าฉันน่ะสายรักความสบายอันดับหนึ่ง"



               ไครอนที่กำลังพาราหมัดเดินเข้าสู่เขตแดนของค่ายฮาล์ฟบลัดก็หยุดกึกแล้วหันมามองด้วยความสงสัย พลางเอ่ยเตือนหรือแจ้งกับโมนีก้าด้วยน้ำเสียงเอ็นดู "โมนีก้า ที่ค่ายฮาล์ฟบลัดนี่ไม่มีระบบประตูวาร์ปหรืออุโมงค์เคลื่อนย้ายแบบที่ค่ายจูปิเตอร์ของพวกคุณมีนะ ถ้าจะกลับแมนฮัตตันตอนนี้อาจจะต้องรบกวนอาร์กัสให้ไปส่ง หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาเพกาซัสนะครับ"



               "ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะคุณไครอน แต่ฉันไม่ชอบขี่เพกาซัส" โมนีก้ายิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์ "แต่ไม่เป็นอะไรค่ะ พอดีฉันน่ะมันลูกรักพวกเทพค่ะ โดยเฉพาะเทพที่ชอบเปย์ของแปลก ๆ มาให้ตลอด" เธอขยับมือขวาขึ้นมาโชว์ให้เห็นแหวนเคลื่อนย้ายสีเงินวาววับรูปสายฟ้าที่สวมอยู่บนนิ้วนาง แสงจากดวงอาทิตย์อัสดงตกกระทบอักขระรูนบนวงแหวนจนมันเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจาง ๆ ออกมา โมนีก้าหันไปโบกมือลาชายหนุ่มทายาทไททันและเซนทอร์ร่างเด็กเป็นครั้งสุดท้าย



               "ไปจริง ๆ แล้วนะ! ราหมัด... อย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะ มีอะไรก็ทักเนคทาร์มา หรือถ้าเหงามากก็โทรมาบ่นได้แต่อย่าบ่อย ฉันไม่ว่างคุยตลอดเวลาหรอกนะย่ะ บ๊ายบายคุณไครอน!"



               ราหมัดที่กำลังงงยืนอึนมองดูโมนีก้าที่คว้ามืออาริเอลมากุมไว้แน่น แววตาของเขาฉายความประหลาดใจเป็นครั้งสุดท้าย "เธอนี่มัน... เตรียมตัวมาดีเกินไปแล้วนะโมนีก้า" เขาพึมพำพร้อมรอยยิ้มที่สั่นไหวด้วยความอาลัยจาง ๆ ต่อเพื่อนทั้งสองคน



               "โชคดีนะโมนีก้า อาริเอล ฝากความคิดถึงให้พวกที่จูปิเตอร์ด้วย!" ไครอนโบกมือลาด้วยรอยยิ้ม



               วิ้งงงง!



               พริบตานั้น วงแหวนสีเงินก็ปลดปล่อยมวลพลังงานเข้มข้นออกมาห่อหุ้มร่างของสองสาวไว้ แสงสว่างจ้าสีฟ้าครามปะทุขึ้นหนึ่งครั้งก่อนจะสลายตัวไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของโอโซนและดอกไลแลคจาง ๆ ร่างของโมนีก้าและอาริเอลหายวับไปจากหน้าค่ายฮาล์ฟบลัดในพริบตา มุ่งหน้าตรงกลับสู่พิกัดหลักที่ถูกผูกมัดไว้ ณ ค่ายจูปิเตอร์ที่ซานฟรานซิสโก



               ราหมัดยืนมองที่ว่างที่เคยมีเพื่อนสาวทั้งสองคนอยู่ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว แววตาที่เคยแบกรับโลกทั้งใบไว้บัดนี้กลับดูเบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็น เขาเหลือบมอง อิกนิส อะนิม่า ในมือที่เริ่มมีการแจ้งเตือนจากแอปเนคทาร์เด้งขึ้นมา เป็นรูปเซลฟี่ที่ร้าน KFC ที่โมนีก้าเพิ่งลงไปเมื่อครู่



