Eloise
โพสต์ 2025-7-6 22:33:29
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-1089f13c6f6001056e.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit" size="3"><div style="text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;">สามวันผ่านไปนับตั้งแต่เรือมินิบานาน่าออกเดินทางจากท่าเรือบอสตัน ท้องทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตาคือภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเอโลอิส แจสเปอร์ และป้าคาเรนมาโดยตลอด แสงแดดอันร้อนแรงสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำจนระยิบระยับ และแผดเผาผิวของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีครีมกันแดดสารพัดยี่ห้อในถุงสายรุ้งของป้าคาเรนคอยเป็นผู้ช่วยชีวิตให้รอดพ้นจากรังสียูวี แต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนานก็เริ่มกัดกินพวกเขาอย่างช้า ๆ
<font color="#ff00ff">"นี่มันนอร์เวย์แน่เหรอเนี่ย!" </font>ป้าคาเรนบ่นอุบขณะใช้มือพัดใบหน้าตัวเองพลางมองผืนน้ำกว้างใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด <font color="#ff00ff">"ฉันว่าเราหลงทางแล้วแน่ ๆ เลย!"</font>
แจสเปอร์ที่กำลังนั่งแกะซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกซองก็เงยหน้าขึ้นมามองป้าคาเรนด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ
<font color="#48d1cc">"ป้าครับ เรือมันมีระบบออโต้ไพลอตนะ มันจะหลงทางได้ไง"</font>
<font color="#ff00ff">"ออโต้ไพลอตบ้าบออะไรกัน! ดูสิ…นี่มันทะเลชัด ๆ ไม่เห็นมีแผ่นดินเลยสักนิด!" </font>ป้าคาเรนเถียงกลับทันควัน พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ อีกครั้งอย่างสิ้นหวัง
เอโลอิสที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้แต่ถอนหายใจ เธอรู้สึกหิวจนท้องร้องโครกคราก และเบื่อหน่ายกับการมองเห็นแต่ท้องฟ้ากับน้ำทะเลมาสามวันเต็ม ๆ
<font color="#ff8c00">"จริง ๆ ป้าคาเรนก็พูดถูกนะแจสเปอร์ มันแปลก ๆ จริง ๆ นั่นแหละ"</font>
<font color="#ff00ff">"ใช่ไหมล่ะ! ฉันบอกแล้ว! แล้วดูสิ แดดแรงขนาดนี้ผิวฉันเสียหมดแล้วมั้งเนี่ย" </font>ป้าคาเรนโวยวาย <font color="#ff00ff">"ครีมกันแดดก็หมดไปหลายหลอดแล้วนะ! แล้วอาหารก็เหลือน้อยลงทุกที"</font>
เคอร์ติสที่เกาะไหล่เอโลอิสอยู่ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเสริม
<font color="#556b2f">"ใช่แล้วขอรับคุณเอโลอิส กระผมก็หิวแล้วเหมือนกัน!"</font>
แจสเปอร์มองซองยำยำช้างน้อยในมือที่เหลืออยู่ไม่กี่ซอง แล้วก็ถอนหายใจ
<font color="#48d1cc">"ก็คงต้องกินแบบประหยัด ๆ ไปก่อนแหละครับป้า อีกอย่าง ของจำเป็นในถุงสายรุ้งป้าก็มีเยอะแยะนี่ครับ ลองรื้อดูอีกทีสิ"</font>
ป้าคาเรนพยักหน้า ก่อนจะเริ่มรื้อค้นถุงสายรุ้งใบมหึมาของเธออีกครั้ง ไม่นานนักเธอก็หยิบแผนที่เก่า ๆ แผ่นหนึ่งออกมา
<font color="#ff00ff">"อ๊ะ! นี่มันแผนที่นี่นา!"</font> ป้าคาเรนร้องออกมาด้วยความดีใจ <font color="#ff00ff">"ฉันลืมไปเลยว่ามีมันอยู่ในนี้ด้วย"</font>
เอโลอิสกับแจสเปอร์รีบขยับเข้าไปใกล้เพื่อดูแผนที่ทันที แผนที่นั้นเป็นกระดาษที่ดูเก่าแก่ มีร่องรอยการใช้งานมาอย่างยาวนาน และมีสัญลักษณ์แปลก ๆ เต็มไปหมด
<font color="#48d1cc">"นี่มัน…"</font> แจสเปอร์เลิกคิ้ว
<font color="#ff8c00">“แผนที่ไหว้พระเก้าวัด…โธ่!...มันจะไปใช้ได้ยังป้า” </font>เอโลอิสกรอกตา เหมือนมีความหวังขึ้นมานิดนึงแล้วถูดับไปภายในไม่กี่นาที
ขณะที่ความสิ้นหวังเริ่มครอบงำทุกคน เคอร์ติสที่เกาะไหล่เอโลอิสอยู่ก็กระพือปีกถี่ยิบ พร้อมกับส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วอย่างตื่นเต้น
<font color="#556b2f">“คุณเอโลอิส! คุณเอโลอิส! ดูนั่นสิขอรับ! ทางนั้น!”</font> เคอร์ติสพยายามชี้ปีกเล็ก ๆ ไปทางขอบฟ้าด้านหนึ่ง
เอโลอิสที่คุยกับเคอร์ติสเข้าใจอยู่คนเดียวรีบหันตามทิศทางที่เคอร์ติสชี้ไปทันที เธอหยิบกล้องส่องทางไกลคูที่พกติดกระเป๋าคาดเอวมาด้วยขึ้นมาส่องดูอย่างรวดเร็ว
ภาพที่ปรากฏในเลนส์ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว! ไกลลิบ ๆ สุดขอบฟ้า มีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่ลอยอยู่...มันคือเรือขนาดใหญ่! ไม่ใช่เรือประมงลำเล็ก ๆ หรือเรือยอชต์ส่วนตัว แต่เป็นเรือขนาดมหึมาที่ดูคล้ายเรือโดยสารขนาดใหญ่แต่ยังไม่ชัดนัก
<font color="#ff8c00">"แจสเปอร์! ป้าคาเรน! ดูนั่นสิ!"</font> เอโลอิสร้องเสียงดังด้วยความตื่นเต้นปนดีใจ เธอรีบยื่นกล้องส่องทางไกลให้แจสเปอร์
แจสเปอร์รับกล้องมาส่องดู ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจและดีใจ
<font color="#808000">"โอ้โห! เรือใหญ่มากครับป้า! ไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมเนี่ย!"</font>
ป้าคาเรนรีบแย่งกล้องไปส่องดูบ้าง ใบหน้าของเธอที่ซีดเซียวมาหลายวันก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
<font color="#ff00ff">"จริงด้วย! ฉันเห็นแล้ว! รอดแล้ว! เราต้องรอดแล้วแน่ ๆ!"</font>
ทั้งสามคนต่างพากันหยิบไม้พายขึ้นมาช่วยกันจ้วงน้ำสุดแรงเกิด หวังจะให้เรือมินิบานาน่าลำจิ๋วเคลื่อนที่ไปหาเรือปริศนาลำนั้นให้เร็วที่สุด แม้ว่าระบบออโต้ไพลอตจะยังคงทำงานอยู่ แต่ทุกคนก็อยากจะไปถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ระยะห่างระหว่างเรือทั้งสองลำค่อย ๆ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดภาพของเรือลำใหญ่ก็ปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตาของทุกคน ธงรูปกะโหลกไขว้พร้อมกับกังหันลมขนาดใหญ่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสากระโดง เรือลำนั้นไม่ได้เป็นเรือโดยสารหรูหราอย่างที่เอโลอิสคาดหวังไว้ตอนแรกเลยแม้แต่น้อย มันดูคล้ายเรือโจรสลัดในภาพยนตร์เสียมากกว่า!
<font color="#ff8c00">"เอาล่ะ... มันชักจะแปลก ๆ แล้วนะ"</font> เอโลอิสเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
<font color="#48d1cc">"อย่าบอกนะว่า..."</font> แจสเปอร์มองเรือลำนั้นด้วยสายตาที่ชักไม่แน่ใจแล้ว
ทันทีที่เรือมินิบานาน่าแล่นเข้าไปเทียบข้างลำเรือใหญ่ เชือกเส้นหนึ่งก็ถูกหย่อนลงมาอย่างรวดเร็ว และมีคนจำนวนหนึ่งโรยตัวลงมาอย่างว่องไว หนึ่งในนั้นแต่งกายราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์เรื่องไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียนเวอร์ชั่นทุนต่ำ ถ้าให้เดาก็คงจะเป็นกัปตันของเรือลำนี้
<font color="#ff8c00">"สวัสดีค่ะ! คือเราออกทะเลมานานสามวันแล้วค่ะไม่รู้ตอนนี้อยู่ที่ไหนของแผนที่โลก อยากจะขอความช่วยเหลือ ถามทางไปนอร์เวย์ แล้วก็ขอแบ่งเสบียงหน่อยได้ไหมคะ?" </font>เอโลอิสรีบอธิบายทันที
คนที่หน้าตาเหมือนกัปตันเรือมองสำรวจคนทั้งสามและเรือมินิบานาน่าหน้าตาประหลาด ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงพลังน่าเกรงขาม
<font color="#483d8b">"จับพวกมันขึ้นเรือให้หมด! แล้วเอาเรือหน้าตาประหลาดนี่ขึ้นไปด้วย!"</font>
<font color="#ff8c00">"เดี๋ยวสิคะ! พวกคุณเป็นใครกัน!"</font> เอโลอิสร้องถามอย่างตกใจเมื่อมือหยาบกระด้างของโจรสลัด(?)คนหนึ่งคว้าแขนเธอไว้
<font color="#483d8b">"พวกเราก็คือโจรสลัดแห่งเรือฟลายอิ้งดัชมิลล์"</font> กัปตันผู้นั้นหัวเราะเสียงดังฟังชัด <font color="#483d8b">“และข้าก็คือกัปตันที่ท้องทะเลจะต้องยำเกรง…กัปตันเดวี่ จอห์น!”</font>
<font color="#ff8c00">“ฮะ?” </font>
เอโลอิสถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อของเขา แจสเปอร์และป้าคาเรนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง ชื่อนี้มันคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ฟังดูแล้วยังกะตัวละครหนังเกรดบี
ทั้งสามถูกพาตัวขึ้นเรือ เคอร์ติสฉวยโอกาสนี้บินหลบไปซ่อนตัวบนยอดเสากระโดง ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายบนดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยลูกเรือหน้าตาโหดเหี้ยม เหล่าเดมิก็อดถูกนำตัวไปที่ห้องกัปตัน ที่นั่นพวกเขาได้พบกับกัปตันเดวี่ จอห์น อีกครั้ง พร้อมกับชายหนุ่มท่าทางกวน ๆ อีกคนหนึ่งที่กำลังนั่งไขว่ห้างบนโต๊ะไม้เก่า ๆ
<font color="#483d8b">“เอาล่ะ เจ้าพวกบ้าที่ไหนกันที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามาในน่านน้ำของข้า” </font>กัปตันเดวี่ จอห์น กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน <font color="#483d8b">“นี่คืออาณาเขตของฟลายอิ้งดัชมิลล์!”</font>
<font color="#ff8c00">“เราก็แค่ผ่านมาค่ะ!”</font> เอโลอิสรีบอธิบาย <font color="#ff8c00">“เรากำลังจะไปนอร์เวย์ และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าเรามาถูกทางกันหรือเปล่า”</font>
<font color="#483d8b">“นอร์เวย์งั้นรึ!”</font> กัปตันเดวี่ จอห์น หัวเราะลั่น <font color="#483d8b">“คนบ้าอะไรพายเรือแจวไปนอร์เวย์กันอย่ามาหลอกกันให้ยากเลย”</font>
<font color="#ff00ff">“แล้ว…แล้วพวกแกเป็นใครกันแน่เนี่ย”</font> ป้าคาเรนถามด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโต๊ะกระโดดลงมายืนข้างกัปตันเดวี่ จอห์น เขาดูเหมือนกำลังเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลา ดวงตาแพรวพราวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
<font color="#9932cc">“ข้าคือรองกัปตันแจ็ค สปาร์ตัน!”</font> ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยิ้มกริ่ม <font color="#9932cc">“ยินดีที่ได้รู้จัก...หรือไม่ยินดีก็ช่าง”</font>
<font color="#48d1cc">“แจ็ค สปาร์ตัน? ทำไมชื่อมัน…” </font>แจสเปอร์ถึงกับมองตาปริบ ๆ
<font color="#483d8b">“อย่าไปใส่ใจกับชื่อเลยไอ้หนุ่ม” </font>กัปตันเดวี่ จอห์น พูดแทรกขึ้น<font color="#483d8b"> “ที่สำคัญคือตอนนี้พวกเจ้าอยู่ในน่านน้ำของข้า และพวกเจ้าก็ต้องชดใช้ค่าผ่านทาง”
</font>
<font color="#ff8c00">“ค่าผ่านทางอะไรคะ” </font>เอโลอิสถาม
<font color="#483d8b">“ก็…ค่าเข้าอาณาเขตของฟลายอิ้งดัชมิลล์น่ะสิ!”</font> กัปตันกล่าว <font color="#483d8b">“ตอนนี้พวกเจ้าก็เป็นเชลยของข้าแล้ว! และค่าผ่านทางของพวกเจ้าก็คือ…”</font> กัปตันเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มชั่วร้าย <font color="#483d8b">“ชีวิตของพวกเจ้า!”
</font>
<font color="#ff8c00">“อะไรนะคะ! นี่มันไม่ตลกเลยนะ!” </font>เอโลอิสกลืนน้ำลายลงคอ
<font color="#483d8b">“ไม่ตลกสิ นี่คือเรื่องจริง!” </font>กัปตันเดวี่ จอห์น หัวเราะร่า<font color="#483d8b"> “เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีสมบัติล้ำค่าอะไรมามอบให้ ข้าก็คงต้องคิดค่าผ่านทางจากสิ่งอื่น”</font>
เขากวาดสายตามองไปที่แจสเปอร์
<font color="#483d8b">“ไอ้หนุ่มนี่ดูหน่วยก้านดี! เอาไปใช้แรงงานในครัว! ล้างจาน ถูพื้น! เป็นทาสรับใช้บนเรือข้าไปจนตาย!”</font>
จากนั้นก็หันมามองเอโลอิสอย่างพิจารณา
<font color="#483d8b">
“ส่วนเจ้า…ผู้หญิงคนนี้…หน้าตายังกับไททันเกวียน…” </font>เขาพูดพึมพำกับตัวเอง<font color="#483d8b"> “ขายแม่เล้าก็คงไม่ได้ราคา…”</font>
<font color="#ff8c00">“พูดอะไรของคุณเนี่ย! ไททันเกวียนอะไรกัน!”</font> เอโลอิสตัวชาวาบด้วยความโกรธ
<font color="#483d8b">“อืม…ถ้างั้นก็…เอาไปขายอวัยวะ!” </font>กัปตันเดวี่ จอห์น ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว <font color="#483d8b">“ดูแล้วยังสาวอยู่ อวัยวะคงใช้การได้ดี!”</font>
เอโลอิสอ้าปากค้างด้วยความตกใจและหวาดกลัว แจสเปอร์รีบเข้ามายืนบังเอโลอิสไว้
<font color="#48d1cc">“ไม่นะ! พวกคุณจะทำแบบนี้ไม่ได้!”</font>
<font color="#483d8b">“หุบปากไปไอ้หนุ่ม!” </font>กัปตันเดวี่ จอห์น ตวาดลั่น <font color="#483d8b">“ส่วนยัยแก่คนนี้…”</font> เขาหันมามองป้าคาเรนที่ยืนทำหน้ามึน <font color="#483d8b">“ดูแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร อวัยวะก็น่าจะเสื่อมใช้การไม่ได้แล้ว…เอาไว้ค่อยจับถ่วงน้ำทะเลทิ้งก็แล้วกัน!”</font>
<font color="#ff00ff">“อะไรนะ! นั่นปากหรืออะไรกันยะ!”</font> ป้าคาเรนโวยวาย
<font color="#483d8b">“เอาล่ะ ๆ พอได้แล้ว!”</font> กัปตันเดวี่ จอห์น โบกมืออย่างรำคาญ <font color="#483d8b">“จับพวกมันทั้งหมดไปขังไว้ในคุกใต้ท้องเรือ! พรุ่งนี้เช้าค่อยมาว่ากัน!”</font>
ทันทีที่สิ้นคำสั่ง โจรสลัดสองสามคนก็กรูเข้ามาจับตัวเอโลอิส แจสเปอร์ และป้าคาเรนไปทันที พวกเขาถูกลากลงบันไดที่มืดและสกปรกไปสู่ห้องขังใต้ท้องเรือที่มีกลิ่นอับชื้นและเหม็นสาบ
<font color="#ff8c00">“เคอร์ติส!...”</font> เอโลอิสร้องเรียกหา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากนกน้อยคู่ใจ เธอหวังว่าเคอร์ติสจะปลอดภัยดีและไม่ถูกจับตัวมาด้วย
ความมืดมิดและกลิ่นเหม็นอับชื้นโชยเตะจมูกทันทีที่ประตูห้องขังถูกปิดลง เสียงสลักกลอนดังขึ้นพร้อมกับความสิ้นหวังที่เข้าครอบงำทุกคน เอโลอิสพยายามเพ่งมองไปรอบ ๆ ในความมืดสลัว เธอเห็นร่างเงาตะคุ่มนั่งพิงกำแพงอยู่มุมห้อง
<font color="#ff8c00">“ใครน่ะ!”</font> เอโลอิสถามออกไปเสียงสั่น
เงาร่างนั้นขยับตัวเล็กน้อย ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะตอบกลับมา
<font color="#008080">“พวกคุณก็คงเป็นเชลยรายใหม่สินะ”</font>
<font color="#ff00ff">“แกเป็นใครน่ะ!”</font> ป้าคาเรนถามอย่างหวาดระแวง
ชายผู้นั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาปรากฏขึ้นในความมืดสลัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเคราเฟิ้ม แต่ดวงตาของเขากลับดูฉลาดเฉลียวอย่างประหลาด
<font color="#008080">“ผมชื่อวิลล์ ทินเนอร์” </font>ชายผู้นั้นแนะนำตัว <font color="#008080">“เป็นจิตแพทย์”</font>
<font color="#48d1cc">“จิตแพทย์?” </font>แจสเปอร์เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ <font color="#48d1cc">“แล้วมาทำอะไรอยู่บนเรือโจรสลัดนี่ครับ”</font>
วิลล์ ทินเนอร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่
<font color="#008080">
“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดน่ะครับ” </font>เขาเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง <font color="#008080">“เรือบ้า ๆ ลำนี้มาเทียบท่าที่เมืองบ้านเกิดของผมเมื่อสองสามเดือนก่อน กัปตันเดวี่ จอห์นและลูกเรือของเขา…พวกเขาดูเหมือนคนเสียสติอย่างรุนแรง”</font>
เอโลอิส ป้าคาเรน และแจสเปอร์หันมามองหน้ากัน พวกเขาเห็นด้วยกับวิลล์อย่างยิ่ง
<font color="#008080">“ผมในฐานะจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมมนุษย์ เลยอาสาจะเข้าไปช่วยเหลือและบำบัดจิตใจให้พวกเขา” </font>วิลล์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง<font color="#008080"> “ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนทางด้านจิตเวช ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าผมมาท้าทายอำนาจของพวกเขา”</font>
<font color="#48d1cc">“แล้ว…แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นล่ะครับ” </font>แจสเปอร์ถามอย่างสนใจ
<font color="#008080">“แน่นอนว่าพวกเขาก็โกรธมาก หาว่าผมดูถูกเหยียดหยาม” </font>วิลล์ ทินเนอร์ยักไหล่ <font color="#008080">“แล้วก็จับผมมาขังไว้ที่นี่…จนถึงตอนนี้”</font>
<font color="#ff8c00">“แย่จังเลยนะคะ” </font>เอโลอิสมองคุณวิลล์ด้วยแววตาเห็นใจ
วิลล์ ทินเนอร์เล่าต่อว่าเขาพยายามพูดคุยกับกัปตันเดวี่ จอห์นหลายครั้งเพื่ออธิบายถึงความตั้งใจที่ดีของเขา แต่กัปตันกลับไม่สนใจและยืนกรานว่าวิลล์คือสายลับที่พยายามจะก่อกบฏ ด้วยเหตุนี้ วิลล์จึงถูกจองจำอยู่ในห้องขังแห่งนี้มานานหลายเดือน โดยมีเพียงน้ำและขนมปังเก่า ๆ ประทังชีวิต
<font color="#008080">“ผมพยายามคิดหาทางออกตลอดเวลา” </font>วิลล์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “แต่ห้องขังนี้มันแข็งแรงมาก แถมลูกเรือก็เฝ้าเวรยามตลอดเวลา”
<font color="#ff00ff">“แล้วจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” </font>ป้าคาเรนถามด้วยน้ำเสียงกังวล<font color="#ff00ff"> “พรุ่งนี้เช้าฉันจะต้องถูกเอาไปถ่วงน้ำเหรอ!”</font>
เอโลอิสเงียบไปพักหนึ่ง เธอพยายามคิดทบทวนสถานการณ์ทั้งหมด แม้จะตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังแต่เธอก็ยังไม่อยากยอมแพ้
<font color="#ff8c00">“คุณวิลล์คะ คุณอยู่บนเรือนี้นานแล้ว คุณพอจะรู้ไหมคะว่ามีทางไหนที่เราจะหนีออกไปได้บ้าง”</font>
วิลล์ขยับตัวเข้ามาใกล้มากขึ้น
<font color="#008080">“ที่จริงผมก็มีแผนอยู่บ้างนะครับ แต่ต้องอาศัยจังหวะและทีมเวิร์คที่ดีเยี่ยม”
</font>
เขาเริ่มอธิบายแผนการอย่างละเอียด แผนของวิลล์นั้นอาศัยช่องว่างในการเปลี่ยนเวรยามของลูกเรือ รวมถึงความรู้เรื่องโครงสร้างของเรือที่เขาได้สังเกตมาตลอดหลายเดือนที่ถูกขังอยู่ที่นี่
<font color="#008080">“ประตูห้องขังนี้จะเปิดออกเมื่อถึงเวลาให้อาหารเชลย”</font> วิลล์กระซิบ <font color="#008080">“นั่นคือโอกาสเดียวที่เราจะเคลื่อนไหวได้”</font>
แจสเปอร์มองวิลล์ด้วยแววตาเป็นประกาย
<font color="#48d1cc">“เยี่ยมเลยครับคุณวิลล์! เราจะทำตามที่คุณบอกทุกอย่าง”
</font>
ขณะที่ทั้งสี่คนเริ่มหารือแผนการกันอย่างกระตือรือร้น เสียงคลื่นกระทบเรือและเสียงฝีเท้าของลูกเรือด้านบนก็ยังคงดำเนินไปอย่างไม่ขาดสาย ความมืดมิดในห้องขังค่อย ๆ กลืนกินพวกเขาเข้าไปอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความมืดมิดแห่งความสิ้นหวังอีกต่อไป หากแต่เป็นความมืดมิดที่ซ่อนเร้นแผนการหลบหนีอันยิ่งใหญ่...แผนการที่จะนำพาเหล่าเดมิก็อดและจิตแพทย์ผู้โชคร้ายไปสู่อิสรภาพยังไงล่ะ!