               "เธอนี่มัน... ตัววุ่นวายที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย" ราหมัดพึมพำกับตัวเอง



               จนกระทั่งไครอนเดินเข้ามาตบไหล่ราหมัดเบา ๆ "เธอเป็นผู้ปกครองที่เข้มงวดเอาเรื่องนะ ว่าไหม?" ราหมัดที่ได้ยินก็หัวเราะเล็ก ๆ กับคำของไครอน "ครับ... เข้มงวด แล้วก็ใจดีที่สุดเท่าแม่ของผมเลย"



               "เอาล่ะวัยรุ่น... การเดินทางของพวกเธอจบลงแล้ว แต่การเริ่มต้นใหม่ของเธอที่ค่ายนี้น่ะ เพิ่งจะเริ่มขึ้นเองนะ ตามผมมาเถอะ ผมมีน้ำองุ่นชั้นดีรออยู่ที่บ้านใหญ่" คำนั้นทำให้ราหมัดพยักหน้า พลางก้าวเดินตามไครอนเข้าสู่แสงสีทองของค่ายฮาล์ฟบลัด ทิ้งอดีตที่บิดเบี้ยวไว้เบื้องหลังและโอบกอดอนาคตที่เขามีโอกาสได้เลือกเองเป็นครั้งแรก... โดยมีมิตรภาพของโมนีก้า อาริเอลและเจสันเป็นแรงผลักดันที่สลักลึกอยู่ในใจตลอดกาล



สรุปรวม

เพิ่มเติม : การเดินทางของฉันและเธอคือการกู้โลก (?) ไม่ เราไปกู้ไอ้เจสัน (กลายเป็นไอ้ราหมัดซะงั้น)

Quest Summary Loot & Rewards Relationship Gains
(มี End Credit อีก 1 โพสสสสสสสสสสสส)
(มีโพสด้านบนอยู่นะ อย่าลืม)
Quest Summary
สรุป

มาส่งเด็กโข่งและเดินทางกลับค่ายจูปิเตอร์

[ค่ายฮาล์ฟบลัด]

[มาส่ง [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เข้าร่วมค่ายฮาล์ฟบลัด]

[โมนีก้าใช้ แหวนเคลื่อนย้าย กลับค่ายจูปิเตอร์ได้ทันที ลงชื่อใช้วันที่ 06/02/2026 (คูลดาวน์ 30 วัน)]

Loot & Rewards
(เดี๋ยวไปสรุปโพสสุดท้ายกับ End Credit)
Relationship Gains
[NPC-58] ไครอน
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
โบนัสจาก HONOR (คนมีเกียรติ) - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +20
มอบ ไดเดทโค้ก ให้ - เพิ่มความสัมพันธ์ +20
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา)
พูดคุยกับ NPC ความสนิทสนม +5
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP (มันเปลี่ยนเป็น Mythic) Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

[TGC-21] ราหมัด อะคะโร่
พูดคุยกับ TGC ความสนิทสนม +7
กลิ่นหอมจาก น้ำหอมเฮคาที - โบนัสเพิ่มความสัมพันธ์ +10
(ทุกครั้งที่โรลเพลย์ลงท้ายด้วยเลขไบต์ 0 5 7 9 ทำให้ได้รับความโปรดปรานจาก NPC TGC SP Lares Satyr ได้รับความโปรดปราน+10)

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [God-14-1] ไดโอนีซุส (คุณดี) เพิ่มขึ้น 20 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [TGC-21] ราหมัด อะคะโร่ เพิ่มขึ้น 17 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [Mythic-05] อาริเอล (เอมปูซา) เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
ยังไม่ได้ฝากไดเอทโค้ก  โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-58] ไครอน เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
โพสต์ 6 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Moneka เมื่อ 2026-2-6 15:47

sigil

บันทึกการเดินทาง Operation: Save the Golden Boy (Again)

Hidden Scene

ทาร์ทารัส (?)