</span></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="text-align: left;"><br></div></font></span></div></div><p><font size="3" face="Kanit"><br>
</font></p>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
<iframe width="1" height="1" src="https://www.youtube.com/embed/rdB13lFexNk?autoplay=1&loop=1&playlist=rdB13lFexNk" frameborder="0" allow="autoplay; encrypted-media" allowfullscreen=""></iframe>
Eloise
โพสต์ 2025-7-20 21:41:38
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-11749130dcad9ae388.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit" size="3"><div style="text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;">เช้าวันต่อมา แสงสลัว ๆ จากช่องระบายอากาศเล็ก ๆ เหนือหัว ลอดลงมาต้องคุกใต้ท้องเรือที่มืดมิด ชวนให้หดหู่ใจไม่น้อย กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นอับของสาหร่ายทะเลยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่ถึงอย่างนั้น บรรยากาศแห่งความสิ้นหวังก็ดูจะจางหายไปเล็กน้อย เมื่อใกล้ถึงเวลาที่โจรสลัดจะนำอาหารเช้า (ซึ่งก็คือขนมปังเก่า ๆ และน้ำเปล่า) มาให้
<font color="#008080">"เอาล่ะครับ...ใกล้ถึงเวลาอาหารแล้ว" </font>วิลล์กระซิบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง "นี่คือโอกาสเดียวของเรา"
วิลล์ ทินเนอร์ จิตแพทย์หนุ่มผู้โชคร้าย เริ่มต้นแผนการของเขาด้วยการลุกขึ้นยืนหันหลังให้ทุกคน ก่อนจะค่อย ๆ เลิกเสื้อเชิ้ตเก่า ๆ ขึ้น เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักประหลาด แผนผังห้องต่าง ๆ ทางเดิน เส้นทางลับ แม้กระทั่งจุดวางถังขยะ และตำแหน่งลูกเรือที่เปลี่ยนเวรยาม ล้วนถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดลออ ราวกับว่าใครสักคนเคยใช้เวลาว่างเป็นเดือน ๆ ในการจดจำและบันทึกทุกตารางนิ้วของเรือลำนี้ลงบนผิวหนังของตนเอง
<font color="#48d1cc">"หมอนี่คิดว่าตัวเองเป็นไมเคิล สกอฟิลด์หรือไง"</font> แจสเปอร์อดไม่ได้ที่จะกระซิบกับเอโลอิส พลางมองแผนผังเรือฟลายอิ้งดัชมิลล์ที่ซับซ้อนบนแผ่นหลังของวิลล์อย่างเหลือเชื่อ เอโลอิสเองก็พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยกับความคิดของแจสเปอร์
วิลล์ ทินเนอร์หันกลับมาด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับไม่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของทั้งสอง เขาเริ่มอธิบายแผนการที่ดูซับซ้อนพอ ๆ กับรอยสักบนแผ่นหลังของเขาเอง
<font color="#008080">
"ฟังนะทุกคน"</font> วิลล์เริ่มอธิบายเสียงต่ำ <font color="#008080">"แผนของเราจะเริ่มขึ้นทันทีที่อาหารมาถึง"</font>
เขาใช้นิ้วชี้ตามรอยสักบนแผ่นหลังของตัวเองช้า ๆ
"ตามผังนี้ ห้องครัวอยู่ถัดจากคุกใต้ท้องเรือไปสองห้อง และจะมีการเปลี่ยนเวรยามช่วงประมาณเจ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่เราจะได้อาหาร" วิลล์หยุดชั่วครู่ ดวงตาของเขากวาดมองไปที่ทุกคนในห้องขัง <font color="#008080">"เมื่อโจรสลัดนำอาหารมาส่ง คนที่อยู่หน้าสุดจะต้องแกล้งทำเป็นหกล้มให้โจรสลัดเสียหลัก คนที่สองฉวยจังหวะกระแทกถาดอาหารให้คว่ำลง คนที่สามต้องรีบวิ่งไปคว้ากุญแจที่เอวของโจรสลัด"</font>
<font color="#48d1cc">"แล้วหลังจากนั้นล่ะ? โจรสลัดคงไม่ยืนเฉยให้เราหยิบกุญแจหรอกนะ" </font>แจสเปอร์ขมวดคิ้ว
<font color="#008080">"แน่นอน"</font> วิลล์ตอบอย่างใจเย็น "นั่นคือหน้าที่ของผม ผมจะทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้นานพอที่พวกคุณจะปลดล็อกกุญแจและเปิดประตู" เขาหันไปสบตาเอโลอิส "เอโลอิส คุณต้องเป็นคนจัดการเรื่องกุญแจ เพราะมือคุณเล็กที่สุด และน่าจะเร็วพอ"
<font color="#ff8c00">"ได้ค่ะ"</font> เอโลอิสพยักหน้า
<font color="#008080">
"เมื่อประตูเปิดออกเราจะแยกกัน"</font> วิลล์กล่าวต่อ<font color="#008080"> "ตามแผนที่บนหลังผม มีช่องระบายอากาศเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อไปยังห้องเก็บเสบียง พวกเราจะมุดเข้าไปในนั้นและซ่อนตัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้"</font> เขาชี้ไปที่จุดหนึ่งบนรอยสัก <font color="#008080">"จากห้องเก็บเสบียง มีทางลับเล็ก ๆ ที่ผมสังเกตเห็นว่าไม่ค่อยมีใครใช้ เชื่อมต่อไปยังดาดฟ้าเรือด้านหลัง"
</font>
<font color="#48d1cc">"แต่การไปถึงดาดฟ้าเรือไม่ได้หมายความว่าเราปลอดภัยนะ"</font> แจสเปอร์แย้ง <font color="#48d1cc">"เรายังอยู่กลางทะเล และโจรสลัดคงตามหาเราจนเจอแน่"
</font>
<font color="#008080">"จริงของคุณแจสเปอร์"</font> วิลล์ตอบรับคำถามของแจสเปอร์ ก่อนจะเหลือบมองรอยสักบนแผ่นหลังของตัวเอง<font color="#008080"> "แต่แผนที่นี้มีทางออกเสมอ…และเราจะต้องรอดไปให้ได้ ผมรู้ว่าทุกคนคงสงสัยว่าจิตแพทย์อย่างผมมีรอยสักแบบนี้ได้ยังไง"</font> วิลล์กล่าวพลางกวาดสายตาสำรวจใบหน้าของทุกคน <font color="#008080">"รอยสักนี่...ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของผมหรอกครับ"</font>
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าต่อ
<font color="#008080">"เพื่อนร่วมห้องขังคนก่อนของผม...เขาเป็นคนสักให้"</font> วิลล์หยุดชั่วครู่ ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด<font color="#008080"> "เขาชื่อ เฮคเตอร์ บาบูนซ่า อดีตรองกัปตันของเรือลำนี้ ก่อนที่แจ็คจะมาแย่งตำแหน่งไป"</font>
<font color="#48d1cc">"รองกัปตันเหรอ? แล้วทำไมถึงมาอยู่ในคุกใต้ท้องเรือได้ล่ะ?" </font>แจสเปอร์เลิกคิ้วสูง
<font color="#008080">"เฮคเตอร์บอกว่าเขาถูกหักหลัง"</font> วิลล์ตอบ<font color="#008080"> "ถูกจับมาขังไว้ในห้องเดียวกับผม และเขาก็ใช้เวลาว่างที่มี...สักแผนผังเรือลำนี้ลงบนหลังผม" </font>เขาพยักเพยิดไปทางรอยสักที่ซับซ้อนราวกับแผนที่
<font color="#ff8c00">"แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนล่ะ?"</font> เอโลอิสถาม
วิลล์ส่ายหน้าช้าๆ
<font color="#008080">"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ตั้งแต่โดนเอาตัวไปก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย"</font> ความเงียบเข้าปกคลุมห้องขังชั่วขณะ ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเองเกี่ยวกับชะตากรรมของเฮคเตอร์ และความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังรอยสักบนแผ่นหลังของวิลล์
<font color="#48d1cc">“แล้วสัมภาระของพวกเราล่ะ?”</font> แจสเปอร์เอ่ยถามขึ้นมาทันที ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้<font color="#48d1cc"> “เราจะทิ้งมันไว้ไม่ได้นะ”</font>
เอโลอิสมองหน้าแจสเปอร์ด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ของพวกนั้นล้วนเป็นของจากพ่อแม่เทพของพวกเขาจะปล่อยไว้ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดเลย และเรื่องนี้ต้องเป็นความลับจากวิลล์ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาด้วย
<font color="#ff8c00">“ใช่…เราต้องเอาคืนมาให้ได้”</font> เอโลอิสตอบเสียงเรียบ พยายามไม่ให้มีพิรุธ <font color="#ff8c00">“เป็นของสำคัญที่เราต้องใช้เดินทางต่อ”</font>
วิลล์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะสงสัยในคำพูดของเอโลอิส แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
<font color="#48d1cc">"แล้วเรือมินิบานาน่าของเราล่ะ?"</font> แจสเปอร์พูดเสริมขึ้นมาอย่างกะทันหัน<font color="#48d1cc"> "เราต้องเอามันคืนมาด้วยนะ"</font>
<font color="#008080">"พวกคุณมีเรือด้วยเหรอ?" </font>วิลล์เลิกคิ้วขึ้นสูง น้ำเสียงของเขามีแววประหลาดใจ
<font color="#ff00ff">"ถ้าไอ้เรือแจวโง่ ๆ ที่หน้าเหมือนกล้วยนั่นนับเป็นเรือล่ะก็...ก็ใช่แหละ" </font>ป้าคาเรนบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ พลางปรายตามองแจสเปอร์ด้วยสายตาที่บอกว่า 'คิดอะไรอยู่ถึงได้อยากได้ไอ้ของพรรค์นั้นคืนนัก'
เอโลอิสถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเสริมว่า
<font color="#ff8c00">"มันเป็นของสำคัญมากสำหรับเราค่ะ เราจำเป็นต้องใช้มันในการเดินทางต่อ"</font> เธอพยายามทำให้เสียงตัวเองฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้วิลล์สงสัยในเบื้องลึกเบื้องหลังของ 'สัมภาระ' และ 'เรือ' ของพวกเขาที่ดูจะสำคัญเกินกว่าข้าวของธรรมดา ๆ ทั่วไป
วิลล์พยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าของเขาครุ่นคิดอย่างหนักกับข้อมูลใหม่ที่ได้รับมา
<font color="#008080">"เอาล่ะ...ถ้าอย่างนั้น แผนของเราจะต้องซับซ้อนขึ้นอีกนิดหน่อย" </font>เขากล่าวพลางหันกลับไปชี้ที่รอยสักบนแผ่นหลังของตัวเองอีกครั้ง ดวงตาจับจ้องไปที่เส้นทางและตำแหน่งต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนผิวหนังของเขา
<font color="#008080">"ตามแผนที่นี้ ห้องเก็บสัมภาระของเราจะอยู่ใกล้กับคลังสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของเรือ ถัดจากห้องเก็บเสบียงที่เราตั้งใจจะใช้เป็นที่ซ่อนตัว" </font>วิลล์ใช้นิ้วชี้ตามรอยสักอย่างแม่นยำ<font color="#008080"> "และเรือมินิบานาน่า...ถ้ามันเป็นเรือเล็กที่สามารถลากจูงได้ ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในคลังสินค้า ก็เป็นไปได้สูงว่าจะถูกผูกไว้ที่ท้ายเรือด้านนอก หรือไม่ก็ถูกย้ายไปเก็บไว้ในส่วนเก็บของขนาดใหญ่สำหรับอุปกรณ์ช่วยชีวิต"</font>
เขาหันกลับมามองทุกคน </span></div><div style="text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></div><div style="text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;"><font color="#008080">"นั่นหมายความว่าหลังจากที่เราออกมาจากห้องขังและหลบเข้าไปในช่องระบายอากาศแล้ว เราจะต้องแบ่งกำลังออกเป็นสองชุด"</font>
<font color="#008080">"ชุดแรก จะมุ่งหน้าไปยังห้องเก็บสัมภาระ เพื่อนำของสำคัญของพวกคุณกลับคืนมา" </font>วิลล์มองไปที่เอโลอิสและแจสเปอร์<font color="#008080"> "เอโลอิส คุณกับแจสเปอร์จะต้องเป็นคนไปจัดการเรื่องนี้ เพราะดูเหมือนว่าของเหล่านั้นจะสำคัญกับพวกคุณมากที่สุด"</font>
แจสเปอร์กับเอโลอิสพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว โล่งใจที่วิลล์เข้าใจความจำเป็นของพวกเขา โดยที่ไม่ต้องถามอะไรมากไปกว่านี้
<font color="#008080">“ส่วนอีกชุด…จะต้องมุ่งหน้าไปยังท้ายเรือเพื่อตรวจสอบเรื่องเรือมินิบานาน่า”</font> วิลล์หยุดชั่วครู่ มองหน้าป้าคาเรน <font color="#008080">“ป้าคาเรน ผมคิดว่าป้าเหมาะสมที่สุดที่จะไปกับผม”</font>
ป้าคาเรนถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าบ่งบอกว่าไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด
<font color="#ff00ff">“ทำไมต้องเป็นฉันด้วย”</font> เธอเอ่ยเสียงหงุดหงิด <font color="#ff00ff">“ฉันว่าฉันเหมาะกับการซ่อนตัวเฉย ๆ มากกว่านะ”
</font>
<font color="#008080">“เพราะป้าดูไม่น่าสงสัยที่สุดไงครับ”</font> วิลล์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง <font color="#008080">“ถ้าเราแยกกัน โอกาสที่จะถูกจับได้ก็น้อยลง และป้าคาเรนก็เป็นคนเดียวที่ดูเหมือนพวกมันจะไม่สนใจเท่าไหร่ (เพราะไม่มีประโยชน์) นี่เป็นข้อได้เปรียบของเรา”
</font>
<font color="#ff00ff">“ก็ได้ ๆ ถ้ามันจำเป็นนักล่ะก็” </font>ป้าคาเรนทำหน้ายู่ แต่ก็พยักหน้าอย่างจำยอม
<font color="#008080">“ดีมากครับ”</font> วิลล์ยิ้มเล็กน้อย <font color="#008080">“จำไว้ว่าทุกอย่างต้องรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้”
</font>
วิลล์เริ่มอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของแผนผังที่ซับซ้อนบนแผ่นหลังของเขา <font color="#008080">“จากช่องระบายอากาศที่เชื่อมไปยังห้องเก็บเสบียง จะมีทางแยกเล็กๆ อีกทางหนึ่งที่นำไปสู่บันไดลับ ซึ่งไม่ค่อยมีคนใช้” </font>เขาชี้ไปที่รอยสักที่ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวเล็กน้อย <font color="#008080">“บันไดนี้จะพาพวกเราลงไปชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลังสินค้าและห้องเก็บสัมภาระ”</font>
<font color="#008080">“สำหรับเอโลอิสและแจสเปอร์ เมื่อพวกคุณได้สัมภาระแล้ว ให้รีบกลับมาที่ห้องเก็บเสบียงทันที” </font>วิลล์เน้นย้ำ <font color="#008080">“เราจะมารวมตัวกันที่นั่นก่อนจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
</font>
<font color="#48d1cc">“แล้วคุณกับป้าคาเรนล่ะ?”</font> แจสเปอร์ถาม
<font color="#008080">“ผมกับป้าคาเรนจะไปตรวจสอบที่ท้ายเรือ” </font>วิลล์ตอบ <font color="#008080">“ถ้าเรือมินิบานาน่าถูกผูกไว้ที่นั่น เราจะพยายามปลดมันออกมาให้เร็วที่สุด และเตรียมพร้อมสำหรับการหลบหนี”
</font>
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทุกคนต่างจ้องมองรอยสักบนแผ่นหลังของวิลล์ด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความไม่แน่ใจ แผนการนี้ดูจะมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ มันก็เป็นโอกาสเดียวที่พวกเขาจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
<font color="#48d1cc">“ฟังดูอันตรายสุดๆ เลยนะ”</font> แจสเปอร์กระซิบกับเอโลอิส<font color="#48d1cc"> “แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะมั้ง”</font>
<font color="#ff8c00">
“ใช่…แต่เราก็ต้องลองดู” </font>เอโลอิสพยักหน้าช้า ๆ </span></div><div style="text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;">
<div style="text-align: center;"><img src="https://img2.pic.in.th/pic/111265770.gif" border="0"></div></span><span style="white-space-collapse: preserve;">
แสงสลัวจากช่องระบายอากาศเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกว่าใกล้เวลาเช้าตรู่เข้ามาทุกที เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มดังใกล้เข้ามาจากทางเดินนอกห้องขัง สัญญาณว่าโจรสลัดกำลังจะนำอาหารเช้ามาให้
<font color="#008080">
“เตรียมตัวให้พร้อม” </font>วิลล์กระซิบ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง <font color="#008080">“นี่แหละคือโอกาสของเรา”</font>
เสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินนอก ตามมาด้วยเสียงกุญแจที่ไขเข้ากับแม่กุญแจขนาดใหญ่ที่ประตูห้องขัง แสงจากตะเกียงน้ำมันของโจรสลัดสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นใบหน้ากร้านแดดและดวงตาที่แข็งกระด้างของชายร่างใหญ่ ผมสีแดงเข้มรวบเป็นเปียหางม้า เสื้อผ้าที่เก่าและขาดวิ่นบ่งบอกถึงการใช้งานมาอย่างยาวนาน เขาวางถาดอาหารลงบนพื้นอย่างไม่ใยดี เป็นขนมปังแข็ง ๆ กับเหยือกน้ำวางอยู่บนถาดนั้นอย่างน่าหดหู่
วิลล์พยักหน้าให้แจสเปอร์ที่อยู่หน้าสุด แจสเปอร์หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะแกล้งทำเป็นสะดุดล้มลงไปกองกับพื้นตรงหน้าโจรสลัดทันที
<font color="#48d1cc">"โอ๊ย!"</font> แจสเปอร์ร้องเสียงดัง มือปัดป่ายไปในอากาศราวกับพยายามทรงตัว โจรสลัดไม่ทันตั้งตัว พยายามจะหลบแต่ก็เสียหลักเล็กน้อย
จังหวะนั้นเอง เอโลอิสที่อยู่ด้านหลังแจสเปอร์ไม่รอช้า พุ่งเข้ากระแทกถาดอาหารอย่างแรงจนคว่ำ ขนมปังกลิ้งไปคนละทิศละทาง น้ำนองเต็มพื้น
ความวุ่นวายทำให้โจรสลัดผงะไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจและโกรธจัด ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งตัว วิลล์ก็พุ่งเข้าใส่ชกเข้าที่ปลายคางของโจรสลัดอย่างจัง เสียงกระดูกลั่นเบา ๆ โจรสลัดเซถลาไปชนกับผนังห้องขัง ศีรษะกระแทกกับไม้เก่า ๆ อย่างแรงจนร่างทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาของเขาเหลือกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะหมดสติไป
<font color="#008080">"เร็วเข้า!" </font>วิลล์ตะโกน ในขณะที่โจรสลัดยังคงกุมขมับอยู่บนพื้น เอโลอิสไม่รอช้า เธอสอดมือเล็ก ๆ ของเธอเข้าไปในเข็มขัดของโจรสลัดอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงพวงกุญแจขนาดใหญ่ที่ห้อยอยู่ เธอคว้ามันไว้แน่น ดึงออกมาจากเอวของโจรสลัดได้สำเร็จ
มือเรียวเล็กของเอโลอิสสั่นเล็กน้อยขณะพยายามไขกุญแจดอกแล้วดอกเล่าเข้ากับแม่กุญแจบานใหญ่ หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองศึก เธอเหลือบมองวิลล์ที่กำลังจ้องเขม็งไปที่โจรสลัดที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น เธอรู้ว่ามีเวลาไม่มาก
<font color="#ff8c00">"ได้แล้ว!" </font>ในที่สุด เอโลอิสก็ไขกุญแจได้สำเร็จ เสียงปลดล็อกดังแกร๊ก กังวานไปทั่วห้องขัง เธอรีบผลักประตูออกสุดแรง
<font color="#008080">"ไป!" </font>วิลล์ออกคำสั่ง เขาพุ่งตัวออกจากห้องขังเป็นคนแรก ตามด้วยเอโลอิสและแจสเปอร์ ป้าคาเรนตามมาเป็นคนสุดท้าย ทั้งหมดรีบวิ่งไปตามทางเดินที่มืดสลัว
<font color="#008080">"ไปทางนี้!" </font>วิลล์ชี้ไปยังช่องระบายอากาศเล็ก ๆ เหนือประตูทางเข้าห้องครัวที่อยู่ถัดไปสองห้องจากคุกใต้ท้องเรือ ช่องนั้นแคบมากจนดูเหมือนไม่มีใครจะมุดเข้าไปได้ แต่ด้วยความสิ้นหวัง ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกอื่น
วิลล์เริ่มปีนขึ้นไปเป็นคนแรก แผ่นหลังที่มีรอยสักของเขาเบียดเสียดกับขอบเหล็กของช่องระบายอากาศอย่างทุลักทุเล เขามุดเข้าไปได้อย่างยากลำบาก จากนั้นก็ยื่นมือลงมาช่วยเอโลอิสด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงจึงมุดเข้าไปได้ง่ายกว่าคนอื่น ตามมาด้วยป้าคาเรนที่บ่นอุบอิบตลอดทางเรื่องความคับแคบและกลิ่นอับ สุดท้ายแจสเปอร์ก็ใช้แรงทั้งหมดดันตัวเองเข้าไปในช่องระบายอากาศได้อย่างทุลักทุเล
พวกเขาคลานไปตามช่องระบายอากาศที่มืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่น กลิ่นอับชื้นและกลิ่นโลหะสนิมขึ้นคละคลุ้งไปทั่ว เสียงหัวใจของทุกคนเต้นระรัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของลูกเรือที่ดังลอดเข้ามาจากด้านล่าง พวกเขาต้องคลานไปอย่างเงียบเชียบที่สุด
<font color="#008080">
"ตรงนี้แหละ" </font>วิลล์กระซิบ เมื่อมาถึงทางแยกที่ระบุไว้ในรอยสักของเข<font color="#008080">า "ทางนี้ไปห้องเก็บสัมภาระ อีกทางไปท้ายเรือ"</font> เขาหันไปมองเอโลอิสและแจสเปอร์<font color="#008080"> "เอโลอิส แจสเปอร์ โชคดีนะ"</font>
เอโลอิสกับแจสเปอร์พยักหน้าให้วิลล์อย่างมุ่งมั่น ก่อนจะแยกตัวคลานไปในช่องทางที่นำไปสู่ห้องเก็บสัมภาระ พวกเขาคลานต่อไปอีกไม่นาน ก็มาถึงช่องระบายอากาศอีกแห่งที่นำไปสู่ห้องเก็บสัมภาระ มันเป็นช่องเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังลังสินค้าขนาดใหญ่ ทำให้ยากที่จะสังเกตเห็นจากด้านล่าง
<font color="#48d1cc">"พร้อมนะ?" </font>แจสเปอร์กระซิบถาม
เอโลอิสพยักหน้า เธอผลักฝาตะแกรงของช่องระบายอากาศออกเบา ๆ และหย่อนตัวลงสู่พื้นห้องเก็บสัมภาระ ตามมาด้วยแจสเปอร์
ห้องเก็บสัมภาระมืดสลัวและเต็มไปด้วยลังไม้ขนาดต่างๆ วางซ้อนกันสูงเกือบถึงเพดาน กลิ่นดินปืนและกลิ่นอับของไม้เก่า ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศ เอโลอิสใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ พยายามหาของของพวกเขา
<font color="#48d1cc">"มันอยู่ไหนนะ..." </font>แจสเปอร์บ่นพึมพำ
ไม่นาน เอโลอิสก็เห็นเข็มขัดเครื่องมือวิเศษของเธอที่มุมห้อง มันซ่อนอยู่หลังลังไม้ขนาดใหญ่ ดูเหมือนโจรสลัดจะแค่โยนมันทิ้งไว้โดยไม่สนใจไยดี เธอรีบวิ่งเข้าไปหยิบมันขึ้นมา ก่อนจะหันไปช่วยแจสเปอร์หาสัมภาระของเขาที่ถูกซ่อนอยู่ไม่ไกลกัน
<font color="#48d1cc">"เจอแล้ว!" </font>แจสเปอร์ร้องออกมาอย่างดีใจ เมื่อพบสัมภาระและอาวุธของเขา ที่พวกโจรสลัดไม่รู้ว่าจะมองเห็นเป็นอะไร และใกล้ ๆ กันก็มีกระเป๋าสีรุ้งของป้าคาเรนและชะลอมของเธอด้วย
<font color="#ff8c00">"รีบกลับไปที่ห้องเก็บเสบียงกันเถอะ"</font> เอโลอิสกระซิบก่อนจะเอากระเป๋าขนาดยักษ์ของป้าและชะลอมยัดเข้าเข็มขัดเครื่องมือวิเศษของเธอเพื่อให้สะดวกต่อการหนี</span></div><div style="text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;">
<div style="text-align: center;"><img src="https://img2.pic.in.th/pic/111265770.gif" width="382" _height="12" border="0"></div></span><span style="white-space-collapse: preserve;">
ในขณะเดียวกัน วิลล์กับป้าคาเรนก็คลานไปตามช่องระบายอากาศอีกทางหนึ่ง มันนำพวกเขาลงไปสู่ชั้นล่างสุดของเรือ ที่เป็นที่ตั้งของคลังสินค้าขนาดใหญ่และส่วนที่คาดว่าจะเป็นที่เก็บเรือมินิบานาน่า
<font color="#ff00ff">"นี่มันน่าเบื่อจริง ๆ" </font>ป้าคาเรนบ่นไม่หยุดขณะคลานไป <font color="#ff00ff">"ช่องระบายอากาศนี่ก็เล็กเหลือเกิน ฉันแก่แล้วนะ"</font>
<font color="#008080">"อีกนิดเดียวครับป้า" </font>วิลล์พยายามปลอบ เขาเองก็รู้สึกอึดอัดไม่แพ้กัน แต่ความมุ่งมั่นที่จะรอดออกไปทำให้เขาอดทนได้
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงช่องระบายอากาศที่นำไปสู่บริเวณท้ายเรือด้านนอก เมื่อวิลล์แง้มฝาตะแกรงออก แสงแดดจ้าก็สาดส่องเข้ามาพร้อมกับลมทะเลพัดปะทะใบหน้า พวกเขามองเห็นผืนทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตา และสิ่งที่ทำให้วิลล์และป้าคาเรนต้องประหลาดใจ...
เรือมินิบานาน่าไม่ได้ถูกผูกไว้ที่ท้ายเรือด้านนอกอย่างที่คาดไว้ แต่มันกลับถูกยกขึ้นมาวางอยู่บนดาดฟ้าเรือโจรสลัดอย่างกับเป็นของประดับชิ้นหนึ่ง เชือกเส้นหนาหลายเส้นรัดตรึงมันไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลอยหายไปกับลมทะเล
<font color="#ff00ff">"นั่นมัน..."</font> ป้าคาเรนพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ <font color="#ff00ff">"ไอ้เรือกล้วยโง่ ๆ นั่นมันอยู่บนเรือลำนี้จริงๆ ด้วย!"
</font>
เชือกที่รัดเรือมินิบานาน่าไว้หนาแน่นทำให้วิลล์กับป้าคาเรนต้องออกแรงอย่างหนัก วิลล์พยายามใช้มีดพกเล็ก ๆ ที่ซ่อนไว้ ตัดเชือกทีละเส้น ส่วนป้าคาเรนก็ใช้แรงทั้งหมดดึงและคลายปมเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางเสียงลมทะเลและเสียงคลื่นที่ซัดกระทบข้างเรือ
<font color="#ff00ff">“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเอาเรือบ้านั่นขึ้นมาไว้บนนี้”</font> ป้าคาเรนบ่นพึมพำขณะดึงเชือก <font color="#ff00ff">“เสียเวลาจริง ๆ”</font>
<font color="#008080">“อดทนหน่อยครับป้า อีกนิดเดียว” </font>วิลล์หอบเล็กน้อย เขาเร่งมือตัดเชือกเข้าไปอีก
<font color="#9932cc">“พวกแกคิดจะทำอะไร!”</font>
เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของ แจ็ค สปาร์ตัน รองกัปตันเรือ ทำให้วิลล์และป้าคาเรนถึงกับตัวแข็งทื่อ พวกเขาหันกลับไปช้า ๆ ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มผมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มแต่แฝงด้วยความเจ้าเล่ห์ แต่งกายดูคล้ายพวกยิปซีหรือฮิปปี้ เสื้อผ้าหลวม ๆ สีเข้ม เครื่องประดับโลหะแวววาว และที่สะดุดตาที่สุดคือหมากฝรั่งในปากที่เขากำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ
แจ็ค สปาร์ตันก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบกวาดมองวิลล์ที่ถือมีดพก และป้าคาเรนที่กำลังพยายามปลดเชือกที่รัดเรือมินิบานาน่าไว้ จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดที่เรือรูปร่างประหลาดคล้ายกล้วยลำนั้น
<font color="#9932cc">"พวกแกคิดจะขโมยเรืองั้นหรือ?" </font>แจ็คเลิกคิ้วขึ้นสูง<font color="#9932cc"> "แล้วนักโทษอย่างพวกแกหนีออกมาจากคุกใต้ท้องเรือได้ยังไงกัน!” </font>แจ็คก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว ดวงตาคมกริบไล่มองจากวิลล์ไปป้าคาเรน จากมีดพกในมือวิลล์ไปยังเชือกที่ขาดวิ่น <font color="#9932cc">“แล้วนี่คิดจะทำอะไรกับเรือของฉัน? อย่าบอกนะว่าพวกแกจะใช้เรือกล้วยโง่ ๆ นี่หนีไปกลางทะเล?” </font>แจ็คหัวเราะหึ ๆ ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต
วิลล์กระชับมีดในมือ เขารู้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังเข้าตาจน การต่อสู้กับรองกัปตันโดยตรงบนดาดฟ้าเรือที่เปิดโล่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่ ๆ
<font color="#008080">“เรา...เราแค่เดินหลงทางมา” </font>วิลล์พยายามพูดให้น้ำเสียงเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็รู้ดีว่ามันฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย
<font color="#9932cc">“เดินหลงทางมางั้นเหรอ?”</font> แจ็คเลิกคิ้วสูงขึ้นไปอีก ใบหน้าของเขามีร่องรอยความประหลาดใจเจือปนอยู่เล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง<font color="#9932cc"> “พวกนักโทษงี่เง่าอย่างแกจะมาหลงทางบนเรือของฉันได้ยังไงกัน! ใครเป็นคนเปิดคุกให้แก!”</font>
แจ็ค สปาร์ตัน จ้องมองวิลล์และป้าคาเรนสลับกับเรือมินิบานาน่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยปนกับความไม่พอใจ<font color="#9932cc"> “ไหนลองบอกมาซิว่าพวกแกหนีออกมาได้ยังไง! แล้วไอ้รอยสักประหลาดบนหลังแกนั่นมันคืออะไรกันแน่!”</font> เขาชี้นิ้วไปที่แผ่นหลังของวิลล์ที่โผล่พ้นเสื้อออกมาเล็กน้อย แจ็คก้าวเข้ามาอีกก้าว เตรียมพร้อมที่จะจับตัวทั้งคู่
วิลล์และป้าคาเรนตัวแข็งทื่อ พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันที่สุด ศัตรูกำลังจะเข้ามาถึงตัวและไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้เลยแม้ในพื้นที่เปิดโล่งเช่นนี้ วิลล์กำมีดในมือแน่น เหงื่อไหลซึมไปตามแผ่นหลัง เขาเตรียมพร้อมที่จะสู้ตาย แต่ก็รู้ดีว่าโอกาสชนะนั้นริบหรี่เต็มทีเพราะเขาเป็นแค่จิตแพทย์ไม่ใช่ไอ้แดงที่เป็นนักสู้
<font color="#9932cc">“พูดมานะ! ไม่งั้นแกได้เจอดีแน่!” </font>แจ็คตะคอกเสียงดัง มือของเขากำแน่นเตรียมพร้อมจะซัดหมัดใส่
ทันใดนั้นเอง!
<b><i>ปั่ก!
</i></b>
เสียงบางอย่างกระทบเข้ากับศีรษะของแจ็ค สปาร์ตันอย่างจัง เสียงนั้นหนักแน่นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ร่างของแจ็คเซถลาไปด้านข้าง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเจ็บปวด ก่อนที่เขาจะทันได้ร้องหรือพูดอะไรออกมา ร่างของแจ็คก็ร่วงลงไปกองกับพื้นดาดฟ้าเรืออย่างแรง ไม่ต่างอะไรกับถุงมันฝรั่งที่หมดสภาพ
วิลล์และป้าคาเรนถึงกับอึ้ง พวกเขาหันขวับไปมองยังทิศทางที่เสียงนั้นดังขึ้น และสิ่งที่เห็นทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม แจสเปอร์ยืนอยู่ตรงนั้น! ในมือของเขายังคงถือไม้ท่อนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นไม้ถูพื้นเก่า ๆ ที่หักครึ่ง ดวงตาของเขามีแววตื่นเต้น เอโลอิสยืนอยู่ข้าง ๆ แจสเปอร์ ใบหน้าของเธอยังคงซีดเผือดเล็กน้อยจากความตกใจ แต่ในแววตาก็ฉายแววโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
<font color="#008080">"แจสเปอร์! เอโลอิส! พวกเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!"</font> วิลล์อุทาน
<font color="#ff8c00">"เราได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็เลยตามมาดูค่ะ" </font>เอโลอิสอธิบายเสียงหอบเล็กน้อย<font color="#ff8c00"> "พอดีเราได้ยินเสียงป้าคาเรนบ่นดังมาก..." </font>เธอเหลือบมองป้าคาเรน
<font color="#48d1cc">"ใช่เลยครับ พอมาถึงก็เห็นไอ้หมอนี่กำลังข่มขู่พวกคุณอยู่พอดี ผมก็เลย...จัดให้ซะหน่อย!" </font>แจสเปอร์ยิ้มกว้าง
ป้าคาเรนมองแจสเปอร์ด้วยสายตาที่ผสมผสานระหว่างความโล่งใจและความรำคาญ
<font color="#ff00ff">"นายมันบ้าไปแล้วแจสเปอร์! ถ้าพลาดขึ้นมาจะเป็นยังไง!"</font>
<font color="#48d1cc">"แต่ผมไม่พลาดนี่ครับป้า!"</font> แจสเปอร์ตอบอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหันไปมองแจ็ค สปาร์ตันที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น<font color="#48d1cc"> "นี่เราควรจะทำยังไงกับไอ้หมอนี่ดีครับ?"
</font>
วิลล์รีบเดินเข้าไปตรวจสอบแจ็ค สปาร์ตัน
<font color="#008080">"เขาแค่สลบไป คงไม่เป็นอะไรมาก"</font> เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก <font color="#008080">"ดีแล้วล่ะแจสเปอร์ ขอบคุณมากที่มาช่วยไว้ได้ทันเวลา"</font>
<font color="#ff8c00">"ตอนนี้เราต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่คนอื่นจะมาเจอ" </font>เอโลอิสเตือน ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาหันไปมองเรือมินิบานาน่าที่ตอนนี้เชือกส่วนใหญ่ถูกตัดออกไปแล้ว เหลือเพียงไม่กี่เส้นที่ยังรัดตรึงมันไว้
<font color="#008080">"เราต้องรีบปลดเชือกที่เหลือแล้วลงเรือไปจากที่นี่!"</font> วิลล์สั่งการอย่างรวดเร็ว ทุกคนเริ่มลงมือช่วยกันปลดเชือกที่เหลืออย่างเร่งรีบ ท่ามกลางลมทะเลที่พัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับธรรมชาติกำลังเร่งเร้าให้พวกเขาหนีไปจากเรือลำนี้ให้เร็วที่สุด
เชือกเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลงพร้อมกับเสียงเฮือกสุดท้ายของทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันปลดปล่อยเรือมินิบานาน่าจากพันธนาการของเรือโจรสลัด เรือน้อยรูปทรงกล้วยบานาน่าดูโดดเด่นสะดุดตาบนดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กน้อยหลังจากเหตุการณ์ชุลมุนที่ผ่านมา
<font color="#008080">“สำเร็จแล้ว!” </font>วิลล์ร้องออกมาอย่างดีใจ เหงื่อไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักแผนที่<font color="#008080"> “เราไปกันเถอะ!”</font>
ทุกคนเตรียมตัวกระโดดลงเรือมินิบานาน่าที่ตอนนี้ถูกวางอยู่ใกล้ขอบกาบเรือที่สุด แต่ก่อนที่ใครจะได้ก้าวเท้าลงไป เอโลอิสก็ชะงักฝีเท้า ใบหน้าของเธอดูวิตกกังวล
<font color="#ff8c00">“เดี๋ยวสิ! เรายังไม่เจอเคอร์ติสเลยนะคะ!” </font>เอโลอิสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบ ๆ ดาดฟ้าเรืออย่างร้อนรน
ป้าคาเรนถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์
<font color="#ff00ff">“โอ๊ย! เจ้านกนั่นมันมีปีก ป่านนี้บินหนีไปเกาะไหนต่อไหนแล้วมั้ง”</font>
<font color="#ff8c00">“ไม่จริงหรอก!”</font> เอโลอิสโต้กลับทันควัน<font color="#ff8c00"> “ถึงเคอร์ติสจะขี้ขลาดแค่ไหน แต่มันไม่มีทางทิ้งฉันไปแบบนั้นแน่!”</font>
ขณะที่เอโลอิสยังคงยืนกรานหาผู้ติดตามของเธอ จู่ ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนก็ปรากฏจุดดำเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ บินร่อนลงมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จุดนั้นขยายใหญ่ขึ้นจนเผยให้เห็นร่างของนกกระทาตัวหนึ่งที่คุ้นเคย
<font color="#ff8c00">“เคอร์ติส!” </font>เอโลอิสร้องออกมาอย่างดีใจ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เคอร์ติสเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ดวงตาเล็ก ๆ ของมันกวาดมองทุกคนอย่างกระตือรือร้น แน่นอนว่าไม่มีใครฟังออกนอกจากเอโลอิส
<font color="#ff8c00">“เคอร์ติสบอกว่าทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเราจะหลงทางเลยค่ะ!”</font> เอโลอิสแปลให้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
<font color="#ff8c00">“มันบอกว่าแอบไปสลับสับเปลี่ยนแผนที่จุดหมายของเจ้าพวกโจรสลัดเป็นนอร์เวย์แทนแล้ว ตอนนี้เรือกำลังแล่นไปในทิศทางเดียวกับจุดหมายของเราเลยล่ะค่ะ! เจ้าพวกนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังแล่นเรือไปผิดทาง!”</font>
ความโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วทุกคนเมื่อรู้ว่าเคอร์ติสได้วางแผนที่อันชาญฉลาดไว้ให้แล้ว การเดินทางที่ดูมืดมนกลับมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ขึ้นมาทันที
<font color="#48d1cc">"สุดยอดไปเลยเคอร์ติส! นี่ก็หมายความว่าตลอดช่วงเวลาที่เราโดนขังเราก็ยังแล่นไปสู่จุดหมายเรื่อย ๆ สินะ" </font>แจสเปอร์ถึงกับยกนิ้วให้เจ้านกกระทาตัวน้อย
ป้าคาเรนมองเคอร์ติสด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากที่เคยดูถูก ตอนนี้กลับมองด้วยความทึ่งผสมกับความไม่เข้าใจ
<font color="#ff00ff">"ใครจะไปคิดว่าไอ้เจ้านกขี้ขลาดนี่จะมีประโยชน์ขึ้นมาได้บ้าง"</font> เธอพึมพำ
วิลล์มองเคอร์ติสด้วยความประหลาดใจไม่แพ้กัน ดวงตาของเขากวาดมองระหว่างเอโลอิสและนกกระทา ราวกับพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาเลือกที่จะไม่ถามอะไรเพิ่มแต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนถึงคุยกับนกรู้เรื่อง บางทีเด็กคนนี้ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์เช่นกัน
<font color="#008080">"เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาไปกันแล้ว!" </font>วิลล์เร่งเร้า<font color="#008080"> "ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าแจ็ค สปาร์ตันหายไป!"</font>
ทุกคนรีบปีนลงเรือมินิบานาน่าที่แกว่งไกวเล็กน้อยเมื่อพวกเขาหย่อนตัวลงไป วิลล์เป็นคนสุดท้ายที่ลงมา เขาช่วยผลักเรือออกจากกาบเรือโจรสลัดอย่างแรง เรือมินิบานาน่าลอยลำออกห่างจากเรือโจรสลัดช้า ๆ ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเลที่พัดพา พวกเขาโบกมืออำลาเรือลำนั้นด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไป ทั้งโล่งใจ ดีใจ และเหนื่อยล้า
เรือมินิบานาน่าลอยลำออกห่างจากเรือโจรสลัดไปได้ระยะหนึ่ง วิลล์นั่งมองด้วยความสงสัย เรือลำนี้แล่นไปข้างหน้าได้อย่างไรในเมื่อไม่มีใครกำลังแจวเรือเลยสักคน เขาหันไปมองเอโลอิสและแจสเปอร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แต่ทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ นอกจากนั่งมองผืนน้ำเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
ทันใดนั้นเอง! เสียงคำรามก้องก็ดังแว่วมาจากเรือโจรสลัดที่อยู่ห่างออกไป
<font color="#483d8b">"พวกแกคิดจะหนีไปไหน! ไม่มีใครหนีจากกัปตันเดวี่ จอห์นไปได้หรอก!"</font>
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและน่าสะพรึงกลัว บ่งบอกว่ากัปตันเดวี่ จอห์นได้รู้ตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ยอมปล่อยให้เหล่าเดมิก็อดหนีไปง่าย ๆ แน่นอน
</span></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="text-align: left;"><br></div></font></span></div></div><p><font size="3" face="Kanit"><br>
</font></p>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-8-23 18:14:21
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img2.pic.in.th/pic/-12e00cceed625783bb.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="font-size: medium; text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;">เสียงคำรามของกัปตันเดวี่ จอห์น ดังสะท้อนไปทั่วผืนทะเลคล้ายฟ้าผ่า ทำให้ผิวน้ำที่เคยนิ่งสงบสั่นไหวเล็กน้อย เอโลอิสสะดุ้งสุดตัว แจสเปอร์หันขวับกลับไปมองเรือโจรสลัดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ป้าคาเรนทำหน้าไม่สบอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม ส่วนวิลล์ที่ยังคงนั่งสงสัยเรื่องเรือที่แล่นได้เองก็ต้องสลัดความสงสัยออกไปจนหมดสิ้นเมื่อภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา
<font color="#ff8c00">“นี่หมอนั่นจะไม่ยอมปล่อยเราไปเลยหรือไงกัน!”</font> เอโลอิสบ่นออกมาอย่างหัวเสีย
<font color="#ff00ff">“โอ๊ย! อีเรือบ้านี่มันจะเร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอ! เดี๋ยวกัปตันปัญญาอ่อนนั่นก็ตามมาทันหรอก!” </font>ป้าคาเรนถอนหายใจเฮือกใหญ่
ยังไม่ทันขาดคำ แจสเปอร์ก็โยนไม้พายที่เขาหยิบมาจากบนเรือให้ป้าคาเรน
<font color="#48d1cc">“งั้นป้าก็ช่วยกันพายช่วงส่งแรงให้เรืออีกทางสิครับ!”</font>
ป้าคาเรนรับไม้พายมาอย่างงง ๆ ก่อนจะมองแจสเปอร์ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม
<font color="#ff00ff">“เจ้าเด็กนี่! คิดว่าฉันเป็นทาสพายเรือรึไง!”</font>
<font color="#48d1cc">
“ก็ตอนนี้ในสายตาพวกมันพวกเราเป็นนักโทษหนีคุกนี่ครับ!”</font> แจสเปอร์โต้กลับทันควัน<font color="#48d1cc"> “ถ้าเราไม่พาย แล้วจะหนีไอ้กัปตันนั่นได้ยังไง!”
</font>
<font color="#008080">“ใจเย็น ๆ ก่อนครับทุกคน! เราต้องสามัคคีกัน” </font>เขาหันไปมองป้าคาเรน <font color="#008080">“ป้าคาเรนครับ...ผมรู้ว่าป้าอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เราอาจจะตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งก็ได้นะครับ”</font> วิลล์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไกล่เกลี่ย
ทันทีที่วิลล์พูดจบ บรรยากาศบนเรือก็เงียบลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงกระแสน้ำกระทบกับลำเรือเบา ๆ กับเสียงคำรามของกัปตันเดวี่ที่เริ่มเบาลงเล็กน้อยเพราะระยะห่างที่เพิ่มขึ้น
ป้าคาเรนมองหน้าทั้งสามคนสลับกันไปมาอย่างชั่งใจ ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้ดูเหนื่อยอ่อนมากกว่าหงุดหงิด
<font color="#ff00ff">“ก็ได้ ๆ! ฉันจะพายก็ได้…แต่ถ้าเรารอดไปจากเรื่องบ้านี่ได้ ฉันจะลากพวกเธอกลับบ้านไปฟ้องแม่(ไทคี)ให้หมดเลย!”</font>
<font color="#48d1cc">“ขอบคุณครับป้า” </font>แจสเปอร์กลั้นยิ้ม
เอโลอิสเองก็ไม่วายแอบหัวเราะเบา ๆ ขณะยื่นไม้พายอีกอันให้วิลล์
<font color="#ff8c00">“มาเลย! เรามาช่วยกันพายให้ไอ้กัปตันนั่นตามไม่ทันกันเถอะ!”</font>
เรือเล็กทั้งลำเริ่มขยับเร็วขึ้นเล็กน้อยตามแรงพายที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสี่คน ท้องฟ้าที่เคยสว่างกลับเริ่มมีเมฆดำลอยปกคลุม ความรู้สึกไม่สู้ดีเริ่มแผ่ซ่านผ่านลมหายใจของทุกคน
กระแสน้ำกลางมหาสมุทรแอตแลนติกยังคงเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังอันน่ากลัวราวกับจะกลืนกินทุกชีวิตที่ลอยอยู่เหนือมัน เรือมินิบานาน่าแล่นฝ่าคลื่นไปอย่างมุ่งมั่น เสียงไม้พายกระทบผิวน้ำเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมกับเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของแต่ละคนที่พยายามสู้กับความเหนื่อยล้าและแรงต้านของทะเลที่เริ่มบ้าคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ
เหนือศีรษะพายุเริ่มตั้งเค้าชัดเจน เมฆดำทะมึนม้วนตัวหนาทึบราวกับฝูงมังกรบนท้องฟ้า ฟ้าผ่าลงมาเป็นสาย ๆ เสียงฟ้าร้องคำรามตามมาติด ๆ ดังก้องไปทั่ว เสริมความน่าสะพรึงกลัวให้กับผืนน้ำเบื้องล่างซึ่งเริ่มแปรปรวนจากความสงบเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดกระแทกลำเรือเล็กจนโคลงเคลงไม่เป็นทิศ
ในขณะเดียวกัน กลางหมอกทะเลด้านหลัง เสียงที่ไม่มีใครอยากได้ยินก็ดังแว่วมาตามลมอีกครั้ง เสียงแหบแห้งแต่ทรงพลังของกัปตันเดวี่ จอห์น ตะโกนก้องราวกับปีศาจตื่นจากนรก
<font color="#483d8b">“หนีกันเข้าไป! คิดว่าข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่าย ๆ รึ?! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าาาา!!!”</font>
เสียงหัวเราะแหลมสูงของเขาตามมาทันทีหลังประโยคนั้นราวกับจะทะลุฟ้า เขาแว้ดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงแหกปากสาปแช่งล่องลอยมาในอากาศประหนึ่งผีสิงที่ตามหลอกหลอนในความฝันร้าย
<font color="#483d8b">“เจ้าพวกโง่! ข้าเห็นพวกเจ้า! ข้าได้กลิ่นกลัวของพวกเจ้า!!”</font>
<font color="#ff00ff">
“โอ๊ย!! หยุดพูดไม่ได้หรือไง!” </font>ป้าคาเรนโวยเสียงดัง ขณะพายเรืออย่างหัวเสีย <font color="#ff00ff">“เสียงอย่างกับนกหวีดติดหวัด!”</font>
แจสเปอร์หันไปมองด้านหลัง เรือโจรสลัดสีดำขนาดมหึมาเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น มันเหมือนเงามัจจุราชที่กำลังเคลื่อนผ่านม่านหมอกหนา ไล่ตามพวกเขามาอย่างไม่ลดละ ธงรูปหัวกะโหลกกับกังหันลมถูกลมพายุสะบัดโบกไหว ราวกับเยาะเย้ยความพยายามของผู้หลบหนี
<font color="#ff8c00">“มันยังตามมาอีกเหรอเนี่ย!?” </font>เอโลอิสอุทาน น้ำเสียงเริ่มสั่นนิด ๆ
<font color="#008080">
“ดูเหมือนมันจะเร็วขึ้นด้วย…” </font>วิลล์พึมพำเบา ๆ สายตาจับจ้องไปยังเรือข้างหลังเหมือนจะประเมินระยะห่าง<font color="#008080"> “อีกไม่นานก็คงตามทัน…”</font>
<font color="#48d1cc">“ไม่! เราหยุดไม่ได้!” </font>แจสเปอร์กัดฟันแน่น <font color="#48d1cc">“เรายังต้องหนีต่อ!”</font>
พวกเขาต่างเงียบลงอีกครั้ง ต่างคนต่างพายอย่างเต็มแรง คลื่นที่เริ่มถาโถมสูงขึ้นเรื่อย ๆ กระแทกลำเรือราวกับจะกลืนมันลงไปในท้องทะเล ทว่าเรือก็ยังคงฝ่าไปข้างหน้าอย่างเหน็ดเหนื่อย เสียงกัปตันเดวี่ยังคงดังอยู่เป็นระยะ แหวกสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาใส่ผืนทะเล
<font color="#483d8b">“หนีไปให้ไกลสิ! หนีไปให้ไกลที่สุดที่เจ้าจะไปได้! แต่จงจำไว้…ไม่มีใครหนีข้าได้พ้น!! ไม่มีใคร!!!”</font>
ทั้งสามคนต้องหยุดจ้วงพายลงเล็กน้อยเมื่อพบว่าด้านหน้ามีบางสิ่งผิดปกติ ปรากฏการณ์ประหลาดกำลังรออยู่ตรงหน้า หมอกหนาเป็นกำแพงขาวโพลนบิดตัวเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ลมพายุหมุนวนอย่างไร้ทิศทาง หนากว่าที่พวกเขาเคยเจอมา และที่น่าขนลุกกว่าคือ…มันโผล่มาโดยไม่ให้สัญญาณเตือนใด ๆ เลย
<font color="#483d8b">“อะไรกันน่ะ…” </font>วิลล์พึมพำ สีหน้าซีดเผือด
<font color="#48d1cc">“เราควรหันกลับไหม…”</font> แจสเปอร์เอ่ยเสียงเบา แต่ก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจ เพราะด้านหลังมีเรือโจรสลัดยักษ์ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของคนไข้จิตเวชที่คิดว่าตัวเองเป็นจอมสลัดตามมาอยู่ไม่ไกล
<font color="#ff00ff">“ถ้าพายกลับไป ก็คือตายอยู่ดี ทำไมฉันต้องมาตายทั้งที่อายุยังน้อย(?) แบบนี้เนี่ย!”</font> ป้าคาเรนบ่นพลางจ้องกำแพงหมอกข้างหน้าอย่างหัวเสีย
เอโลอิสมองพวกเขาทีละคน แล้วพูดขึ้นทันทีโดยไม่ลังเล
<font color="#ff8c00">
“เอาวะ! ไปตายเอาดาบหน้าอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสรอดดีกว่ายอมกลับไปโดนคนบ้าบนเรือนั่นสับเป็นชิ้น ๆ!”</font>
ไม่มีใครค้าน เพราะต่างก็รู้ว่าทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่…คือข้างหน้า
ทุกคนเริ่มพายเรืออย่างแรงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คือการเดิมพันสุดท้าย เรือเล็กพุ่งเข้าสู่ม่านหมอกหนาทึบ อุณหภูมิเย็นเฉียบจนรู้สึกเหมือนหายใจเอาน้ำแข็งเข้าไป ลมหมุนวนรอบตัวเริ่มแรงขึ้น และทัศนวิสัยแคบลงจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเรือ
จากนั้น…
<font color="#483d8b">“เดี๋ยว! นั่นเสียงอะไร…” </font>วิลล์เบิกตากว้าง
เสียงคำรามของกระแสน้ำดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง จู่ ๆ ผืนน้ำเบื้องหน้าก็แตกออกเป็นน้ำวนมหึมา พายุกระโชกแรงพัดขึ้นจากกลางวงน้ำวน เสียงโครมครามดังก้องราวกับทั้งทะเลกำลังแผดร้อง
<font color="#48d1cc">“พายุ! น้ำวน! ระวัง!!”</font> แจสเปอร์ตะโกน
เคอร์ติส เจ้านกกระทาตัวจ้อยที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมเรือ กระพือปีกบินเตลิดขึ้นสู่ฟ้าอย่างตื่นตระหนก ร้องเสียงหลง บินวนเหนือหัวอย่างไร้ทิศทาง
เอโลอิสรีบคว้าไม้พายพยายามควบคุมทิศทางเรือสุดแรง แต่แรงต้านของกระแสน้ำและลมกลับรุนแรงขึ้นทุกวินาที
<font color="#ff8c00">“มันแรงเกินไป! ฉันคุมไม่ได้!!”</font> เธอตะโกนสุดเสียง
คลื่นยักษ์ลูกหนึ่งซัดเข้าใส่พวกเขาเต็มแรง ราวกับทั้งทะเลถาโถมเข้ามาในคราเดียว เรือทั้งลำกระเด็นพลิกคว่ำกลางพายุ พวกเขาร้องลั่นในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนลงสู่ผืนน้ำ
ท่ามกลางความโกลาหล เรือมินิบานาน่าเริ่มสั่นเล็กน้อยอย่างมีระบบ ก่อนจะหดตัวลงตามกลไกเวทมนตร์เฉพาะตัว กลายเป็นผ้าเช็ดปากสีเหลือง ลอยคว้างอยู่เหนือฟองคลื่น
เคอร์ติสที่บินวนอยู่เบื้องบนเห็นดังนั้น รีบโฉบลงมาคาบผ้าเช็ดปากนั้นไว้ในปากอย่างรวดเร็ว จากนั้นรีบตีกระพือปีกแรง ๆ เพื่อบินขึ้นอีกครั้ง ก่อนลอยวนอย่างร้อนรนอยู่เหนือผิวน้ำที่ตอนนี้กลับมาเงียบสงัดอย่างผิดธรรมชาติ
ไม่มีใครโผล่ขึ้นมา
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากใต้ทะเล
มีเพียงเจ้าเคอร์ติส ที่ยังคงบินวนอยู่เหนือผืนน้ำเฝ้ารอปาฏิหารย์ พร้อมผ้าเช็ดปาก…ซึ่งยังเป็นความหวังเพียงชิ้นเดียวของการเดินทางที่มันคาบไว้ได้ทัน…
</span></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></div><div style="text-align: center;"><span style="white-space-collapse: preserve;"><font size="4" color="#ff0000"><b>เลือก (1) พุ่งเรือไปข้างหน้าที่เกิดลมพายุและหมอกหนาเขรอะกระทันหัน</b></font></span></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: center;">@God </div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><br></div></font></span></div></div><p><font size="3" face="Kanit"><br>
</font></p>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-8-31 16:04:34
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-137c66af6776c52ddc.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">ชายหาดที่พวกเขาเกยตื้นอยู่นั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งเป็นระลอกและเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านต้นมะพร้าวซึ่งเต้นระบำอยู่บนหาดทรายขาวละเอียด เหล่าเดมิก็อดนอนแผ่หลาอยู่บนผืนทรายที่เย็นชื้น เอโลอิสเป็นคนแรกที่เริ่มรู้สึกตัว เธอสำลักน้ำทะเลเค็มปี๋ออกมาหลายอึกจนจุกไปหมด ก่อนจะไอโขลก ๆ จนตัวงอ เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน ทว่าแสงอาทิตย์สีส้มอ่อน ๆ กำลังสาดส่องลงมาเป็นริ้ว ๆ ทะลุผ่านม่านเมฆหนา เผยให้เห็นขอบฟ้าที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม เธอค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า สังเกตไปรอบ ๆ พบว่าตัวเองและเพื่อน ๆ มาอยู่บนเกาะที่ไหนสักแห่ง
แจสเปอร์ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นทราย เสื้อผ้าเปียกโชกจนแนบติดตัว ผมที่เคยเป็นทรงสวยตอนนี้ยุ่งเหยิงไปหมดจนดูเหมือนรังนก เอโลอิสยื่นมือออกไปสะกิดแขนเขาเบา ๆ แต่เขาก็ยังนิ่ง เธอจึงตัดสินใจใช้สันมือตบลงไปที่แก้มของเขาเบา ๆ สองสามครั้ง พลางเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ
<font color="#008080">
</font><font color="#ff8c00">“แจสเปอร์! ตื่นสิ! แจสเปอร์!”</font>
ในที่สุดเขาก็ไอค่อกแค่กออกมาเป็นคำตอบ แจสเปอร์ค่อย ๆ ขยับตัวแล้วใช้ข้อศอกยันตัวขึ้นมา ดวงตาของเขายังคงพร่ามัวจากการตกอยู่ในน้ำนานเกินไป เขาหันไปมองเอโลอิสด้วยสีหน้าที่ยังคงงุนงง
<font color="#48d1cc">“เรา…เราอยู่ที่ไหน?”</font>
<font color="#ff8c00">“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”</font> เอโลอิสตอบเสียงแผ่ว<font color="#ff8c00"> “แต่ดูเหมือนว่าเราจะรอดแล้วนะ”
</font>
ขณะนั้นเองเสียงสั่นกึกก้องที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากใต้เสื้อของเอโลอิส เธอรีบล้วงมือเข้าไปในเสื้อที่เปียกชื้นของเธอ แล้วพบว่าเคอร์ติสเจ้านกกระทาตัวจ้อยกำลังสั่นงันงกเหมือนกำลังเป็นไข้ ตัวของมันเปียกปอนไปหมด ขนที่เคยฟูตอนนี้ลีบแบนไปหมด มันร้องจิ๊บ ๆ เบา ๆ ราวกับจะบอกว่ามันหนาวมากแค่ไหน เอโลอิสรีบอุ้มมันขึ้นมาแล้วแนบกับอกของเธอให้ความอบอุ่น แต่เสื้อของเธอก็ยังคงชื้นอยู่มาก ทำให้มันไม่สามารถทำให้อุณหภูมิของเจ้าเคอร์ติสเพิ่มขึ้นได้อย่างที่เธอต้องการ
<font color="#808000">“นะ..หนาวจังขอรับ…” </font>
แจสเปอร์ใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวเจ้าเคอร์ติสอย่างแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู เขามองดูนกกระทาตัวน้อยที่กำลังสั่นงันงกด้วยความเป็นห่วง
<font color="#48d1cc">“ดูเหมือนว่าเจ้านกน้อยจะรอดมากับเราด้วยนะ” </font>เขาพึมพำ<font color="#48d1cc"> “แล้วป้าคาเรนล่ะ?”</font>
ทั้งสองคนหันไปมองป้าคาเรนที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนผืนทรายใบหน้าของเธอซีดเผือดจนขาวราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งร่องรอยของสีเลือดใด ๆ เอโลอิสรู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างฉับพลัน เธอค่อย ๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะที่ไหล่ของป้าแล้วเขย่าเบา ๆ
<font color="#ff8c00">“ป้า…ป้าคาเรน…ตื่นสิคะ”</font>
ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากป้าคาเรน แจสเปอร์มองดูป้าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย น้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาในดวงตาของเขา เขาจ้องมองร่างไร้ชีวิตของป้าคาเรนแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
<font color="#48d1cc">
“ไม่นะ…หรือว่าป้าจะ…จะตายแล้วจริง ๆ เหรอ ไม่น่าเลย…โธ่…ป้า…”</font>
เขาเริ่มฟูมฟายและร้องไห้แบบเด็ก ๆ เอโลอิสเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปลูบหลังเขาเบา ๆ เธอพยายามทำใจให้สงบ แม้ว่าหัวใจของเธอจะบีบรัดแน่นก็ตาม เธอเห็นความตายมามากเกินไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่รู้ตัวว่าเป็นเดมิก็อด การสูญเสียบางสิ่งในภารกิจจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น การเห็นคนที่เราเพิ่งจะร่วมผจญภัยด้วยเสียชีวิตก็ยังคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดอยู่ดี ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงแหลมสูงดังขึ้นมาขัดจังหวะความโศกเศร้าของพวกเขา
<font color="#ff00ff">“ฉันยังไม่ตาย! อย่ามาแช่งฉันนะเจ้าเด็กบ้า!”</font>
ป้าคาเรนลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความโกรธจัดจนน่ากลัว ทำให้ทั้งเอโลอิสและแจสเปอร์สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจอย่างพร้อมเพรียงกัน
<font color="#48d1cc">“อ้าว! ป้ายังไม่ตายเหรอ!” </font>แจสเปอร์ร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
<font color="#ff00ff">“ตายแล้วจะมานอนคุยกับแกเหรอ! ตาบอดหรือไง!”</font> ป้าคาเรนโวยวายพร้อมกับค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เอโลอิสจ้องมองป้าคาเรนที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยความโล่งใจปนความประหลาดใจ
<font color="#48d1cc">“ก็เห็นหน้าป้าซีดเผือดขนาดนั้นผมก็คิดว่าป้าจากไปแล้วน่ะสิ!” </font>แจสเปอร์โพล่งออกมาอย่างไม่ทันคิด
<font color="#ff00ff">“หา!?” </font>ป้าคาเรนหรี่ตาลง ใบหน้ายับย่นของเธอยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ผิวหนังที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางกันน้ำอย่างดีบัดนี้ถูกน้ำทะเลและพายุที่โหมกระหน่ำชะล้างออกไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงใบหน้าเปลือยเปล่าที่มีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏอยู่ทั่วอย่างชัดเจน เธอจ้องมองแจสเปอร์ด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ
<font color="#ff00ff">“แก…แกหาว่าหน้าสดของฉันเหมือนศพเรอะ!”</font>
ยังไม่ทันที่แจสเปอร์จะได้แก้ตัว ป้าคาเรนก็ใช้ฝ่ามือที่ยังคงสั่นเทาจากการสำลักน้ำพยายามจะฟาดลงมาบนตัวเขา แจสเปอร์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งหนีไปตามชายหาดอย่างรวดเร็ว ป้าคาเรนร้องเสียงหลงพร้อมกับพยายามใช้ข้อศอกยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล
<font color="#ff00ff">“จะหนีไปไหนเจ้าเด็กบ้า! กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”</font>
เอโลอิสและเคอร์ติสได้แต่มองภาพนั้นอย่างงุนงง เอโลอิสที่อุ้มเคอร์ติสไว้ในอ้อมแขนได้แต่นั่งมองแจสเปอร์ที่วิ่งหนีไปเรื่อย ๆ โดยมีป้าคาเรนค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วทำท่าจะวิ่งไล่ตามมาติด ๆ เธอได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
<font color="#ff8c00">“หนังเหนียวชะมัด” </font>เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางลูบขนของเคอร์ติสอย่างแผ่วเบา
แจสเปอร์ยังคงวิ่งหนีไปตามชายหาดอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีป้าคาเรนค่อย ๆ ทำท่าจะวิ่งไล่ตามไปติด ๆ เสียงตะโกนด่าทอของทั้งสองดังไปทั่วชายหาดจนนกนางนวลที่กำลังบินหากินอยู่แถวนั้นต้องกระพือปีกบินหนีด้วยความตื่นตระหนก เอโลอิสได้แต่มองภาพนั้นอย่างอ่อนใจ เธอส่ายหัวอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันไปสนใจสิ่งรอบตัวอีกครั้ง ดวงตาของเธอกวาดมองไปทั่วผืนทรายที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้นเอง สายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่มีสีเหลืองสะดุดตาเกยอยู่บนพื้นทรายห่างออกไปไม่ไกลนัก มันเป็นผ้าเช็ดปากสีเหลืองที่เปียกชื้นและยับยู่ยี่จนแทบจะดูไม่ออกว่าเป็นรูปทรงอะไร แต่เอโลอิสก็จำมันได้ในทันที มันคือเรือมินิบานาน่า! หัวใจของเธอพองโตด้วยความดีใจที่เรือลำนี้ยังคงอยู่กับพวกเขา เอโลอิสรีบวิ่งเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
ในขณะนั้นเอง เคอร์ติสที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอก็ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงจิ๊บ ๆ แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ
<font color="#808000">“กระผมมันไว้ได้ทันขอรับ ก่อนที่พายุจะกลืนเราลงไปในท้องทะเล”</font>
ดวงตาของเอโลอิสเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอจ้องมองนกกระทาตัวน้อยที่ดูเหมือนจะหมดแรงเต็มที เคอร์ติสเงยหน้าขึ้นมองเธอแล้วพูดต่อด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
<font color="#808000">“ภาพสุดท้ายที่กระผมเห็น…คือคุณวิลล์…เขาถูกคลื่นยักษ์ซัดไปทางเรือโจรสลัด…แล้วก็ไม่เห็นเขาอีกเลยขอรับ”</font>
คำพูดของเคอร์ติสทำให้หัวใจของเอโลอิสหล่นวูบ เธอหันกลับไปมองที่ชายหาดอีกครั้ง สายตาของเธอไล่สำรวจไปทั่วทุกตารางนิ้วของผืนทรายที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า แล้วเธอก็ต้องหยุดนิ่งเมื่อเห็นรองเท้าที่เปื้อนคราบน้ำทะเลข้างหนึ่งวางอยู่บนพื้นทรายอย่างโดดเดี่ยว มันเป็นรองเท้าของวิลล์ ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงชะตากรรมของเขาเลยว่ารอดชีวิตมาได้หรือไม่ หรือจะถูกพัดพาไปที่ใด
เอโลอิสตัดสินใจที่จะยุติการทะเลาะวิวาทของทั้งสองคนเสียที เธอรีบตะโกนสุดเสียง
<font color="#ff8c00">“ป้าคาเรน! แจสเปอร์! หยุดก่อน! มาทางนี้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”</font>
เสียงของเอโลอิสทำให้ทั้งสองคนหยุดชะงัก ป้าคาเรนหันกลับมามองเอโลอิสด้วยสีหน้าหงุดหงิด ส่วนแจสเปอร์ก็ใช้จังหวะนั้นแอบเข้ามารวมตัวกับเอโลอิสอย่างรวดเร็วเพื่อหลบหนีการลงโทษจากป้าคาเรน