               ท่ามกลางความเงียบงันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความมืดในทาร์ทารัส ณ สถานที่ซึ่งกาลเวลาไม่มีความหมายและแสงสว่างไม่อาจเอื้อมถึง บนแผ่นกระดาษแห่งโชคชะตาที่ควรจะว่างเปล่า พลันปรากฏลวดลายสีทองหม่นพยายามจะก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง แต่มันกลับสั่นไหวและพร่าเลือนราวกับเปลวเทียนที่กำลังมอดดับท่ามกลางพายุคลุ้มคลั่ง แรงกดดันอันมหาศาลที่เคยสยบทุกสรรพสิ่งบัดนี้หลงเหลือเพียงกระแสความเกรี้ยวกราดที่ไร้ทางออก บรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตที่รุนแรงจนอากาศธาตุแทบจะฉีกขาด



               "บังอาจนักนะ... โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม!"



               เสียงคำรามที่ไร้สุ้มเสียงทว่าสั่นสะเทือนไปถึงมโนสำนึกของบันทึกกาลเวลาดังก้องขึ้น ตัวอักษรที่เคยจารึกไว้อย่างวิจิตรบัดนี้บิดเบี้ยวหงิกงอด้วยโทสะอันไร้ขีดจำกัดของราชาไททันผู้ถูกช่วงชิงชัยชนะไปในวินาทีสุดท้ายที่แผนการนับทศวรรษกำลังจะบรรลุผล



               "เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงได้หยิบยื่นความเมตตาโง่เขลาให้กับหมากที่ข้าใช้เวลาบ่มเพาะมานับปี! เจ้าทำลายโซ่ตรวนแห่งความโดดเดี่ยวที่ข้าอุตส่าห์ล่ามไว้ในใจของมันอย่างประณีต เจ้าใช้ดาบเล่มนั้น... ดาบที่ควรจะปลิดชีพมันเพื่อสังเวยวิญญาณและเปิดประตูให้ข้าหวนคืนสู่บัลลังก์ แต่เจ้ากลับเลือกที่จะหยิบยื่นมิตรภาพขยะ ๆ ให้มันแทนการสังหาร! เจ้าใช้ความรักจอมปลอมนั่นเยียวยาวิญญาณที่ควรจะแตกสลายของมัน... เจ้ามันก็แค่ธิดาแห่งเซเรส!!"



               หน้ากระดาษสั่นระริกตามอารมณ์ฉุนเฉียวที่ยากจะระงับ รอยยิ้มที่เคยเย็นชาและห่างเหินของโครนอสบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความคลุ้มคลั่งที่คุกรุ่น เมล็ดพันธุ์แห่งความพินาศที่เขาฝังไว้ในตัวราหมัดถูกแสงแห่งการให้อภัยของโมนีก้าแผดเผาจนมอดไหม้ แผนการที่จะใช้เทพอีออนเป็นภาชนะถูกทำลายยับเยินด้วยน้ำมือของเดมิก็อดสาวที่เขาเคยมองข้าม



               "น้ำใจอันน่าสมเพชของเจ้า... ได้ดับสวิตช์สุดท้ายที่ข้าเตรียมไวในร่างของราหมัดจนสิ้นซาก! เมล็ดพันธุ์แห่งกาลเวลาที่ข้าพยายามจะฝังไว้ในอนาคต ถูกทำลายด้วยแสงสว่างที่ไร้สาระของเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน! เจ้าขโมยเวลาของข้าไป... ขโมยวันที่ข้าควรจะตื่นขึ้นมาดูโลกที่เหี่ยวเฉาและพังพินาศ!"