<font color="#ff00ff">“มีอะไร?”</font> ป้าคาเรนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เอโลอิสสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
<font color="#ff8c00">“เราต้องรีบสำรวจชายหาดแล้วเก็บสัมภาระที่อาจเกยตื้นมากับเราให้หมดก่อนที่น้ำจะขึ้น! และอีกอย่าง...เคอร์ติสเห็นคุณวิลล์…ถูกคลื่นซัดไปทางเรือโจรสลัด...แล้วก็ไม่เห็นเขาอีกเลย”</font> เธอพูดพร้อมกับชูรองเท้าของวิลล์ขึ้นมาให้พวกเขาดู ทั้งแจสเปอร์และป้าคาเรนจ้องมองรองเท้าในมือของเธอด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า ความโศกเศร้าเข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบทันที
พวกเขาทั้งสามคนเริ่มแยกย้ายกันออกสำรวจชายหาดอย่างตั้งใจ ป้าคาเรนเป็นคนแรกที่ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ เธอวิ่งเข้าไปหาถุงสีรุ้งใบโปรดของเธอที่ตอนนี้มีสภาพเปียกชื้นและมีเศษทรายติดอยู่ทั่ว เธอรีบหยิบมันขึ้นมากอดไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก ก่อนจะเริ่มตรวจสอบข้างในว่าของที่อยู่ข้างในยังคงอยู่ครบหรือไม่
หลังจากการค้นหาสัมภาระที่เกยตื้นอยู่ริมชายหาด ทุกคนก็รวบรวมของที่จำเป็นกลับมาได้เกือบครบ สิ่งของส่วนใหญ่ที่สูญหายไปคือของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างยำยำช้างน้อยหรือเสบียงอาหารบางส่วน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างอาวุธประจำตัวของแต่ละคนกลับยังอยู่ครบถ้วน ทั้งสามคนจึงรู้สึกโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้ในสภาพที่พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง
เมื่อสำรวจข้าวของกันจนพอใจแล้ว ทั้งสามก็ตัดสินใจเดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ เกาะเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น พวกเขาเดินเลียบชายหาดมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งป่าทึบเบื้องหน้าเริ่มเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินหินที่สะอาดสะอ้าน และเมื่อเดินไปตามทางนั้นได้ไม่ไกล พวกเขาก็พบกับป้ายที่ทำจากไม้สลักคำว่า ‘เกาะแอดัมส์ทาวน์’ อย่างชัดเจน เมื่อพ้นจากป้ายไป บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ป่าหรือหาดทรายที่ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่กลับเป็นภาพที่ราวกับยกกรุงโรมขนาดย่อส่วนมาตั้งไว้บนเกาะแห่งนี้ สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่เป็นอาคารหินอ่อนสีขาวสลับกับอิฐสีน้ำตาลแดง มีเสาโรมันสูงตระหง่านเรียงรายอยู่ตามท้องถนนที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาด มีลานกว้างสำหรับฝึกซ้อมและมีโดมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางของลานนั้น มีรูปปั้นสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงประดับอยู่ตามมุมต่าง ๆ ทั่วบริเวณ เสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าของเหล่าผู้คนในชุดอย่างกับทหารโรมันดังไปทั่วบริเวณ เอโลอิสถึงกับพึมพำออกมาด้วยความตกใจ
<font color="#ff8c00">“นี่มันอะไรกันเนี่ย…”</font>
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาประหนึ่งนักร้องวงวันไดเร็คชั่นในชุดคลุมสีม่วงซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของกองพันที่สิบสองปักอยู่บนหน้าอกก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว เขาจ้องมองเหล่าเดมิก็อดด้วยความสงสัย พลางถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
<font color="#9932cc">“พวกคุณเป็นใครกัน มาที่นี่ได้ยังไง?”</font>
เดมิก็อดทั้งสามคนยังคงอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าจนไม่ทันได้ตอบคำถามใด ๆ ชายหนุ่มคนนั้นก็โพล่งขึ้นมาด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม
<font color="#9932cc">“หรือจะเป็นเด็กใหม่?”</font> เขามีท่าทีดีใจอย่างออกนอกหน้าเมื่อพูดจบ เขาแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง<font color="#9932cc"> “ยินดีต้อนรับสู่ค่ายโรมานอร์ส! ผมชื่อเจสัน บัลลาซาร์ ไดซ์”</font>
เมื่อแนะนำตัวจบ เขาก็ผายมือเชิญชวนให้ทั้งสามไปนั่งที่โต๊ะม้าหินที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเขาอยู่
<font color="#9932cc">“เชิญทางนี้เลย เรามานั่งคุยกันก่อนดีกว่า”</font>
ในระหว่างที่แจสเปอร์ยังคงเงียบงันด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ป้าคาเรนกำลังง่วนอยู่กับการจัดระเบียบข้าวของในถุงสายรุ้งของเธอ และเอโลอิสที่ยังคงสับสนกับสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเขาทั้งสามก็ได้แต่ทำตามคำเชิญชวนของเจสันอย่างว่าง่าย พวกเขานั่งลงบนโต๊ะม้าหินที่ทำจากหินอ่อนสีขาวนวลซึ่งเย็นเฉียบเมื่อสัมผัส และเริ่มสำรวจผู้คนรอบตัวที่ดูเหมือนจะกำลังฝึกซ้อมอะไรบางอย่างอยู่ห่างออกไป
ในใจของเอโลอิสยังคงสับสนไปหมด เธอเคยได้ยินข่าวลือเรื่องค่ายของกึ่งเทพอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากค่ายฮาล์ฟบลัดมาก่อนในตอนที่เธออยู่ที่ค่าย ซึ่งก็ดูไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรนัก อย่างเช่น อีตาอินทรีแดง ดีมิทรี นาวิคอฟ ที่เธอเคยเจอตอนภารกิจตามราชรถของเทพอะพอลโลเจ้านั่นก็เป็นครึ่งเทพรัสเซีย ดังนั้นการมีค่ายของกึ่งเทพอยู่ทั่วโลกจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับเธอ เธอหันไปกระซิบถามเคอร์ติสที่ยังคงซุกตัวอยู่ในเสื้อของเธอ
<font color="#ff8c00">“นายเคยได้ยินชื่อค่ายนี้ไหม เคอร์ติส?”</font>
เคอร์ติสสั่นเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงที่เบาหวิว
<font color="#808000">“กระผมก็ไม่แน่ใจนักขอรับ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพกรีกกระผมรู้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นเทพของที่อื่นกระผมไม่สามารถบอกได้เลยขอรับ” </font>เจ้าเคอร์ติสพูดต่อ <font color="#808000">“แต่กระผมได้ยินมาว่าค่ายที่เหมือนกับกรุงโรม มีค่ายจูปิเตอร์ที่อยู่แคลิฟอร์เนียขอรับ แต่ค่ายนี้กระผมก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน”</font>
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอย่างเงียบ ๆ เจสันก็เริ่มบทสนทนาขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด
<font color="#9932cc">“พวกคุณมาจากไหนเหรอ? แล้วเดินทางมาที่นี่ได้ยังไง ไม่คิดเลยว่าจะมีคนหาที่นี่พบด้วย”</font> เขาถามด้วยรอยยิ้มที่สดใส
ทั้งสามคนนั่งนิ่งไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของเจสันอย่างไรดี เพราะเรื่องราวทั้งหมดนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายให้คนแปลกหน้าฟังได้ง่าย ๆ แต่เอโลอิสก็ตัดสินใจที่จะเล่าความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด
<font color="#ff8c00">“พอดีว่าพวกเรา…ประสบอุบัติเหตุทางเรือนิดหน่อยน่ะค่ะ” </font>เอโลอิสกล่าวพร้อมกับยิ้มแหย ๆ <font color="#ff8c00">“ก็เลยลงเอยที่นี่”</font> เธอชี้ไปที่ร่างกายที่ยังคงเปียกชื้นของตัวเองและเพื่อน ๆ เพื่อเสริมให้เรื่องที่เธอกล่าวดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
เจสันมองสภาพของพวกเขาที่ยังคงเปียกปอนและเปื้อนไปด้วยทราย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
<font color="#9932cc">“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง”</font>
เอโลอิสตัดสินใจเล่นบทคนโง่เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เธอไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้น่าไว้ใจได้มากแค่ไหน เธอทำเป็นมองไปรอบ ๆ ตัวอย่างสงสัยและพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
<font color="#ff8c00">“ว่าแต่…ทำไมคนที่นี่ถึงแต่งตัวแปลกจังคะ? เหมือนนักรบโรมันในหนังเลย คนธรรมดาอย่างพวกเราไม่คุ้นชินเลย”</font>
คำถามของเอโลอิสทำให้เจสันชะงัก เขามองหน้าเธอนิ่ง ๆ แล้วรอยยิ้มที่เคยสดใสก็ค่อย ๆ จางหายไปจากใบหน้า ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่เธออย่างจริงจัง
<font color="#9932cc">“คุณ…จะบอกว่าพวกคุณเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา? คนธรรมดา ๆ งั้นเหรอ”</font>
เอโลอิสพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ใบหน้ายังคงแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
<font color="#ff8c00">“ชะ…ใช่แล้วค่ะ! คนธรรมดาแบบสุด ๆ เลย”</font>
แต่เจสันกลับส่ายหน้าช้า ๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
<font color="#9932cc">“ผมไม่เชื่อหรอก!”</font></span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><font color="#9932cc"><br></font></span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3" color="#ff8c00"><span style="white-space-collapse: preserve;">"อ้าว..."</span></font></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><font color="#9932cc">"มันเป็นไปไม่ได้" </font>เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด<font color="#9932cc"> “คุณอาจจะหลอกใครก็ได้ แต่หลอกคนที่นี่ไม่ได้หรอก” </font>เขาเว้นช่วงไปชั่วครู่ก่อนจะพูดประโยคต่อมาที่ทำให้ทั้งสามคนถึงกับหน้าถอดสี<font color="#9932cc"> “เพราะที่นี่น่ะ…ทั่วทั้งหมู่เกาะของเกาะแอดัมส์ทาวน์ถูกปกคลุมด้วยมนตร์บังตาที่ทำให้มนุษย์มองไม่เห็นเกาะนี้ นอกจากท้องทะเลที่ว่างเปล่า”</font>
แจสเปอร์ เอโลอิส และป้าคาเรน ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดลงทันทีเมื่อตระหนักได้ว่าความพยายามที่จะปิดบังตัวตนของพวกเขาได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
<font color="#9932cc">“ฉะนั้น…พวกคุณต้องไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่ ๆ”</font> เจสันกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
หลังจากประโยคสุดท้ายของเจสัน ความเงียบก็เข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ ทั้งสามคนนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดลงทันทีที่ได้ยินความจริงที่น่าตกใจจากปากของเจสัน แสงแดดที่เคยสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่นดูเหมือนจะจางหายไปในพริบตา เหลือเพียงความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจของพวกเขา
เจสันยังคงจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่รอคอยคำตอบ แจสเปอร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ป้าคาเรนหยุดจัดของในถุงสายรุ้งของเธอทันที ส่วนเอโลอิสได้แต่บีบผ้าเช็ดปากสีเหลืองในมือแน่นจนยับยู่ยี่กว่าเดิม
<font color="#9932cc">"ผมว่าเราคงต้องพูดคุยกันอีกยาวเลยล่ะครับ ตามผมมา…"</font> เจสันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังที่มากกว่าเดิม
เขาลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามแล้วก้าวเดินนำไปข้างหน้าโดยไม่รอคำตอบใด ๆ เอโลอิส แจสเปอร์ และป้าคาเรน ต่างมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจเดินตามเจสันไปอย่างไม่มีทางเลือก พวกเขาไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะพาพวกเขาไปพบกับอะไร และค่ายที่ชื่อโรมานอร์สแห่งนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่บ้าง ท่ามกลางบรรยากาศที่คล้ายกับกรุงโรม พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งปริศนาที่ไม่อาจหลีกหนีได้…
</span></font></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: center;"><br></div><div style="text-align: center;"><font size="2">@God </font></div></font></span></div></div><p><font size="3" face="Kanit"><br>
</font></p>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-9-20 00:17:51
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img2.pic.in.th/pic/-14aeeb04e82af82f9a.png" width="500" _height="161" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><font face="Kanit" size="3"><br></font></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">เจสันไม่รอให้เหล่าเดมิก็อดเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามราวกับถูกหล่อหลอมมาให้เป็นผู้นำ และออกเดินนำหน้าไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง ราวกับมั่นใจว่าผู้มาเยือนทั้งสามจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามเขามาอย่างว่าง่าย
เอโลอิสยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ มือที่ถือผ้าเช็ดปากสีเหลืองเปียกชื้นบีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนเป็นริ้ว ๆ ดวงตาที่เคยสุกใสฉายแววสับสนวุ่นวาย เธอกลอกตามองแจสเปอร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วหันไปสบตากับป้าคาเรนที่ทำหน้าตาไม่สะทกสะท้านสิ่งใด
<font color="#ff00ff">“ไปกันเถอะ”</font> ป้าคาเรนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจที่น่าประหลาดใจ <font color="#ff00ff">“ป้าว่าเขาไม่น่าจะทำอะไรเราหรอก ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนดี”</font>
แจสเปอร์ยังคงไม่พูดอะไร เขาได้แต่พยักหน้าอย่างช้า ๆ แล้วออกเดินตามหลังเจสันไปอย่างเงียบ ๆ เอโลอิสถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจเดินตามไปเช่นกัน ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ทางเดินหินที่ดูสะอาดสะอ้านราวกับเพิ่งถูกทำความสะอาดเมื่อเช้า ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นปาล์มสูงใหญ่ที่เอนตัวไปตามแรงลม ราวกับกำลังโค้งคำนับให้แก่ผู้มาเยือนจากต่างแดน แสงอาทิตย์สีส้มอ่อนๆ สาดส่องลงมาต้องใบไม้สีเขียวเข้ม ก่อให้เกิดเป็นเงามืดทอดยาวไปตามพื้นทางเดิน
ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินมาถึงอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลอาคารหลังนี้สร้างจากหินอ่อนสีขาวสะอาดตา มีเสาโรมันขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายเป็นแถวอย่างน่าเกรงขาม เจสันผายมือเชิญชวนให้พวกเขาเดินเข้าไปด้านใน เอโลอิสเงยหน้าขึ้นมองป้ายไม้ที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า มีตัวอักษรสลักเป็นคำว่า ‘พริสซิเบีย’ อย่างชัดเจน คืออะไรวะ?
เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน พวกเขาก็พบกับห้องโถงกว้างขวางที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหรูหราสง่างาม ผนังห้องทำจากหินอ่อนสีขาวสลับกับอิฐสีแดงอิฐ มีภาพวาดขนาดใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวการทำศึกสงครามของชาวโรมันประดับอยู่ทั่วบริเวณ ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ รายล้อมไปด้วยเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม บริเวณนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนก้มหน้าก้มตาอ่านม้วนกระดาษโบราณอยู่
เจสันเดินเข้าไปใกล้หญิงคนผู้นั้น แล้วกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเธอ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเก็บม้วนกระดาษในมือลงบนโต๊ะแล้วเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทางที่ดูทะนงตนแต่ก็แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรอย่างน่าประหลาดใจ
<font color="#0000ff">“ยินดีต้อนรับ”</font> เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความโอหังที่ยากจะซ่อนเร้น <font color="#0000ff">“ฉันชื่ออาคาเซีย แดเรียส ผู้ช่วยของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นี่แหละ”</font> เธอพูดพลางผายมือไปที่เจสัน <font color="#0000ff">“และฉันคือคนเดียวในค่ายนี้ที่จะบอกพวกเธอได้อย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเธอดูไม่จืดเอาซะเลย”</font> เธอพูดพลางใช้สายตากวาดมองไปทั่วร่างกายของเหล่าเดมิก็อดที่ยังคงเปียกปอนและเปื้อนไปด้วยคราบทราย<font color="#0000ff"> “หวังว่าพวกเธอคงไม่มีโรคติดต่ออะไรติดมาด้วยหรอกนะ เพราะถ้ามีล่ะก็…พวกเธอต้องชดใช้”</font>
คำพูดของเธอทำให้เอโลอิสถึงกับหันไปมองหน้าแจสเปอร์ด้วยความประหลาดใจ ส่วนแจสเปอร์ก็ทำหน้าเหรอหราอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
<font color="#48d1cc">“นี่เพื่อนนายจริง ๆ เหรอเจสัน?”</font> แจสเปอร์ถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ<font color="#48d1cc"> “เธอปากหมามากเลยรู้ตัวไหม”
</font>
อาคาเซียหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าทะเล้น
<font color="#0000ff">
“แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อนหรอก” </font>เธอพูดพลางส่งยิ้มกวน ๆ ให้แจสเปอร์<font color="#0000ff"> “ฉันเป็นแค่ผู้ช่วยคนสนิทเท่านั้นแหละ” </font>เธอหยุดพูดไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและดูจริงจังมากขึ้น <font color="#0000ff">“และแน่นอนว่าการพูดจาที่ไม่ให้เกียรติคนอื่นมันไม่ใช่นิสัยฉันหรอกนะ แต่ฉันต้องทดสอบพวกเธอเสียหน่อยว่าถ้าโดนด่าจะทำอย่างไร”</font> เขาเว้นช่วงอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงยิ่งขึ้น <font color="#0000ff">“ฉันมีสองบุคลิกน่ะ! แต่อย่าห่วงเลย บุคลิกที่สองของฉันน่ะเป็นมิตรกับทุกคนและชอบการสังสรรค์ที่สุดเลย”
</font><font color="#ff8c00">
“ไบโพล่าร์มากกว่ามั้ง…” </font>เอโลอิสพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
เธอได้แต่มองอาคาเซียที่เปลี่ยนอารมณ์ไปมาอย่างน่าสับสน และในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้งสองคนฟัง เธอเริ่มจากจุดเริ่มต้นของภารกิจที่พวกเขาได้รับจากคำพยากรณ์ การเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตราย และการที่พวกเขาต้องหนีจากเรือโจรสลัดจนถูกคลื่นซัดมาติดที่เกาะแห่งนี้
เจสันและอาคาเซียนั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างตั้งใจ ทั้งสองคนดูเหมือนจะตกตะลึงกับเรื่องราวที่ได้ยิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เอโลอิสเล่าถึงการที่พวกเธอเป็นกึ่งเทพกรีก
<font color="#9932cc">“กะ…กรีก!?” </font>เจสันอุทานออกมาด้วยความตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน<font color="#9932cc"> “ไม่น่าเชื่อว่าชาวกรีกจะยังหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้”
</font>
อาคาเซียดึงม้วนกระดาษที่เธอเพิ่งวางไว้บนโต๊ะขึ้นมาคลี่ดูอีกครั้ง ดวงตาของเธอกวาดมองไปทั่วแผนที่โบราณในมืออย่างครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเหล่าเดมิก็อดทั้งสามด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟด้วยความทะเยอทะยาน
<font color="#0000ff">
“พวกเธอต้องเป็นกุญแจสำคัญแน่ ๆ!”</font> เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นอย่างที่สุด<font color="#0000ff"> “เมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกเราก็เหมือนจะมีคำพยากรณ์ที่น่าปวดหัวเกี่ยวกับนอร์ส! บางทีพวกเธออาจจะช่วยพาเราไปเจอประตูนั้นก็ได้!”
</font>
เจสันยิ้มอย่างยินดี เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับความคิดของอาคาเซีย
<font color="#9932cc">
“ใช่แล้ว!” </font>เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น<font color="#9932cc"> “ถ้าเราสามารถหาดินแดนนอร์สเจอ พวกเธออาจจะหาทางไปโลกของยักษ์น้ำแข็งได้ และบางที…อาจจะมีหนทางกลับไปยังโลกของพวกเธอได้ด้วย” </font>เขาพูดพลางมองดูเหล่าเดมิก็อดทั้งสามด้วยความหวัง
ทั้งสามคนนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ พวกเขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้ว โลกของพวกเขานั้นไม่ใช่โลกที่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นโลกใบเดียวกันที่ถูกแบ่งแยกด้วยกาลเวลา พวกเขาอยู่ในโลกเดียวกัน เพียงแต่เป็นไทม์ไลน์ที่พวกเขาไม่ควรจะมีอยู่บนโลกใบนี้
แสงอาทิตย์ยังคงไม่ยอมลาลับไปจากขอบฟ้า เหล่าเดมิก็อดทั้งสามยังคงนั่งอยู่กับเจสันและอาคาเซีย พวกเขาเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองให้เจสันและอาคาเซียฟังอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งหมดคุยกันจนกระทั่งค่ำคืนที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินได้มาถึงเพื่อหาวิธีที่จะไปโลกนอร์ส…
</span></font></div><div style="font-size: medium; text-align: left;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: center;"><br></div><div style="text-align: center;"><font size="2">@God </font></div></font></span></div></div><p><font size="3" face="Kanit"><br>
</font></p>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-10-8 23:19:38
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Eloise เมื่อ 2025-11-27 13:40 <br /><br />
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-155f26992941ca4ac5.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><font face="Kanit" size="3"><br></font></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">ทันใดนั้น! ขณะที่แสงอาทิตย์สีแสดกำลังเคลื่อนคล้อยสู่ขอบฟ้าตะวันตก บรรยากาศอบอุ่นภายในห้องโถงกว้างของอาคารพริสซิเบียก็ถูกฉีกกระชากอย่างรุนแรงด้วยเสียงอันกึกก้องที่ไม่มีใครคาดคิด
<b><i>ปู๊ด! ปู๊ด! ปู๊ดดด! </i></b>
เสียงแตรสัญญาณเตือนภัยดังลั่นต่อเนื่องมาจากทิศทางของประภาคารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนปลายสุดของเกาะ เสียงนั้นหยาบกระด้าง ทุ้มต่ำ และเต็มไปด้วยความเร่งรีบราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นหัวใจของผู้ได้ยินให้จมดิ่งลงสู่ความหวาดผวาในเสี้ยววินาที
เจสันและอาคาเซียลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างรวดเร็วราวกับถูกดีดตัว สัญชาตญาณของนักรบทำให้ดวงตาของพวกเขาฉายแววจริงจังและตื่นตัวเต็มที่ ใบหน้าที่เคยเปื้อนรอยยิ้มอย่างยินดีในเรื่องเล่าเมื่อครู่กลับกลายเป็นความตึงเครียดที่ยากจะปกปิด
<font color="#0000ff">“นั่นมันสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด!” </font>อาคาเซียรีบเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดของผู้นำ <font color="#0000ff">“มีบางอย่างที่ใหญ่โตและอันตรายมากกำลังเข้ามา!” </font>หญิงสาวไม่รอช้า เธอคว้าหอก ไพลัม ด้ามยาวที่พิงอยู่ข้างโต๊ะได้อย่างรวดเร็ว พลิกตัวแล้วออกวิ่งนำหน้าไปทันทีโดยไม่ลังเล
เจสันพยักหน้าให้เหล่าเดมิก็อดกรีกที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ด้วยความตกตะลึง ก่อนจะชักธนูจันทรา ด้ามสีเงินวาววับออกมาจากด้านหลัง
<font color="#0000ff">“ตามฉันมา! เร็วเข้า!” </font>เขาตะโกนเสียงดัง ขณะที่ร่างสูงของเขาวิ่งตามหลังอาคาเซียออกไปอย่างไม่ลดละ
เอโลอิส แจสเปอร์ และป้าคาเรน ต่างมองหน้ากันโดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใด ๆ พวกเขารับรู้ได้ถึงอันตรายที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณแห่งเดมิก็อด การสนทนาเกี่ยวกับคำพยากรณ์และโลกนอร์สถูกโยนทิ้งไปราวกับไม่มีความสำคัญอีกต่อไป สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือการเอาชีวิตรอด!
ทั้งสามวิ่งตามออกไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาวิ่งผ่านเสาหินอ่อนขนาดใหญ่ ผ่านทางเดินหินที่เคยสลัวด้วยแสงอาทิตย์อัสดง แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเงาของผู้คนในค่ายที่กำลังแตกตื่นและรีบเร่งไปยังจุดปะทะเบื้องหน้า
เมื่อทั้งห้าคนวิ่งมาถึงบริเวณที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลได้ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขานั้น น่าสะพรึงกลัวจนคำว่า 'กองทัพอสุรกาย' ดูจะเป็นคำที่อ่อนโยนเกินไปเลยด้วยซ้ำ นี่มันอย่างกับตอนค่ายฮาล์ฟบลัดโดนบุกเลย แต่เลวร้ายกว่ามาก!
เบื้องหน้าของเกาะ ที่เคยเป็นผืนทะเลสีครามที่ทอดยาวจรดขอบฟ้า บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วย เงามืดอันมหาศาล ที่กำลังคืบคลานเข้าหาฝั่ง เงามืดนั้นไม่ใช่แค่ความมืดของค่ำคืน แต่เป็นความมืดที่ดูดกลืนแสงและมิติ มันดูดซับทุกสิ่งในรัศมีของมันจนท้องทะเลที่เคยอยู่ตรงนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าสีดำสนิทที่ดูลึกลับและน่าหวาดหวั่นราวกับหลุมดำบนผืนน้ำ คล้ายกับการลบกระดานดำด้วยยางลบขนาดมหึมา
และจากความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นนั้น อสุรกายขนาดมหึมาจำนวนนับไม่ถ้วน ก็กำลังพุ่งเข้าใส่ชายหาดและกำแพงป้องกันของค่าย!
<font color="#9932cc">“แย่แล้ว! เงามืดนั่นกำลังกัดกิน ม่านพลังเทอร์มินัส!” </font>เจสันตะโกนอย่างร้อนรนขณะที่สายตาของเขามองไปยังชั้นพลังงานโปร่งแสงที่กางครอบคลุมอาณาเขตของค่ายไว้ ชั้นพลังงานนั้นกำลังถูกเงามืดสีดำกัดเซาะทีละนิด ทีละน้อย ทว่ามั่นคงและรวดเร็ว ราวกับน้ำกรดที่หยดลงบนผ้าบาง
<font color="#0000ff">“เร็วเข้า! เราต้องออกไปช่วยคนอื่น!”</font> อาคาเซียไม่มีเวลามาตกตะลึงกับภาพตรงหน้า เธอชี้ไปยังจุดที่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดที่กำลังเกิดขึ้น
สถานการณ์บีบคั้นเหล่าเดมิก็อดกรีกให้ต้องเข้าร่วมการต่อสู้โดยไม่มีทางเลือกอื่น หากค่ายแห่งนี้พังทลายลง พวกเขาก็จะไม่เหลือที่กำบังและหนทางรอด!
แจสเปอร์ เป็นคนแรกที่เริ่มเคลื่อนไหว เด็กหนุ่มชักง้าวเยี่ยนหยา ขนาดใหญ่ในมือออกมากวัดแกว่ง มันเป็นอาวุธที่หนักอึ้งแต่เมื่ออยู่ในมือของบุตรแห่งแอรีสผู้แข็งแกร่ง มันกลับพลิ้วไหวราวกับขนนก!
ป้าคาเรนหยิบกระเป๋าย่ามห้าสีของเธอขึ้นมากอดไว้แน่น เธอไม่ใช่สายสู้เลยเอาแต่กรี๊ด ๆ และวิ่งหนีแต่ความดวงดีของป้าอาชนะได้ทุกสิ่ง แม้ไม่สู้ป้าแกก็เหมือนกำลังสู้อยู่ตลอดเวลาเพราะอสุรกายโดนดาเมจแบบงง ๆ ตลอดทาง
เอโลอิสสั่นสะท้านอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความโกรธเมื่อเห็นภาพการทำลายล้างที่กำลังเกิดขึ้น เธอรวบรวมพละกำลังทั้งหมด ค้อนไฟในมือพลันลุกโชนด้วยเปลวไฟสีส้มแดงที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า!
ไซคลอปส์สองตัว ร่างกายกำยำใหญ่โตพุ่งเข้าชนกำแพงอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นแอนนาเบ็ธที่กำลังต่อสู้อยู่ไม่ไกลก็หันมาใช้หน้าไม้ครอสโบว์ของเธอเล็งอย่างรวดเร็ว
<b><i>ปัง! ปัง! </i></b>
ลูกดอกนำวิถีสองดอกพุ่งทะลุเข้าที่ดวงตาของไซคลอปส์ทั้งสองตัวอย่างแม่นยำ! อสุรกายทั้งสองร้องโหยหวนและทรุดลงขาดใจตายในทันที!