               โครนอสเฝ้ามองผ่านรอยแยกมิติด้วยดวงตาสีทองที่เต็มไปด้วยความโลภและความแค้น เขาจดจำภาพของใบหน้าโมนีก้าไว้ในส่วนที่มืดมิดที่สุดของจิตใจ ธิดาแห่งพสุธาผู้มีสายเลือดแห่งโรมและกรีกไหลเวียน ผู้ที่ทำให้ราชาไททันต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้อีกครั้งในความมืดอันเป็นนิรันดร์



               "ข้าจะจดจำนามของเจ้าไว้... โมนีก้า มารันเธียร์ บลอสซัม เจ้าคือผู้ที่บังอาจขโมยวันเวลาของข้าไป ข้าขอให้สัญญา... แม้ข้าจะล้มเหลวในครานี้ แต่วังวนแห่งกาลเวลาไม่มีวันจบสิ้น ตราบเท่าที่ข้ายังถูกจองจำอยู่ในทาร์ทารัส ข้าจะเฝ้ามองวันที่เจ้าพรั่งพรูและร่วงโรยไปตามกาลเวลาที่เจ้าพยายามปกป้องนักหนา เจ้าจะตาย... และข้าจะเป็นผู้ที่หัวเราะเยาะวิญญาณของเจ้าในวันที่แสงสุดท้ายของเจ้ามอดดับลง!"



               "โครนอส... ล้มเหลว... แต่นี่ไม่ใช่จุดจบ!"



               ตัวอักษรสีทองหม่นเริ่มเลือนรางลงทีละน้อย ความเกรี้ยวกราดที่แผ่ซ่านค่อย ๆ จางหายไปเหลือเพียงกลิ่นไหม้จาง ๆ ของพลังงานไททันที่หลงเหลืออยู่ในชั้นบรรยากาศ หน้ากระดาษกลับมาขาวสะอาดไร้ร่องรอย ราวกับคำขู่อันเยือกเย็นนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทว่าในก้นบึ้งของประวัติศาสตร์ นามของโมนีก้าได้ถูกสลักไว้ด้วยรอยแค้นของราชาไททันผู้คาดเดาไม่ได้ไปตลอดกาล


รางวัลภารกิจระดับ Heroes - The Cleaving of the Dawn Rift [ลิงค์]

เพิ่มเติม : จบสักทียโกงสเดกง้ิดกหเ จกดวหาเกหงวกเ

Quest Summary Loot & Rewards
[สรุปความอัดอั้นตันใจของ มนก] : เนื้อหาเหล่านี้คือความเจริง!!!!

จุดเริ่มต้น
บันทึกเวลา ปี 2025

วันที่ 20-21 ธันวาคม 2025 ประชุมสภาและเตรียมตัว
วันที่ 22 ธันวาคม 2025 มนกและอาริเอล เดินทางออกจากค่ายจูปิเตอร์ไปนิวยอร์ก
วันที่ 23-24 ธันวาคม 2025 มนกและอาริเอล ฉลองคริสมาสต์ที่นิวยอร์ก
วันที่ 25-26 ธันวาคม 2025 เดินทางไปชิคาโก้ (ทะลุมิติ 1 ปี)
วันที่ 30 ธันวาคม 2025 มนกและอาริเอล ทะลุมิติออกมาจากยุคสามก๊ก ที่กำแพงเมืองจีนปักกิ่ง
วันที่ 31 ธันวาคม 2025 วาร์ปด้วยกุญแจมิติ เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
วันที่ 01 มกราคม 2025 มนกและอาริเอล อยู่ที่เซเลม (ทะลุมิติ 1 เดือน)
วันที่ 04 มกราคม 2025 มนกและอาริเอล ทะลุมิติออกมาจากยุคล่าแม่มด
วันที่ 05-06 มกราคม 2026 มนกและอาริเอล เดินทางไปชิคาโก้ (ทะลุมิติไปหาเจสัน ปี 2015)

บันทึกเวลา ปี 2015
วันที่ 06-07 มกราคม 2015 - มนก และ อาริเอล เดินทางมาถึงปี 2015
วันที่ 07-09 มกราคม 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน เดินทางไปท่าเรือนิวยอร์ก
วันที่ 09 มกราคม 2015 - ออกเดินทางจากอเมริกาไปยุโรป
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2015 - เดินทางถึงช่องแคบยิบรอลตาร์ (ทะลุมิติ 6 เดือน)
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคฮั่น
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน ถึงอัลมาตี คาซักสถาน (ทะลุมิติ 3 เดือน)
วันที่ 03 มีนาคม 2015 - เอสต้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคสงครามกรุงทรอย
วันที่ 26 มีนาคม 2015 - เอสต้า(มนก) อาริเอลและเจสันเดินทาง ถึงพรมแดนอิหร่าน - ตุรกี (ทะลุมิติ ไป ยุคโรมโบราณ วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.64 ได้กลับ วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.65)
วันที่ 31 มีนาคม 2015 - โมนีก้า อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคโรมโบราณ
วันที่ 01 เมาายน 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน ถึง เมืองดียาร์บากึร์ ตุรกี (ทะลุมิติ 4 เดือน)
วันที่ 06 เมษายน 2015 - มนก อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคก่อนพุทธกาล มาอินเดียยุค 2015 (ราหมัดเข้าร่วมคณะเดินทาง)
วันที่ 07 - 17 เมษายน 2015 - ออกเดินทางจากอินเดีย สู่ประเทศกรีซ เมื่อใกล้ถึงคลองสุเอซ (ทะลุมิติ 13 เดือน)
วันที่ 22 เมษายน 2015 มนก อาริเอลและเจสัน ทะลุมิติออกมาจากยุคครีเตเชียส (ราหมัดออกจากการเดินทาง)
วันที่ 26 เมษายน 2015 มนก อาริเอลและเจสัน เดินทางถึงกรุงเอเทนในปี 2015 สักที

วันที่ 27 เมษายน 2015 มนก อาริเอลและเจสัน ทำภารกิจที่ประเทศกรีซแล้ว มนกและอาริเอลก็ แยกทางกับเจสันและกลับสู่ยุคสมัยเดิมของตนเอง (โมนีก้ากลับสู่ วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2026)
วันที่ 06 กุมภาพันธ์ 2026 จบภารกิจ

สรุปวันที่ใช้ทำภารกิจ - 49 วัน
สรุปวันที่โมนีก้าและอาริเอลทำภารกิจ - 1,654 วัน หรือ 4 ปี 6 เดือน กับอีก 14 วัน
อายุปัจจุบันของโมนีก้า - 20 ปี

ตัวอักษรที่เขียนไปทั้งหมด ไม่รวมวรรค 1,041,424 ตัวอักษร
จำนวน 731 หน้า
จำนวน 22,343 บรรทัด
จำนวน 274,640 คำ
จำนวนโพส : 100 โพส (รวมโพสนี้)
จำนวนหน้าของภารกิจ : 10 หน้า



[รางวัลภารกิจระดับ Heroes] 
ได้รับ : +1000 พลังใจ , +400 ดรักม่า +แปลนเฮเฟตัส 1 แปลน และ หินตีบวกกับหินอัปเกรดอย่างละ 20 ก้อน
ได้รับ : +5 Level up หรือมอบให้สัตว์เลี้ยงได้ (+10 Level up ) หรือ +5 Point กรณีที่ Level max +30
เนื่องจากว่า ทั้ง Level Max และ สเตตัส Max ทุกค่าแล้ว ขอรับเป็นมอบให้สัตว์เลี้ยง [อิกนีส | Ignis]
ได้รับ : ป้ายเกียรติยศ +1000 เกียรติยศ และ +3000 ความกล้าหาญ +1000 ศรัทธา
ได้รับ : +4 หัวใจ กับ เทพอีออน
(หากเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเจสัน: +10 หัวใจเจสัน เกรช กับสมาชิกในปาร์ตี้ทั้งหมดที่เป็น Member)
**ช่วยราหมัดขนาดนี้มันไม่มีเพิ่มค่าความสัมพันธ์ราหมัดหรอ?