แดรกคีเน่สี่ตัวเริ่มพุ่งเข้าใส่! แอนนาเบ็ธใช้มีดพกสั้นประจำกายของเธอพุ่งทะลุเข้าที่คอของแดรกคีเน่ตัวแรกอย่างรวดเร็ว! แดรกคีเน่ตัวที่สองและสามถูกแจสเปอร์ที่ร่างกายเต็มไปด้วยพละกำลังของบุตรเทพสงครามฟาดฟันด้วยง้าวเยี่ยนหยา จนเกล็ดของพวกมันกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง เหลือแดรกคีเน่ตัวสุดท้าย มันพุ่งเข้าใส่ป้าคาเรนอย่างไม่ระวังตัว ป้าคาเรนกรีดร้องด้วยความตกใจและบังเอิญโยน เหรียญทองแดงออกจากย่ามไป เหรียญนั้นพุ่งไปติดอยู่ที่เกล็ดตาของแดรกคีเน่ ทำให้มันชะงักงันเพียงเสี้ยววินาที ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดป้าคาเรนพยายามจะหนีแต่เท้าของเธอไปเตะเอาก้อนหินขนาดเหมาะมือที่ใช้เป็นของถ่วงย่ามกระเด็นเข้าใส่หัวของแดรกคีเน่อย่างแรงและแม่นยำ
<b><i>ปัง!</i></b>
แดรกคีเน่ที่กำลังชะงักงันอยู่แล้วถึงกับเซถลา มันพุ่งเข้าชนเข้ากับหอกที่หักของชาวค่ายคนหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้นอย่างจัง ปลายหอกที่แหลมคมทิ่มทะลุเข้าที่ซอกเกล็ดอ่อนใต้เกราะของมัน แดรกคีเน่กระตุกสองสามครั้งก่อนจะล้มลงขาดใจตายในที่สุด ป้าคาเรนมองดูแดรกคีเน่ที่สิ้นใจตายเพราะเศษหินและหอกหักด้วยสีหน้าเหวอสุดขีด
ฝูงก็อบลินกว่าสามสิบตัววิ่งพล่านเข้าโจมตีทุกคนที่ขวางหน้า แจสเปอร์ผิวปากอย่างไม่ยี่หระ
<font color="#48d1cc">“นี่แหละงานของฉัน!” </font>เขาเหวี่ยงง้าวเยี่ยนหยาเป็นวงกว้างอย่างมีจังหวะราวกับกำลังร่ายรำ ฝูงก็อบลินสามสิบตัวถูกตัดผ่านและกระเด็นกระดอนไปอย่างง่ายดายราวกับเศษกระดาษ ด้วยความว่องไวและแข็งแกร่งของบุตรเทพสงคราม ทำให้การจัดการฝูงก็อบลินเป็นเรื่องที่ชิล ๆ สำหรับเขาจริง ๆ
แต่ก็มีรากษสสี่ตัวที่ตัวใหญ่และว่องไววิ่งเข้ามาสมทบ รากษสตัวแรกและตัวที่สองพุ่งเข้าใส่กลุ่มที่ป้าคาเรนยืนอยู่ ป้าคาเรนกรีดร้องด้วยความตกใจและโยนกระเป๋าย่ามห้าสีที่กอดอยู่ทิ้งไปอย่างไม่ตั้งใจ กระเป๋าย่ามหนักอึ้งที่เต็มไปด้วยของใช้จิปาถะและหินแปลกๆ เมื่อกระทบพื้นหินแข็งก็ทำให้เกิดเสียงดังและสิ่งที่เกิดขึ้นคือสายสะพายย่ามที่หลุดออกมาจากตัวกระเป๋า หนังเส้นหนานั้นเหวี่ยงและพันรอบขา ของรากษสตัวแรกอย่างแรงโดยบังเอิญ ทำให้มันเสียหลักและล้มลงไปเกี่ยวพันกับขาของรากษสตัวที่สองที่วิ่งตามมาติด ๆ อสุรกายทั้งสองจึงล้มคว่ำลงไปกองกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า
<i><b>โครม! </b></i>
เสียงดังสนั่นเมื่อร่างมหึมาของรากษสทั้งสองกระแทกพื้น และศีรษะที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมของรากษสตัวที่สองก็พุ่งไปกระแทกเข้ากับเสาหินอ่อนแตกหัก ที่ถูกทำลายจากการต่อสู้ก่อนหน้าอย่างจัง! แรงปะทะทำให้กระดูกคอของมันหัก ส่วนรากษสตัวแรกที่ล้มลงก็ถูกง้าวเยี่ยนหยาของแจสเปอร์ที่เพิ่งฟันก็อบลินขาดไปฟาดเข้าที่ลำตัวอย่างไม่ตั้งใจขณะที่มันหมุนกลับมา รากษสทั้งสองตัวจึงสิ้นใจตายลงเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเองและผลกระทบต่อเนื่องจากการโยนกระเป๋าของป้าคาเรน ป้าคาเรนมองกระเป๋าที่ทำงานเองด้วยความประหลาดใจอย่างไม่คาดคิดกับความดวงดีของตัวเอง
รากษสตัวที่สามและสี่พุ่งเข้าใส่เอโลอิสที่กำลังยืนอยู่ เอโลอิสกัดฟันแน่น! เธอตัดสินใจเหวี่ยงค้อนไฟ เข้าที่ศีรษะของรากษสตัวที่สามอย่างสุดแรง
<b><i>โครม! </i></b>
หัวของมันบุบลงไปก่อนที่เธอจะใช้ค้อนฟาดอีกครั้งใส่รากษสตัวสุดท้ายอย่างไม่ลังเล อสุรกายทั้งสองล้มลงด้วยฝีมือของเธอ
ในขณะที่ก็อบลินตัวหนึ่งพยายามจะลอบโจมตีจากด้านหลัง เอโลอิสก็ใช้เท้าถีบมันไปติดกำแพงและตามด้วยการฟาดค้อนไฟปิดฉากในทันที และอีกตัวที่พุ่งเข้าใส่แอนนาเบ็ธก็ถูกเธอสกัดด้วยปลายมีดพกสั้นอย่างง่ายดาย
เคลพีอสุรกายม้าสีดำทมิฬพุ่งทะลวงเข้าใส่แนวป้องกัน แอนนาเบ็ธตวาดเสียงลั่น เธอไม่ต้องการให้มันทำลายแนว เธอเปลี่ยนจากการต่อสู้ระยะประชิดไปเป็นนักแม่นปืน ลูกดอกจากครอสโบว์พุ่งเข้าสู่กะโหลกของเคลพีอย่างแม่นยำราวกับมีกล้องนำวิถีที่แอลอีโอทำให้คลื่นพลังงานสีดำสลายหายไป
อีกด้านครอสส์พุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารโรมันที่บาดเจ็บ แจสเปอร์ตะโกนเสียงดังและโยนง้าวเยี่ยนหยาออกไปอย่างแรง ง้าวขนาดใหญ่หมุนควงและฟาดเข้าที่ลำตัวของครอสส์จนมันกระเด็นไปชนเสาหินจนสลบแน่นิ่งไปในที่สุด
ด้านป้าคาเรนถูกอัคลัตพุ่งเข้าใส่ เธอกรีดร้องและสะดุดล้ม ลูกแก้วสีเหลืองที่เธอเผลอทำตกออกมาจากย่ามเมื่อครู่กลิ้งไปชนเข้ากับเศษโลหะแหลมคมที่ตกอยู่บนพื้นจากการต่อสู้ เศษโลหะนั้นดีดตัวกระเด็นเข้าสู่ดวงตาของอัคลัตที่กำลังพุ่งเข้าใส่ อัคลัตชะงักและร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทันใดนั้นร่างที่เซถลาของอัคลัตก็พุ่งเข้าชนเข้ากับเสาธงโลหะที่มีปลายแหลมคมที่ใช้สำหรับประดับธงของค่ายอย่างจัง ปลายเสาธงที่คมกริบทิ่มทะลุเข้าที่บริเวณลำตัวของมัน อัคลัตทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างรวดเร็วด้วยความดวงดีของป้า
ด้านบนฟ้า ธันเดอร์เบิร์ดนกยักษ์ที่เต็มไปด้วยพลังงานสายฟ้าบินวนอยู่เหนือศีรษะเตรียมปล่อยพลังงานลงมา แอนนาเบ็ธคำนวณความเร็วและทิศทางลมในชั่วพริบตา ก่อนจะใช้ครอสโบว์ยิงธนูขึ้นไป ลูกธนูพุ่งเข้าที่ตาของมันแม้จะอยู่สูงมาก ธันเดอร์เบิร์ดร่วงหล่นลงสู่พื้นด้วยเสียงดังสนั่นดับอนาถ
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดกำลังก่อตัวขึ้นที่ใจกลางของสนามรบ นั่นคือ อารัคเน่ที่กำลังอยู่ในโหมดคลั่งทันทีที่เห็นแอนนาเบ็ธซึ่งมีเชื้อสายของเทพศัตรู ดวงตาของมันลุกวาวด้วยความหยิ่งยโสและความบ้าคลั่งที่ยากจะบรรยาย ร่างกายส่วนล่างของเธอถูกปกคลุมด้วยใยแมงมุมสีขาวขุ่นหนาหนัก และมันกำลังขยายตัวออกมาเป็นร่างแมงมุมขนาดยักษ์ที่มีขาหลายสิบขา
อารัคเน่ยืนตระหง่านอยู่บนซากปรักหักพัง ส่งเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
<font color="#000080">"ไม่มีใครจะเหนือกว่าข้า ไม่ว่าจะเป็นเทพีหรือพวกกึ่งเทพหน้าไหน! พวกแกทุกคนจะต้องกลายเป็นเส้นด้ายบนผ้าทอของข้า!" </font>
มันพ่นใยแมงมุมเหนียวหนึบสีขาวขุ่นออกมาจากปากเป็นเส้นใยที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ใยแมงมุมเหล่านั้นพุ่งเข้าจับชาวค่ายและเดมิก็อดคนอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว บางคนถูกพันจนแน่นหนาไม่สามารถขยับได้
<font color="#48d1cc">“อย่าให้ใยมันแตะตัว!” </font>แจสเปอร์ตะโกนเตือน
อารัคเน่ หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเห็นคู่ต่อสู้เริ่มหมดหนทาง ดวงตาของมันมองตรงไปยังเอโลอิสที่อยู่ใกล้ ๆ ราวกับจะอ่านใจ
<font color="#000080">"แก...เดมิก็อดผู้โง่เขลา! ค้อนไฟของแกก็แค่ของเล่นที่น่าสมเพช! ข้าคืออัจฉริยะที่แท้จริง! จงกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่ฝีมือการทอของข้าซะ!"</font>
มันพุ่งเข้าใส่เอโลอิสอย่างรวดเร็ว ขาแมงมุมที่คมกริบราวกับใบมีดพยายามแทงทะลุร่างของเธอ เอโลอิสหลบเลี่ยงอย่างยากลำบาก ค้อนไฟของเธอยกขึ้นป้องกันการโจมตี แต่มันก็ทำได้เพียงเฉียดฉิว
<i>
<b>ปัง!</b></i>
ค้อนไฟในมือของเอโลอิสถูกขาของอารัคเน่ฟาดเข้าอย่างจังจนกระเด็นหลุดมือไป เอโลอิสล้มลงกับพื้น
วินาทีนั้นเองที่ป้าคาเรนที่เห็นเหตุการณ์ได้โยนสิ่งที่ดูเหมือนลูกแก้วสีทองขนาดเล็กออกมาจากย่ามของเธอ มันพุ่งเข้าชนขาของอารัคเน่ที่กำลังจะปิดฉา และขาของแมงมุมยักษ์ก็ชะงักงันไปชั่วครู่
<font color="#ff8c00">“นี่แหละโอกาส!”</font> เอโลอิสรู้ดีว่าต้องรีบใช้โอกาสนี้จัดการ
เธอใช้พลังทั้งหมดที่มีพุ่งเข้าใส่อารัคเน่ที่กำลังงงงวยจากการถูกโจมตีด้วยของแปลก เอโลอิสคว้ามีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ที่เอวของเธอ แทงมันเข้าที่ดวงตาของอารัคเน่ที่กำลังคลั่ง ก่อนจะใช้ค้อนไฟจัดการตอนมันเผลอทุบไปหลายที
<i><font color="#000080">"อ๊าาาาาาากกกกก!"</font></i> เสียงกรีดร้องอันโหยหวนและเจ็บปวดดังลั่นสนั่น
พลังงานสีดำปี๋พุ่งออกจากบาดแผล ร่างของอารัคเน่บิดเบี้ยวและในที่สุด ร่างกายอันโอหังของมันก็ระเบิดออก ไม่ใช่เป็นการระเบิดด้วยเลือดเนื้อ แต่เป็นการระเบิดของแมงมุมตัวเล็ก ๆ นับล้านตัว ที่กรูออกมาจากทุกซอกทุกมุมของร่างที่แตกสลาย
เอโลอิสหายใจหอบอย่างหนัก เธอยืนมองฝูงแมงมุมที่กำลังพากันคลานหนีไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและความเหนื่อยล้า แม้ชัยชนะเหนืออารัคเน่จะทำให้กำลังใจกลับมา แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังคงเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทั้งแมงมุมยั้ยเยี้ยและกองทัพอสุรกายที่ยังดาหน้าเข้ามาเรื่อย ๆ
<font color="#9932cc">“ถอย! ทุกคนถอยไปที่ใจกลางค่าย!”</font> เสียงของเจสัน ตะโกนสั่งการด้วยความสิ้นหวัง แต่ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
เขาหันไปเห็นเคอร์ติสที่เพิ่งบินออกมาจากหลังซอกหินก้อนใหญ่ด้วยสีหน้าซีดเผือด
<font color="#9932cc">“เจ้านก! ไปทางโน้น!”</font> เขาตะโกนอย่างไม่ใส่ใจ <font color="#9932cc">“พวกเธอสามคน!” </font>เจสันหันมาที่เหล่าเดมิก็อดกรีกที่เหนื่อยล้า <font color="#9932cc">“ฟังฉันให้ดี!”</font>
<font color="#9932cc">
“แอนนาเบ็ธ!”</font> เจสันตะโกนเรียกไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้อยู่ไม่ไกล หญิงสาวผมดำสลวยที่ดัดลอนตรงปลาย วันนี้เธอสวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขาเดฟทับด้วยเสื้อคลุมผ้ายีนส์กำลังใช้มีดพกสั้นประจำกายที่สลักรูปนกฮูก ปัดป้องการโจมตีจากอัคลัต
แอนนาเบ็ธเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าอมเทาอ่อน ๆ ที่เหมือนพายุหมุน ของเธอสบเข้ากับดวงตาของเจสันเพียงเสี้ยววินาที
<font color="#9932cc">“แอนนาเบ็ธ! พาพวกเกรคัสทั้งสามไปยังวิหารอิออน!” </font>เจสันสั่งเสียงดัง ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของธันเดอร์เบิร์ดที่กำลังบินวนอยู่เหนือศีรษะ<font color="#9932cc"> “ถ้าจะมีใครที่สามารถโต้เถียงกับเทพอิออนผู้ไร้อารมณ์คนนั้นได้ ก็คงมีแต่เธอแล้วล่ะ ยัยฉลาด!”</font>
แอนนาเบ็ธพยักหน้าอย่างเข้าใจโดยไม่ถามอะไร สายตาที่ฉลาดเฉลียวของเธอเหลือบมองไปยังพวกเอโลอิส
<font color="#006400">“ตามฉันมา!” </font>เธอสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดแต่ก็แฝงไว้ด้วยความไม่ชอบใจที่จะต้องทำตามคำสั่งของใครบางคน!
เจสันยิ้มอย่างยินดี เขายิ้มให้เกรคัสทั้งสามที่มองเขาด้วยความไม่เข้าใจ ท่ามกลางแสงแดดอัสดงที่เริ่มคล้อยเข้ายามราตรี ทำให้ผ้าคลุมของเขาปลิวไสวอย่างสง่างาม แต่รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและความเด็ดเดี่ยว
<font color="#9932cc">
“บอกอิออนให้ส่งพวกเขาไป…ดูเหมือนการไปนอร์สของพวกเราคงไปไม่ได้แล้ว” </font>เขาพูดเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความหมายอันเจ็บปวด <font color="#9932cc">“ลาก่อนนะสหาย ดูเหมือนพวกเราคงจะไม่รอดแล้ว”</font>
สิ้นเสียง เจสันไม่รอคำตอบเขาพลิกร่างแล้ววิ่งเข้าไปสมทบกับนักรบคนอื่น ๆ ในการตะลุมบอนกับฝูงอสุรกายที่ยังเหลืออยู่
<b><i>ปัง!</i></b>
เสียงดังสนั่นอีกครั้งและในที่สุดม่านพลังเทอร์มินัสก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ความมืดที่กัดเชาะผืนทะเลเริ่มคืบคลานเข้าสู่พื้นดิน พลังงานสีดำสนิทนั้นกัดกินพื้นที่ทุกตารางนิ้วที่มันสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว
<font color="#ff8c00">“ไม่นะ!!!” </font>เอโลอิสร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด เธอเพิ่งรู้ว่าที่แห่งนี้กำลังจะถูกทำลายอย่างถอนรากถอนโคน
แอนนาเบ็ธคว้าแขนของเอโลอิส
<font color="#006400">“ไม่มีเวลาแล้ว! วิ่ง!” </font>เธอออกแรงดึงร่างของเอโลอิสให้วิ่งตามเธอไปในทันที มุ่งหน้าสู่ทิศทางตรงกันข้ามกับสนามรบอย่างรวดเร็วที่สุด โดยมีแจสเปอร์และป้าคาเรนตามติดไปอย่างกระชั้นชิด พวกเขาวิ่งหนีจากแสงอัสดงที่กำลังจะดับลง และหนีจากเงามืดแห่งการทำลายล้างที่กำลังคืบคลานตามหลังมาอย่างไม่หยุดหย่อน
แอนนาเบ็ธนำทางเหล่าเดมิก็อดทั้งสามและเคอร์ติสที่บินตามมาติด ๆ เข้าสู่ใจกลางค่ายอย่างไม่คิดชีวิต ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่อาคารที่ดูเหมือนวิหารขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขากลางค่าย วิหารนั้นสร้างจากหินอ่อนสีขาวนวล มีเสาขนาดใหญ่สลักลวดลายกรีกโบราณที่ดูผิดยุคผิดสมัยเมื่ออยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโรมันรายรอบ
<font color="#006400">"เข้าไปข้างใน! เร็วเข้า!"</font> แอนนาเบ็ธสั่งเสียงเฉียบขาด พลางใช้หน้าไม้ครอสโบว์ที่ถูกเรียกออกมาจากสร้อยรูปนกฮูกยิงธนูนำวิถีไปยังก็อบลินสองสามตัวที่วิ่งไล่ตามมาติด ๆ ลูกธนูพุ่งเข้าที่เป้าหมายอย่างแม่นยำจนร่างของก็อบลินกระเด็นไปคนละทิศละทาง
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในวิหาร บรรยากาศด้านในกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ ผิดกับความโกลาหลภายนอกราวกับคนละโลก เทพอิออน เทพแห่งเวลาและฤดูกาลของโรมัน ยังไม่ปรากฏกายแต่แสงจันทร์สีนวลจากช่องด้านบนสาดส่องลงมาก่อให้เกิดวงแสงสีขาวขนาดใหญ่อยู่กลางพื้นหินอ่อน
แอนนาเบ็ธไม่รอช้า เธอผลักเอโลอิส แจสเปอร์ ป้าคาเรน และเคอร์ติสเข้าไปในวงแสงนั้นทันที
<font color="#006400">"ยืนอยู่ตรงนั้น! อย่าขยับไปไหนเด็ดขาด!"</font> เธอสั่งเสียงดุดัน ก่อนจะหันหน้าไปยังแท่นบูชาที่ว่างเปล่าราวกับพูดกับอากาศธาตุ
<font color="#006400">“อิออน! ท่านต้องช่วยพวกเรา!”</font> แอนนาเบ็ธเริ่มการโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบแต่หนักแน่น <font color="#006400">“ท่านเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกแล้ว ความมืดกำลังกลืนกินทุกสิ่ง กาลเวลาของพวกเรากำลังจะสิ้นสุดลง ท่านจะปล่อยให้ทุกอย่างจบลงที่นี่ไม่ได้!”</font>
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบและเสียงต่อสู้อันดุเดือดจากภายนอก แอนนาเบ็ธกัดฟันกรอด ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่แท่นบูชาอย่างไม่ลดละ เธอรู้ว่าการโน้มน้าวเทพอิออนนั้นยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับอสุรกายร้อยตัว อิออนเป็นเทพที่สนใจเพียงการรักษากฎของกาลเวลาและความสมดุล ไม่เคยสนใจเรื่องของมนุษย์หรือแม้แต่เดมิก็อด
<font color="#006400">“ท่านไม่ได้ต้องการรักษากฎของกาลเวลาอย่างนั้นหรือ!”</font> เธอตะโกนเสียงดังกว่าเดิม ความฉลาดเฉลียวของเธอถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็ว <font color="#006400">“ท่านสัมผัสได้ใช่ไหมว่าพวกเขาทั้งสี่คนนี้เป็นตัวแปลกแยกที่เข้ามาในเส้นเวลาของเรา! การที่พวกเขามาอยู่ที่นี่คือความไม่สมดุลที่ใหญ่ที่สุด!”</font>
<font color="#006400">“การที่พวกเขาตายอยู่ที่นี่ จะไม่ช่วยรักษากฎใด ๆ เลย! แต่การส่งพวกเขากลับไปยังที่ที่พวกเขาจากมาต่างหาก คือการแก้ไขเส้นเวลาให้กลับไปสู่สภาพที่มันควรจะเป็น! การช่วยพวกเขาคือการช่วยท่านเอง จงทำในสิ่งที่ท่านถูกหล่อหลอมมาเพื่อทำเถิด จงรักษาสมดุลของเวลาไว้!”</font>
คำพูดของแอนนาเบ็ธช่างคมคายและตรงประเด็น ทันใดนั้น…
<b><i>ครืนนนน!</i></b>
พื้นวิหารสั่นสะเทือน แสงจันทร์ที่ส่องลงมาพลันแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทองอร่ามที่ดูศักดิ์สิทธิ์ ณ ใจกลางของวงแสงทองนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น เทพอิออน!
ร่างกายของเขาส่องแสงเรืองรองดุจดวงดาว ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ดวงตาของเขาว่างเปล่าราวกับมองผ่านพวกเขาทุกคนไปยังอนาคตที่ไกลโพ้น อิออนกวาดสายตามองเหล่าเดมิก็อดที่ยืนอยู่ในวงแสงสีขาวอย่างช้า ๆ
<font color="#a0522d">“ข้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในกระแสแห่งเวลา” </font>เสียงของเขาทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านกาลเวลาหลายพันปี<font color="#a0522d"> “พวกเจ้า…คือ สิ่งแปลกแยก ที่หลงเข้ามาในกระแสที่แตกสาขา พวกเจ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”</font>
เทพเจ้าหันไปมองแอนนาเบ็ธที่กำลังหายใจหอบด้วยความโล่งใจ
<font color="#a0522d">“เจ้าฉลาดสมคำร่ำลือ ธิดาแห่งมิเนอร์วา”</font>
<font color="#a0522d">“หากที่นี่กำลังจะจบสิ้น…การส่งพวกเจ้ากลับไปยังจุดที่จากมา อาจจะเป็นการกระทำที่ข้าจะทำเพื่อรักษาสมดุลของความเป็นไปได้”</font> อิออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ ก่อนที่มือของเขาจะยกขึ้นเหนือศีรษะ <font color="#a0522d">“ไปซะ…พวกแปลกแยก”</font>
แอนนาเบ็ธถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด เธอใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะหันมายิ้มให้กับเหล่าเดมิก็อด
<font color="#006400">“โชคดีนะทุกคน” </font>เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดจากเมื่อครู่<font color="#006400"> “เดี๋ยวฉันจะจัดการพวกปีศาจที่จะมารบกวนพิธีนี้เอง!”</font>
หญิงสาวใช้สร้อยนกฮูกเรียกครอสโบว์กลับมาถือในมืออีกครั้ง เธอกลับไปยืนขวางทางเข้าวิหารอย่างเด็ดเดี่ยว ใบหน้าของเธอฉายแววพร้อมรบอย่างถึงที่สุด!
<b><i>พรึ่บ! พรึ่บ!</i></b>
จังหวะนั้นเอง! ฝูงอสุรกายที่เหลือรอด จากการต่อสู้เมื่อครู่ก็แห่กันเข้ามาถึงปากทางเข้าวิหาร แอนนาเบ็ธใช้มีดพกและครอสโบว์ต่อสู้กับพวกมันอย่างดุดัน ดวงตาที่เหมือนพายุหมุนของเธอจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของอสุรกายทุกตัว เธอคือปราการด่านสุดท้าย
ภายในวงแสงสีขาว อิออนเริ่มร่ายคาถา เอโลอิส แจสเปอร์ ป้าคาเรน และเคอร์ติส รู้สึกราวกับว่าพื้นดินด้านล่างของพวกเขากำลังกลายเป็นน้ำ ร่างกายของพวกเขาลอยขึ้นช้า ๆ แสงสีขาวบริสุทธิ์ สว่างจ้าจนต้องหรี่ตา
อิออนเร่งพลังงานมากขึ้น แสงสีทองจากตัวเขาแผ่ขยายออกไป เอโลอิสเหลือบตามองเห็นร่างของแอนนาเบ็ธที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด หญิงสาวผมดำกำลังใช้พลังทั้งหมดต้านทานการรุกของพวกมัน ภาพทุกอย่างภายนอกเริ่มบิดเบือน ฉากสุดท้ายที่น่าสยดสยองก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาของพวกเขา
ความมืดที่กัดกินทะเลภายนอกได้พุ่งทะลุเข้ามาในกำแพง มันไม่ได้หยุดแค่การทำลายโครงสร้าง มันกำลังกลืนกินทุกสิ่งจนหายไป ร่างของเจสันและนักรบคนอื่น ๆ ที่กำลังต่อสู้อย่างกล้าหาญกำลังถูก เงามืดสีดำปี๋ นั้นกัดเซาะและหายไปอย่างช้า ๆ เกาะทั้งเกาะกำลังถูกลบหายไปจากความจริง เหลือเพียง ความว่างเปล่าสีดำสนิท
เอโลอิสอยากจะกรีดร้องแต่เสียงของเธอถูกกลืนกินไปในกระแสแห่งพลังงาน แสงสีขาวรอบตัวสว่างวาบเจิดจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใดอีกต่อไป เสียงสุดท้ายที่พวกเขาได้ยินคือเสียงของเทพอิออน
<font color="#a0522d">“ลาก่อนคนแปลกแยก… ดูเหมือนนี่คือจุดจบของเราเหล่าเทพแล้ว”</font>
<b><i>วูบ!</i></b>
คลื่นพลังงานสีขาวระเบิดออกมาอย่างเงียบเชียบ ท้องฟ้าที่มืดมิดพลันสว่างขึ้นอย่างฉับพลันด้วยพลังงานแห่งกาลเวลา เมื่อแสงสีขาวจางหายไป ความรู้สึกที่หนักอึ้งก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายของทั้งสี่ พวกเขากระแทกลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นอย่างแรง
เอโลอิสลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือท้องฟ้าสีเทาและเสาหินขนาดมหึมา ที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบตัวพวกเธอ เสาหินเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยมอสส์และตะไคร่
พวกเขามาถึงแล้ว สถานที่ที่พวกเขาจากมา…แม้จะไม่ใช่สถานที่ที่ถูกต้องนักก็เถอะ พวกเขาทั้งสี่คนอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากคนจรจัดในสายตาของคนทั่วไปที่มองมา
แจสเปอร์ลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน นี่คือสโตนเฮนจ์! โบราณสถานยุคก่อนประวัติศาสตร์ในอังกฤษ
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจยิ่งกว่าคือ…
<i>นักท่องเที่ยว!</i>
มีผู้คนนับสิบคนยืนอยู่รอบรั้วเชือกที่กั้นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ สายตาของพวกเขาจับจ้องมาที่เหล่าเดมิก็อดที่เพิ่งตกลงมาจากฟากฟ้า (แต่ด้วยอำนาจของมนต์บังตาของเหล่าเทพ นักท่องเที่ยวเหล่านั้นจึงเห็นเพียงแค่ภาพลวงตาบางอย่าง เหมือนแค่เห็นโฮมเลสมานอนเฉย ๆ) ใบหน้าของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสงสัยและรังเกียจ นักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนของเธอด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงบริติช
<font color="#9acd32">“ดูนั่นสิ! มีคนไร้บ้านเข้ามานอนอยู่ในโบราณสถานอีกแล้วเหรอเนี่ย? พวกเขาดูสกปรกมากเลย!”</font>
เดมิก็อดทั้งสามผู้เพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดกับอสุรกายและเห็นการสิ้นสุดของโลกมาหมาด ๆ บัดนี้… ถูกมองเป็นเพียงคนไร้บ้านที่รบกวนความสงบในแหล่งท่องเที่ยว ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ก็ได้รับรายงานจากนักท่องเที่ยวเรื่องคนจรมานอนอยู่ตรงโบราณสถานสำคัญของชาติ เหล่าเดมิก็อดจึงต้องรีบพากันเผ่นวิ่งหนีอย่างเร่งด่วน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็น่าจะกลับมายังเส้นเวลาที่ถูกต้องแล้วล่ะ!