[แจกจ่ายไอเทม]: ไอเทมที่ได้รับจากภารกิจ

[โมนีก้า เอ็ม. บลอสซัม]:+เข็มทิศแห่งวัฏจักร+ ระดับ: 100 / คุณภาพแดง
เข็มทิศแห่งวัฏจักร คือเครื่องนำทางโบราณที่ประทานโดยเทพอีออน ตัวเรือนทำจากโลหะสีนิลสนิท ทว่าเข็มของมันมิได้ชี้ทิศ หากแต่หมุนวนเพื่อบ่งบอกถึง รอยแยก หรือ จุดบิดเบือนของเวลา ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน นอกจากนี้ เข็มทิศอาจส่องแสงเรืองรองเพื่อเตือนถึง เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หรือ อนาคตอันใกล้ ที่กำลังจะปรากฏ ณ จุดใดจุดหนึ่ง มันจึงเป็นเครื่องมือล้ำค่าที่ช่วยนำทางผู้ใช้ไปยังศูนย์กลางของความผิดปกติทางกาลเวลา ช่วยให้สามารถเข้าถึงและแก้ไขสถานการณ์วิกฤตได้ก่อนที่ความเสียหายจะไม่อาจแก้ไขได้ (เป็นไอเท็มที่จะสามารถขอรับอีเว้นท์แก้ไขจุดเวลาผิดพลาดได้)

[อาริเอล]:+คทาแห่งกาลหมุนวน+ ระดับ: 100 / คุณภาพแดง
คฑาแห่งกาลหมุนวน คือคฑาโบราณที่แกะสลักจากไม้เนื้อแข็งดูลึกลับ แต่กลับมีลวดลายวงกลมคล้ายจักรราศีสลักอยู่ทั่วทั้งแท่ง ปลายคฑามีลูกแก้วใสที่ภายในบรรจุละอองแสงสีทองหมุนวนไม่หยุดนิ่งดุจกระแสแห่งกาลเวลาที่ไหลรินไม่สิ้นสุด ผู้ใช้สามารถใช้คฑาเพื่อเร่งเร้าแห่งกาล เร่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรในระยะประชิดให้รวดเร็วขึ้นชั่วขณะ หรือใช้พลังของ ห้วงเวลาหมุนวน สร้างมิติพลังงานที่บิดเบือนการรับรู้ ทำให้ศัตรูที่ติดอยู่ในนั้นสับสนและไร้ทิศทางชั่วครู่ อาวุธชิ้นนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมสนามรบและพลิกสถานการณ์ด้วยพลังแห่งกาลเวลา

[เจสัน]:+เกราะแห่งห้วงนิรันดร+ ระดับ: 100 / คุณภาพแดง
เกราะแห่งห้วงนิรันดร มิได้ถักทอจากโลหะ แต่เป็นผืนผ้าคล้ายไหมสีน้ำเงินเข้มปนเงินยวงที่เบาราวไร้น้ำหนัก ทว่าแกร่งเกินกว่าเหล็กกล้า พื้นผิวเกราะเปล่งประกายลวดลายกาแล็กซี่และกลุ่มดาวที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสแห่งเวลา มอบพลังแห่ง ม่านแห่งกาลเวลา ที่บิดเบือนการรับรู้ของศัตรู ทำให้การโจมตีเชื่องช้าลงในสายตาพวกเขา ให้ผู้สวมใส่มีเวลาหลบหลีกมากขึ้น ทั้งยังเร่ง วัฏจักรแห่งการฟื้นฟู เมื่อยามบาดเจ็บหนัก ราวกับเกราะจะย้อนคืนสภาพเดิมของผู้สวมใส่เล็กน้อย เป็นชุดป้องกันที่อาศัยการควบคุมการรับรู้และวัฏจักรแห่งการเกิดใหม่ ทำให้ผู้สวมใส่คงอยู่ได้ท่ามกลางความวุ่นวายของสนามรบได้อย่างเหนือชั้น

[ราหมัด]:+นาฬิกาทรายแห่งนิรันดร์+ ระดับ: 99 / คุณภาพแดง
ของขวัญล้ำค่าจากเทพอีออน นาฬิกาทรายแห่งนิรันดร์คือวัตถุขนาดเล็กที่รังสรรค์จากแก้วเปล่งประกายดุจห้วงกาแล็กซี ทรายภายในมิใช่ผงธุลีธรรมดา หากเป็นละอองแสงแห่งกาลเวลาที่ไหลรินอย่างเชื่องช้า ผู้ครอบครองสามารถพลิกนาฬิกาทรายนี้เพื่อ ชะลอ หรือ เร่ง กระแสเวลาในพื้นที่จำกัดได้ชั่วขณะ (5-15 วินาที) ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ศัตรูเคลื่อนไหวอืดอาด หรือเร่งการเติบโตของพืชพรรณเพื่อสร้างที่กำบัง ไอเท็มนี้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยพลิกสถานการณ์คับขัน และมอบโอกาสทองในการตัดสินใจในห้วงวินาทีที่สำคัญที่สุด (แต่มีข้อจำกัดใช้ได้วันละครั้ง)

[รางวัล HONOR (คนมีเกียรติ)]
ทำภารกิจเดินทางสำเร็จได้รับความชื่นชอบจากวุฒิสมาชิกสภาอาวุโสทั้งสามคน+50
ได้รับ : เกียรติยศ+200 ได้รับ +5 Point (เอาไปทำไม!! MAX ทุกค่าขนาดนี้ แค่นี้ก็ไม่มีที่ใส่แล้ว!!)

เพื่อนที่ถูกเชิญชวนผ่านประสบการณ์ ผ่านภารกิจเดินทางระดับ Heroes 2 ภารกิจ

แสดงความคิดเห็น

God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-41] ลูซิอุส คอร์เนลิอุส ฟูสกัส เพิ่มขึ้น 50 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-18] แฟรงค์ จาง เพิ่มขึ้น 50 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-19] เฮเซล เลเวสก์ เพิ่มขึ้น 50 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับ +200 เกียรติยศ โพสต์ 6 วันที่แล้ว
God
คุณได้รับ +1000 เกียรติยศ +3000 ความกล้า +1000 ความศรัทธา โพสต์ 6 วันที่แล้ว

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1พลังน้ำใจ +1000 เหรียญดรักม่า +400 ย่อ เหตุผล
God + 1000 + 400

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รองเท้าบูตแบล็คชิฟเทอร์ส
เข็มทิศแห่งวัฏจักร
กระเป๋ากลอักขระแห่งเฮเฟตัส
สัมผัสแห่งชีวิต
หนังสือรวมบทกวีของอพอลโล
แผ่นเสียงไวนิลรวมเพลงฮิตจากโอลิมปัส
ผ้าคลุมไหล่ไหมสีทอง
Vulcan's Ember
ควบคุมมด
การฟืิ้นฟูแห่งชีวิตบริสุทธิ์
ผืนป่าลวงตา
บอดี้สูทแบล็คชิฟเทอร์ส
ดาบสุริยคติ
Icarus Mirror
แหวนเคลื่อนย้าย
จำแลงร่าง
สร้อยข้อมือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
เนตรแห่งฟีบี้
น้ำหอมเฮคาที
การควบคุมพืชขั้นสูง
การควบคุมธรนี
รากพันธนาการ
พลังบงการความยาวของร่างกาย
โล่สคูทุม
เสื้อค่ายจูปิเตอร์
เกมคอนโซลพกพา
กระซิบแห่งพงไพร
แหวนดาราจรัส(D)
ต่างหูเงิน
โรคสมาธิสั้น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x1
x10
x1
x4
x3
x4
x10
x1
x30
x30
x36
x3
x9
x1
x1
x3
x3
x6
x4
x7
x8
x28
x42
x8
x10
x9
x1
x23
x169
x2
x8
x16
x22
x8
x4
x26
x2
x10
x2
x18
x14
x88
x4
x13
x6
x520
x2
x2
x7
x52
x1
x31
x2
x2
x7
x2
x14
x9
x6
x18
x1
x17
x3
x47
x5
x12
x51
x12
x4
x26
x1
x12
x24
x4
x4
x1
x1137
x4
x12
x4
x1
x3
x26
x18
x15
x48
x4
x7
x9
x10
x13
x2
x2
x8
x99
x15
x3
x4
x2
x2
x7
x129
x1
x7
x4
x6
x10
x5
x12
x4
x9
x10
x12
x1
x1
x4
x479
x4
x2
x20
x2
x24
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้