</span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center;"><span style="white-space-collapse: preserve;"><font size="4" color="#ff0000"><u><b>หลักฐานการต่อสู้</b></u></font></span></div><div style="text-align: center;"><a href="https://percyjackson.mooorp.com/plugin.php?id=dzs_npccomrade:dungeon&do=dungeon_fight&battle_id=298"><img src="https://img2.pic.in.th/pic/cc9f778e283cdefa4b9a2a3c9bd320b1.png" border="0"></a><span style="white-space-collapse: preserve;">
<font size="4" color="#ff0000"><b>
</b></font></span></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">แดรกคีเน่ครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">รากษสครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span><span style="white-space-collapse: preserve;"></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">เคลพีครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span><span style="white-space-collapse: preserve;"></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">ครอสส์ครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span><span style="white-space-collapse: preserve;"></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">อัคลัตครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span><span style="white-space-collapse: preserve;"></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">ธันเดอร์เบิร์ดครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span><span style="white-space-collapse: preserve;"></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">พิชิต</span><span style="white-space-collapse: preserve;">อารัคเน่ครั้งแรก +2 ตื่นรู้</span><span style="white-space-collapse: preserve;"></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="4" color="#ff0000"><b><span style="white-space-collapse: preserve;">รวมทั้งหมด 14 ตื่นรู้</span></b></font></div><div style="text-align: center;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center; font-size: medium;"><br></div><div style="font-size: medium; text-align: center;"><br></div><div style="text-align: center;">@God </div></font></span></div></div><p><font size="3" face="Kanit"><br>
</font></p>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-11-29 01:14:13
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-16d44c55015c49074a.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><font face="Kanit" size="3"><br></font></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">เมื่อทุกคนวิ่งหนีออกมาได้ไกลพอสมควรแล้ว พวกเขาทั้งสี่ก็พากันซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาแน่น แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาบนถนน A303 ส่องกระทบกับใบหน้าของพวกเขาเป็นระยะ อากาศยามค่ำคืนที่ไม่มือเลยสักนิดที่วิลต์เชอร์นั้นเย็นยะเยือกจนสามารถสัมผัสได้ถึงความชื้นที่เกาะบนปลายผม เอโลอิสสูดหายใจเข้าลึกพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายจากการต่อสู้และการวาร์ปข้ามมิติ อันหนักหน่วง
<font color="#ff8c00">"เอาล่ะ! ตอนนี้เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่" </font>เอโลอิสพูดเสียงต่ำ <font color="#ff8c00">"เจสันบอกให้เราไปหาอิออน และอิออน...ก็ส่งเรามาที่นี่"</font>
แจสเปอร์ที่ยังคงโงนเงนอยู่จากแรงกระแทกตอนตกลงมาจากฟากฟ้า เขาชี้ไปยังเสาหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ ด้วยสีหน้าประหลาดใจ
<font color="#48d1cc">"จะว่าไปนั่นมันสโตนเฮนจ์ใช่มั้ย? นี่พวกเรา…อยู่กันที่เกาะอีสเตอร์งั้นเหรอ!" </font>แจสเปอร์อุทานเสียงดัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจที่ปนไปด้วยความไม่รู้
ป้าคาเรนที่เพิ่งได้สติรีบฟาดแขนลงบนบ่าของเด็กหนุ่มอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง<i>เพี๊ยะ!</i>
<font color="#ff00ff">"เจ้าเด็กโง่! เกาะอีสเตอร์มันมีรูปปั้นโมอายหน้าโง่ ๆ ต่างหากเล่า! นี่มันสโตนเฮนจ์ มันอยู่อังกฤษแยกแยะให้ออกหน่อยสิ ความรู้รอบตัวไม่มีจริง ๆ เลยเด็กสมัยนี้!" </font>ป้าคาเรนกรี๊ดออกมาด้วยความหงุดหงิดจากการถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ และเอือมระอากับความโง่ของแจสเปอร์
แจสเปอร์ลูบบ่าตัวเองป้อย ๆ
<font color="#48d1cc">"โอเค ๆ...โมอาย...สโตนเฮนจ์...มันก็แค่หินเหมือน ๆ กันไม่ใช่เหรอครับป้า..."</font>
ทันใดนั้นเอง คำพูดของป้าคาเรนก็กระตุกความคิดของเอโลอิสที่กำลังก้มหน้าใช้ความคิดถึงแผนการต่อไปอยู่
<font color="#ff8c00">"เดี๋ยวนะอังกฤษงั้นเหรอ?" </font>เอโลอิสเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอลุกวาวเป็นประกายในทันทีที่ได้ยินคำนั้น
<font color="#ff00ff">"ใช่สิ! อังกฤษ ฉันเคยมาเที่ยวกับสามีเมื่อนานมาแล้ว"</font> ป้าคาเรนตอบ
<font color="#ff8c00">"นั่นหมายความว่า...เรามาถึงยุโรปแล้วไม่ใช่เหรอ?"</font> เอโลอิสถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง <font color="#ff8c00">"เราอยู่บนทวีปเดียวกับนอร์เวย์แล้วนี่!"</font>
แจสเปอร์หันมามองเอโลอิสด้วยสีหน้าเหวอ ๆ
<font color="#48d1cc">"อ้าว? ใกล้ขึ้นแล้วเหรอ? งั้นก็ดีน่ะสิ!”</font>
ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ยังคงทอประกายอยู่บนฟากฟ้าเหนือนครวิลต์เชอร์ เอโลอิสหันมามองพรรคพวกที่ยังคงเหนื่อยล้าและสับสน
<font color="#ff8c00">
"ถ้าเราอยู่ที่อังกฤษงั้นก็ดีเลย ไม่ไกลจากนอร์เวย์เท่าไหร่" </font>เอโลอิสเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่รัดกุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ <font color="#ff8c00">"จุดหมายของพวกเราคือ เขากัลด์เฮอพิกเกนในนอร์เวย์ และเมืองที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดที่เราควรจะไปลงก็น่าจะเป็นเบอร์เกน"
</font>
แจสเปอร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ พลางมองซองบะหมี่สำเร็จรูปที่ป้าคาเรนกำลังนับจำนวนอย่างเคร่งเครียด
<font color="#48d1cc">
"แต่เราจะไปถึงนอร์เวย์ได้ยังไงล่ะ" </font>แจสเปอร์ถาม <font color="#48d1cc">"ถึงเราจะมีเรือมินิบานาน่าแต่ตรงนี้มองทางไหนก็ไม่มีทะเลเลยนะพี่สาว"
</font><font color="#ff8c00">
"งั้นก่อนอื่นพวกเราก็ต้องหาท่าเรือ"</font> เอโลอิสตอบ เธอแตะไปที่เอวของเธอเบา ๆ ณ ที่ซึ่งเธอได้เก็บผ้าเช็ดปากสีเหลืองที่เคยเป็นเรือมินิบานาน่าไว้
<font color="#ff00ff">"งั้นเราต้องหาท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ใกล้ ๆ นี่ก่อน" </font>ป้าคาเรนพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นความหวังในทันที
เอโลอิสและแจสเปอร์ตัดสินใจที่จะหาข้อมูลจากคนแถวนั้น แม้จะรู้สึกอับอายที่ต้องเดินไปสอบถามในสภาพที่ดูไม่ต่างจากคนจรจัด แต่ภารกิจก็สำคัญกว่าความรู้สึก ทั้งสองเดินเข้าไปหาคนงานคนหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ใกล้ ๆ ด้วยความระมัดระวัง
<font color="#ff8c00">
“เอ่อ…ขอโทษนะคะ”</font> เอโลอิสพูดด้วยสำเนียงที่พยายามจะบริติชแต่ฟังยังไงก็ไอริชจ๋าอยู่ดี <font color="#ff8c00">“พอจะทราบไหมคะว่าท่าเรือใหญ่อยู่แถวไหน?”
</font>
คนงานคนนั้นมองพวกเขาด้วยหางตา และชี้ไปด้วยท่าทางที่ดูรังเกียจ
<font color="#9932cc">“ถ้าใหญ่ ๆ หน่อยก็เซาแธมป์ตันโน่นแหละ ขับรถไปทางใต้ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว”</font>
ทันทีที่ได้ข้อมูลที่ต้องการเอโลอิสก็ไม่รอช้า เธอคว้าป้าคาเรนและแจสเปอร์มาใกล้ ๆ แล้วกระซิบถึงแผนการที่ต้องใช้ความเร็ว พวกเขาตัดสินใจหาแท็กซี่ที่ดูเงียบสงบที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถาม
แท็กซี่สีดำคันหนึ่งถูกเรียกให้เข้ามาใกล้ ในที่สุดทั้งสี่คนก็ได้นั่งอยู่ภายในรถแท็กซี่ที่แสนสบายแม้ตอนแรกคนขับลังเลที่จะรับพวกเขาก็ตาม การเดินทางสู่เซาแธมป์ตันเป็นไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างเงียบงัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ ความกังวลเรื่องการเงิน หรือความกลัวที่จะถูกเจ้าหน้าที่มาพบเข้า (ยังเสียตอนนี้พวกเข้าก็ไม่ต่างจากคนลักลอบเข้าเมืองเลยแม้แต่น้อย)
เวลาล่วงเลยไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษตามที่คนงานคนนั้นบอก แท็กซี่ก็พาพวกเขามาถึงบริเวณท่าเรือที่ใหญ่โตและพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและสินค้า เซาแธมป์ตันเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลที่สำคัญของอังกฤษ เสียงแตรรถดังเซ็งแซ่ เสียงกว้านสมอเรือดังครืดคราด และกลิ่นไอน้ำมันเตาก็ปะปนกับกลิ่นไอเค็ม ๆ ของทะเล
ท่าเรือเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่รีบเร่งในการขนถ่ายสินค้าและผู้โดยสาร เรือขนาดมหึมาหลายลำจอดเทียบท่าเรียงรายกันราวกับกำแพงเหล็กที่ลอยอยู่เหนือน้ำ
<font color="#ff00ff">
“คนเยอะจริงเขาจะเห็นไหมเนี่ยว่าพวกเราเปลี่ยนผ้าเช็ดปากเป็นเรือน่ะ”</font> ป้าคาเรนพึมพำ
<font color="#ff8c00">“เราจะไม่ให้พวกเขาเห็นค่ะป้า”</font> เอโลอิสกล่าวอย่างรวดเร็ว พลางกวาดสายตาหามุมอับที่ไม่มีผู้คน
พวกเขาหาจุดที่สามารถหลบซ่อนได้ชั่วคราวหลังตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่สีสนิมที่เรียงซ้อนกันอยู่สูงลิบลิ่ว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้การทำงานในท่าเรือดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เอโลอิสสอดส่องมองดูสภาพแวดล้อมอย่างรอบคอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสนใจ พวกเขาจึงหยุดลง
<font color="#ff8c00">“เตรียมตัวนะคะ”</font> เอโลอิสกระซิบ พลางหยิบผ้าเช็ดปากสีเหลืองที่พับไว้อย่างเรียบร้อยออกมาจากกระเป๋าคาดเอว
ผ้าเช็ดปากาผืนนั้นถูกคลี่ออกและด้วยมนตร์เพียงเล็กน้อย เธอก็ทำการแปรสภาพ ผ้าเช็ดปากให้กลายเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น ในชั่วพริบตาเดียวผ้าเช็ดปากก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วและพองลมขึ้น กลายเป็นเรือกล้วยสีเหลืองนีออนขนาดกำลังดี ลำเดิมที่เคยพาพวกเขาเดินทางออกจากบอสตันนั่นเอง
แจสเปอร์และป้าคาเรนถูกเอโลอิสเร่งให้รีบกระโดดลงไปในเรือทันที เคอร์ติส บินออกมาจากเสื้อของเอโลอิสแล้วเกาะอยู่บนไหล่ของเธออย่างมั่นคง
<font color="#ff8c00">“รีบหน่อย เราต้องออกไปให้พ้นจากสายตาผู้คนก่อนที่พวกเขาจะสังเกตเห็น”</font> เอโลอิสสั่งพลางส่งไม้พายให้ทุกคน แม้เรือลำนี้จะออโต้ไพลอตแต่ไม้พายก็จำเป็นอยู่ดีในยามคับขัน
เครื่องยนต์ของเรือมินิบานาน่าส่งเสียงคำรามเบา ๆ พลางเริ่มแล่นออกจากบริเวณที่จอดเทียบท่าอย่างช้า ๆ มุ่งหน้าสู่ผืนน้ำทะเลสีเข้มที่ทอดยาวจรดขอบฟ้า เมื่อเรือแล่นออกไปไกลจากท่าเรือเซาแธมป์ตันพอสมควร เอโลอิสก็เร่งเครื่องยนต์ให้ทำงานเต็มที่ เสียงแล่นของเรือแหวกผืนน้ำดังซู่ซ่าเป็นทางยาว ท่ามกลางแสงที่ไม่สิ้นสุดของอังกฤษเหนือผืนน้ำสีคราม
เรือมินิบานาน่าเริ่มไต่ความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งรักษาความเร็วคงที่ได้ที่ประมาณ 12 นอต การเดินทางด้วยเรือขนาดเล็กนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาแล่นเรือมุ่งหน้าสู่ทิศใต้เพื่อออกจากช่องแคบโซเลนต์ก่อนจะเบนหัวเข้าสู่ ช่องแคบอังกฤษอันคดเคี้ยว การเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วของเรือมินิบานาน่าทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการถูกตรวจพบจากเรือบรรทุกสินค้าและเรือประมงขนาดใหญ่ได้อย่างหวุดหวิด เมื่อพ้นจากช่องแคบที่เต็มไปด้วยการจราจรทางน้ำอันหนาแน่นแล้ว เอโลอิสจึงนำเรือเบนหัวมุ่งหน้าสู่ ทะเลเหนือที่เวิ้งว้างและมักจะมีคลื่นลมรุนแรง
<font color="#ff8c00">“ถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 24 ชั่วโมงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ผ่านทะเลเหนือ เราน่าจะถึงเบอร์เกนภายในสองถึงสามวันค่ะ”</font> เอโลอิสกล่าว พลางคำนวณระยะทางในใจ
<font color="#ff00ff">"สองถึงสามวัน...แค่คิดก็เมื่อยแล้วนะ"</font> ป้าคาเรนบ่น แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เธอคว้าถุงสายรุ้งของตัวเองขึ้นมากอดไว้แน่นราวกับเป็นถุงยังชีพ
แจสเปอร์มองผืนน้ำสีเข้มเบื้องหน้า สายตาของเขาฉายแววครุ่นคิด
<font color="#48d1cc">
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังจะถึงนอร์เวย์? ไม่ใช่ว่าเราหลงไปโผล่ที่ฟินแลนด์หรือไอซ์แลนด์อีกนะ”</font> เขาถามด้วยความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อต้องพึ่งพาความรู้ของตนเอง
เอโลอิสยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอเข้าใจความไม่มั่นใจของแจสเปอร์
<font color="#ff8c00">“ไม่ต้องห่วงหรอกแจสเปอร์” </font>เอโลอิสตอบ<font color="#ff8c00"> “เบอร์เกนเป็นเมืองที่สวยงามมาก ตั้งอยู่กลางฟยอร์ดขนาดใหญ่ เราไม่มีทางพลาดแน่นอน และถ้าเราเห็นธารน้ำแข็งและภูเขาสูงโผล่ขึ้นมาจากทะเลเมื่อไหร่ นั่นแหละคือสแกนดิเนเวียแล้ว”</font>
<font color="#556b2f">“ไม่น่าเชื่อเลยนะขอรับว่าคุณเอโลอิสจะมีมุมที่ฉลาดด้วย”</font> เคอร์ติสกล่าวก่อนที่เอโลอิสจะหันขวับมามองมันตาเขียว
<font color="#ff8c00">“ฉันคนไอริชนะเคอร์ติสแถบนี้ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงกัน” </font>เอโลอิสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวขึ้น<font color="#ff8c00"> “เอาล่ะทุกคน หลับพักผ่อนสลับกันไปนะ เราต้องไปให้ถึงเมืองเบอร์เกนให้เร็วทุกสุดและป้องกันเหตุไม่คาดฝันพวกเราต้องสลับกันเฝ้ายามหน่อย”</font>
เรือมินิบานาน่าแล่นฉิ่วออกไปบนผืนทะเลเหนือที่เวิ้งว้างภายใต้แสงสว่างที่ไม่ยอมดับของท้องฟ้าอังกฤษ มันเป็นความหวังเดียวของเหล่าเดมิก็อดทั้งสามที่จะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจ ยิ่งถึงนอร์เวย์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
</span></font></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="text-align: center;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center; font-size: medium;">@God </div><div style="font-size: medium; text-align: center;"><br></div></font></span></div></div>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-12-4 02:07:41
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-172c1915b9a8575b57.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><font face="Kanit" size="3"><br></font></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">สามวันเต็มล่วงผ่านไปแล้วนับตั้งแต่พวกเขาออกเดินทางจากเซาแธมป์ตัน เรือมินิบานาน่าลำน้อยแล่นอย่างไม่ย่อท้อบนผืนทะเลเหนือที่มีสีเข้มจัดกว่าเดิม แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมานั้นช่างดูซีดจางและไร้ความอบอุ่น ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นมิตรเหมือนแสงแดดทั่วไปแต่กลับยิ่งขับเน้นความรู้สึกโดดเดี่ยวของเหล่าเดมิก็อดที่ลอยอยู่กลางทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล
อุณหภูมิของอากาศลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เขตสแกนดิเนเวียมากเท่าไหร่ คลื่นน้ำก็ยิ่งปะทะกับลำเรือแรงขึ้นจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ตามขอบเรือบางส่วน ไอเย็นที่พัดโชยมากับสายลมนั้นกัดกินผิวหนังจนรู้สึกชาไปถึงกระดูก แม้แต่เคอร์ติสที่เกาะอยู่บนไหล่ของเอโลอิสก็เริ่มส่งเสียงร้องครางเบา ๆ และจิกเสื้อของเธอแน่นเพื่อหาความอบอุ่น
เอโลอิสเองก็กำลังนั่งตัวงออยู่บนเรือ ดูเหมือนความหนาวเย็นจากทะเลเหนือนั้นจะอยู่เหนือการควบคุมของเธอ ดวงตาของเธอมองไปยังไอน้ำสีขาวที่พ่นออกมาจากปากทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เธอสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันเบา ๆ ป้าคาเรนเองก็ดูหนาวสั่นไม่ต่างกันยิ่งเป็นคนแก่น่าจะยิ่งเซนซิทีฟกับอากาศหนาวยิ่งกว่าวัยรุ่นอย่างเธอเสียอีก
เอโลอิสเหลือบไปเห็นแจสเปอร์ที่กำลังนั่งเฝ้ายามอยู่หัวเรือ เด็กหนุ่มบุตรแห่งแอรีสนั้นยังคงนั่งตัวตรงราวกับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากอุณหภูมิที่ลดต่ำลง ใบหน้าของเขาดูนิ่งเฉยราวกับว่ากำลังนั่งสบาย ๆ อยู่หน้าเตาผิง
<font color="#ff8c00">“แจสเปอร์...”</font> เอโลอิสเรียกเสียงสั่น <font color="#ff8c00">“นะ…นาย...ไม่หนาวบ้างเหรอ? ทนได้ยังไงกันน่ะ?”
</font>
แจสเปอร์หันมามองเพื่อนร่วมทางของเขาด้วยสีหน้าฉงนเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นว่าทั้งเอโลอิสและป้าคาเรนต่างนั่งสั่นงันงกจนดูน่าสงสาร
<font color="#48d1cc">“หนาวเหรอครับ?”</font> แจสเปอร์ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย พลางขยับตัวเล็กน้อย<font color="#48d1cc"> “อืม...ก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้นนี่ครับพี่สาว แค่อากาศเย็นสบายเอง” </font>เขายืดอกเล็กน้อย <font color="#48d1cc">“อาจเป็นเพราะผมเป็นบุตรแห่งเทพสงครามก็ได้มั้ง ร่างกายเลยมีความอึดมากกว่าคนอื่น”
</font>
เอโลอิสและป้าคาเรนหันหน้ามามองกันและกัน ดวงตาของป้าคาเรนเต็มไปด้วยความอิจฉาและความ สงสัยในความอึดของเด็กหนุ่ม
<font color="#ff8c00">“ให้ตายเถอะ…ไม่ยุติธรรมเลย!” </font>เอโลอิสพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปหาป้าคาเรนด้วยความหวังอันริบหรี่ <font color="#ff8c00">“ป้าคะ…ในกระเป๋าของป้าที่เต็มไปด้วยของแปลกประหลาดนั่น…มีเสื้อกันหนาวหลงเหลืออยู่บ้างไหมคะ? หนูหนาวจะแย่แล้ว”</font>
ป้าคาเรนไม่ได้ตอบ แต่หันไปกอดถุงสายรุ้งห้าสีของเธอไว้แน่น ก่อนจะวางมันลงบนเรืออย่างระมัดระวัง เธอเปิดปากถุงออกและเริ่มปฏิบัติการค้นหาที่ยาวนานและซับซ้อนราวกับการขุดค้นทางโบราณคดี มือของป้าคาเรนดำดิ่งลงไปในถุง เธอล้วงออกมาทั้งกระป๋องสเปรย์ดับกลิ่นตัวรุ่นโบราณ ตั๋วหนังที่หมดอายุตั้งแต่สมัยยุค 90 และก้อนหินแปลก ๆ อีกสามสี่ก้อน ก่อนจะโยนของที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งลงไปในถุงอย่างไม่ใส่ใจ
<font color="#ff00ff">“ไหนดูซิ…ฉันจำได้ว่าฉันเคยซื้อเสื้อหนาวตอนมันเซลไว้หลายตัวอยู่นะ…”</font>
ในที่สุดหลังจากที่เสียงครืดคราดและเสียงโลหะกระทบกันดังออกมาจากถุง ป้าคาเรนก็ดึงสิ่งที่ต้องการออกมาได้สำเร็จ เธอค่อย ๆ ดึงเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมที่ดูอบอุ่นออกมาจากปากถุง
เสื้อแจ็คเก็ตตัวแรกมีสีชมพูอ่อนหวานราวกับขนมสายไหม บุนวมอย่างหนาและดูนุ่มนิ่ม ป้าคาเรนไม่รอช้า เธอสวมมันทับเสื้อผ้าทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
<font color="#ff00ff">“นี่ของเธอ!”</font> ป้าคาเรนยื่นเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมอีกตัวที่มีสีฟ้าพาสเทลปนชมพูไปให้เอโลอิส เอโลอิสรับมันมาสวมอย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นที่โอบล้อมร่างกายทำให้เธอรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง
แต่ป้าคาเรนยังไม่หยุดเท่านั้น เธอหยิบเสื้อกันหนาวมีฮู้ดขนาดจิ๋วที่มีลายจุดสีเหลืองออกมาจากถุงอีกตัว
<font color="#ff00ff">“นี่ของเธอเคอร์ติส!”</font> เธอจัดการใส่เสื้อตัวจิ๋วให้กับเคอร์ติสที่ร้องจิ๊บ ๆ ด้วยความประหลาดใจ เสื้อฮู้ดนั้นเข้ากันกับขนาดตัวของนกกระทาพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เคอร์ติสดูตลกและน่ารักในคราวเดียวกัน
และสุดท้ายป้าคาเรนก็ดึงเสื้อกันหนาวมีฮู้ดสีน้ำเงินเข้มอีกตัวออกมาจากถุง มันเป็นเสื้อที่ดูดีและมีคุณภาพสูง แต่ดูเหมือนจะเป็นเสื้อของผู้หญิงเพราะมีขนาดค่อนข้างพอดีตัว
<font color="#ff00ff">“นี่ของนายแจสเปอร์ เอาไปใส่ซะ!”</font> ป้าคาเรนยื่นเสื้อฮู้ดให้แจสเปอร์ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดราวกับออกคำสั่ง
แจสเปอร์มองเสื้อสีน้ำเงินในมือป้าคาเรน แล้วมองตัวเองที่ยังคงสวมเพียงเสื้อยืดแขนสั้นอยู่
<font color="#48d1cc">“แต่ผมไม่หนาวเลยนะครับป้า” </font>แจสเปอร์ปฏิเสธอย่างสุภาพ <font color="#48d1cc">“เอาไว้ให้คนอื่นที่หนาวกว่าผมดีกว่าครับ”</font>
<font color="#ff00ff">“อย่ามาเถียงฉันนะเจ้าเด็กโง่!” </font>ป้าคาเรนตวาดเสียงดัง “<font color="#ff00ff">ฉันรู้ว่าแกไม่หนาว แต่แกไม่เห็นเหรอว่าแกกำลังทำลายกำลังใจของพวกเราอยู่! แกมานั่งตัวตรง ๆ ในสภาพไม่สะทกสะท้านแบบนี้ แล้วพวกฉันที่นั่งสั่นเหมือนลูกนกจะรู้สึกยังไง! ใส่เข้าไปซะ!”</font>
เอโลอิสที่อบอุ่นขึ้นแล้วถึงกับหัวเราะเบา ๆ กับเหตุผลของป้าคาเรน แจสเปอร์ถอนหายใจอย่างยอมจำนน เขาเข้าใจได้ว่าการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของเขานั้นกำลังส่งผลลบต่อสภาพจิตใจของเพื่อนร่วมทาง เขาจำใจรับเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินเข้มตัวนั้นมาสวมทับเสื้อของเขา
ทันทีที่เขาสวมเสื้อฮู้ดตัวนั้นเรือมินิบานาน่าก็ดูมีสีสันขึ้นมาในทันที ชุดของป้าคาเรนสีชมพูหวาน ชุดของเอโลอิสสีฟ้าปนชมพูพาสเทล และชุดของแจสเปอร์สีน้ำเงินเข้มที่ตัดกับสีเหลืองนีออนของเรือ
<font color="#ff00ff">“ดีมาก!” </font>ป้าคาเรนพึงพอใจ <font color="#ff00ff">“ทีนี้พวกเราทุกคนก็อุ่นแล้ว เราไปต่อกันเลย!”</font>
เรือมินิบานาน่าแลนไปอีกสักพักใหญ่ก่อนที่เอโลอิสจะเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากที่ไกล ๆ และเริ่มส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นเต้น
<font color="#ff8c00">“ทุกคน ดูนั่นสิคะ!”</font>
ทุกคนหันไปมองตามที่เธอมองขอบฟ้าที่เคยเป็นเพียงผืนน้ำสีเข้มสุดลูกหูลูกตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วย เงาตะคุ่มสีเทาเข้ม ที่ก่อตัวเป็นรูปทรงขนาดมหึมาอยู่ไกลลิบ ๆ
<font color="#48d1cc">“นั่นมัน...แผ่นดิน!”</font> แจสเปอร์อุทานเสียงดัง ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางกว่าสามวันพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น เคอร์ติสกระพือปีกอย่างตื่นเต้นอยู่ในเสื้อฮู้ดลายจุดของมัน
เงาตะคุ่มนั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรือแล่นเข้าใกล้ ภาพของฟยอร์ดอันงดงามและน่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาของพวกเขาอย่างช้า ๆ เบื้องหน้าคือเทือกเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง แม้จะอยู่ไกลแต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นของมัน ภูเขาสีเข้มตัดกับหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เมฆหมอกสีขาวหนาทึบปกคลุมยอดเขาเอาไว้ราวกับผ้าคลุมศักดิ์สิทธิ์ และตรงช่องว่างระหว่างภูเขาเหล่านั้นก็มีร่องรอยของบ้านเรือนสีสันสดใสที่เรียงรายกันอยู่ริมน้ำ
<font color="#ff8c00">“เบอร์เกน...เรามาถึงเบอร์เกนแล้ว!”</font> เอโลอิสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ แต่แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความกังวลในทันที
เรือมินิบานาน่าลดความเร็วลงอย่างช้า ๆ เมื่อเริ่มเข้าใกล้บริเวณชายฝั่ง ทุกคนกลับเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง เพราะสิ่งที่รอพวกเขาอยู่บนแผ่นดินนั้นไม่ได้มีแค่ยักษ์หรืออสุรกายเท่านั้น แต่ยังมีกฎหมายประเทศที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่า
<font color="#ff8c00">“เอาล่ะพวกเราต้องวางแผนให้ดีนะ”</font> เอโลอิสเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด<font color="#ff8c00"> “จำไว้ว่าพวกเราไม่มีพาสปอร์ตที่มีตราประทับของประเทศต้นทางขาออกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพวกเรามาถึงในสภาพที่เหมือนหนีภัยสงครามมาหมาด ๆ ถ้าเราจอดเรือที่ท่าเรือหลัก พวกเขาจะตั้งคำถามและอาจจับเราได้”</font>
ป้าคาเรนถอนหายใจยาว
<font color="#ff00ff">“โธ่! แค่เรื่องเข้าเมืองก็ยุ่งยากแล้วเหรอเนี่ย? ฉันว่าเราแค่ลงไปแล้วใช้ดวงดี ๆ ของฉันทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตาบอดไปชั่วขณะก็น่าจะพอแล้วนะ”</font>
แจสเปอร์ส่ายหน้าอย่างจริงจัง
<font color="#48d1cc">“ไม่ได้หรอกครับป้า การลักลอบเข้าเมืองนี่อันตรายกว่าอสุรกายหลายตัวรวมกันอีกนะครับ ถ้าโดนจับได้เรื่องมันจะยิ่งยุ่งยากนะครับ จำไม่ได้เหรอพวกเราเคยไปนอนคุกมาตั้งคืนนึง ถ้ารอบนี้โดนจับได้ล่ะก็โดนส่งกลับประเทศนะครับป้า แล้วที่เราเดินทางกันมาอย่างยากลำบากก็เท่ากับศูนย์เลยสิ” </font>
<font color="#ff8c00">“แจสเปอร์พูดถูก”</font> เอโลอิสเสริม <font color="#ff8c00">“เราต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐให้ได้มากที่สุด การจอดเรือที่ท่าเรือหลักจึงไม่ปลอดภัยค่ะ เราต้องหาช่องทางธรรมชาติที่ลับตากว่านี้”
</font>
เอโลอิสใช้กล้องส่องทางไกลที่หยิบมาจากถุงสายรุ้งของป้าคาเรน (โดยที่ไม่มีใครถามว่ามันมาจากไหน) ส่องมองไปตามแนวชายฝั่งที่คดเคี้ยวของฟยอร์ด เธอสังเกตเห็นพื้นที่บางส่วนที่ดูรกร้างและเป็นแนวป่าสนที่ทอดยาวลงมาถึงน้ำ
<font color="#ff8c00">“ตรงโน้นค่ะ! ทางทิศตะวันออกของเมืองไปหน่อย จะมีร่องน้ำเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเป็นทางน้ำเก่าที่ไม่ค่อยมีเรือผ่าน”</font> เอโลอิสชี้ไปยังจุดที่มีเรือประมงเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ลำจอดอยู่ <font color="#ff8c00">“เราจะแอบจอดที่นั่น แล้วพรางตัวขึ้นสู่ฝั่ง”</font>
เรือมินิบานาน่าเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าและเงียบกริบ เลียบเลาะไปตามแนวภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าสนหนาทึบ ไอหมอกจาง ๆ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ทำให้การพรางตัวง่ายขึ้นมาก แสงอาทิตย์ที่ยังคงสาดส่องอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้พวกเขาต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะไม่มีความมืดมาช่วยปกปิด
ในที่สุดเรือก็แล่นเข้ามาในร่องน้ำเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยโขดหินและต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาลงมาถึงน้ำ เอโลอิสดับเครื่องยนต์ของเรืออย่างเบามือ จากนั้นเธอก็ยื่นไม้พายให้แจสเปอร์ใช้เกี่ยวเรือมินิบานาน่าให้จอดเทียบกับโขดหินที่ยื่นออกมาจากชายฝั่ง
<font color="#ff8c00">“ค่อย ๆ นะคะทุกคน”</font> เอโลอิสกระซิบสั่ง แจสเปอร์รับหน้าที่เป็นคนแรกในการปีนป่ายขึ้นสู่ฝั่ง เขาปีนขึ้นไปบนโขดหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่และมอสส์สีเขียวชอุ่มอย่างว่องไวและเงียบเชียบ จากนั้นจึงทอดตัวลงมาช่วยป้าคาเรนและเอโลอิสให้ขึ้นมาสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัย เคอร์ติสบินออกมาจากไหล่ของเอโลอิสและเกาะอยู่บนกิ่งสนที่อยู่เหนือศีรษะ
เมื่อทุกคนขึ้นสู่ฝั่งได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยแล้ว เอโลอิสจึงหันไปมองเรือมินิบานาน่าที่ลอยนิ่งอยู่เหนือน้ำ จากนัั้นก็ทำให้เรือมินิบานาน่าสีเหลืองนีออนก็ยุบตัวลงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นเพียงผ้าเช็ดปากสีเหลืองที่ถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยในมือของเอโลอิส
ป้าคาเรนขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยด้วยความช่วยเหลือของแจสเปอร์ แต่ในจังหวะสุดท้ายที่เท้าของเธอกำลังจะเหยียบพื้นดิน เธอก็สะดุดเข้ากับรากไม้ที่ยื่นออกมาอย่างคาดไม่ถึง
<b><i>โครม!</i></b>
ป้าคาเรนล้มลงไปในพุ่มไม้สนอย่างแรง ถุงสายรุ้งห้าสีของเธอหลุดมือและกลิ้งลงไปบนพื้นหินอย่างน่าหวาดเสียว แต่แทนที่จะมีเสียงดังตามมาทันที กลับเกิดสิ่งที่น่าประหลาดขึ้นเนื่องจากแรงกระแทกจากถุงวิเศษที่ล้มลงไปกระทบพื้นหินแข็ง ลูกแก้วสีใสลูกหนึ่งที่ป้าคาเรนเก็บไว้อย่างไม่ตั้งใจก็กระเด็นออกจากปากถุง ลูกแก้วนั้นกลิ้งไปชนกับก้อนกรวดสามก้อนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ก้อนกรวดทั้งสามจะกระเด็นไปตกอยู่ในร่องน้ำเสียงดัง จ๋อม! จ๋อม! จ๋อม!
เสียงดังที่เกิดจากก้อนกรวดทั้งสามลูกนั้น ทำให้ชายชาวประมงที่กำลังเดินอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ ถึงกับหันมามองด้วยความสงสัย แต่เมื่อเขาเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากเสียงที่มาจากร่องน้ำเท่านั้น เขาก็ส่ายหัวเล็กน้อย พลางคิดว่าคงเป็นแค่ปลาตัวใหญ่กระโดดน้ำ และเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ
<font color="#48d1cc">“ให้ตายสิป้า! เกือบไปแล้วนะครับ!”</font> แจสเปอร์กระซิบด้วยความโล่งใจที่ปนไปด้วยความหงุดหงิดกับความซุ่มซ่ามที่ไม่คาดคิดของป้าคาเรน
<font color="#ff00ff">“ก็แหม...ใครจะไปรู้ล่ะว่ารากไม้พวกนี้จะแข็งขนาดนี้!”</font> ป้าคาเรนบ่น พลางเก็บถุงสายรุ้งขึ้นมากอดไว้แน่นอีกครั้ง
เคอร์ติสบินออกมาจากไหล่ของเอโลอิสและมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะและมอสส์ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกและดูเก่าแก่ราวกับเป็นประตูสู่ยุคโบราณ
<font color="#ff8c00">“เราปลอดภัยแล้วค่ะ”</font> เอโลอิสกล่าวเบา ๆ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและความหนาวเย็น <font color="#ff8c00">“เรามาถึงนอร์เวย์แล้ว...ทีนี้ก็เหลือแค่เดินทางไปยังเขากัลด์เฮอพิกเกนเท่านั้น”</font>
หลังจากที่รอดพ้นจากการสังเกตของชาวประมงมาได้อย่างหวุดหวิด พวกเขาทั้งสามคนก็รีบพาตัวเองมุดลึกเข้าไปในป่าสนที่อยู่รอบนอกเมืองเบอร์เกนอย่างรวดเร็ว ผืนป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยไอเย็นและความชื้น มอสส์สีเขียวชอุ่มปกคลุมอยู่บนพื้นดินและโขดหินราวกับพรมธรรมชาติ ทำให้การเดินเต็มไปด้วยความทุลักทุเล แต่ทุกคนก็ต้องก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน เพราะรู้ดีว่ายิ่งอยู่ใกล้ชายฝั่งเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น พวกเขาเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตน ไม่มีเงินตราท้องถิ่น และไม่มีใครที่พูดภาษานอร์เวย์ได้เลยสักคน
<font color="#ff8c00">“เราต้องหาที่พัก...” </font>เอโลอิสกล่าวเสียงแหบพร่า ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางในทะเลเหนือเริ่มส่งผลต่อร่างกายของธิดาแห่งเฮฟเฟตัสเข้าแล้ว<font color="#ff8c00"> “คงไปนอนโรงแรมเหมือนตอนอยู่อเมริกาไม่ได้แน่นอน นอกจากเรื่องพาสปอร์ตแล้ว เงินก็ไม่ค่อยมีด้วยซ้ำ”
</font>
แจสเปอร์มองไปรอบ ๆ ตัวเขา ต้นสนสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างหนาแน่น ทำให้แสงสว่างที่ควรจะมีตลอด 24 ชั่วโมงดูมืดสลัวลงไปเล็กน้อย
<font color="#48d1cc">“ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องหาที่พักที่ถูกทิ้งร้างหรือไม่ก็ที่พักชั่วคราวกลางป่าครับ” </font>แจสเปอร์เสนอ พลางใช้ ง้าวเยี่ยนหยาชี้ไปยังทิศทางที่ดูเหมือนจะเป็นเนินเขาสูงชันกว่า
ป้าคาเรนที่สะพายถุงสายรุ้งไว้แน่นจนดูเหมือนกระเป๋าเป้ขนาดใหญ่ถอนหายใจออกมาเป็นไอสีขาว
<font color="#ff00ff">“ให้ตายสิ! นี่มันไม่ต่างจากหนังเอาตัวรอดเลยนะเนี่ย ชีวิตเดมิก็อดมันน่าจะมีทางลัดที่สบายกว่านี้บ้างสิ!”</font>
พวกเขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินฝ่าป่าสนที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อปีนขึ้นไปบนเนินเขาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งได้สำเร็จ พวกเขาก็พบกับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นรางวัลจากความอุตสาหะของพวกเขา
เบื้องหน้าคือกระท่อมล่าสัตว์ไม้ซุงขนาดเล็ก ตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มต้นสนที่หนาแน่น ตัวกระท่อมดูเก่าแก่แต่ยังคงสภาพดี มีปล่องไฟที่ทำจากหินโผล่ออกมาจากหลังคา และมีฟืนที่ถูกตัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบอยู่ด้านข้าง
<font color="#48d1cc">“ว้าว!” </font>แจสเปอร์อุทานด้วยความดีใจ <font color="#48d1cc">“ดวงของป้าคาเรนไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมดนี่ครับ ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ด้วย”</font>
เอโลอิสเดินเข้าไปสำรวจอย่างระมัดระวัง เธอเคาะประตูและเรียกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ เธอใช้ความเชี่ยวชาญตรวจสอบกลอนประตูอย่างรวดเร็ว และพบว่ามันถูกล็อกด้วยกุญแจที่ทำจากเหล็กธรรมดา
<font color="#ff8c00">“มีกุญแจล็อกอยู่ค่ะ และพวกเราก็ไม่มีความสามารถในการสะเดาะกลอนเลย รู้งี้พาลูกเทพเฮอร์มิสมาสักคนก็ดีสิ”</font> เอโลอิสถอนหายใจ <font color="#ff8c00">“แจสเปอร์ นายช่วยพังมันได้ไหมแบบเงียบ ๆ น่ะ?”
</font>
<font color="#48d1cc">“พังแบบเงียบ ๆ น่ะเหรอครับ?ไม่ฟังดูแปลกไปหน่อยเหรอพี่สาวใครมันจะไปทำได้มือผมหนักจะตาย” </font>แจสเปอร์เกาหัวอย่างสับสน
ทันใดนั้นป้าคาเรนก็เดินเข้ามาพร้อมกับยิ้มกว้าง เธอเปิดถุงสายรุ้งห้าสีของเธอออกและล้วงมือลงไปในส่วนที่ลึกลับที่สุดของถุง
<font color="#ff00ff">“ไม่ต้องพังหรอก เรื่องนี้ฉันจัดการเอง” </font>ป้าคาเรนหยิบกิ๊บติดผมสีทองออกมาสามอันที่ดูเหมือนจะอยู่ในถุงมานานนับสิบปี <font color="#ff00ff">“ตอนสมัยสาว ๆ ฉันดูละครมาเยอะ”</font>
ป้าคาเรนจัดการงอกิ๊บติดผมสองอันให้เป็นรูปทรงแปลก ๆ ก่อนที่เธอจะเริ่มปฏิบัติการสะเดาะกลอนแบบคาเรนสไตล์ที่ไร้ซึ่งทักษะแต่เต็มไปด้วยโชคช่วย เธอแหย่กิ๊บอันแรกลงไปในรูกุญแจอย่างมั่ว ๆ แล้วก็แทงกิ๊บอีกอันตามเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจ คลิก! เสียงกลไกภายในที่คลายตัวดังขึ้นเบา ๆ ราวกับปาฏิหาริย์
<font color="#ff00ff">“เห็นไหมล่ะ อย่าดูถูกสกิลมิจฉาชีพคนไทยเด็ดขาดเลยนะ” </font>ป้าคาเรนกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
กลอนประตูถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย พวกเขาผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว ภายในกระท่อมเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้สนแห้งและเขม่าควันไฟเก่า ๆ เฟอร์นิเจอร์ภายในมีเพียงเตาผิงหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง โต๊ะไม้ และเตียงนอนสองชั้น ที่ปูด้วยหนังสัตว์เก่า ๆ บรรยากาศดูอบอุ่นและเงียบสงบราวกับหลุดออกมาจากนิทานพื้นบ้านของชาวนอร์ส
<font color="#ff00ff">“เยี่ยมไปเลย!” </font>ป้าคาเรนรีบพุ่งตัวไปทิ้งตัวลงบนที่นอนหนังสัตว์ชั้นล่างทันที<font color="#ff00ff"> “ฉันจองเตียงนี้”</font>
เอโลอิสไม่ได้พักผ่อน เธอรู้ดีว่าพวกเขาต้องการความอบอุ่นเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เอโลอิสจึงจัดแจงเก็บเศษไม้แห้งที่อยู่รอบ ๆ ก่อกองไฟในเตาผิงอย่างชำนาญ เคอร์ติสบินเข้าไปเกาะบนขอบเตาผิงที่ยังเย็นอยู่ด้วยท่าทางง่วงนอน
ในไม่ช้าเปลวไฟก็เริ่มลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นที่แผ่กระจายออกมาทำให้ไอร้อนไปขับไล่ความหนาวเย็นที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้าของพวกเขาออกไปจนหมดสิ้น เอโลอิสถอดเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมออก และรู้สึกว่าผิวของเธอกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
<font color="#ff00ff">“เอาล่ะ ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว!”</font> ป้าคาเรนที่ฟื้นตัวแล้วประกาศอย่างร่าเริง เธอดึงเอาซองบะหมี่สำเร็จรูป และกระป๋องเหล็กขนาดเล็กที่มีหูหิ้วออกมาจากถุงสายรุ้ง
แจสเปอร์มองกระป๋องเหล็กนั้นด้วยความสงสัย
<font color="#48d1cc">“ป้าครับ นั่นมัน...กระป๋องใส่กาแฟไม่ใช่เหรอครับ?”</font>
<font color="#ff00ff">“ไม่ใช่กาแฟหรอกเจ้าโง่!”</font> ป้าคาเรนหัวเราะพลางชี้ไปที่ไฟที่ลุกโชนในเตาผิง <font color="#ff00ff">“นี่มันหม้อต้มฉุกเฉินของฉันไม่เคยเรียนลูกเสือหรือไง? เราจะใช้ไฟที่เอโลอิสก่อต้มน้ำกันไงล่ะ”</font>
ป้าคาเรนจัดการนำกระป๋องเหล็กไปใส่น้ำที่พวกเขานำติดตัวมาเล็กน้อย แล้วใช้ลวดที่พันรอบกระป๋อง แขวน มันไว้เหนือเปลวไฟในเตาผิงอย่างระมัดระวัง
ด้วยความร้อนแรงจากฟืนไม้สนแห้งในไม่กี่นาทีไอน้ำก็เริ่มพวยพุ่งออกมาจากปากกระป๋องเหล็ก และน้ำก็เดือดส่งเสียงดังหวีดหวิว เอโลอิสจัดการเทน้ำเดือดลงในซองบะหมี่สำเร็จรูปอย่างรวดเร็ว ความหอมของเครื่องเทศและกลิ่นบะหมี่ที่ลอยออกมาสร้างความโอดครวญให้กับท้องทุกคน
เมื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกปรุงเสร็จ พวกเขาทั้งสามคนก็พากันนั่งล้อมรอบกองไฟที่เตาผิง กินอาหารมื้อแรกบนแผ่นดินนอร์เวย์อย่างเงียบ ๆ ความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดตลอดสามวันถูกแทนที่ด้วยความอิ่มเอมใจจากอาหารง่าย ๆ และความรู้สึกปลอดภัยที่ได้พักพิง
<font color="#ff8c00">“กินเสร็จก็พักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าเราต้องเดินทางต่อ”</font>
แจสเปอร์พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขามองไปที่เปลวไฟที่เตาผิงแสงสีส้มแดงนั้นวาดเงาบนผนังไม้ซุง ทำให้เขารู้สึกถึงความปลอดภัยที่ไม่เคยรู้สึกมานาน
<font color="#48d1cc">“ผมจะเฝ้ายามให้ครับพี่สาว พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ” </font>บุตรแห่งแอรีสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและจริงใจ
ป้าคาเรนที่อิ่มหนำสำราญแล้วก็เอนหลังลงบนเตียงหนังสัตว์อย่างรวดเร็ว เธอหยิบผ้าปิดตาลายดอกกุหลาบออกมาจากถุงสายรุ้งแล้วสวมมันทันที
<font color="#ff00ff">“มีอะไรก็เรียกแล้วกัน อย่าหักโหมล่ะ” </font>ป้าคาเรนกล่าวเสียงงัวเงีย ก่อนจะผล็อยหลับไปในทันที
เคอร์ติสที่นอนขดตัวอยู่ในเสื้อฮู้ดลายจุดสีเหลืองที่ขอบเตาผิง ส่งเสียงร้องเบา ๆ เป็นการยืนยันว่าเขาพร้อมที่จะนอนแล้วเช่นกัน
เอโลอิสยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอเชื่อใจแจสเปอร์และรู้ว่าเขาจะทำหน้าที่เฝ้ายามได้ดีที่สุด เธอจึงเอนกายลงบนเตียงนอนชั้นบนห่มผ้าหนังสัตว์ที่อบอุ่นและปิดเปลือกตาลง
ภายใต้แสงสว่างที่ไม่ดับของฟากฟ้าเหนือนอร์เวย์ และความอบอุ่นจากเตาผิงของกระท่อมล่าสัตว์ร้าง เหล่าเดมิก็อดทั้งสามก็ได้พักผ่อนจริงจังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทางที่เต็มไปด้วยภยันตราย พวกเขาหลับใหลไปพร้อมกับความมุ่งมั่นว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะนำพวกเขาเข้าใกล้เขากัลด์เฮอพิกเกนไปอีกขั้น
</span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center;"><font color="#ff0000" size="4"><span style="white-space-collapse: preserve;"><b style="">สวมใส่เสื้อกันหนาว</b></span></font></div><div style="text-align: left;"><b><font color="#ff0000" size="4"><br></font></b></div><div style="text-align: center;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center; font-size: medium;">@God </div><div style="font-size: medium; text-align: center;"><br></div></font></span></div></div>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-12-7 21:16:04
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><p><br></p><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/-188240c3f0460893a4.png" border="0"><font face="Kanit" size="3"></font></div><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">แสงตะวันยามเช้าในนอร์เวย์มิได้มีความเร่งรีบเหมือนกับแสงอาทิตย์ในเซาแธมป์ตัน แม้ตอนนี้จะล่วงเลยเข้าสู่เวลาหกโมงเช้าแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหนาวทุเลาลง ความอบอุ่นจากเตาผิงยังคงหลงเหลืออยู่ในกระท่อมไม้ซุง เอโลอิสเป็นคนแรกที่ตื่น เธอจุดไฟเพิ่มในเตาผิงเล็กน้อยเพื่อต้มน้ำที่เหลือในกระป๋องของป้าคาเรน จากนั้นจึงนั่งทบทวนแผนการเดินทางของพวกเขาอีกครั้งบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ
<font color="#ff8c00">“ตอนนี้อุปสรรคข้องพวกเราคือการลักลอบเข้าเมืองถ้าจะขึ้นรถไฟหรือรสบัสพวกเราต้องใช้พาสปอร์ต และพวกเราก็ไม่มีตราประทับเข้าเมืองด้วย เราต้องหาวิธีที่ไม่ต้องใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อไปที่ลูมให้ได้”</font>เธอสรุปแผนการให้แจสเปอร์ฟังขณะที่เขากำลังลับคมง้าวเยี่ยนหยาอย่างเงียบเชียบ<font color="#ff8c00"> “การเดินทางโดยรถยนต์จากเบอร์เกนไปลูมน่าจะใช้เวลาประมาณห้าถึงหกชั่วโมง ถ้าเราสามารถแอบขึ้นรถบรรทุกสินค้าที่ออกเดินทางแต่เช้าได้ เราก็จะไปถึงฐานเขากัลด์เฮอพิกเกนได้ภายในวันนี้”
</font>
แจสเปอร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย สายตาของเขามุ่งมั่นและแน่วแน่ <font color="#48d1cc">“ผมรู้ว่าเราต้องไปที่ไหนพี่สาว การขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ปกติเขาไม่ทำในเมืองหลักหรอก แต่น่าจะเป็นที่ศูนย์โลจิสติกส์ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกบนเส้นทาง E16 ทำไมผมรู้น่ะเหรอ? ผมกูเกิ้ลน่ะ” </font>เขาพูดพร้อมโชว์ข้อมูลในสมาร์ทโฟนของตัวเอง
<font color="#ff8c00">“ขอบใจนะแจสเปอร์อย่างน้อยนายก็ทำให้ฉันรู้ว่า นายไม่ได้โง่ไปเสียทุกเรื่อง”</font>
หลังจากป้าคาเรนตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการบ่นพึมพำเรื่องความเมื่อยขบ พวกเขาทั้งสามคนก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีแจสเปอร์นำทางฝ่าป่าสนที่หนาแน่น พวกเขาเดินอย่างระมัดระวังเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงจนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่ดังกระหึ่มก็เริ่มดังขึ้นเหนือเสียงลมพัด
เมื่อพวกเขามาถึงขอบป่าที่ทอดยาวไปยังถนนลาดยางสายหลัก ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็คือศูนย์กลางการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพาเลทวางสินค้า และตู้คอนเทนเนอร์หลากสีสัน ที่นี่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่จอดเทียบท่าขนถ่ายสินค้าอยู่หลายสิบคัน ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกพ่วงที่บรรทุกตู้ทึบหรือรถบรรทุกที่มีผ้าใบคลุมด้านข้างที่ใช้ขนส่งสินค้าทั่วไปและเสบียงสำหรับร้านค้าปลีก
เอโลอิสใช้กล้องส่องทางไกลที่ยืมมาจากป้าคาเรนเพื่อสอดส่องและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ คลังสินค้าขนาดใหญ่เป็นอาคารโลหะสีเทาไร้หน้าต่าง ประตูด้านหลังเปิดอ้าออกราวกับปากยักษ์ มีพนักงานในชุดสะท้อนแสงเดินเข้าออกอย่างเร่งรีบเพื่อขนย้ายสิ่งของ
<font color="#ff8c00">“พวกเราต้องเลือกรถบรรทุกให้ดี”</font> เอโลอิสกระซิบเสียงแผ่ว<font color="#ff8c00"> “รถส่วนใหญ่ที่จอดอยู่กำลังจะขนถ่ายสินค้าเข้าคลัง รถที่เราต้องการคือรถที่เพิ่งบรรทุกเสร็จและกำลังจะออกจากลาน”
</font>
ไม่นานนักสายตาของพวกเขาก็จับจ้องไปที่รถบรรทุกคันหนึ่ง รถคันนั้นเป็นรถบรรทุกพ่วงตู้ทึบสีน้ำเงินเข้ม ยี่ห้อวอลโว่ ซึ่งเป็นรถบรรทุกที่พบเห็นได้ทั่วไปในนอร์เวย์ มันถูกบรรทุกเต็มตู้และพนักงานกำลังปิดประตูเหล็กด้านท้ายอย่างเร่งรีบ มันไม่มีผ้าใบคลุม มีเพียงประตูเหล็กที่ต้องปิดผนึกด้วยซีลที่ทำจากพลาสติกแข็งเท่านั้น
<font color="#ff8c00">“คันนั้นแหละ”</font> เอโลอิสชี้<font color="#ff8c00"> “รถตู้ทึบเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการพรางตัวจากสายตาของคนทั่วไป แต่เราจะเข้าไปได้ยังไงล่ะเนี่ย?”</font>
<font color="#48d1cc">“‘งั้นฟังสัญญาณจากผมแล้วทำตามที่ผมบอกก็พอ”</font> แจสเปอร์เสนอ
ขณะที่รถบรรทุกสตาร์ทเครื่องยนต์และส่งเสียงคำรามดังก้อง พนักงานคนสุดท้ายก็เดินไปหยิบ ซีลพลาสติกเพื่อปิดผนึกประตูท้าย แจสเปอร์รู้ว่าเวลามีไม่มากแล้ว
<font color="#48d1cc">“ไปกันเลย!”</font>
แจสเปอร์เป็นผู้นำ เขาใช้ความว่องไวกระโดดข้ามรั้วเตี้ย ๆ แล้ววิ่งตรงไปที่ท้ายรถบรรทุกอย่างรวดเร็ว เอโลอิสและป้าคาเรนตามมาติด ๆ
เมื่อมาถึงท้ายรถบรรทุก แจสเปอร์ใช้กำลังมหาศาลของเขางัดขอเกี่ยวด้านล่างของประตูเหล็กที่พนักงานเผลอลืมใส่สลักยึดไว้เล็กน้อยให้เปิดออกได้กว้างพอที่คนจะมุดเข้าไปได้ เอโลอิสรีบผลักป้าคาเรนเข้าไปก่อน จากนั้นเธอจึงตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเคอร์ติสที่บินเข้าหาช่องว่างด้านใน และสุดท้ายแจสเปอร์
ขณะที่แจสเปอร์กำลังจะดึงประตูเหล็กปิดกลับเข้าที่ เอโลอิสก็หยุดเขาไว้ชั่วครู่ ดวงตาของธิดาแห่งเฮเฟตัสสำรวจประตูเหล็กอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้กังวลเรื่องการล็อก แต่กังวลเรื่องอากาศเดี๋ยวขาดอากาศตายกันพอดี
<font color="#ff8c00">“รอเดี๋ยวแจสเปอร์” </font>เอโลอิสกระซิบ เธอใช้มือสัมผัสเบา ๆ ที่มุมประตูเหล็กด้านล่างของบานพับ
เอโลอิสหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อรวมสมาธิ เธอต้องการรอยแยกที่ดูเหมือนรอยต่อปกติ เธอส่งพลังควบคุมโลหะออกไปยังโครงสร้างเหล็กกล้าของตู้คอนเทนเนอร์ และบิดโครงสร้างของเหล็กบริเวณขอบตะเข็บด้านล่างของประตู เธอปรับรูปทรงโลหะตลอดแนวพื้นประตูให้เกิดเป็น ช่องระบายอากาศซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนอากาศเกิดขึ้นได้อย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาชีวิตคนสามคนตลอดการเดินทางที่ยาวนานกว่าห้าชั่วโมง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอกเลย เว้นแต่จะก้มลงไปตรวจสอบอย่างละเอียด
<b><i>กึก!
</i></b>
ทันทีที่เอโลอิสเสร็จสิ้น แจสเปอร์ก็ใช้มือดึงประตูเหล็กให้กลับเข้าที่เดิมอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ปิดให้มันล็อกสนิท เพียงแค่ดันให้เข้าที่และมีช่องว่างเล็กน้อยพอให้หายใจได้ พนักงานผู้ไม่รู้เรื่องราวใด ๆ เดินกลับมาพร้อมกับซีลพลาสติก
<b><i>แคว๊ก! </i></b>
เขาปิดผนึกซีลที่มือจับประตูรถบรรทุกอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ขึ้นไปบนรถกระบะแล้วขับออกไป พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์รถบรรทุกที่ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมันเริ่มเคลื่อนตัว
ภายในตู้ทึบของรถบรรทุกนั้นมืดสนิท มีเพียงแสงจาง ๆ ลอดผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ของประตูเท่านั้น อากาศภายในเย็นจัดและอับชื้นไปด้วยกลิ่นของกล่องกระดาษและยางมะตอย พวกเขาถูกบีบให้อยู่ในพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ระหว่างผนังตู้กับพาเลทไม้ที่บรรทุกสินค้ากล่องขนาดใหญ่ พวกเขาทำได้เพียงนั่งเบียดกันไปตลอดทาง
<b><i>โครม! แกร๊ก!</i></b>
รถบรรทุกเร่งความเร็วขึ้นสู่ทางหลวง E16 แรงสั่นสะเทือนจากถนนที่ไม่เรียบและการเข้าโค้งทำให้กล่องสินค้าขยับและส่งเสียงดังไปทั่วตู้ เอโลอิสใช้แขนโอบรอบป้าคาเรนไว้แน่นเพื่อไม่ให้เธอเซไปชนกับกล่องสินค้า ป้าคาเรนส่งเสียงบ่นออกมาเบา ๆ
<font color="#ff00ff">“ให้ตายสิ! ฉันว่านั่งเรือยังดีซะกว่านะอย่างน้อยก็ยังมีอากาศให้หายใจเยอะกว่านี้”</font>
แจสเปอร์นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน เขาใช้ความอึดของบุตรแห่งแอรีสทนต่อการสั่นสะเทือนทั้งหมด ในขณะที่มืออีกข้างคอยจับพาเลทสินค้าไว้ไม่ให้ล้มลงมาทับ
<font color="#48d1cc">“เรากำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงแล้วครับป้า อดทนไว้อีกไม่นานเราจะถึง”</font>
เสียงหวีดหวิวของลมและความเร็วเริ่มดังสนั่นขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่รถบรรทุกจะลดความเร็วลงอย่างกะทันหัน เสียงเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ที่สะท้อนกลับมาในตู้ทึบนั้นทำให้ปวดแก้วหู มันเป็นเสียงที่น่าหวาดหวั่นราวกับปีศาจเหล็กกล้าที่กำลังกลืนกินพวกเขา
รถบรรทุกเข้าสู่ความมืดมิดที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม นั่นหมายความว่าพวกเขาได้เข้าสู่อุโมงค์เลร์ดาล อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในโลกแล้ว ภายในอุโมงค์ที่มืดมิดและยาวนานกว่ายี่สิบสี่กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนนั้นลดลง แต่ความตึงเครียดกลับเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เอโลอิสสัมผัสได้ว่าความเย็นที่เล็ดรอดเข้ามาในตู้ทึบนั้นรุนแรงจนน่ากลัว ถึงแม้เธอจะสวมเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมแล้วก็ตาม เธอกัดฟันแน่นจนรู้สึกถึงกลิ่นเลือดจาง ๆ
<font color="#ff00ff">“หนาวเกินไปแล้ว…” </font>ป้าคาเรนกระซิบเสียงสั่น
พวกเขาเดินทางในความมืดอันยาวนานจนกระทั่งแสงสว่างจากปากอุโมงค์เริ่มส่องเข้ามา เมื่อรถบรรทุกพ้นจากอุโมงค์แลร์ดาลแล้ว ความตึงเครียดก็คลายลง
หลังจากผ่านอุโมงค์ รถบรรทุกก็เริ่มแล่นไปบนถนนสายหลักอย่างต่อเนื่อง ทัศนียภาพภายนอกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากฟยอร์ดที่ปกคลุมด้วยความชื้น ตอนนี้พวกเขากำลังไต่ระดับขึ้นสู่หุบเขาและเทือกเขาสูงชันมากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาทนอยู่กับแรงสั่นสะเทือนและการเบรกที่ดุดันของรถบรรทุกไปอีกประมาณสี่ชั่วโมงเต็ม เอโลอิสประเมินจากความรู้สึกและช่วงเวลาที่ความร้อนจากร่างกายเธอเริ่มลดลง
<b><i>กุกกัก กุกกัก!</i></b>
ในที่สุดรถบรรทุกก็เลี้ยวขวาอย่างแรง เสียงล้อบดกับกรวดถนนดังขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งบ่งบอกว่ารถได้ออกจากทางหลวงสายหลักแล้ว
<font color="#48d1cc">“คงใกล้ถึงแล้วล่ะ”</font><font color="#ff8c00"> </font>แจสเปอร์กระซิบ ดวงตาของเขามีความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด<font color="#48d1cc"> “เราน่าจะเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางสายรองที่มุ่งตรงไปยังภูเขาแล้วครับ”</font>
รถบรรทุกเริ่มลดความเร็วลงและแล่นไปตามถนนที่คดเคี้ยว พวกเขาได้ยินเสียงรถบรรทุกคันอื่นที่สวนทางกันบ่งบอกว่าพวกเขาเข้าสู่เส้นทางขนส่งสินค้าในเขตภูเขาแล้ว
รถบรรทุกใช้เวลาอีกประมาณสามสิบนาทีในการเดินทางบนเส้นทางสายรองที่แคบและล้อมรอบด้วยป่าสนที่หนาแน่นกว่าเดิม จนกระทั่งรถบรรทุกเริ่มลดความเร็วและจอดเทียบท่าอย่างเชื่องช้า
<font color="#ff8c00">“เหมือนรถจะหยุดแล้วแฮะ” </font>เอโลอิสกระซิบ มือของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
พวกเขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดีเซลดับลงและตามมาด้วยเสียงประตูรถบรรทุกที่เปิดออกทางด้านหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคนขับรถกำลังลงจากรถเพื่อตรวจเช็กสินค้าหรือส่งมอบ ภายในตู้ทึบที่มืดสนิทความตึงเครียดกลับมาพุ่งสูงถึงขีดสุดอีกครั้ง
<font color="#ff8c00">“ประตูถูกซีล…” </font>เอโลอิสกระซิบเสียงต่ำ เธอจำได้ถึงเสียงที่ดังขึ้นตอนเข้าสู่ตู้ <font color="#ff8c00">“ไม่น่าออกทางประตูได้แฮะ”</font>
แจสเปอร์ไม่รอช้า เขาเตรียมพร้อมที่จะใช้ง้าวเยี่ยนหยาฟาดประตูเหล็กทิ้งหากถึงคราวจำเป็น แต่เอโลอิสแตะแขนเขาไว้
<font color="#ff8c00">“อย่าเพิ่ง…” </font>เอโลอิสกล่าว เธอก้มตัวลงสัมผัสที่พื้นเหล็กของตู้ทึบ ซึ่งเป็นเหล็กกล้าที่มีความหนาแน่นสูงและเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการแหวกออก
ทันทีที่เสียงฝีเท้าของคนขับรถบรรทุกเริ่มห่างออกไปเพื่อเดินไปยังโกดังข้างหน้า ภารกิจแหวกแผ่นเหล็กก็เริ่มต้นขึ้น เอโลอิสส่งพลังควบคุมโลหะทั้งหมดของเธอลงสู่พื้นตู้ พื้นเหล็กใต้ฝ่ามือของเธอเริ่มรู้สึกนุ่มนวลราวกับดินน้ำมัน เสียงโลหะที่แยกออกจากกันดังขึ้นเบา ๆ เธอควบคุมพลังให้พื้นเหล็กบริเวณมุมตู้ฉีกขาดออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีตัวคน พร้อมกับพับขอบเหล็กลงไปด้านล่างอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงกระทบพื้น ช่องว่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนพื้นตู้ทึบทันที อากาศเย็นจัดและกลิ่นน้ำมันดินของท้องถนนพุ่งสวนขึ้นมาสู่ใบหน้าของพวกเขาอย่างแรง
<font color="#ff8c00">“เร็วเข้า!”</font> เอโลอิสสั่ง
แจสเปอร์รับหน้าที่เป็นคนแรกในการดำดิ่งลงสู่ช่องว่างนั้น เขาใช้กำลังแขนยึดขอบเหล็กไว้และลดตัวลงไปสู่ใต้ท้องรถบรรทุก เขาคลานเข้าไปซ่อนตัวในช่องว่างระหว่างเพลาล้ออย่างรวดเร็ว ป้าคาเรนตามลงมาเป็นคนที่สองอย่างทุลักทุเลและเงียบเชียบที่สุด และสุดท้ายคือเอโลอิส เธอลงสู่พื้นถนนอย่างง่ายดายพร้อมเคอร์ติส
ทันทีที่เท้าของเอโลอิสเหยียบพื้นถนนใต้ท้องรถบรรทุก เธอก็ไม่รีรอที่จะปิดร่องรอยทั้งหมด เธอส่งพลังควบคุมโลหะกลับไปยังช่องเปิดสี่เหลี่ยมบนพื้นรถ พื้นเหล็กที่ถูกแหวกออกนั้นถูกดึงกลับเข้าหากันและเชื่อมต่อกันอีกครั้งในระดับโมเลกุลอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย ไม่เหลือแม้แต่รอยต่อของการฉีกขาด ขณะเดียวกัน เอโลอิสก็ใช้พลังแก้ไขช่องระบายอากาศที่เธอสร้างไว้ตอนแรกให้เหล็กประสานตัวกันจนแน่นสนิทไม่ให้มีหลักฐานใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย ราวกับว่าตู้ทึบนี้ไม่เคยถูกบุกรุกมาก่อน
พวกเขาทั้งสามคนเบียดกันอยู่ใต้ท้องรถบรรทุกเงียบเชียบราวกับก้อนหิน ห่างจากเท้าของคนขับรถที่กำลังเดินไปมาเพื่อขนถ่ายสินค้าเพียงไม่กี่เมตร หัวใจของพวกเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อมั่นใจแล้วว่าคนขับรถมุ่งความสนใจไปที่การเปิดโกดังและยังไม่มีใครเข้ามาในพื้นที่ใกล้เคียง แจสเปอร์ก็ส่งสัญญาณมือ เขาคลานออกมาจากใต้ท้องรถบรรทุกเป็นคนแรก ตามมาด้วยป้าคาเรนและเอโลอิสที่มีเคอร์ติสเกาะไหล่ พวกเขาคลานเข้าไปในเงามืดของกลุ่มต้นสนที่อยู่ข้างโกดังอย่างรวดเร็วที่สุด
เมื่อทุกคนยืนขึ้นอย่างมั่นคงและปลอดภัยแล้ว เอโลอิสก็หันไปมองรถบรรทุกคันนั้น…
<font color="#ff00ff">“เฮ้อ…กว่าทำรอดมาตายเกือบเป็นลมคาตู้ไปแล้ว” </font>ป้าคาเรนกล่าวพร้อมยกยาดมขึ้นมาสูด
แจสเปอร์ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ชี้ไปยังภูเขาสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศใต้ของพวกเขา ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็งที่ส่องประกายสีเงินภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่าย
<font color="#48d1cc">“ที่นั่นหรือเปล่าพี่สาว”</font> แจสเปอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง <font color="#48d1cc">“ภูเขากัลด์เฮอพิกเกน”
</font>
ระยะทางจากจุดที่พวกเขาลงรถ ณ เมืองลูมไปยังเชิงเขานั้นยังต้องเดินทางต่ออีกประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งพวกเขาจะต้องหาทางไปให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนที่ค่ำคืนที่สว่างไสวของนอร์เวย์จะมาถึง
</span></font></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="text-align: left;"><b><font color="#ff0000" size="4"><br></font></b></div><div style="text-align: center;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center; font-size: medium;">@God </div><div style="font-size: medium; text-align: center;"><br></div></font></span></div></div>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>
Eloise
โพสต์ 2025-12-10 19:12:43
<div align="center" style="list-style-type: none;">
<style>
#boxsystem01 {
border-radius: 30px;
border: 3px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/rRy1fdM.jpg");}
</style>
<style>
#boxsystem02 {
width: 800px;
border-radius: 20px;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 1em;
background-image: url("https://i.imgur.com/D7jhgwq.png");}
</style>
<style>
#boxsystem03 {
width: 520px;
border-radius: 20px;
border: 6px double #ADD8E6;
padding: 3px;
box-shadow: #ADD8E6 0px 0px 3em;
background-image: url("https://i.imgur.com/UtFwcWD.png");}
</style>
<div id="boxsystem01">
<p><br><br><br></p><div id="boxsystem02"><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div align="center" style="outline-style: none;"><img src="https://img2.pic.in.th/pic/-194b7f1a70eef17f7d.png" border="0"></div><div align="center" style="outline-style: none;"><br></div><div style="text-align: left;"><div style="text-align: center;"><span id="docs-internal-guid-9d3e3355-7fff-d32b-ca18-7825e644691c"><font face="Kanit"><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;">เมืองลูมถูกอาบด้วยแสงแดดที่ดูซีดเซียวในยามบ่าย มันเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ดูเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของไม้สนแห้ง แต่บนถนนสายหลัก Rv15 ที่มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองไปทางใต้สู่เทือกเขานั้นกลับมีความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่อุทยานแห่งชาติ Jotunheimen
หลังจากที่พวกเขาคลานออกมาจากความมืดมิดใต้ท้องรถบรรทุกและหลบซ่อนตัวในป่าสนจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว พวกเขาก็เดินเลาะออกมายังถนนสายเปลี่ยวนี้
<font color="#ff8c00">“ห้าสิบกิโลเมตร”</font> เอโลอิสพึมพำขณะมองไปยังขุนเขาสีเทาเข้มที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบ <font color="#ff8c00">“ถ้าเราเดิน…ป้าคาเรนคงได้ไขข้ออักเสบจนต้องหามส่งโรงพยาบาลแน่”</font>
<font color="#ff00ff">“นั่นปากเรอะ! ฉันยังไม่ตายง่าย ๆ หรอกย่ะ! แต่มันก็จริงที่ฉันไม่อยากเดินจนรองเท้ากัดเป็นแผลน่ะ” </font>พูดจบป้าคาเรนก็สูดยาดมต่อ
แจสเปอร์มองไปยังรถยนต์ส่วนตัวที่ขับผ่านไปมาบ้างประปราย ส่วนใหญ่เป็นรถ SUV ที่ดูทนทาน และด้านบนหลังคามักมีกล่องเก็บสัมภาระหรือแร็คบรรทุกจักรยาน ซึ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคนในรถเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักปีนเขา
<font color="#48d1cc">“โบกรถดูดีไหมครับ?” </font>แจสเปอร์เสนอ <font color="#48d1cc">“เราต้องหาเหยื่อ เอ๊ย! หาคนที่ใจดีและกำลังจะไปทางอุทยาน”</font>
พวกเขาเลือกจุดยืนโบกรถที่ดูเป็นมิตรที่สุด นั่นคือ บริเวณทางโค้งเล็ก ๆ ที่รถต้องชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้ดูเหมือนคนร้ายที่กำลังจะปล้นรถ แจสเปอร์ยกมือขึ้นโบกอย่างมั่นใจ ขณะที่เอโลอิสยืนอยู่ข้าง ๆ โดยมีป้าคาเรนยืนอยู่ตรงกลาง พร้อมกับถือถุงสายรุ้งห้าสีใบใหญ่ราวกับกระเป๋าเดินทางหรูหรา ส่วนเคอร์ติสหลบในเสื้อเอโลอิส
รถหลายคันขับผ่านไปอย่างไม่สนใจใยดี มีทั้งรถแคมเปอร์ขนาดใหญ่และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล บางคันขับผ่านไปพร้อมกับเหลียวมองด้วยความสงสัยในรูปลักษณ์ที่ดูแปลกแยกของพวกเขา
และในที่สุด…รถยนต์ SUV สีเข้มขนาดกลางคันหนึ่งที่มีสกีและอุปกรณ์ปีนเขาผูกติดอยู่ด้านหลังก็เบรกเอี๊ยดและจอดห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลนัก คู่สามีภรรยาชาวนอร์เวย์คู่หนึ่งที่อยู่ในวัยสี่สิบต้น ๆ มองมาที่พวกเขาด้วยสีหน้าฉงนใจ
คนขับรถลดกระจกลง ชายผู้นั้นมีหนวดเคราสีบลอนด์เข้มและดวงตาสีฟ้าอ่อน เขาเอ่ยถามด้วยภาษานอร์เวย์ที่รวดเร็วและฟังดูเป็นมิตร
<font color="#006400">“Hei! Hva trenger dere?”</font>
เดมิก็อดทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
<font color="#ff8c00">“เอิ่ม...พูดภาษาอังกฤษได้ไหมคะ?”</font> เอโลอิสถามออกไปอย่างระมัดระวัง
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายคนนั้น
<font color="#006400">“โอ้! ได้สิ! พวกคุณมาจากที่ไหนกัน? ดูเหมือนนักท่องเที่ยวหลงทางเลยนะ พวกคุณกำลังมองหาอะไรอยู่เหรอ?”</font>
แจสเปอร์สวมบทบาททันที เขาถอดฮู้ดสีน้ำเงินเข้มออกและพยายามทำสีหน้าให้ดูอ่อนโยนที่สุด
<font color="#48d1cc">“ครับ! พวกเรากำลังจะไปที่…กัลด์เฮอพิกเกนครับ” </font>แจสเปอร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยอ่อน<font color="#48d1cc"> “พวกเราเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไกลมาก และมาแบบทริปที่ต้องประหยัดเงินที่สุดเท่าที่จะทำได้”</font>
ภรรยาของเขาที่นั่งอยู่ข้างคนขับยื่นหน้าออกมามอง เธอมีผมสีทองที่ถูกรวบอย่างเป็นระเบียบและดูใจดี
<font color="#9932cc">“โอ้ จริงเหรอ? นั่นไกลจากที่นี่มากนะ คุณจะเดินไปจริง ๆ เหรอ?”</font>
เอโลอิสรู้ว่าถึงเวลาใช้ไพ่ใบสุดท้ายแล้ว เธอจับแขนป้าคาเรนไว้แน่น และมองไปยังคู่สามีภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดราม่าและความสิ้นหวัง
<font color="#ff8c00">“คือ...พวกเราไม่เป็นไรหรอกค่ะ” </font>เอโลอิสเริ่มบทบาทอย่างเนียน ๆ <font color="#ff8c00">“แต่พวกเราอยากพาคุณยายของเราไปดูยอดเขานั้นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตน่ะค่ะ” </font>เธอใช้คำว่าครั้งสุดท้ายในชีวิตด้วยน้ำเสียงที่เน้นย้ำที่สุด
ทันใดนั้นเองป้าคาเรนก็หันขวับมาทางเอโลอิสและแจสเปอร์ ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจและโกรธเคือง
<font color="#ff00ff">“อะไรนะ ยายงั้นเหรอ!”</font>
แจสเปอร์รีบหันไปมองป้าคาเรนพร้อมกับกัดฟันพูดเสียงลอดไรฟันว่า<font color="#48d1cc"> “ใช่สิครับ คุณยาย!” </font>พร้อมกับส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘ช่วยรับมุกหน่อย! อยากนั่งรถสบาย ๆ หรืออยากเดินขึ้นเขาเอง!?’
ป้าคาเรนผู้มีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดสูงที่สุดเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เธอเปลี่ยนสีหน้าจากโกรธเคืองเป็นความเศร้าสร้อยและอ่อนแรง ได้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นนักแสดงละครเวทีมืออาชีพ
<font color="#ff00ff">“อ๋อออออ…โอ้ ใช่ค่ะ! ฉัน...ฉันเป็นยายของพวกเขาเอง” </font>ป้าคาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เธอเริ่มไอลมออกมาอย่างน่าสงสาร ก่อนที่หญิงในรถจะถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกมาด้วยความสงสัย
<font color="#9932cc">“คุณยายดูแข็งแรงดีนะคะ ดิฉันต้องขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ...หลาน ๆ ของคุณดู เอ่อ...แตกต่างกัน…มากเหมือนกันนะคะ” </font>เธอมองไปยังเอโลอิสฝรั่งผิวขาวผมแดงเพลิง สลับกับแจสเปอร์หนุ่มหน้าตี๋ขาวแบบคนจีน และปิดท้ายด้วยป้าคาเรนผิวแทนแบบชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤตของความน่าเชื่อถือ ป้าคาเรนส่งเสียงฮึ่ม! สั้น ๆ ราวกับกำลังคิดหาทางออก ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอทันที แม้จะถูกบดบังด้วยความเศร้าสร้อยจอมปลอมก็ตาม
<font color="#ff00ff">“อ๋อ! เรื่องนั้นน่ะเหรอคะ? เรื่องนี้มันซับซ้อนมากกกกกเลยค่ะมาดาม”</font> ป้าคาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าเชื่อถืออย่างไม่น่าเชื่อ เธอเริ่มบรรยายเรื่องราวครอบครัวแบบข้าง ๆ คู ๆ
<font color="#ff00ff">“ดูอย่างตาแจสเปอร์คนนี้สิคะ”</font> ป้าคาเรนชี้ไปที่แจสเปอร์ที่ยืนตัวแข็งทื่อ<font color="#ff00ff"> “เขาเป็นหลานแท้ ๆ ของฉันเองค่ะ พอดีลูกสาวของฉันน่ะ แต่งงานกับนักธุรกิจชาวจีนที่ไปลงทุนทำโรงงานที่เมืองไทยค่ะ! เห็นไหมล่ะคะ? เขาเลยได้เชื้อพ่อไปเต็ม ๆ หน้าอย่างเจ๊กเลย...แต่เป็นหลานที่กตัญญูมากนะคะ!”</font>
แจสเปอร์ถึงกับเบิกตากว้างกับเหตุผลที่ไร้ร่องรอยเช่นนั้น แต่ก็พยายามยิ้มให้ดูเศร้าที่สุด
ป้าคาเรนหันไปทางเอโลอิสที่เป็นฝรั่งผมแดงเพลิงก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อยแล้วรีบหาทางออกอย่างรวดเร็ว
<font color="#ff00ff">“ส่วนยัยหนูหัวแดงคนนี้ เอ่อ...เธอเป็นเด็กลูกติดน่ะค่ะ! ใช่! เธอเป็นลูกสาวของลูกติดสามีคนล่าสุดของฉันเองค่ะ พอดีฉันได้ผัวใหม่เป็นฝรั่งน่ะค่ะ ฮ่า ๆ” </font>ป้าคาเรนกล่าวจบก็หัวเราะออกมาอย่างแห้ง ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความตลกในเหตุผลของตัวเอง<font color="#ff00ff"> “เห็นไหมคะ? ครอบครัวฉันน่ะมีความหลากหลายและวุ่นวายแบบนี้แหละค่ะ ข้างบ้านชอบแซวว่าครอบครัวนานาชาติ แต่ความรักที่มีให้กันมันยิ่งใหญ่เสมอนะคะ โดยเฉพาะความรักที่หลาน ๆ มีให้ฉัน เพื่อให้ฉันทำความปรารถนาสุดท้ายให้สำเร็จ…ฉัน…แค่อยากเห็นหิมะบนยอดเขานั้น...ก่อนที่...ฉันจะไม่ได้เห็นอะไรอีก”</font> ป้าคาเรนยกมือที่สั่นเทาขึ้นกุมหัวใจและเริ่มไอลมออกมาอย่างน่าสงสารพลางปาดน้ำตาทิพย์
สองสามีภรรยาถึงกับอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวครอบครัวที่ซับซ้อนและยาวเหยียดเท่านี้มาก่อน แต่ดราม่าที่เข้มข้นนี้กลับทำลายความสงสัยเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกลงไปได้อย่างสิ้นเชิง และแทนที่ด้วยความสงสารในชะตากรรมที่ยุ่งเหยิงของครอบครัวนี้แทน
<font color="#9932cc">“โอ้! พระเจ้าช่วย!” </font>คนที่เป็นภรรยาอุทานด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง<font color="#9932cc"> “ช่างเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจมาก เข้าใจแล้วค่ะ! ไม่ต้องห่วงนะคะคุณยายขึ้นรถมาเลยค่ะ! พวกเราก็กำลังจะไปตั้งแคมป์ที่นั่นพอดีเลย! ติดรถไปกับพวกเราเถอะค่ะ”</font>
สองสามีภรรยาจัดการพับเบาะหลังเพื่อสร้างพื้นที่ให้ป้าคาเรนได้นั่งสบายที่สุด พร้อมกับอัดแจสเปอร์และเอโลอิสเข้าไปเบียดกันอยู่ตรงกลาง
<font color="#9932cc">“นี่เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อเลยนะคะ”</font> ฝ่ายภรรยากล่าวอย่างร่าเริงขณะที่รถ SUV เริ่มขับไต่ระดับความสูงขึ้นไปตามถนนที่คดเคี้ยว<font color="#9932cc"> “พวกเรากำลังจะไปที่พื้นที่ตั้งแคมป์ใกล้ ๆ Juvasshytta พอดีเลย! พวกคุณโชคดีมาก”</font>
การเดินทางในรถยนต์นั้นช่างแตกต่างจากการถูกอัดอยู่ในตู้ทึบอย่างสิ้นเชิง ภายในรถอุ่นสบาย มีกลิ่นหอมของกาแฟและหนังใหม่ ๆ เอโลอิสและแจสเปอร์นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเบาะหลัง โดยพยายามทำตัวให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนป้าคาเรนก็ยังคงสวมบทบาทเป็นคุณยายผู้ใจดีที่ใกล้จะหมดอายุขัยต่อไป
แล้วหญิงสาวหน้ารถผู้มีหัวใจเมตตาก็เริ่มมองสำรวจสัมภาระของเหล่าเดมิก็อด
<font color="#9932cc">“ว่าแต่...พวกคุณมาปีนเขาจริง ๆ เหรอคะ?”</font> เธอถามด้วยน้ำเสียงกังวล<font color="#9932cc"> “คุณไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยเหรอ? ไม่มีรองเท้าปีนเขา ไม่มีเสื้อแจ็คเก็ตกันลม ไม่มีแม้แต่เป้สะพายหลังที่ดี ๆ เลย” </font>เธอเห็นถุงสายรุ้งห้าสีของป้าคาเรนที่วางอยู่ที่พื้นอย่างน่าสงสัย มันไม่ใช่ของที่เหมาะกับการพกไปปีนเขาเลยสักนิด
เอโลอิสเหลือบมองแจสเปอร์ ก่อนจะใช้กลยุทธ์เดิมด้วยการทำหน้าเศร้าสร้อย
<font color="#ff8c00">
“พวกเราจนมากค่ะ”</font> เอโลอิสกล่าวเสียงแผ่ว<font color="#ff8c00"> “เงินที่เก็บมาทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเดินทางแล้ว เราแค่อยากพาคุณยายมาที่นี่ให้ได้...เราวางแผนจะปีนด้วยเสื้อผ้าที่เรามีนี่แหละค่ะ”
</font>
สองสามีภรรยาหันมามองกันและกันด้วยความเวทนา ฝ่ายสามีส่ายศีรษะเบา ๆ
<font color="#006400">“บ้าไปแล้ว!”</font> เขาอุทาน<font color="#006400"> “คุณไม่สามารถขึ้นไปบนธารน้ำแข็งด้วยเสื้อผ้าแบบนั้นได้หรอก! อุณหภูมิบนนั้นต่ำกว่าศูนย์องศามากนะครับ”</font>
ฝ่ายภรรยายื่นมือไปจับมือของเอโลอิสอย่างอ่อนโยน <font color="#9932cc">“ไม่เป็นไรนะที่รัก พวกเราเตรียมของมาเยอะมาก พวกเรามีอุปกรณ์สำรอง”</font>
รถแล่นไต่ระดับความสูงต่อไปเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม ผ่านทิวทัศน์ที่กลายเป็นสีขาวโพลนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภูเขาทุกหนแห่งปกคลุมไปด้วยหิมะและธารน้ำแข็งที่ส่องแสงระยิบระยับ
ในที่สุดรถก็จอดลงที่บริเวณลานจอดรถที่เป็นกรวดกว้าง ๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากอาคารหลักของ Juvasshytta เพื่อเตรียมตัวตั้งแคมป์
<font color="#9932cc">“พวกเราส่งพวกคุณได้แค่นี้นะคะ” </font>ภรรยาผู้นั้นกล่าว <font color="#9932cc">“แต่ก่อนพวกคุณจะไป...”</font>
พวกเขาเปิดกล่องสัมภาระบนหลังคาและมอบอุปกรณ์ให้กับเหล่าเดมิก็อดอย่างใจกว้าง ประกอบด้วย แจ็คเก็ตกันลมแบบกันน้ำ ถุงมือกันหนาวและหมวกไหมพรม อุปกรณ์สำหรับเทรคกิ้งและปีนเขาที่สภาพยังพอใช้การได้ และเอเนอจี้บาร์จำนวนหนึ่ง
<font color="#9932cc">“นี่คืออุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดที่จะทำให้พวกคุณไม่ตายบนเขานะคะ” </font>ฝ่ายภรรยาเตือนด้วยความจริงจัง
<font color="#ff8c00">“ขอบคุณมากค่ะ! ขอบคุณมาก!” </font>เอโลอิสกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจจริง ๆ เพราะเธอรู้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีค่ามหาศาล
ส่วนป้าคาเรนก็โบกมืออย่างอ่อนแรงเพื่อตอกย้ำความน่าสงสาร<font color="#ff00ff"> “ขอบคุณนะคะ ขอให้พวกคุณโชคดี!”</font>
หลังจากรับอุปกรณ์และบอกลากันเสร็จ เหล่าเดมิก็อดก็รีบเดินตรงเข้าไปในบริเวณเนินเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะอย่างรวดเร็ว ทิ้งคู่สามีภรรยาผู้ใจดีให้งุนงงอยู่กับความประหลาดใจว่าเหตุใดคุณยายที่ป่วยหนักถึงได้เดินได้คล่องแคล่วว่องไวขนาดนั้น
หลังจากเดินแยกตัวจากรถ SUV ของคู่สามีภรรยาผู้ใจดีออกมาในระยะที่ปลอดภัยแล้ว แจสเปอร์ เอโลอิส และป้าคาเรนก็หยุดลงภายใต้เงาของกองหินใหญ่ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ตั้งแคมป์ Juvasshytta เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยมีเคอร์ติสคอยดูต้นทางให้
<font color="#ff00ff">“เสื้อนี่มันเริ่ดจริง ๆ อุ่นขึ้นเยอะ” </font>ป้าคาเรนกล่าวด้วยความประหลาดใจขณะที่เธอสวมเสื้อแจ็คเก็ตกันลมที่ดูดีกว่าเสื้อผ้าเก่า ๆ ของเธอเป็นอย่างมาก
แจสเปอร์ไม่รอช้าเขาปรับสายรัดของเป้สะพายหลังเก่า ๆ ที่ได้รับมาจนเข้าที่ เขาเก็บง้าวเยี่ยนหยาไว้ด้านในอย่างมิดชิดที่สุดแล้วสวมทับด้วยแจ็คเก็ตกันที่ช่วยให้เขาดูกลืนไปกับนักปีนเขาคนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
เอโลอิสสวมแจ็คเก็ตและสวมถุงมือแน่นหนา เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกายทันที ความเย็นระดับศูนย์องศาที่เคยทำให้เธอกัดฟันแน่นเมื่ออยู่ในตู้ทึบนั้น บัดนี้ลดระดับความรุนแรงลงไปมาก
<font color="#ff8c00">“ตอนนี้พวกเราเหมือนนักท่องเที่ยวที่มาปีนเขาเลยแฮะ”</font> เอโลอิสกล่าว <font color="#ff8c00">“ถึงแม้จะยังดูแปลก ๆ อยู่บ้างก็เถอะ”</font>
พวกเขาเริ่มเดินเท้าอีกครั้ง เป้าหมายคือภูเขากัลด์เฮอพิกเกนที่สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทุกย่างก้าวพาพวกเขาไต่ระดับขึ้นสู่เทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง อากาศบนที่สูงเบาบางลงเรื่อย ๆ แต่ความรู้สึกตื่นเต้นในตัวแจสเปอร์กลับเพิ่มสูงขึ้น
เอโลอิสถอดถุงมือออกข้างหนึ่งแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าคาดเอว เธอหยิบแผนที่กระดาษที่แม็กนัสเคยมอบให้ แผนที่นี้ไม่ได้แสดงถึงเส้นทางปีนเขาที่เป็นที่รู้จัก แต่ถูกทำเครื่องหมายด้วยสัญลักษณ์โบราณและภาษาที่ดูเหมือนภาษานอร์สเก่า ๆ แจสเปอร์กับป้าคาเรนโน้มตัวเข้ามาดูแผนที่ใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นที่เริ่มอ่อนแรง
<font color="#ff8c00">“เขาทำเครื่องหมายไว้ตรงนี้ค่ะ” </font>เอโลอิสชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่ จุดที่ดูเหมือนจะเป็นปากถ้ำ <font color="#ff8c00">“มันอยู่ลึกเข้าไปในแนวเขาลับ ที่ไกลออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของยอดเขา และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าถึงได้ยากที่สุด”
</font>
เธอเงยหน้ามองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างละเอียด สายตาของเธอไล่ตามสันเขาที่ห่างไกลออกไป
<font color="#ff8c00">“เราต้องเดินอ้อม ธารน้ำแข็ง Styggedalsbreen ไปทางด้านหลังค่ะ เส้นทางนั้นไม่มีไกด์นำทางและคงไม่มีใครอยากหลงเข้าไป”</font>
แจสเปอร์มองตามทิศทางที่เอโลอิสชี้ออกไป แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่สอดคล้องกับภาพร่างในแผนที่
<font color="#48d1cc">“ดูนั่นสิพี่สาว” </font>แจสเปอร์ชี้ออกไปด้วยความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด <font color="#48d1cc">“ตรงโขดหินที่อยู่ไกล ๆ โน่น...มันดูเหมือน...ยักษ์หินสองตัวกำลังยืนเฝ้าอะไรบางอย่างอยู่”</font>
ที่นั่น…ลึกเข้าไปในความเงียบสงบของเทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบ มีโขดหินขนาดมหึมาสองก้อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้กัน รูปทรงของมันถูกกัดกร่อนโดยหิมะและน้ำแข็งจนดูคล้ายกับ ยักษ์สองตน ที่กำลังยืนปกป้องอาณาเขตอย่างไม่ยอมขยับเขยื้อน
เอโลอิสพับแผนที่เก็บ เธอมองไปยังโขดหินยักษ์คู่นั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
<font color="#ff8c00">“นั่นแหละค่ะ” </font>เอโลอิสยืนยันเสียงหนักแน่น <font color="#ff8c00">“นั่นคือจุดที่แม็กนัสบอกไว้ ถ้ำที่ถูกหิมะปกคลุม ซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างยักษ์หินสองตัวนั้น ภายในถ้ำนั้น...คือ ประตูสู่โยธันไฮม์”</font>
ป้าคาเรนสูดยาดมเข้าเต็มปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตที่เพิ่งได้รับมา
<font color="#ff00ff">“เอาล่ะ” </font>ป้าคาเรนกล่าวเสียงเรียบ <font color="#ff00ff">“ไปหาประตูสู่โลกแห่งความหนาวเหน็บนั่นกันเถอะ ก่อนที่ฉันคนนี้จะแข็งตายก่อนได้เห็นยักษ์น้ำแข็งจริง ๆ”</font>
ทั้งสามคน (และหนึ่งตัว) ต่างกระชับเสื้อผ้าและสัมภาระ พวกเขาก้าวเท้าเดินฝ่าหิมะที่เริ่มหนาขึ้นไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย เส้นทางที่กำลังจะนำพวกเขาเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยตำนานนอร์สอันเก่าแก่...อาณาจักรของยักษ์แห่งน้ำแข็งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขานั่นเอง…
</span></font></div><div style="text-align: left;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: left;"><br></div><div style="text-align: center;"><b><font color="#ff0000" size="4">เปิดดันโยธันไฮม์ให้หน่อยฮะ!</font></b></div><div style="text-align: center;"><font size="3"><span style="white-space-collapse: preserve;"><br></span></font></div><div style="text-align: center; font-size: medium;">@God </div><div style="text-align: center; font-size: medium;"><br></div></font></span></div></div>
</div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black">
<br><br><br>
</font></font></font><p></p></div><font face="Kanit"><font size="3"><font color="black"><b>
<br><br>
</b></font></font></font></div>